การลอยตัวด้วยคลื่นเสียงใน ULTRA SLOW MOTION - Smarter Every Day 134: บทเรียนภาษาอังกฤษ

SmarterEveryDay

ความยากในการเรียน
949 คำ 221 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: คลื่นอัลตราซาวด์ที่สวนกันสร้างบริเวณความดันซึ่งทำให้โฟมและน้ำลอยได้ ภาพความเร็วสูงแสดงว่าหยดน้ำใหญ่แตกเมื่อความดันเสียงชนะแรงตึงผิว ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. cut it out, — กริยาวลี: แยกความหมายในที่นี้ว่าเอาความถี่ที่ไม่ต้องการออกจากเสียง ออกจากคำสั่งในบทสนทนาว่า “หยุดทำ” โดยดูบริบท 2. wishing I had — ไวยากรณ์และรูปประโยค: ใช้ wish กับรูปอดีตเพื่อบอกสิ่งที่ไม่มีตอนนี้หรือความปรารถนาที่ไม่จริง เช่น อุปกรณ์หรือโอกาสที่ตอนนั้นไม่มี 3. ramping up — กริยาวลี: บอกการเพิ่มแอมพลิจูดและความดันอย่างค่อยเป็นค่อยไปและควบคุมได้ รวมถึงการเพิ่มความเข้ม ระดับเสียง ผลผลิต หรือขนาดกิจกรรม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, it's me Destin.

0:00

เฮ้ ผม Destin เองครับ

Welcome back to Smarter Every Day.

0:01

ยินดีต้อนรับกลับสู่ Smarter Every Day

I am in Chicago.

0:03

ผมอยู่ที่ชิคาโกครับ

Anthony picked me up in his awesome Mustang and told me to come to this building กริยาวลี

0:04

Anthony ขับรถ Mustang สุดเท่ของเขามารับผม และบอกให้ผมมาที่ตึกนี้

กริยาวลี

picked me up: ขับรถไปรับใครสักคน

ในประโยคนี้ picked me up หมายถึง เขาขับรถมายังที่ที่ฉันอยู่เพื่อรับฉัน แล้วเราจึงไปที่อื่นด้วยกัน นี่คือความหมายเกี่ยวกับการเดินทางของกริยาวลี pick up ไม่ใช่ความหมายตรงตัวว่าอุ้มหรือยกคนขึ้น เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง pick กับ up เช่น pick me up, pick her up หรือ pick them up อย่าพูดว่า pick up me

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ pick up และวางคำสรรพนามให้ถูกตำแหน่ง: My aunt drove to the station to collect me. She ____ after work.

ดูคำตอบ

picked me up

because we're going to film acoustic levitation.

0:10

เพราะว่าเรากำลังจะถ่ายทำเรื่องการลอยตัวด้วยเสียงกัน

What is this?

0:12

นี่คืออะไร?

This is an acoustic levitator.

0:14

นี่คือเครื่องลอยตัวด้วยเสียง

Uh it's single axis,

0:15

เอ้อ มันเป็นแบบแกนเดี่ยว

which means that we only control things on one axis here. ลำดับความ

0:16

ซึ่งหมายความว่าเราจะควบคุมสิ่งต่างๆ ได้แค่ในแกนเดียวที่นี่

ลำดับความ

which means that: อธิบายข้อความก่อนหน้า

Which means that ใช้บอกผลที่ชัดเจนหรือคำอธิบายในทางปฏิบัติของข้อความก่อนหน้า ในที่นี้ วลีนี้เปลี่ยนคำศัพท์ทางเทคนิค single axis ให้เป็นความหมายที่ใช้งานได้จริงว่า การควบคุมถูกจำกัดอยู่ที่แกนเดียว Which อ้างถึงข้อความก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ได้อ้างถึงเพียงคำนาม axis เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่าอนุประโยคนี้เป็นคำอธิบายเพิ่มเติม และ that นำเข้าสู่คำอธิบายที่ตามมา

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The road is closed, which means that we need another route. which อ้างถึงอะไร?

  1. ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ว่าถนนปิด
  2. เฉพาะคำนาม road
  3. เฉพาะคำนาม route
ดูคำตอบ

ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ว่าถนนปิด

Um so we have two horns or transducers.

0:20

อืม เราก็เลยมีลำโพงฮอร์นหรือทรานสดิวเซอร์สองตัว

Um Any time I see an oscilloscope I get excited. ไวยากรณ์

0:23

อืม ทุกครั้งที่ผมเห็นออสซิลโลสโคป ผมจะรู้สึกตื่นเต้น

ไวยากรณ์

Any time I see ... I get ... สำหรับปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำ

Any time I see ... หมายถึง “ทุกครั้งที่ฉันเห็น...” และใช้เกริ่นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะเพียงครั้งเดียว อนุประโยคทั้งสองส่วนใช้ simple present เพื่อแสดงสิ่งกระตุ้นและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยมีรูปแบบ any time + เงื่อนไข, ประธาน + ผลลัพธ์ในรูปปัจจุบัน ในส่วนผลลัพธ์ get + คำคุณศัพท์หมายถึง “กลายเป็น” หรือ “เริ่มรู้สึก” และ I get excited แสดงว่าความตื่นเต้นเป็นปฏิกิริยาปกติของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าปฏิกิริยาเดิมเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีสิ่งกระตุ้น?

  1. Any time I smell fresh bread, I get hungry.
  2. At any time, I can smell fresh bread.
  3. I smelled fresh bread once, and I got hungry.
ดูคำตอบ

Any time I smell fresh bread, I get hungry.

So am I gonna hear it on the camera?

0:25

แล้วผมจะได้ยินเสียงมันผ่านกล้องไหม?

You'll so the main frequency we're using again is 22kHz

0:27

คุณจะได้ยินครับ ความถี่หลักที่เราใช้อยู่คือ 22kHz

which is higher than human hearing.

0:30

ซึ่งสูงกว่าระดับที่มนุษย์ได้ยิน

Um what you'll be hearing are sub-harmonic around 17-18kHz

0:32

อืม สิ่งที่คุณจะได้ยินคือความถี่ย่อยที่ประมาณ 17-18kHz

But I can just put a low pass filter on the audio การใช้คำ

0:35

แต่ผมสามารถใส่ฟิลเตอร์กรองความถี่ต่ำลงในเสียงได้

การใช้คำ

low pass filter: ฟิลเตอร์ที่ปล่อยให้ความถี่ต่ำผ่าน

low pass filter ซึ่งมักเขียนเป็น low-pass filter ในงานเขียนเชิงเทคนิคที่ผ่านการเรียบเรียงแล้ว จะปล่อยให้ส่วนที่มีความถี่ต่ำของสัญญาณผ่าน และลดความถี่ที่สูงกว่าความถี่ตัดที่กำหนด low บอกว่าช่วงความถี่ที่อนุญาตให้ผ่านเป็นช่วงต่ำ ไม่ได้หมายความว่าฟิลเตอร์มีคุณภาพต่ำ ในประโยคนี้ การใส่ฟิลเตอร์ลงในเสียงเป็นวิธีลดเสียงความถี่สูงที่ไม่ต้องการ

แบบฝึกหัด

ไฟล์เสียงมีเสียงซ่าความถี่สูงที่ไม่ต้องการ เครื่องมือใดออกแบบมาเพื่อปล่อยให้ความถี่ต่ำผ่านและลดความถี่สูง?

  1. a low-pass filter
  2. a high-pass filter
  3. a gain control
ดูคำตอบ

a low-pass filter

and I can I'm guessing that you cut it out, กริยาวลี

0:37

และผมเดาว่าคุณจะตัดมันออกไป

กริยาวลี

cut it out: นำบางส่วนออกจากไฟล์บันทึกเสียง

ในประโยคนี้ cut it out หมายถึงนำบางส่วนออกจากไฟล์บันทึกเสียงหรือสัญญาณ คำสรรพนาม it หมายถึงเสียงความถี่สูง ผู้พูดจึงกำลังคาดว่าเสียงนั้นถูกตัดหรือกรองออกไปแล้ว โครงสร้าง cut + กรรม + out ใช้บอกการนำบางอย่างออกจากสิ่งที่ใหญ่กว่าได้ เช่น ตัดเสียงรบกวนออกจากไฟล์บันทึกเสียง ตัดฉากออกจากภาพยนตร์ หรือตัดประโยคออกจากย่อหน้า

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคแล้วเลือกความหมายของ cut the hiss out: “The producer cut the hiss out of the interview recording.”

  1. บอกให้โปรดิวเซอร์หยุดประพฤติตัวไม่ดี
  2. ทำให้เสียงซ่าดังขึ้น
  3. นำเสียงซ่าออกจากไฟล์บันทึกการสัมภาษณ์
ดูคำตอบ

นำเสียงซ่าออกจากไฟล์บันทึกการสัมภาษณ์

yeah. Okay.

0:39

ใช่ครับ โอเคนะ

Turn it up กริยาวลี

0:39

เร่งเสียงขึ้นหน่อย

กริยาวลี

Turn it up: เพิ่มระดับด้วยกริยาวลีที่แยกคำได้

Turn it up หมายถึงเพิ่มกำลังขับ ระดับเสียง หรือความเข้มของอุปกรณ์ ในที่นี้ it หมายถึงอุปกรณ์ด้านเสียงหรือระดับของอุปกรณ์ ส่วน up หมายถึง “ไปยังระดับที่สูงขึ้น” ไม่ใช่ทิศทางขึ้นด้านบน Turn up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม it ต้องวางกรรมไว้ระหว่าง turn กับ up: turn it up รูป Turn up it ไม่ใช่ภาษาอังกฤษมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ turn up และคำสรรพนาม it: The music is too quiet. Please ____.

ดูคำตอบ

turn it up

and on the oscilloscope you'll see

0:40

และบนออสซิลโลสโคปคุณจะเห็น

the two waves from each of the two horns.

0:42

คลื่นสองลูกจากฮอร์นทั้งสองตัว

Well, let's stinking levitate something, dude. การใช้คำ

0:45

เอาล่ะ มาทำให้บางอย่างลอยกันเถอะเพื่อน

การใช้คำ

stinking ในฐานะคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ

stinking ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “เหม็น” แต่เป็นคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ คล้าย really ที่ใส่อารมณ์มากกว่า ทำให้ levitate something ฟังดูมีพลังขึ้น เมื่อวางหน้าคำกริยา คำนี้แสดงความตื่นเต้นแบบอดใจไม่ไหวว่า “เลิกรอแล้วลงมือเดี๋ยวนี้” การใช้แบบคำวิเศษณ์นี้มีน้ำเสียงเล่น ๆ และไม่เป็นมาตรฐาน จึงต้องจับน้ำเสียงมากกว่าแปลตรงตัว

แบบฝึกหัด

ใน "Let's stinking build this robot already!" คำว่า stinking ทำหน้าที่หลักอะไร?

  1. ทำให้ประโยคเป็นทางการและสุภาพ
  2. บอกว่าหุ่นยนต์มีกลิ่นเหม็น
  3. เพิ่มน้ำเสียงตื่นเต้นหรืออดใจไม่ไหว
ดูคำตอบ

เพิ่มน้ำเสียงตื่นเต้นหรืออดใจไม่ไหว

So that's just a Styrofoam ball.

0:47

นั่นก็แค่ลูกบอลโฟม

And the spoon has all those slots and

0:48

และช้อนก็มีร่องเหล่านั้นเต็มไปหมด

so the sound passes right through it.

0:51

เสียงก็เลยผ่านมันไปได้เลย

No way. น้ำเสียง/เจตนา

0:53

ไม่มีทาง

น้ำเสียง/เจตนา

No way ที่แสดงความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ

No way เป็นคำโต้ตอบตายตัวในการสนทนา ตรงนี้หมายถึง “แทบไม่อยากเชื่อเลย!” และแสดงความประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง ไม่ได้พูดตรงตัวว่าไม่มีเส้นทาง คำเดียวกันนี้ยังใช้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นได้ คล้าย “ไม่เด็ดขาด” บริบทและทำนองเสียงเป็นตัวกำหนดความหมาย หากตอบข่าวที่น่าประหลาดใจ มักแสดงความไม่อยากเชื่อ แต่หากตอบคำขอ ก็อาจหมายถึงการปฏิเสธ

แบบฝึกหัด

เพื่อนแสดงสะพานกระดาษขนาดเล็กที่รับหนังสือได้สิบเล่มให้คุณดู คุณพูดว่า "No way!" ปฏิกิริยานี้น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. ฉันประหลาดใจและแทบไม่อยากเชื่อ
  2. ฉันปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าจะไม่สร้างสะพานใด ๆ
  3. ฉันหาเส้นทางไม่เจอ
ดูคำตอบ

ฉันประหลาดใจและแทบไม่อยากเชื่อ

And then I can just...

0:54

แล้วผมก็สามารถ...

And by sound you mean pressure? น้ำเสียง/เจตนา

0:55

และที่บอกว่าเสียง คุณหมายถึงความดันใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ By X, you mean Y? เพื่อตรวจสอบความหมายที่อีกฝ่ายตั้งใจ

กรอบ “By X, you mean Y?” ใช้ตรวจสอบว่า เมื่ออีกฝ่ายใช้คำหรือวลี X เขาตั้งใจให้หมายถึง Y ใช่หรือไม่ ในประโยคนี้ sound คือคำที่กำลังพูดถึง และ pressure คือความหมายที่ผู้พูดเสนอเพื่อขอยืนยัน ในโครงสร้างนี้ by X หมายถึง “เมื่อคุณพูดว่า X” หรือ “X ที่คุณพูดหมายถึง...” ไม่ได้บอกวิธีที่ใช้ทำบางอย่าง ส่วน you mean Y เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า แต่ในการสนทนาสามารถใช้เป็นคำถามยืนยันได้ โดยมักลงท้ายด้วยเสียงสูงขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคขอคำยืนยันโดยใช้กรอบ By X, you mean Y? ให้ตรงตามรูปแบบ: ____ 'backup,' ____ saving a second copy?

ดูคำตอบ

By · you mean

Yeah, the sound waves, which are pressure waves.

0:57

ใช่ คลื่นเสียง ซึ่งก็คือคลื่นความดัน

I mean,

0:59

คือผมหมายความว่า

but you can see the wave length spacing basically between these.

0:59

แต่คุณสามารถเห็นช่องว่างของความยาวคลื่นระหว่างสิ่งเหล่านี้ได้

That's stinking awesome.

1:04

มันเจ๋งสุดๆ ไปเลย

You may have seen sound drawn like this,

1:05

คุณอาจจะเคยเห็นภาพวาดของเสียงแบบนี้มาบ้าง

but it's a bit too simplified. ไวยากรณ์

1:07

แต่มันถูกทำให้ดูง่ายเกินไปหน่อย

ไวยากรณ์

a bit too + คำคุณศัพท์: เกินระดับที่ยอมรับได้เล็กน้อย

ใน a bit too simplified คำว่า too simplified หมายถึงถูกทำให้ง่ายจนเกินระดับที่มีประโยชน์หรือยอมรับได้ ผู้พูดไม่ได้เพียงบอกว่ามันง่าย แต่กำลังชี้ว่าการทำให้ง่ายนั้นตัดรายละเอียดสำคัญบางอย่างออกไป คำว่า a bit ทำให้คำวิจารณ์นุ่มนวลขึ้นโดยทำให้ความเกินระดับฟังดูไม่มาก แต่ไม่ได้ลบความหมายของ too ดังนั้นวลีนี้ยังคงบอกว่ามีปัญหาอยู่จริง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายของเพื่อนร่วมชั้นขาดขั้นตอนสำคัญหนึ่งขั้น ประโยคใดเป็นคำวิจารณ์ที่นุ่มนวลแต่ชี้ปัญหาจริง?

  1. Your explanation is very simplified.
  2. Your explanation is a bit simplified.
  3. Your explanation is a bit too simplified.
ดูคำตอบ

Your explanation is a bit too simplified.

A real sound wave actually looks like this.

1:09

คลื่นเสียงจริงๆ แล้วหน้าตาแบบนี้ครับ

The bright parts are the higher pressure

1:11

ส่วนที่สว่างคือความดันที่สูงกว่า

and the darker parts are the low pressure.

1:13

และส่วนที่มืดกว่าคือความดันที่ต่ำกว่า

These ripples move along at the speed of sound.

1:14

ระลอกคลื่นเหล่านี้เคลื่อนที่ไปตามความเร็วเสียง

When you have two identical sound waves and you line them up just right, โน้ต

1:17

เมื่อคุณมีคลื่นเสียงสองลูกที่เหมือนกันและจัดเรียงให้ตรงกันพอดี

กริยาวลี

line them up: จัดให้สิ่งเหล่านั้นตรงกัน

Line them up เป็นกริยาวลีที่แยกส่วนได้ หมายถึงจัดหรือปรับสิ่งต่าง ๆ ให้ตำแหน่งตรงกัน ในประโยคนี้หมายถึงทำให้คลื่นเสียงสองคลื่นอยู่ในแนวที่ตรงกันพอดี ไม่ได้หมายถึงให้คลื่นเข้าแถว ใน line them up คำว่า them เป็นกรรมและวางอยู่ระหว่าง line กับ up ถ้ากรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง line the waves up และ line up the waves แต่ถ้าเป็นสรรพนาม ปกติจะวางไว้ตรงกลาง

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึงจัดคลื่นให้ตรงกันลงในประโยค: When you have two identical sound waves and you ____ just right,

ดูคำตอบ

line them up

วลี

just right: พอดีเป๊ะ

Just right หมายถึงเหมาะสมกับสถานการณ์อย่างพอดี ทั้งในด้านระดับ ตำแหน่ง ขนาด หรือจังหวะเวลา ในที่นี้หมายถึงคลื่นถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบที่แม่นยำตามที่ต้องการ ไม่ใช่เพียงวางทับกันโดยประมาณ เป็นวลีที่ใช้ในภาษาพูดได้ยืดหยุ่น ใช้บอกว่าผลลัพธ์เหมาะพอดีแม้ไม่ได้ระบุตัวเลข ในประโยคนี้ right หมายถึงถูกต้องหรือเหมาะสม ไม่ได้หมายถึงทิศทางขวา

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคนี้ได้ดีที่สุดเพื่อให้มีความหมายว่า “เหมาะพอดี” The soup is ___, so we do not need to add anything.

  1. just enough
  2. right away
  3. just right
ดูคำตอบ

just right

they no longer act like waves moving across the room. ไวยากรณ์

1:20

พวกมันจะไม่ทำตัวเป็นเหมือนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปทั่วห้องอีกต่อไป

ไวยากรณ์

ไม่ทำตัวเหมือนคลื่นอีกต่อไป

No longer ใช้แสดงว่าสถานะหรือพฤติกรรมที่เคยเป็นจริงในอดีตไม่เป็นจริงอีกแล้วในตอนนี้ ส่วน act like หมายถึงประพฤติตัวหรือทำงานในลักษณะที่คล้ายกัน ไม่ได้หมายถึงการแสดงบนเวทีในประโยคนี้ ประโยคนี้เน้นการเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบัน คลื่นเหล่านี้เคยมีพฤติกรรมเหมือนคลื่นที่เคลื่อนผ่านห้อง แต่ตอนนี้ไม่มีลักษณะเช่นนั้นแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่แสดงว่าพฤติกรรมเดิมสิ้นสุดลงแล้วให้สมบูรณ์: After the software update, the old buttons ____ shortcuts

ดูคำตอบ

no longer act like

If you have a wave coming from this side

1:23

ถ้าคุณมีคลื่นลูกหนึ่งมาจากฝั่งนี้

and another wave coming from the other side,

1:24

และคลื่นอีกลูกหนึ่งมาจากอีกฝั่ง

they become what's called a standing wave. โน้ต

1:26

พวกมันจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า คลื่นนิ่ง (Standing Wave)

ไวยากรณ์

สิ่งที่เรียกว่าคลื่นนิ่ง

What's called + ชื่อ ใช้แนะนำชื่อทั่วไปหรือชื่อทางเทคนิคของสิ่งที่เพิ่งอธิบายไป What's เป็นคำย่อของ what is และวลีนี้ไม่ใช่คำถามโดยตรง ในประโยคนี้ คลื่นที่รวมกันถูกระบุด้วยคำศัพท์ทางเทคนิค a standing wave โครงสร้างนี้ช่วยพาคำอธิบายจากปรากฏการณ์ไปสู่ชื่อที่ใช้เรียกปรากฏการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้โครงสร้าง what's called เพื่อเชื่อมคำอธิบายเข้ากับชื่อ

  1. The pattern is known as a constellation.
  2. What do you call the pattern?
  3. The pattern is what's called a constellation.
  4. The pattern is calling a constellation.
ดูคำตอบ

The pattern is what's called a constellation.

การใช้คำ

คลื่นนิ่ง: รูปแบบคลื่นที่คงที่

คลื่นนิ่งคือรูปแบบของคลื่นที่คงอยู่ในตำแหน่งเดิม แทนที่จะเคลื่อนที่แพร่ไปในอวกาศ ปมของคลื่นซึ่งเป็นจุดที่อยู่นิ่ง และปฏิบัพจะอยู่ในตำแหน่งคงที่ ในประโยคนี้ they become what's called ใช้แนะนำชื่อทางวิทยาศาสตร์มาตรฐานของรูปแบบที่เกิดขึ้น คำว่า standing ไม่ได้หมายถึงคลื่นตั้งตรง รูปแบบของคลื่นดูเหมือนคงที่ แม้ว่าส่วนต่าง ๆ ของตัวกลางอาจยังเคลื่อนที่ไปมาได้

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ standing wave หมายถึงอะไร

  1. รูปแบบคลื่นที่มีปมและปฏิบัพอยู่ในตำแหน่งคงที่
  2. คลื่นที่ตั้งตรงอยู่เหนือพื้นผิวและไม่เคลื่อนที่
  3. รูปแบบคลื่นที่เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
ดูคำตอบ

รูปแบบคลื่นที่มีปมและปฏิบัพอยู่ในตำแหน่งคงที่

You get a spot right here where there's a pressure flipping on and off

1:28

คุณจะได้จุดหนึ่งตรงนี้ที่มีความดันพลิกไปมาติดดับ

and a spot right here where the pressure isn't changing at all.

1:31

และจุดหนึ่งตรงนี้ที่ความดันไม่เปลี่ยนแปลงเลย

There's no oscillation.

1:34

ไม่มีการแกว่งกวัด

If you flip this thing upright and then you put something tiny right inside that little pocket,

1:35

ถ้าคุณพลิกสิ่งนี้ให้ตั้งขึ้น และใส่ของเล็กๆ ลงไปในช่องเล็กๆ นั้น

you can use that air pressure to bump something up against the force of gravity.

1:40

คุณสามารถใช้ความดันอากาศนั้นดันสิ่งของขึ้นต้านแรงโน้มถ่วงได้

So it ends up looking like this Ping-Pong paddle. กริยาวลี

1:44

ดังนั้นมันเลยออกมาหน้าตาเหมือนไม้ปิงปองนี้

กริยาวลี

สุดท้ายดูเหมือน: อธิบายความคล้ายคลึงของรูปลักษณ์

Ends up looking like ใช้อธิบายรูปลักษณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการบางอย่าง ในประโยคนี้ สิ่งนั้นค่อย ๆ มีรูปร่างสุดท้ายที่คล้ายไม้ปิงปอง คำนี้ไม่ได้หมายความว่ามันเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนแล้วมองดูบางสิ่ง หลัง end up จะตามด้วย looking ซึ่งเป็นรูป -ing เพราะ looking like ใช้บอกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น รูปแบบนี้นำไปใช้กับผลลัพธ์ที่อาจไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรกได้ด้วย: end up + -ing + like + คำนาม

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ ends up looking like เน้นอะไร

  1. รูปลักษณ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการ
  2. วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนก่อนที่จะเปลี่ยนแปลง
  3. อัตลักษณ์หรืออาชีพที่ถาวร
ดูคำตอบ

รูปลักษณ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการ

The particle wants to drop,

1:45

อนุภาคต้องการจะตกลงมา

but it keeps getting knocked back up by the high pressure wave below it. ไวยากรณ์

1:47

แต่มันถูกกระแทกกลับขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยคลื่นความดันสูงด้านล่าง

ไวยากรณ์

keeps getting knocked back up: ถูกกระแทกให้กลับขึ้นไปเรื่อย ๆ

“keeps getting knocked back up” ใช้บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในรูปถูกกระทำ ประธานไม่ได้ดันตัวเองขึ้น แต่มีบางสิ่งกระแทกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทำให้มันกลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าในแต่ละครั้ง keep + getting + past participle ทำให้การกระทำดูเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่วน back up เพิ่มทิศทางว่ากลับขึ้นไปด้านบน โครงสร้างนี้จึงสื่อทั้งการเกิดซ้ำ แรงจากภายนอก และการเคลื่อนที่ขึ้นพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงอย่างเป็นธรรมชาติว่า วัตถุได้รับแรงจากภายนอกซ้ำ ๆ และถูกส่งกลับขึ้นไปด้านบน

  1. The beach ball keeps getting knocked back up by the waves.
  2. The beach ball keeps knocking itself back up in the waves.
  3. The beach ball keeps getting knocked back down by the waves.
ดูคำตอบ

The beach ball keeps getting knocked back up by the waves.

And that is acoustic levitation.

1:50

และนั่นก็คือการลอยตัวด้วยเสียง

So if it works with foam,

1:52

ดังนั้นถ้ามันใช้ได้ผลกับโฟม

it should work with water, right?

1:53

มันก็น่าจะใช้ได้ผลกับน้ำใช่ไหม?

Anthony uses a syringe to balance little drops of water on top of that oscillating wave.

1:55

Anthony ใช้กระบอกฉีดยาเพื่อรักษาสมดุลของหยดน้ำเล็กๆ บนยอดของคลื่นที่กำลังแกว่งนั้น

Just like the Ping-Pong ball,

2:00

เช่นเดียวกับลูกปิงปอง

you can see it bouncing up and down.

2:01

คุณสามารถเห็นมันเด้งขึ้นและลง

Look at the one on the bottom

2:02

ดูอันที่อยู่ข้างล่างสิ

bouncing up and down trying to find its spot.

2:03

เด้งขึ้นเด้งลงเพื่อพยายามหาจุดของมัน

Another cool thing is the fact that if I make the water drops too big,

2:05

อีกสิ่งที่เจ๋งก็คือความจริงที่ว่า ถ้าผมทำหยดน้ำให้ใหญ่เกินไป

they always seem to explode.

2:08

พวกมันดูเหมือนจะระเบิดตลอดเลย

Why would it do that? น้ำเสียง/เจตนา

2:10

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Why would it do that?: ทำไมมันถึงทำแบบนั้นนะ

“Why would it do that?” ใช้ถามถึงเหตุผลหรือกลไกที่เป็นไปได้เบื้องหลังการกระทำที่คาดไม่ถึง ในที่นี้ would ไม่ได้บอกอนาคตในอดีต แต่ทำให้การกระทำนั้นดูเป็นสิ่งที่ผู้พูดสงสัยและพยายามหาคำอธิบาย Do that ชี้กลับไปยังพฤติกรรมที่เพิ่งสังเกตเห็น ดังนั้นทั้งประโยคจึงมีความหมายว่า “อะไรอาจทำให้มันทำแบบนั้น” น้ำเสียงอาจสื่อความประหลาดใจหรือความสงสัยได้

แบบฝึกหัด

เครื่องจักรทำสิ่งแปลก ๆ ที่ดูขัดกับการออกแบบของมัน คุณต้องการถามว่าเหตุผลอะไรที่อาจทำให้มันทำแบบนั้น คำถามใดเหมาะที่สุด

  1. Why would it do that?
  2. Why is it doing that?
  3. Why did it do that?
ดูคำตอบ

Why would it do that?

It happens just a little too fast to see with the naked eye. โน้ต

2:11

มันเกิดขึ้นเร็วเกินไปเล็กน้อยที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า

ไวยากรณ์

too fast to see: เร็วเกินกว่าจะมองเห็น

too fast to see หมายถึงบางสิ่งเกิดขึ้นด้วยความเร็วเกินกว่าที่คนจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน too ไม่ได้มีหน้าที่แค่เน้นคำว่า fast แต่ยังสื่อถึงผลลัพธ์ว่าผู้มองไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์นั้นได้ชัดเจนด้วย โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ + to + คำกริยา ใช้บอกว่าระดับนั้นมากเกินไปจนทำกริยาหลัง to ไม่ได้ ในที่นี้กริยานั้นคือ see จึงเป็นการอธิบายว่าทำไมจึงมองโดยตรงไม่เห็น

แบบฝึกหัด

กล้องไม่สามารถแสดงการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้นให้เห็นชัดแบบเรียลไทม์ได้ สำนวนใดบอกว่าความเร็วทำให้มองไม่เห็น

  1. very fast
  2. so fast that you can see
  3. too fast to see
  4. fast enough to see
ดูคำตอบ

too fast to see

วลี

the naked eye: การมองเห็นของมนุษย์โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วย

the naked eye หมายถึงการมองเห็นตามปกติของมนุษย์โดยไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์ กล้องถ่ายภาพ แว่นขยาย หรืออุปกรณ์ช่วยดูอื่น ๆ ในประโยคนี้ วลีนี้ใช้กำหนดขอบเขตของสิ่งที่คนเรามองเห็นได้โดยตรง naked eye เป็นวลีตายตัว ในที่นี้ naked ไม่ได้หมายถึงร่างกายที่เปลือย แต่เน้นข้อจำกัดของการสังเกตโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏการณ์มีขนาดเล็กหรือเกิดขึ้นเร็วมาก

แบบฝึกหัด

ป้ายนี้เล็กเกินกว่าจะอ่านจากระยะไกล แต่ถ้าเข้าใกล้ก็อ่านได้ด้วยตาเปล่า ที่นี่ with the naked eye หมายถึงอะไร

  1. ด้วยกล้องจุลทรรศน์
  2. โดยหลับตา
  3. ด้วยการซูมกล้อง
  4. โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยดูพิเศษ
ดูคำตอบ

โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยดูพิเศษ

I flew home wishing I had some way of bringing together the acoustic levitation machine โน้ต

2:13

ผมบินกลับบ้านพร้อมกับหวังว่าจะมีวิธีนำเครื่องลอยตัวด้วยเสียง

and a high-speed camera.

2:17

และกล้องความเร็วสูงมาไว้ด้วยกันได้

ไวยากรณ์

wishing I had: การอยากมีสิ่งที่ไม่มีในเวลานั้น

wishing I had ... แสดงว่าผู้พูดอยากมีสิ่งของหรือเงื่อนไขบางอย่างที่ตอนนั้นตนเองไม่มี รูปอดีต had ใช้บอกว่าสิ่งที่ขาดนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดมีสิ่งนั้นอยู่แล้ว อนุประโยคที่ลงท้ายด้วย -ing เพิ่มความรู้สึกเสียดายหรือความปรารถนาขณะบินกลับบ้าน ความหมายเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ขาดหายไปในตอนนั้น ไม่ใช่แผนในอนาคตที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

วลีใดแสดงได้ดีที่สุดว่าผู้พูดอยากได้สิ่งที่ตนเองไม่มีในเวลานั้น

  1. knowing I had
  2. wishing I had
  3. hoping I can
ดูคำตอบ

wishing I had

กริยาวลี

bringing together: การรวมองค์ประกอบเพื่อใช้ร่วมกัน

bringing together หมายถึงการนำคน สิ่งของ หรือทรัพยากรที่แยกจากกันมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันในกลุ่มหรือระบบเดียวที่ประสานกัน ในประโยคนี้ ผู้พูดต้องการวิธีที่ทำให้นำเครื่องทำให้เกิดการลอยตัวด้วยเสียงและกล้องมาใช้ร่วมกันในการทดลองเดียว ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายของทั้งสองไปไว้ที่เดียวกัน ใน some way of bringing together คำว่า bringing เป็นคำนามกริยาหลังบุพบท of และ together เน้นการใช้ร่วมกันหรือจุดประสงค์ร่วมกัน ดังนั้นวลีนี้จึงใช้พูดถึงการประสานงานเชิงหน้าที่ได้ ไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

วลีใดอธิบายการนำคนหรือทรัพยากรที่แยกกันมารวมกันเพื่อจุดประสงค์ร่วมกันได้ดีที่สุด

  1. bringing together
  2. taking apart
  3. putting together
ดูคำตอบ

bringing together

10 months went by. กริยาวลี

2:18

10 เดือนผ่านไป

กริยาวลี

Went by: เวลาผ่านไป

ในประโยคนี้ went by หมายถึง “ผ่านไป” หรือ “ล่วงเลยไป” ประธานคือช่วงเวลา 10 months ดังนั้นวลีนี้จึงช่วยเล่าเรื่องข้ามไปข้างหน้าโดยไม่ต้องบอกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสิบเดือนนั้น ใช้ go by ในความหมายนี้เมื่อเวลาผ่านไป เช่น นาที วัน เดือน หรือปี ที่นี่ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนผ่านสถานที่ การใช้ชื่อใดชื่อหนึ่ง หรือการทำตามกฎ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ go by ในความหมายว่า “เวลาผ่านไป”: Three quiet weeks ____ before we heard any news.

ดูคำตอบ

went by

I had no way of doing this, วลี

2:19

ผมไม่มีทางที่จะทำแบบนี้ได้เลย

วลี

Had no way of doing: การบอกข้อจำกัดในทางปฏิบัติ

Had no way of doing หมายถึงไม่มีวิธี หนทาง หรือทางเลือกที่เป็นไปได้จริงสำหรับการทำบางอย่าง ในโครงสร้าง have no way of + คำกริยารูป -ing คำว่า of เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังจึงต้องเป็นรูป -ing อีกแบบที่ใช้กันบ่อยคือ had no way to do this ทั้ง have no way of doing something และ have no way to do something ใช้บอกข้อจำกัดในทางปฏิบัติแบบเดียวกันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปอดีตของ have no way of doing และใช้คำว่า contact: I was alone in a cabin with no phone or internet, so I ____ my family.

ดูคำตอบ

had no way of contacting

but then I got a call from Ford.

2:21

แต่แล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก Ford

They wanted to know if I could do any sound experiments ไวยากรณ์

2:23

พวกเขาอยากรู้ว่าผมพอจะทำการทดลองเกี่ยวกับเสียง

on American Idol out in Hollywood.

2:25

ในรายการ American Idol ที่ฮอลลีวูดได้ไหม

ไวยากรณ์

wanted to know if I could: คำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ทางอ้อม

wanted to know if ใช้เปิดคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ถูกรวมอยู่ในประโยคใหญ่แบบอ้อม ๆ ในที่นี้ if มีความหมายเหมือน whether หรือ “ว่า...หรือไม่” คือพวกเขากำลังถามถึงความเป็นไปได้ที่ผู้พูดจะทำการทดลองเกี่ยวกับเสียง หลัง if ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ ประธาน + กริยาช่วยหรือกริยา ดังนั้นจึงเป็น I could ไม่ใช่ could I คำว่า could เข้ากับกริยารายงานอดีต wanted และทำให้คำถามที่นำมาเล่าต่อไม่ตรงเท่าคำถามเดี่ยวแบบตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เลือกคำเติมที่ทำให้เป็นคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ทางอ้อมที่เป็นธรรมชาติ: Leo wanted to know ___ use the telescope after class.

  1. could he if
  2. if he could
  3. if could he
ดูคำตอบ

if he could

We have 2 hours with the most amazing setup I've ever worked with, ไวยากรณ์

2:27

เรามีเวลา 2 ชั่วโมงพร้อมกับชุดอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานด้วย

ไวยากรณ์

the most amazing setup I've ever worked with: ขั้นสูงสุดจากประสบการณ์ส่วนตัว

The most amazing setup เป็นนามวลีที่ใช้รูปขั้นสูงสุด ส่วน I've ever worked with เป็นอนุประโยคขยายคำนามในรูป present perfect ซึ่งกำหนดขอบเขตการเปรียบเทียบว่าเป็นชุดอุปกรณ์ทั้งหมดที่ผู้พูดเคยมีประสบการณ์ด้วยจนถึงตอนนี้ ในด้านความหมาย setup เป็นกรรมของ with กล่าวคือผู้พูดเคยทำงานกับ setup นี้ การวาง with ไว้ท้ายอนุประโยคเป็นเรื่องธรรมชาติในภาษาอังกฤษทั่วไป

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่บรรยายประสบการณ์ของผู้พูดจนถึงปัจจุบันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. This is the best camera I've used yesterday.
  2. This is the best camera I've ever used.
  3. This is the best camera I ever use.
ดูคำตอบ

This is the best camera I've ever used.

an ultrasonic levitation device

2:30

อุปกรณ์ลอยตัวด้วยคลื่นอัลตราโซนิก

and two really fast high-speed cameras.

2:34

และกล้องความเร็วสูงที่เร็วมากๆ สองตัว

We're gonna do 20,000 frames per second with the V2511

2:36

เราจะถ่ายที่ 20,000 เฟรมต่อวินาทีด้วย V2511

and we're gonna do 7500 frames per second with the V711.

2:40

และเราจะถ่ายที่ 7500 เฟรมต่อวินาทีด้วย V711

I didn't want to just make a TV segment. ลำดับความ

2:43

ผมไม่ได้อยากทำแค่รายการทีวีช่วงหนึ่งเท่านั้น

I actually wanted to hang out with these guys กริยาวลี

2:45

ผมอยากจะมาคลุกคลีกับพวกเขานี้

กริยาวลี

hang out with: ใช้เวลาสบาย ๆ กับใครบางคน

Hang out with someone หมายถึงการใช้เวลาสังสรรค์กับคนนั้นแบบสบาย ๆ และไม่เป็นทางการ โดยมักสื่อถึงการอยู่ด้วยกันอย่างเป็นกันเอง ไม่ใช่การประชุมอย่างเป็นทางการหรือการทำงานเฉพาะอย่างให้เสร็จ ในประโยคนี้ ผู้พูดต้องการใช้เวลาร่วมกับผู้เข้าร่วมอย่างจริงใจและสบาย ๆ ไม่ใช่แค่อยู่หน้ากล้องด้วยกัน โครงสร้างคือ hang out with + คนหรือกลุ่มคน และ hang ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “แขวน” ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงการใช้เวลาสังสรรค์กับใครบางคนแบบสบาย ๆ ให้สมบูรณ์: After soccer practice, I like to ____ my teammates.

ดูคำตอบ

hang out with

and teach them something new about sound.

2:47

และสอนสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับเสียงให้กับพวกเขา

ลำดับความ

ไม่ได้อยากแค่... จริง ๆ แล้วอยาก...

ใน I didn't want to just make a TV segment คำว่า just จำกัดเป้าหมายแรกไว้ที่การทำช่วงรายการโทรทัศน์เท่านั้น รูปปฏิเสธนี้ปฏิเสธเป้าหมายที่จำกัดดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่ต้องการทำช่วงรายการโทรทัศน์เลย I actually wanted to ... เปลี่ยนจุดเน้นไปยังเจตนาที่ครบถ้วนและสำคัญกว่า ในที่นี้ actually แก้ความเข้าใจที่ผู้ฟังอาจมีและเน้นว่าผู้พูดอยากใช้เวลากับกลุ่มนี้และสอนพวกเขา รูปแบบการจัดข้อมูลที่นำไปใช้ต่อได้คือ ตัดความคิดว่าเป้าหมายมีเพียง X แล้วเน้น Y ที่เป็นเป้าหมายจริงหรือลึกกว่า

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความความต่างในตัวอย่างได้ตรงที่สุด

  1. การทำช่วงรายการโทรทัศน์ไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมด เป้าหมายที่ลึกกว่าคือการใช้เวลากับกลุ่มนี้และสอนพวกเขา
  2. ผู้พูดทำช่วงรายการโทรทัศน์โดยบังเอิญ แล้วภายหลังจึงตัดสินใจอธิบายเรื่องเสียง
  3. ผู้พูดไม่ต้องการทำช่วงรายการโทรทัศน์เลยและเลือกเพียงการเข้าสังคมเท่านั้น
ดูคำตอบ

การทำช่วงรายการโทรทัศน์ไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมด เป้าหมายที่ลึกกว่าคือการใช้เวลากับกลุ่มนี้และสอนพวกเขา

Hi, I'm Jax.

2:49

สวัสดีครับ ผม Jax ครับ

I'm Rayvon.

2:50

ผม Rayvon ครับ

I'm Clark.

2:51

ผม Clark ครับ

I'm Tyanna.

2:51

ฉัน Tyanna ค่ะ

I'm Nick.

2:52

ผม Nick ครับ

All right,

2:53

เอาล่ะ

so we're not gonna pretend like these guys don't know what's up โน้ต

2:53

งั้นเราจะไม่แกล้งทำเป็นว่าพวกเขาพวกนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรอกนะ

การใช้คำ

pretend like + อนุประโยค

ในที่นี้ pretend like นำหน้าอนุประโยคเต็ม these guys don't know what's up และหมายถึง “ทำเหมือนว่าสถานการณ์นั้นเป็นความจริง” โครงสร้างปฏิเสธ we're not gonna pretend like ... ปฏิเสธภาพที่ไม่ตรงกับความจริงนั้น ผู้พูดจะยอมรับตรง ๆ ว่าคนเหล่านี้เข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างไม่เป็นทางการที่เน้นไว้เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: We ____ we had never met before.

ดูคำตอบ

pretended like

สำนวน

สำนวน know what's up

Know what's up หมายถึง “เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น” หรือ “รู้ว่าสถานการณ์ดำเนินไปอย่างไร” ในทางไวยากรณ์ what's up เป็นอนุประโยคที่มีรูปเหมือนคำถามและวางไว้หลัง know ไม่ได้เป็นการถามผู้ฟังโดยตรง ในประโยคนี้ถือว่าคนเหล่านั้นรู้อยู่แล้ว การใช้นี้ต่างจากคำทักทายที่ใช้เดี่ยว ๆ ว่า What's up?

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “เข้าใจสถานการณ์” และเปลี่ยน know ให้สอดคล้องกับ Lena: Lena ____, so you can skip the basic explanation.

ดูคำตอบ

knows what's up

cuz we've already done a segment

2:56

เพราะเราถ่ายทำไปช่วงหนึ่งแล้ว

and they're actually you know how this works now, right?

2:57

และจริงๆ แล้วพวกคุณก็รู้แล้วว่ามันทำงานยังไงใช่ไหม?

Yeah, okay.

3:01

ใช่ครับ โอเค

Come over here and let's show everybody how it works.

3:02

มาทางนี้แล้วมาทำให้ทุกคนเห็นกันว่ามันทำงานยังไง

It looks to me like just an amp. น้ำเสียง/เจตนา

3:03

สำหรับผมมันดูเหมือนแค่แอมป์ตัวหนึ่งนะ

น้ำเสียง/เจตนา

It looks to me like: แสดงความรู้สึกส่วนตัว

โครงสร้าง It looks to me like แสดงว่าสิ่งที่ตามมาเป็นความรู้สึกหรือการประเมินส่วนตัวของผู้พูด ในประโยคนี้ ผู้พูดดูจากรูปลักษณ์ของอุปกรณ์แล้วคิดว่าน่าจะเป็นเพียงแอมป์ ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว รูปแบบคือ It looks to + บุคคล + like + คำนามหรืออนุประโยค การเติม to me ระบุว่าเป็นมุมมองของใครและทำให้คำพูดไม่ฟันธง เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายยืนยันหรือไม่เห็นด้วยได้

แบบฝึกหัด

คุณมองเห็นสายเคเบิล แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ประโยคใดนำเสนอการตัดสินว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวของคุณ

  1. It looks the cable is disconnected to me.
  2. The cable is definitely disconnected.
  3. It looks to me like the cable is disconnected.
ดูคำตอบ

It looks to me like the cable is disconnected.

Okay.

3:06

โอเค

And when I turn up the amplitude,

3:06

และเมื่อผมเร่งแอมพลิจูดขึ้น

the sound waves through the horns

3:09

คลื่นเสียงที่ผ่านฮอร์น

will come down against each other

3:12

จะลงมาชนกันเอง

and it'll make a column

3:14

และมันจะสร้างลักษณะเป็นเสา

where you can actually suspend liquid or you know things of physical

3:15

ที่คุณสามารถนำของเหลวหรือวัตถุทางกายภาพไปแขวนลอยไว้ได้

That's right.

3:22

ถูกต้องเลย

That's right.

3:23

ใช่แล้วครับ

Did he get it right?

3:24

เขาพูดถูกไหม?

I think he did.

3:25

ผมคิดว่าเขาพูดถูกนะ

There's an equation that dictates how big a raindrop can be, okay? การใช้คำ

3:26

มีสมการที่บอกว่าเม็ดฝนจะสามารถมีขนาดใหญ่ได้แค่ไหน โอเคไหม?

การใช้คำ

dictates: กฎเป็นตัวกำหนดขีดจำกัด

ในที่นี้ dictates หมายถึง “กำหนด” หรือ “วางขีดจำกัดที่ควบคุมผลลัพธ์” สมการไม่ได้ออกคำสั่งเหมือนคน แต่ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ของสมการเป็นสิ่งกำหนดขนาดใหญ่ที่สุดที่หยดฝนจะมีได้ภายใต้เงื่อนไขที่กล่าวถึง โครงสร้างคือ X dictates + ผลลัพธ์หรืออนุประโยคคำถาม ใน dictates how big a raindrop can be อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how ระบุผลลัพธ์ที่สมการเป็นตัวควบคุม

แบบฝึกหัด

ขนาดของห้องเป็นตัวกำหนดอย่างเคร่งครัดว่าสามารถวางเวทีไว้ที่ใด ประโยคใดสื่อถึงข้อจำกัดที่มีผลมากนี้

  1. The room's dimensions influence where the stage can go.
  2. The room's dimensions predict where the stage can go.
  3. The room's dimensions dictate where the stage can go.
ดูคำตอบ

The room's dimensions dictate where the stage can go.

So the pressure that's on the inside of the drop

3:29

ดังนั้นความดันที่อยู่ภายในหยดน้ำ

is determined by two times the surface tension โน้ต

3:31

ถูกกำหนดโดยสองเท่าของแรงตึงผิว

divided by the radius.

3:34

หารด้วยรัศมี

วลี

is determined by: ระบุสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์

ในประโยคนี้ is determined by เป็นวลีกริยารูปถูกกระทำที่หมายถึง “ถูกกำหนดหรือควบคุมโดย” ความดันคือผลลัพธ์ ส่วนสำนวนคณิตศาสตร์หลัง by แสดงปัจจัยที่กำหนดค่าของความดัน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ X is determined by Y โดยวาง X ก่อน แล้วระบุ Y ว่าเป็นสาเหตุ เงื่อนไข กฎ หรือการคำนวณที่ชี้ขาด ในที่นี้ determined ไม่ได้หมายถึงคนที่ “มุ่งมั่นแน่วแน่”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีรูปถูกกระทำแบบเป็นทางการที่แสดงว่าอะไรควบคุมผลลัพธ์: The final score ____ the number of correct answers.

ดูคำตอบ

is determined by

การใช้คำ

two times X divided by Y: พูด 2X ÷ Y ออกเสียง

รูปแบบภาษาพูด two times X divided by Y หมายถึง (2 × X) ÷ Y ในที่นี้ X คือแรงตึงผิว และ Y คือรัศมี จึงต้องนำแรงตึงผิวมาคูณสองก่อน แล้วนำผลคูณนั้นไปหารด้วยรัศมี times แสดงการคูณ และ divided by แสดงการหาร ในภาษาพูด การจัดกลุ่มมองเห็นได้ไม่ชัดเท่าสูตรที่เขียนไว้ ดังนั้นลำดับและถ้อยคำจึงช่วยบอกว่าปริมาณใดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

แบบฝึกหัด

พูด 2 × length ÷ width โดยใช้รูปแบบคณิตศาสตร์ภาษาพูดจากบทเรียน: The value is ____.

ดูคำตอบ

two times the length divided by the width

If the drop gets too big,

3:36

ถ้าหยดน้ำมีขนาดใหญ่เกินไป

what happens?

3:37

จะเกิดอะไรขึ้น?

It explodes.

3:38

มันก็ระเบิด

It explodes.

3:39

มันจะระเบิดครับ

We're recording high-speed video of these drops that we're levitating

3:39

เรากำลังบันทึกวิดีโอความเร็วสูงของหยดน้ำที่เรากำลังทำให้ลอยอยู่

and then we're ramping up the amplitude, กริยาวลี

3:43

แล้วเราก็กำลังเร่งแอมพลิจูดขึ้น

which is the same as changing the pressure, right?

3:45

ซึ่งก็เหมือนกับการเปลี่ยนความดันใช่ไหม?

กริยาวลี

Ramping up: การเพิ่มบางสิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในประโยคนี้ ramping up หมายถึงการเพิ่มแอมพลิจูดแบบควบคุมและค่อยเป็นค่อยไป วลีนี้บอกถึงกระบวนการ ไม่ใช่การกระโดดขึ้นอย่างฉับพลันเพียงครั้งเดียว ในที่นี้ แอมพลิจูดที่สูงขึ้นก็หมายถึงความดันที่สูงขึ้นด้วย คำว่า ramp ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทางลาดจริง ๆ รูปแบบคือ ramp up + คำนาม เช่น ramp up the amplitude และยังใช้โดยไม่มีกรรมได้เมื่อรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดกำลังเพิ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึงเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป: The lab will ____ testing over the next three weeks.

ดูคำตอบ

ramp up

So once we do that,

3:48

ทันทีที่เราทำอย่างนั้น

the pressure gets so great ไวยากรณ์

3:50

ความดันก็จะเพิ่มขึ้นมาก

that the surface tension can't hold the drop together any more กริยาวลี

3:51

จนแรงตึงผิวไม่สามารถยึดหยดน้ำเข้าไว้ด้วยกันได้อีกต่อไป

and then it just ruptures.

3:54

แล้วมันก็จะแตกออก

ไวยากรณ์

So great that: การเชื่อมระดับเข้ากับผลลัพธ์

โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์ + that + อนุประโยค หมายถึงคุณสมบัติหนึ่งมีระดับสูงจนทำให้เกิดผลที่บอกไว้ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ในที่นี้ ความดันสูงมากจนแรงตึงผิวไม่สามารถยึดหยดให้รวมตัวกันได้อีก คำว่า great ในที่นี้บอกขนาดหรือความเข้มของความดัน ไม่ได้หมายถึงยอดเยี่ยม ส่วน That ใช้นำเข้าสู่ผลลัพธ์ ไม่ได้ใช้ชี้ไปที่สิ่งของ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: The music was ____ loud ____ we could not hear the announcement.

ดูคำตอบ

so · that

กริยาวลี

hold the drop together: ทำให้บางสิ่งยังคงเป็นชิ้นเดียวกัน

ในประโยคนี้ hold the drop together หมายถึง “ทำให้หยดน้ำยังคงเป็นก้อนเดียวและไม่แยกออกจากกัน” แรงตึงผิวช่วยรักษารูปร่างของหยดน้ำ แต่เมื่อความดันสูงเกินไป แรงตึงผิวก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ hold + กรรม + together ใช้ได้ทั้งกับการทำให้ชิ้นส่วนของวัตถุยังติดกัน และการทำให้กลุ่ม แผนงาน หรือความสัมพันธ์ยังทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสองส่วนของ hold ... together: The straps ____ the boxes ____ during transport.

ดูคำตอบ

hold · together

It overcomes that internal pressure

3:55

มันเอาชนะความดันภายในนั้น

and you get an explosion.

3:57

และคุณก็จะได้เห็นการระเบิด

All right,

5:45

เอาล่ะครับ

I hope you enjoyed this episode of Smarter Every Day.

5:45

หวังว่าคุณจะสนุกกับตอนของ Smarter Every Day นี้นะครับ

I'm not obligated to say anything about any product, การใช้คำ

5:47

ผมไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องพูดถึงผลิตภัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

but Ford was awesome.

5:50

แต่ Ford ยอดเยี่ยมมากครับ

การใช้คำ

not obligated to: ไม่มีหน้าที่หรือข้อกำหนด

Be obligated to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีหน้าที่หรือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการให้ทำบางสิ่ง” รูปปฏิเสธ not obligated to หมายความว่าไม่มีหน้าที่ดังกล่าว แต่บุคคลนั้นยังสามารถเลือกทำได้ ในที่นี้ ผู้พูดบอกว่าคำชมเกี่ยวกับ Ford เป็นความเห็นที่พูดด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่สิ่งที่สัญญาหรือข้อตกลงกำหนดให้พูด วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดถูกห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าการลงชื่อเป็นทางเลือก ไม่ได้ถูกห้าม?

  1. I'm not allowed to sign the form.
  2. I already signed the form.
  3. I'm not obligated to sign the form.
ดูคำตอบ

I'm not obligated to sign the form.

Seriously, they let me do awesome science on national TV

5:51

พูดจริงๆ นะ พวกเขาให้ผมได้นำเสนอวิทยาศาสตร์เจ๋งๆ บนทีวีระดับชาติ

and they made all that happen.

5:54

และพวกเขาทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้

So thank you very much, Ford.

5:56

ดังนั้นขอบคุณมากๆ ครับ Ford

I

5:57

ผม

appreciate that.

5:57

ซาบซึ้งใจจริงๆ

Also, I did not have to get a Ford Focus at the airport, ไวยากรณ์

5:58

นอกจากนี้ ผมไม่ได้จำเป็นต้องรับรถ Ford Focus ที่สนามบิน

but I wanted to check it out กริยาวลี

6:00

แต่ผมอยากจะลองดู

and I'm happy with it.

6:01

และผมก็มีความสุขกับมัน

ไวยากรณ์

did not have to ... I wanted to: ไม่ได้มีหน้าที่ แต่เลือกทำเอง

did not have to บอกว่าการกระทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือถูกบังคับ ผู้พูดจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าผู้พูดไม่ได้ทำ ในประโยคนี้ผู้พูดเลือกรถคันนั้นจริง ๆ but I wanted to บอกว่าเหตุผลมาจากความต้องการของผู้พูดเอง ใจความที่ตัดกันคือ “ไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำ แต่เลือกทำด้วยความสมัครใจ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตปฏิเสธของ have to และรูปอดีตบอกเล่าของ want to: Maya ____ join the optional tour, but she ____ see the museum.

ดูคำตอบ

did not have to · wanted to

กริยาวลี

check it out: ลองหรือสำรวจบางสิ่ง

ในที่นี้ check it out หมายถึงการลองใช้หรือสัมผัสรถด้วยตัวเองเพื่อดูว่าเป็นอย่างไร ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบทางเทคนิค check out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม it ต้องวาง it ไว้ระหว่าง check กับ out เป็น check it out และหลัง wanted to ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐาน check

แบบฝึกหัด

เติมคำชวนด้วยกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ดูหรือลอง”: This camera has a useful night mode. You should ____.

ดูคำตอบ

check it out

So, there you go.

6:02

ก็ตามนั้นแหละครับ

Please support Ford.

6:03

โปรดสนับสนุน Ford ด้วยนะครับ

They supported Smarter Every Day.

6:05

พวกเขาสนับสนุน Smarter Every Day

I don't have to say that.

6:06

ผมไม่ต้องพูดแบบนี้ก็ได้

I hope you believe me.

6:07

ผมหวังว่าพวกคุณจะเชื่อผมนะ

Also,

6:08

แล้วก็

please consider subscribing if you learned something

6:09

โปรดพิจารณากดติดตามถ้าคุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

or checking us out at Smarter Every Day on Patreon.

6:11

หรือเข้าไปดูเราที่ Smarter Every Day บน Patreon

I am Destin.

6:14

ผม Destin

You're getting smarter every day.

6:15

คุณกำลังฉลาดขึ้นทุกวันครับ

Have a good one. น้ำเสียง/เจตนา

6:17

ขอให้มีวันที่ดีนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Have a good one. ในฐานะคำบอกลาแบบไม่เป็นทางการ

Have a good one เป็นคำบอกลาแบบสบาย ๆ ที่แฝงคำอวยพรให้อีกฝ่ายมีช่วงเวลาที่ดีด้วย ในที่นี้ one หมายถึงช่วงเวลาต่อจากนี้โดยรวม เช่น เวลาที่เหลือของวันหรือช่วงเย็น ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่นอน จึงใช้ประโยคนี้ได้ในหลายช่วงของวัน ผู้ฟังมักเข้าใจว่าเป็นคำอวยพรทั่วไปโดยไม่ถามว่า one หมายถึงอะไร

แบบฝึกหัด

เมื่อจบบทสนทนาแบบสบาย ๆ “Have a good one.” มีความหมายตามธรรมชาติที่สุดว่าอย่างไร?

  1. หวังว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ของคุณจะเป็นไปด้วยดี
  2. บอกฉันว่าคุณมีสิ่งของดีชิ้นไหน
  3. หวังว่าคุณจะซื้อสิ่งของดี ๆ หนึ่งชิ้น
ดูคำตอบ

หวังว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ของคุณจะเป็นไปด้วยดี

I'm with you.

6:24

ผมเห็นด้วยกับคุณ

Okay,

6:24

โอเค

teach me something else.

6:25

สอนอย่างอื่นให้ผมหน่อยสิ

Um so one kind of cool thing...

6:26

อืม งั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเจ๋ง...

Oh shit.

6:30

โอ้ ให้ตายสิ

What could you be possibly doing that's more important than acoustic levitation? น้ำเสียง/เจตนา

6:31

คุณกำลังทำอะไรที่มันสำคัญกว่าการลอยตัวด้วยเสียงอีกเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

What could you be possibly doing ... more important than ...? ในฐานะการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ

นี่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์แบบขำ ๆ ไม่ใช่การขอข้อมูลอย่างจริงจัง ผู้พูดทำเหมือนว่าการทำให้วัตถุลอยด้วยเสียงสำคัญมากจนแทบไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญกว่า Could ทำให้กิจกรรมอื่นเป็นเพียงความเป็นไปได้เชิงสมมติ possibly เพิ่มน้ำเสียงไม่อยากเชื่ออย่างมาก และ more important than สร้างการเปรียบเทียบที่เกินจริง ทั้งหมดนี้สื่อเป็นนัยว่า “คุณคงไม่มีอะไรที่สำคัญกว่านี้ให้ทำหรอก”

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเป็นหลักด้วยคำถามนี้?

  1. พูดติดตลกเพื่อสื่อว่าแทบไม่มีอะไรสำคัญกว่าการทำให้วัตถุลอยด้วยเสียง
  2. ขอรายการทุกอย่างในตารางเวลาของผู้ฟังอย่างละเอียด
  3. ยอมรับว่าการทำให้วัตถุลอยด้วยเสียงไม่สำคัญ
ดูคำตอบ

พูดติดตลกเพื่อสื่อว่าแทบไม่มีอะไรสำคัญกว่าการทำให้วัตถุลอยด้วยเสียง