คำขยายความเข้มข้นจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณได้อย่างแน่นอน - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายว่าคำขยายระดับช่วยเพิ่มอารมณ์และน้ำหนักให้ภาษาอังกฤษอย่างไร แล้วชี้ให้เห็นว่าระดับความแรงและการไล่ระดับได้ของคำคุณศัพท์เป็นตัวกำหนดว่า very, absolutely หรือ totally จะฟังเป็นธรรมชาติหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. gradable and non-gradable adjectives. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจความต่างระหว่างคำคุณศัพท์ที่เพิ่มหรือลดระดับได้ เช่น hot กับคำคุณศัพท์ที่บอกสภาวะแบบสมบูรณ์หรือถึงจุดสุดท้ายแล้ว เช่น perfect ความต่างนี้ช่วยให้เลือกคำขยายระดับจากคุณสมบัติของคำ แทนการจับคู่ด้วยการคาดเดา 2. absolutely roasting — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: มองเห็นการจับคู่ที่เป็นธรรมชาติระหว่างคำขยายระดับที่แรงกับคำคุณศัพท์เกี่ยวกับอากาศซึ่งมีความหมายรุนแรงอยู่แล้ว และนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับ absolutely freezing พร้อมหลีกเลี่ยง very roasting ที่ไม่เป็นธรรมชาติ 3. Thanks, I know. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: จับน้ำเสียงอวดตัวเองแบบขำ ๆ ได้ว่า ผู้พูดทำเหมือนมีคนชมว่าตนสมบูรณ์แบบแล้วรับคำชมที่สมมติขึ้นนั้น จึงแยกความมั่นใจเชิงล้อเล่นออกจากคำขอบคุณตามความหมายตรงได้
คำอธิบายในบทเรียนนี้
really truly completely and utterly: การซ้อนคำเพื่อเน้นอย่างมาก
คำว่า really, truly, completely และ utterly ถูกนำมาเรียงซ้อนกันเพื่อสร้างการเน้นที่แรงมากเพียงหนึ่งจุด อย่ามองว่าเป็นข้อมูลสี่อย่างที่แยกจากกัน เมื่อนำมารวมกัน คำเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวถึงฟังดูยิ่งใหญ่และแน่นอนมาก การเรียงซ้อนแบบนี้เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ ใช้เป็นคำเปิดที่ดึงดูดความสนใจและแสดงว่าผู้พูดตื่นเต้นกับหัวข้อนี้
แบบฝึกหัด
really truly completely and utterly มีผลหลักอย่างไรในประโยคนี้
- คำเหล่านี้ให้ข้อเท็จจริงแยกกันสี่ข้อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
- คำเหล่านี้สร้างการเน้นที่แรงมากเพียงหนึ่งจุดด้วยการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ
- คำเหล่านี้แสดงลำดับที่การเปลี่ยนแปลงสี่อย่างจะเกิดขึ้น
ดูคำตอบ
คำเหล่านี้สร้างการเน้นที่แรงมากเพียงหนึ่งจุดด้วยการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ
change the way that you use English: เปลี่ยนวิธีทำสิ่งหนึ่ง
ใน change the way that you use English คำว่า way หมายถึง “วิธี” หรือ “ทำบางสิ่งอย่างไร” ไม่ได้หมายถึงถนน อนุประโยค that you use English บอกว่าวิธีแบบใดกำลังเปลี่ยนไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ change the way (that) + ประธาน + กริยา เช่น change the way people learn ในโครงสร้างนี้มักละ that ได้ โดยเฉพาะในบทสนทนา และความหมายไม่เปลี่ยน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่กำหนด change the way that: A simple checklist can ____ your team handles busy mornings.
ดูคำตอบ
change the way that
by understanding intensifiers: ใช้ by + -ing เพื่อบอกวิธี
ในประโยคนี้ by understanding intensifiers บอกวิธีที่จะเปลี่ยนวิธีใช้ภาษาอังกฤษของคุณ รูปแบบ by + -ing หมายถึง “ด้วยการทำบางอย่าง” หรือ “โดยใช้วิธีนั้น” ตรงนี้ by เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยรูป -ing อย่าง understanding ไม่ใช่คำกริยารูปพื้นฐาน understand
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย by + รูป -ing ของ “listen”: You can improve your pronunciation ____ to short clips.
ดูคำตอบ
by listening
This is what we use to add more emotion to your English. ไวยากรณ์
0:13นี่คือสิ่งที่เราใช้เพื่อเพิ่มอารมณ์ความรู้สึกให้กับการใช้ภาษาอังกฤษของคุณ
what we use to add more emotion...: อนุประโยค what สำหรับบอกหน้าที่
What we use to add more emotion to your English ทำหน้าที่เป็นอนุประโยคที่เหมือนคำนาม ตรงนี้ what ไม่ได้ใช้ถาม แต่หมายถึง “สิ่งที่” ดังนั้นทั้งอนุประโยคจึงหมายถึง “สิ่งที่เราใช้เพื่อเพิ่มอารมณ์ให้กับภาษาอังกฤษ” โครงสร้าง This is what we use to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งคืออะไรผ่านหน้าที่ของมัน ตรงนี้ This หมายถึง intensifiers และ to add บอกจุดประสงค์ของมัน
แบบฝึกหัด
เติมคำนิยามด้วยอนุประโยคที่หมายถึง “สิ่งที่เราใช้เพื่อ...” : A thermometer is ____ measure temperature.
ดูคำตอบ
what we use to
We all know intensifiers like very and really. การใช้คำ
0:16เราทุกคนรู้จักคำขยายเน้นความอย่าง very และ really กันดี
intensifiers อย่าง very และ really
intensifier คือคำที่เพิ่มระดับหรือเพิ่มน้ำหนักของความหมาย very และ really เป็น intensifier ที่พบบ่อย ประโยคนี้จึงจัดทั้งสองคำไว้ในกลุ่มไวยากรณ์เดียวกัน like ในที่นี้หมายถึง “เช่น” หรือ “อย่าง” และใช้ยกตัวอย่างคำในกลุ่มนี้ ไม่ได้หมายถึง “ชอบ”
แบบฝึกหัด
ในประโยคตัวอย่าง very และ really คืออะไร?
- คำกริยาที่หมายถึง “ชอบ”
- คำที่เปลี่ยนประโยคให้เป็นคำถาม
- ตัวอย่างคำเพิ่มระดับที่ทำให้ความหมายเข้มขึ้น
ดูคำตอบ
ตัวอย่างคำเพิ่มระดับที่ทำให้ความหมายเข้มขึ้น
super common: super + คำคุณศัพท์ ในภาษาพูด
ใน super common คำว่า super เป็น intensifier ที่ขยายคำคุณศัพท์ common โดยหมายถึง “มาก” ดังนั้น super common จึงหมายถึง “พบบ่อยมาก” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ super + คำคุณศัพท์ โดย super จะเพิ่มระดับของคำคุณศัพท์ที่ตามหลังโดยตรง
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบ super + คำคุณศัพท์ ให้สมบูรณ์: The instructions are ____ clear.
ดูคำตอบ
super
But what if we want to express ourselves with more emotion? โน้ต
0:20แต่ถ้าเราอยากแสดงออกด้วยอารมณ์ที่มากขึ้นล่ะ?
What if we want to express ourselves with more emotion?: การจินตนาการถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ในที่นี้ what if ใช้เปิดสถานการณ์สมมติ: สมมติว่าเราอยากให้ภาษาของเราสื่ออารมณ์มากขึ้น เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ให้เข้าใจ what if เป็นกรอบคำถามหนึ่งชุด ไม่ใช่แยกความหมายของ what กับ if โครงสร้าง What if + ประธาน + กริยา...? ใช้ยกความเป็นไปได้ให้ผู้ฟังลองนึกและพิจารณา ในการอธิบายหรืออภิปราย ยังใช้พาเรื่องจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วไปสู่ปัญหาหรือความต้องการถัดไปได้
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบ What if...? เพื่อยกปัญหาที่อาจเกิดขึ้น: ____ it rains during the picnic?
ดูคำตอบ
What if
express ourselves: สรรพนามสะท้อนกลับที่สอดคล้องกับ we
Express ourselves หมายถึง “สื่อความคิด ความรู้สึก หรือบุคลิกของเราเอง” เป็นรูปของ express oneself ที่ใช้กับ we ในโครงสร้างนี้ สรรพนามสะท้อนกลับจะย้อนกลับไปหาประธาน จึงต้องสอดคล้องกัน: I express myself, she expresses herself และ we express ourselves คำว่า ourselves ในที่นี้จำเป็นเพราะความสัมพันธ์นี้ ไม่ได้หมายถึง “ทำด้วยตัวเอง” หรือ “โดยไม่มีความช่วยเหลือ”
แบบฝึกหัด
เติมสรรพนามสะท้อนกลับที่สอดคล้องกับประธาน she: She can express ____ through painting.
ดูคำตอบ
herself
We can use things like particularly, incredibly, absolutely. วลี
0:24เราสามารถใช้คำอย่าง particularly, incredibly, absolutely ได้
การใช้ things like ... เพื่อยกตัวอย่าง
things like ใช้เกริ่นตัวอย่างแบบภาษาพูด ในที่นี้ things เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกคำต่าง ๆ ที่ตามมา ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริง ๆ ในบทเรียนนี้ particularly, incredibly และ absolutely เป็นตัวอย่างของคำที่ใช้เพิ่มระดับความเข้ม รายการนี้ยกมาเพียงบางตัวอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด คุณใช้โครง things like + ตัวอย่าง ได้เมื่อบริบทบอกชัดอยู่แล้วว่ากำลังยกตัวอย่างประเภทใด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกรอบภาษาพูดสองคำจากบทเรียนที่ใช้เกริ่นตัวอย่าง: For the art project, we need ____ paper, glue, and string.
ดูคำตอบ
things like
first we need to know gradable and non-gradable adjectives. การใช้คำ
0:33ขั้นแรกเราต้องรู้จักคำคุณศัพท์ที่บอกระดับได้และบอกระดับไม่ได้เสียก่อน
to understand ..., first we need to know ... เพื่อบอกลำดับของคำอธิบาย
ส่วนแรก to understand how to use them properly บอกเป้าหมาย ส่วนถัดมา first we need to know นำเสนอความรู้เรื่องแรกที่จำเป็นต่อการไปถึงเป้าหมายนั้น เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งสองส่วนจะบอกแนวทางให้ผู้ฟังว่าให้เริ่มจากเป้าหมาย แล้วจึงไปยังพื้นฐาน ในที่นี้ first ใช้จัดลำดับขั้นการเรียนรู้ ไม่ได้เพียงบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง
แบบฝึกหัด
ผู้พูดใช้โครงสร้างในประโยคนี้เพื่อทำอะไร? To understand the game, first we need to learn the basic rules.
- บอกเป้าหมายแล้วระบุขั้นแรกที่จำเป็น
- แจกแจงสองหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- บอกว่าทุกขั้นตอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ดูคำตอบ
บอกเป้าหมายแล้วระบุขั้นแรกที่จำเป็น
คำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับได้และแบ่งระดับไม่ได้
ในที่นี้ gradable หมายถึงคุณสมบัติที่มีระดับอ่อนหรือเข้มได้ คำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับได้อย่าง cold ใช้กับ a little cold, quite cold และ very cold ได้อย่างเป็นธรรมชาติ คำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับไม่ได้มักบอกสภาวะที่รุนแรงที่สุดหรือสมบูรณ์อยู่แล้ว Freezing หมายถึงหนาวจัดอยู่แล้ว ดังนั้น very freezing จึงมักฟังไม่เป็นธรรมชาติ การแบ่งประเภทนี้ช่วยให้เลือกคำขยายได้เหมาะสม เช่น very cold แต่ absolutely freezing
แบบฝึกหัด
ข้อใดใช้ความแตกต่างระหว่างคำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับได้และแบ่งระดับไม่ได้อย่างถูกต้อง
- freezing เป็น gradable ดังนั้น a little freezing จึงเป็นธรรมชาติกว่า a little cold
- cold เป็น non-gradable ดังนั้น absolutely cold จึงเป็นตัวเลือกเดียวที่เป็นธรรมชาติ
- cold เป็น gradable จึงใช้ very cold ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน freezing มักเป็น non-gradable จึงใช้ absolutely freezing ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ดูคำตอบ
cold เป็น gradable จึงใช้ very cold ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน freezing มักเป็น non-gradable จึงใช้ absolutely freezing ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
An easy way to explain this is with...: การนำเสนอตัวอย่างง่าย ๆ
โครงสร้าง An easy way to explain this is with... บอกผู้ฟังว่าต่อไปจะมีตัวอย่างหรือเครื่องมือง่าย ๆ มาช่วยอธิบาย โครงสร้างนี้พาการอธิบายจากแนวคิดนามธรรมไปสู่สิ่งที่นึกภาพได้ง่ายกว่า ในที่นี้ this หมายถึงแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง และ with the weather หมายถึง “ใช้สภาพอากาศเป็นตัวอย่าง” คำว่า with แสดงสิ่งที่ใช้ช่วยอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าใครอยู่ด้วยกันกับสภาพอากาศ
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างเป้าหมายให้สมบูรณ์ด้วยคำสองคำ: An easy way to explain this ____ a diagram.
ดูคำตอบ
is with
Hot, very hot, roasting: ระดับความร้อน
Hot, very hot และ roasting เรียงเป็นระดับความร้อนที่เพิ่มขึ้น hot ให้ความหมายพื้นฐานว่า “ร้อน” very hot เพิ่มระดับเป็น “ร้อนมาก” ส่วน roasting ในบริบทนี้เป็นคำไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ร้อนจัดมาก” ตัวอย่างนี้แสดงวิธีเพิ่มระดับสองแบบ คือเติม very หน้าคำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับได้ หรือเลือกคำคุณศัพท์ที่มีความหมายรุนแรงอยู่แล้ว ที่นี่ roasting ใช้บรรยายความร้อน ไม่ได้หมายถึงการทำอาหาร
แบบฝึกหัด
ลำดับใดไล่จากระดับปกติไปยังระดับที่แรงขึ้น แล้วจบด้วยคำคุณศัพท์ที่มีความหมายสุดขั้ว
- exhausted, very tired, tired
- very tired, tired, exhausted
- tired, very tired, exhausted
ดูคำตอบ
tired, very tired, exhausted
when we move from hot, very hot, and roasting. วลี
0:48เมื่อเราไล่จาก hot, very hot ไปจนถึง roasting
gets stronger and stronger: การใช้คำคุณศัพท์ขั้นกว่าซ้ำ
Gets stronger and stronger ใช้รูปแบบ get ตามด้วยคำคุณศัพท์ขั้นกว่า and และคำคุณศัพท์ขั้นกว่าเดิมอีกครั้ง หมายถึงระดับที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามเวลาหรือตามลำดับ โดย stronger ทั้งสองคำทำงานร่วมกันเป็นโครงสร้างขั้นกว่าซ้ำหนึ่งชุด ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวจัด hot, very hot และ roasting เป็นขั้นที่มีความเข้มเพิ่มขึ้น สำหรับคำคุณศัพท์ที่ยาวกว่า ภาษาอังกฤษใช้ more and more เช่น more and more difficult
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปขั้นกว่าซ้ำของ loud: As the parade comes closer, the music gets ____.
ดูคำตอบ
louder and louder
move from ... to ... เพื่อไล่ไปตามระดับ
ในประโยคนี้ move from ไม่ได้หมายถึงการเดินหรือการเปลี่ยนตำแหน่งจริง แต่หมายถึงการไล่ระดับจาก hot ไปเป็น very hot และ roasting โดยคำบรรยายแต่ละคำจะมีระดับแรงกว่าคำก่อนหน้า รูปแบบทั่วไปคือ move from A to B ถ้ามีสามขั้น การใช้ move from A through B to C หรือ move from A to B to C จะทำให้ลำดับชัดเจนเป็นพิเศษ ในที่นี้ รายการสั้น ๆ หลัง from ก็ช่วยนำผู้ฟังให้เข้าใจตามระดับแบบเดียวกัน
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'We move from simple exercises to harder ones,' move from บอกถึงอะไร?
- จบกิจกรรมทันที
- ก้าวจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง
- ขนสิ่งของไปยังอีกที่หนึ่ง
ดูคำตอบ
ก้าวจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง
roasting ในความหมายว่า “ร้อนมาก”
ในที่นี้ roasting เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงร้อนมากหรือร้อนจนรู้สึกไม่สบาย เป็นคำที่เพิ่มระดับความหมายของ hot และไม่ได้หมายความว่าอาหารกำลังถูกอบอยู่ การใช้แบบไม่เป็นทางการนี้พบได้บ่อยเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบบริติชเมื่อต้องพูดถึงอากาศหรือสถานที่ที่ร้อน เช่น It's roasting outside นอกจากนี้ คนเรายังพูดว่า I'm roasting เพื่อบอกว่าตนเองรู้สึกร้อนมากได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'It was roasting outside, so we sat in the shade,' roasting หมายถึงอะไร?
- ร้อนจัด
- กำลังทำอาหาร
- เย็นเล็กน้อย
ดูคำตอบ
ร้อนจัด
เหตุใด very roasting จึงฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ
ในประโยคนี้ very roasting เป็นคำที่ใช้ร่วมกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อ roasting ใช้บรรยายอุณหภูมิ คำนี้มีความหมายว่า “ร้อนอย่างยิ่ง” อยู่แล้ว จึงทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายรุนแรงหรือสุดขั้วในที่นี้ ปัญหาอยู่ที่การจับคู่คำ ไม่ใช่คำว่า roasting เอง ใช้ very hot กับคำคุณศัพท์ที่ไล่ระดับได้ทั่วไปอย่าง hot หรือใช้ absolutely roasting เมื่อต้องการสื่อความหมายที่แรงกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่อความหมายว่าอากาศข้างนอกร้อนอย่างยิ่งได้เป็นธรรมชาติที่สุด
- It's very roasting outside.
- It's much roasting outside.
- It's absolutely roasting outside.
ดูคำตอบ
It's absolutely roasting outside.
Here, I need to use a strong intensifier like absolutely. การใช้คำ
0:58ตรงนี้ ฉันต้องใช้คำขยายเน้นความที่หนักแน่นอย่าง absolutely
ความหมายและการใช้ a strong intensifier like absolutely
ใน a strong intensifier like absolutely คำว่า intensifier คือคำวิเศษณ์ที่เปลี่ยนระดับของคำคุณศัพท์ และ strong บอกถึงพลังในการเพิ่มความหมาย ไม่ได้หมายความว่าต้องพูดคำนั้นด้วยเสียงดัง ส่วน like absolutely เป็นการยก absolutely ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ตรงนี้แนะนำ absolutely เพราะ roasting สื่อถึงความร้อนอย่างยิ่งอยู่แล้ว ต้องเลือกคำขยายระดับให้เข้ากับคำคุณศัพท์ โดยพูดว่า very hot แต่พูดว่า absolutely roasting
แบบฝึกหัด
วลีใดใช้คำขยายระดับแบบเน้นมากกับคำคุณศัพท์ที่มีความหมายรุนแรงอย่าง roasting ได้ถูกต้อง
- absolutely roasting
- much roasting
- very roasting
ดูคำตอบ
absolutely roasting
absolutely roasting: การเน้นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายรุนแรง
ในที่นี้ absolutely ช่วยเน้น roasting ให้แรงขึ้น โดย roasting มีความหมายว่า “ร้อนมาก” อยู่แล้ว ดังนั้น absolutely roasting จึงหมายถึง “ร้อนสุด ๆ” ไม่ได้หมายความว่ามีบางอย่างกำลังถูกย่างจริง ๆ ในการใช้แบบนี้ absolutely เป็นคำขยายระดับที่บอกความรุนแรง ไม่ได้บอกความแน่นอนเชิงเหตุผล ภาษาอังกฤษมักใช้ absolutely กับคำคุณศัพท์ที่มีความหมายแรงหรือสุดขั้ว เช่น freezing และ exhausted ส่วนคำคุณศัพท์ที่ไม่สุดขั้วมากมักใช้ very เป็นธรรมชาติกว่า เช่น very hot
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ร้อนมาก”: The greenhouse is ____ today.
ดูคำตอบ
absolutely roasting
Another example would be...: การเพิ่มอีกหนึ่งตัวอย่าง
Another example บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังเพิ่มอีกหนึ่งรายการในคำอธิบาย โครงสร้าง Another example would be... ชี้ไปยังสิ่งที่จะตามมา จึงช่วยจัดลำดับข้อมูลในการพูดหรือการเขียน ในที่นี้ would be นำเสนอ cold ว่าเป็นตัวอย่างที่เป็นไปได้และเหมาะสม โดยฟังดูตรงน้อยกว่าการพูดว่า Another example is cold เล็กน้อย ไม่ได้กล่าวถึงเวลาในอดีตและไม่จำเป็นต้องมีอนุประโยค if
แบบฝึกหัด
เติมคำอธิบายด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่ใช้เสนออีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นไปได้: One source of renewable energy is solar power. Another example ____ wind power.
ดูคำตอบ
would be
Freezing ในฐานะคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “หนาวจัด”
ตรงนี้ freezing เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “หนาวจัด” ใช้บอกสภาพอากาศ สถานที่ หรือความรู้สึกของคนได้ และไม่ได้บอกว่ากำลังมีการแข็งตัวเกิดขึ้น Freezing มีความหมายแรงกว่า cold ในภาษาพูดทั่วไป มักใช้เน้นว่าความหนาวทำให้รู้สึกทรมาน แม้จะไม่มีอะไรกลายเป็นน้ำแข็งจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The classroom is freezing today.” คำว่า freezing หมายความว่าอะไร?
- กำลังอุ่นขึ้นช้า ๆ
- หนาวจัด
- แข็งเป็นน้ำแข็งทั้งหมดแล้ว
ดูคำตอบ
หนาวจัด
Oh, it's absolutely freezing outside. วลี
1:21โอ้ ข้างนอกหนาวเหน็บแบบสุดๆ เลย (absolutely freezing)
absolutely freezing สำหรับบอกว่า “หนาวจัด”
Absolutely freezing หมายถึง “หนาวจัด” คำว่า freezing เป็นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายแรงอยู่แล้ว และ absolutely ช่วยเน้นคำบรรยายทั้งหมดให้แรงขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ absolutely + คำคุณศัพท์ที่มีความหมายแรง ในที่นี้ absolutely ใช้คู่กับ freezing ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะ freezing บอกระดับความหนาวที่รุนแรงอยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายจากบทเรียนนี้ให้สมบูรณ์: “After ten minutes in the snow, we were ____ freezing.”
ดูคำตอบ
absolutely
learn them in pairs: เรียนสิ่งที่เกี่ยวข้องกันเป็นคู่
ใน learn them in pairs คำว่า them หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกันซึ่งกำลังเรียน ส่วน in pairs บอกวิธีจัดสิ่งเหล่านั้น คือจับสิ่งที่เกี่ยวข้องกันสองอย่างมาเรียนเป็นชุดเดียวกัน ในประโยคนี้หมายถึงการจับคู่คำคุณศัพท์ที่บอกระดับได้แต่ละคำกับคำคุณศัพท์ความหมายเข้มที่ตรงกัน รูปแบบ learn + object + in pairs ใช้ได้เมื่อการจัดเนื้อหาเป็นชุดละสองอย่างช่วยให้จำง่ายขึ้น In pairs บอกวิธีเรียน ไม่ได้หมายถึง “อยู่ข้างในคู่หนึ่ง”
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายถึง “เป็นชุดละสองอย่างที่เกี่ยวข้องกัน” ให้สมบูรณ์: It is easier to learn these opposite words ____.
ดูคำตอบ
in pairs
particularly smart: particularly ที่ใช้เพิ่มระดับความหมาย
ใน particularly smart คำว่า particularly ช่วยเพิ่มระดับความหมายของคำคุณศัพท์ smart ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่บอกระดับได้ โดยหมายถึง “เป็นพิเศษ” หรือ “ในระดับที่เห็นได้ชัด” ผู้พูดจึงกำลังเน้นว่าเขาฉลาดมากเพียงใด ในที่นี้ particularly ไม่ได้หมายถึง “เท่านั้น” แต่ทำให้ smart เป็นคุณลักษณะที่โดดเด่น ไม่ได้จำกัดว่าเขามีเพียงคุณลักษณะนี้อย่างเดียว
แบบฝึกหัด
particularly ในประโยค “The puzzle is particularly difficult” หมายถึงอะไร?
- เท่านั้น
- เป็นพิเศษหรือในระดับที่เห็นได้ชัด
- ไม่มากนัก
ดูคำตอบ
เป็นพิเศษหรือในระดับที่เห็นได้ชัด
exceptionally intelligent: ระดับที่สูงเกินปกติอย่างมาก
ใน exceptionally intelligent คำว่า exceptionally หมายถึง “ในระดับที่สูงผิดปกติ” จึงทำให้ intelligent มีน้ำหนักมากกว่าคำบรรยายทั่วไปอย่าง very intelligent คำคู่นี้เป็นธรรมชาติเพราะ intelligent เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกระดับได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ exceptionally + คำคุณศัพท์ เมื่อคุณสมบัตินั้นสูงเกินระดับปกติมาก และมักให้โทนที่รอบคอบและค่อนข้างเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
exceptionally intelligent ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- ฉลาดในระดับที่สูงผิดปกติ
- ฉลาดเล็กน้อยแต่ไม่ได้ฉลาดมาก
- ฉลาดเฉพาะในสถานการณ์พิเศษหนึ่งอย่าง
ดูคำตอบ
ฉลาดในระดับที่สูงผิดปกติ
Intelligent is a stronger adjective than smart. ไวยากรณ์
1:35Intelligent เป็นคำคุณศัพท์ที่หนักแน่นกว่า smart
a stronger adjective than smart: การเปรียบเทียบน้ำหนักของคำ
วลีนี้ใช้โครงสร้างเปรียบเทียบ a + comparative adjective + noun + than + comparison word ในที่นี้ stronger อธิบายความหมายของ intelligent โดยผู้พูดเสนอว่า intelligent มีน้ำหนักทางความหมายมากกว่า smart คำว่า stronger ไม่ได้หมายถึงความแข็งแรงทางร่างกาย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ A is a stronger adjective than B โดย than นำหน้า B ซึ่งเป็นคำที่ใช้เป็นจุดเปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
เติมการเปรียบเทียบน้ำหนักของคำโดยใช้โครงสร้าง “A is a stronger adjective than B”: Enormous is ____ big.
ดูคำตอบ
a stronger adjective than
So, we are going to use a stronger intensifier. การใช้คำ
1:39ดังนั้น เราจะใช้คำขยายเน้นความที่หนักแน่นกว่า
a stronger intensifier: เน้นระดับมากขึ้น ไม่ใช่แรงทางกายภาพมากขึ้น
intensifier คือคำอย่าง very, particularly หรือ exceptionally ที่เพิ่มระดับของคำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ ใน a stronger intensifier คำว่า stronger บอกว่า intensifier เพิ่มระดับหรือการเน้นมากเพียงใด ตรงนี้ stronger ไม่ได้หมายถึงแข็งแรงกว่าในทางกายภาพ และไม่ได้หมายความว่ากฎไวยากรณ์บังคับมากกว่า วลีนี้บอกให้เลือกคำขยายที่มีผลในการเพิ่มความเข้มมากกว่าและเข้าคู่กับคำคุณศัพท์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในบทเรียนนี้ exceptionally เพิ่มระดับการเน้นที่ต้องการให้ intelligent
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ a stronger intensifier หมายถึงอะไร
- intensifier ที่เพิ่มระดับการเน้นให้มากขึ้น
- คำคุณศัพท์ที่บอกถึงความแข็งแรงทางกายภาพ
- กฎไวยากรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ดูคำตอบ
intensifier ที่เพิ่มระดับการเน้นให้มากขึ้น
Or this grammar seems particularly hard. วลี
1:43หรือไวยากรณ์นี้ดูเหมือนจะยากเป็นพิเศษ (particularly hard)
seems particularly hard: การประเมินที่ไม่ฟันธง
ใน seems particularly hard คำว่า seems เป็นกริยาเชื่อม โดยเชื่อม this grammar เข้ากับ hard ส่วน particularly เพิ่มระดับของ hard ให้หมายถึง “ยากเป็นพิเศษ” การใช้ seems นำเสนอความยากว่าเป็นความรู้สึกหรือการประเมินของผู้พูด จึงไม่ตรงและไม่ฟันธงเท่ากับ this grammar is particularly hard ซึ่งฟังเหมือนเป็นคำยืนยันที่ชัดเจนกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดนำเสนอความยากว่าเป็นความรู้สึก แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่ฟันธง
- The new puzzle is particularly hard.
- The new puzzle particularly hard.
- The new puzzle seems particularly hard.
ดูคำตอบ
The new puzzle seems particularly hard.
Don't worry, it's not completely impossible. ไวยากรณ์
1:46ไม่ต้องห่วง มันไม่ได้เป็นไปไม่ได้เลยซะทีเดียว (completely impossible)
not completely impossible: การปฏิเสธบางส่วนอย่างระมัดระวัง
ในที่นี้ not ครอบคลุมความคิดทั้งหมดใน completely impossible ผู้พูดปฏิเสธข้อสรุปที่แรงที่สุดว่าไม่มีความเป็นไปได้เลย จึงเป็นการปฏิเสธเพียงบางส่วน และหมายความว่ายังมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง ถ้อยคำนี้ระมัดระวังกว่าการบอกตรง ๆ ว่าสิ่งนั้น possible ใช้ปลอบใจได้ แต่ก็ยังยอมรับว่าสถานการณ์อาจยากหรือไม่แน่นอน
แบบฝึกหัด
It's not completely impossible สื่อความหมายใดได้ชัดเจนที่สุด?
- ยังมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
- เรื่องนี้จะง่ายอย่างแน่นอน
- ไม่มีความเป็นไปได้เลย
ดูคำตอบ
ยังมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
what about non-gradable adjectives?: การเปลี่ยนไปยังหัวข้อถัดไป
ใน What about non-gradable adjectives? โครงสร้าง What about + นามวลี นำหัวข้อที่เกี่ยวข้องเข้ามาในการสนทนา หลังจากอธิบายคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่งแล้ว คำถามนี้บอกว่า non-gradable adjectives คือหัวข้อถัดไป ในที่นี้ โครงสร้างดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคำเปลี่ยนเรื่องเพื่อจัดลำดับข้อมูล โดยมีความหมายประมาณว่า “ต่อไปมาพิจารณาคำคุณศัพท์ที่บอกระดับไม่ได้กัน” จุดประสงค์หลักไม่ใช่การถามข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียวเกี่ยวกับคำคุณศัพท์เหล่านั้น
แบบฝึกหัด
กลุ่มหนึ่งเพิ่งคุยเรื่องราคาตั๋วรถไฟ และตอนนี้ต้องการคุยเรื่องความสบาย คำถามใดเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่เกี่ยวข้องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ?
- What are the seats made of?
- What about the seats?
- Where are the seats?
ดูคำตอบ
What about the seats?
can't be graded: โครงสร้าง modal passive ที่กล่าวถึงระดับ
can't be graded เป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่มี modal: can't + be + past participle โดย adjective เป็นสิ่งที่รับการกระทำ “แบ่งระดับ” ดังนั้นวลีนี้จึงหมายความว่า โดยปกติแล้ว adjective นั้นไม่สามารถจัดไว้ในระดับความมากน้อยต่าง ๆ ได้ graded ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ถูกให้คะแนนที่โรงเรียน” แต่หมายถึงการวางไว้บนมาตราส่วนของระดับ เช่น slightly, very หรือ more คำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับไม่ได้มักสื่อแนวคิดว่าเป็นสภาพที่สมบูรณ์หรือเด็ดขาด ไม่ใช่ช่วงระดับทั่วไป
แบบฝึกหัด
เติมวลีกรรมวาจกให้คำอธิบายไวยากรณ์สมบูรณ์: A non-gradable adjective can't ____.
ดูคำตอบ
be graded
If something's perfect, it's 100%.: if ที่ใช้บอกคำนิยาม
ในที่นี้ if ใช้แสดงความสัมพันธ์เชิงนิยาม: การเป็น perfect มีความหมายตายตัวว่า “100%” ผู้พูดกำลังอธิบายขอบเขตความหมายของ perfect ไม่ได้คาดเดาว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ รูปแบบ If + present, present มักใช้บอกคำนิยาม ข้อเท็จจริงทั่วไป หรือผลที่แน่นอน if-clause ให้เงื่อนไข ส่วน main clause บอกผลที่ตามมาเมื่อเงื่อนไขนั้นเป็นจริงทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ if เพื่อบอกคำนิยามทั่วไปหรือหลักการที่แน่นอน ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น
- If I find the keys, I will call you.
- If it rains tomorrow, we may stay home.
- If a number is even, it can be divided by two.
ดูคำตอบ
If a number is even, it can be divided by two.
เหตุใด very, very perfect จึงฟังไม่เป็นธรรมชาติ
เมื่อใช้ perfect ในความหมายแบบเด็ดขาดตามปกติ คำนี้หมายถึงไม่มีสิ่งใดขาดหายหรือผิดพลาด ความหมายนี้ชี้ถึงจุดปลายอยู่แล้ว ดังนั้น very, very perfect ในประโยคนี้จึงฟังไม่เป็นธรรมชาติ เพราะโดยทั่วไป very ใช้เพิ่มระดับของคำคุณศัพท์ที่แบ่งระดับได้ เช่น very good การพูด very ซ้ำช่วยเพิ่มการเน้น แต่ไม่ได้ทำให้คำผสมนี้เหมาะสมขึ้น ในภาษาอังกฤษที่เป็นกลาง ให้ใช้ perfect เพียงคำเดียว หรือใช้คำเน้นจุดปลาย เช่น absolutely perfect
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำเน้นร่วมกับ perfect ได้เป็นธรรมชาติที่สุดในภาษาอังกฤษที่เป็นกลาง?
- The final draft is absolutely perfect.
- The final draft is much perfect.
- The final draft is very, very perfect.
ดูคำตอบ
The final draft is absolutely perfect.
already perfect: สภาวะนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว
ใน It's already perfect คำว่า already แสดงว่าสภาวะที่สมบูรณ์แบบได้เกิดขึ้นแล้ว ณ ตอนนี้ หรือเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด คำนี้เน้นว่าสภาวะดังกล่าวมีอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มระดับให้ perfect เมื่อใช้ be กับคำคุณศัพท์ already มักอยู่หลัง be และหน้าคำคุณศัพท์: It is already perfect ในที่นี้สื่อว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม already ไม่ได้แปลว่า “นานมาแล้ว” หรือแสดงความรำคาญโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงและบริบทอาจเพิ่มความรู้สึกไม่อดทนได้ แต่ประโยคนี้เน้นสภาวะที่บรรลุแล้วเป็นหลัก
แบบฝึกหัด
เติมคำที่แสดงว่าสภาวะที่สมบูรณ์แบบได้เกิดขึ้นแล้ว ณ ตอนนี้: The logo is ____ perfect.
ดูคำตอบ
already
totally perfect: ใช้ totally เน้นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายสมบูรณ์
ใน totally perfect คำว่า totally หมายถึง “อย่างสมบูรณ์” ส่วน perfect บอกว่าสิ่งนั้นไม่มีข้อบกพร่อง ดังนั้น totally จึงเน้นแนวคิดแบบครบถ้วนทั้งหมด ไม่ได้บอกจำนวน คำคู่นี้ใช้เน้นความหมายได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะในการสนทนา ในประโยคนี้ I am totally perfect จงใจพูดให้ดูมั่นใจเกินจริงและขบขัน ไม่ใช่การกล่าวข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง
แบบฝึกหัด
วลีใดเป็นธรรมชาติที่สุดในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการ เมื่อต้องการเน้นความหมายว่า “สมบูรณ์แบบในทุกด้าน”
- almost perfect
- totally perfect
- partly correct
ดูคำตอบ
totally perfect
Thanks, I know. เพื่อแกล้งยอมรับคำชมในจินตนาการอย่างขบขัน
ในที่นี้ Thanks, I know. แสร้งทำเป็นตอบคำชม ทั้งที่ผู้พูดเพิ่งเรียกตัวเองว่า totally perfect คำว่า Thanks ทำเหมือนมีคนอื่นกล่าวชม ส่วน I know ทำเหมือนผู้พูดยอมรับคำชมนั้นอย่างมั่นใจ บทสนทนาสมมตินี้ทำให้เกิดมุกที่จงใจแสดงความมั่นใจเกินจริง คำเหล่านี้อาจใช้ตามความหมายตรงตัวในสถานการณ์อื่นได้ แต่ที่นี่มีหน้าที่สร้างอารมณ์ขัน ไม่ใช่ขอบคุณอย่างจริงจัง
แบบฝึกหัด
ตัดสิน: เพื่อนสนิทพูดเล่นว่า “You're a genius!” คุณยิ้มและตอบว่า “Thanks, I know.” หากเห็นชัดว่ากำลังเล่นมุก คำตอบนี้อาจฟังดูขบขันแทนที่จะเป็นการโอ้อวดอย่างจริงจัง
- ถูก
- ผิด
ดูคำตอบ
ถูก
completely dead กับคำคุณศัพท์ dead ที่ไม่ไล่ระดับ
ใน completely dead คำว่า completely แสดงว่าสภาวะที่ dead บอกนั้นเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ในความหมายตามตัวอักษรพื้นฐาน dead เป็นคำคุณศัพท์ที่ไม่ไล่ระดับ กล่าวคือ สิ่งหนึ่งตายหรือไม่ตาย Completely ไม่ได้ทำให้ dead อยู่บนระดับความเข้ม แต่เน้นว่าสภาวะนั้นสมบูรณ์ทั้งหมด ดังนั้นในที่นี้จึงเป็นคำเน้นที่เป็นกลางและเป็นมาตรฐาน แทนที่จะใช้ very
แบบฝึกหัด
ในสถานการณ์ที่เป็นกลาง ประโยคใดบอกได้เป็นธรรมชาติที่สุดว่าแบตเตอรี่ไม่มีประจุเหลือเลย?
- The battery is much dead.
- The battery is completely dead.
- The battery is very dead.
ดูคำตอบ
The battery is completely dead.
There's nothing you can do about it: ไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้
รูปแบบภาษาพูดที่ใช้บ่อยนี้หมายความว่า ไม่มีการกระทำใดที่บุคคลนั้นทำได้แล้วจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ในที่นี้ about it หมายถึง “เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้” หรือ “เพื่อจัดการกับมัน” ไม่ได้หมายถึงเพียง “เกี่ยวกับหัวข้อนั้น” โครงสร้างคือ There is nothing + ประธาน + can do about it ส่วน you can do ขยาย nothing และทั้งประโยคบอกว่าสถานการณ์นั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคลนั้น
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบคงที่ด้วยหนึ่งคำ: The decision is final, and there is nothing we can do ____ it.
ดูคำตอบ
about
There you go. ในฐานะสัญญาณปิดท้ายในภาษาพูด
ในที่นี้ There you go. ไม่ใช่คำสั่งให้ไปที่อื่น แต่เป็นสัญญาณในภาษาพูดว่าคำอธิบายมาถึงตอนจบแล้ว หมายถึงประมาณว่า “เท่านี้” หรือ “ส่วนนี้เสร็จแล้ว” โดยทั่วไป วลีนี้ใช้ยืนยันได้ว่าขั้นตอนหนึ่งเสร็จสมบูรณ์หรือได้ผลลัพธ์ตามที่คาดไว้แล้ว ต้องดูการกระทำและน้ำเสียงในขณะนั้นเพื่อเข้าใจความหมายที่ต้องการ
แบบฝึกหัด
เมื่ออยู่ท้ายคำอธิบายในบทสอน There you go. น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?
- เดินไปอีกสถานที่หนึ่ง
- คำอธิบายจบแล้ว เท่านี้แหละ
- เริ่มอธิบายใหม่อีกครั้ง
ดูคำตอบ
คำอธิบายจบแล้ว เท่านี้แหละ
you can then decide what intensifier to use ไวยากรณ์
2:29คุณก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำขยายเน้นความตัวไหน
การใช้ Once you know if ... เพื่อเรียงลำดับสองขั้นตอน
ใน Once you know if ... คำว่า once เป็นคำสันธานที่หมายถึง “เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว” หรือ “หลังจากสิ่งนี้เกิดขึ้น” ไม่ใช่คำวิเศษณ์ที่หมายถึง “หนึ่งครั้ง” โดยใช้เกริ่นสิ่งที่ต้องรู้ก่อน นั่นคือคำคุณศัพท์อยู่ในประเภทใด จากนั้นประโยคหลักจะบอกว่าสิ่งใดสามารถทำได้ต่อไป รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ Once + เงื่อนไขหรือขั้นตอนแรก, ประโยคหลัก + การกระทำหรือผลลัพธ์ถัดไป ส่วน if ที่ตามหลัง know ในที่นี้หมายถึง “ว่า...หรือไม่”
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ Once you know if ... แสดงลำดับอย่างไร?
- ระบุประเภทของคำคุณศัพท์เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น
- ระบุประเภทของคำคุณศัพท์ก่อน แล้วจึงเลือกคำขยายระดับ
- เลือกคำขยายระดับก่อนระบุประเภทของคำคุณศัพท์
ดูคำตอบ
ระบุประเภทของคำคุณศัพท์ก่อน แล้วจึงเลือกคำขยายระดับ
decide what intensifier to use: คำแสดงคำถาม+to-infinitive แบบฝัง
ใน decide what intensifier to use ส่วน what intensifier to use เป็นอนุประโยคคำถามแบบฝังที่ใช้คำแสดงคำถามร่วมกับ to-infinitive และทำหน้าที่เป็นกรรมของ decide หมายถึง “ตัดสินใจว่าควรใช้คำขยายเน้นระดับคำใด” ไม่ใช่คำถามโดยตรง รูปแบบคือ กริยา + คำแสดงคำถาม ซึ่งบางครั้งมีคำนามตามหลัง + to-infinitive เช่น decide what to say, know where to go หรือ decide what tool to use รูปแบบนี้ช่วยบอกตัวเลือกหรือข้อมูลที่ยังต้องการได้อย่างกระชับ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีคำแสดงคำถาม + to-infinitive ที่ตรงกับความหมายว่า “ควรใช้คำขยายเน้นระดับคำใด”: After checking the adjective, decide ____.
ดูคำตอบ
what intensifier to use
completely, truly, utterly, exceptionally more exciting. วลี
2:34น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นได้อย่างสิ้นเชิง แท้จริง แน่นอน และโดดเด่น
completely, truly, utterly, exceptionally more exciting: การกล่าวเกินจริงแบบขำ ๆ
ผู้พูดนำคำขยายเน้นระดับสี่คำมาวางซ้อนกันหน้า more exciting รายการคำยิ่งยาวขึ้นเรื่อย ๆ จึงฟังดูจงใจกล่าวเกินจริงและมีอารมณ์ขำ ๆ อีกทั้งยังพาตอนจบกลับไปหาหัวข้อหลักของบทเรียน นั่นคือคำขยายเน้นระดับ ให้เข้าใจคำทั้งชุดนี้ว่าเป็นการเล่นคำ ไม่ใช่รูปแบบปกติที่ควรลอกไปใช้ ในภาษาอังกฤษที่เป็นกลาง เราจะเลือกคำขยายที่เหมาะกับคำหรือโครงสร้างที่มันขยาย และโดยทั่วไปจะไม่นำคำขยายหลายคำมาซ้อนกันอย่างอิสระหน้ารูปเปรียบเทียบขั้นกว่า
แบบฝึกหัด
จริงหรือเท็จ: ในงานเขียนทางการที่เป็นกลาง completely, truly, utterly, exceptionally more exciting เป็นรูปแบบปกติที่สามารถลอกไปใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องการเน้นอย่างมาก
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
เท็จ