กระจกมีสีอะไร?: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Vsauce
แนะนำวิดีโอ: เนื้อหาอธิบายสีเขียวจางของกระจก ที่มาร่วมของคำเกี่ยวกับสีขาวและสีดำ และการกระเจิงที่ทำให้ท้องฟ้ากับดวงตาดูเป็นสีฟ้า ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. in a way, you could say that — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: ลดความหนักแน่นของข้อกล่าวอ้างที่ถูกต้องเพียงในบางมุม โดยไม่เสนอเป็นข้อเท็จจริงเด็ดขาด 2. ancient Proto-Indo-European root word, Bhleg, — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจรากคำภาษาบรรพบุรุษที่สร้างคืน และเหตุที่คำเครือญาติพัฒนาเป็นความหมายตรงข้ามกันได้ 3. which is why — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เชื่อมสาเหตุที่อธิบายแล้วกับผลลัพธ์ และเข้าใจว่า which สรุปคำอธิบายก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ใช่คำนามใกล้เคียงเพียงคำเดียว
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Michael, orange you going to come to the concert this evening? สำนวน
0:11ไมเคิล คืนนี้จะมาคอนเสิร์ตใช่ไหม... “ออเรนจ์ยู”?
orange you ในฐานะมุกสีที่ล้อกับ aren't you
ในที่นี้ orange you ถูกใช้แทน aren't you โดยตั้งใจ เพราะเสียงคล้ายกันอยู่บ้าง ประโยคมาตรฐานคือ Michael, aren't you going to come to the concert this evening? คำว่า Orange เพิ่มคำที่เป็นสีเพื่อสานต่อชุดมุกเรื่องสีในวิดีโอ ไม่ได้ใช้บรรยาย Michael หรือเพิ่มความหมายตรงตัวของผลไม้หรือสี ผู้ฟังต้องแก้มุกนี้กลับเป็น aren't you จึงจะเข้าใจ
แบบฝึกหัด
ในมุกนี้ orange you ใช้แทนสำนวนใด
- aren't you
- won't you
- are you
ดูคำตอบ
aren't you
Did you know that the human eye can differentiate 10 million different colors. ลำดับความ
0:26รู้ไหมว่าดวงตามนุษย์แยกแยะสีต่าง ๆ ได้ถึง 10 ล้านสี
Did you know that ในฐานะกรอบเปิดข้อเท็จจริง
Did you know that ทำให้อนุประโยคที่ตามมากลายเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้เรียกความสนใจ ซึ่งในประโยคนี้คือดวงตามนุษย์สามารถแยกแยะสีที่แตกต่างกันได้ 10 ล้านสี ในคำพูดเชิงอธิบาย โครงสร้างนี้ทำหน้าที่เปิดหัวข้อและส่งสัญญาณว่าข้อมูลอาจน่าประหลาดใจ แม้จะอยู่ในรูปคำถาม แต่ผู้พูดอาจไม่ได้ตรวจสอบความรู้ของผู้ฟัง หากข้อเท็จจริงตามมาทันที ให้เข้าใจว่าเป็นการเปิดเรื่องเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่การขอคำตอบ กรอบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ Did you know that + ประธาน + คำกริยา
แบบฝึกหัด
เติมคำเปิดของผู้นำเสนอด้วยกรอบสี่คำจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ: ____ bees communicate through dance?
ดูคำตอบ
Did you know that
You might say silver because mirrors are often illustrated that way.
0:35คุณอาจตอบว่าสีเงิน เพราะเรามักวาดภาพกระจกเป็นสีนั้น
And to be sure, they are made out of silver or silvery things like aluminum. โน้ต
0:39และแน่นอน กระจกทำจากเงินหรือวัสดุสีเงินอย่างอะลูมิเนียม
to be sure ในฐานะคำแสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน
ในประโยคนี้ to be sure นำเสนอประเด็นที่ผู้พูดยอมรับว่าเป็นจริง นั่นคือกระจกทำจากวัสดุสีเงิน หน้าที่หลักในที่นี้ไม่ใช่การแปลว่า “อย่างแน่นอน” หรือบอกว่าผู้พูดมั่นใจเพียงใด วลีนี้สร้างความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อหนึ่งก่อน คือยอมรับข้อเท็จจริงที่มีขอบเขตจำกัด แล้วจึงเพิ่มข้อจำกัดหรือข้อสรุปที่สำคัญกว่า มักพบในรูปแบบ “To be sure, X, but Y.”
แบบฝึกหัด
ใน “To be sure, the route is longer, but it is much safer,” วลี to be sure ทำหน้าที่อะไร?
- ขอให้ผู้ฟังตรวจสอบเส้นทาง
- ระบุว่าผู้พูดได้ตรวจสอบความยาวของเส้นทางแล้ว
- ยอมรับว่าเส้นทางยาวกว่า ก่อนนำเสนอประเด็นที่สำคัญกว่า
ดูคำตอบ
ยอมรับว่าเส้นทางยาวกว่า ก่อนนำเสนอประเด็นที่สำคัญกว่า
Be made out of + วัสดุ
are made out of เชื่อมโยงกระจกเข้ากับวัสดุที่ใช้สร้างมัน ในที่นี้ out of นำหน้าคำว่าเงินหรือสารสีเงินอย่างอะลูมิเนียม โดยอธิบายองค์ประกอบทางกายภาพ ไม่ใช่สีที่กระจกต้องดูเหมือนว่ามี รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ “be made out of + วัสดุ” เช่น “The model is made out of cardboard.” รูปของ be เปลี่ยนตามกาลและประธาน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่เน้นไว้: The puppet was ____ a paper bag.
ดูคำตอบ
made out of
But a mirror in reality is whatever color you point it at. โน้ต
0:45แต่ในความเป็นจริง กระจกมีสีของสิ่งใดก็ตามที่คุณหันมันไปหา
in reality: การเปลี่ยนจากภาพจำไปสู่ข้อเท็จจริง
ในที่นี้ in reality เป็นสัญญาณเปลี่ยนจากภาพจำทั่วไปว่ากระจกเป็นสีเงิน ไปสู่สิ่งที่กระจกแสดงออกจริง ๆ โดยบอกผู้ฟังว่า “วางความเข้าใจนั้นไว้ก่อน ข้อมูลจริงกำลังจะตามมา” ในฐานะวลีที่ใช้จัดลำดับข้อมูล in reality มักตามหลังคำกล่าว ความเชื่อ สิ่งที่เห็น หรือความคาดหมาย แล้วนำเข้าสู่การแก้ไขหรืออธิบายให้แม่นยำขึ้น ไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่เรียกว่า “reality”
แบบฝึกหัด
in reality ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง?
- บอกว่ากระจกตั้งอยู่ที่ไหน
- แก้ความเชื่อก่อนหน้าด้วยข้อเท็จจริง
- หมายความว่ากระจกมีอยู่เฉพาะในเรื่องเล่า
ดูคำตอบ
แก้ความเชื่อก่อนหน้าด้วยข้อเท็จจริง
whatever color you point it at: การเลือกแบบเปิดและ at ท้ายประโยค
Whatever color you point it at เป็นนามวลีที่แสดงการเลือกอย่างอิสระ หมายถึง “สีอะไรก็ตามที่คุณหันมันไปหา” whatever รวมความหมายของการเลือกแบบเปิด ซึ่งไม่ตัดสีใดออก กับอนุประโยคที่ตามมาเพื่อระบุสีที่เกี่ยวข้อง ใน point it at คำว่า it หมายถึงกระจก สิ่งที่สัมพันธ์กับตำแหน่งหลัง at คือ color แต่ whatever color ที่ย้ายมาอยู่ข้างหน้าได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว ภาษาอังกฤษจึงคง at ไว้ท้ายประโยคอย่างเป็นธรรมชาติ รูปแบบคือ whatever + คำนาม + ประธาน + กริยา ... คำบุพบท
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่ตรงกับความหมายว่า “สีอะไรก็ตามที่คุณหันเซนเซอร์ไปหา”: The color sensor recognizes ____.
ดูคำตอบ
whatever color you point it at
when hit with ...: อนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อรูป
ใน when hit with typical white light คำว่า when นำหน้าอนุประโยคบอกเวลา โดยละประธานและกริยา be ไว้ รูปเต็มคือ when they are hit with typical white light คำว่า they หมายถึงกระดาษโน้ตแบบมีกาว ดังนั้นอนุประโยคนี้เป็นรูปถูกกระทำ และโน้ตเป็นฝ่ายที่ได้รับแสง hit with ในที่นี้หมายถึง “สัมผัสกับ” หรือ “ถูกส่องด้วย” ไม่ได้หมายถึงถูกชนหรือถูกตีทางกายภาพ เมื่อตีความอนุประโยคแบบถูกกระทำที่ย่อรูป ให้เติมประธานของประโยคหลักและรูปของ be ที่เหมาะสมกลับเข้าไป
แบบฝึกหัด
ในประโยค Because, when hit with typical white light, they absorb ... อนุประโยคที่ย่อไว้มีความหมายเต็มว่าอย่างไร?
- เมื่อกระดาษโน้ตแบบมีกาวถูกส่องด้วยแสงสีขาวทั่วไป
- เมื่อแสงสีขาวทั่วไปถูกส่องโดยกระดาษโน้ตแบบมีกาว
- เมื่อกระดาษโน้ตแบบมีกาวส่องแสงสีขาวทั่วไป
ดูคำตอบ
เมื่อกระดาษโน้ตแบบมีกาวถูกส่องด้วยแสงสีขาวทั่วไป
they absorb every other wavelength of visible light except for orange, การใช้คำ
1:03มันจะดูดกลืนแสงที่มองเห็นทุกความยาวคลื่น ยกเว้นสีส้ม
every other ... except for orange: ความยาวคลื่นที่เหลือทั้งหมดนอกจากสีส้ม
every other ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “หนึ่งในทุกสองรายการ” สิ่งที่กล่าวถึงคือ wavelengths of visible light และ except for orange ระบุว่าสีส้มเป็นเพียงรายการเดียวที่ถูกยกเว้น กระดาษโน้ตแบบมีกาวจึงดูดกลืนความยาวคลื่นของแสงที่มองเห็นได้ทั้งหมดนอกเหนือจากสีส้ม และไม่ดูดกลืนความยาวคลื่นสีส้ม every other มีการตีความทั่วไปสองแบบ ในลำดับที่จัดเรียงไว้ อาจหมายถึงรายการสลับกัน แต่เมื่อ other เปรียบเทียบรายการหนึ่งที่ระบุชื่อไว้กับรายการที่เหลือ และวลีแสดงข้อยกเว้นยืนยันขอบเขต ก็จะหมายถึง “ทุกรายการที่เหลือ” ให้ดูทั้งกลุ่มที่กำลังกล่าวถึงและวลีแสดงข้อยกเว้นเพื่อเลือกความหมาย
แบบฝึกหัด
การตีความใดเหมาะกับ every other wavelength of visible light except for orange ในตัวอย่าง?
- ความยาวคลื่นของแสงที่มองเห็นได้แบบสลับกัน โดยยกเว้นสีส้มด้วย
- ทุกความยาวคลื่นของแสงที่มองเห็นได้นอกเหนือจากสีส้ม
- เฉพาะความยาวคลื่นสีส้ม
ดูคำตอบ
ทุกความยาวคลื่นของแสงที่มองเห็นได้นอกเหนือจากสีส้ม
So, in a way, you could say that a mirror is white. น้ำเสียง/เจตนา
1:14ดังนั้น ในแง่หนึ่ง คุณอาจบอกได้ว่ากระจกเป็นสีขาว
in a way, you could say that: เสนอความคิดเห็นอย่างระมัดระวัง
in a way จำกัดข้อความให้อยู่ในมุมมองหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าเป็นความจริงทั้งหมด ส่วน you could say that เสนอข้อความที่ตามมาว่าเป็นคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ โดย you ใช้กล่าวถึงคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องหมายถึงผู้ฟังโดยตรง เมื่อใช้สองส่วนนี้ร่วมกัน a mirror is white จะฟังดูเป็นคำอธิบายโดยประมาณที่ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ could ในที่นี้ช่วยลดความหนักแน่นของข้อความ ไม่ได้พูดถึงความสามารถในอดีต
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเสนอผลลัพธ์นี้เป็นการตีความแบบจำกัดและระมัดระวัง
- In a way, you could say that the delay gave us more time to prepare.
- She was able to say that the delay gave us more time to prepare.
- The delay unquestionably gave us more time to prepare.
ดูคำตอบ
In a way, you could say that the delay gave us more time to prepare.
Except a mirror doesn't reflect colors in the same way that pigment does. ไวยากรณ์
1:18เพียงแต่กระจกไม่ได้สะท้อนสีแบบเดียวกับเม็ดสี
in the same way that ... does: เปรียบเทียบวิธีการทำงานของสิ่งต่าง ๆ
in the same way that นำอนุประโยคที่บอกเกณฑ์สำหรับการเปรียบเทียบ โครงสร้าง X does not + verb + in the same way that + Y + auxiliary หมายความว่า X และ Y เกี่ยวข้องกับการกระทำทั่วไปแบบเดียวกัน แต่วิธีการต่างกัน ที่ท้ายประโยค does ใช้แทน reflects colors การใช้กริยาช่วยแทนเช่นนี้ช่วยไม่ให้ต้องกล่าววลีกริยาทั้งหมดซ้ำ และ does ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำบางอย่างด้วยตัวมันเอง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ in the same way that ได้ถูกต้องและใช้ does แทนกริยาที่ซ้ำ
- Glass does not hold heat in the same way that stone does.
- Glass does not hold heat in the same way that stone do.
- Glass does not hold heat in the same way that stone is.
ดูคำตอบ
Glass does not hold heat in the same way that stone does.
A mirror reflects incoming light in a single outgoing direction.
1:23กระจกสะท้อนแสงที่ตกกระทบออกไปในทิศทางเดียว
Specular reflection, not diffuse: การสะท้อนแบบเงากระจก ไม่ใช่แบบกระจาย
Specular reflection คือการสะท้อนที่ลำแสงตกกระทบซึ่งขนานกันออกไปในทิศทางที่เป็นระเบียบและสอดคล้องกัน เนื่องจากทิศทางของแสงสะท้อนยังเก็บข้อมูลเชิงตำแหน่งไว้ กระจกที่เรียบจึงสร้างภาพที่มองออกได้ ใน diffuse reflection พื้นผิวมีความขรุขระในระดับจุลภาค จึงส่งแสงจากแต่ละจุดออกไปหลายทิศทาง คำบรรยายนี้ใช้การเปรียบต่างแบบละคำ โดยมีความหมายเต็มว่า “This is specular reflection, not diffuse reflection.”
แบบฝึกหัด
พื้นผิวขัดเงาสะท้อนแสงตกกระทบไปในทิศทางที่เป็นระเบียบและสามารถสร้างภาพที่มองออกได้ คำใดอธิบายปรากฏการณ์นี้
- light absorption
- specular reflection
- diffuse reflection
ดูคำตอบ
specular reflection
This kind of reflection creates an image of the very thing in front of the mirror. การใช้คำ
1:31การสะท้อนแบบนี้สร้างภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากระจกพอดี
the very thing: very ในความหมายว่า “สิ่งนั้นอย่างแน่ชัด”
ในนามวลี the very thing คำว่า very เป็นคำขยายเพื่อเน้นที่วางไว้หน้าคำนามโดยตรง หมายถึง “สิ่งนั้นอย่างแน่ชัด” หรือ “สิ่งเดียวกันนั้น” ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มีคุณสมบัติบางอย่างในระดับสูง the very + คำนาม เป็นโครงสร้างที่เจาะจงคน สิ่งของ สถานที่ ช่วงเวลา หรือแนวคิดอย่างแม่นยำ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวเน้นว่าภาพนั้นตรงกับวัตถุชิ้นที่อยู่หน้ากระจกอย่างแท้จริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยคำเน้นเป้าหมายที่หมายถึง “คนคนนั้นอย่างแน่ชัด”: The photo showed the ____ person we had met that morning.
ดูคำตอบ
very
more of a smart white: จัดประเภทใหม่ด้วย more of a
ในโครงสร้าง “X is more of a Y” คำว่า more of a ไม่ได้หมายถึงมีปริมาณมากขึ้น แต่เป็นการปรับประเภทอย่างนุ่มนวลว่า การมอง X ว่าเป็น Y เหมาะกว่าป้ายกำกับเดิมหรือประเภทที่นึกถึงก่อน smart white ในที่นี้เป็นชื่อขำ ๆ ที่ผู้พูดสร้างขึ้นให้กระจก เพราะกระจกสะท้อนแสงไปในทิศทางเฉพาะ ไม่ใช่ชื่อสีที่ใช้กันทั่วไป
แบบฝึกหัด
การประชุมครั้งหนึ่งให้ความรู้สึกเหมือนการคุยอย่างเป็นกันเอง ไม่ใช่การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ประโยคใดจัดประเภทใหม่อย่างนุ่มนวล
- The meeting was the friendliest chat of the week.
- The meeting was more of a friendly chat than a formal interview.
- The schedule included more friendly chats than formal interviews.
ดูคำตอบ
The meeting was more of a friendly chat than a formal interview.
But wait a second: หยุดเพื่อทบทวนข้อสรุปอีกครั้ง
“But wait a second” เป็นคำช่วยจัดลำดับความคิด ผู้พูดหยุดแนวคิดที่กำลังพูดอยู่และชวนผู้ฟังให้ทบทวนสิ่งที่เพิ่งพูดไป ส่วน But เป็นสัญญาณว่ากำลังจะมีการแก้ไข ข้อยกเว้น หรือปัญหาตามมา โดยทั่วไปไม่ได้ขอให้รอหนึ่งวินาทีจริง ๆ แต่ช่วยให้การเปลี่ยนทิศทางของความคิดดูตั้งใจและมีเหตุผล แทนที่จะเปลี่ยนอย่างกะทันหัน
แบบฝึกหัด
คุณกำลังจะเห็นด้วยว่าการเดินทางจะใช้เวลาสองชั่วโมง แต่แล้วก็สังเกตเห็นเส้นทางที่เร็วกว่า วิธีใดเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับหยุดและแก้ข้อสรุปเดิม
- The second route on the map is closed.
- But wait a second—the map shows a faster route.
- Please wait here until the bus arrives.
ดูคำตอบ
But wait a second—the map shows a faster route.
and we live in the real world where there are no perfect mirrors.
1:43แต่เราอยู่ในโลกจริง ซึ่งไม่มีกระจกที่สมบูรณ์แบบ
Not enough that it matters: การละคำและผลลัพธ์
Not enough that it matters. เป็นประโยคละคำแบบภาษาพูด โดยประธานและกริยาที่ละไว้เข้าใจได้จากประโยคก่อนหน้า กล่าวคือ ปริมาณแสงที่กระจกดูดซับยังไม่มากพอที่จะส่งผล enough that + อนุประโยค ใช้บอกระดับและผลที่อาจเกิดจากระดับนั้น ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการดูดซับแสงเลย หรือหัวข้อนี้ไม่สำคัญโดยสิ้นเชิง แต่หมายถึงปริมาณนั้นยังต่ำกว่าจุดที่จะทำให้เกิดความแตกต่างจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำที่หมายถึง “ถึงระดับที่เพียงพอให้ผลนั้นเกิดขึ้น”: The scratch is visible, but not ____ it affects the picture.
ดูคำตอบ
enough that
looks pretty clear to me: สองความหมายของ clear
ใน looks pretty clear to me คำว่า pretty เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “ค่อนข้าง/ทีเดียว” และ looks หมายถึง “ดูเหมือน” ผู้พูดกำลังบอกว่า ในมุมมองของตน ข้อสรุปนั้นเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้พูดกำลังมองกระจก clear จึงชวนให้นึกถึงภาพที่คมชัดและมองเห็นง่ายด้วย ประโยคนี้เล่นกับความหมายเชิงนามธรรมว่า “ชัดเจน” และความหมายทางสายตาว่า “คมชัด” จึงเกิดมุกเบา ๆ
แบบฝึกหัด
เหตุใด looks pretty clear to me จึงฟังดูขบขันในบริบทของกระจก?
- Pretty หมายถึง “สวย” ดังนั้นผู้พูดจึงกำลังชมรูปลักษณ์ของกระจก
- Clear หมายถึงได้ทั้ง “เห็นได้ชัด” และ “คมชัดหรือมองเห็นง่าย” ส่วน pretty หมายถึง “ค่อนข้าง”
- Clear หมายถึง “ว่างเปล่า” ดังนั้นผู้พูดจึงคิดว่ากระจกหายไปแล้ว
ดูคำตอบ
Clear หมายถึงได้ทั้ง “เห็นได้ชัด” และ “คมชัดหรือมองเห็นง่าย” ส่วน pretty หมายถึง “ค่อนข้าง”
But, when you take a look at the spectrum of light reflected by a typical mirror, วลี
1:54แต่เมื่อคุณดูสเปกตรัมของแสงที่กระจกทั่วไปสะท้อนออกมา
take a look at: การตรวจดูอย่างมีจุดมุ่งหมาย
ใน take a look at คำว่า take ไม่ได้หมายถึง “ถือไป” หรือ “เอาออก” ทั้งวลีหมายถึง “ดูหรือตรวจสอบบางสิ่ง” และในที่นี้เป็นการชวนผู้ชมให้สังเกตสเปกตรัม ใช้ take a look at + นามวลี เมื่อต้องการนำเข้าสู่การตรวจดูสั้น ๆ อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยมักฟังเป็นธรรมชาติและสมบูรณ์กว่าการใช้ look เพียงคำเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: Before you choose an answer, ____ the chart.
ดูคำตอบ
take a look at
you will find that it best reflects light within the 510 nanometer range,
1:59คุณจะพบว่ามันสะท้อนแสงในช่วง 510 นาโนเมตรได้ดีที่สุด
perceive ... as ...: ผลที่รับรู้
Which หมายถึงช่วงความยาวคลื่นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ และทำหน้าที่เป็นกรรมของ perceive ในโครงสร้าง perceive A as B นั้น A คือสิ่งที่ถูกรับรู้หรือตีความ ส่วน B คือคุณสมบัติหรือสิ่งที่ผู้สังเกตรับรู้ว่า A เป็น ในที่นี้ ช่วงความยาวคลื่นถูกรับรู้ว่าเป็นแสงสีเขียว โครงสร้างนี้รายงานการรับรู้ของผู้สังเกต ซึ่งอาจแตกต่างจากสิ่งเร้าทางกายภาพ ไม่ได้หมายความว่าการรับรู้ A ทำให้ A เปลี่ยนเป็น B
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Under the colored lamp, we perceive the white paper as pink,” perceive ... as สื่อความหมายใด
- ผู้สังเกตเปลี่ยนกระดาษให้เป็นสีชมพูจริง ๆ
- ผู้สังเกตกำลังค้นหากระดาษสีชมพู
- ผู้สังเกตเห็นว่ากระดาษดูเป็นสีชมพู
ดูคำตอบ
ผู้สังเกตเห็นว่ากระดาษดูเป็นสีชมพู
So, technically, a mirror is a tiny, tiny, tiny bit green. ลำดับความ
2:08ดังนั้น ในทางเทคนิค กระจกจึงมีสีเขียวนิด นิด นิดเดียว
a tiny, tiny, tiny bit: การพูดซ้ำเพื่อเน้นระดับที่เล็กน้อยอย่างยิ่ง
ใน a tiny, tiny, tiny bit คำว่า tiny ที่ซ้ำกันทำหน้าที่ร่วมกันเป็นตัวเน้นเพียงชุดเดียวภายในวลีบอกปริมาณ a ... bit ไม่ได้หมายถึงปริมาณเล็ก ๆ สามส่วนแยกกัน แต่เป็นการยืดการเน้นเพื่อให้ความแตกต่างฟังดูเล็กน้อยอย่างยิ่ง การจงใจพูดซ้ำยังทำให้จังหวะช้าลงและเพิ่มอารมณ์ขันเล็กน้อย ผู้พูดสามารถพูดคำที่บอกระดับซ้ำแบบนี้เพื่อทำให้ระดับนั้นชัดเจนขึ้นโดยไม่เปลี่ยนความหมายพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ การพูด tiny ซ้ำสามครั้งมีหน้าที่หลักอย่างไร?
- เน้นอย่างมีอารมณ์ขันว่าปริมาณนั้นเล็กน้อยอย่างยิ่ง
- หมายความว่ากระจกเป็นสีเขียวทั้งหมด
- อธิบายปริมาณเล็ก ๆ สามส่วนที่แยกจากกัน
ดูคำตอบ
เน้นอย่างมีอารมณ์ขันว่าปริมาณนั้นเล็กน้อยอย่างยิ่ง
You may have noticed this yourself when investigating a mirror tunnel. น้ำเสียง/เจตนา
2:14คุณอาจเคยสังเกตเห็นเองตอนสำรวจอุโมงค์กระจก
You may have noticed this yourself: การเชิญให้นึกถึงประสบการณ์อย่างไม่ฟันธง
ใน may have noticed คำว่า may แสดงความเป็นไปได้ และ have noticed วางการสังเกตไว้ก่อนเวลาปัจจุบัน ในที่นี้ may have ไม่ได้เป็นการอนุญาต แต่บอกว่าผู้ชมอาจเคยมีประสบการณ์นี้แล้ว yourself ใช้เพื่อเน้นว่าผู้ชมสังเกตเห็นด้วยตัวเอง เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้เชิญให้ผู้ชมนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวโดยไม่ยืนยันว่าทุกคนต้องเคยสังเกตเห็น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเชิญให้อีกฝ่ายนึกถึงการสังเกตในอดีตที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่สรุปว่าอีกฝ่ายต้องเคยมีประสบการณ์นั้นแน่นอน?
- You must have noticed the effect yourself.
- You may have noticed the effect yourself.
- You may notice the effect yourself tomorrow.
ดูคำตอบ
You may have noticed the effect yourself.
This happens when two mirrors face each other, วลี
2:18ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกระจกสองบานหันเข้าหากัน
face each other: หันหน้าเข้าหากัน
ในที่นี้ face เป็นคำกริยาที่หมายถึง “หันไปทาง” กระจกสองบานถูกวางให้พื้นผิวสะท้อนของแต่ละบานหันไปยังอีกบานหนึ่ง each other ทำให้ความสัมพันธ์เป็นแบบสองฝ่าย กล่าวคือ กระจก A หันไปทางกระจก B และกระจก B ก็หันไปทางกระจก A โครงสร้าง X and Y face each other ใช้อธิบายคน อาคาร ที่นั่ง หน้าจอ หรือสิ่งอื่นที่ด้านหน้าหันเข้าหากันได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “หันเข้าหากัน”: The two desks ____.
ดูคำตอบ
face each other
reflecting the same scene back and forth and back and forth and back and forth วลี
2:21และสะท้อนภาพเดิมกลับไปกลับมา กลับไปกลับมา แล้วก็กลับไปกลับมา
back and forth: ไปกลับหรือสลับไปมา
Back and forth เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่หมายถึงการเคลื่อนไปในทิศทางหนึ่งแล้วกลับไปอีกทิศทางซ้ำ ๆ หรือการไปมาระหว่างสองฝั่งหรือสองจุด ในที่นี้ใช้บรรยายภาพสะท้อนเดียวกันที่เด้งไปมาระหว่างกระจกสองบาน การพูดวลีนี้ซ้ำสามครั้งทำให้เกิดจังหวะที่สื่อถึงความต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้ฟังจินตนาการว่าภาพสะท้อนทอดยาวซ้ำแล้วซ้ำอีก ในบริบทอื่น จุดทั้งสองอาจเป็นสถานที่ คน ความคิดเห็น หรือตัวเลือก ไม่จำเป็นต้องเป็นทิศทางจริงเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “ซ้ำไปมาระหว่างสองจุด”: The ferry travels ____ between the island and the mainland all day.
ดูคำตอบ
back and forth
least of all: ในระดับที่น้อยที่สุด
least of all หมายถึง “ในระดับที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกคนหรือทุกสิ่ง” ในที่นี้ละข้อความที่ซ้ำกันไว้: แสงทุกสีสูญเสียแสงที่มองเห็นได้ แต่แสงสีเขียวสูญเสียน้อยที่สุด สิ่งที่กำลังเปรียบเทียบต้องดูจากบริบท วลีนี้ไม่ได้แปลว่า “สำคัญน้อยที่สุด” เสมอไป แต่ชี้ไปที่การกระทำหรือคุณสมบัติที่กำลังถูกเปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “ในระดับที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทั้งหมด” ลงในประโยค: All the plants were damaged by the cold, but the roses ____.
ดูคำตอบ
least of all
That's why the reflection way down the tunnel is dimmer and greener. การใช้คำ
2:32นั่นจึงทำให้ภาพสะท้อนลึกเข้าไปในอุโมงค์มืดลงและเขียวขึ้น
way down the tunnel: way ที่หมายถึง “ไกลมาก”
ใน way down the tunnel คำว่า way เป็นคำวิเศษณ์ที่เน้นระยะทางใน down the tunnel ให้มากขึ้น จึงหมายถึง “อยู่ไกลเข้าไปในอุโมงค์” หรือ “อยู่ลึกในอุโมงค์” ไม่ใช่คำนาม way ที่หมายถึงเส้นทางหรือวิธีการ รูปแบบนี้พบบ่อยกับคำบอกสถานที่หรือระดับ เช่น way up, way back และ way beyond โดย way เพิ่มความหมายว่าตำแหน่งหรือระดับนั้นอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นหรือระดับที่คาดไว้มาก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ way เป็นคำวิเศษณ์ที่หมายถึง “ไกลมาก”?
- We found a way down the mountain.
- The library is way down the street.
- Show me the way to the station.
ดูคำตอบ
The library is way down the street.
So, maybe real-world mirrors aren't smart white.
2:38ดังนั้น กระจกในโลกจริงอาจไม่ใช่ “สีขาวอัจฉริยะ”
kind of + คำคุณศัพท์
ในประโยคนี้ kind of อยู่หน้าคำคุณศัพท์ green และทำให้คำบอกเล่าอ่อนลง หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “นิดหน่อย” คือสิ่งเหล่านั้นมีลักษณะเขียวเล็กน้อย แต่ผู้พูดไม่ได้บอกว่าเขียวอย่างชัดเจนมาก โครงสร้างคือ kind of + คำคุณศัพท์ ใช้บรรยายแบบคร่าว ๆ หรืออย่างระมัดระวัง แทนการตัดสินแบบหนักแน่นและแม่นยำ
แบบฝึกหัด
kind of ใน “The wall is kind of green” หมายถึงอะไร?
- ผู้พูดกำลังระบุสีทาสีเขียวชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ
- กำแพงเป็นสีเขียวเข้มอย่างแน่นอน
- กำแพงดูค่อนข้างเขียว แต่ไม่ได้เขียวชัดมาก
ดูคำตอบ
กำแพงดูค่อนข้างเขียว แต่ไม่ได้เขียวชัดมาก
come from the same root: มาจากรากศัพท์เดียวกัน
ในวิชานิรุกติศาสตร์ คำที่ come from the same root สามารถสืบย้อนกลับไปยังคำหรือฐานคำเก่าคำเดียวกันได้ root ในที่นี้หมายถึงต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่รากของพืช การมีรากศัพท์เดียวกันไม่ได้หมายความว่าคำในปัจจุบันยังมีรูปคล้ายกันหรือมีความหมายเหมือนกัน รูปคำและความหมายอาจเปลี่ยนไปตามเวลาในภาษาต่าง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเกี่ยวกับที่มาของคำด้วยสำนวนที่หมายถึง “มีต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์เดียวกัน”: English “father” and German “Vater” ____.
ดูคำตอบ
come from the same root
Well, it turns out that all of those words come from the same ancient Proto-Indo-European root word, โน้ต
3:00ปรากฏว่าคำทั้งหมดนั้นมาจากรากศัพท์โบราณคำเดียวกันในภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม
it turns out that: การนำเสนอผลลัพธ์ที่เพิ่งถูกเปิดเผย
ในประโยคนี้ it turns out that ใช้นำเสนอคำตอบที่ชัดเจนขึ้นหลังจากพิจารณาคำถามแล้ว อนุประโยคหลัง that บอกข้อเท็จจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยว่า คำทั้งหมดมีรากโบราณเดียวกัน ใช้โครงสร้าง “It turns out that + อนุประโยค” เมื่อหลักฐาน คำอธิบาย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเปิดเผยสิ่งที่ตอนแรกยังไม่ชัดเจน ในที่นี้ turn out หมายถึง “ปรากฏว่าเป็นความจริง” ไม่ได้หมายถึงหันตัวหรือออกไปข้างนอก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างสี่คำจากบทเรียนที่หมายความว่าตอนนี้ข้อเท็จจริงได้ชัดเจนแล้ว: ____ the puppy is asleep under the porch.
ดูคำตอบ
It turns out that
รากคำโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนโบราณ Bhleg
ภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียนเป็นชื่อที่นักภาษาศาสตร์ใช้เรียกภาษาบรรพบุรุษในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งสร้างขึ้นใหม่จากการเปรียบเทียบภาษาที่มีความสัมพันธ์กัน ภาษานี้ไม่ใช่ประเทศสมัยใหม่ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือภาษาที่ยังใช้ในชีวิตประจำวัน ในวิดีโอ Bhleg เป็นรูปเขียนที่ใช้แสดงรากคำซึ่งสร้างขึ้นใหม่และเกี่ยวข้องกับความหมาย “ส่องแสง เผาไหม้ วาบแสง” การเรียกว่าเป็น “รากคำโบราณในภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน” เชื่อมคำที่เกิดขึ้นภายหลังกับแหล่งร่วมที่สันนิษฐานขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคำลูกหลานทั้งหมดคงรูปสะกดหรือความหมายเดิมไว้
แบบฝึกหัด
ในวลี “a Proto-Indo-European root” คำว่า Proto-Indo-European หมายถึงอะไร
- คำเรียกสีที่มีรูปและความหมายเหมือนเดิมในภาษาลูกหลานทุกภาษา
- ประเทศสมัยใหม่ที่ใช้ภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียนทุกภาษา
- ภาษาบรรพบุรุษยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นใหม่และอนุมานจากหลักฐานในภาษาที่มีความสัมพันธ์กัน
ดูคำตอบ
ภาษาบรรพบุรุษยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นใหม่และอนุมานจากหลักฐานในภาษาที่มีความสัมพันธ์กัน
Some ... while others ... สำหรับเปรียบต่างกลุ่ม
รูปแบบคู่ Some + กลุ่ม/การกระทำ ..., while others + การกระทำ/ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ... แบ่งกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งออกเป็นสองกลุ่มและนำเสนอการตีความที่ต่างกันอย่างขนานกัน ในที่นี้ others หมายถึง other languages จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวคำว่า languages ซ้ำ ในประโยคนี้ while แสดงความแตกต่างตรงข้าม กลุ่มหนึ่งเชื่อมโยงรากศัพท์กับความสว่างสีขาวของแสงวาบ แต่อีกกลุ่มเชื่อมโยงกับผลลัพธ์สีดำหลังการเผาไหม้ ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ while เพื่อจัดโครงสร้างการเปรียบต่างระหว่างสองกลุ่มเหมือนกับตัวอย่าง
- The residents waited while the meeting continued.
- While the residents were sleeping, the storm arrived.
- Some residents support the plan, while others oppose it.
ดูคำตอบ
Some residents support the plan, while others oppose it.
what's left behind ในความหมายว่าผลลัพธ์ที่ยังเหลืออยู่
ใน what's left behind คำว่า what's เป็นรูปย่อของ what is อนุประโยคนี้หมายถึง “สิ่งหรือผลลัพธ์ที่ยังคงอยู่หลังจากกระบวนการสิ้นสุดลง” โดย left เป็นรูป past participle ของ leave และ behind เพิ่มแนวคิดว่าสิ่งหนึ่งยังคงอยู่หลังจากต้นเหตุหรือกิจกรรมนั้นหมดไปแล้ว ในที่นี้ วลีนี้หมายถึงสิ่งตกค้างสีเข้มหรือผลที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ ดังที่วลีถัดไป the burned black darkness ช่วยอธิบายให้ชัดเจน รูปแบบเดียวกันนี้ใช้บรรยายสิ่งตกค้าง ร่องรอย ความเสียหาย ความทรงจำ หรือผลลัพธ์อื่นได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับคนที่ตามไม่ทันเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค "After the floodwater receded, volunteers cleaned up what was left behind," วลี what was left behind หมายถึงอะไร
- อาสาสมัครที่มาถึงช้า
- น้ำก่อนที่จะลดลง
- โคลนและเศษซากที่ยังเหลืออยู่
ดูคำตอบ
โคลนและเศษซากที่ยังเหลืออยู่
your eyes aren't actually blue in the sense that the molecules inside them are absorbing all other wavelengths of visible light and diffusing the blue. วลี
3:23ตาของคุณไม่ได้เป็นสีฟ้าในความหมายที่ว่าโมเลกุลข้างในดูดกลืนความยาวคลื่นอื่นทั้งหมดของแสงที่มองเห็น แล้วกระจายเฉพาะแสงสีฟ้า
in the sense that: จำกัดข้อความไว้ที่ความหมายหนึ่ง
in the sense that ใช้บอกความหมายหรือเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับคำหรือข้อความหนึ่ง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจำกัดความหมายของ aren't actually blue ไว้ที่กลไกอย่างหนึ่ง คือโมเลกุลไม่ได้ดูดกลืนแสงที่มองเห็นได้ในช่วงความยาวคลื่นอื่นทั้งหมดแล้วกระจายแสงสีฟ้าออกมา ข้อความนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าดวงตาดูเป็นสีฟ้า รูปแบบ X is not Y in the sense that... ปฏิเสธเฉพาะคำอธิบายหรือการตีความในอนุประโยคที่ตามหลัง that ดังนั้น Y อาจยังเป็นจริงได้ในความหมายที่กว้างกว่า
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนสี่คำที่จำกัด light ไว้ที่ความหมายเดียวเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: This bag is light ____ it weighs very little, not in color.
ดูคำตอบ
in the sense that
Instead, your eyes are blue for the same reason that the sky is blue, ไวยากรณ์
3:33ที่จริง ดวงตาของคุณเป็นสีฟ้าด้วยเหตุผลเดียวกับที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า
for the same reason that: เชื่อมข้อเท็จจริงสองอย่างเข้ากับสาเหตุร่วมกัน
for the same reason that เชื่อมข้อเท็จจริงสองอย่างเข้ากับสาเหตุร่วมกัน ในประโยคนี้ ทั้งดวงตาและท้องฟ้าดูเป็นสีฟ้าเนื่องจากกระบวนการกระเจิงของแสงที่คล้ายกัน ข้อความหลัง that เป็นอนุประโยคที่บอกข้อเท็จจริงอย่างที่สอง คือ the sky is blue ส่วน same reason หมายถึงคำอธิบายที่เกี่ยวข้องเป็นคำอธิบายเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าดวงตาและท้องฟ้าทำจากสิ่งเดียวกันหรือเหมือนกันในทุกรายละเอียด
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนสี่คำที่แสดงสาเหตุร่วมกันเพื่อเติมประโยค: The metal lid expands ____ the glass jar expands: heat makes both materials expand.
ดูคำตอบ
for the same reason that
but shorter wavelengths crash into the particles,
3:49แต่แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าจะชนเข้ากับอนุภาค
“slip on by” เทียบกับ “crash into the particles”
ผู้บรรยายทำให้แสงดูเหมือนเคลื่อนไหวแบบคน: “slip on by” หมายถึงแสงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่าผ่านอนุภาคไปและกระเจิงน้อยกว่า ส่วน “crash into the particles” หมายถึงแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่ามีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคมากกว่าและเกิดการกระเจิง ภาพเปรียบต่างนี้เปลี่ยนกระบวนการที่มองไม่เห็นให้เป็นฉากที่นึกภาพได้ง่าย คำกริยาแสดงการเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ความแตกต่างที่แท้จริงคือแต่ละความยาวคลื่นกระเจิงมากน้อยเพียงใด
แบบฝึกหัด
“slip on by” และ “crash into the particles” มีหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้
- บอกว่ามีเพียงแสงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่าเท่านั้นที่เข้าสู่บรรยากาศได้
- ทำให้เห็นภาพเปรียบต่างระหว่างการกระเจิงน้อยกับการกระเจิงมาก
- บอกว่าคลื่นยาวและคลื่นสั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วในการเดินที่ต่างกัน
ดูคำตอบ
ทำให้เห็นภาพเปรียบต่างระหว่างการกระเจิงน้อยกับการกระเจิงมาก
which is why we see blue when we look at the sky away from the sun. ไวยากรณ์
3:54นี่คือเหตุผลที่เราเห็นสีฟ้าเมื่อมองท้องฟ้าไปยังทิศที่หันออกจากดวงอาทิตย์
“which is why”: เชื่อมเหตุผลที่สมบูรณ์กับผลลัพธ์
ใน “which is why” คำว่า “which” ย้อนอ้างถึงคำอธิบายทั้งหมดที่มาก่อนหน้า ไม่ได้อ้างถึงเพียงคำนามใกล้ ๆ คำเดียว จากนั้นวลีนี้จึงนำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ คือการเห็นสีฟ้าในส่วนของท้องฟ้าที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ใช้รูปแบบ เหตุผลที่สมบูรณ์, “which is why” + ผลลัพธ์ รูปแบบนี้ช่วยให้กล่าวสาเหตุก่อน แล้วเชื่อมสาเหตุนั้นกับผลที่ตามมาอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสามคำจากบทเรียน ซึ่งย้อนอ้างถึงเหตุผลทั้งหมดและนำเข้าสู่ผลลัพธ์: The road was covered in ice, ____ the school opened late.
ดูคำตอบ
which is why
Without + นามวลี เพื่อแสดงเงื่อนไขสมมติ
Without the air molecules หมายถึง “ถ้าไม่มีโมเลกุลของอากาศ” วลีที่ขึ้นต้นด้วย without ระบุเงื่อนไขที่สมมติว่าขาดไป ไม่ได้บอกว่าในความเป็นจริงไม่มีโมเลกุลของอากาศ ประโยคหลักใช้ would เพื่อบอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ โครงสร้าง Without + นามวลี, ... would ... เป็นวิธีสั้น ๆ ในการอธิบายว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีเงื่อนไขที่จำเป็น
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้าง Without + นามวลี เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____, we would get lost.
ดูคำตอบ
Without a map
And when direct sunlight has to travel through a lot of air,
4:03และเมื่อแสงอาทิตย์โดยตรงต้องเดินทางผ่านอากาศปริมาณมาก
almost all the colors get scattered out except for the longest wavelengths,
4:07สีเกือบทั้งหมดจะกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงที่มีความยาวคลื่นมากที่สุด
which is what gives a sunrise and a sunset their color. ไวยากรณ์
4:12ซึ่งแต่งแต้มสีสันให้กับพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
which is what gives A B: ระบุแหล่งที่มาของคุณสมบัติ
Which ย้อนกลับไปอ้างถึง the red จากนั้นอนุประโยคสัมพันธ์จะอธิบายบทบาทของแสงสีแดงว่า มันคือสิ่งที่ทำให้พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกมีสี ใน which is what gives A B คำว่า what หมายถึง “สิ่งที่...” และ give รับกรรมสองตัว คือ A ได้รับ B ในที่นี้พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้รับสีในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้มีการยื่นสิ่งของให้จริง ๆ โครงสร้าง X is what gives A B ที่นำไปใช้ต่อได้ ใช้ระบุว่า X เป็นแหล่งสำคัญของคุณสมบัติหรือผลลัพธ์บางอย่าง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเชื่อมที่ย้อนกลับไปอ้างถึง “The basil” และระบุว่าสิ่งนี้เป็นแหล่งที่มาของรสชาติซอส: The basil, ____ the sauce its fresh flavor, grows on the balcony.
ดูคำตอบ
which is what gives
The iris of your eyeball contains a hazy layer where light can be scattered just like the sky.
4:16ม่านตาของคุณมีชั้นขุ่นมัวที่ทำให้แสงกระเจิงได้เหมือนบนท้องฟ้า
making your eyes look blue: ผลลัพธ์และลักษณะที่มองเห็น
อนุประโยค -ing making your eyes look blue ที่ตามหลังเครื่องหมายจุลภาคแสดงผลของข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า นั่นคือความยาวคลื่นที่สั้นกว่ากระเจิงมากกว่า making ไม่ได้บอกว่าดวงตาทำอีกการกระทำหนึ่ง แต่เชื่อมสาเหตุนั้นเข้ากับผลที่มองเห็นได้ ภายในอนุประโยคใช้โครงสร้าง make + object + bare verb + adjective คือ make your eyes look blue โดย make รับ your eyes เป็นกรรม แล้วตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน look ที่ไม่มี to ส่วน blue บรรยายลักษณะที่มองเห็นของดวงตา look blue หมายถึง “ดูเป็นสีฟ้า” ไม่ใช่ “มองสิ่งที่เป็นสีฟ้า”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยอนุประโยคแสดงผลที่ใช้ make + object + look + adjective: The warm lamp lit the room, ____ the white walls ____ golden.
ดูคำตอบ
making · look
Unless of course you have some melanin in that iris, น้ำเสียง/เจตนา
4:30เว้นแต่ว่าม่านตานั้นจะมีเมลานินอยู่
Unless of course: เพิ่มข้อยกเว้นที่คาดไว้
Unless นำเสนอเงื่อนไขที่สร้างข้อยกเว้นให้กับข้อความทั่วไปที่เพิ่งกล่าวไป ในที่นี้หมายถึง “ยกเว้นหากมีเมลานินในม่านตา” เงื่อนไขนั้นอาจเปลี่ยนผลที่ว่าดวงตาดูเป็นสีฟ้าได้ Of course เป็นคำแทรกที่บอกท่าทีของผู้พูด โดยนำเสนอข้อยกเว้นว่าเป็นสิ่งที่คาดว่าผู้ฟังซึ่งรู้เรื่องนี้น่าจะนึกถึงได้ จึงทำให้คำเสริมนี้ฟังเป็นภาษาสนทนาและเหมือนผู้พูดแก้ไขคำพูดของตนเล็กน้อย แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงื่อนไขนั้นเป็นจริงหรือว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงมีเงื่อนไขนั้น
แบบฝึกหัด
ไกด์คนหนึ่งกล่าวว่า “The museum is open every day—unless, of course, a storm forces it to close.” ส่วนท้ายทำหน้าที่อะไร?
- บอกว่าตารางเปิดทำการไม่มีข้อยกเว้น
- เพิ่มข้อยกเว้นที่คาดไว้ให้กับข้อความทั่วไป
- ยืนยันว่าขณะนี้มีพายุเกิดขึ้นแล้ว
ดูคำตอบ
เพิ่มข้อยกเว้นที่คาดไว้ให้กับข้อความทั่วไป
in which case: การย้อนอ้างถึงเงื่อนไขก่อนหน้า
ในที่นี้ in which case ย้อนอ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือม่านตามีเมลานินอยู่จำนวนหนึ่ง มีความหมายว่า “หากเป็นเช่นนั้น” และใช้เกริ่นผลที่ตามมา คือดวงตาจะเป็นสีเขียว สีเฮเซล หรือสีน้ำตาล ในเชิงโครงสร้าง which ไม่ได้อ้างถึงคำนามเพียงคำเดียว แต่รวบใจความของอนุประโยคก่อนหน้าทั้งหมดให้เป็นหนึ่งกรณี ผู้พูดจึงบอกผลที่ตามมาได้ทันทีโดยไม่ต้องกล่าวเงื่อนไขซ้ำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยคำเชื่อมสัมพันธ์สามคำที่เชื่อมอนุประโยคบอกผลเข้ากับความเป็นไปได้นั้น: The road may be closed, ____ we'll take the train.
ดูคำตอบ
in which case