ทารกเรียนรู้ที่จะพูดได้อย่างไร ⏲️ 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ
BBC Learning English
ภาพรวมวิดีโอ: ตอนนี้ของ BBC Learning English อธิบายว่าเด็กทารกพัฒนาจากการอ้อแอ้ไปสู่การพูดได้อย่างไร โดยแยกเสียงพูดที่ต่อเนื่องออกเป็นคำ แล้วเชื่อมคำเหล่านั้นกับสิ่งของและความหมาย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. break down the speech stream into words. — Phrasal Verbs: คุณจะได้เรียนว่า break down ใช้ในความหมายว่าแบ่งสิ่งที่เป็นก้อนเดียวออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ จึงใช้บรรยายวิธีที่ทารกแยกเสียงพูดเป็นคำ และยังนำไปใช้พูดถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญหา หรือกระบวนการได้ด้วย 2. stressed syllable. — Vocabulary Meaning & Register: คุณจะได้เรียนศัพท์ทางภาษาศาสตร์ที่หมายถึงพยางค์ในคำที่ออกเสียงเน้นกว่า ทำให้เข้าใจว่าทำไมเด็กอาจพูดว่า raffe แทน giraffe หรือ nana แทน banana 3. take for granted — Idioms & Figurative Expressions: คุณจะได้เรียนสำนวนที่พบบ่อยนี้ในความหมายว่า “มองว่าเป็นเรื่องแน่นอนโดยไม่ตั้งคำถาม” จึงเข้าใจว่าผู้ใหญ่อาจเห็นความเชื่อมโยงระหว่างคำกับสิ่งของชัดเจน แต่ทารกยังต้องค่อย ๆ คิดให้ออก
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Hello, this is Six Minute English from BBC Learning English.
0:07สวัสดี นี่คือรายการ Six Minute English จาก BBC Learning English
For most parents, their baby's first word is a special moment. ลำดับความ
0:13สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ คำแรกของลูกน้อยคือช่วงเวลาที่แสนพิเศษ
For most parents: การกำหนดมุมมอง
“For most parents,” ที่ต้นประโยคกำหนดมุมมองของข้อความที่ตามมา นั่นคือ ในมุมมองของพ่อแม่ส่วนใหญ่ คำแรกของลูกน้อยให้ความรู้สึกพิเศษ วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อความไว้ที่คนกลุ่มใหญ่ โดยไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน กรอบ “For most + กลุ่มคน” ช่วยจัดข้อมูลก่อนเข้าสู่ประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
วลีเปิด “For most parents,” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- วลีนี้บอกว่าพ่อแม่ทุกคนมีประสบการณ์เหมือนกันทุกอย่าง
- วลีนี้บอกว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นผู้ทำการกระทำหลัก
- วลีนี้นำเสนอข้อความจากมุมมองของพ่อแม่ส่วนใหญ่
ดูคำตอบ
วลีนี้นำเสนอข้อความจากมุมมองของพ่อแม่ส่วนใหญ่
when babies start making simple sounds like ga or ma.
0:22เมื่อทารกเริ่มทำเสียงง่ายๆ เช่น กา หรือ มา
babble: เสียงแรกของทารกก่อนพูดเป็นคำ
ในที่นี้ “babble” เป็นชื่อช่วงแรกของพัฒนาการทางภาษาของทารก ทารกจะส่งเสียงง่าย ๆ ที่ซ้ำกันและคล้ายเสียงพูด เช่น “ga” หรือ “ma” ก่อนที่จะใช้คำที่มีความหมายชัดเจนได้อย่างสม่ำเสมอ ในบริบทนี้ คำนี้ไม่ได้หมายถึงการสนทนาแบบสบาย ๆ การกล่าวถึงทารกและเสียงง่าย ๆ แสดงว่ากำลังใช้ความหมายที่เกี่ยวกับพัฒนาการ
แบบฝึกหัด
ในประโยคเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาช่วงแรก “babble” หมายถึงอะไร?
- เสียงง่าย ๆ คล้ายคำพูดที่ทารกส่งก่อนจะพูดเป็นคำชัดเจน
- ประโยคแรกที่ทารกออกเสียงได้อย่างถูกต้อง
- บทสนทนาสบาย ๆ ระหว่างเพื่อน
ดูคำตอบ
เสียงง่าย ๆ คล้ายคำพูดที่ทารกส่งก่อนจะพูดเป็นคำชัดเจน
Babies have to learn to use their mouth muscles to make specific sounds. ไวยากรณ์
0:26ทารกต้องเรียนรู้ที่จะใช้กล้ามเนื้อปากเพื่อสร้างเสียงที่เฉพาะเจาะจง
have to learn to use: เชื่อมความจำเป็นกับการเรียนรู้ทักษะ
วลีนี้รวมความหมายสองส่วนเข้าด้วยกัน โดย have to แสดงความจำเป็น ส่วน learn to use บอกถึงทักษะที่ต้องเรียนรู้ ในประโยคนี้ ทารกไม่ได้ควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้เองทันที แต่ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ have to learn to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เมื่อใครบางคนจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถ ไม่ใช่เพียงทำสิ่งนั้นครั้งเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมาย have to learn to use: New technicians ____ the safety equipment before working alone.
ดูคำตอบ
have to learn to use
They experiment with different sounds and mouth shapes. วลี
0:31พวกเขาจะทดลองด้วยเสียงและรูปปากที่แตกต่างกันไป
experiment with different sounds and mouth shapes: ลองเสียงและรูปทรงปากที่แตกต่างกัน
experiment with + คำนาม หมายถึงลองตัวเลือกหนึ่งอย่างหรือหลายอย่างแล้วสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ใช้บรรยายการลองแบบสนุก ๆ หรือการลองผิดลองถูกในทางปฏิบัติได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ ในประโยคนี้ different sounds and mouth shapes คือสิ่งที่ถูกลอง บุพบท with นำหน้าวัสดุ วิธีการ หรือตัวเลือกที่ผู้พูดลองปรับเปลี่ยน ไม่ได้บอกสถานที่ที่ทำการทดลอง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย experiment with ในรูปอดีต: Before choosing the final design, we ____ several color combinations.
ดูคำตอบ
experimented with
So, what exactly is happening when babies start learning to speak? ลำดับความ
0:34แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เวลาที่ทารกเริ่มหัดพูด
what exactly is happening: ถามถึงกระบวนการอย่างเจาะจง
ในคำถามนี้ what ... is happening ถามถึงกระบวนการ ไม่ได้ถามเพียงว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นหรือไม่ คำว่า exactly ทำให้คำถามเจาะจงขึ้น โดยผู้พูดต้องการรู้รายละเอียดว่าแท้จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น คำถามแบบนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยพาบทสนทนาจากสิ่งที่สังเกตเห็นไปสู่คำอธิบายอย่างละเอียดว่าสิ่งนั้นทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัด
exactly ทำหน้าที่อะไรในคำถาม "What exactly is happening?"
- ขอคำอธิบายกระบวนการที่เจาะจงยิ่งขึ้น
- เปลี่ยนคำถามให้เป็นคำสั่ง
- แสดงว่าผู้พูดรู้อยู่แล้วทุกรายละเอียด
ดูคำตอบ
ขอคำอธิบายกระบวนการที่เจาะจงยิ่งขึ้น
I'm no expert, but: ลดความหนักแน่นของความเห็นส่วนตัว
I'm no expert, but ... เริ่มด้วยการลดระดับความน่าเชื่อถือในฐานะผู้เชี่ยวชาญของผู้พูด แล้วจึงเสนอความเห็น การคาดเดา หรือคำแนะนำ ในประโยคนี้ทำให้ I imagine ฟังดูไม่แน่นอนและไม่หนักแน่นเกินไป ข้อความนี้อาจเป็นจริงตามตัวอักษร แต่หน้าที่หลักในการสนทนาคือแสดงความระมัดระวังและถ่อมตัวว่า “นี่คือมุมมองของฉัน แต่อย่าถือว่าเป็นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ”
แบบฝึกหัด
คุณไม่แน่ใจว่าทำไมต้นไม้จึงกำลังเหี่ยว ประโยคขึ้นต้นข้อใดทำให้คำแนะนำฟังดูระมัดระวังโดยไม่อ้างว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ?
- I'm no expert, but it may need more sunlight.
- I'm the expert, so it definitely needs more sunlight.
- It may need more sunlight, and no one can disagree.
ดูคำตอบ
I'm no expert, but it may need more sunlight.
kind of copy and imitate: ลดความหนักแน่นของข้อสังเกต
ในที่นี้ kind of ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ผู้พูดไม่ได้ยืนยันอย่างมั่นใจเต็มที่ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแบบนั้นทุกประการ แต่เสนอ copy and imitate เป็นเพียงข้อสังเกตโดยประมาณ copy และ imitate เป็นคำกริยาที่มีความหมายใกล้กันและถูกวางไว้คู่กัน ในประโยคนี้ ทั้งสองคำเน้นแนวคิดเดียวคือการทำตามผู้ใหญ่ ไม่ได้หมายถึงการกระทำสองอย่างที่แยกจากกันชัดเจน
แบบฝึกหัด
kind of มีผลอย่างไรใน kind of copy and imitate?
- ทำให้คำกล่าวไม่เด็ดขาดมากนัก คล้ายกับข้อสังเกตโดยประมาณ
- ทำให้ผู้พูดฟังดูโกรธและกำลังกล่าวโทษ
- ทำให้ประโยคเป็นทางการและเป็นเชิงเทคนิคมากขึ้น
ดูคำตอบ
ทำให้คำกล่าวไม่เด็ดขาดมากนัก คล้ายกับข้อสังเกตโดยประมาณ
But I definitely think that's what my children did when they were learning to speak.
0:48แต่ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ลูกๆ ของผมทำตอนที่พวกเขากำลังหัดพูดเลยล่ะ
Um well, let's compare our ideas with those of an expert. ลำดับความ
0:53อืม เอาล่ะ ลองมาเปรียบเทียบความคิดของเรากับผู้เชี่ยวชาญกันดู
Let's compare our ideas with those of an expert: นำการสนทนาไปสู่ขั้นต่อไป
ผู้พูดใช้ let's compare เพื่อจบช่วงของการคาดเดาและนำทุกคนไปสู่มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ Let's ทำให้การเปลี่ยนช่วงนี้ฟังเหมือนขั้นต่อไปที่ทุกคนจะทำร่วมกัน ไม่ใช่คำสั่ง ในโครงสร้าง our ideas ... those of an expert คำว่า those ใช้แทนคำนามพหูพจน์ ideas วิธีนี้ทำให้สิ่งที่เปรียบเทียบสองด้านอยู่ในรูปที่สอดคล้องกัน โดยไม่ต้องพูด the ideas of an expert ซ้ำ
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดช่วยหลีกเลี่ยงการพูดคำนามพหูพจน์ results ซ้ำได้อย่างถูกต้อง? Let's compare our results with ___ another team.
- that of
- those
- those of
ดูคำตอบ
those of
Professor Julian Pine from Liverpool University,
0:57ศาสตราจารย์ Julian Pine จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล
and he lists the skills that babies develop in order to speak. ไวยากรณ์
1:04และเขาก็ไล่เรียงทักษะที่ทารกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้พูดได้
speaking here on BBC Radio 4 เพื่อเพิ่มข้อมูลพื้นหลัง
“speaking here on BBC Radio 4” เป็นวลี present participle ที่วางหลัง Professor Julian Pine วลีนี้เพิ่มฉากหรือบริบทที่เขากำลังพูด โดยไม่ได้เป็นใจความหลักของประโยค ในภาษาที่ใช้ในการออกอากาศ “here” หมายถึงรายการหรือการออกอากาศปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่จริง โครงสร้างกระชับนี้ช่วยเพิ่มข้อมูลพื้นหลังในการแนะนำบุคคลก่อนเข้าสู่การกระทำหลัก ซึ่งในที่นี้คือ “he lists ...”
แบบฝึกหัด
“speaking here on BBC Radio 4” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- เพิ่มข้อมูลพื้นหลังว่า Professor Pine กำลังพูดอยู่ที่ใด
- บอกจุดประสงค์ที่ทารกพัฒนาทักษะต่าง ๆ
- บอกว่า BBC Radio 4 เป็นผู้พูด
ดูคำตอบ
เพิ่มข้อมูลพื้นหลังว่า Professor Pine กำลังพูดอยู่ที่ใด
in order to speak เพื่อบอกจุดประสงค์
“in order to speak” แสดงจุดประสงค์ ทารกพัฒนาทักษะเหล่านั้นเพื่อให้สามารถพูดได้ รูปแบบคือ “in order to + กริยารูปพื้นฐาน” ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ด้านจุดประสงค์ชัดเจน ส่วนรูปที่สั้นกว่าอย่าง “to speak” ก็มักใช้แสดงจุดประสงค์เดียวกันได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย “in order to” และกริยา “finish”: Leo worked carefully ____ the model.
ดูคำตอบ
in order to finish
Well, one of the first things the child's got to do is
1:08อืม สิ่งแรกๆ อย่างหนึ่งที่เด็กต้องทำก็คือ
they've got to: สำนวนภาษาพูดที่แสดงความจำเป็น
they've got to เป็นรูปย่อของ they have got to ในที่นี้หมายถึง “พวกเขาต้อง” หรือ “พวกเขาจำเป็นต้อง” จึงบอกว่าการแยกกระแสเสียงพูดออกเป็นคำนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ทำเสร็จไปแล้ว โครงสร้างคือ ประธาน + have/has got to + กริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้กริยารูปพื้นฐานคือ break
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง they've got to break down หมายความว่าอย่างไร
- พวกเขาแยกมันออกเป็นส่วน ๆ แล้ว
- พวกเขามีโอกาสแยกมันออกเป็นส่วน ๆ
- พวกเขาต้องแยกมันออกเป็นส่วน ๆ
ดูคำตอบ
พวกเขาต้องแยกมันออกเป็นส่วน ๆ
break down the speech stream into words: แบ่งสิ่งที่เป็นภาพรวมออกเป็นส่วนย่อย
ในที่นี้ break down หมายถึงแบ่งและวิเคราะห์สิ่งที่เป็นภาพรวมออกเป็นส่วนย่อย ๆ ภาพรวมคือกระแสเสียงพูดที่ต่อเนื่อง ส่วนย่อยคือคำแต่ละคำ ไม่ได้หมายถึง “ทำให้บางสิ่งเสียหาย” โครงสร้างที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ break down + สิ่งที่เป็นภาพรวม + into + ส่วนย่อย โดย into นำหน้าหน่วยย่อยที่ได้จากการแบ่ง
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีเป้าหมายให้ประโยคสมบูรณ์: Let's ____ the project into three simple stages.
ดูคำตอบ
break down
Then they've got to link the words to the things that they refer to in the environment. วลี
1:13จากนั้นพวกเขาก็ต้องเชื่อมโยงคำเหล่านั้นกับสิ่งที่มันอ้างถึงในสภาพแวดล้อม
link the words to the things that they refer to: เชื่อมโยงคำกับสิ่งที่คำนั้นหมายถึง
link X to Y หมายถึงการเชื่อมโยง X เข้ากับ Y เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ในที่นี้ X คือ the words และ Y คือ the things ในสภาพแวดล้อม อนุประโยคขยาย that they refer to ระบุว่าหมายถึงสิ่งใด โดยสรรพนาม they ย้อนกลับไปที่ the words และ refer to หมายถึง “แทนหรือชี้ถึงในด้านความหมาย” เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้อธิบายการจับคู่คำแต่ละคำกับสิ่งที่คำนั้นใช้แทน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ link X to Y และ refer to: Link each label ____ the object it refers ____.
ดูคำตอบ
to · to
So, they've got to learn what the words mean. ไวยากรณ์
1:17ดังนั้น พวกเขาต้องเรียนรู้ว่าคำนั้นๆ หมายความว่าอย่างไร
what the words mean: ลำดับคำในอนุประโยค wh แบบฝัง
what the words mean เป็นอนุประโยค wh ที่ฝังอยู่ในประโยคใหญ่ อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นกรรมของ learn และบอกข้อมูลที่ต้องเรียนรู้ ภายในอนุประโยคชนิดนี้ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what + ประธาน + กริยา ดังนั้นจึงใช้ what the words mean ไม่ใช่ what do the words mean ซึ่งเป็นลำดับคำของคำถามโดยตรง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ลำดับคำที่ถูกต้องในอนุประโยค wh แบบฝัง
- I don't know what means this sign.
- I don't know what this sign means.
- I don't know what does this sign mean.
ดูคำตอบ
I don't know what this sign means.
and as usual, we'll learn some useful new vocabulary.
1:23และตามปกติ เราจะมาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กัน
ใช้ In this program, we'll discover ... เพื่อเกริ่นเนื้อหาที่จะนำเสนอ
In this program กำหนดขอบเขตว่าผู้พูดกำลังกล่าวถึงรายการตอนปัจจุบัน ส่วน we'll discover how babies learn to speak เป็นการบอกล่วงหน้าถึงคำถามหลักที่จะสำรวจต่อไป ในที่นี้ discover หมายถึงเรียนรู้หรือหาคำตอบ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นคนแรกที่ค้นพบบางสิ่ง การเปิดเรื่องแบบนี้ทำหน้าที่เป็นป้ายบอกทาง โดยให้ภาพรวมง่าย ๆ แก่ผู้ฟังว่าสิ่งใดกำลังจะตามมา และสามารถปรับรูปแบบเดิมได้ด้วยการเปลี่ยนคำที่บอกประเภทของเนื้อหาและหัวข้อ
แบบฝึกหัด
เติมคำเกริ่นให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: ____, ____ how bees find their way home.
ดูคำตอบ
In this program · we'll discover
remember, you can find a list of this program's vocabulary on our website,
1:28จำไว้นะคะ คุณสามารถหารายการคำศัพท์ของรายการนี้ได้บนเว็บไซต์ของเรา
ใช้ And on the subject of words, เพื่อเปลี่ยนไปยังประเด็นที่เกี่ยวข้อง
On the subject of words หมายถึงระหว่างที่เรากำลังพูดเรื่องคำ หรือเมื่อพูดถึงคำ ส่วน And เชื่อมวลีนี้เข้ากับประโยคก่อนหน้า ผู้พูดใช้ words เป็นสะพานจากการพูดเรื่องการเรียนรู้ภาษาไปสู่คำเตือนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับรายการคำศัพท์ รูปแบบ on the subject of + คำนามหรือกลุ่มคำนาม ใช้เสนออีกประเด็นหนึ่งภายในหัวข้อใหญ่เดียวกัน เป็นการเปลี่ยนประเด็นแบบมีความเชื่อมโยง ไม่ใช่กระโดดไปยังเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
แบบฝึกหัด
ชั้นเรียนกำลังพูดถึงทริปของโรงเรียนอยู่แล้ว ประโยคใดใช้รูปแบบเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนไปยังเรื่องอาหารที่เกี่ยวข้อง
- And on the subject of food, should we pack some snacks?
- To change the subject completely, what is your favorite song?
- The school trip ended before lunch.
ดูคำตอบ
And on the subject of food, should we pack some snacks?
Some people find it helpful to study the vocabulary before listening. ไวยากรณ์
1:35บางคนพบว่าการศึกษาคำศัพท์ก่อนฟังนั้นช่วยได้มาก
find it helpful to study: find it + คำคุณศัพท์ + to do
ใน find it helpful to study คำว่า find หมายถึง “ตัดสินหรือรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งมีลักษณะบางอย่าง” it เป็นกรรมที่ใช้แทนตำแหน่ง helpful เป็นคำประเมิน และ infinitive ที่มี to ระบุการกระทำที่ถูกประเมิน ในประโยคนี้ การกระทำที่ถูกประเมินคือการศึกษาคำศัพท์ก่อนฟัง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + find + it + คำคุณศัพท์ + to do เพื่อบอกว่าคนคนหนึ่งมองการกระทำนั้นอย่างไร
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบ find it + คำคุณศัพท์ + to do และคำว่า find, helpful และ review เติมประโยคให้สมบูรณ์: I ____ my notes before a test.
ดูคำตอบ
find it helpful to review
And another thing to do before listening is ask my question. ลำดับความ
1:39และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนฟังก็คือการถามคำถามของผม
another thing to do before listening is ...: การแนะนำขั้นตอนถัดไป
another thing to do before listening ใช้ระบุว่ามีงานเพิ่มอีกหนึ่งอย่างในลำดับ And เชื่อมงานนี้กับขั้นตอนก่อนหน้า ส่วน is ask my question บอกว่างานถัดไปคืออะไร วิธีนี้ช่วยนำผู้ฟังผ่านขั้นตอนก่อนฟังทีละขั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ another thing to do before + กิจกรรม + is + การกระทำ หลังวลีที่สร้างด้วย thing to do การกระทำหลัง is สามารถใช้กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น is ask
แบบฝึกหัด
another thing to do before listening ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- เพิ่มงานถัดไปในลำดับกิจกรรมก่อนฟัง
- เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บอกว่างานฟังทั้งหมดเสร็จแล้ว
ดูคำตอบ
เพิ่มงานถัดไปในลำดับกิจกรรมก่อนฟัง
Georgie, we've mentioned the babbling noises that babies make when learning to speak,
1:43Georgie เราได้พูดถึงเสียงอ้อแอ้ที่เด็กทารกทำตอนหัดพูดไปแล้ว
At what age does this usually start?: การถามอายุที่เริ่มต้น
At what age ใช้ถามอายุที่เหตุการณ์หรือช่วงพัฒนาการหนึ่งเกิดขึ้น ประโยคนี้ถามว่าเด็กทารกมักเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้เมื่อไร ไม่ได้ถามว่าทารกคนใดคนหนึ่งตอนนี้อายุเท่าไร โครงสร้างคำถามคือ At what age + does + ประธานเอกพจน์ + คำกริยารูปพื้นฐาน? คำว่า usually แสดงว่ากำลังถามถึงแบบแผนทั่วไป ดังนั้น does this usually start จึงใช้ present simple
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยวลีในบทเรียนที่ใช้ถามอายุโดยตรง: ____ do children usually start school?
ดูคำตอบ
At what age
Okay, I think my best guess would be A, around 6 months old. น้ำเสียง/เจตนา
2:02โอเค ฉันคิดว่าคำตอบที่น่าจะใช่ที่สุดคือ A ประมาณ 6 เดือนค่ะ
My best guess would be ...: การประมาณอย่างระมัดระวัง
My best guess หมายถึงตัวเลือกหรือค่าประมาณที่ดูน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดเมื่อผู้พูดไม่แน่ใจ ในประโยคนี้ ผู้พูดเลือกข้อ A แต่บอกอย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงการคาดเดา Would be ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าวลงอีก โครงสร้าง My best guess would be + คำตอบหรือค่าประมาณ ใช้แสดงความคิดเห็นที่ผ่านการคิดแล้วโดยไม่พูดเหมือนว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
แบบฝึกหัด
จริงหรือเท็จ: ในการตอบคำถาม การพูดว่า "My best guess would be A" แสดงความมั่นใจน้อยกว่าการพูดว่า "The answer is A."
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
จริง
Okay, well, we'll find out a little bit later on in the program. กริยาวลี
2:06โอเคครับ เราจะมาหาคำตอบกันในรายการช่วงหลัง
find out a little bit later on: ได้รู้ในอีกสักครู่
find out หมายถึงการได้รู้หรือค้นพบข้อมูลที่ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้ ในประโยคนี้ we'll find out บอกผู้ชมว่าจะมีการเฉลยคำตอบในภายหลัง จึงทำให้ผู้ชมรอรู้ผลต่อไป a little bit later on หมายถึง “อีกสักหน่อย” ในที่นี้ later on ชี้ถึงช่วงหลังจากนี้ของรายการ ไม่ใช่สถานที่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่สร้างจาก find และหมายถึงการได้รู้คำตอบ: We'll ____ who won after the votes are counted.
ดูคำตอบ
find out
Let's return to Professor Pine's list: กลับไปที่รายการของศาสตราจารย์ไพน์
Let's return to... เป็นถ้อยคำบอกทิศทางของบทสนทนา ซึ่งพาความสนใจของทุกคนกลับไปยังหัวข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ Let's ชวนผู้ฟังให้ตามผู้พูดไปด้วย ส่วน return to ระบุหัวข้อที่จะกลับมาพูดต่อ ในที่นี้ ประโยคนี้จบช่วงที่แวะออกนอกเรื่องสั้น ๆ และนำรายการของศาสตราจารย์ไพน์กลับมาเป็นหัวข้อหลัก การ “กลับ” นี้เกิดขึ้นในบทสนทนา ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินกลับไปยังสถานที่จริง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดนำผู้ฟังกลับไปยังหัวข้อที่พูดถึงก่อนหน้านี้ได้ชัดเจนที่สุด?
- Let's turn to the next question.
- Let's remove the first question.
- Let's return to the first question.
ดูคำตอบ
Let's return to the first question.
The first thing babies do is recognize where individual words start and end.
2:14สิ่งแรกที่ทารกทำคือการรับรู้ว่าแต่ละคำเริ่มต้นและจบลงที่ตรงไหน
in English, at least: การจำกัดขอบเขตของข้อกล่าว
วลี in English จำกัดข้อกล่าวไว้เฉพาะภาษาอังกฤษ ส่วน at least เพิ่มข้อสงวนอย่างระมัดระวัง ผู้พูดมั่นใจว่ารูปแบบนี้ใช้ได้กับภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้กล่าวว่าใช้ได้กับทุกภาษา ในที่นี้ at least ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นขอบเขตขั้นต่ำที่ผู้พูดมั่นใจว่าข้อความนี้ถูกต้อง จึงแยกสิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจออกจากการสรุปที่กว้างกว่านั้น
แบบฝึกหัด
in English, at least ในประโยคตัวอย่างสื่อความหมายใด?
- ทุกภาษาใช้รูปแบบเดียวกับภาษาอังกฤษ
- จำกัดข้อกล่าวไว้ที่ภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้บอกว่าเป็นจริงสำหรับทุกภาษา
- ภาษาอังกฤษมีจำนวนคำน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ
จำกัดข้อกล่าวไว้ที่ภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้บอกว่าเป็นจริงสำหรับทุกภาษา
stressed syllable: พยางค์ที่เด่นในคำ
stressed syllable คือส่วนของคำที่เด่นออกมาเมื่อออกเสียง อาจฟังยาวกว่า ชัดกว่า หรือดังกว่า หรือมีการเปลี่ยนระดับเสียงที่สังเกตได้เมื่อเทียบกับพยางค์ข้างเคียง ในประโยคนี้ words often begin with a stressed syllable หมายความว่าพยางค์แรกของคำมักเป็นพยางค์ที่เด่น การลงเสียงเน้นอยู่ที่พยางค์ที่พูด ไม่ใช่ตัวอักษรใดตัวอักษรหนึ่ง
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ stressed syllable?
- พยางค์ที่ต้องอยู่ท้ายคำทุกคำเสมอ
- พยางค์ที่เด่นออกมาเมื่อออกเสียงคำ
- พยางค์ที่เขียนด้วยตัวอักษรมากที่สุด
ดูคำตอบ
พยางค์ที่เด่นออกมาเมื่อออกเสียงคำ
The sound in a word which is emphasized by being spoken longer or louder. ไวยากรณ์
2:27เสียงในคำที่ถูกเน้นด้วยการพูดให้ยาวขึ้นหรือดังขึ้น
ซึ่งถูกเน้นด้วยการออกเสียงให้ยาวขึ้นหรือดังขึ้น: รูปถูกกระทำและวิธีการ
ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย “which” บอกว่าเสียงที่กำลังนิยามคือเสียงใด ส่วนนี้เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ โดย “which” อ้างกลับไปถึง “the sound” และ “is emphasized” เป็นโครงสร้างแบบถูกกระทำ จึงหมายถึงเสียงนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการเน้น “By being spoken longer or louder” อธิบายว่าการเน้นเกิดขึ้นอย่างไร หลัง “by” รูป -ing แบบถูกกระทำ “being spoken” แสดงว่ามีคนออกเสียงนั้นในลักษณะดังกล่าว ส่วน “longer” และ “louder” บอกการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ทำให้เสียงเด่นขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย “by” และรูป -ing ของ “be” เพื่ออธิบายวิธีการ: The main instruction is emphasized ____ printed in bold.
ดูคำตอบ
by being
Learning this takes time: กลุ่มคำ -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน
“Learning this” ใช้เรียกกิจกรรมหนึ่งและทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เป็นกลุ่มคำ gerund หรือกลุ่มคำ -ing ที่ทำหน้าที่คล้ายกลุ่มคำนาม กิจกรรมทั้งหมดถูกมองเป็นสิ่งเดียว กริยาจึงใช้รูปเอกพจน์ “takes” ไม่ใช่ “take” “take time” หมายถึง “ต้องใช้เวลา” และสามารถใช้รูปแบบเดียวกันกับความพยายาม ความอดทน หรือการฝึกฝนได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้กลุ่มคำ -ing เป็นประธานและใช้กริยาเอกพจน์ได้ถูกต้อง
- Learning a new language take time.
- Learn a new language takes time.
- Learning a new language takes time.
ดูคำตอบ
Learning a new language takes time.
presenter of BBC Radio 4's program Word of Mouth,
2:38ผู้ดำเนินรายการ Word of Mouth ของวิทยุ BBC Radio 4
discuss children who haven't quite discovered it yet. ไวยากรณ์
2:42พูดคุยเกี่ยวกับเด็กที่ยังไม่ค่อยค้นพบเรื่องนี้มากนัก
haven't quite ... yet: ความคืบหน้าที่ยังไม่สมบูรณ์
ใน who haven't quite discovered it yet โครงสร้าง haven't ... yet หมายถึง จนถึงตอนนี้ผลนั้นยังไม่เกิดขึ้น ส่วน quite ทำให้คำปฏิเสธไม่เด็ดขาดเกินไป คือเด็ก ๆ อาจเข้าใจบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมด discover ในที่นี้ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงค่อย ๆ เข้าใจกฎหรือรูปแบบ ไม่ได้หมายถึงการพบสิ่งของ และ who เปิดอนุประโยคที่บอกว่าเป็นเด็กกลุ่มไหน
แบบฝึกหัด
เติมคำเป้าหมาย quite และ yet เพื่อแสดงว่า Leo ใกล้จะเข้าใจแล้ว แต่ตอนนี้ยังเข้าใจไม่สมบูรณ์: Leo hasn't ____ understood the rule ____.
ดูคำตอบ
quite · yet
And we can see this in the kind of errors that children make because วลี
2:46และเราเห็นสิ่งนี้ได้จากประเภทของข้อผิดพลาดที่เด็กๆ ทำ เพราะ
errors that children make: คำที่ใช้คู่กัน make errors
คำที่ใช้คู่กันเป็นหลักใน errors that children make คือ make errors ซึ่งหมายถึงทำผิดหรือทำให้เกิดข้อผิดพลาด ในภาษาอังกฤษ error และ mistake มักใช้กับ make ไม่ใช่ do that children make เป็นอนุประโยคขยาย errors โดยตอบว่าเป็นข้อผิดพลาดแบบไหน นั่นคือข้อผิดพลาดที่เด็ก ๆ ทำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำที่เข้าคู่กับ errors อย่างเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษ?
- Children sometimes do errors when they are learning.
- Children sometimes take errors when they are learning.
- Children sometimes make errors when they are learning.
ดูคำตอบ
Children sometimes make errors when they are learning.
little kids will often call a giraffe a raffe ไวยากรณ์
2:51เด็กเล็กๆ มักจะเรียกยีราฟ (giraffe) ว่า raffe
call + กรรม + ชื่อ: call a giraffe a raffe
call + กรรม + ชื่อ หมายถึงการตั้งชื่อหรือใช้ชื่อเรียกคนหรือสิ่งของ ใน call a giraffe a raffe นั้น a giraffe คือสิ่งที่ถูกเรียกชื่อ และ a raffe คือชื่อที่เด็กใช้เรียก call ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโทรศัพท์ กลุ่มคำนามสองกลุ่มที่ตามหลัง call ทำให้เห็นชัดว่าหมายถึงการเรียกด้วยชื่อหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้มีความหมายว่าเราตั้งชื่อเกมนี้ว่า Rocket Race โดยใช้ call และคำว่า this game: We ____ Rocket Race.
ดูคำตอบ
call this game
by leaving off the unstressed syllable because that's not typical English. กริยาวลี
2:54โดยละทิ้งพยางค์ที่ไม่เน้นเสียง เพราะนั่นไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบทั่วไป
leave off ใน leaving off the unstressed syllable
leave off + กรรม หมายถึงการละส่วนนั้นออก leaving off the unstressed syllable หมายถึงการไม่ออกเสียงพยางค์ที่ไม่ได้รับเสียงเน้นหลัก โครงสร้าง by + -ing ที่ต้นข้อความอธิบายว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร ดังนั้น by leaving off... จึงหมายถึง “โดยละ...ออก”
แบบฝึกหัด
ใช้ leave off เติมประโยคให้สมบูรณ์: When you write the word kitten, don't ____ the final n.
ดูคำตอบ
leave off
Um my son used to call a machine a sminge ไวยากรณ์
2:59เอ่อ ลูกชายผมเคยเรียกเครื่องจักร (machine) ว่า sminge
used to call: นิสัยในอดีต
Used to call หมายถึง การเรียกสิ่งหนึ่งด้วยชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ ในอดีต และตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นตามปกติแล้ว ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังนึกถึงวิธีที่เด็กเคยเรียกสิ่งของ โครงสร้างคือ used to + คำกริยารูปพื้นฐาน: ใช้ used to call ไม่ใช่ used to called ใช้พูดถึงการกระทำที่เกิดซ้ำหรือสภาวะในอดีตที่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย used to และรูปที่ถูกต้องของ call: When I was little, I ____ my toy rabbit Hopper, but now I call it Rabbit.
ดูคำตอบ
used to call
just hit the stress: ตกตรงส่วนที่ลงเสียงเน้น
ในที่นี้ hit the stress เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการออกเสียงของเขาตกตรงหรือจับส่วนที่เด่นและลงเสียงเน้นของคำได้ ไม่ได้หมายความว่ามีใครตีสิ่งใดจริง ๆ Just ทำให้ข้อความนี้เป็นคำอธิบายง่าย ๆ โดยทั่วไป hit ยังใช้ในความหมายว่าไปถึงเป้าหมายด้านเสียงหรือจังหวะได้อย่างแม่นยำ เช่น hit the beat หรือ hit a note
แบบฝึกหัด
ในการพูดคุยเรื่องการออกเสียง 'He just hit the stress' หมายความว่าอะไร
- เขาตีบางสิ่งจริง ๆ เพราะรู้สึกกดดัน
- เขาออกเสียงคำนั้นโดยไม่มีพยางค์ที่ลงเสียงเน้นเลย
- การออกเสียงของเขาตกตรงส่วนที่ลงเสียงเน้นของคำ
ดูคำตอบ
การออกเสียงของเขาตกตรงส่วนที่ลงเสียงเน้นของคำ
didn't bother with: เลือกที่จะไม่เสียแรงกับบางสิ่ง
ในโครงสร้าง didn't bother with + คำนาม คำว่า bother with หมายถึงยอมลงแรงเพื่อจัดการ รวม หรือใส่ใจสิ่งหนึ่ง รูปปฏิเสธบอกว่าเขาตัดส่วน ma ออกแทนที่จะเสียแรงจัดการกับส่วนนั้น วลีนี้มักสื่อว่าส่วนที่ถูกตัดออกดูไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มที่จะยุ่งด้วย น้ำเสียงเพิ่มเติมนี้มาจาก bother ดังนั้นจึงไม่เป็นกลางเท่ากับการพูดเพียงว่า didn't include
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า Ruby เลือกที่จะไม่เสียแรงกับของตกแต่งเพิ่มเติม
- Ruby didn't bother to the extra decorations.
- Ruby didn't bother with the extra decorations.
- Ruby didn't bother the extra decorations with.
ดูคำตอบ
Ruby didn't bother with the extra decorations.
Or he may have thought it was my sminge, of course. ไวยากรณ์
3:07หรือแน่นอนว่า เขาอาจจะคิดว่ามันคือ my sminge (เครื่องจักรของผม) ก็ได้
may have thought: การคาดเดาความคิดในอดีตอย่างไม่แน่ใจ
May have thought ใช้โครงสร้าง may + have + กริยาช่องที่สาม เพื่อคาดเดาความคิดในอดีตอย่างไม่แน่ใจ Thought คือกริยาช่องที่สามของ think ผู้พูดกำลังเสนอคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ ไม่ได้บอกเป็นข้อเท็จจริงว่าคนนั้นคิดอะไร โครงสร้าง may have + กริยาช่องที่สาม ยังใช้คาดเดาการกระทำหรือสภาวะอื่น ๆ ในอดีตได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ใช้ may have + กริยาช่องที่สามของ think เพื่อเติมการคาดเดาความคิดในอดีตอย่างไม่แน่ใจนี้ให้สมบูรณ์: Nina ____ the shop closed at six.
ดูคำตอบ
may have thought
One error or mistake infants make is calling a giraffe a raffe
3:16ความคลาดเคลื่อนหรือข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เด็กทารกทำคือการเรียกยีราฟว่า raffe
The classic example of this is when children say nana instead of banana. วลี
3:26ตัวอย่างสุดคลาสสิกของเรื่องนี้คือเมื่อเด็กๆ พูดว่า nana แทนที่จะเป็น banana
A instead of B ใน “nana instead of banana”
ใน “nana instead of banana” เด็กพูดว่า nana ส่วน banana คือรูปคำที่ไม่ได้ใช้ โครงสร้าง A instead of B หมายถึง “ใช้ A แทน B” หรือ “A ไม่ใช่ B” วางสิ่งที่เลือกหรือผลที่เกิดขึ้นจริงไว้หน้า instead of และวางสิ่งที่ถูกแทนที่หรือไม่ได้เลือกไว้ด้านหลัง โครงสร้างนี้ใช้พูดถึงการเลือก การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง และการแก้คำพูดได้
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำที่มีความหมายว่า “แทน” ให้สมบูรณ์: We took the bus ____ the train.
ดูคำตอบ
instead of
one containing all the features you expect such a thing to have.
3:36สิ่งที่ประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่คุณคาดหวังว่าสิ่งนั้นควรจะมี
A classic example of...: กรณีที่เป็นตัวแทนอย่างชัดเจน
ในที่นี้ a classic example of something คือกรณีที่แสดงลักษณะที่คาดหวังของสิ่งประเภทนั้นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ คำว่า best หมายถึง “เป็นตัวแทนได้ดีที่สุด” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงมีคุณภาพดีที่สุด ใช้โครงสร้าง a classic example of + คำนาม โครงสร้างนี้ใช้ยกทั้งรูปแบบที่ดีและไม่ดีได้ โดยคำนามหลัง of บอกว่าตัวอย่างนั้นเป็นตัวแทนของอะไร classic ในที่นี้หมายถึง “เป็นแบบฉบับอย่างมาก” ไม่ได้หมายถึงเพียง “เก่า” หรือ “เกี่ยวกับยุคคลาสสิก”
แบบฝึกหัด
“a classic example of teamwork” หมายถึงอะไร?
- กรณีจากอดีตที่เก่าแก่มาก
- กรณีที่แสดงลักษณะทั่วไปของการทำงานเป็นทีมได้อย่างชัดเจน
- กรณีที่เข้าใจได้ยาก
ดูคำตอบ
กรณีที่แสดงลักษณะทั่วไปของการทำงานเป็นทีมได้อย่างชัดเจน
For example, ants are a classic example of animals working together.
3:41ตัวอย่างเช่น มดเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกของสัตว์ที่ทำงานร่วมกัน
The second skill babies develop as they learn to speak
3:46ทักษะที่สองที่ทารกพัฒนาขึ้นขณะที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะพูด
is correctly linking a word to the object it refers to.
3:49คือการเชื่อมโยงคำกับวัตถุที่มันอ้างถึงได้อย่างถูกต้อง
In other words, knowing what the word means. ลำดับความ
3:53พูดอีกอย่างก็คือ การรู้ว่าคำนั้นหมายถึงอะไร
In other words: กล่าวความหมายเดิมอีกแบบ
In other words บอกว่าผู้พูดกำลังจะพูดความหมายเดิมอีกครั้งให้ชัดเจนหรือง่ายขึ้น ในประโยคนี้ knowing what the word means คือการกล่าวซ้ำที่ชัดเจนกว่า สำนวนนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยเนื้อหาที่ตามมาจะอธิบายแนวคิดก่อนหน้า ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่แยกออกมา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนกล่าวใหม่จากบทเรียนนี้: The museum is free. ____, you do not need to buy a ticket.
ดูคำตอบ
In other words
without thinking: ทำบางสิ่งโดยอัตโนมัติ
Without thinking ใช้โครงสร้าง without + รูป -ing ในที่นี้หมายถึงผู้ใหญ่ทำสิ่งนั้นได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามคิดอย่างมีสติ สำนวนนี้มักใช้อธิบายนิสัยหรือทักษะที่ฝึกจนชำนาญ แต่ในบริบทอื่นอาจสื่อว่าทำเร็วเกินไปโดยไม่ได้ไตร่ตรอง จึงต้องดูสถานการณ์ว่าเป็นความหมายกลาง ๆ หรือเป็นการตำหนิ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยอัตโนมัติและไม่ต้องใช้ความพยายามคิดอย่างมีสติ”: After years of practice, Mia can tie this knot ____.
ดูคำตอบ
without thinking
it's actually much harder than it sounds: จริง ๆ แล้วยากกว่าที่ฟังดูมาก
ในประโยคนี้ it sounds หมายถึง “ดูเหมือนเป็นเช่นนั้นจากวิธีที่มีการอธิบาย” ไม่ได้หมายถึง “ส่งเสียง” ผู้พูดกำลังเปรียบเทียบความยากจริงกับความรู้สึกว่าง่ายกว่าที่เกิดขึ้นหลังจากได้ฟังคำอธิบาย Actually ใช้แก้ความเข้าใจแรก ส่วน much ใช้เน้นคำเปรียบเทียบ harder รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something is much harder than it sounds
แบบฝึกหัด
"It's actually much harder than it sounds" หมายความว่าอะไร
- เมื่อก่อนมันดูยาก แต่ตอนนี้ง่ายแล้ว
- จริง ๆ แล้วมันยากกว่าที่คำอธิบายทำให้รู้สึก
- มันส่งเสียงดังกว่าที่คาดไว้มาก
ดูคำตอบ
จริง ๆ แล้วมันยากกว่าที่คำอธิบายทำให้รู้สึก
as Professor Julian Pine explains to BBC Radio 4 program Word of Mouth.
4:00ดังที่ศาสตราจารย์ Julian Pine อธิบายในรายการ Word of Mouth ทางวิทยุ BBC Radio 4
take for granted: ถือว่าเป็นเรื่องแน่นอนโดยไม่ตรวจสอบ
Take for granted เป็นสำนวนที่หมายถึงการยอมรับว่าบางสิ่งชัดเจน จริง หรือแน่นอน โดยไม่ได้หยุดตรวจสอบ ในที่นี้ we take for granted the fact that ... หมายความว่าผู้คนคิดโดยอัตโนมัติว่าข้อเท็จจริงนั้นชัดเจน รูปแบบทั่วไปคือ take something for granted เมื่อกรรมยาว ภาษาอังกฤษสามารถวาง for granted ไว้หน้ากรรมได้ เช่น take for granted the fact that something is true
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: Researchers sometimes ____ the fact that readers know the context.
ดูคำตอบ
take for granted
but actually, if you look at it from the child's point of view, ลำดับความ
4:10แต่จริงๆ แล้ว ถ้าคุณมองจากมุมมองของเด็ก
if you look at it from the child's point of view: เปลี่ยนไปใช้มุมมองของเด็ก
ในประโยคนี้ if you look at it from the child's point of view ชวนให้ผู้ฟังคิดถึงสถานการณ์แบบที่เด็กคนหนึ่งจะคิด คำว่า look at it ในที่นี้หมายถึง “พิจารณาเรื่องนั้น” ไม่ใช่มองด้วยตาจริง ๆ อนุประโยค if นี้เปลี่ยนกรอบของแนวคิดถัดไป เมื่อเรามองจากมุมของเด็ก ความยากที่กล่าวต่อมาก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น โครงสร้างนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วยการบอกก่อนว่ามุมมองของใครสำคัญ
แบบฝึกหัด
อนุประโยคที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- บอกว่าเด็กกำลังมองวัตถุที่มองเห็นได้
- ให้คำตอบสุดท้ายโดยไม่เปลี่ยนมุมมอง
- เปลี่ยนประเด็นไปสู่ว่าเด็กรับรู้สถานการณ์นั้นอย่างไร
ดูคำตอบ
เปลี่ยนประเด็นไปสู่ว่าเด็กรับรู้สถานการณ์นั้นอย่างไร
it's really difficult to work out what a word refers to กริยาวลี
4:14มันยากมากที่จะหาว่าคำนั้นหมายถึงอะไร
work out what a word refers to: คิดหาว่าคำหนึ่งอ้างถึงอะไร
ในที่นี้ work out หมายถึง “คิดจนเข้าใจหรือหาคำตอบได้” เป็น phrasal verb ดังนั้นความหมายจึงไม่ใช่การรวมความหมายตรงตัวของ work และ out อนุประโยค what a word refers to ระบุคำถามที่ต้องหาคำตอบ refer to เชื่อมคำหนึ่งเข้ากับสิ่งของ บุคคล หรือแนวคิดที่คำนั้นชี้ถึง รูปแบบ work out + อนุประโยคคำถามสามารถนำไปใช้ได้อีก เช่น work out why it happened หรือ work out how it works
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ work out ในความหมายเดียวกับตัวอย่าง
- The new schedule worked out well for everyone.
- We worked out at the gym before breakfast.
- I studied the map until I worked out which road led home.
ดูคำตอบ
I studied the map until I worked out which road led home.
So, you know, the speech signal is very ambiguous. การใช้คำ
4:19ดังนั้น คุณรู้ไหม สัญญาณคำพูดมันกำกวมมาก
speech signal is very ambiguous: ตีความได้หลายแบบ
ในประโยคนี้ speech signal หมายถึงกระแสเสียงที่ถ่ายทอดภาษาพูด Ambiguous หมายความว่าสัญญาณเดียวกันอาจตีความอย่างสมเหตุสมผลได้มากกว่าหนึ่งแบบ ผู้ฟังจึงอาจไม่รู้ทันทีว่าหมายถึงคำหรือสิ่งของใด Ambiguous ไม่ได้หมายถึงเพียงได้ยินยาก แต่ชี้ว่ามีความหมายหรือการระบุสิ่งที่เป็นไปได้หลายแบบ แนวคิดนี้ยังใช้กับคำสั่ง ข้อความ รูปภาพ และตอนจบของเรื่องที่เข้าใจได้ต่างกัน
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ ambiguous บอกอะไรเกี่ยวกับ speech signal?
- เพียงแค่เสียงเบาเกินไป
- มีความหมายชัดเจนเพียงแบบเดียว
- ตีความได้มากกว่าหนึ่งแบบ
ดูคำตอบ
ตีความได้มากกว่าหนึ่งแบบ
How does the child know that you're talking about the cup in front of you
4:23เด็กจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังพูดถึงถ้วยที่อยู่ตรงหน้าคุณ
As adults, we take it for granted that when a friend says apple,
4:29ในฐานะผู้ใหญ่ เรามองเป็นเรื่องปกติว่าเมื่อเพื่อนพูดว่าแอปเปิล
To take it for granted means to assume something without question.
4:37to take it for granted (มองเป็นของตาย/เรื่องปกติ) หมายถึงการสันนิษฐานบางสิ่งโดยไม่ต้องสงสัย
the link between the word apple and the object is not obvious. วลี
4:44ความเชื่อมโยงระหว่างคำว่าแอปเปิลกับตัววัตถุนั้นไม่ชัดเจน
link between the word apple and the object: โครงสร้าง link between X and Y
โครงสร้างคำนาม link between X and Y ใช้บอกความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่ง ในที่นี้ X คือ the word apple และ Y คือ the object วลีนี้จึงหมายถึงความเชื่อมโยงระหว่างคำหนึ่งกับสิ่งที่คำนั้นใช้เรียก โครงสร้างนี้วางสิ่งแรกไว้หลัง between และสิ่งที่สองไว้หลัง and เช่น a link between sleep and memory สามารถใช้เชื่อมโยงสิ่งของ ความคิด เหตุการณ์ หรือหลักฐานได้
แบบฝึกหัด
เติมคำที่หายไปสองคำเพื่อทำโครงสร้างเป้าหมายให้สมบูรณ์: The study found a link ____ sleep ____ memory.
ดูคำตอบ
between · and
It's ambiguous, meaning it has more than one possible meaning. การใช้คำ
4:49มัน ambiguous (กำกวม) ซึ่งหมายความว่ามันมีความหมายที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งความหมาย
ambiguous, meaning...: มีความหมายที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งแบบ
ในที่นี้ ambiguous หมายถึง “มีความหมายหรือการตีความที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งแบบ” คำหลังเครื่องหมายจุลภาคให้คำนิยามโดยตรง ผู้ฟังจึงไม่ต้องเดาความหมายของคำคุณศัพท์นี้ ในรูปแบบ ข้อความ, meaning + คำอธิบาย คำว่า meaning ใช้นำการกล่าวซ้ำเพื่ออธิบายแนวคิดก่อนหน้า ทำหน้าที่คล้าย “กล่าวอีกอย่างคือ” และไม่ใช่คำกริยาหลักของประโยคใหม่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ ambiguous ได้ถูกต้องแล้วอธิบายความกำกวมต่อ?
- The note is ambiguous, meaning everyone understands it in exactly the same way.
- The note is ambiguous, meaning it could be either a joke or a warning.
- The note is vague, meaning it has two clearly different meanings.
ดูคำตอบ
The note is ambiguous, meaning it could be either a joke or a warning.
who knew so much was going on: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่แสดงความประหลาดใจ
Who knew...? ดูเหมือนคำถาม แต่ไม่ได้คาดหวังคำตอบ เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ โดยผู้พูดหมายถึง “ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้” และแสดงความประหลาดใจต่อสิ่งที่เพิ่งค้นพบ So much was going on หมายถึงมีกิจกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น แม้จะมองเห็นได้ยาก เมื่อรวมกันแล้ว ส่วนที่เน้นแสดงความทึ่งต่อความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคแสดงความประหลาดใจด้วย Who และรูปอดีตของ know: ____ a small garden could attract so many birds?
ดูคำตอบ
Who knew
sponge-like brains: คำนาม + -like ในฐานะคำคุณศัพท์เชิงเปรียบเทียบ
ในที่นี้ sponge-like หมายถึง “เหมือนฟองน้ำ” คำที่เชื่อมด้วยยัติภังค์นี้ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ขยาย brains และเป็นการเปรียบเปรย ไม่ได้หมายความว่าสมองของทารกมีรูปร่างหรือสัมผัสเหมือนฟองน้ำจริง ๆ ฟองน้ำดูดซับน้ำได้ง่าย ดังนั้น sponge-like brains จึงสื่อถึงสมองที่รับเสียงและข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไป “คำนาม + -like” สามารถสร้างคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “คล้ายสิ่งที่คำนามนั้นเรียก หรือมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนสิ่งนั้น”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ “คำนาม + -like” เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “คล้ายสิ่งที่คำนามนั้นเรียก”
- The robot made a bell-like sound.
- The robot made a sound like a bell.
- The robot liked the sound of a bell.
ดูคำตอบ
The robot made a bell-like sound.
soak up the sounds: เปรียบการรับข้อมูลเหมือนการดูดซับ
ตามความหมายตรง soak up ใช้บอกว่าฟองน้ำหรือผ้าดูดซับของเหลว ใน soak up the sounds กรรมคือ sounds จึงเป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงทารกรับเสียงรอบตัวและเรียนรู้จากการได้ยินซ้ำ ๆ เมื่อใช้กับสิ่งนามธรรม เช่น information, language, culture หรือ atmosphere คำว่า soak up สื่อถึงการรับหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากได้อย่างง่ายดายหรือเต็มที่ ไม่ใช่แค่สังเกตเห็นเพียงครั้งเดียว
แบบฝึกหัด
Leo ใช้เวลาทุกวันพูดคุยกับคนท้องถิ่นและเรียนรู้ธรรมเนียมของพวกเขา ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าเขาซึมซับสิ่งต่าง ๆ มากมายจากประสบการณ์?
- Leo avoided the local culture.
- Leo briefly noticed the local culture.
- Leo soaked up the local culture.
ดูคำตอบ
Leo soaked up the local culture.
Right, Phil, isn't it time to reveal the answer to your question? น้ำเสียง/เจตนา
5:00เอาล่ะ Phil ถึงเวลาเฉลยคำตอบสำหรับคำถามของคุณแล้วใช่ไหม
Isn't it time to reveal the answer...?: กระตุ้นให้เข้าสู่ขั้นต่อไป
Isn't it time to + คำกริยารูปพื้นฐาน...? เป็นคำถามเชิงปฏิเสธ โดยปกติผู้พูดคาดว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วย เพราะผู้พูดคิดว่าควรทำสิ่งนั้นได้แล้ว ในประโยคนี้ไม่ได้ถามเรื่องเวลาอย่างเป็นกลาง แต่ใช้คำถามเพื่อพารายการไปสู่ขั้นต่อไปอย่างนุ่มนวล นั่นคือให้ฟิลเฉลยคำตอบของคำถามที่เขาตั้งไว้
แบบฝึกหัด
ผู้ดำเนินรายการพูดว่า “Isn't it time to reveal the answer?” เขาน่าจะหมายความว่าอย่างไร?
- ผู้พูดไม่แน่ใจว่ามีคำตอบหรือไม่
- มีการเฉลยคำตอบเร็วกว่าที่คาดไว้
- ตอนนี้น่าจะถึงเวลาเฉลยคำตอบแล้ว
ดูคำตอบ
ตอนนี้น่าจะถึงเวลาเฉลยคำตอบแล้ว
The question was, at what age do babies start to make babbling noises?
5:05คำถามคือ ทารกเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ตอนอายุเท่าไหร่
Babies start to do this when they're about 6 months old.
5:15ทารกจะเริ่มทำสิ่งนี้เมื่อพวกเขาอายุได้ประมาณ 6 เดือน
the meaningless noises babies make as they're learning to speak.
5:25เสียงที่ไม่มีความหมายซึ่งทารกทำตอนหัดพูด
Let's recap the vocabulary that we've learned: สัญญาณเริ่มทบทวน
Let's + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอให้ผู้พูดและกลุ่มทำบางอย่างร่วมกัน ในที่นี้ recap หมายถึงทบทวนประเด็นสำคัญอย่างสั้น ๆ ส่วน that we've learned จำกัดขอบเขตให้ทบทวนเฉพาะคำศัพท์ที่เรียนไปแล้ว วลีนี้เป็นสัญญาณจัดลำดับเนื้อหา โดยบอกผู้ฟังว่าการสอนเนื้อหาใหม่กำลังหยุดลงชั่วคราว และกำลังจะเริ่มส่วนสรุปหรือทบทวน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนนี้ที่ใช้เริ่มการทบทวนร่วมกันสั้น ๆ: ____ the three key points before we finish.
ดูคำตอบ
Let's recap
is the sound which is emphasized by being longer, louder, or higher.
5:30คือเสียงที่ถูกเน้นโดยทำให้ยาวขึ้น ดังขึ้น หรือเสียงสูงขึ้น
ความแตกต่างระหว่าง error กับ mistake ใน “An error is a mistake.”
An error is a mistake ใช้คำที่คุ้นเคยกว่าอย่าง mistake มาอธิบายความหมายของ error ทั้งสองคำใช้เรียกสิ่งที่ผิดได้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่บริบทที่มักใช้ Error มักฟังดูเป็นทางการหรือเป็นเชิงเทคนิคกว่า และพบบ่อยเมื่อพูดถึงระบบ ข้อมูล การคำนวณ และงานเขียน ส่วน mistake ใช้บ่อยกว่าในบทสนทนาทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อคนคนหนึ่งเลือกหรือทำบางอย่างผิด นี่เป็นเพียงแนวโน้มการใช้ ไม่ใช่กฎตายตัว
แบบฝึกหัด
คุณกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องที่ขึ้นรถเมล์ผิดสาย ประโยคใดฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด
- I made an error and got on the wrong bus.
- I had a mistake and got on the wrong bus.
- I made a mistake and got on the wrong bus.
ดูคำตอบ
I made a mistake and got on the wrong bus.
The classic example of something is the most typical example of it,
5:37classic example (ตัวอย่างสุดคลาสสิก) ของบางสิ่งคือตัวอย่างที่ปกติที่สุดของมัน
If you take something for granted,
5:43ถ้าคุณ take something for granted (มองบางสิ่งเป็นของตาย/มองข้าม)
the adjective ambiguous means having more than one possible meaning.
5:51คำคุณศัพท์ ambiguous (กำกวม) หมายถึงการมีความหมายที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งความหมาย
“Once again, our 6 minutes are up” ในฐานะสัญญาณปิดท้าย
Once again บอกผู้ฟังว่าการปิดท้ายแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงทำให้ประโยคนี้เป็นช่วงปิดท้ายที่คุ้นเคยและเกิดซ้ำ Our 6 minutes are up หมายถึงช่วงเวลาหกนาทีที่กำหนดไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทั้งสองส่วนช่วยจัดลำดับข้อความ โดยส่วนแรกเชื่อมการจบครั้งนี้กับตอนก่อน ๆ แล้วส่วนที่สองส่งสัญญาณว่าการพูดคุยหลักต้องจบลง
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบ be up เพื่อแสดงว่าเวลาที่กำหนดไว้สิ้นสุดลงแล้ว: Our ten minutes ____, so we need to finish.
ดูคำตอบ
are up
you'll find the worksheet with a quiz and a transcript for this program on our website.
5:58คุณจะพบใบงานพร้อมแบบทดสอบและสคริปต์ของรายการนี้บนเว็บไซต์ของเรา
If you're ready for more, you'll find...: เงื่อนไขและผลลัพธ์
if you're ready for more บอกเงื่อนไขที่เป็นจริงและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ คือผู้ฟังต้องการหรือพร้อมที่จะเรียนต่อ ในที่นี้ more หมายถึงเนื้อหาการเรียนเพิ่มเติม ไม่ใช่เพียงจำนวนของสิ่งของชิ้นหนึ่งที่มากขึ้น you'll find... บอกผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและขั้นตอนถัดไป โครงสร้าง if + รูปปัจจุบัน, ... will + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เชื่อมเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับผลของมัน และในประโยคนี้ยังเป็นการแนะนำแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างเป็นมิตรด้วย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย want และรูปย่อของ you will โดยใส่แต่ละคำในตำแหน่งที่ถูกต้อง: If you ____ more practice, ____ find two games below.
ดูคำตอบ
want · you'll