วิธีอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในการสนทนาภาษาอังกฤษ – บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
521 คำ 168 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนสั้นนี้อธิบายว่าช่องทางการสื่อสาร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด และแนวทางการสื่อสารตามวัฒนธรรม ช่วยให้เข้าใจเจตนาที่ผู้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้กล่าวตรง ๆ อย่างไร พร้อมแนะนำให้ขอคำชี้แจงเมื่อข้อความอ้อม ๆ ยังไม่ชัดเจน ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. read between the lines, — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าสำนวนนี้หมายถึงการอนุมานเจตนาที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ใช่การอ่านพื้นที่ระหว่างบรรทัดตามตัวอักษร ผู้เรียนจึงระบุและใช้สำนวนนี้ได้เมื่อพูดถึงคำใบ้ ความหมายแฝง หรือข้อความที่มีความหมายมากกว่าถ้อยคำที่ปรากฏ 2. "Is Sara there?" / "Is Sara there?" — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เห็นได้ว่าประโยคเดียวกันทำหน้าที่ต่างกันตามช่องทาง ทางโทรศัพท์มักหมายถึงต้องการคุยกับ Sara แต่ในข้อความอาจใช้ตรวจว่าเธออยู่ตรงนั้นจริงหรือไม่ก่อนเล่าเรื่องส่วนตัว จึงช่วยให้อนุมานเจตนาจากช่องทางแทนการดูเฉพาะตัวประโยค 3. direct communication is preferred. / indirect communication is used. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในชีวิตจริง: แยกแยะวัฒนธรรมที่นิยมขออย่างตรงไปตรงมาจากวัฒนธรรมที่สื่อข้อเสนอหรือคำขอผ่านข้อสังเกตได้ จึงไม่ด่วนมองคำพูดเรื่องกระเป๋าหนักว่าเป็นเพียงข้อเท็จจริง หากที่จริงอาจแสดงความยินดีที่จะช่วยเหลือ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

You know when people say something and they expect you to understand more than just their words? ลำดับความ

0:00

คุณเคยไหมที่เวลาคนพูดอะไรบางอย่างแล้วเขาคาดหวังให้คุณเข้าใจมากกว่าแค่คำพูดที่พวกเขาพูดออกมา?

ลำดับความ

more than just their words: ความหมายที่มากกว่าคำพูดตามตัวอักษร

ในที่นี้ their words หมายถึงเนื้อหาตรง ๆ ที่คนพูดออกมาจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงคำศัพท์แต่ละคำ ส่วน more than just บอกว่าผู้ฟังถูกคาดหวังให้เข้าใจความหมายเพิ่มเติมที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ โดยอาศัยเบาะแส เช่น น้ำเสียงและบริบท วลีนี้สร้างความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พูดโดยตรงกับสิ่งที่สื่อโดยอ้อม ความแตกต่างนี้บอกว่าเมื่อผู้พูดต้องการให้คุณอนุมานมากกว่านั้น การเข้าใจเพียงความหมายของคำทีละคำยังไม่เพียงพอ

แบบฝึกหัด

ในคำถามนี้ more than just their words บอกว่าผู้ฟังต้องเข้าใจอะไร?

  1. เฉพาะคำพูดที่พูดออกมาตรง ๆ เท่านั้น
  2. คำศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวนมากขึ้น
  3. ทั้งความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาและคำพูดตามตัวอักษร
ดูคำตอบ

ทั้งความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาและคำพูดตามตัวอักษร

Hello, is Sara there?

0:05

สวัสดี ซาร่าอยู่ที่นั่นไหม?

Oh, oh,

0:09

โอ้ โอ้

yes, she is.

0:10

ใช่ เธออยู่

Okay, bye.

0:11

โอเค ลาก่อน

Hello?

0:14

สวัสดี?

In today's mini English lesson,

0:24

ในบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ของวันนี้

we're going to talk about what people really mean beyond the words they use.

0:25

เราจะมาพูดถึงสิ่งที่ผู้คนหมายถึงจริงๆ นอกเหนือจากคำพูดที่พวกเขาใช้

When people expect you to read between the lines, สำนวน

0:31

เวลาที่คนอื่นคาดหวังให้คุณอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่

it can be really difficult,

0:33

มันอาจจะยากมากเลยทีเดียว

สำนวน

read between the lines: อนุมานสิ่งที่ไม่ได้พูด

read between the lines เป็นสำนวนที่หมายถึงการอนุมานข้อความที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เบาะแสอาจมาจากการเลือกใช้คำ น้ำเสียง บริบท หรือสิ่งที่คนหนึ่งเว้นไว้ไม่พูด สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการอ่านช่องว่างระหว่างบรรทัดที่พิมพ์ไว้จริง ๆ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้เรียกงานที่ยากซึ่งคนอื่นคาดหวังให้ผู้ฟังทำ นั่นคือหาความหมายโดยนัยให้ได้แม้จะไม่มีใครบอกอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “อนุมานข้อความที่ไม่ได้พูดออกมา”:The reply sounded polite, but I had to ____ to understand the warning.

ดูคำตอบ

read between the lines

especially if you're learning English as a second language. การใช้คำ

0:35

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกำลังเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

การใช้คำ

as a second language: บทบาทของภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่

ใน learn English as a second language คำว่า as หมายถึงการอยู่ในฐานะหนึ่ง วลีนี้บอกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแรกหรือภาษาแม่ของผู้เรียน second ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาลำดับที่สองที่เรียนจริง ๆ วลีนี้บอกความสัมพันธ์กับภาษาแรกของผู้เรียน ไม่ได้บอกลำดับการเรียนที่ตายตัว

แบบฝึกหัด

as a second language ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ภาษาอังกฤษต้องเป็นภาษาลำดับที่สองที่เรียนเท่านั้น
  2. กำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่
  3. ภาษาอังกฤษง่ายกว่าภาษาแรกของผู้เรียน
ดูคำตอบ

กำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่

So, let's dive in. วลี

0:38

ดังนั้น เรามาเริ่มกันเลย

วลี

let's dive in: เริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลัก

Let's dive in เป็นวิธีพูดแบบเป็นกันเองที่หมายถึง “มาเริ่มกันเถอะ” หรือ “มาเข้าสู่เนื้อหาหลักกันเถอะ” ในที่นี้ใช้บอกว่ากำลังเปลี่ยนจากช่วงเกริ่นนำเข้าสู่บทเรียนจริง dive ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ให้ความรู้สึกว่าเข้าสู่หัวข้อทันทีอย่างกระตือรือร้น ไม่ได้หมายถึงการลงไปในน้ำจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสนทนาที่มีคำว่า dive และหมายถึง “มาเริ่มกันเถอะ”: Everyone is ready, so ____.

ดูคำตอบ

let's dive in

I'm going to share with you three tips

0:39

ฉันจะแบ่งปันเคล็ดลับสามข้อให้กับคุณ

to help you decode the meaning behind what people say. วลี

0:41

เพื่อช่วยคุณถอดรหัสความหมายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนพูด

วลี

ถอดความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนพูด

ในที่นี้ decode หมายถึงการตีความสารที่ยังไม่ชัดเจนในทันที โดยเปรียบการเข้าใจคำพูดอ้อม ๆ กับการถอดรหัสให้กลายเป็นข้อความที่ชัดเจน The meaning behind what people say คือเจตนา ความรู้สึก หรือสิ่งที่บอกเป็นนัยโดยไม่ได้พูดตรง ๆ ส่วน behind ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความหมายที่ลึกกว่าถ้อยคำตามตัวอักษร ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ behind ในวลี decode the meaning behind what people say แสดงถึงอะไร

  1. คำพูดอาจมีสารที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
  2. ผู้คนกำลังพูดจากสถานที่ที่อยู่ด้านหลัง
  3. ต้องเปลี่ยนคำพูดเป็นอีกภาษาหนึ่ง
ดูคำตอบ

คำพูดอาจมีสารที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ

Number one,

0:45

ข้อแรก

what's the means of communication? การใช้คำ

0:46

วิธีการสื่อสารคืออะไร?

การใช้คำ

ช่องทางการสื่อสาร

ใน means of communication คำว่า means เป็นคำนามที่หมายถึงวิธีหรือช่องทางที่ใช้เพื่อทำบางสิ่ง ทั้งวลีหมายถึงวิธีแลกเปลี่ยนข้อความ เช่น การคุยต่อหน้า การโทรศัพท์ หรือการส่งข้อความ means มีรูปเดียวกันทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ a means of communication คือหนึ่งวิธี ส่วน different means of communication คือหลายวิธี ในคำถามนี้ ผู้พูดกำลังถามว่าใช้ช่องทางใด ไม่ได้ถามว่าข้อความมีความหมายว่าอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ means of communication เพื่อพูดถึงช่องทางแลกเปลี่ยนข้อความ

  1. Her message means that the meeting is cancelled.
  2. Email is our main means of communication.
  3. I do not understand the meaning of this email.
ดูคำตอบ

Email is our main means of communication.

Is it on the phone?

0:48

เป็นการคุยโทรศัพท์หรือเปล่า?

Are you speaking in person,

0:50

คุณกำลังคุยกันแบบตัวต่อตัว

face to face, วลี

0:52

แบบเผชิญหน้า

วลี

face to face: การสื่อสารโดยตรงในสถานที่เดียวกัน

ในการใช้แบบนี้ face to face เป็นวลีตายตัว หมายถึงผู้คนพบกันหรือสื่อสารกันโดยตรงขณะที่อยู่ด้วยกันในสถานที่เดียวกัน วลีนี้เน้นการโต้ตอบโดยตรง ไม่ได้หมายถึงเพียงภาพที่ใบหน้าสองใบหันเข้าหากัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสามคำที่ใช้คำว่า face ซ้ำและหมายถึง “โดยตรงต่อกันในสถานที่เดียวกัน”: We need to talk ____ about this.

ดูคำตอบ

face to face

or is it on a text message?

0:53

หรือว่าคุยกันผ่านข้อความ?

The same sentence can mean different things in different contexts. ลำดับความ

0:55

ประโยคเดียวกันสามารถหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันในบริบทที่แตกต่างกัน

ลำดับความ

can mean different things in different contexts: ความหมายเปลี่ยนไปตามบริบท

can mean แสดงถึงความเป็นไปได้ ไม่ได้ยืนยันว่าความหมายจะเปลี่ยนทุกครั้ง different things in different contexts บอกว่าประโยคที่มีรูปเดิมอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ในที่นี้ contexts ครอบคลุมมากกว่าคำที่อยู่ใกล้เคียง โดยอาจรวมถึงว่าใครกำลังพูด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด สถานที่ วิธีสื่อสาร และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ประโยคนี้เสนอใจความสำคัญ ส่วนตัวอย่างหลังจากนั้นจะแสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ทำงานอย่างไร

แบบฝึกหัด

can mean different things in different contexts เสนอใจความสำคัญอะไร

  1. มีเพียงคำที่อยู่ติดกับด้านหน้าและด้านหลังของประโยคเท่านั้นที่สำคัญ
  2. ประโยคเดียวกันอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
  3. ทุกประโยคมีความหมายตายตัวเพียงความหมายเดียวเสมอ
ดูคำตอบ

ประโยคเดียวกันอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

For example,

0:59

ตัวอย่างเช่น

if you're on the phone and you ask,

1:00

ถ้าคุณกำลังคุยโทรศัพท์แล้วคุณถามว่า

"Is Sara there?" น้ำเสียง/เจตนา

1:02

"ซาร่าอยู่ที่นั่นไหม?"

you probably want to speak to Sara.

1:04

คุณก็คงอยากจะคุยกับซาร่า

But if you're sending a text and you say,

1:06

แต่ถ้าคุณกำลังส่งข้อความแล้วคุณพูดว่า

"Is Sara there?"

1:08

"ซาร่าอยู่ที่นั่นไหม?"

you could possibly be wanting to share a secret

1:09

คุณอาจจะต้องการบอกความลับบางอย่าง

and you don't want Sara to know,

1:12

และคุณไม่อยากให้ซาร่ารู้

so you're checking if she's physically there.

1:13

ดังนั้นคุณเลยกำลังเช็กว่าตัวเธออยู่ที่นั่นจริงๆ หรือเปล่า

น้ำเสียง/เจตนา

“Is Sara there?” ทางโทรศัพท์และในข้อความ

ประโยคนี้ถามว่า Sara “อยู่ที่นั่น” หรือไม่ แต่ช่องทางการสื่อสารช่วยบอกว่า there หมายถึงอะไรและคำถามนี้ทำหน้าที่อะไรในบริบทนั้น เมื่อพูดทางโทรศัพท์ คำถามนี้มักเป็นการขอคุยกับ Sara ไม่ใช่การถามตำแหน่งที่แน่นอนของเธอ เมื่อส่งข้อความ คำพูดเดียวกันอาจใช้ถามว่า Sara อยู่ใกล้ผู้รับจริง ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ส่งอยากพูดเรื่องส่วนตัว การเข้าใจเจตนาจึงต้องพิจารณาประโยค ช่องทางการสื่อสาร และจุดประสงค์ที่เป็นไปได้ของผู้พูดร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ผู้โทรพูดว่า “Is Sara there? I'd like to speak to her.” ผู้โทรน่าจะกำลังทำอะไรอยู่มากที่สุด

  1. ขอให้ Sara มารับสาย
  2. ตรวจสอบว่า Sara อ่านข้อความส่วนตัวได้หรือไม่
  3. ถามที่อยู่ของ Sara
ดูคำตอบ

ขอให้ Sara มารับสาย

Tip number two.

1:16

เคล็ดลับข้อที่สอง

Who are the people speaking and what's their relationship? น้ำเสียง/เจตนา

1:18

คนที่กำลังคุยกันเป็นใครและพวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

น้ำเสียง/เจตนา

คนที่กำลังพูดคือใคร…และมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

คำถามสองข้อนี้ให้คุณระบุว่าใครกำลังพูดและทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใด ความสัมพันธ์ เช่น เพื่อน เพื่อนร่วมงาน สมาชิกครอบครัว คู่รัก หรือคนแปลกหน้า สามารถทำให้คำพูดเดียวกันฟังดูสุภาพ ตรงไปตรงมา ขี้เล่น หรือจริงจังต่างกันได้ relationship ในที่นี้มีความหมายกว้าง หมายถึงคนเหล่านั้นรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์แบบคู่รักโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

ในคำถามนี้ “their relationship” ถามเกี่ยวกับอะไร

  1. ผู้พูดต้องกำลังคบหากันอยู่หรือไม่
  2. สองประโยคเชื่อมกันทางไวยากรณ์อย่างไร
  3. ผู้พูดรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ดูคำตอบ

ผู้พูดรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร

Are they colleagues?

1:21

พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานกันเหรอ?

Are they partners?

1:22

เป็นแฟนกันเหรอ?

Are they friends?

1:24

เป็นเพื่อนกันเหรอ?

Or maybe they don't even know each other.

1:25

หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ

Look at this conversation between two colleagues.

1:27

ลองดูบทสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานสองคนนี้สิ

Ooh, uh it's a bit chilly in here. โน้ต

1:30

อู้ว เอ่อ ในนี้ค่อนข้างหนาวเลยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

It's a bit chilly in here: คำขอทางอ้อมที่อาจแฝงอยู่

ในประโยคนี้ It's a bit chilly in here. กล่าวถึงอุณหภูมิในห้องตามความหมายตรง ๆ แต่ในบริบทที่เพื่อนร่วมงานคุยกัน ประโยคนี้อาจเป็นคำขอทางอ้อมด้วย ผู้พูดคาดหวังให้ผู้ฟังนึกถึงสิ่งที่ช่วยได้เอง เช่น ปิดเครื่องปรับอากาศ ในภาษาอังกฤษ บางครั้งคนพูดถึงปัญหาแทนที่จะบอกตรง ๆ ว่าต้องการให้ทำอะไร คำขอนั้นเป็นเพียงความหมายที่แฝงอยู่ ไม่ได้มีเสมอไป จึงต้องดูสถานการณ์ ความสัมพันธ์ และปฏิกิริยาตอบรับว่าเป็นเพียงความคิดเห็นหรือเป็นคำขอด้วย

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในบริบทที่เหมาะสม It's a bit chilly in here. อาจเป็นคำขออย่างสุภาพให้ใครสักคนปรับอุณหภูมิในห้อง

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ถูก

วลี

a bit chilly: ใช้ a bit เพื่อลดระดับและทำให้ถ้อยคำนุ่มนวล

ใน a bit chilly คำว่า a bit อยู่หน้าคำคุณศัพท์ chilly และหมายถึง “เล็กน้อย” หรือ “นิดหน่อย” จึงลดระดับความหนาวลง โดยสื่อว่าห้องเย็นเล็กน้อย ไม่ได้หนาวมาก โครงสร้าง a bit + คำคุณศัพท์ มักทำให้ความคิดเห็นเชิงลบฟังนุ่มนวลขึ้น ผู้พูดอาจยังรู้สึกไม่สบายอยู่ แต่ถ้อยคำไม่แรงเท่า It's very cold หรือ It's too cold

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสองคำจาก a bit chilly เพื่อทำให้ risky ฟังนุ่มนวลลง: The plan seems ____ risky.

ดูคำตอบ

a bit

Uh what does she need?

1:33

เอ่อ เธอต้องการอะไรนะ?

Uh Ooh, I ooh.

1:36

เอ่อ อู้ว ฉัน อู้ว

I think she wants me to turn the air conditioning off. กริยาวลี

1:38

ฉันว่าเธอคงอยากให้ฉันปิดแอร์ล่ะมั้ง

กริยาวลี

turn the air conditioning off: กริยาวลี turn off แบบแยกได้

Turn off เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ หมายถึงทำให้เครื่องหรือระบบหยุดทำงาน หรือก็คือปิด ในประโยคนี้ กรรมที่เป็นคำนาม the air conditioning อยู่ระหว่าง turn กับ off: turn the air conditioning off ถ้ากรรมเป็นคำนาม ทั้ง turn the air conditioning off และ turn off the air conditioning ฟังเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ตรงกลาง: turn it off ไม่ใช่ turn off it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ turn off และคำสรรพนาม it: The lamp is still on. Please ____.

ดูคำตอบ

turn it off

Let's look at the same scenario, ลำดับความ

1:42

ลองดูในสถานการณ์เดียวกัน

but now between two partners.

1:43

แต่คราวนี้เป็นระหว่างคู่รักสองคน

ลำดับความ

the same scenario, but now...: เปลี่ยนเงื่อนไขในการเปรียบเทียบหนึ่งอย่าง

The same scenario บอกผู้ฟังว่าสถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม ส่วน But now between two partners เปลี่ยนเงื่อนไขในการเปรียบเทียบเพียงหนึ่งอย่าง คือความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง ในที่นี้ now แสดงการเปลี่ยนประเด็นในการอธิบายของผู้พูด ไม่ได้หมายถึงเวลาที่เกิดขึ้นภายหลังในเรื่องราว โครงสร้าง same..., but now... ช่วยให้ผู้ฟังเปรียบเทียบได้ว่าอะไรเปลี่ยนไปเมื่อเงื่อนไขหนึ่งแตกต่างออกไป

แบบฝึกหัด

วลี the same scenario, but now between two partners บอกอะไร?

  1. นำสองสถานการณ์ที่ต่างกันมารวมกันโดยไม่เปรียบเทียบ
  2. ผู้พูดเปลี่ยนไปพูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง
  3. สถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม แต่ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นคู่รัก
ดูคำตอบ

สถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม แต่ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นคู่รัก

Ooh, uh it's a bit chilly in here.

1:46

อู้ว เอ่อ ในนี้ค่อนข้างหนาวเลยนะ

It's chilly,

1:50

มันหนาว

it's chilly,

1:50

มันหนาว

it's chilly.

1:51

มันหนาว

Ooh, I think she wants me to do something about that. วลี

1:51

อู้ว ฉันคิดว่าเธออยากให้ฉันทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้

วลี

do something about that: ลงมือจัดการสถานการณ์

do something about that หมายถึงลงมือทำเพื่อจัดการสถานการณ์นั้น ในโครงสร้างนี้ about ชี้ถึงปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องจัดการ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พูดถึงเรื่องนั้น ในที่นี้ that หมายถึงการที่เธอรู้สึกหนาว ส่วน something ไม่ได้ระบุว่าจะทำอะไรอย่างเจาะจง ผู้พูดจึงแสดงว่าต้องลงมือทำก่อนที่จะบอกว่าจะทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึงลงมือทำเพื่อจัดการปัญหาให้สมบูรณ์: The classroom door will not close. We need to do something ____ it.

ดูคำตอบ

about

Uh I'd better give her my jacket. ไวยากรณ์

1:55

เอ่อ ฉันควรเอาเสื้อแจ็คเก็ตให้เธอดีกว่า

ไวยากรณ์

I'd better give: had better + คำกริยารูปพื้นฐาน

I'd better give เป็นรูปย่อของ I had better give โครงสร้างคือ had better + คำกริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น give จึงคงรูปพื้นฐานและไม่เติม to had better แสดงว่าผู้พูดเห็นว่าการกระทำนั้นสมควรหรือจำเป็นในตอนนี้ โดยมักสื่อว่าหากไม่ทำอาจเกิดปัญหา ในที่นี้เขาคิดว่าการให้เสื้อแจ็กเก็ตแก่เธอทันทีเป็นการตอบสนองที่เหมาะสม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อของ I had better และคำกริยารูปพื้นฐาน leave: The last bus leaves in five minutes, so ____ now.

ดูคำตอบ

I'd better leave

What about if you're meeting someone for the first time? ลำดับความ

1:57

แล้วถ้าคุณเพิ่งพบใครบางคนเป็นครั้งแรกล่ะ?

ลำดับความ

What about if...: การยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบ

What about if ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมาให้ผู้ฟังพิจารณา ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนกรณีเป็นการพบใครสักคนครั้งแรก แล้วถามว่าแนวคิดเดิมจะใช้กับเงื่อนไขนี้อย่างไร ให้มอง What about if เป็นกรอบประโยคสนทนาหนึ่งชุด มีความหมายประมาณว่า “แล้วถ้า...ล่ะ?” มันช่วยเปลี่ยนการสนทนาจากกรณีหนึ่งไปสู่อีกกรณีหนึ่ง โดย about ตรงนี้ไม่ได้ใช้ถามว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร

แบบฝึกหัด

ในการอภิปราย What about if ทำหน้าที่อะไรใน “What about if the train is delayed?”

  1. ใช้ถามว่าหัวข้อเกี่ยวกับรถไฟคืออะไร
  2. ใช้แสดงว่าความล่าช้าเกิดขึ้นแล้ว
  3. ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมา
ดูคำตอบ

ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมา

Ooh, uh it's a bit chilly in here.

2:01

อู้ว เอ่อ ในนี้ค่อนข้างหนาวเลยนะ

It's chilly,

2:04

มันหนาว

uh ooh, I think they're just making conversation. วลี

2:05

เอ่อ อู้ว ฉันว่าพวกเขาคงแค่ชวนคุยไปอย่างนั้นแหละ

วลี

just making conversation: แค่ชวนคุยตามมารยาท

Making conversation หมายถึงการพูดคุยเพื่อแสดงความเป็นมิตร หลีกเลี่ยงความเงียบ หรือทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมดำเนินต่อไปเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะหัวข้อนั้นสำคัญเป็นพิเศษ ในประโยคนี้ just จำกัดเหตุผลของการพูด ผู้พูดคิดว่าอีกฝ่ายแค่คุยเล่น ๆ โดยไม่มีคำขอหรือข้อความที่ลึกกว่านั้นอย่างชัดเจน Make ตรงนี้บอกถึงการหาสิ่งที่จะพูดและทำให้การโต้ตอบดำเนินต่อไป ไม่ได้หมายถึงการ “สร้างบทสนทนาที่เป็นทางการ” ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ใช้ make conversation ในรูปที่ถูกต้อง: She was not asking for advice; she was just ____.

ดูคำตอบ

making conversation

Yeah, it is chilly in here.

2:08

ใช่ ในนี้หนาวจริงๆ

You're right.

2:10

คุณพูดถูก

Number three.

2:11

ข้อที่สาม

Understanding cultural differences.

2:13

การเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม

In some cultures,

2:15

ในบางวัฒนธรรม

direct communication is preferred. วัฒนธรรม

2:17

จะชอบการสื่อสารแบบตรงไปตรงมามากกว่า

But in some cultures,

2:19

แต่ในบางวัฒนธรรม

maybe indirect communication is used.

2:20

อาจจะใช้การสื่อสารแบบอ้อมๆ

วัฒนธรรม

direct communication ... indirect communication: รูปแบบการสื่อสารทางวัฒนธรรมสองแบบ

การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาคือการบอกสารอย่างชัดเจน ผู้ฟังจึงต้องตีความจากบริบทน้อยกว่า ส่วนการสื่อสารแบบอ้อมจะฝากความหมายไว้กับการบอกเป็นนัย ถ้อยคำสุภาพ น้ำเสียง หรือบริบทมากกว่า ในประโยคนี้ is preferred และ is used ใช้อธิบายรูปแบบการสื่อสารที่อาจพบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมต่าง ๆ การเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่การจัดอันดับ เพราะ direct และ indirect เป็นชื่อของรูปแบบ ไม่ได้หมายถึงดีกว่าและแย่กว่า ทั้งสองคำอธิบายแนวโน้มโดยรวม ไม่ใช่ทุกคนในวัฒนธรรมนั้น

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ประโยคนี้บอกว่าการสื่อสารแบบตรงไปตรงมาดีกว่าการสื่อสารแบบอ้อม

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

And that could be difficult

2:23

และนั่นอาจจะเป็นเรื่องยาก

if you're coming from a culture that uses direct communication

2:25

ถ้าคุณมาจากวัฒนธรรมที่ใช้การสื่อสารแบบตรงไปตรงมา

and you're just used to saying what you mean. ไวยากรณ์

2:28

และคุณก็คุ้นเคยกับการพูดสิ่งที่คุณคิดออกมาตรงๆ

ไวยากรณ์

be used to saying: คุ้นเคยกับการทำสิ่งหนึ่ง

ในโครงสร้าง be used to + คำนามหรือรูป -ing คำว่า be used to หมายถึงคุ้นเคยกับบางสิ่ง ในที่นี้ you're used to saying what you mean หมายถึงการพูดความหมายของตนอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องปกติและคุ้นเคยสำหรับคุณ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามมาจึงใช้รูป -ing ส่วนรูปของ be เปลี่ยนได้ตามประธานและเวลา เช่น I am used to, she is used to และ they were used to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย be used to และรูปที่ถูกต้องของ get เพื่อสื่อว่าเรื่องนี้รู้สึกเป็นปกติแล้ว: I am ____ up early now.

ดูคำตอบ

used to getting

Imagine you see someone who is struggling with a heavy bag. วลี

2:31

ลองจินตนาการว่าคุณเห็นใครบางคนที่กำลังถือกระเป๋าหนักๆ อย่างทุลักทุเล

วลี

struggling with a heavy bag: ลำบากในการจัดการบางสิ่ง

ในประโยคนี้ struggling with a heavy bag หมายถึงกำลังลำบากในการถือหรือจัดการกระเป๋าเพราะมันหนัก คำว่า with นำหน้าสิ่งที่ทำให้เกิดความลำบาก ไม่ได้หมายความว่าคนกับกระเป๋ากำลังทำอะไรด้วยกัน ใช้ struggle with + นามวลี เมื่อพูดถึงสิ่งที่รับมือได้ยาก สิ่งนั้นอาจเป็นของจริง เช่น กระเป๋าหนัก หรือเป็นเรื่องนามธรรม เช่น โจทย์คณิตศาสตร์หรือการตัดสินใจ สำนวนนี้เน้นว่าต้องใช้ความพยายามจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายจะล้มเหลวเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ struggle with: Nina is ____ this maths problem.

ดูคำตอบ

struggling with

A direct communicator might ask,

2:35

คนที่สื่อสารแบบตรงๆ อาจจะถามว่า

"Can I help you with this bag?" น้ำเสียง/เจตนา

2:38

"ให้ฉันช่วยถือกระเป๋าใบนี้ไหม?"

น้ำเสียง/เจตนา

Can I help you with this bag?: การเสนอความช่วยเหลือ

Can I help you with this bag? เป็นการเสนอความช่วยเหลือที่ตรงไปตรงมาและสุภาพ ในที่นี้ Can I...? ไม่ได้ถามจริง ๆ ว่าผู้พูดมีความสามารถหรือไม่ แต่ถามว่าอีกฝ่ายต้องการให้ผู้พูดช่วยหรือไม่ รูปแบบ Can I help you with + คำนาม? ใช้ระบุสิ่งของหรืองานที่ต้องการความช่วยเหลือ สำหรับ this bag สถานการณ์ช่วยให้เข้าใจได้ว่าความช่วยเหลืออาจหมายถึงการยก ถือ หรือจัดการกระเป๋า

แบบฝึกหัด

เติมคำเสนอความช่วยเหลือด้วยรูปแบบเป้าหมาย: ____ those books?

ดูคำตอบ

Can I help you with

But someone from an indirect culture,

2:39

แต่คนที่มาจากวัฒนธรรมที่สื่อสารทางอ้อม

when they see someone with a heavy bag,

2:41

เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนถือกระเป๋าหนัก

they might say,

2:43

พวกเขาอาจจะพูดว่า

"Ooh, that looks like a heavy bag." น้ำเสียง/เจตนา

2:44

"อู้ว กระเป๋าใบนั้นดูหนักจังเลยนะ"

น้ำเสียง/เจตนา

“That looks like a heavy bag”: คำสังเกตที่เป็นการเสนอความช่วยเหลือทางอ้อม

“Ooh, that looks like a heavy bag.” ตามตัวอักษรเป็นการบอกว่ากระเป๋าดูหนัก ในสถานการณ์นี้ คำสังเกตดังกล่าวยังอาจสื่อว่า “ฉันเห็นว่าคุณอาจกำลังลำบาก และฉันอาจเต็มใจช่วย” โดยไม่เสนอความช่วยเหลือตรง ๆ คำว่า looks like ไม่ได้หมายถึง “Can I help?” ด้วยตัวมันเอง ความหมายโดยอ้อมเกิดจากสถานการณ์ น้ำเสียง และความคาดหวังว่าอีกฝ่ายอาจตอบหรือขอความช่วยเหลือ

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ถ้าใครกำลังถือกระเป๋าด้วยความลำบาก “That looks like a heavy bag” สามารถเปิดทางเสนอความช่วยเหลือโดยอ้อมได้ แม้ตามหลักไวยากรณ์จะเป็นการสังเกต

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

จริง

To a direct communicator,

2:47

สำหรับคนที่สื่อสารตรงๆ

that might be confusing

2:48

นั่นอาจจะทำให้สับสนได้

because they might think that they're just stating facts. น้ำเสียง/เจตนา

2:50

เพราะพวกเขาอาจจะคิดว่าคนพูดก็แค่บอกเล่าข้อเท็จจริงเฉยๆ

น้ำเสียง/เจตนา

“they’re just stating facts”: just ที่หมายถึง “เพียงแค่”

ใน they’re just stating facts คำว่า stating facts หมายถึงการพูดสิ่งที่เป็นจริงหรือสิ่งที่มองเห็นได้ ส่วน just ในที่นี้หมายถึง “เพียงแค่” ผู้สื่อสารแบบตรงไปตรงมาจึงได้ยินประโยคนั้นเป็นเพียงคำบรรยายตามตัวอักษรเท่านั้น นี่คือสาเหตุของความเข้าใจผิด ผู้ฟังไม่ได้อนุมานถึงคำขอหรือการเสนอความช่วยเหลือโดยอ้อมจากคำพูดที่บอกข้อเท็จจริง แม้ผู้พูดจะตั้งใจสื่อเช่นนั้นก็ตาม

แบบฝึกหัด

ใน “Maya is not complaining; she is just stating facts.” คำว่า just หมายถึงอะไร?

  1. เมื่อครู่นี้
  2. อย่างยุติธรรม
  3. เพียงแค่ โดยไม่มีเจตนาอื่น
ดูคำตอบ

เพียงแค่ โดยไม่มีเจตนาอื่น

But in indirect communication,

2:53

แต่ในการสื่อสารแบบอ้อมๆ

there's an implication here that they're happy to help if you ask. โน้ต

2:55

มีความหมายแฝงอยู่ว่าพวกเขายินดีที่จะช่วยถ้าคุณขอ

การใช้คำ

there's an implication here that ใช้เกริ่นความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ

there's an implication here that ใช้เกริ่นความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่อนุมานได้จากคำพูดหรือสถานการณ์ ส่วนอนุประโยคหลัง that บอกว่าความหมายแฝงนั้นคืออะไร ในประโยคนี้ ความหมายแฝงคือคนเหล่านั้นเต็มใจช่วย แต่ผู้ฟังต้องเอ่ยปากขอก่อน

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ there's an implication here that... หมายความว่าอย่างไร?

  1. มีการกล่าวคำขออย่างตรงไปตรงมาแล้ว
  2. สามารถอนุมานความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ได้
  3. ผลบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว
ดูคำตอบ

สามารถอนุมานความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ได้

น้ำเสียง/เจตนา

they're happy to help if you ask ทำให้ความเต็มใจช่วยมีเงื่อนไข

ในโครงสร้าง be happy to + คำกริยา happy หมายถึงเต็มใจหรือยินดีที่จะทำบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงรู้สึกร่าเริงเท่านั้น ดังนั้น they're happy to help จึงหมายถึงพวกเขาเต็มใจช่วย if you ask เพิ่มเงื่อนไขว่าความช่วยเหลือจะมีให้เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากขอ เป็นการให้คนคนนั้นเลือกและเริ่มขั้นตอนต่อไปเอง ไม่ได้หมายความว่าการช่วยเหลือได้เริ่มขึ้นแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ามีความช่วยเหลือให้ แต่อีกฝ่ายต้องเอ่ยปากขอก่อน?

  1. They're happy because you helped them.
  2. They're happy to help if you ask.
  3. They're helping before you ask.
ดูคำตอบ

They're happy to help if you ask.

So, remember,

3:00

ดังนั้น จำไว้ว่า

in a lot of English-speaking countries, วัฒนธรรม

3:01

ในหลายๆ ประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ

indirect communication is often used.

3:03

มักจะใช้การสื่อสารแบบทางอ้อม

วัฒนธรรม

in a lot of English-speaking countries: การจำกัดขอบเขต

วลีเปิดประโยค in a lot of English-speaking countries จำกัดขอบเขตของข้อความที่ตามมา วลีนี้บอกว่าข้อสังเกตดังกล่าวมักเป็นจริงในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย ไม่ได้หมายถึงผู้ใช้ภาษาอังกฤษทุกคน ทุกสถานการณ์ หรือทุกประเทศในกลุ่มนั้น คำว่า a lot of หมายถึง “หลาย” ไม่ใช่ all และ English-speaking countries ก็มีขอบเขตกว้างกว่าแค่สหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา วลีบอกขอบเขตนี้ทำให้ข้อสังเกตทางวัฒนธรรมมีความระมัดระวังแทนที่จะเป็นกฎตายตัว

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายขอบเขตของ in a lot of English-speaking countries ได้ตรงที่สุด

  1. ข้อความนี้หมายถึงเฉพาะสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา
  2. ข้อความนี้บอกถึงแนวโน้มที่พบได้ทั่วไปในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงในทุกประเทศ
  3. ข้อความนี้บอกว่าผู้ใช้ภาษาอังกฤษทุกคนในทุกประเทศมีพฤติกรรมเหมือนกัน
ดูคำตอบ

ข้อความนี้บอกถึงแนวโน้มที่พบได้ทั่วไปในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงในทุกประเทศ

Remember not to take everything they say word for word. สำนวน

3:06

อย่าลืมว่าไม่ควรแปลทุกสิ่งที่พวกเขาพูดตามตัวอักษรเป๊ะๆ

สำนวน

not take ... word for word: อย่ายึดเฉพาะความหมายตามตัวอักษร

ในประโยคนี้ take something word for word หมายถึงการเข้าใจสิ่งหนึ่งทีละคำโดยยึดเฉพาะความหมายตามตัวอักษรที่ปรากฏ รูปปฏิเสธ not to ทำให้ข้อความนี้เป็นคำเตือน ผู้ฟังควรพิจารณาบริบท น้ำเสียง และความหมายแฝงที่อาจมี แทนที่จะคิดว่าทุกประโยคมีความหมายตรงกับคำแต่ละคำทั้งหมด นี่ไม่ใช่คำสั่งให้จดทุกคำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึงการยึดเฉพาะถ้อยคำที่ตรงและเป็นความหมายตามตัวอักษร: Do not take the joke ____.

ดูคำตอบ

word for word

Keep in mind the culture they come from, วลี

3:09

จงระลึกถึงวัฒนธรรมที่พวกเขาจากมา

means of communication,

3:12

วิธีการสื่อสาร

and the relationship you have with them.

3:13

และความสัมพันธ์ที่คุณมีกับพวกเขา

วลี

Keep in mind + นามวลีหรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that

Keep in mind หมายถึง “จดจำประเด็นสำคัญนี้และนำไปพิจารณาเมื่อตัดสินใจหรือลงมือทำ” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้เกริ่นปัจจัยหลายอย่างที่ผู้ฟังไม่ควรมองข้าม หลังสำนวนนี้สามารถตามด้วยนามวลี เช่น keep in mind the culture หรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ได้ ในที่นี้ mind เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนทั้งหมด ไม่ได้หมายถึง “รู้สึกรำคาญ” หรือ “ถือสา”

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนที่เรียนมา: ____ that the library closes at six.

ดูคำตอบ

Keep in mind

But don't worry,

3:15

แต่ไม่ต้องกังวลไป

if something is not clear for you,

3:16

ถ้ามีอะไรที่คุณไม่ชัดเจน

don't feel afraid to ask for clarification. วลี

3:19

อย่ากลัวที่จะถามเพื่อความกระจ่าง

วลี

ask for clarification: ขอให้ชี้แจงความหมาย

to ask for clarification หมายถึง “ขอให้อีกฝ่ายทำให้ประเด็นหนึ่งที่ไม่ชัดเจนเข้าใจได้ชัดขึ้น” ในโครงสร้าง ask for + คำนาม คำว่า clarification คือสิ่งที่ผู้พูดขอ clarification มักใช้กับสิ่งที่มีการพูดหรือเขียนไปแล้ว แต่ยังคลุมเครือหรือเข้าใจยาก จึงเฉพาะเจาะจงกว่าการขอข้อมูลใหม่ทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย ask for + คำนามที่หมายถึง “การทำให้ประเด็นที่ไม่ชัดเจนเข้าใจได้ชัดขึ้น”: If the instructions are unclear, ____.

ดูคำตอบ

ask for clarification

It's a bit stuffy in here, น้ำเสียง/เจตนา

3:23

ในนี้ค่อนข้างอบอ้าวเลยนะ

you guys, don't you think? โน้ต

3:25

พวกคุณว่าไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

It's a bit stuffy in here: การบรรยายที่อาจบอกเป็นนัยถึงคำขอ

It's a bit stuffy in here หมายความว่าอากาศในพื้นที่ปิดที่ผู้พูดอยู่รู้สึกอับ ร้อน หรือถ่ายเทไม่ดี ในที่นี้ stuffy ใช้บรรยายอากาศ ไม่ได้หมายความว่าห้องมีสิ่งของมากเกินไป ประโยคนี้บอกปัญหาแทนที่จะสั่งให้ใครทำอะไรตรง ๆ จึงอาจทำหน้าที่เป็นคำขอทางอ้อมได้ ถ้าหน้าต่างในห้องปิดอยู่ ผู้พูดอาจหวังให้ใครสักคนเปิดหน้าต่าง คำว่า a bit ทำให้คำบ่นฟังนุ่มนวลลง ส่วนบริบทจะบอกว่าผู้พูดอยากให้ทำอะไร

แบบฝึกหัด

ในห้องที่ปิดหน้าต่างอยู่ ผู้พูดอาจกำลังขออะไรทางอ้อมเมื่อพูดว่า “It's a bit stuffy in here”?

  1. ขอให้ทุกคนนำสิ่งของเข้ามาในห้องเพิ่ม
  2. ขอให้ใครสักคนเปิดหน้าต่างหรือช่วยให้อากาศถ่ายเทดีขึ้น
  3. ขอให้ใครสักคนเพิ่มความร้อน
ดูคำตอบ

ขอให้ใครสักคนเปิดหน้าต่างหรือช่วยให้อากาศถ่ายเทดีขึ้น

การใช้คำ

you guys: คำเรียกกลุ่มคนโดยตรงแบบไม่เป็นทางการ

you guys เป็นวิธีเรียกคนเป็นกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ มีความหมายคล้าย you ที่เป็นพหูพจน์ ในวลีนี้ guys มักรวมคนทุกเพศได้ ไม่ได้หมายถึงผู้ชายเท่านั้นเสมอไป ในประโยคนี้ you guys เป็นคำเรียกผู้ฟังโดยตรง ผู้พูดแทรกไว้ระหว่างเครื่องหมายจุลภาคสองตัวเพื่อดึงความสนใจของคนในกลุ่มและชวนให้ตอบ หากตัดออก ใจความหลักยังคงอยู่ แต่จะไม่มีการเรียกผู้ฟังโดยตรง

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: “you guys” มักเป็นคำเรียกที่เหมาะสมที่สุดในอีเมลธุรกิจที่เป็นทางการมาก

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

น้ำเสียง/เจตนา

don't you think? เพื่อชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

ในประโยคนี้ don't you think? ตามหลังความเห็นว่าในห้องอากาศอับ ใช้ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ โดยมีความหมายประมาณว่า “ทุกคนก็คิดอย่างนั้นใช่ไหม” ไม่ได้ถามตามตัวอักษรว่าคนอื่นคิดเป็นหรือไม่ การเติมคำถามสั้น ๆ นี้ทำให้ความเห็นฟังดูไม่ห้วนเหมือนการฟันธง แต่คล้ายการขอความเห็นร่วมกันมากขึ้น ถึงอย่างนั้น ผู้พูดก็ยังสื่อว่าคาดหวังให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

ในประโยค “It's a bit stuffy in here, don't you think?” หน้าที่หลักของ don't you think? คืออะไร?

  1. ถามว่าคนอื่นมีความสามารถในการคิดหรือไม่
  2. บอกให้คนอื่นออกจากห้อง
  3. ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ
ดูคำตอบ

ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ

Everyone, everyone,

3:27

ทุกคน ทุกคน

I think Serene is hot. การใช้คำ

3:28

ฉันว่า Serene รู้สึกร้อนนะ

การใช้คำ

hot ในความหมายว่า ‘รู้สึกร้อนเกินไป’

hot ในที่นี้หมายถึง “รู้สึกร้อนจนไม่สบาย” บทสนทนาเรื่องห้องอากาศอับและการเปิดหน้าต่างเป็นเบาะแสเรื่องอุณหภูมิและการระบายอากาศ ดังนั้นผู้พูดไม่ได้กำลังวิจารณ์รูปลักษณ์ของ Serene เมื่อ be hot ใช้บรรยายคน ต้องดูบริบทเพื่อเลือกความหมาย เบาะแสเรื่องอุณหภูมิ อากาศ เสื้อผ้า การออกกำลังกาย หรือการระบายอากาศมักหมายถึงความรู้สึกร้อนทางร่างกาย ส่วนบทสนทนาเรื่องรูปลักษณ์หรือการออกเดตอาจหมายถึงความหมายแบบไม่เป็นทางการว่า “มีเสน่ห์ทางเพศ”

แบบฝึกหัด

ห้องอากาศอับและมีคนเสนอให้เปิดหน้าต่าง ในบริบทนี้ “Serene is hot” หมายความว่าอย่างไร?

  1. Serene มีเสน่ห์ทางเพศ
  2. Serene กำลังโกรธ
  3. Serene รู้สึกร้อนเกินไป
ดูคำตอบ

Serene รู้สึกร้อนเกินไป

we need to open the window.

3:29

เราต้องเปิดหน้าต่างแล้วล่ะ

Open the window now.

3:30

เปิดหน้าต่างเดี๋ยวนี้เลย

Yes.

3:31

ใช่

Thank you.

3:32

ขอบคุณ