มินิบลูอี้ | ตอนเต็ม - ซีซั่น 3 | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
810 คำ 169 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: Bluey และ Bingo ลองสลับบทบาทกันหลังจากพ่อแม่สงสัยว่าทำไมสองพี่น้องถึงแตกต่างกันมาก แต่การทดลองนี้ทำให้เห็นว่าครอบครัวต้องการทั้ง Bluey และ Bingo อย่างละหนึ่งคนพอดี จุดสำคัญของภาษาอังกฤษ: 1. I'll tell you this for free. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่านี่เป็นสำนวนพูดเพื่อย้ำความคิดเห็นอย่างมั่นใจ ไม่ใช่การบอกข้อมูลฟรีตามตัวอักษร โดยเฉพาะในประโยคที่ตัวละครพูดแบบสบาย ๆ แต่เน้นน้ำหนักชัดเจน 2. Let's find out if he's cereal. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: สังเกตมุกเล่นเสียงระหว่าง “cereal” กับ “serious” พร้อมทั้งเห็นว่า “find out if ...” ใช้เพื่อตรวจดูว่าใครสักคนพูดจริงหรือเอาจริงแค่ไหน 3. You're freaking me out. — กริยาวลี: รู้ว่า “freak someone out” เป็นกริยาวลีที่แยกกรรมได้ หมายถึงทำให้ใครบางคนกลัวหรือไม่สบายใจมาก ช่วยให้เข้าใจปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมแปลก ๆ หรือน่าขนลุกได้ดีขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Mum.

0:05

แม่

Dad.

0:11

พ่อ

Bingo.

0:17

บิงโก

Bluey.

0:22

บลูอี้

Oh, where is my toast?

0:25

โอ้ ขนมปังปิ้งฉันอยู่ไหนเนี่ย?

Bluey,

0:27

บลูอี้

can you be as quiet as Bingo for a bit? ไวยากรณ์

0:28

ลูกช่วยเงียบเหมือนบิงโกสักพักได้ไหม?

ไวยากรณ์

as quiet as Bingo: as + คำคุณศัพท์ + as

โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as + สิ่งที่ใช้เปรียบเทียบ บอกว่าคนหรือสิ่งของสองอย่างมีคุณสมบัติในระดับเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ใน as quiet as Bingo คำว่า quiet คือคุณสมบัติที่เปรียบเทียบ และ Bingo คือสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวใช้ขอร้องอย่างนุ่มนวล โดยขอให้ Bluey เงียบเท่ากับ Bingo สักครู่ Bingo เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ ไม่ได้บอกการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as โดยใช้ fast และ Leo: Noah can run ____.

ดูคำตอบ

as fast as Leo

No, I can't

0:30

ไม่ หนูทำไม่ได้

Bluey,

0:32

บลูอี้

I can't find your library books and they're due back. การใช้คำ

0:32

แม่หาหนังสือห้องสมุดลูกไม่เจอ และมันถึงกำหนดคืนแล้วด้วย

การใช้คำ

they're due back: be due back สำหรับกำหนดคืน

They're เป็นรูปย่อของ they are และ they หมายถึงหนังสือห้องสมุดที่กล่าวถึงก่อนหน้า เมื่อใช้กับของที่ยืมมา be due back หมายความว่าของนั้นมีกำหนดต้องคืนในเวลาที่ระบุไว้หรือเข้าใจกันจากบริบท Back บอกทิศทางว่าต้องนำของกลับไปยังสถานที่หรือบุคคลเดิม ไม่ได้หมายความว่าหนังสือกลับมาแล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้ be due back เติมข้อความเตือนเรื่องการคืนของให้สมบูรณ์: The borrowed tablet ____ on Friday.

ดูคำตอบ

is due back

Have you seen Shmyrtle the dirty turtle? ไวยากรณ์

0:35

ลูกเห็นชเมอร์เทิลเต่าสกปรกบ้างไหม?

ไวยากรณ์

Have you seen ...? เมื่อตามหาของ

Have you seen ...? ใช้ present perfect โดยมีโครงสร้าง have + ประธาน + กริยาช่องสาม seen ในที่นี้เป็นการถามว่าอีกฝ่ายเคยเห็นของที่หายไปในช่วงเวลาใดก็ตามจนถึงตอนนี้หรือไม่ ของชิ้นนั้นยังหาไม่เจอ ดังนั้นการเคยเห็นมันในอดีตจึงสำคัญ เพราะอาจเป็นเบาะแสในตอนนี้ คำถามนี้ไม่ได้เน้นเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตที่จบไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยกริยาช่องสามของ see: Have you ____ my blue hat?

ดูคำตอบ

seen

No,

0:37

ไม่ค่ะ

I have not seen Shmyrtle the dirty turtle.

0:38

หนูไม่เห็นชเมอร์เทิลเต่าสกปรก

You have to keep better track of your things. วลี

0:41

ลูกต้องเก็บของของลูกให้เป็นระเบียบกว่านี้นะ

วลี

keep better track of: จัดการและติดตามให้รอบคอบขึ้น

Keep track of หมายถึงการรู้อย่างต่อเนื่องว่าสิ่งใดอยู่ที่ไหนหรือมีสถานะปัจจุบันอย่างไร ในวลีนี้ track หมายถึงการติดตามข้อมูล ไม่ได้หมายถึงลู่วิ่ง Better บอกว่าผู้ฟังต้องทำสิ่งนี้ให้รอบคอบกว่าเดิม ในที่นี้ keep better track of your things หมายถึงใส่ใจให้มากขึ้นว่าของของตนอยู่ที่ไหน เพื่อไม่ให้ทำหาย

แบบฝึกหัด

เรียง keep, better, track และ of ให้ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I need to ____ my appointments.

ดูคำตอบ

keep better track of

What about Bingo?

0:43

แล้วบิงโกล่ะ?

Bingo puts hers in a neat pile when she's read them. วลี

0:45

บิงโกวางของเธอไว้เป็นกองเรียบร้อยเวลาที่อ่านเสร็จแล้ว

วลี

puts hers in a neat pile: ผลลัพธ์ของการจัดและ hers ที่ใช้ได้โดยลำพัง

ในโครงสร้าง put + กรรม + in a neat pile สิ่งของจะถูกจัดให้สุดท้ายรวมกันเป็นกองเดียวอย่างเรียบร้อย ในประโยคนี้ บิงโกจัดหนังสือของเธอแบบนั้นหลังจากอ่านจบ โดย in a neat pile บอกผลลัพธ์ของการกระทำ hers เป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของที่ใช้แทน her books ได้โดยลำพัง ไม่ได้หมายถึงตัวบิงโกเอง และไม่ต้องมีคำนามตามหลัง

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนตามเดิมเพื่อเติมประโยคให้หมายความว่ารูปวาดถูกจัดเป็นกองเดียวอย่างเรียบร้อย: After class, Ava puts her drawings ____.

ดูคำตอบ

in a neat pile

Finished.

0:49

เสร็จแล้ว

Ding.

0:49

ติ๊ง

Orders up. น้ำเสียง/เจตนา

0:50

ออร์เดอร์ได้แล้วจ้า

น้ำเสียง/เจตนา

Orders up: คำร้องในร้านอาหารที่บอกว่าอาหารพร้อมแล้ว

ในฉากนี้ Orders up. เป็นคำร้องสั้น ๆ แบบร้านอาหาร หมายความว่าอาหารที่สั่งทำเสร็จแล้วและพร้อมให้มารับหรือนำไปเสิร์ฟ ทำให้ผู้พูดฟังดูเหมือนพ่อครัวหรือพนักงานเสิร์ฟ แม้จะใช้ตอนเล่นร้านอาหารก็ตาม คำว่า up เป็นส่วนหนึ่งของคำร้องตายตัว ไม่ได้หมายความว่าใบสั่งกำลังเคลื่อนขึ้นข้างบน

แบบฝึกหัด

ที่เคาน์เตอร์ร้านกาแฟ มีคนร้องว่า “Orders up!” คำร้องนี้หมายความว่าอะไร

  1. ลูกค้าต้องลุกขึ้นยืน
  2. อาหารพร้อมให้มารับหรือนำไปเสิร์ฟแล้ว
  3. ต้องสั่งอาหารเพิ่ม
ดูคำตอบ

อาหารพร้อมให้มารับหรือนำไปเสิร์ฟแล้ว

Oh, cheese and jam.

0:51

โอ้ ชีสกับแยม

Dad, I don't like cheese and jam.

0:53

พ่อ หนูไม่ชอบชีสกับแยม

What?

0:55

อะไรนะ?

I thought you did. ไวยากรณ์

0:56

พ่อคิดว่าลูกชอบซะอีก

ไวยากรณ์

I thought you did: ใช้ did แทนวลีกริยาที่กล่าวมาก่อน

ตรงนี้ did ใช้แทนวลีกริยาที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ liked cheese and jam ดังนั้น I thought you did จึงหมายถึง “ฉันนึกว่าเธอชอบชีสกับแยม” did ไม่ได้บอกการกระทำใหม่ ภาษาอังกฤษมักใช้ do, does หรือ did เพื่อไม่ต้องพูดวลีกริยาที่เข้าใจกันอยู่แล้วซ้ำ ใน I thought you did คำว่า did แสดงรูปอดีต ส่วนผู้ฟังเติมความหมายที่ละไว้จากบริบทของบทสนทนา

แบบฝึกหัด

ใน I thought you did คำว่า did ใช้แทนอะไรในบริบทนี้

  1. thought about cheese and jam
  2. prepared cheese and jam
  3. liked cheese and jam
ดูคำตอบ

liked cheese and jam

No, Bluey does.

0:57

ไม่ บลูอี้ต่างหากที่ชอบ

I like banana and peanut butter.

0:58

หนูชอบกล้วยกับเนยถั่ว

Bleah.

1:01

แหวะ

How can you two come from the same parents, ลำดับความ

1:01

ทำไมลูกสองคนถึงมาจากพ่อแม่เดียวกัน

be raised in the same house,

1:03

โตมาในบ้านหลังเดียวกัน

but be completely different?

1:05

แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้นะ?

ลำดับความ

How can ... but ...?: ใช้แสดงความแตกต่างที่น่าประหลาดใจ

ประธาน you two ตามด้วยใจความที่วางขนานกันสามส่วน come from the same parents และ be raised in the same house สร้างภูมิหลังที่เหมือนกันก่อน จากนั้น but นำเข้าสู่ผลที่เหนือความคาดหมายคือ be completely different ลำดับข้อมูลนี้ทำให้ความแตกต่างขัดแย้งเป็นประเด็นหลัก How can ...? ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกำลังแสดงความประหลาดใจและความสงสัย ไม่ได้มุ่งขอคำอธิบายตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักในบทสนทนาของคำถามนี้คืออะไร

  1. เน้นความประหลาดใจด้วยการเปรียบเทียบภูมิหลังที่เหมือนกันกับผลลัพธ์ที่ต่างกัน
  2. ระบุว่าคนสองคนนี้เติบโตมาในบ้านคนละหลัง
  3. ถามชื่อของพ่อแม่ทั้งสองคน
ดูคำตอบ

เน้นความประหลาดใจด้วยการเปรียบเทียบภูมิหลังที่เหมือนกันกับผลลัพธ์ที่ต่างกัน

Don't know.

1:08

ไม่รู้สิ

Well, I'll tell you this for free. สำนวน

1:09

อืม พ่อจะบอกอะไรให้ฟรีๆ เลยนะ

สำนวน

I'll tell you this for free ในฐานะคำเกริ่นเน้นย้ำแบบไม่เป็นทางการ

I'll tell you this for free เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่ใช้เกริ่นความคิดเห็นหรือคำเตือนซึ่งผู้พูดมองว่าชัดเจน แน่นอน หรือน่าฟัง ในประโยคนี้มีความหมายประมาณว่า “เรื่องนี้ฉันบอกได้อย่างมั่นใจ” for free ในที่นี้ใช้เน้นแบบขำ ๆ ไม่ได้พูดถึงราคา ผู้พูดทำเหมือนว่าความคิดเห็นที่จะพูดต่อไปเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และนำมาให้ฟรี

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนไม่เป็นทางการที่ใช้เกริ่นความคิดเห็นอย่างหนักแน่นให้สมบูรณ์: I'll tell you this for ____: leaving now is the safest choice.

ดูคำตอบ

free

My life would be a lot easier ไวยากรณ์

1:10

ชีวิตพ่อคงจะง่ายกว่านี้เยอะ

if you were both the same.

1:12

ถ้าลูกทั้งสองคนเหมือนกัน

ไวยากรณ์

would be ... if ... สำหรับเงื่อนไขปัจจุบันที่ไม่เป็นจริง

อนุประโยคผล would be a lot easier บอกผลที่จินตนาการขึ้น ส่วน if you were both the same บอกเงื่อนไข โครงสร้างคือ would + กริยารูปพื้นฐาน ในอนุประโยคผล และ if + กริยารูปอดีต ในอนุประโยคเงื่อนไข ในที่นี้ were ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดในอดีต แต่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่จริงหรือขัดกับความจริง กล่าวคือ สองคนนั้นไม่ได้เหมือนกัน แต่ผู้พูดกำลังจินตนาการถึงความเป็นไปได้นั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าการมีแผนที่เป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงสิ่งที่จินตนาการในตอนนี้

  1. The trip will be easier if we had a map.
  2. The trip would be easier because we had a map.
  3. The trip would be easier if we had a map.
ดูคำตอบ

The trip would be easier if we had a map.

Tell me about it. สำนวน

1:13

นั่นสิ

สำนวน

Tell me about it. ที่ใช้แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก

Tell me about it. ในที่นี้เป็นสำนวนที่หมายถึง “ฉันเข้าใจดีเลยว่าหมายถึงอะไร” หรือ “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน” ใช้แสดงว่าเห็นด้วยอย่างมากกับคำบ่นหรือความคิดเห็นที่แสดงความหงุดหงิด ไม่ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม คำเดียวกันนี้อาจมีความหมายตามตัวอักษรในบริบทอื่นได้ จึงต้องดูว่าคู่สนทนาพูดอะไรมาก่อนและใช้น้ำเสียงแบบใด หากเป็นการตอบคำบ่นที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจร่วมกัน ก็มักหมายถึงสำนวนนี้

แบบฝึกหัด

A: The traffic was awful this morning. B: Tell me about it. B หมายความว่าอย่างไร?

  1. ฉันไม่เชื่อว่าตอนนั้นมีรถติดเลย
  2. ฉันเข้าใจดีเลยว่าหมายถึงอะไร สำหรับฉันก็น่าหงุดหงิดมากเหมือนกัน
  3. กรุณาเล่ารายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการจราจรให้ฉันฟัง
ดูคำตอบ

ฉันเข้าใจดีเลยว่าหมายถึงอะไร สำหรับฉันก็น่าหงุดหงิดมากเหมือนกัน

Bingo, I've got an idea.

1:15

บิงโก พี่มีไอเดียแล้ว

Okay.

1:16

โอเค

Wait, what?

1:17

เดี๋ยว อะไรนะ?

Hey.

1:18

เฮ้

Ah.

1:19

อ๊ะ

Why do you keep setting them up? กริยาวลี

1:20

ทำไมพี่เอาแต่ตั้งมันขึ้นมาอีกล่ะ?

กริยาวลี

keep setting them up: จัดสิ่งของเข้าที่ซ้ำ ๆ

ใน keep setting them up โครงสร้าง keep + คำกริยา-ing หมายถึงทำการกระทำนั้นซ้ำ ๆ หรือทำต่อเนื่อง คำถามนี้จึงถามว่าทำไมการกระทำเดิมจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่นี้ set the objects up หมายถึงวางหรือจัดสิ่งของให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ ตั้งตรง หรืออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนามอย่าง them ต้องวางไว้ระหว่าง set กับ up คือใช้ set them up ไม่ใช่ set up them ความหมายของ set up ขึ้นอยู่กับกรรมและสถานการณ์ เมื่อกำลังจัดของเล่นหรือสิ่งของอื่น ๆ จะหมายถึงการจัดวางจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงการใส่ร้ายหรือวางกับดักบุคคล

แบบฝึกหัด

The wind knocks over the signs, but Lee keeps setting them up. Lee กำลังทำอะไร?

  1. เขาซ่อนป้ายซ้ำ ๆ
  2. เขาวางกับดักคนที่ทำป้ายเหล่านั้น
  3. เขานำป้ายกลับมาตั้งในตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ
ดูคำตอบ

เขานำป้ายกลับมาตั้งในตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ

What are you looking for?

1:23

พี่กำลังหาอะไรอยู่?

Hair chalk!

1:25

ชอล์กเปลี่ยนสีผม!

Ooh.

1:26

โอ้

Give me your arm.

1:27

ขอยื่นแขนมาหน่อย

This is gonna be great!

1:31

มันต้องออกมาเยี่ยมแน่ๆ!

Alright, done.

1:33

เอาล่ะ เสร็จแล้ว

Here you go, Bingo. น้ำเสียง/เจตนา

1:34

นี่ไง บิงโก

น้ำเสียง/เจตนา

Here you go เมื่อยื่นของให้ผู้อื่น

Here you go เป็นวลีตายตัวที่ใช้ตอนยื่นสิ่งที่อีกฝ่ายขอให้ หรือเมื่อเพิ่งช่วยเรื่องเล็ก ๆ ให้เสร็จ ในประโยคนี้หมายถึง “นี่จ้ะ” หรือ “นี่ของคุณ” go ในที่นี้ไม่ได้สื่อถึงการเคลื่อนที่ วลีทั้งชุดบอกว่าการส่งมอบของหรือการช่วยเหลือนั้นเสร็จแล้ว

แบบฝึกหัด

คุณยื่นดินสอที่เพื่อนร่วมชั้นขอให้ ควรพูดประโยคใดจึงจะเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Go over there.
  2. Here you go.
  3. I have to go.
ดูคำตอบ

Here you go.

Peanut butter and banana.

1:35

เนยถั่วกับกล้วย

Bleah.

1:39

แหวะ

This episode of Bluey is called Mini Bluey. ลำดับความ

1:40

บลูอี้ตอนนี้นำเสนอ มินิบลูอี้

ลำดับความ

This episode of ... is called ... เพื่อบอกชื่อตอน

รูปแบบ This episode of X is called Y ให้ข้อมูลเป็นสองขั้น ขั้นแรก This episode of X บอกผู้ฟังว่ากำลังพูดถึงตอนใด จากนั้น is called Y ใช้บอกชื่อตอน called ในที่นี้หมายถึง “มีชื่อว่า” หรือ “มีชื่อเรื่องว่า” ไม่ได้หมายถึงการตะโกนเรียกหรือการโทรศัพท์ รูปแบบเดียวกันนี้ใช้แนะนำตอนหนึ่งของรายการ พอดแคสต์ หรือชุดวิดีโอได้

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบสำหรับบอกชื่อตอน This episode of ... is called ... ให้สมบูรณ์: This episode of our podcast ____ The Secret Garden.

ดูคำตอบ

is called

Oh, so cute.

1:43

โอ้ น่ารักจัง

Let me introduce you to us. น้ำเสียง/เจตนา

1:46

ให้หนูแนะนำพวกเราหน่อยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Let me introduce you to ...: สำนวนเปิดการแนะนำอย่างเป็นขั้นตอน

Let me introduce you to ... เป็นวิธีเริ่มการแนะนำอย่างสุภาพและมีการนำเข้าสู่เรื่อง ในโครงสร้าง introduce you to X คำว่า you คือคนหรือผู้ฟังที่ได้รับการแนะนำ ส่วน X คือคน กลุ่ม สิ่งของ หรือแนวคิดที่ถูกนำเสนอ ในประโยคนี้ X คือ us เนื่องจาก us รวมผู้พูดอยู่ด้วย ประโยคนี้จึงนำเสนอผู้พูดกับเพื่อนเป็นกลุ่มเดียวกันอย่างขี้เล่น สามารถนำโครงสร้างนี้ไปใช้เมื่อต้องการพาใครไปรู้จักคนใหม่หรือหัวข้อใหม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในประโยคแนะนำ: Let me introduce you ____ our new librarian.

ดูคำตอบ

to

I'm Bluey, and this is Mini Bluey.

1:48

หนูคือบลูอี้ และนี่คือมินิบลูอี้

Hi.

1:51

หวัดดี

She's just like me. วลี

1:51

เธอเหมือนหนูเป๊ะเลย

วลี

just like me: คล้ายกันมาก ไม่ได้หมายถึงชอบ

Just like me หมายถึงคล้ายกับฉันมาก โครงสร้าง be + like + คำนามหรือคำสรรพนามใช้เปรียบเทียบคนหรือสิ่งหนึ่งกับอีกคนหรืออีกสิ่งหนึ่ง และ just ช่วยเน้นระดับความคล้าย ในที่นี้ like เป็นคำบุพบทที่หมายถึงคล้ายกับ ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึงชอบหรือรู้สึกดีกับใคร วลีนี้ใช้บรรยายพฤติกรรม บุคลิก รูปลักษณ์ หรือนิสัยได้ และไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเหมือนกันทุกอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Maya คล้ายกับผู้พูดมาก?

  1. Maya likes me.
  2. Maya would like to meet me.
  3. Maya is just like me.
ดูคำตอบ

Maya is just like me.

Watch.

1:52

คอยดูนะ

Have some cheese and jam, Mini Bluey. น้ำเสียง/เจตนา

1:53

กินชีสกับแยมหน่อยสิมินิบลูอี้

น้ำเสียง/เจตนา

Have some ... สำหรับชวนให้อีกฝ่ายกินหรือดื่มอย่างเป็นมิตร

Have some + อาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นวิธีชวนให้อีกฝ่ายรับประทานหรือดื่มอย่างเป็นมิตร ในประโยคนี้ have หมายถึง “กิน ดื่ม หรือเพลิดเพลินกับสิ่งนั้น” ไม่ใช่ “เป็นเจ้าของ” แม้รูปประโยคจะเป็นคำสั่ง แต่หน้าที่ในที่นี้คือการเชิญชวน ไม่ใช่การออกคำสั่ง ส่วน some แสดงปริมาณที่ไม่เจาะจง จึงไม่ได้กำหนดจำนวนที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมคำชวนอย่างเป็นมิตรโดยใช้รูปแบบ Have some ... ให้ตรงตามเป้าหมาย: ____ cake before you go.

ดูคำตอบ

Have some

We love cheese and jam.

1:56

พวกเรารักชีสกับแยม

Um.

1:58

อืม

I love it.

1:59

ฉันรักมัน

See?

2:01

เห็นไหม?

This is gonna be a long day. สำนวน

2:02

วันนี้คงเป็นวันที่ยาวนานแน่ๆ

สำนวน

This is gonna be a long day: คาดว่าจะมีเรื่องยุ่งยาก

This is gonna be a long day มักใช้คาดการณ์ว่าช่วงเวลาที่เหลือจะเหนื่อย ยาก หรือเต็มไปด้วยปัญหา คำว่า long บอกว่าวันนั้นน่าจะให้ความรู้สึกยาวนาน ไม่ได้หมายความว่าระยะเวลาของวันเปลี่ยนไปจริง ๆ ประโยคนี้มักเป็นปฏิกิริยาที่มีอารมณ์ขันเล็กน้อยเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณของปัญหา ผู้พูดฟังดูเหมือนยอมรับสถานการณ์และคาดว่าจะมีความลำบากตามมาอีก

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานเห็นเครื่องพิมพ์เสียและมีงานด่วนสามอย่าง “This is gonna be a long day” น่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ผู้พูดอยากให้วันนั้นดำเนินต่อไปตลอดกาล
  2. วันนั้นจะมีจำนวนชั่วโมงเพิ่มขึ้นจริง ๆ
  3. วันนั้นน่าจะให้ความรู้สึกยากและเหนื่อย
ดูคำตอบ

วันนั้นน่าจะให้ความรู้สึกยากและเหนื่อย

Okay, Mini Bluey.

2:04

โอเค มินิบลูอี้

Let's learn about me.

2:06

มาเรียนรู้เกี่ยวกับตัวฉันกันเถอะ

Hmm.

2:08

หืม

Oh, I like to say cereal instead of serious. สำนวน

2:09

โอ้ ฉันชอบพูดว่าซีเรียล แทนที่จะพูดว่าซีเรียส

สำนวน

cereal instead of serious: มุกจากคำที่มีเสียงคล้ายกัน

ในประโยคนี้ ผู้พูดจงใจใช้ cereal แทน serious เพื่อเล่นคำจากเสียงที่คล้ายกัน Serious หมายถึง “ไม่ได้ล้อเล่น” หรือ “สำคัญ” ส่วน cereal คือซีเรียลอาหารเช้า ผู้พูดกำลังเล่าถึงนิสัยการพูดแบบขำ ๆ ไม่ได้กำลังพูดถึงอาหาร รูปแบบ say X instead of Y หมายถึงใช้ X ในตำแหน่งที่ตามปกติควรเป็น Y ที่นี่ X คือ cereal และ Y คือ serious ความหมายที่ไม่เข้ากันจึงทำให้เกิดมุกแบบเด็ก ๆ

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษทั้งประโยคแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน ให้เน้นฟังพยางค์ท้ายของ cereal และ serious

  1. As a joke, I say cereal instead of curious.
  2. As a joke, I say serious instead of cereal.
  3. As a joke, I say cereal instead of serious.
ดูคำตอบ

As a joke, I say cereal instead of serious.

Oh, and I'll show you how I dance. ไวยากรณ์

2:12

โอ้ แล้วฉันจะทำให้ดูว่าฉันเต้นยังไง

ไวยากรณ์

I'll show you how I dance: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าหลัง how

I'll show you how I dance หมายถึงผู้พูดจะสาธิตวิธีที่ตนเองเต้น ในที่นี้ how I dance เป็นอนุประโยค how ที่อยู่ภายในประโยคใหญ่กว่า และบอกลักษณะหรือวิธีที่จะนำมาแสดง เพราะอนุประโยค how อยู่ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how + ประธาน + กริยา ดังใน how I dance ไม่ใช้ลำดับคำแบบคำถามตรงอย่าง how do I dance รูปแบบเดียวกันนี้ใช้หลังคำกริยาอย่าง show, tell และ teach ได้

แบบฝึกหัด

เรียงคำต่อไปนี้ให้ถูกต้องเพื่อเติมอนุประโยค how: how / I / fold / the paper. Watch closely. I'll show you ____.

ดูคำตอบ

how I fold the paper

I like to do this sort of thing วลี

2:14

ฉันชอบทำท่าแบบนี้

and sometimes this.

2:17

และบางครั้งก็แบบนี้

วลี

this sort of thing เพื่อกล่าวถึงสิ่งประเภทหนึ่งแบบกว้าง ๆ

ในที่นี้ this sort of thing หมายแบบกว้าง ๆ ว่า “การกระทำแบบนี้” คำว่า thing ไม่ได้ใช้เรียกสิ่งของที่จับต้องได้ แต่ใช้แทนท่าทางที่ผู้พูดกำลังแสดงอยู่ ใช้ this/that sort of thing เพื่อจัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ในกลุ่มกว้าง ๆ เมื่อไม่รู้ชื่อที่แน่นอน ไม่จำเป็นต้องระบุ หรือสถานการณ์ทำให้เข้าใจอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยคเดิม this sort of thing หมายถึงอะไร

  1. ชื่ออย่างเป็นทางการของท่าเต้น
  2. สิ่งของที่จับต้องได้ชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ
  3. ประเภทโดยรวมของการกระทำที่กำลังแสดง
ดูคำตอบ

ประเภทโดยรวมของการกระทำที่กำลังแสดง

Yeah, that's it.

2:19

ใช่ แบบนั้นแหละ

And I sort of just talk all the time. น้ำเสียง/เจตนา

2:20

และฉันก็มักจะพูดตลอดเวลา

น้ำเสียง/เจตนา

sort of just เพื่อทำให้การสรุปแบบกันเองนุ่มนวลขึ้น

ในประโยคนี้ sort of just ช่วยทำให้คำบรรยายเบาลง sort of ทำให้คำพูดไม่ตายตัวหรือเด็ดขาดเกินไป ส่วน just ทำให้การพูดดูเป็นสิ่งหลักง่าย ๆ ที่ผู้พูดทำ เมื่อใช้ร่วมกัน คำสองส่วนนี้ทำให้เกิดการสรุปตัวเองแบบสบาย ๆ ว่า “ฉันก็ประมาณว่าเอาแต่พูดตลอด” ตรงนี้ sort of ไม่ได้ใช้แบ่งประเภทของการพูด

แบบฝึกหัด

sort of just มีหน้าที่หลักอย่างไรใน And I sort of just talk all the time?

  1. ช่วยทำให้คำกล่าวเบาลงและฟังเหมือนการสรุปตัวเองแบบสบาย ๆ
  2. หมายความว่าผู้พูดพูดถึงเพียงหัวข้อเดียว
  3. จัดให้ talk เป็นสิ่งของประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ
ดูคำตอบ

ช่วยทำให้คำกล่าวเบาลงและฟังเหมือนการสรุปตัวเองแบบสบาย ๆ

It doesn't even need to make sense. วลี

2:23

มันไม่จำเป็นต้องมีความหมายด้วยซ้ำ

วลี

doesn't even need to make sense: ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเลย

make sense หมายถึง “เข้าใจได้หรือสมเหตุสมผลตามหลักตรรกะ” ในที่นี้ sense หมายถึงความหมายหรือเหตุผล ไม่ใช่ประสาทสัมผัสของร่างกาย doesn't even need to make sense บอกว่าไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเลย even เน้นว่าแม้แต่เงื่อนไขพื้นฐานข้อนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอย่างน่าประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสองคำที่หมายถึง “สมเหตุสมผลหรือเข้าใจได้” ให้ประโยคสมบูรณ์: A dream doesn't even need to ____.

ดูคำตอบ

make sense

Just noises are fine.

2:25

แค่ทำเสียงก็พอแล้ว

And I like to sing.

2:32

และฉันก็ชอบร้องเพลง

Sing sing sing.

2:35

ร้อง ร้อง ร้อง

Oh, sing sing.

2:38

โอ้ ร้อง ร้อง

A bit louder.

2:40

ดังขึ้นอีกนิด

Oh, sing sing sing.

2:42

โอ้ ร้อง ร้อง ร้อง

Yeah, that's great.

2:43

ใช่ เยี่ยมไปเลย

I like to just leave my toys on the ground. วลี

2:45

ฉันชอบทิ้งของเล่นไว้บนพื้น

วลี

leave my toys on the ground: leave + กรรม + สถานที่

ในที่นี้ leave หมายถึง “ปล่อยให้สิ่งของคงอยู่ในสถานที่หนึ่ง” ไม่ใช่ “เดินออกห่างจากสิ่งนั้น” leave my toys on the ground หมายความว่าของเล่นยังอยู่บนพื้นเพราะผู้พูดไม่ได้เก็บมัน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ leave + กรรม + สถานที่หรือสภาพ โดยเน้นผลลัพธ์ว่าสิ่งของยังคงอยู่ที่นั่นหรือยังคงอยู่ในสภาพเดิม

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่หมายถึง “ปล่อยให้สิ่งของคงอยู่ในสถานที่หนึ่ง”: Please don't ____ your wet towel on the floor.

ดูคำตอบ

leave

Isn't it better to tidy them away? กริยาวลี

2:48

เก็บให้เรียบร้อยไม่ดีกว่าเหรอ?

กริยาวลี

tidy them away: จัดสิ่งของแล้วเก็บกลับเข้าที่

ในที่นี้ tidy them away หมายถึงจัดสิ่งของให้เรียบร้อยแล้วนำกลับไปเก็บในที่ของมัน away บอกผลลัพธ์ว่าเก็บของแล้ว ไม่ได้วางทิ้งไว้นอกที่เก็บ Tidy ... away เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง tidy กับ away: tidy them away ไม่ใช่ tidy away them

แบบฝึกหัด

ใช้ tidy ... away เติมคำขอให้สมบูรณ์: Please ____ the blocks ____ before dinner.

ดูคำตอบ

tidy · away

Nah.

2:51

ไม่ล่ะ

It doesn't make much difference. วลี

2:51

มันไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่หรอก

วลี

It doesn't make much difference: ส่งผลต่อผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย

Make a difference เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงส่งผลต่อผลลัพธ์หรือทำให้เกิดความแตกต่างที่สำคัญ It doesn't make much difference หมายถึงทางเลือกหรือการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์จึงแทบจะเหมือนกัน much ทำให้ประโยคนี้ไม่เด็ดขาดเท่า makes no difference เพราะยังอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยอยู่ เมื่อนำไปตอบข้อเสนอ ประโยคนี้อาจแสดงด้วยว่าผู้พูดไม่คิดว่าข้อเสนอนั้นจะช่วยได้มาก

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายความว่าสองทางเลือกให้ผลแทบเหมือนกัน: It doesn't make much ____ whether we take the bus or walk.

ดูคำตอบ

difference

Oh.

2:53

โอ้

Where is it?

2:54

มันอยู่ไหนนะ?

Boomp boomp boomp.

2:55

ตึ้ม ตึ้ม ตึ้ม

I like to ask a lot of questions.

2:57

ฉันชอบถามคำถามเยอะๆ

Mum, what are you doing?

2:59

แม่ แม่ทำอะไรอยู่?

You know what I'm doing, Bluey.

3:00

ลูกก็รู้ว่าแม่ทำอะไร บลูอี้

I'm...

3:02

แม่กำลัง...

But I don't really listen to the whole answer. วลี

3:02

แต่ฉันไม่ค่อยฟังคำตอบจนจบหรอก

วลี

don't really listen to the whole answer: ไม่ได้ฟังคำตอบทั้งหมดจนจบจริง ๆ

ในประโยคนี้ listen to the whole answer หมายถึงตั้งใจฟังคำตอบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ฟังเพียงบางส่วน Whole ขยายคำว่า answer และเน้นว่าไม่มีส่วนใดของคำตอบถูกละไว้ Don't really ทำให้การยอมรับนี้ฟังดูนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ผู้พูดกำลังบอกว่าในความเป็นจริงตนไม่ได้ฟังคำตอบทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่ได้ยินอะไรเลย

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ “I don't really listen to the whole answer” หมายความว่าอย่างไร

  1. ปกติฉันไม่ได้ฟังคำตอบตั้งแต่ต้นจนจบ
  2. ฉันคิดว่าคำตอบนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ
  3. ฉันไม่ได้ยินคนคนนั้นพูดเลย
ดูคำตอบ

ปกติฉันไม่ได้ฟังคำตอบตั้งแต่ต้นจนจบ

Ooh, and if I see a bum, I give it a little bum-di-di-bom. ไวยากรณ์

3:05

โอ้ และถ้าฉันเห็นก้น ฉันจะตีมันหน่อยว่า บุม-ดิ-ดิ-บอม

ไวยากรณ์

if I see ..., I give ...: ใช้บอกปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำ

ในที่นี้ if I see ..., I give ... ใช้ present simple ในอนุประโยคทั้งสองเพื่อบอกปฏิกิริยาอัตโนมัติที่เกิดซ้ำ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้พูดเห็นสิ่งนี้ ผู้พูดก็จะทำสิ่งนั้น ประโยคนี้พูดถึงนิสัย ไม่ใช่เหตุการณ์หนึ่งครั้งในอนาคต Bum-di-di-bom เป็นวลีจังหวะสนุก ๆ ที่แต่งขึ้นเพื่อประกอบการกระทำ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ if + present simple, present simple เพื่อบอกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อมีเงื่อนไขนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำ แทนที่จะเป็นความเป็นไปได้เฉพาะครั้งหนึ่งในอนาคต

  1. If the dog hears the doorbell tonight, it will wake the baby.
  2. If the dog hears the doorbell, it runs to the door.
  3. If the dog heard the doorbell, it would bark.
ดูคำตอบ

If the dog hears the doorbell, it runs to the door.

Hey.

3:09

เฮ้

Get out of there.

3:09

ออกไปจากตรงนั้นเลย

Hey, Blueys,

3:11

เฮ้ พวกบลูอี้

I need you to pick up these grass clippings น้ำเสียง/เจตนา

3:12

พ่ออยากให้ลูกช่วยเก็บเศษหญ้าพวกนี้

and put them in the wheelbarrow.

3:14

และใส่มันลงในรถเข็น

น้ำเสียง/เจตนา

มอบหมายงานโดยตรงด้วย I need you to

I need you to + กริยารูปพื้นฐาน มักใช้เพื่อบอกข้อกำหนดที่ชัดเจนหรือมอบหมายงาน ในที่นี้หมายถึง “นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการให้คุณทำ” ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดต้องพึ่งพาผู้ฟังทางอารมณ์ โครงสร้างคือ need + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน การพูดแบบนี้ทำให้การกระทำเป็นสิ่งจำเป็นในมุมมองของผู้พูด จึงฟังเป็นการสั่งการมากกว่าคำขอที่เป็นกลาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง need + คน + to เพื่อมอบหมายงานโดยตรง: I ____ put the chairs away before you leave.

ดูคำตอบ

need you to

Yes, Father.

3:15

รับทราบค่ะ คุณพ่อ

Woah, woah, woah.

3:16

โว้ว โว้ว โว้ว

Where do you think you're going? น้ำเสียง/เจตนา

3:17

คิดว่ากำลังจะไปไหนกันเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Where do you think you're going? เพื่อทักท้วงอีกฝ่าย

แม้ตามไวยากรณ์จะเป็นการถามจุดหมาย แต่ Where do you think you're going? มักใช้ทักท้วงคนที่กำลังจะออกไปหรือไปที่ใดโดยไม่ได้รับอนุญาต ในฉากนี้ผู้พูดกำลังพยายามหยุดอีกฝ่าย ไม่ได้เพียงอยากรู้จุดหมาย ส่วน do you think เพิ่มน้ำเสียงท้าทายและแสดงอำนาจ มีความหมายใกล้เคียงกับ “อะไรทำให้คิดว่าไปได้?” ผู้ฟังอาจต้องอธิบายหรือหยุด ไม่ใช่เพียงบอกชื่อสถานที่

แบบฝึกหัด

วัยรุ่นคนหนึ่งเอื้อมมือไปเปิดประตูก่อนทำงานบ้านเสร็จ ผู้พูดน่าจะกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า Where do you think you're going?

  1. ถามทางจากวัยรุ่นอย่างสุภาพ
  2. หยุดและทักท้วงความพยายามที่จะออกไปของวัยรุ่น
  3. เชิญให้วัยรุ่นเลือกจุดหมาย
ดูคำตอบ

หยุดและทักท้วงความพยายามที่จะออกไปของวัยรุ่น

To help Dad.

3:19

ไปช่วยพ่อไง

I like wheelbarrows.

3:20

ฉันชอบรถเข็น

Bingo likes wheelbarrows.

3:22

บิงโกชอบรถเข็น

Bingo helps Dad.

3:24

บิงโกช่วยพ่อ

You're Mini Bluey now.

3:27

ตอนนี้เธอคือมินิบลูอี้แล้วนะ

Oh, yeah.

3:28

โอ้ ใช่

And Bluey does not like grass clippings.

3:29

และบลูอี้ไม่ชอบเศษหญ้า

I'll tell you that for free.

3:32

ฉันบอกให้ฟรีๆ เลยนะ

But Dad said we have to do it.

3:33

แต่พ่อบอกว่าพวกเราต้องทำนี่

Let's find out if he's cereal. สำนวน

3:35

มาดูกันว่าพ่อซีเรียลหรือเปล่า

สำนวน

Let's find out if he's cereal: มุกเสียงคล้ายระหว่าง cereal กับ serious

Let's find out if ... หมายถึง “มาหาคำตอบหรือตรวจสอบกันว่า...” อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if บอกคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ต้องการตรวจสอบ ซึ่งในที่นี้คือเขาพูดจริงจังหรือไม่ ในประโยคขำ ๆ นี้ใช้ cereal แทน serious เพราะสองคำนี้ฟังคล้ายกัน cereal ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอาหารเช้า เด็กยังคงถามว่าเขาพูดจริงจังหรือไม่ แต่พูดต่อยอดมุกจากเสียงของคำ

แบบฝึกหัด

ทำไม cereal ใน Let's find out if he's cereal? จึงฟังดูขำ?

  1. Cereal เป็นคำคุณศัพท์ทางการที่แปลว่า serious
  2. ประโยคนี้บอกว่าเขาเป็นอาหารเช้าจริง ๆ
  3. ใช้แทน serious แบบขำ ๆ เพราะสองคำนี้ฟังคล้ายกัน
ดูคำตอบ

ใช้แทน serious แบบขำ ๆ เพราะสองคำนี้ฟังคล้ายกัน

Um, excuse me, big fella. น้ำเสียง/เจตนา

3:38

เอ่อ ขอโทษนะคะคุณตัวใหญ่

น้ำเสียง/เจตนา

excuse me, big fella: เปิดคำพูดอย่างสุภาพพร้อมคำเรียกแบบขำ ๆ

Excuse me ใช้เรียกความสนใจของอีกฝ่ายอย่างสุภาพหรือใช้ก่อนเริ่มขัดจังหวะ Big fella เป็นคำเรียกอีกฝ่ายโดยตรงแบบไม่เป็นทางการ คล้ายกับชื่อเล่น ในที่นี้ big fella ให้ความรู้สึกสนิทสนมและหยอกล้อ ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษร จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างใหญ่จริง ๆ เมื่อนำมาใช้ต่อจาก excuse me คำเปิดจึงฟังดูจงใจสุภาพแต่ก็ขี้เล่น

แบบฝึกหัด

big fella ใน Um, excuse me, big fella? น่าจะทำหน้าที่อะไรที่สุด?

  1. วิธีเรียกเขาอย่างสนิทสนมและขี้เล่น
  2. ตำแหน่งงานทางการ
  3. คำบอกตามตัวอักษรว่าเขาต้องมีรูปร่างใหญ่
ดูคำตอบ

วิธีเรียกเขาอย่างสนิทสนมและขี้เล่น

Here we go.

3:40

เริ่มละนะ

These grass clippings you're talking about. ไวยากรณ์

3:40

เศษหญ้าพวกนี้ที่คุณพูดถึง

ไวยากรณ์

you're talking about ที่ละสรรพนามเชื่อม

you're talking about อยู่หลัง These grass clippings เพื่อระบุว่าหมายถึงเศษหญ้าชุดไหน ไม่ได้เป็นการเริ่มประโยคหลักใหม่ รูปเต็มคือ These grass clippings that you're talking about เนื่องจาก that เป็นกรรมของ about จึงละได้ โดยเฉพาะในการสนทนา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดละสรรพนามเชื่อมที่เป็นกรรมได้ถูกต้องเพื่อระบุว่าหมายถึงหนังสือเล่มไหน

  1. The book you're talking about it is on the desk.
  2. The book you're talking about is on the desk.
  3. The book is talking about is on the desk.
ดูคำตอบ

The book you're talking about is on the desk.

Why do we have to put them in the wheelbarrow? ไวยากรณ์

3:43

ทำไมเราต้องเอาไปใส่ในรถเข็นด้วยล่ะ?

ไวยากรณ์

Why do we have to ...? เพื่อถามเหตุผลของข้อบังคับ

have to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงต้องทำบางอย่างเพราะกฎ สถานการณ์ หรือคำสั่งของผู้อื่น ในประโยคนี้ put เป็นกริยารูปพื้นฐาน และ have ไม่ได้หมายถึงมีหรือครอบครอง Why do we have to ...? ใช้ถามเหตุผลของข้อกำหนดนั้น น้ำเสียงอาจทำให้ฟังเป็นคำถามที่อยากรู้จริง ๆ หรือแสดงความไม่เต็มใจก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วย have to: Why do we ____ wear safety glasses in the lab?

ดูคำตอบ

have to

They don't belong to us. วลี

3:45

มันไม่ใช่ของเราสักหน่อย

วลี

don't belong to us: บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นของใคร

Belong to หมายถึงสิ่งหนึ่งเป็นของใครบางคน และเมื่อประธานเป็นคน ก็ใช้บอกได้ว่าคนนั้นเป็นสมาชิกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในประโยคนี้ don't belong to us หมายถึงสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของเรา ใช้โครงสร้าง สิ่งของหรือคน + belong(s) to + เจ้าของหรือกลุ่ม หลัง don't ให้ใช้ belong ในรูปพื้นฐาน: They don't belong to us.

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสองคำที่หมายถึง “เป็นของ” ให้ประโยคสมบูรณ์: This coat doesn't ____ me.

ดูคำตอบ

belong to

Well, you know all that food in the fridge?

3:47

อืม ลูกรู้ใช่ไหมว่าอาหารในตู้เย็นทั้งหมดนั่นน่ะ?

That doesn't belong to you either. ลำดับความ

3:49

มันก็ไม่ใช่ของลูกเหมือนกัน

ลำดับความ

That doesn't belong to you either: เพิ่มประเด็นปฏิเสธที่ขนานกัน

ผู้พูดใช้โครงสร้างปฏิเสธที่มี belong to เหมือนประโยคก่อนหน้า แต่เปลี่ยนเป็นตัวอย่างใหม่ โครงสร้างที่ขนานกันนี้นำเหตุผลของผู้พูดคนแรกย้อนกลับมาใช้กับเขาเอง ถ้าการที่สิ่งหนึ่งไม่ใช่ของคุณหมายความว่าคุณไม่ต้องจัดการกับมัน เหตุผลเดียวกันก็ย่อมใช้ได้กับอีกสิ่งหนึ่ง Either ที่อยู่ท้ายอนุประโยคปฏิเสธหมายถึง “ก็ไม่...เหมือนกัน” คำนี้เชื่อม That doesn't belong to you เข้ากับข้อความปฏิเสธก่อนหน้า ทำให้การเปรียบเทียบและการโต้แย้งชัดเจนขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดต่อจาก This chair doesn't belong to me แล้วเพิ่มข้อเท็จจริงเชิงปฏิเสธข้อที่สองได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. That desk doesn't belong to me either.
  2. That desk belongs to me either.
  3. That desk doesn't belong to me too.
ดูคำตอบ

That desk doesn't belong to me either.

But if you want to keep eating it, I suggest you get to work. น้ำเสียง/เจตนา

3:50

แต่ถ้าลูกอยากจะกินต่อไป พ่อขอแนะนำให้เริ่มลงมือทำซะ

น้ำเสียง/เจตนา

if you want to ..., I suggest you ...: คำขอแบบมีเงื่อนไขที่หนักแน่น

โครงสร้าง if you want to ..., I suggest you ... เชื่อมสิ่งที่ผู้ฟังต้องการกับการกระทำที่ผู้พูดต้องการให้ทำ ในประโยคนี้ การได้กินอาหารต่อถูกทำให้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่าจะต้องช่วยทำงาน I suggest you ฟังดูเหมือนคำแนะนำ แต่สถานะของผู้ปกครองและเงื่อนไขที่ระบุชัดทำให้เป็นคำขอที่หนักแน่นและมีแรงกดดัน ไม่ใช่คำแนะนำที่เลือกเพิกเฉยได้ง่าย ๆ ในที่นี้ suggest ตามด้วย you + กริยารูปพื้นฐาน: I suggest you get ส่วน get to work หมายถึง “เริ่มทำงาน” ไม่ใช่ “เดินทางไปที่ทำงาน”

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วย suggest และคำในวงเล็บ (you / start): If you want to finish on time, ____ now.

ดูคำตอบ

I suggest you start

Okay, he's cereal.

3:54

โอเค เขาซีเรียลแหละ

Bluey,

3:55

บลูอี้

Father.

3:57

คุณพ่อ

Mini Bluey, that's quite loud.

3:59

มินิบลูอี้ เสียงมันค่อนข้างดังนะ

Yeah, Mini Bluey.

4:01

ใช่ มินิบลูอี้

I don't really sing when I'm doing chores.

4:02

ฉันไม่ค่อยร้องเพลงหรอกตอนทำงานบ้าน

I usually whinge การใช้คำ

4:04

ฉันมักจะบ่น

and do the job a lot slower than what you're doing. ไวยากรณ์

4:06

และทำงานช้ากว่าที่เธอทำอยู่ตอนนี้เยอะเลย

การใช้คำ

I usually whinge: บ่นซ้ำ ๆ ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษที่ไม่เป็นทางการ

whinge เป็นคำกริยาในภาษาพูด หมายถึง “บ่น” โดยมักมีความรู้สึกเพิ่มว่าบ่นซ้ำ ๆ บ่นเรื่องเล็กน้อย หรือบ่นจนน่ารำคาญ ดังนั้น I usually whinge จึงบอกถึงปฏิกิริยาที่ทำเป็นนิสัย ไม่ใช่การร้องเรียนอย่างเป็นทางการ คำนี้พบได้บ่อยเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษและออสเตรเลีย ผู้ใช้ภาษาอังกฤษในภูมิภาคอื่นอาจเข้าใจได้ แต่ complain เป็นตัวเลือกที่เป็นกลางด้านภูมิภาคมากกว่า

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษที่ไม่เป็นทางการ “Maya always whinges about the weather” สื่อความหมายใดชัดที่สุด?

  1. เธอบ่นเรื่องอากาศซ้ำ ๆ ในแบบที่น่ารำคาญ
  2. เธอรายงานสภาพอากาศอย่างเป็นทางการ
  3. เธอร้องเพลงเกี่ยวกับอากาศอย่างมีความสุข
ดูคำตอบ

เธอบ่นเรื่องอากาศซ้ำ ๆ ในแบบที่น่ารำคาญ

ไวยากรณ์

a lot slower than what you're doing: เน้นความแตกต่างด้านความเร็วอย่างมาก

a lot ทำหน้าที่เน้นคำขั้นกว่า slower ดังนั้น do the job a lot slower จึงหมายถึงทำงานนั้นด้วยความเร็วที่ต่ำกว่ามาก สิ่งที่เปรียบเทียบคือความเร็วในการลงมือทำ ไม่ใช่ตัวงานเองที่ช้าลง than what you're doing ใช้การกระทำที่อีกฝ่ายกำลังทำเป็นจุดอ้างอิง ในประโยคสนทนานี้มีความหมายประมาณว่า than the way or speed at which you're doing it รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ a lot + คำขั้นกว่า + than + สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึงแตกต่างกันมากให้ประโยคเปรียบเทียบสมบูรณ์: This local train is ____ slower than the express train.

ดูคำตอบ

a lot

Watch.

4:09

ดูไว้นะ

Why do we have to do this?

4:12

ทำไมเราต้องทำแบบนี้ด้วยเนี่ย?

Uh,

4:15

เอ่อ

it's hot.

4:15

มันร้อน

Okay, you know what?

4:17

โอเค รู้อะไรไหม?

Can I order double Bingos?

4:18

หนูขอสั่งดับเบิลบิงโกได้ไหม?

No.

4:20

ไม่ได้

It's double Blueys forever.

4:20

เป็นดับเบิลบลูอี้ตลอดไปเลย

My arm hurts.

4:23

แขนหนูปวดไปหมดแล้ว

Double Bingos.

4:26

ดับเบิลบิงโก

Mm, yeah.

4:29

อืม ใช่

Here you go.

4:30

นี่ไง

Start on my tail.

4:30

เริ่มที่หางฉันเลย

Hi, Dad.

4:35

หวัดดีพ่อ

Woah.

4:35

โว้ว

This is Big Bingo.

4:36

นี่คือบิงโกใหญ่

Hey.

4:38

เฮ้

May we help you tidy these grass clippings away? น้ำเสียง/เจตนา

4:39

ให้เราช่วยเก็บเศษหญ้าพวกนี้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

May we help you ...?: ข้อเสนอช่วยเหลือที่สุภาพและเป็นทางการ

May we help you ...? ใช้กริยาช่วย may เพื่อขออนุญาตให้กลุ่มของผู้พูดช่วยอีกฝ่าย ในที่นี้ may ไม่ได้แปลว่าอาจจะ แต่ทำให้ข้อเสนอช่วยเหลือฟังดูสุภาพและเป็นทางการอย่างชัดเจน ในฉากนี้ ถ้อยคำที่เป็นทางการมากทำให้ตัวละครดูตั้งใจประพฤติตัวเรียบร้อย และเข้ากับการเล่นสมมติ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ May we help you + กริยารูปพื้นฐาน ...? เช่น May we help you carry this?

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้เป็นข้อเสนอที่ตั้งใจให้สุภาพและเป็นทางการ: ____ we help you carry these boxes?

ดูคำตอบ

May

Uh, yeah.

4:42

เอ่อ ได้สิ

Come on, Mini Bingo.

4:44

มาเลย มินิบิงโก

Result. การใช้คำ

4:46

ผลลัพธ์

การใช้คำ

Result. ในฐานะคำอุทานแสดงความสำเร็จแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ Result. เป็นคำอุทานสั้น ๆ คำเดียว หมายถึง “เยี่ยม สำเร็จแล้ว!” ผู้พูดกำลังดีใจกับผลลัพธ์เล็ก ๆ ที่เป็นไปตามต้องการ โดย result ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำนามทั่วไปในประโยค การใช้แบบไม่เป็นทางการนี้พบโดยเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย เมื่อได้ยิน Result. เพียงคำเดียวหลังข่าวดีหรือหลังจากแผนสำเร็จ ให้เข้าใจว่าเป็นปฏิกิริยาแสดงความดีใจ ไม่ใช่การกล่าวถึงผลการทดสอบ การคำนวณ หรือรายงาน

แบบฝึกหัด

Result. หมายถึงอะไรในฉากนี้?

  1. ฉันต้องคำนวณผลลัพธ์
  2. เยี่ยม สำเร็จแล้ว!
  3. รายงานทางการเสร็จแล้ว
ดูคำตอบ

เยี่ยม สำเร็จแล้ว!

I like to pretend I'm hugging a wombat.

4:47

ฉันชอบแกล้งทำเป็นว่ากำลังกอดวอมแบต

Hug hug.

4:50

กอด กอด

Now put it to bed. วลี

4:52

ทีนี้ก็พามันเข้านอน

วลี

put it to bed: จัดให้คนหรือสิ่งหนึ่งเข้านอน

Put it to bed หมายถึง “จัดให้มันเข้านอนเพื่อให้หลับได้” ในที่นี้ it หมายถึงของเล่นหรือตัวละครที่ได้รับการดูแลเหมือนเด็ก ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกขั้นตอนถัดไปของกิจวัตรก่อนนอน โครงสร้างคือ put + กรรม + to bed โดย to bed บอกผลว่าถูกจัดให้พร้อมนอน ไม่ได้หมายถึงเพียงตำแหน่งของสิ่งของบนเตียง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย put + object + to bed ให้สมบูรณ์: After the story, put the doll ____.

ดูคำตอบ

to bed

Good night.

4:53

ราตรีสวัสดิ์

Night night.

4:54

ฝันดีนะ

Where are you, Shmyrtle?

4:56

แกอยู่ไหน ชเมอร์เทิล?

There he is.

4:58

อยู่นั่นไง

Oh.

4:59

โอ้

Thanks.

5:02

ขอบใจจ้ะ

Um, Big Bingo.

5:02

เอ่อ บิงโกใหญ่

Big Bingo?

5:04

บิงโกใหญ่เหรอ?

Double Bingo.

5:06

ดับเบิลบิงโก

I could definitely get used to this. วลี

5:07

ฉันคงจะชินกับเรื่องนี้ได้แน่ๆ

วลี

ฉันคงชินกับแบบนี้ได้แน่นอน

get used to หมายถึง “ค่อย ๆ ชินกับ...” เมื่อสถานการณ์เริ่มคุ้นเคยขึ้น ใน get used to this คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนาม คำสรรพนามอย่าง this หรือกริยารูป -ing ได้ could definitely ในที่นี้ไม่ได้บอกแค่ว่าทำได้ แต่ยังสื่อว่ายินดีรับสถานการณ์นี้ด้วย I could definitely get used to this มักหมายถึง “ฉันชอบสถานการณ์นี้ และคงมีความสุขมากถ้ามันดำเนินต่อไป”

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในโครงสร้าง get used to: After a month, Leo got used ____ the early train.

ดูคำตอบ

to

What?

5:09

อะไรนะ?

Bandit.

5:10

แบนดิท

Oh, I didn't mean...

5:11

โอ้ ฉันไม่ได้หมายความว่า...

Oh, Bluey, wait.

5:12

โอ้ บลูอี้ เดี๋ยวก่อน

Big Bingo.

5:13

บิงโกใหญ่

But seriously, how good's double Bingo? น้ำเสียง/เจตนา

5:16

แต่เอาจริงนะ ดับเบิลบิงโกนี่ดีขนาดไหนเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

แต่พูดจริงนะ ดับเบิลบิงโกยอดเยี่ยมมากเลยไม่ใช่เหรอ

But seriously ใช้บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากมุกตลกหรือคำพูดเล่น ๆ ไปเป็นความคิดเห็นที่จริงใจ มีความหมายประมาณว่า “พักเรื่องล้อเล่นไว้ก่อน นี่คือสิ่งที่ฉันคิดจริง ๆ” How good's double Bingo? เป็นรูปย่อของ How good is double Bingo? ในบริบทที่พูดอย่างชื่นชมนี้ ประโยคดังกล่าวเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกำลังชมว่ามันดีมาก ไม่ได้ถามหาคะแนนหรือคำประเมินอย่างละเอียด

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ “But seriously, how good's double Bingo?” มีความหมายหลักว่าอะไร

  1. ผู้พูดคิดจากใจจริงว่า double Bingo ยอดเยี่ยมมาก
  2. ผู้พูดต้องการคะแนนคุณภาพที่แน่นอนของ double Bingo
  3. ผู้พูดกำลังพูดอย่างจริงจังว่า double Bingo แย่มาก
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดจากใจจริงว่า double Bingo ยอดเยี่ยมมาก

Yeah, I know.

5:18

ใช่มะ ฉันก็รู้

Hi, Big Bingo.

5:20

หวัดดี บิงโกใหญ่

I wasn't sure which bed to sit on. ไวยากรณ์

5:22

หนูไม่แน่ใจว่าจะนั่งเตียงไหนดี

ไวยากรณ์

wasn't sure which bed to sit on: โครงสร้าง which + คำนาม + to-infinitive

ในประโยคนี้ wasn't sure นำเข้าสิ่งที่ผู้พูดตัดสินใจเลือกไม่ได้ ส่วน which bed to sit on เป็นโครงสร้างบอกตัวเลือกแบบฝัง: which + คำนาม + to-infinitive มีความหมายว่า “ฉันควรนั่งบนเตียงไหน” และเข้าใจได้ว่าผู้ที่ทำกริยา sit คือ I ต้องคง on ไว้หลัง sit เพราะวลีเต็มคือ sit on a bed เมื่อเลือกจากหลายตัวเลือก โครงสร้างนี้ใช้ตามหลังคำอย่าง know, decide และ be sure ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกตัวเลือกแบบกระชับที่หมายถึง “which file I should open”: I couldn't decide ____.

ดูคำตอบ

which file to open

Are you okay?

5:25

พี่โอเคไหม?

Mum and Dad want two of you's. การใช้คำ

5:27

พ่อกับแม่ต้องการคนแบบเธอสองคน

They don't want any of me's.

5:29

พวกเขาไม่อยากได้แบบฉันเลย

การใช้คำ

two of you's ... any of me's ในภาษาของเด็กแบบเล่นคำ

ในประโยคนี้ เด็กปฏิบัติต่อสรรพนาม you และ me ราวกับเป็นป้ายชื่อที่นับได้สำหรับคนประเภทหนึ่งหรือสำเนาของคนคนหนึ่ง เด็กเติม 's เพื่อสร้าง two of you's และ any of me's ซึ่งมีความหมายคร่าว ๆ ว่า “เธอสองเวอร์ชัน” และ “ไม่มีฉันสักเวอร์ชัน” ถ้อยคำที่เด็กสร้างขึ้นนี้แสดงว่าเธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกแทนที่หรือถูกกันออกไป รูปเหล่านี้เป็นพหูพจน์แบบเล่นคำที่ไม่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่รูปพหูพจน์ตามปกติของสรรพนาม 's ตรงนี้ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของตามปกติ และไม่ได้หมายถึง you is หรือ me is

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้นี้: ในเรียงความภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ สามารถใช้ They want two of you's เป็นวิธีมาตรฐานในการสื่อความหมายว่า “They want two copies of you.”

  1. จริง You's เป็นรูปพหูพจน์มาตรฐานของ you
  2. ไม่จริง นี่เป็นถ้อยคำแบบเล่น ๆ ที่ไม่เป็นมาตรฐาน และควรเขียนใหม่เมื่อใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ
ดูคำตอบ

ไม่จริง นี่เป็นถ้อยคำแบบเล่น ๆ ที่ไม่เป็นมาตรฐาน และควรเขียนใหม่เมื่อใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ

It's very rude.

5:31

มันเสียมารยาทมาก

It's because I'm annoying, and you're not annoying at all. ไวยากรณ์

5:32

นั่นเป็นเพราะฉันน่ารำคาญ และเธอก็ไม่น่ารำคาญเลยสักนิด

ไวยากรณ์

not ... at all: การเน้นความหมายปฏิเสธ

ในที่นี้ not ... at all ใช้เน้นความหมายปฏิเสธให้ชัดขึ้น You're not annoying at all หมายถึงผู้พูดมองว่าอีกฝ่ายไม่น่ารำคาญเลย แม้แต่นิดเดียว โครงสร้างคือ not + คำคุณศัพท์หรือวลีกริยา + at all โดย at all ทำงานร่วมกับคำปฏิเสธ ในที่นี้หมายถึง 'ไม่ว่าในระดับใด' หรือ 'แม้แต่นิดเดียว' ไม่ได้หมายถึง 'ทั้งหมด'

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสองคำจากบทเรียนเพื่อเน้นความหมายปฏิเสธ: The puzzle wasn't difficult ____.

ดูคำตอบ

at all

Yes, I am.

5:36

ไม่ ฉันน่ารำคาญนะ

I'm super annoying.

5:38

ฉันน่ารำคาญสุดๆ เลย

Really?

5:39

จริงเหรอ?

Yeah.

5:40

ใช่

I'm just different annoying.

5:41

ฉันแค่น่ารำคาญในแบบที่ต่างออกไปไง

I'll show you.

5:43

ฉันจะทำให้ดู

Where's the sticky tape? การใช้คำ

5:44

เทปกาวอยู่ไหน?

การใช้คำ

sticky tape: เทปกาวใสธรรมดา

ในคำถามภายในบ้านนี้ the sticky tape หมายถึงเทปกาวใสธรรมดาที่ใช้กับกระดาษ การห่อของ หรืองานประดิษฐ์ คำว่า sticky บอกหน้าที่ในการติดของผลิตภัณฑ์ แต่ sticky tape เป็นชื่อเรียกในชีวิตประจำวันที่ใช้กันเป็นปกติ ไม่ใช่คำบรรยายทั่วไปของสิ่งที่เป็นแถบและมีความเหนียวทุกชนิด ชื่อเรียกนี้พบได้ทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบบริติชและออสเตรเลีย ภาษาอังกฤษแบบอื่นมักใช้ clear tape หรือเรียกสั้น ๆ ว่า tape สำหรับสิ่งเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันแบบบริติชหรือออสเตรเลีย sticky tape ในประโยคนี้น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด: 'Could you pass me the sticky tape for this card?'

  1. เข็มขัดที่มีพื้นผิวเหนียว
  2. เทปกาวใสธรรมดาที่ใช้กับกระดาษ
  3. เทปผ้าหนาใช้สำหรับซ่อมแซม
ดูคำตอบ

เทปกาวใสธรรมดาที่ใช้กับกระดาษ

Here you go.

5:46

นี่ไง

Ooh, thanks.

5:47

โอ้ ขอบใจ

And can you find the fake teeth for me?

5:48

และเธอช่วยหาฟันปลอมให้ฉันหน่อยได้ไหม?

Oh, okay.

5:50

โอ้ โอเค

Here you go.

5:52

นี่ไง

Ah.

5:54

อ้า

Oh, you look crazy.

5:55

โอ้ เธอดูบ้าจัง

Follow me.

5:57

ตามฉันมา

Oh, man.

6:00

โอ้ ไม่นะ

Chill the beans. สำนวน

6:02

ใจเย็นๆ

สำนวน

Chill the beans. ในฐานะบทพูดขำ ๆ ที่ไม่ใช่มาตรฐาน

ประโยคนี้ยืม chill มาใช้เป็นคำสั่งแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ผ่อนคลาย” หรือ “ใจเย็นลง” แล้วเติม the beans เป็นกรรมที่ฟังดูไร้สาระ การนำคำมารวมกันแบบแปลก ๆ นี้ทำให้บทพูดในฉากฟังดูเหมือนคำพูดของเด็กและชวนขำ Chill the beans. ไม่ใช่สำนวนภาษาอังกฤษมาตรฐาน ให้เข้าใจว่าผู้พูดกำลังสื่อแบบขำ ๆ ว่าให้ใจเย็นลง แต่อย่าจำทั้งประโยคเป็นวลีตายตัวสำหรับนำไปใช้ในบทสนทนาทั่วไป

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: Chill the beans. เป็นสำนวนมาตรฐานที่ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในการประชุมทางการ

  1. ผิด เป็นการเล่นคำแบบขำ ๆ ที่ไม่ใช่มาตรฐาน
  2. ถูก เป็นสำนวนทางการมาตรฐาน
ดูคำตอบ

ผิด เป็นการเล่นคำแบบขำ ๆ ที่ไม่ใช่มาตรฐาน

Bingo, what's that

6:05

บิงโก นั่นอะไรน่ะ

Stop it.

6:07

หยุดเถอะ

You're freaking me out. กริยาวลี

6:07

ลูกทำพ่อหลอนนะ

กริยาวลี

freaking me out: ทำให้กลัวหรือไม่สบายใจ

Freak someone out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ หมายถึง “ทำให้ใครกลัว” หรือ “ทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจมาก” ใน You’re freaking me out. คำว่า me ระบุคนที่ได้รับผลจากการกระทำนั้น เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง freak กับ out โดยพูดว่า freak me out ไม่ใช่ freak out me รูป present progressive ใน You’re freaking... แสดงว่าพฤติกรรมของอีกฝ่ายกำลังก่อให้เกิดความรู้สึกนั้นอยู่ในตอนนี้

แบบฝึกหัด

ใช้ freak someone out ในรูป present progressive เพื่อบอกว่าข้อความกำลังทำให้ผู้พูดไม่สบายใจ: This strange message ____.

ดูคำตอบ

is freaking me out

Ooh.

6:09

โอ้

Get away from me.

6:10

ออกไปห่างๆ พ่อเลย

What's going on in here? น้ำเสียง/เจตนา

6:11

เกิดอะไรขึ้นที่นี่เนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

What's going on in here?: เข้าไปจัดการและขอคำอธิบาย

“What's going on in here?” ใช้ถามให้คนที่อยู่ในห้องหรือพื้นที่นั้นอธิบายว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น “going on” หมายถึง “กำลังเกิดขึ้น” ส่วน “in here” ชี้ไปยังพื้นที่ที่ผู้พูดอยู่หรือเพิ่งเดินเข้ามา ในฉากนี้ ประโยคดังกล่าวไม่ใช่การชวนคุยทั่วไป ผู้ปกครองเข้ามาจัดการหลังได้ยินความวุ่นวาย คำถามนี้จึงมีนัยว่า “อธิบายสถานการณ์นี้มา” ด้วย

แบบฝึกหัด

ผู้ปกครองเดินเข้าห้องหลังได้ยินเสียงของตกกระแทก “What's going on in here?” มีความหมายตามธรรมชาติมากที่สุดว่าอะไร?

  1. วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
  2. อธิบายมาว่าที่นี่กำลังเกิดอะไรขึ้น
  3. ห้องนี้อยู่ที่ไหน?
ดูคำตอบ

อธิบายมาว่าที่นี่กำลังเกิดอะไรขึ้น

Get out.

6:13

ออกไปเลย

Oh, Bingo's too loud in here.

6:17

โอ้ บิงโกเสียงดังเกินไปแล้ว

That's it.

6:21

พอเลย

We want one Bluey and one Bingo from now on. วลี

6:22

เราต้องการบลูอี้หนึ่งคนและบิงโกหนึ่งคนนับจากนี้ไป

วลี

from now on: เริ่มการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อไป

“from now on” กำหนดให้ช่วงเวลาปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้นของกฎ นิสัย หรือข้อตกลงที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต ในประโยคนี้ ผู้ปกครองกำลังประกาศว่านับจากนี้จะทำอย่างไร ไม่ได้บอกเพียงว่าตอนนี้ต้องการอะไร

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึง “เริ่มตั้งแต่ตอนนี้และดำเนินต่อไปในอนาคต” ให้สมบูรณ์: From now ____, everyone puts their phone away during dinner.

ดูคำตอบ

on

You got that? น้ำเสียง/เจตนา

6:25

เข้าใจไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ You got that? เพื่อยืนยันว่าเข้าใจ

ในประโยคนี้ You got that? หมายถึง “เข้าใจสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไหม” คำว่า that ย้อนกลับไปถึงกฎหรือคำสั่งก่อนหน้า และ got หมายถึง “เข้าใจแล้ว” ไม่ใช่ “ได้รับ” หรือ “เอามาได้” เมื่อใช้หลังกฎ คำสั่ง หรือคำเตือน คำถามนี้ยังขอให้อีกฝ่ายยืนยันว่าจะทำตามด้วย เป็นภาษาพูดและอาจฟังหนักแน่นคล้าย “ชัดเจนไหม”

แบบฝึกหัด

หลังจากผู้ปกครองบอกกฎที่เข้มงวดแล้วถามว่า You got that? คำถามนี้มีความหมายใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. คุณเข้าใจและยอมรับสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไหม
  2. คุณทำงานนี้ให้เสร็จด้วยตัวเองได้ไหม
  3. คุณได้รับสิ่งของชิ้นนั้นไหม
ดูคำตอบ

คุณเข้าใจและยอมรับสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไหม

Yeah, we do.

6:27

ค่ะ เข้าใจแล้ว

Okay.

6:28

โอเค

You think it's safe? ไวยากรณ์

6:34

คิดว่าปลอดภัยไหม?

ไวยากรณ์

You think ...? ที่ละ do

You think it's safe? เป็นรูปภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ Do you think it's safe? โดยละกริยาช่วย do ที่ต้นประโยค แต่ประโยคนี้ยังคงเป็นคำถามที่ถามความคิดเห็นของผู้ฟัง บริบทและทำนองเสียงคำถามแสดงให้เห็นว่าเป็นคำถาม ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ You think + อนุประโยค?

แบบฝึกหัด

เติมคำถามมาตรฐานรูปเต็มที่ตรงกับคำถามแบบไม่เป็นทางการ You think it's safe?: ____ you think it's safe?

ดูคำตอบ

Do

Think so.

6:35

คิดว่านะ

It's been 20 minutes. ไวยากรณ์

6:36

มันผ่านไปยี่สิบนาทีแล้ว

ไวยากรณ์

It's been 20 minutes: เวลาที่ผ่านไปจนถึงตอนนี้

It's been เป็นรูปย่อของ It has been ในที่นี้ It's been 20 minutes หมายความว่าเวลาผ่านไปยี่สิบนาทีจนถึงขณะนี้ present perfect เชื่อมช่วงเวลาก่อนหน้านี้เข้ากับปัจจุบัน ใช้ It's been + ระยะเวลา เพื่อบอกว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว หรือสถานการณ์หนึ่งดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้นานเท่าไร

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย It's been + ระยะเวลา ให้สมบูรณ์: It's ____ fifteen minutes since the shop closed.

ดูคำตอบ

been

Woah.

6:40

โว้ว

Hi.

6:41

หวัดดี

Yeah, close enough. น้ำเสียง/เจตนา

6:43

ใช่ เหมือนเป๊ะเลย

น้ำเสียง/เจตนา

close enough: ไม่ตรงทั้งหมดแต่ยอมรับได้

ในที่นี้ close enough หมายถึงผลลัพธ์ไม่ตรงหรือไม่สมบูรณ์แบบ แต่ใกล้เป้าหมายมากพอที่จะยอมรับได้ ในประโยคนี้เป็นการวัดความใกล้เคียงกับมาตรฐาน ไม่ใช่ระยะห่างทางกายภาพ Yeah เพิ่มน้ำเสียงเห็นด้วยแบบกันเอง คำตอบทั้งประโยคแสดงการตัดสินใจอย่างผ่อนคลายว่าจะหยุดตรวจหรือแก้ไข บางครั้งอาจมีน้ำเสียงขำ ๆ หรือยอมรับแบบจำใจเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่าเกมหนึ่งใช้เวลา 30 นาที แต่จริง ๆ ใช้เวลา 32 นาที และเวลาที่แม่นยำไม่สำคัญ คำตอบใดเหมาะที่สุดสำหรับการยอมรับว่าค่าประมาณนั้นใกล้เคียงพอ?

  1. Almost.
  2. Close enough.
  3. Good enough.
ดูคำตอบ

Close enough.

Boomp boomp boomp boomp.

6:55

ตึ้ม ตึ้ม ตึ้ม ตึ้ม