การผุดบังเกิด – สิ่งโง่เขลากลายเป็นสิ่งที่ฉลาดเมื่อรวมกันได้อย่างไร: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Kurzgesagt – In a Nutshell

ความยากในการเรียน
999 คำ 165 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้ใช้ฝูงมด เซลล์ และประเทศเพื่ออธิบายว่า หน่วยเล็ก ๆ ที่ทำตามกฎเฉพาะจุดสามารถสร้างระบบซับซ้อนซึ่งมีคุณสมบัติใหม่ได้อย่างไร เนื้อหาไล่จากความเปียกของน้ำไปสู่ชีวิตและสถาบันของมนุษย์ แล้วเสนอว่าการผุดบังเกิดเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาล ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. In a nutshell, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตคำส่งสัญญาณที่ย่อแนวคิดซับซ้อน ก่อนขยายด้วยตัวอย่าง 2. so elegant that — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ so + คำคุณศัพท์ + that เพื่อเชื่อมระดับที่เด่นชัดกับผลที่เกิดขึ้น 3. come and go. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าหมายถึงเกิดขึ้นแล้วหายไปตามเวลา ไม่ใช่การเดินทางไปมาระหว่างสถานที่ตามตัวอักษร

คำอธิบายในบทเรียนนี้

An ant is pretty stupid.

0:00

มดตัวหนึ่งค่อนข้างจะโง่

It doesn't have much of a brain,

0:02

มันไม่มีสมองมากนัก

no will,

0:04

ไม่มีความตั้งใจ

no plan.

0:05

ไม่มีแผนการ

And yet, ลำดับความ

0:06

แต่ถึงอย่างนั้น

many ants together are smart.

0:07

มดหลายตัวอยู่รวมกันกลับฉลาด

ลำดับความ

And yet, สำหรับแสดงความขัดแย้งที่เหนือความคาดหมาย

And yet, เชื่อมประโยคนี้กับแนวคิดก่อนหน้าและบอกว่าจะมีความขัดแย้งที่เหนือความคาดหมาย ก่อนหน้านี้มีการอธิบายว่ามดเพียงตัวเดียวมีความสามารถน้อยมาก คำเชื่อมนี้จึงบอกว่าเนื้อหาถัดไปกลับตรงข้ามกับสิ่งที่คาดไว้ นั่นคือมดหลายตัวสามารถทำสิ่งต่าง ๆ อย่างฉลาดเมื่ออยู่รวมกัน เมื่ออยู่ต้นประโยค and ทำหน้าที่เล่าเรื่องต่อ ส่วน yet แสดงความขัดแย้ง ในที่นี้ yet หมายถึง nevertheless (ถึงอย่างนั้น) ไม่ได้หมายถึง “จนถึงตอนนี้”

แบบฝึกหัด

And yet, ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง

  1. เพิ่มผลลัพธ์อีกอย่างที่คล้ายกับคำอธิบายก่อนหน้า
  2. ใช้เกริ่นผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เนื้อหาก่อนหน้าทำให้คาดไว้
  3. บอกว่าจนถึงตอนนี้มดยังไม่ได้ฉลาดขึ้น
ดูคำตอบ

ใช้เกริ่นผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เนื้อหาก่อนหน้าทำให้คาดไว้

An ant colony can construct complex structures.

0:10

รังมดสามารถสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อนได้

Some colonies keep farms of fungi,

0:14

บางรังทำฟาร์มเพาะเชื้อรา

others take care of cattle. กริยาวลี

0:17

บางรังก็เลี้ยงปศุสัตว์

กริยาวลี

take care of ในความหมายว่า “ดูแล”

ในประโยคนี้ take care of หมายถึง look after หรือ tend ซึ่งก็คือดูแล มดบางตัวให้ความเอาใจใส่แก่ “ปศุสัตว์” ของมัน ซึ่งหมายถึงแมลงชนิดอื่นที่พวกมันเลี้ยงไว้ ให้เข้าใจ take care of เป็นวลีเดียว วลีนี้บอกถึงการลงมือดูแลคนหรือสิ่งหนึ่งจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกห่วงใย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำว่า take, care และ of โดยเรียงตามลำดับที่ถูกต้องเพื่อสร้างวลีสามคำ: Can you ____ my rabbit while I’m away?

ดูคำตอบ

take care of

They can wage war or defend themselves. วลี

0:19

พวกมันสามารถทำสงครามหรือป้องกันตัวเองได้

วลี

wage war: คำปรากฏร่วมแบบเป็นทางการที่หมายถึงดำเนินสงคราม

ใน wage war คำว่า wage เป็นคำกริยาที่หมายถึงดำเนินหรือทำต่อเนื่อง วลีนี้อธิบายสงครามว่าเป็นการกระทำที่มีการจัดระบบและดำเนินต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงการจ่ายเงินเพื่อสงคราม ในคำปรากฏร่วมนี้ wage ตามด้วย war โดยตรง รูปแบบที่พบบ่อยคือ wage war against an enemy ส่วน wage war on a problem เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ wage war ในความหมายว่าดำเนินสงครามอย่างจริงจัง

  1. The kingdom may wage war against its neighbor.
  2. The treaty officially declared war.
  3. The workers asked for a higher wage.
ดูคำตอบ

The kingdom may wage war against its neighbor.

How is this possible?

0:22

สิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร?

How can a bunch of stupid things do smart things together? วลี

0:24

ของโง่ๆ กลุ่มหนึ่งสามารถทำสิ่งที่ฉลาดร่วมกันได้อย่างไร?

วลี

a bunch of ในฐานะวลีบอกปริมาณแบบไม่เป็นทางการ

a bunch of เป็นวลีบอกปริมาณแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงกลุ่มหนึ่งหรือจำนวนที่ค่อนข้างมาก ใน a bunch of stupid things วลีนี้รวมสิ่งที่แยกกันหลายสิ่งเป็นกลุ่มหลวม ๆ โดยไม่ระบุจำนวนที่แน่นอน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ a bunch of + คำนาม ในการใช้นี้ คำนามมักเป็นคำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น a bunch of keys หรือ a bunch of friends

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกปริมาณแบบไม่เป็นทางการจากบทเรียน: We found ____ old photos in the attic.

ดูคำตอบ

a bunch of

This phenomenon is called emergence,

0:28

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การผุดบังเกิด (Emergence)

and it's one of the most fascinating and mysterious features of our universe. ไวยากรณ์

0:31

และมันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่น่าหลงใหลและลึกลับที่สุดในจักรวาลของเรา

ไวยากรณ์

one of the most fascinating and mysterious features: หนึ่งในลักษณะที่น่าหลงใหลและลึกลับที่สุด

ในประโยคนี้ one of the most fascinating and mysterious features หมายถึงลักษณะนี้อยู่ในกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด อาจมีหลายลักษณะที่น่าหลงใหลและลึกลับอย่างมาก และสิ่งนี้เป็นหนึ่งในนั้น โครงสร้างคือ one of + the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามนับได้พหูพจน์ คำนามใช้รูปพหูพจน์เพราะหมายถึงกลุ่ม เช่น one of the most useful tools แต่ทั้งวลีหมายถึงสมาชิกเพียงหนึ่งอย่าง ดังนั้นเมื่อเป็นประธานจึงมักใช้กริยาเอกพจน์ เช่น One of the tools is missing.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง one of the most + คำคุณศัพท์ + คำนามพหูพจน์ได้ถูกต้อง

  1. This is one of the most useful tools in the workshop.
  2. This is one of the most useful tool in the workshop.
  3. This are one of the most useful tools in the workshop.
ดูคำตอบ

This is one of the most useful tools in the workshop.

In a nutshell, ลำดับความ

0:36

สรุปสั้นๆ คือ

it describes small things forming bigger things that have different properties than the sum of their parts. สำนวน

0:37

มันอธิบายถึงสิ่งเล็กๆ ที่รวมกันเป็นสิ่งใหญ่ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากผลรวมของส่วนประกอบเหล่านั้น

ลำดับความ

In a nutshell: การเกริ่นบทสรุปสั้น ๆ

In a nutshell หมายถึงการพูดด้วยคำไม่กี่คำหรือบอกเฉพาะใจความสำคัญ เป็นสำนวน ไม่ได้หมายถึงเปลือกจริง ๆ เมื่ออยู่ต้นประโยค จะทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมทางวาทกรรม เพื่อบอกผู้ฟังว่าต่อไปเป็นบทสรุปแบบย่อและจะละรายละเอียดบางอย่าง ในภาษาเขียนมักตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่ใช้เกริ่นบทสรุปสั้นมาก: ____, the trip was fun but exhausting.

ดูคำตอบ

In a nutshell

สำนวน

the sum of their parts: ผลรวมของส่วนประกอบทั้งหมด

ในที่นี้ the sum of their parts หมายถึงผลโดยรวมของส่วนประกอบแต่ละส่วนเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน คำว่า sum ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการคำนวณตัวเลข ประโยคนี้เปรียบเทียบส่วนประกอบที่รวมกันกับสิ่งที่เป็นองค์รวมซึ่งเกิดจากส่วนเหล่านั้น องค์รวมอาจมีคุณสมบัติใหม่ที่แต่ละส่วนไม่มีเมื่ออยู่แยกกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The app is more useful than the sum of its parts,” วลี “the sum of its parts” หมายถึงอะไร

  1. ประโยชน์โดยรวมของคุณสมบัติแต่ละอย่าง
  2. ราคาของแอปหลังบวกภาษี
  3. คุณสมบัติหนึ่งอย่างที่เลือกจากแอป
ดูคำตอบ

ประโยชน์โดยรวมของคุณสมบัติแต่ละอย่าง

Emergence is complexity arising from simplicity,

0:44

การผุดบังเกิดคือความซับซ้อนที่เกิดจากความเรียบง่าย

and emergence is everywhere.

0:48

และการผุดบังเกิดก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

Water has vastly different properties to the molecules that make it up, กริยาวลี

1:01

น้ำมีคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างมากจากโมเลกุลที่ประกอบขึ้นเป็นมัน

กริยาวลี

make it up: ส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเป็นองค์รวม

ในที่นี้ make up หมายถึง “ก่อเป็น” หรือ “ประกอบเป็น” โมเลกุลคือส่วนประกอบ ส่วน it หมายถึงน้ำซึ่งเป็นองค์รวมที่เกิดจากส่วนเหล่านั้น make up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง make กับ up จึงใช้ make it up ไม่ใช่ make up it ถ้ากรรมเป็นคำนาม ลำดับที่ใช้ทั่วไปคือ “ส่วนประกอบ + make up + องค์รวม” เช่น Five chapters make up the book.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make up โดยเรียงคำให้ถูกต้อง: A robot has many components. Those components ____.

ดูคำตอบ

make it up

like the concept of wetness.

1:05

อย่างเช่นแนวคิดเรื่องความเปียก

Take wet fabric.

1:07

ลองดูผ้าที่เปียก

If you zoom in far enough, กริยาวลี

1:08

ถ้าคุณซูมเข้าไปใกล้พอ

there is no wetness,

1:10

จะไม่มีความเปียกเลย

กริยาวลี

zoom in: ขยายภาพเพื่อดูรายละเอียดมากขึ้น

Zoom in หมายถึงการขยายภาพหรือมุมมองบนหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่เล็กกว่า ในประโยคนี้หมายถึงการตรวจดูผ้าในระดับทางกายภาพที่เล็กลงเรื่อย ๆ คำว่า in ชี้ไปสู่มุมมองที่ใกล้และละเอียดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง นอกจากนี้ยังใช้ในเชิงเปรียบเทียบได้ในความหมายว่าพิจารณาส่วนหนึ่งของประเด็นให้ละเอียดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “เพิ่มกำลังขยาย”: To read the tiny street names, ____ on the map.

ดูคำตอบ

zoom in

there are just molecules sitting in the spaces between the atoms of the cloth.

1:11

มีเพียงโมเลกุลที่แทรกตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างอะตอมของผ้า

Wetness is an emerging property of water.

1:16

ความเปียกคือคุณสมบัติการผุดบังเกิดของน้ำ

Something new

1:19

เป็นสิ่งใหม่

only created by a lot of individual interactions between water molecules.

1:20

ที่สร้างขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระดับย่อยมากมายระหว่างโมเลกุลของน้ำเท่านั้น

And this is sort of it. น้ำเสียง/เจตนา

1:25

และนี่ก็เป็นลักษณะของมัน

น้ำเสียง/เจตนา

sort of: ทำให้คำกล่าวไม่หนักแน่นเกินไป

ในที่นี้ sort of เป็นคำช่วยลดความหนักแน่นในภาษาพูด หมายถึง “ประมาณว่า” “ในแง่หนึ่ง” หรือ “ไม่ทั้งหมด” ใน And this is sort of it. ผู้พูดบอกว่าบทสรุปนี้ถูกต้องโดยรวม แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบหรือครอบคลุมทุกอย่าง เมื่อไม่มี a อยู่ข้างหน้า sort of สามารถขยายวลีหรือข้อความยืนยันทั้งข้อความได้ การใช้นี้แสดงความลังเลหรือลดระดับความแน่นอน ไม่ได้จัดสิ่งใดให้อยู่ในประเภทหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The plan is sort of ready.” คำว่า sort of ทำหน้าที่อะไร?

  1. จัดแผนว่าเป็นวัตถุประเภทหนึ่ง
  2. ช่วยลดความหนักแน่นของข้อความ: แผนนั้นพร้อมโดยประมาณ แต่ยังไม่พร้อมทั้งหมด
  3. ทำให้ข้อความนี้แน่นอนอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

ช่วยลดความหนักแน่นของข้อความ: แผนนั้นพร้อมโดยประมาณ แต่ยังไม่พร้อมทั้งหมด

Many things interact under a certain set of rules, วลี

1:26

สิ่งต่างๆ มากมายมีปฏิสัมพันธ์กันภายใต้กฎชุดหนึ่ง

วลี

under a certain set of rules: อยู่ภายใต้ชุดกฎ

ในประโยคนี้ under หมายถึง “อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ” หรือ “ถูกควบคุมโดย” ไม่ได้หมายถึงอยู่ข้างใต้สิ่งใดในเชิงกายภาพ ส่วน a certain set of rules คือชุดกฎเฉพาะที่ควบคุมว่าสิ่งต่าง ๆ จะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร โครงสร้าง under + rules, laws หรือ conditions แสดงถึงกรอบที่จำกัดหรือจัดระเบียบสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'All teams compete under the same set of rules,' คำว่า under หมายถึงอะไร

  1. ถูกควบคุมด้วยกฎ
  2. เคลื่อนที่ไปหากฎ
  3. อยู่ข้างใต้กฎในเชิงกายภาพ
ดูคำตอบ

ถูกควบคุมด้วยกฎ

creating something above and beyond themselves. สำนวน

1:30

สร้างบางสิ่งที่อยู่เหนือและเกินกว่าตัวพวกมันเอง

สำนวน

above and beyond: ผลลัพธ์ที่ก้าวพ้นส่วนย่อยแต่ละส่วน

ในที่นี้ above and beyond บรรยายบางสิ่งที่อยู่ในระดับสูงและกว้างกว่าสิ่งย่อยแต่ละสิ่งที่สร้างมันขึ้นมา above สื่อถึงระดับที่สูงกว่า ส่วน beyond เพิ่มแนวคิดเรื่องการก้าวพ้นขีดจำกัดของแต่ละส่วน เนื่องจากวลีนี้บรรยายสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นและตามด้วย themselves จึงหมายถึงองค์รวมที่มากกว่าส่วนย่อยต่าง ๆ เมื่อนำมาแยกกัน ไม่ได้หมายถึงความสูงทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The community developed an identity above and beyond its individual members,' วลี above and beyond หมายถึงอะไร

  1. อยู่เหนือสมาชิกแต่ละคนในเชิงกายภาพ
  2. อยู่ในระดับสูงกว่าและไม่ถูกจำกัดด้วยสมาชิกแต่ละคน
  3. ทำงานหนักกว่าที่คาดหวังจากสมาชิกแต่ละคน
ดูคำตอบ

อยู่ในระดับสูงกว่าและไม่ถูกจำกัดด้วยสมาชิกแต่ละคน

It turns out that more is different. ลำดับความ

1:33

ปรากฏว่า ยิ่งมีมากก็ยิ่งแตกต่าง

ลำดับความ

It turns out that: นำเสนอข้อสรุปที่เพิ่งค้นพบ

“It turns out that” ใช้นำเสนอข้อสรุปที่เพิ่งทราบหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริง สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น หรือทบทวนความคิดใหม่ มักสื่อว่าผลลัพธ์นั้นไม่ชัดเจนตั้งแต่แรกหรือแตกต่างจากที่คาดไว้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจัดข้อมูลที่ตามมาให้เป็นสิ่งที่ค้นพบ นั่นคือการเพิ่มปริมาณอาจทำให้เกิดพฤติกรรมรูปแบบใหม่ วลีนี้เน้นกระบวนการที่ทำให้รู้ข้อสรุป ไม่ได้เพียงบอกข้อสรุปเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอข้อสรุปที่ค้นพบหลังจากตรวจสอบหลักฐานได้เหมาะสมที่สุด

  1. It turns out that the smaller battery lasts longer.
  2. We hope that the smaller battery lasts longer.
  3. It seems that the smaller battery might last longer.
ดูคำตอบ

It turns out that the smaller battery lasts longer.

This different property is itself a new thing,

1:36

คุณสมบัติที่แตกต่างนี้ เป็นสิ่งใหม่ในตัวมันเอง

and that new thing can couple with other new things to repeat the process. การใช้คำ

1:39

และสิ่งใหม่นั้นสามารถรวมกับสิ่งใหม่ๆ อื่นๆ เพื่อทำกระบวนการซ้ำได้

การใช้คำ

couple with: เชื่อมต่อหรือทำปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ

ในที่นี้ “couple with” เป็นวลีกริยาทางเทคนิคที่หมายถึง “เชื่อมต่อและทำปฏิสัมพันธ์กับ” สองสิ่งเชื่อมโยงกันเพื่อให้สามารถส่งผลต่อกัน ทำงานร่วมกัน หรือถ่ายโอนบางอย่างระหว่างกันได้ รูปแบบคือ X couples with Y และสามารถใช้รูปถูกกระทำ X is coupled with Y ได้ ในความหมายนี้ “couple” ไม่เกี่ยวข้องกับการออกเดตหรือคู่รัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ “couple with” ในความหมายว่าส่วนประกอบทางเทคนิคสองชิ้นเชื่อมต่อและทำปฏิสัมพันธ์กัน

  1. The motor can couple with the pump to transfer power.
  2. The motor can remain separate from the pump during transport.
  3. The motor can compete with the pump for power.
ดูคำตอบ

The motor can couple with the pump to transfer power.

You can imagine this as layers stacked upon each other, ไวยากรณ์

1:44

คุณสามารถจินตนาการว่านี่เป็นชั้นๆ ที่ซ้อนทับกัน

ไวยากรณ์

layers stacked upon each other ในฐานะอนุประโยคถูกกระทำแบบย่อ

ในที่นี้ stacked upon each other เป็นวลี past participle ที่ขยาย layers และสามารถเขียนเต็มได้ว่า layers that are stacked upon each other โดย layers เป็นสิ่งที่รับการกระทำ ดังนั้น stacked จึงมีความหมายแบบถูกกระทำ รูปย่อนี้วางคำอธิบายไว้หลังคำนามโดยตรง ทำให้ข้อมูลกระชับขึ้น ในที่นี้ upon มีความหมายเหมือน on และทำให้เห็นภาพว่าชั้นหนึ่งวางอยู่เหนืออีกชั้นหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี past participle เพื่อสื่อความหมายว่า “รายงานที่จัดเรียงตามวันที่”

  1. The archive has reports organize by date.
  2. The archive has reports organized by date.
  3. The archive has reports organizing by date.
ดูคำตอบ

The archive has reports organized by date.

every layer made from more complex parts. วลี

1:46

แต่ละชั้นสร้างจากส่วนประกอบที่ซับซ้อนกว่า

วลี

made from เมื่อวัสดุต้นกำเนิดถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่

Made from เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์หรือผลลัพธ์เข้ากับวัสดุหรือส่วนประกอบที่เป็นต้นกำเนิด โดยมักสื่อว่าต้นกำเนิดนั้นผ่านการแปรรูป การรวมกัน หรือการเปลี่ยนแปลงระหว่างที่สิ่งใหม่ก่อตัวขึ้น ในประโยคนี้ ส่วนที่ซับซ้อนกว่าจะรวมกันเป็นแต่ละชั้น จุดเน้นอยู่ที่ว่าชั้นนั้นมาจากอะไร ไม่ใช่ว่าส่วนต่าง ๆ ยังคงมองเห็นได้ในรูปเดิม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่เน้นว่าวัสดุต้นกำเนิดถูกเปลี่ยนสภาพ: This insulation is ____ recycled newspapers.

ดูคำตอบ

made from

Atoms form molecules,

1:50

อะตอมสร้างโมเลกุล

molecules form proteins,

1:51

โมเลกุลสร้างโปรตีน

proteins make up cells,

1:53

โปรตีนสร้างเซลล์

cells make up organs,

1:55

เซลล์สร้างอวัยวะ

organs form individuals,

1:57

อวัยวะสร้างปัจเจกบุคคล

individuals form societies.

1:59

ปัจเจกบุคคลสร้างสังคม

But how can something be more than the sum of its parts?

2:02

แต่บางสิ่งจะเป็นมากกว่าผลรวมของส่วนประกอบได้อย่างไร?

How do ants form the sort of cloudy entity that is a colony?

2:05

มดสร้างเอนทิตีที่ดูคลุมเครืออย่างรังมดได้อย่างไร?

By following a rule set that produces order through chaos. ไวยากรณ์

2:10

โดยการทำตามชุดกฎที่สร้างความเป็นระเบียบผ่านความโกลาหล

ไวยากรณ์

By following a rule set: ใช้ by + คำกริยา-ing เพื่อบอกวิธีการ

ในประโยคนี้ By + following ระบุวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ โดยตอบคำถาม how ที่ละไว้ว่า How does the colony create order? By following a rule set. ใช้ by + คำกริยา-ing เพื่ออธิบายการกระทำหรือกระบวนการที่ใช้ให้บรรลุผลบางอย่าง by ในที่นี้หมายถึง “ด้วยวิธี” ไม่ได้หมายถึง “ก่อนถึงกำหนดเวลา” และไม่ได้ระบุผู้กระทำในประโยคกรรมวาจก

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบโดยใช้คำกริยา check กับโครงสร้าง by + คำกริยา-ing: "How did Leo avoid mistakes?" "____ his work twice."

ดูคำตอบ

By checking

For example,

2:14

ตัวอย่างเช่น

let's look at how an ant colony distributes jobs. ลำดับความ

2:15

มาดูกันว่ารังมดแจกจ่ายงานกันอย่างไร

ลำดับความ

Let's look at: ดึงความสนใจไปยังตัวอย่าง

ในประโยคนี้ let's look at เป็นรูปคำสั่งเชิงชักชวนที่รวมผู้พูดด้วย ผู้บรรยายชวนผู้ฟังให้พิจารณาร่วมกันว่ามีการแบ่งงานอย่างไร โครงสร้างนี้พาคำอธิบายจากแนวคิดทั่วไปไปสู่ตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง look at ในที่นี้หมายถึง “พิจารณา” หรือ “วิเคราะห์” จึงไม่จำเป็นต้องมองด้วยตาจริง ๆ รูปแบบนี้มักใช้จัดลำดับคำอธิบายแบบพูดโดยดึงความสนใจไปยังสิ่งที่จะกล่าวต่อไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำผู้ฟังจากประเด็นทั่วไปไปสู่การร่วมกันวิเคราะห์ตัวอย่างหนึ่งได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I looked at one customer complaint yesterday.
  2. Let's look at one customer complaint in detail.
  3. Look at that customer complaint right now.
ดูคำตอบ

Let's look at one customer complaint in detail.

Let's assume that a colony should have 25% workers, ลำดับความ

2:18

สมมติว่ารังมดควรมีมดงาน 25%

ลำดับความ

Let's assume that: การตั้งข้อสมมติชั่วคราว

Let's assume that เป็นการชวนผู้ฟังให้ยอมรับอนุประโยคที่ตามหลัง that เป็นข้อสมมติชั่วคราว ในที่นี้ ตัวเลข 25% เป็นส่วนหนึ่งของแบบจำลองที่ทำให้ง่ายขึ้นเพื่อใช้อธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ไม่ใช่ข้อสรุปที่วัดหรือพิสูจน์แล้ว วลีนี้ช่วยจัดลำดับการให้เหตุผล: ตั้งข้อสมมติก่อน แล้วจึงหาผลที่ตามมา that ใช้นำเนื้อหาของข้อสมมติและโดยทั่วไปจะตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตั้งข้อสมมติชั่วคราวสำหรับการคำนวณ โดยไม่ได้บอกว่าข้อสมมตินั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว?

  1. We have proved that each box holds ten books.
  2. Let's assume that each box holds ten books.
  3. Our measurements show that each box holds ten books.
ดูคำตอบ

Let's assume that each box holds ten books.

25% caretakers,

2:21

มดพี่เลี้ยง 25%

25% soldiers,

2:23

มดทหาร 25%

and 25% gatherers.

2:24

และมดหาอาหาร 25%

Ants communicate their current job via chemicals.

2:26

มดสื่อสารงานปัจจุบันของพวกมันผ่านสารเคมี

For example,

2:29

ตัวอย่างเช่น

a worker ant constantly secretes chemicals that say,

2:30

มดงานจะหลั่งสารเคมีออกมาตลอดเวลาซึ่งบอกว่า

"I'm a worker."

2:33

"ฉันเป็นมดงาน"

When ants meet other ants,

2:35

เมื่อมดพบกับมดตัวอื่น

they smell each other to gather information,

2:37

พวกมันจะดมกลิ่นกันเพื่อรวบรวมข้อมูล

telling each other their job and what they're doing.

2:39

บอกกันและกันว่าพวกมันทำงานอะไรและกำลังทำอะไรอยู่

Both keep track of who they met in the past. วลี

2:42

ทั้งคู่จะจดจำว่าเคยพบใครมาบ้างในอดีต

วลี

keep track of: ติดตามและจดจำข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

keep track of หมายถึงคอยรับรู้ บันทึก หรือตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ในประโยคนี้ มดทั้งสองตัวจำได้ว่าเคยพบใครบ้าง วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการตามรอยที่เป็นเส้นทางจริง โครงสร้างคือ keep track of + คำนาม คำสรรพนาม หรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม เช่น keep track of expenses หรือ keep track of who has replied

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงจดบันทึกหรือจดจำต่อเนื่อง: I use a calendar to ____ all my appointments.

ดูคำตอบ

keep track of

Now,

2:45

ทีนี้

imagine an anteater kills most of the gatherers.

2:45

ลองจินตนาการว่าตัวกินมดกินมดหาอาหารไปเป็นส่วนใหญ่

If this isn't fixed quickly, ไวยากรณ์

2:48

ถ้าสิ่งนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

the colony will starve.

2:50

รังมดก็จะอดตาย

ไวยากรณ์

หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว … จะอดอาหาร

นี่คือประโยคเงื่อนไขเกี่ยวกับอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง อนุประโยค if ใช้ present simple คือ isn't fixed เพื่อบอกเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นจริง ส่วนประโยคหลักใช้ will + คำกริยารูปพื้นฐาน คือ will starve เพื่อบอกผลลัพธ์ในอนาคตที่คาดไว้ isn't fixed เป็นรูป passive จึงเน้นว่าปัญหาต้องได้รับการแก้ไข ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้แก้ ในโครงสร้างนี้ภาษาอังกฤษมักพูดว่า If this isn't fixed ไม่ใช่ If this won't be fixed

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปกริยามาตรฐานเพื่อบอกเงื่อนไขในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง

  1. If the medicine weren't delivered today, patients would miss their doses tomorrow.
  2. If the medicine won't be delivered today, patients miss their doses tomorrow.
  3. If the medicine isn't delivered today, patients will miss their doses tomorrow.
ดูคำตอบ

If the medicine isn't delivered today, patients will miss their doses tomorrow.

Many worker ants need to switch jobs,

2:52

มดงานหลายตัวจำเป็นต้องเปลี่ยนงาน

but how do you tell this to thousands of them?

2:55

แต่คุณจะบอกสิ่งนี้กับมดนับพันตัวได้อย่างไร?

Simple.

2:57

ง่ายมาก

You don't.

2:58

คุณไม่ต้องบอก

Our worker ant will still meet and smell other ants,

3:00

มดงานของเรายังคงพบและดมกลิ่นมดตัวอื่น

but it will encounter almost no gatherers at all. ไวยากรณ์

3:03

แต่มันแทบจะไม่เจอมดหาอาหารเลย

ไวยากรณ์

แทบไม่มีมดงานที่ออกหาอาหารเลย

almost no หมายถึงจำนวนที่ใกล้ศูนย์มาก จึงอาจยังมีมดงานที่ออกหาอาหารอยู่เพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีความหมายเหมือน no at all ช่วยเน้นความหมายเชิงปฏิเสธ เมื่อใช้กับคำนามนับได้รูปพหูพจน์ gatherers วลี almost no gatherers at all จึงเน้นว่ามันแทบจะไม่พบมดงานที่ออกหาอาหารเลย

แบบฝึกหัด

ทีมหนึ่งเคยมีผู้รวบรวม 500 คน แต่ตอนนี้เหลือเพียงสองคน ประโยคใดบอกว่าจำนวนใกล้ศูนย์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์พอดี

  1. There are almost no gatherers at all.
  2. Almost all of the gatherers remain.
  3. There are no gatherers at all.
ดูคำตอบ

There are almost no gatherers at all.

It counts too few gatherers until it reaches a critical point,

3:06

มันนับจำนวนมดหาอาหารที่น้อยเกินไปจนถึงจุดวิกฤต

and then it changes its job.

3:11

แล้วมันก็เปลี่ยนงาน

The worker becomes a gatherer.

3:13

มดงานกลายเป็นมดหาอาหาร

Other ants will do the same until after a while,

3:15

มดตัวอื่นๆ ก็จะทำเช่นเดียวกันจนกระทั่งผ่านไปสักพัก

there are enough gatherers again.

3:18

ก็มีมดหาอาหารเพียงพออีกครั้ง

The balance is restored all by itself. วลี

3:20

ความสมดุลก็กลับคืนมาได้เอง

วลี

all by itself: โดยไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก

ในประโยคนี้ all by itself หมายถึง “โดยไม่มีคำสั่ง ความช่วยเหลือ หรือการแทรกแซงจากภายนอกเลย” สมดุลกลับคืนมาเพราะส่วนต่าง ๆ ของระบบทำงานตามข้อมูลในบริเวณของตน ไม่ใช่เพราะมีผู้ควบคุมคนเดียวสั่งการทุกอย่าง โครงสร้าง all by + คำสรรพนามสะท้อนกลับ เน้นว่าบางสิ่งเกิดขึ้นหรือถูกทำให้สำเร็จอย่างเป็นอิสระ เมื่อประธานเป็นกระบวนการหรือระบบ มักสื่อว่า “โดยอัตโนมัติ” หรือ “ได้เอง” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The toy started moving all by itself,” all by itself หมายถึงอะไร?

  1. ด้วยความช่วยเหลือจากของเล่นอีกชิ้น
  2. ขณะที่มันอยู่เพียงลำพังอย่างสิ้นเชิง
  3. โดยไม่มีใครทำให้มันเคลื่อนที่
ดูคำตอบ

โดยไม่มีใครทำให้มันเคลื่อนที่

The actions and interactions of an individual are random.

3:23

การกระทำและปฏิสัมพันธ์ของแต่ละตัวนั้นเป็นแบบสุ่ม

You can't plan which ant will encounter which other ant, ไวยากรณ์

3:27

คุณไม่สามารถวางแผนได้ว่ามดตัวไหนจะเจอกับมดตัวไหน

ไวยากรณ์

which ant will encounter which other ant: ลำดับคำในคำถามแฝง

ข้อความ which ant will encounter which other ant เป็นคำถามแฝง โดยบอกข้อมูลที่ยังไม่ทราบต่อจาก plan แทนที่จะถามผู้ฟังเป็นคำถามอีกประโยคหนึ่ง ภายในอนุประโยค which ant เป็นประธาน will encounter เป็นวลีกริยา และ which other ant เป็นกรรม ให้คงลำดับ ประธาน + will + กริยา + กรรม วลี which ทั้งสองวลีระบุสมาชิกสองตัวที่ยังไม่ทราบในแต่ละการพบกันที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกลำดับคำที่เป็นธรรมชาติหลัง “We cannot predict ...”

  1. which will runner race which other runner.
  2. which runner will which other runner race.
  3. which runner will race which other runner.
ดูคำตอบ

which runner will race which other runner.

but the simple set of rules is so elegant that a colony's many operations emerge as a consequence. ไวยากรณ์

3:30

แต่ชุดกฎง่ายๆ นั้นงดงามมากจนการทำงานหลายๆ อย่างของรังมดผุดบังเกิดเป็นผลลัพธ์

ไวยากรณ์

so elegant that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

โครงสร้าง so + adjective + that เชื่อมระดับที่เข้มข้นกับผลที่เกิดตามมา ในประโยคนี้ so elegant บอกว่าชุดกฎมีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งเพียงใด และ that นำเข้าสู่ผลลัพธ์ คือการทำงานต่าง ๆ ของอาณานิคมเกิดขึ้นจากกฎเหล่านั้น that ในที่นี้เป็นคำสันธานที่นำอนุประโยคบอกผล ไม่ใช่คำสรรพนามสัมพันธ์ very elegant เพียงเน้นคำคุณศัพท์ แต่ so elegant that เชื่อมผลลัพธ์เข้ามาในประโยคเดียวกันโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างที่เชื่อมระดับกับผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: The instructions were ____ clear ____ everyone finished the task without help.

ดูคำตอบ

so · that

On an even more fundamental level, ลำดับความ

3:37

ในระดับที่เป็นพื้นฐานยิ่งกว่านั้น

ลำดับความ

On an even more fundamental level: การเปลี่ยนระดับการวิเคราะห์

On a ... level ใช้กำหนดมุมมองหรือชั้นที่นำมาใช้พิจารณาแนวคิดหนึ่ง ๆ โดยเป็นกรอบเปิดประโยคที่ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย ไม่ได้หมายถึงชั้นของอาคารหรือด่านในเกม Even more fundamental เปรียบเทียบชั้นใหม่นี้กับชั้นที่เพิ่งกล่าวถึง และส่งสัญญาณว่าจะลงไปสู่พื้นฐานที่ลึกกว่า โดยปกติจะใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นกรอบเปิดนี้ออกจากอนุประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

รายงานได้อธิบายวิธีจัดระเบียบสวนชุมชนแล้ว คำขึ้นต้นใดสื่อได้ดีที่สุดว่ากำลังจะเปลี่ยนไปกล่าวถึงกระบวนการทางชีววิทยาที่ลึกกว่าและทำให้พืชเติบโต?

  1. On an even more fundamental level,
  2. At the next game level,
  3. On the upper floor,
ดูคำตอบ

On an even more fundamental level,

hundreds of millions of complicated molecules interact to maintain a robust and amazing structure.

3:39

โมเลกุลที่ซับซ้อนหลายร้อยล้านตัวมีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อรักษากระสร้างที่แข็งแกร่งและน่าทึ่ง

A being with vastly different properties than the sum of its dead parts emerges.

3:45

สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติแตกต่างอย่างมากจากผลรวมของชิ้นส่วนที่ไร้ชีวิตผุดบังเกิดมา

The smallest unit of life,

3:50

หน่วยที่เล็กที่สุดของชีวิต

a cell.

3:52

เซลล์

We still don't have a clear definition of what living things are,

3:54

เรายังคงไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร

we just know they emerge from things that are not alive.

3:57

เราแค่รู้ว่าพวกมันผุดบังเกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต

Cells combine and cooperate,

4:01

เซลล์รวมตัวและร่วมมือกัน

they specialize and respond to one another,

4:03

พวกมันมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและตอบสนองต่อกันและกัน

and over time,

4:06

และเมื่อเวลาผ่านไป

we develop into complex organisms with remarkable capacities. วลี

4:07

เราก็พัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนพร้อมความสามารถที่น่าทึ่ง

วลี

develop into: การเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ผลลัพธ์

ในประโยคนี้ develop into หมายถึง “ค่อย ๆ กลายเป็น” วลีนี้แสดงให้เห็นว่าประธาน we เปลี่ยนแปลงผ่านการเติบโตและการจัดระเบียบ จนได้ผลลัพธ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน โครงสร้างคือ develop into + รูปแบบ บทบาท หรือสภาพที่เป็นผลลัพธ์ into ชี้ไปที่ผลของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สถานที่ที่การพัฒนาเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย develop into: With enough support, the school club could ____ a community organization.

ดูคำตอบ

develop into

Your arms and legs and heart are an incredibly complex and complicated system made of trillions of individual stupid things. วลี

4:11

แขน ขา และหัวใจของคุณเป็นระบบที่ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งสร้างจากสิ่งโง่ๆ นับล้านล้านชิ้น

วลี

made of: การบอกส่วนประกอบของสิ่งหนึ่งทั้งชิ้น

made of ใช้บอกส่วนประกอบหรือวัสดุที่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งทั้งชิ้น ในที่นี้วลีนี้บอกว่าระบบร่างกายประกอบด้วยเซลล์แต่ละเซลล์นับล้านล้านเซลล์ จึงเชื่อมสิ่งที่ซับซ้อนหนึ่งสิ่งเข้ากับส่วนประกอบเรียบง่ายจำนวนมาก ใช้ be made of + วัสดุหรือชิ้นส่วน เพื่อบอกว่ามีอะไรอยู่ในสิ่งของที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จุดเน้นอยู่ที่องค์ประกอบ ไม่ใช่กระบวนการที่ผลิตสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เหมาะที่สุดเพื่อเติมประโยค: The toy bridge is ____ separate wooden blocks that you can still identify.

  1. made into
  2. made of
  3. made from
ดูคำตอบ

made of

And yet we breathe,

4:20

แต่เรากลับหายใจได้

digest,

4:21

ย่อยอาหารได้

and watch YouTube videos.

4:22

และดูวิดีโอ YouTube ได้

How do your cells know what to do?

4:25

เซลล์ของคุณรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำอะไร?

Think of the pacemaker cells in your heart. กริยาวลี

4:28

ลองนึกถึงเซลล์กระตุ้นหัวใจในหัวใจของคุณ

กริยาวลี

ใช้ Think of ... เพื่อยกตัวอย่าง

ในที่นี้ Think of หมายถึง “ลองพิจารณาตัวอย่างนี้” ไม่ใช่ “พยายามนึกให้ออก” วลีนี้ดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังเซลล์กำหนดจังหวะซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนและช่วยอธิบายแนวคิดถัดไป ใช้ think of + นามวลีในลักษณะนี้เมื่อต้องการยกตัวอย่างในคำอธิบายหรือการให้เหตุผล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ยกตัวอย่างเพื่อช่วยอธิบายแนวคิดทั่วไปได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Think of a row of dominoes falling one after another.
  2. Try to forget how dominoes fall.
  3. Remember to put the dominoes back in the box.
ดูคำตอบ

Think of a row of dominoes falling one after another.

Billions of them need to send out an impulse just at the right moment to collectively create a heartbeat. กริยาวลี

4:31

เซลล์หลายพันล้านเซลล์จำเป็นต้องส่งสัญญาณกระตุ้นออกมาในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อร่วมกันสร้างจังหวะการเต้นของหัวใจ

กริยาวลี

send out an impulse: ปล่อยสัญญาณทางชีววิทยา

ในประโยคนี้ send out หมายถึง “ปล่อยออกมา” หรือ “ส่งออกไป” ส่วน an impulse คือสัญญาณไฟฟ้าที่เซลล์สร้างขึ้น วลีนี้กล่าวถึงเซลล์กำหนดจังหวะที่ปล่อยสัญญาณ ไม่ใช่คนที่ทำตามความอยากอย่างฉับพลัน รูปแบบ send out + signal/message/light/sound ใช้เรียกสิ่งที่เดินทางออกจากแหล่งกำเนิดไปยังผู้รับหรือบริเวณรอบข้าง

แบบฝึกหัด

ในบทเรียนชีววิทยา ประโยคใดใช้ impulse ในความหมายว่าสัญญาณไฟฟ้า

  1. Mina resisted the impulse to shout.
  2. Leo bought the game on impulse after seeing the cover.
  3. The nerve cells send out an impulse when they are activated.
ดูคำตอบ

The nerve cells send out an impulse when they are activated.

Our cells exchange chemical information with their neighbor cells to see what they're up to, สำนวน

4:37

เซลล์ของเราแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเคมีกับเซลล์เพื่อนบ้านเพื่อดูว่าพวกมันกำลังทำอะไร

สำนวน

ความหมายของ what they're up to

ใน what they're up to สำนวน be up to หมายถึง “กำลังทำหรือวางแผนจะทำบางอย่าง” ในที่นี้มีการพูดถึงเซลล์เหมือนเป็นคน โดยแต่ละเซลล์ตรวจดูว่าเซลล์ใกล้เคียงกำลังทำอะไรเพื่อให้ตอบสนองได้ โครงสร้างคำถาม what + be + ประธาน + up to ใช้ถามเกี่ยวกับกิจกรรมหรือเจตนา up ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน และ up to ก็ไม่ได้หมายถึง “สูงสุดไม่เกิน” หรือ “ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใคร”

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง what they're up to หมายถึงอะไร

  1. พื้นที่นี้รองรับเซลล์ได้มากที่สุดกี่เซลล์
  2. เซลล์ใดได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจ
  3. เซลล์ข้างเคียงกำลังทำหรือวางแผนอะไรอยู่
ดูคำตอบ

เซลล์ข้างเคียงกำลังทำหรือวางแผนอะไรอยู่

and then decide what to do.

4:42

แล้วตัดสินใจว่าจะทำอะไร

If it's among a lot of cells that are working on the same task,

4:44

หากมันอยู่ท่ามกลางเซลล์จำนวนมากที่กำลังทำงานเดียวกัน

it will start working on that task as well and sync up with them. กริยาวลี

4:47

มันก็จะเริ่มทำงานนั้นด้วยและปรับตัวให้เข้ากับพวกมัน

กริยาวลี

ความหมายของ sync up with

Sync up with หมายถึงการปรับเวลา ข้อมูล สถานะ หรือการกระทำของตนให้ตรงกับอีกคน กลุ่ม หรือระบบหนึ่ง ในประโยคนี้ เซลล์หนึ่งเริ่มทำงานเดียวกันและประสานกิจกรรมของมันกับเซลล์รอบข้าง โครงสร้างคือ sync up with + คน กลุ่ม หรือระบบ จุดเน้นคือการทำให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือหรือทำงานร่วมกับใครเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึงการปรับแผนหรือการกระทำให้ตรงกัน: Before the launch, we need to ____ the design team so everyone follows the same plan.

ดูคำตอบ

sync up with

There is no mastermind giving commands, ไวยากรณ์

4:52

ไม่มีผู้บงการที่คอยออกคำสั่ง

just single units communicating with their neighbors and acting according to the feedback they get.

4:54

มีเพียงหน่วยย่อยๆ ที่สื่อสารกับเพื่อนบ้าน และลงมือทำตามข้อเสนอแนะที่ได้รับ

ไวยากรณ์

There is no X, just Y: ไม่มี X มีเพียง Y

โครงสร้าง There is no X, just Y ใช้ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่ง แล้วแทนที่ทันทีด้วยคำอธิบายที่ง่ายกว่าหรือถูกต้องกว่า ในประโยคนี้ no mastermind ปฏิเสธว่ามีผู้ควบคุมส่วนกลาง ส่วน just single units บอกว่าสิ่งที่มีอยู่จริงคือหน่วยย่อยแต่ละหน่วย just ในที่นี้หมายถึง “เพียง” ไม่ได้หมายถึง “เมื่อสักครู่” โครงสร้างนี้ช่วยแก้ความเข้าใจที่คาดไว้โดยไม่ต้องแยกคำปฏิเสธกับคำอธิบายจริงออกเป็นสองประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคแก้ความเข้าใจโดยใช้โครงสร้าง There is no X, just Y: There ____ central director, ____ local teams sharing information.

ดูคำตอบ

is no · just

What about our most important part? ลำดับความ

5:00

แล้วส่วนที่สำคัญที่สุดของเราล่ะ?

ลำดับความ

What about ...? สำหรับเปลี่ยนเข้าสู่หัวข้อถัดไป

What about + กลุ่มคำนาม? ใช้นำกรณีที่ยังไม่ได้พูดถึงเข้ามาในการสนทนา โดยเชื่อมกรณีนั้นกับคำถามที่กำลังพิจารณาอยู่ และทำให้เป็นหัวข้อถัดไป ในที่นี้ our most important part เป็นการปูทางไปสู่เรื่องสมองและจิตสำนึก ผู้พูดไม่ได้ถามว่าส่วนนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร แต่คำถามมีความหมายโดยรวมว่า “กรณีนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเพิ่งพูดไปอย่างไร?”

แบบฝึกหัด

ผู้พูดอธิบายแล้วว่าแผนหนึ่งช่วยผู้ใหญ่อย่างไร และตอนนี้ต้องการนำเด็กมาเป็นกรณีถัดไป ประโยคใดทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด?

  1. What are children?
  2. What about children?
  3. How are children?
ดูคำตอบ

What about children?

What is the thing that asks these kinds of questions?

5:03

อะไรคือสิ่งที่ตั้งคำถามประเภทนี้?

Is our consciousness then an emergent property of the cells in our brain? การใช้คำ

5:07

แล้วจิตสำนึกของเราเป็นคุณสมบัติการผุดบังเกิดของเซลล์ในสมองของเราด้วยหรือไม่?

การใช้คำ

emergent property: คุณสมบัติที่เกิดจากระบบโดยรวม

คุณสมบัติที่เกิดจากระบบโดยรวมคือลักษณะของทั้งระบบที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ แม้ว่าแต่ละส่วนจะไม่มีลักษณะนั้นเมื่ออยู่ตามลำพัง ในที่นี้ คำถามคือจิตสำนึกเกิดจากการที่เซลล์สมองทำงานร่วมกันหรือไม่ แทนที่จะเป็นคุณสมบัติของเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง ประโยคนี้เสนอเรื่องดังกล่าวเป็นความเป็นไปได้ที่ยังไม่มีข้อสรุป ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมศัพท์เทคนิคที่หมายถึงลักษณะของทั้งระบบซึ่งเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ: The colony's ability to find efficient routes is an ____.

ดูคำตอบ

emergent property

This question is too big and important.

5:12

คำถามนี้ใหญ่และสำคัญเกินไป

It deserves a video of its own. วลี

5:15

มันควรค่าแก่การมีวิดีโอของมันเองต่างหาก

วลี

of its own: สิ่งที่แยกไว้เฉพาะของมัน

ในวลีนามอย่าง a video of its own คำว่า of its own หมายถึง “เป็นของสิ่งนั้นโดยเฉพาะ” หรือ “จัดไว้สำหรับสิ่งนั้นโดยเฉพาะ” คำว่า own ช่วยเน้นว่ามีสิ่งหนึ่งแยกต่างหาก ไม่ได้ใช้ร่วมกับอย่างอื่น ในที่นี้หมายความว่า หัวข้อนี้ควรมีวิดีโอแยกที่อธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าหัวข้อนี้สร้างวิดีโอได้ด้วยตัวเอง

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำที่หมายถึง “ส่วนหนึ่งที่แยกไว้สำหรับสิ่งนั้นโดยเฉพาะ”: The report is too detailed for one page; it needs a section ____.

ดูคำตอบ

of its own

Some things that emerge are hard to define.

5:18

บางสิ่งที่ผุดบังเกิดก็ยากที่จะนิยาม

You can't touch an ant colony,

5:21

คุณไม่สามารถสัมผัสรังมดได้

only its parts.

5:23

สัมผัสได้เพียงส่วนประกอบของมัน

It has neither brain nor face, ไวยากรณ์

5:25

มันไม่มีทั้งสมอง ไม่มีใบหน้า

nor body.

5:26

และไม่มีร่างกาย

ไวยากรณ์

neither brain nor face, nor body: ไม่มีทั้งสามอย่าง

neither ... nor ใช้เชื่อมสิ่งที่ถูกปฏิเสธทั้งหมด ในประโยคนี้หมายความว่าประธานไม่มีสมอง ไม่มีใบหน้า และไม่มีร่างกาย โครงสร้างเริ่มด้วย neither หน้ารายการแรก และใช้ nor นำรายการถัดไป สามารถใช้ nor อีกครั้งเพื่อเพิ่มรายการในชุดปฏิเสธเดียวกันได้ เช่น “nor body” ไม่ต้องเติม not เพราะ neither ทำให้ทั้งรายการเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างปฏิเสธแบบคู่และเขียนรายการต่อให้ครบ: The creature has ____ wings ____ fins ____ legs.

ดูคำตอบ

neither · nor · nor

And yet,

5:28

แต่ถึงอย่างนั้น

the colony interacts with the world.

5:29

รังมดก็มีปฏิสัมพันธ์กับโลก

Just like colonies emerge from ants, ไวยากรณ์

5:31

เช่นเดียวกับที่รังมดผุดบังเกิดจากมด

things emerge from humans,

5:34

สิ่งต่างๆ ก็ผุดบังเกิดจากมนุษย์

ไวยากรณ์

Just like colonies emerge from ants, things emerge from humans: ใช้ความสัมพันธ์หนึ่งเปรียบเทียบกับอีกความสัมพันธ์หนึ่ง

Just like A, B ใช้สร้างการเปรียบเทียบ โดยนำความสัมพันธ์ใน A มาเป็นแบบสำหรับทำความเข้าใจ B ส่วน Just ช่วยเน้นว่าความสัมพันธ์ทั้งสองคล้ายกันมาก ในประโยคนี้ “colonies emerge from ants” เป็นรูปแบบแรก และ “things emerge from humans” ถูกนำเสนอเป็นรูปแบบที่ขนานกัน like ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่า “ชอบ” โครงสร้างนี้ช่วยอธิบายแนวคิดใหม่ด้วยความสัมพันธ์ที่เข้าใจได้ชัดกว่า

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบด้วยโครงสร้างสองคำที่เรียนมาตามเดิม: ____ a map helps travelers find their way, a plan helps a team stay on track.

ดูคำตอบ

Just like

like nations.

5:36

เช่น ชาติ

What actually is a nation? ลำดับความ

5:38

ชาติคืออะไรกันแน่?

ลำดับความ

What actually is ...? เพื่อทบทวนคำนิยาม

รูปแบบ What actually is X? ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อขอคำนิยามพื้นฐานเท่านั้น ในที่นี้ actually หมายถึง “เมื่อพิจารณาให้ละเอียด” หรือ “โดยแก่นแท้” ผู้พูดจึงหยุดลำดับการอธิบายไว้ก่อนแล้วตั้งคำถามกับแนวคิดที่อาจดูเหมือนชัดเจนอยู่แล้ว คำถามชนิดนี้ช่วยจัดโครงสร้างคำอธิบาย โดยกำหนดนิยามที่ใช้ในการอภิปรายขึ้นใหม่ แล้วจึงนำไปสู่การตรวจสอบส่วนประกอบหรือเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตามมา ไม่จำเป็นต้องเป็นการแก้ไขข้อความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบคำถามจากบทเรียนที่ใช้ทบทวนคำนิยามซึ่งเคยยอมรับกันอยู่แล้ว: ____ a community?

ดูคำตอบ

What actually is

Is it its population?

5:40

คือประชากรของมันหรือ?

Is it its institutions?

5:42

คือสถาบันของมันหรือ?

Its symbols like its flag,

5:43

สัญลักษณ์อย่างธงชาติ

colors,

5:45

สี

or anthems?

5:46

หรือเพลงชาติล่ะ?

The physical things it makes like cities?

5:47

สิ่งก่อสร้างทางกายภาพที่มันสร้างขึ้นเช่นเมืองหรือเปล่า?

The territory it occupies?

5:50

อาณาเขตที่มันครอบครองอยู่ไหม?

All of these things are fluid.

5:53

สิ่งเหล่านี้ล้วนลื่นไหลเปลี่ยนแปลงได้

Populations change and are replaced.

5:55

ประชากรเปลี่ยนแปลงและถูกแทนที่

Institutions come and go. สำนวน

5:58

สถาบันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

สำนวน

Come and go: ปรากฏขึ้นแล้วหายไปตามเวลา

ในที่นี้ คำกริยาใน come and go ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ สถาบันต่าง ๆ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วหายไปหรือถูกแทนที่ วลีคู่คำนี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำ ใช้ได้กับผู้คน กระแสนิยม โอกาส กฎ และสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้คงอยู่อย่างถาวร

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึง “ปรากฏขึ้นแล้วหายไปในภายหลัง”: Trends ____, but basic needs remain.

ดูคำตอบ

come and go

Cities can be constructed and abandoned.

5:59

เมืองสามารถถูกสร้างขึ้นและถูกทิ้งร้างได้

Borders have changed all the time for most of history.

6:02

พรมแดนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่

And symbols get replaced by new symbols. ไวยากรณ์

6:06

และสัญลักษณ์ก็ถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ใหม่

ไวยากรณ์

get replaced by: โครงสร้าง passive แบบ get ที่เน้นการเปลี่ยนแปลง

get + past participle สร้างโครงสร้าง passive โดยประธานเป็นฝ่ายได้รับการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายทำ ใน get replaced by คำว่า symbols คือสิ่งที่ถูกเลิกใช้ ส่วนวลีที่ขึ้นต้นด้วย by บอกว่าสิ่งใดเข้ามาแทนที่ ที่นี่ get ไม่ได้แปลว่าได้รับ โครงสร้าง passive ที่ใช้ get มักทำให้การเปลี่ยนแปลงดูมีความเคลื่อนไหวหรือเป็นกระบวนการมากกว่าโครงสร้าง passive แบบกลาง ๆ ที่ใช้ be ในประโยคนี้ การแทนที่ถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อระบบพัฒนาไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลี passive ที่ใช้ get ซึ่งเป็นจุดเน้น: To keep the map current, outdated icons ____ newer ones.

ดูคำตอบ

get replaced by

A nation has no face,

6:10

ชาติไม่มีใบหน้า

no brain,

6:11

ไม่มีสมอง

no body.

6:13

ไม่มีร่างกาย

Are nations not real then? น้ำเสียง/เจตนา

6:15

งั้นชาติก็ไม่มีอยู่จริงหรือ?

Of course they are.

6:17

แน่นอนว่าพวกมันมีอยู่จริง

น้ำเสียง/เจตนา

Are nations not real then? ... Of course they are.: ยกข้อสรุปแล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น

คำถามปฏิเสธ Are nations not real then? ยกข้อสรุปหนึ่งที่อาจตามมาจากแนวคิดก่อนหน้า กล่าวคือ หากสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ของชาติเปลี่ยนแปลงได้ ชาติต่าง ๆ ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง คำว่า then หมายถึงในกรณีนั้นหรือเป็นผลให้ ดังนั้นคำถามนี้จึงใช้จัดลำดับเหตุผล ไม่ได้มีไว้เพื่อขอข้อมูลเท่านั้น Of course they are ปฏิเสธข้อสรุปนั้นทันที They หมายถึง nations และ are ใช้แทน are real เพื่อไม่ต้องพูดซ้ำ Of course นำเสนอคำแก้ไขว่าแน่นอนและเห็นได้ชัด จึงทำให้คำตอบมีน้ำหนักมาก

แบบฝึกหัด

บทสนทนา Are nations not real then? Of course they are. ทำหน้าที่อะไร?

  1. ยกข้อสรุปที่อาจเป็นไปได้ขึ้นมาแล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น
  2. ถามข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้แล้วตอบอย่างไม่แน่ใจ
  3. เห็นด้วยว่าชาติต่าง ๆ ไม่ได้มีอยู่จริง
ดูคำตอบ

ยกข้อสรุปที่อาจเป็นไปได้ขึ้นมาแล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น

Just like ant colonies,

6:18

เช่นเดียวกับรังมด

nations interact with the world.

6:19

ชาติมีปฏิสัมพันธ์กับโลก

They can change landscapes,

6:22

พวกมันสามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์

wage wars,

6:24

ทำสงคราม

grow or decline,

6:25

เติบโตหรือเสื่อมถอย

and they can stop existing. ไวยากรณ์

6:26

และพวกมันก็สามารถหยุดมีอยู่ได้

ไวยากรณ์

stop existing: stop + รูป -ing

ใน stop existing คำว่า stop ตามด้วย existing ซึ่งเป็นรูป -ing โครงสร้าง stop + -ing หมายถึงการกระทำหรือสภาวะที่ดำเนินอยู่แล้วสิ้นสุดลง ในที่นี้ existing คือสภาวะของการมีอยู่ที่ดำเนินต่อเนื่อง ดังนั้น they can stop existing จึงหมายถึงสิ่งเหล่านั้นอาจเลิกมีอยู่ หรือไม่มีอยู่อีกต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ stop + รูป -ing ของ exist: If every copy is deleted, the file will ____.

ดูคำตอบ

stop existing

But they only exist because of a lot of humans interacting with each other.

6:28

แต่พวกมันดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีมนุษย์จำนวนมากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน

But not just nations. ลำดับความ

6:33

แต่ไม่ใช่แค่ชาติเท่านั้น

ลำดับความ

But not just nations: ขยายขอบเขตของประเด็น

But not just nations เป็นส่วนของประโยคที่ผู้พูดตั้งใจใช้ในภาษาพูด คำที่ละไว้สามารถเข้าใจได้จากประโยคก่อนหน้า เมื่อเติมให้สมบูรณ์แล้ว หมายความว่าประเด็นก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้กับประเทศเท่านั้น But แสดงการเปลี่ยนจุดพูด ส่วน not just ขยายขอบเขต ประเทศยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่าง แต่กำลังจะมีสิ่งประเภทอื่นรวมเข้ามาด้วย ส่วนประโยคสั้น ๆ นี้เน้นการขยายขอบเขตและเชื่อมไปยังตัวอย่างถัดไปอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกล่าวว่า "This rule affects large companies. But not just large companies." ส่วนที่สองทำหน้าที่อะไร?

  1. หมายความว่าบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ
  2. หมายความว่ามีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ
  3. หมายความว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ และกลุ่มอื่นก็อยู่ด้วย
ดูคำตอบ

หมายความว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ และกลุ่มอื่นก็อยู่ด้วย

All the complex structures that surround us emerge from us.

6:35

โครงสร้างที่ซับซ้อนทั้งหมดที่ล้อมรอบเราล้วนผุดบังเกิดมาจากพวกเรา

Even if we don't intend to, ไวยากรณ์

6:39

แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

we are constantly creating communities,

6:40

เรากำลังสร้างชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ไวยากรณ์

Even if ...: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if ใช้เกริ่นเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้น เป็นสมมติฐาน หรือไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ และบอกว่าผลในประโยคหลักยังคงเป็นจริงไม่ว่าเงื่อนไขนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในประโยคนี้ แม้ผู้คนจะไม่ได้ตั้งใจสร้างชุมชน แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดสร้างชุมชนขึ้นมาจริง ๆ โครงสร้างคือ even if + เงื่อนไข, ประโยคหลัก เมื่อเทียบกับ if ทั่วไป โครงสร้างนี้เน้นชัดกว่าว่าผลลัพธ์จะไม่เปลี่ยน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่แสดงว่าผลลัพธ์จะเหมือนเดิมไม่ว่าเงื่อนไขจะเกิดขึ้นหรือไม่: ____ the bus is late, we will arrive before the museum tour begins.

ดูคำตอบ

Even if

companies,

6:44

บริษัท

cities,

6:45

เมือง

societies.

6:46

สังคม

All of these things are entities that have fundamentally different properties and abilities than the pretty stupid apes they emerged from.

6:48

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเอนทิตีที่มีคุณสมบัติและความสามารถแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากลิงที่ค่อนข้างโง่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพวกมัน

We don't know why any of this happens,

6:56

เราไม่รู้ว่าทำไมเรื่องพวกนี้ถึงเกิดขึ้น

we just observe it,

6:58

เราแค่สังเกตเห็นมัน

and it seems to be a fundamental property of our universe. น้ำเสียง/เจตนา

6:59

และดูเหมือนว่ามันจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาลของเรา

น้ำเสียง/เจตนา

seems to be: กล่าวข้อสรุปให้นุ่มนวลลง

Seems to be นำเสนอสิ่งหนึ่งในฐานะข้อสรุปจากหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอนทั้งหมด ในประโยคนี้ ผู้พูดสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่งและตัดสินอย่างระมัดระวังว่าสิ่งนั้นเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจักรวาล โครงสร้างคือ ประธาน + seems to be + นามวลีหรือคำคุณศัพท์ โครงสร้างนี้ช่วยให้บอกการตีความที่น่าจะเป็นจริงโดยยังเปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ผลลัพธ์เบื้องต้นบ่งชี้ว่าตารางเวลาใหม่ได้ผลดีกว่า แต่การศึกษายังไม่เสร็จสมบูรณ์ ประโยคใดรายงานข้อสรุปนี้ด้วยความระมัดระวังที่เหมาะสม

  1. The new schedule is definitely more effective.
  2. The new schedule does not seem to be more effective.
  3. The new schedule seems to be more effective.
ดูคำตอบ

The new schedule seems to be more effective.

It may be the most beautiful and wondrous property of our universe.

7:03

มันอาจเป็นคุณสมบัติที่สวยงามและมหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาลของเราก็ได้