ความกลัวความใกล้ชิด: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
325 คำ 191 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: บทความนี้เสนอให้ตอบสนองต่อความกลัวความใกล้ชิดด้วยความเห็นอกเห็นใจแทนการตำหนิ เนื้อหาเชื่อมโยงการหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดกับบาดแผลเดิมและแรงกดดันให้ซ่อนอารมณ์ ก่อนสรุปว่าควรให้เวลาและความเข้าใจ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. "there's nothing to be worried about." (วัจนปฏิบัติศาสตร์และท่าที): สังเกตว่าคำปลอบใจนี้อาจลดทอนความกลัวของอีกฝ่ายและฟังเหมือนไม่ใส่ใจได้เมื่อใด 2. "bottle up" (กริยาวลี): เข้าใจภาพเปรียบของการกดอารมณ์ และใช้กับ feelings, anger, stress หรือ worries อย่างเป็นธรรมชาติ 3. "go easy on" (สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ): ขอให้ลดคำวิจารณ์หรือแรงกดดันต่อบุคคล และแยกจากความหมายว่าทำงานแบบสบาย ๆ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Nowadays, we're pretty tough on people who have a certain kind of fear. การใช้คำ

0:02

ในทุกวันนี้ เราค่อนข้างเข้มงวดกับคนที่มีความกลัวบางอย่าง

การใช้คำ

pretty tough on: เข้มงวดกับเป้าหมายพอสมควร

ในที่นี้ pretty หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” ส่วน tough on หมายถึงเข้มงวด เรียกร้องสูง หรือวิจารณ์คนหรือกลุ่มคนอย่างรุนแรง ประโยคนี้บอกว่าคนที่มีความกลัวแบบนี้ถูกตัดสินค่อนข้างรุนแรง ไม่ได้พูดถึงความแข็งแรงทางร่างกาย รูปแบบคือ be tough on + เป้าหมาย เป้าหมายอาจเป็นคนหรือกลุ่มคน หรืออาจเป็นพฤติกรรมหรือปัญหาที่ถูกจัดการอย่างเข้มงวดก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าโค้ชคนใหม่ปฏิบัติต่อทีมอย่างค่อนข้างเข้มงวด

  1. The new coach is pretty tough on the team.
  2. The new coach is pretty tough because of the team.
  3. The new coach is pretty tough for the team.
ดูคำตอบ

The new coach is pretty tough on the team.

People who are afraid of getting close.

0:06

คนที่กลัวการสนิทสนมใกล้ชิด

People who need to sit alone for quite a long time every day.

0:13

คนที่ต้องนั่งคนเดียวเป็นเวลานานๆ ในทุกวัน

People who don't always find it easy to say what's on their minds. โน้ต

0:18

คนที่ไม่ได้รู้สึกว่าการพูดสิ่งที่อยู่ในใจเป็นเรื่องง่ายเสมอไป

ไวยากรณ์

find it easy to say: รูปแบบ find it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive

ใน find it easy to say คำว่า it เป็นกรรมแทนที่ โดยเติมตำแหน่งกรรมหลัง find ส่วน to say what's on their minds ระบุการกระทำที่ถูกประเมิน ความหมายคือคนเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกว่าการพูดอย่างเปิดเผยเป็นเรื่องง่าย ใช้ find + it + คำคุณศัพท์ + to-infinitive เพื่อบอกว่าคนหนึ่งรู้สึกหรือมองว่าการกระทำหนึ่งเป็นอย่างไร: I find it hard to wait. สามารถเปลี่ยนคำคุณศัพท์ กาล หรือประธานได้ แต่ต้องคง it ไว้หน้าคำคุณศัพท์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบที่ใช้บอกว่าการกระทำหนึ่งรู้สึกว่าง่าย: I find ____ ask for help when I need it.

ดูคำตอบ

it easy to

วลี

say what's on their minds: พูดสิ่งที่อยู่ในใจ

say what is on your mind หมายถึงการพูดความคิด ความรู้สึก หรือความกังวลที่แท้จริงออกมาเป็นคำพูด ในประโยคนี้ คนเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกว่าการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายเสมอไป คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล: what is on my, your, his, her, our, or their mind เมื่อกล่าวถึงคนหลายคนก็มักใช้ minds เช่นเดียวกับในตัวอย่าง สำนวนนี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่ามีบางสิ่งอยู่บนจิตใจจริง ๆ หรือหมายถึงการจำสิ่งนั้นได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งดูเป็นกังวลแต่ยังคงเงียบอยู่ ประโยคใดชวนให้เพื่อนแบ่งปันความคิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. You can speak inside your mind.
  2. You can remember what's on your mind.
  3. You can say what's on your mind.
ดูคำตอบ

You can say what's on your mind.

People who need their space. สำนวน

0:24

คนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

สำนวน

need their space: ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

To need your space โดยทั่วไปหมายถึงการต้องการเวลาอยู่คนเดียว ความเป็นส่วนตัว หรือการลดแรงกดดันทางอารมณ์และสังคม ในประโยคนี้ space ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การขอพื้นที่ทางกายภาพขนาดหนึ่งโดยเฉพาะ สำนวนนี้ใช้กำหนดขอบเขตส่วนตัว ซึ่งอาจเป็นเพียงชั่วคราว จึงไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธใครสักคน การยุติมิตรภาพ หรือการออกจากความสัมพันธ์โดยอัตโนมัติ คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล: need my, your, his, her, our, or their space

แบบฝึกหัด

หลังจากทะเลาะกัน Mina ต้องการอยู่คนเดียวหนึ่งชั่วโมง แต่ไม่ต้องการยุติมิตรภาพ ประโยคใดสื่อขอบเขตของเธอได้ดีที่สุด

  1. I am ending this friendship forever.
  2. I need a larger space to calm down.
  3. I need a little space to calm down.
ดูคำตอบ

I need a little space to calm down.

We say these sort of people have got a fear of intimacy การใช้คำ

0:30

เราบอกว่าคนแบบนี้มีความกลัวความใกล้ชิด

and that's not a good thing to have.

0:35

และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

การใช้คำ

fear of intimacy: ความกลัวความใกล้ชิดทางอารมณ์

Fear of intimacy หมายถึงการกลัวหรือหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง มักเกี่ยวข้องกับการไว้ใจผู้อื่น การบอกความรู้สึกส่วนตัว หรือการเผยด้านที่เปราะบางของตนเองได้ยาก ในที่นี้ intimacy มีความหมายกว้างกว่าการสัมผัสทางกายหรือเรื่องเพศ วลีนี้สื่อถึงรูปแบบการถอยห่างเมื่อความสัมพันธ์เริ่มใกล้ชิดกันทางอารมณ์

แบบฝึกหัด

ข้อใดตรงกับความหมายของ fear of intimacy ในประโยคมากที่สุด

  1. ความชอบที่จะยืนห่างจากผู้อื่นมากขึ้นระหว่างสนทนา
  2. ความกลัวที่จะใกล้ชิดกับผู้อื่นทางอารมณ์และเผยด้านที่เปราะบาง
  3. การตัดสินใจหลีกเลี่ยงคำมั่นระยะยาวทุกชนิด
ดูคำตอบ

ความกลัวที่จะใกล้ชิดกับผู้อื่นทางอารมณ์และเผยด้านที่เปราะบาง

It can get you in trouble.

0:37

มันอาจทำให้คุณเดือดร้อนได้

But criticizing the fear of intimacy

0:40

แต่การวิพากษ์วิจารณ์ความกลัวความใกล้ชิด

doesn't feel right or very productive at all.

0:43

ก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกต้องหรือทำให้เกิดผลดีอะไรเลย

We'd be far better off with a different approach. สำนวน

0:47

เราจะทำได้ดีกว่ามากหากใช้วิธีการที่ต่างออกไป

สำนวน

far better off: อยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบกว่ามาก

Better off เป็นสำนวนเปรียบเทียบที่หมายถึง “อยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบกว่า” หรือ “มีแนวโน้มจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” ในประโยคนี้ with a different approach ระบุทางเลือกอื่นที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น Far ใช้เพิ่มระดับของการเปรียบเทียบ ดังนั้น far better off จึงไม่ได้หมายถึงดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่หมายถึงดีขึ้นอย่างมาก ส่วน off เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึง “ออกไป” หรือ “ปิดอยู่”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ far เพื่อเพิ่มระดับให้สำนวน better off: With a reliable backup plan, the team would be ____.

ดูคำตอบ

far better off

For a start, ลำดับความ

0:50

อย่างแรกเลย

ลำดับความ

For a start สำหรับเกริ่นเหตุผลข้อแรก

For a start เป็นคำเชื่อมทางวาทกรรมที่ใช้เกริ่นเหตุผลหรือประเด็นแรกซึ่งสนับสนุนความคิดเห็น ในที่นี้เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเริ่มอธิบายเหตุผลที่สนับสนุนวิธีการอีกแบบหนึ่ง ในการใช้นี้ไม่ได้หมายถึง “ในตอนเริ่มต้น” แต่ทำหน้าที่จัดลำดับข้อมูล และมักสื่อว่ายังอาจมีเหตุผลอื่นตามมา แม้จะไม่ได้กล่าวออกมาทั้งหมดก็ตาม

แบบฝึกหัด

For a start ใช้เกริ่นเหตุผลแรกได้อย่างเป็นธรรมชาติในสถานการณ์ใด

  1. คุณกำลังจบการสนทนาด้วยข้อสรุปสุดท้าย
  2. คุณกำลังเริ่มแจกแจงเหตุผลและคาดว่าจะเพิ่มเหตุผลอื่นอีก
  3. คุณกำลังบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในตอนเริ่มต้น
ดูคำตอบ

คุณกำลังเริ่มแจกแจงเหตุผลและคาดว่าจะเพิ่มเหตุผลอื่นอีก

if someone is scared of something,

0:52

ถ้าใครสักคนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

it's never a great idea just to say they're silly

0:54

การไปบอกว่าพวกเขาไร้สาระ

and that there's nothing to be worried about. น้ำเสียง/เจตนา

0:57

และไม่มีอะไรต้องกังวลนั้น ไม่เคยเป็นความคิดที่ดีเลย

น้ำเสียง/เจตนา

There's nothing to be worried about: คำปลอบใจที่อาจฟังดูเหมือนลดทอนความรู้สึก

วลี there's nothing to be worried about มีความหมายตรงตัวว่าสถานการณ์นั้นไม่มีเหตุให้กังวล แต่เมื่อพูดหลังจากที่อีกฝ่ายบอกถึงความกลัว อาจฟังดูเหมือนผู้พูดตัดสินว่าความกลัวนั้นไม่จำเป็น แทนที่จะยอมรับความรู้สึกนั้น ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับจังหวะ น้ำเสียง และความไว้วางใจ วลีนี้อาจทำให้ผู้ที่เชื่อการประเมินของคุณสบายใจขึ้น แต่ก็อาจลดทอนความรู้สึกของเขาได้เช่นกัน ในบทสนทนาที่ละเอียดอ่อน ควรยอมรับความกลัวก่อนให้คำปลอบใจ

แบบฝึกหัด

เพื่อนที่กำลังกลัวบอกคุณว่ารู้สึกอย่างไร แล้วคุณตอบทันทีว่า 'There's nothing to be worried about.' คำตอบนี้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจเสมอเพราะมีความหมายตรงตัวในเชิงบวก จริงหรือเท็จ

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

It's a lot more effective to say,

0:59

มันจะได้ผลดีกว่ามากถ้าพูดว่า

"We're a bit scared, too, น้ำเสียง/เจตนา

1:01

"เราก็กลัวนิดหน่อยเหมือนกัน

and that it's actually normal to worry."

1:03

และความกังวลนั้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติ"

น้ำเสียง/เจตนา

“พวกเราก็กลัวนิดหน่อย” ... “การกังวลเป็นเรื่องปกติ”

คำตอบที่ยกมานี้ใช้วิธียอมรับความรู้สึกสองอย่าง “We're a bit scared, too” แบ่งปันความรู้สึกของผู้พูดเอง จึงไม่ทำให้อีกฝ่ายดูอ่อนแอหรือไร้เหตุผล “It's actually normal to worry” ทำให้เห็นว่าอารมณ์นี้เป็นเรื่องปกติ กล่าวคือ ความกังวลอาจเข้าใจได้ในสถานการณ์นี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกความคิดที่เกิดจากความกลัวเป็นเรื่องจริง ในโครงสร้างพื้นฐาน that นำข้อความส่วนที่สองซึ่งอยู่ภายใต้ say

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในคำตอบนี้ “it's actually normal to worry” เป็นการยอมรับความรู้สึก ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่กลัวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ถูก

Then it is a good idea to try to understand the fear.

1:07

จากนั้น การพยายามทำความเข้าใจความกลัวนั้นก็เป็นความคิดที่ดี

Where has it come from? ลำดับความ

1:11

มันมาจากไหนกันล่ะ?

ลำดับความ

ใช้ Where has it come from? เพื่อเปลี่ยนไปพูดถึงที่มา

คำถามสั้น ๆ นี้เปลี่ยนการสนทนาจากการตัดสินความกลัวไปเป็นการค้นหาที่มาของมัน it ย้อนกลับไปชี้ถึงความกลัวที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และเปิดพื้นที่ให้พูดถึงสาเหตุ ภูมิหลัง หรือประสบการณ์ในอดีต เพื่อให้เนื้อหาถัดไปอธิบายได้ว่าความกลัวนั้นก่อตัวขึ้นอย่างไร present perfect ในรูป has ... come เชื่อมที่มานั้นเข้ากับความกลัวที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ในที่นี้ come from หมายถึง “มีต้นกำเนิด” ไม่ใช่มาถึงจากสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาเกี่ยวกับความกลัวที่ยังส่งผลต่อใครคนหนึ่ง “Where has it come from?” ทำหน้าที่อะไร?

  1. คาดการณ์ว่าความกลัวจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต
  2. เปิดทางให้อธิบายที่มาของความกลัวและความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน
  3. ถามว่าคนคนหนึ่งเพิ่งมาจากที่ไหน
ดูคำตอบ

เปิดทางให้อธิบายที่มาของความกลัวและความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน

There's almost always a history to someone who's afraid of intimacy.

1:13

คนที่กลัวความใกล้ชิดแทบทุกคนมักจะมีภูมิหลังเสมอ

A history where getting close to other people got them hurt, ไวยากรณ์

1:19

ภูมิหลังที่การใกล้ชิดกับคนอื่นทำให้พวกเขาต้องเจ็บปวด

ไวยากรณ์

got them hurt: get + คน + กริยาช่อง 3

ใน got them hurt โครงสร้าง get + คน + กริยาช่อง 3 แสดงผลลัพธ์ว่า การเข้าใกล้คนอื่นทำให้พวกเขาลงเอยด้วยการได้รับบาดเจ็บหรือความเจ็บปวด them คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ส่วน hurt บอกสภาพที่บุคคลนั้นเป็นอยู่ในตอนท้าย โครงสร้างนี้มักเชื่อมเหตุการณ์เข้ากับผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจหรือเป็นผลเสีย ไม่ได้หมายความว่า them เป็นผู้ทำกริยา hurt

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าราวกั้นที่หลวมทำให้ Maya ได้รับบาดเจ็บ

  1. The loose railing got Maya to hurt someone.
  2. Maya got the loose railing repaired.
  3. The loose railing got Maya hurt.
ดูคำตอบ

The loose railing got Maya hurt.

so that closeness has become a problem. ไวยากรณ์

1:23

จนความใกล้ชิดกลายมาเป็นปัญหา

ไวยากรณ์

so that ที่แสดงผลลัพธ์ ไม่ใช่จุดประสงค์

so that ในที่นี้นำเข้าสู่ผลที่เกิดขึ้นจริง ประสบการณ์ที่เคยเจ็บปวดทำให้ความใกล้ชิดกลายเป็นปัญหา เหตุการณ์ก่อนหน้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อสร้างผลลัพธ์นี้ ในการอ่านแบบบอกผล อนุประโยคก่อน so that ให้สาเหตุ ส่วนอนุประโยคหลังบอกสิ่งที่เกิดขึ้นหรือกลายเป็นความจริง เครื่องหมายจุลภาคช่วยสนับสนุนความเชื่อมโยงนี้ แต่ต้องใช้บริบทตัดสินความหมาย ไม่ใช่ดูเครื่องหมายวรรคตอนเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so that เพื่อนำเข้าสู่ผลลัพธ์ ไม่ใช่จุดประสงค์

  1. She left home early so that she could catch the first train.
  2. He lowered his voice so that the baby would stay asleep.
  3. The landslide blocked the only road, so that the village was cut off for two days.
ดูคำตอบ

The landslide blocked the only road, so that the village was cut off for two days.

We should also take on board กริยาวลี

1:26

เราควรจะทำความเข้าใจด้วยว่า

just how much of life is about not being intimate. ไวยากรณ์

1:28

ชีวิตเรามีหลายส่วนมากที่เกี่ยวกับการไม่ต้องใกล้ชิดกัน

กริยาวลี

Take on board: ยอมรับและพิจารณาอย่างจริงจัง

take on board หมายถึงการยอมรับแนวคิด ข้อเท็จจริง หรือคำแนะนำ แล้วนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ในประโยคนี้ กรรมของวลีคืออนุประโยคทั้งหมด just how much of life is about not being intimate ดังนั้นผู้พูดจึงบอกว่าเราควรยอมรับข้อเท็จจริงนี้และปล่อยให้มันมีผลต่อมุมมองของเรา วลีนี้กล่าวถึงการกระทำทางความคิด ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของขึ้นเรือจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ผู้จัดการต้องการสื่อว่าควรยอมรับความคิดเห็นของลูกค้าและพิจารณาอย่างจริงจัง โดยไม่เน้นการคำนวณชั่งน้ำหนักหรือปฏิกิริยาทางอารมณ์ส่วนตัว ประโยคใดตรงที่สุด

  1. We should take the client's feedback into account.
  2. We should take the client's feedback on board.
  3. We should take the client's feedback to heart.
ดูคำตอบ

We should take the client's feedback on board.

ไวยากรณ์

just how much ในอนุประโยคซ้อน

just how much ใช้นำอนุประโยคที่กล่าวถึงปริมาณ สัดส่วน หรือระดับ โดย just เพิ่มน้ำหนักเน้น ในที่นี้ just how much of life is about not being intimate แสดงว่าระดับที่เราควรตระหนักนั้นมากจนน่าสังเกต อนุประโยค how ทั้งหมดเป็นกรรมของ take on board ไม่ใช่คำถามตรง อนุประโยค how ที่ซ้อนอยู่ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ ไม่ใช้การสลับตำแหน่งประธานกับกริยาช่วยแบบคำถาม ในประโยคนี้ how much of life เป็นประธานของ is about เอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ just how much เพื่อเน้นระดับในอนุประโยคซ้อนได้อย่างถูกต้อง

  1. Just how much did the delay cost us?
  2. We didn't realize just how much had the delay cost us.
  3. We didn't realize just how much the delay had cost us.
ดูคำตอบ

We didn't realize just how much the delay had cost us.

From an early age,

1:34

ตั้งแต่ยังเด็ก

we're taught we need to be strong, ไวยากรณ์

1:35

เราถูกสอนมาว่าเราต้องเข้มแข็ง

independent,

1:39

พึ่งพาตัวเองได้

and brave.

1:40

และกล้าหาญ

ไวยากรณ์

We're taught we need to ...: อนุประโยคบอกเนื้อหาหลังรูปถูกกระทำ

ใน we're taught we need to ... ส่วน we're taught เป็นโครงสร้างถูกกระทำ ประโยคจึงเน้นคนที่ได้รับการสอนโดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครเป็นผู้สอน we need to be strong... คือเนื้อหาที่ถูกสอน โดยเข้าใจได้ว่ามี that ซึ่งละไว้ได้อยู่ตรงกลาง: we're taught (that) we need to.... we ตัวที่สองเป็นประธานของ need ไม่ใช่กรรมของ taught

แบบฝึกหัด

ใน “We're taught we need to be strong” คำว่า “we” ตัวที่สองทำหน้าที่อะไร

  1. เป็นเพียงการพูด “we” ตัวแรกซ้ำโดยไม่ได้เพิ่มอนุประโยค
  2. เป็นกรรมรองของ “taught”
  3. เป็นประธานของอนุประโยคบอกเนื้อหา “we need to be strong”
ดูคำตอบ

เป็นประธานของอนุประโยคบอกเนื้อหา “we need to be strong”

We need to hide our emotions,

1:42

เราต้องซ่อนอารมณ์ของเราไว้

not say how we're feeling,

1:45

ไม่พูดว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร

bottle up what's going on inside. กริยาวลี

1:48

เก็บกดสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างใน

กริยาวลี

Bottle up: เก็บความรู้สึกไว้โดยไม่แสดงออก

Bottle up เป็นกริยาวลีแบบมีกรรม หมายถึงเก็บความรู้สึก ความกังวล หรือความคิดไว้ข้างในแทนที่จะพูดออกมา ในที่นี้ what's going on inside คือสิ่งที่ถูกกดไว้ ไม่ได้หมายถึงการนำของใส่ขวดจริง ๆ สำนวนนี้ใช้ภาพของการปิดผนึกบางสิ่งไว้ในขวด จึงมักสื่อว่าความกดดันค่อย ๆ สะสมขึ้นตามเวลา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ bottle up ในรูปที่ถูกต้อง: If you're upset, don't ____ your feelings until they become overwhelming.

ดูคำตอบ

bottle up

It is no wonder we sometimes find it hard to change gear โน้ต

1:51

จึงไม่แปลกใจเลยที่เรามักจะพบว่ามันยากที่จะเปลี่ยนท่าที

and become masters at the art of intimacy.

1:55

และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะแห่งความใกล้ชิด

วลี

It is no wonder: ผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลกใจ

It is no wonder (that) + อนุประโยค ใช้กล่าวถึงผลลัพธ์ที่เข้าใจได้ง่าย เพราะเหตุผลนั้นชัดเจนอยู่แล้ว มีความหมายว่า “เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ” ไม่ใช่ “ฉันอยากรู้” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวเชื่อมแรงกดดันที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ให้ซ่อนอารมณ์ เข้ากับความยากที่เข้าใจได้ในการเปลี่ยนไปสู่ความใกล้ชิดทางอารมณ์อย่างฉับพลัน จะใส่หรือไม่ใส่ that ก็ได้ โดยทั้ง “It is no wonder that we...” และ “It is no wonder we...” ถูกต้องตามไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ผลลัพธ์นี้เข้าใจได้และไม่น่าแปลกใจ”: After three nights with almost no sleep, ____ Mia feels exhausted.

ดูคำตอบ

it is no wonder

สำนวน

change gear: คำเปรียบเทียบถึงการเปลี่ยนโหมด

ตามความหมายตรง change gear หมายถึงการเปลี่ยนรถไปใช้อีกเกียร์หนึ่ง แต่ในประโยคนี้เป็นคำเปรียบเทียบถึงการเปลี่ยนจากโหมดทางความคิดหรืออารมณ์แบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง ผู้พูดหมายความว่าคนอาจรู้สึกว่ายากที่จะเปลี่ยนจากการซ่อนความรู้สึกไปสู่การเปิดใจและใกล้ชิดกัน โดยทั่วไป change gear ยังใช้บรรยายการเปลี่ยนแนวทาง จังหวะ น้ำเสียง หรือกิจกรรมอย่างชัดเจนได้

แบบฝึกหัด

ใช้คำเปรียบเทียบแบบอังกฤษจากบทเรียนเพื่อแสดงการเปลี่ยนกิจกรรมอย่างชัดเจน: After reviewing the budget, the chair asked everyone to ____ and discuss the launch plan.

ดูคำตอบ

change gear

It's not surprising if we should get a bit stuck วลี

1:58

ไม่น่าแปลกใจเลยหากเราจะติดขัดอยู่บ้าง

วลี

Get a bit stuck: ความคิดติดขัดเล็กน้อย

Get stuck หมายถึงการมาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าจะพูด ตอบ หรือทำต่ออย่างไร ในประโยคนี้หมายถึงความคิดหรือบทสนทนาติดขัด ไม่ใช่การติดอยู่ทางกายภาพ A bit ช่วยลดความหนักของคำพูด โดยทำให้ปัญหาดูเล็กน้อยหรือเกิดขึ้นชั่วคราว โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ get + คำบอกระดับ + stuck เช่น get a little stuck หรือ get really stuck

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปอดีตของ get a bit stuck: When I tried to explain my idea, I ____ and did not know what to say next.

ดูคำตอบ

got a bit stuck

and not quite know what to do with the request

2:01

และไม่ค่อยรู้ว่าจะทำอย่างไรกับคำขอร้อง

to say exactly how we feel.

2:04

ที่ให้บอกอย่างชัดเจนว่าเรารู้สึกอย่างไร

We've been out in the world too long. สำนวน

2:07

เราออกไปเผชิญโลกมานานเกินไปแล้ว

สำนวน

Out in the world: ชีวิตในสังคมที่กว้างขึ้น

Out in the world หมายถึงการใช้ชีวิตในสังคมที่กว้างขึ้น โดยออกจากสภาพแวดล้อมส่วนตัวหรือที่ได้รับการปกป้อง ในที่นี้สื่อถึงการต้องพึ่งพาตนเอง เข้มแข็ง และระวังไม่ให้ตนเองเจ็บปวด ไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่นอกอาคารหรือการเดินทาง ในโครงสร้าง be + out in the world ชีวิตในสังคมถูกนำเสนอเหมือนเป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปและใช้เวลาอยู่ Too long เป็นคำอธิบายเชิงพูดเกินจริงว่า นิสัยเหล่านั้นมีเวลาฝังแน่นมานานแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค "After years of being protected at home, Maya was nervous about going out in the world," คำว่า out in the world หมายถึงอะไร

  1. ใช้เวลาอยู่นอกอาคาร
  2. ใช้ชีวิตอย่างอิสระในสังคมที่กว้างขึ้น
  3. เดินทางผ่านหลายประเทศ
ดูคำตอบ

ใช้ชีวิตอย่างอิสระในสังคมที่กว้างขึ้น

We're battle-hardened การใช้คำ

2:09

เราผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน

การใช้คำ

battle-hardened: แกร่งขึ้นจากแรงกดดันซ้ำ ๆ

Battle-hardened ตามความหมายตรงตัวใช้บรรยายคนที่แข็งแกร่งขึ้นจากประสบการณ์ในสงคราม แต่ในประโยคนี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบว่า ผู้พูดผ่านแรงกดดันในชีวิตประจำวันซ้ำ ๆ จนระมัดระวัง อดทน และไม่หวั่นไหวง่าย คำนี้ให้น้ำหนักแรงกว่าการใช้ experienced เพียงอย่างเดียว โดยอาจเป็นการชื่นชมความแกร่ง หรือสื่อว่าความลำบากทำให้คนคนนั้นเปิดใจทางอารมณ์ได้ยากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “After years of handling emergencies, the crew was battle-hardened,” คำว่า battle-hardened สื่อความหมายใด

  1. พวกเขาแกร่งและมั่นคงขึ้นจากแรงกดดันที่เกิดซ้ำ
  2. พวกเขายังใหม่ต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  3. พวกเขาเรียนรู้เพียงประวัติศาสตร์ของการรบ
ดูคำตอบ

พวกเขาแกร่งและมั่นคงขึ้นจากแรงกดดันที่เกิดซ้ำ

and just not used to it. ไวยากรณ์

2:11

และแค่ไม่ชินกับมันเท่านั้น

ไวยากรณ์

not used to it: be used to + คำนามหรือรูป -ing

ใน “We're ... not used to it,” โครงสร้าง be used to หมายถึง “คุ้นเคยกับ” รูปปฏิเสธบอกว่าสิ่งนี้ยังรู้สึกไม่คุ้นหรือไม่สบายใจ โดย it ในที่นี้ย้อนกลับไปถึงวิธีแสดงความรู้สึกและพูดคุยอย่างใกล้ชิดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ในโครงสร้างนี้ used อยู่หลังรูปของ be และ to เป็นคำบุพบท หลัง to ใช้คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เช่น be used to the noise, be used to it, be used to talking openly

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างปฏิเสธของ be used to เติมประโยคให้สมบูรณ์: “I ____ speaking in front of a large audience yet.”

ดูคำตอบ

am not used to

We might need a little time. น้ำเสียง/เจตนา

2:14

เราอาจต้องการเวลาสักหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

might need a little time: การขอเวลาอย่างนุ่มนวล

ในที่นี้ might need ทำให้การบอกความจำเป็นฟังตรงน้อยกว่า need หน้าที่หลักของ might คือช่วยลดความหนักแน่นของข้อความ ไม่ได้ชวนให้ใครคำนวณว่าความจำเป็นนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากแค่ไหน A little ทำให้ระยะเวลาที่ต้องการดูจำกัดและจัดการได้ เมื่อใช้ร่วมกับ we วลีนี้จึงขอเวลาอย่างร่วมมือ แทนที่จะฟังเหมือนออกคำสั่งหรือตำหนิ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอเวลาได้อย่างนุ่มนวลที่สุดในการสนทนากลุ่มที่ละเอียดอ่อน

  1. We might need a little time before deciding.
  2. We need time before deciding.
  3. We are not going to decide.
ดูคำตอบ

We might need a little time before deciding.

So let's go easy on those สำนวน

2:17

ดังนั้น เราจงผ่อนปรนกับคนเหล่านี้

with a fear of intimacy.

2:19

คนที่มีความกลัวความใกล้ชิด

สำนวน

go easy on someone: ขอให้ผ่อนปรนกับใครบางคน

Go easy on someone เป็นสำนวนที่หมายถึงการปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างเข้มงวดน้อยลง เช่น วิจารณ์ ลงโทษ กดดัน หรือตัดสินเขาเบาลง ในประโยคนี้ ผู้พูดขอให้เข้าใจคนที่กลัวความใกล้ชิด รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ go easy on + คนหรือกลุ่มคน ในที่นี้ easy ไม่ได้อธิบายการเคลื่อนไหว แต่ทั้งวลีสื่อถึงการผ่อนปรน

แบบฝึกหัด

Nina ทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ประโยคใดขอให้โค้ชปฏิบัติต่อเธออย่างเข้มงวดน้อยลง

  1. Please go easy on Nina.
  2. Please leave Nina alone.
  3. Please take it easy, Nina.
ดูคำตอบ

Please go easy on Nina.

They're not bad people.

2:22

พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

They just find a difficult thing tricky

2:24

พวกเขาแค่รู้สึกว่าสิ่งที่ยากนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน

and we should be on hand to help them วลี

2:26

และเราควรจะคอยอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

วลี

be on hand to help: พร้อมอยู่ช่วยเมื่อจำเป็น

ใน be on hand to help คำว่า on hand หมายถึงอยู่ใกล้ ๆ หรือพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น วลีนี้บอกว่าคนคนหนึ่งพร้อมสนับสนุนผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งของอยู่บนมือจริง ๆ จุดเน้นคือการพร้อมช่วย ไม่ใช่การเข้าแทรกแซงหรือรับหน้าที่แทนทันที โครงสร้าง be on hand to + คำกริยา ใช้บอกว่าคนคนหนึ่งพร้อมจะทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ be on hand to help: During the school fair, a nurse will ____ if anyone feels ill.

ดูคำตอบ

be on hand to help

with gentleness and understanding.

2:29

ด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจ