วิธีอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในการสนทนาภาษาอังกฤษ – บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนสั้นนี้อธิบายว่าช่องทางการสื่อสาร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด และแนวทางการสื่อสารตามวัฒนธรรม ช่วยให้เข้าใจเจตนาที่ผู้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้กล่าวตรง ๆ อย่างไร พร้อมแนะนำให้ขอคำชี้แจงเมื่อข้อความอ้อม ๆ ยังไม่ชัดเจน ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. read between the lines, — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าสำนวนนี้หมายถึงการอนุมานเจตนาที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ใช่การอ่านพื้นที่ระหว่างบรรทัดตามตัวอักษร ผู้เรียนจึงระบุและใช้สำนวนนี้ได้เมื่อพูดถึงคำใบ้ ความหมายแฝง หรือข้อความที่มีความหมายมากกว่าถ้อยคำที่ปรากฏ 2. "Is Sara there?" / "Is Sara there?" — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เห็นได้ว่าประโยคเดียวกันทำหน้าที่ต่างกันตามช่องทาง ทางโทรศัพท์มักหมายถึงต้องการคุยกับ Sara แต่ในข้อความอาจใช้ตรวจว่าเธออยู่ตรงนั้นจริงหรือไม่ก่อนเล่าเรื่องส่วนตัว จึงช่วยให้อนุมานเจตนาจากช่องทางแทนการดูเฉพาะตัวประโยค 3. direct communication is preferred. / indirect communication is used. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในชีวิตจริง: แยกแยะวัฒนธรรมที่นิยมขออย่างตรงไปตรงมาจากวัฒนธรรมที่สื่อข้อเสนอหรือคำขอผ่านข้อสังเกตได้ จึงไม่ด่วนมองคำพูดเรื่องกระเป๋าหนักว่าเป็นเพียงข้อเท็จจริง หากที่จริงอาจแสดงความยินดีที่จะช่วยเหลือ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
You know when people say something and they expect you to understand more than just their words? ลำดับความ
0:00คุณเคยไหมที่เวลาคนพูดอะไรบางอย่างแล้วเขาคาดหวังให้คุณเข้าใจมากกว่าแค่คำพูดที่พวกเขาพูดออกมา?
more than just their words: ความหมายที่มากกว่าคำพูดตามตัวอักษร
ในที่นี้ their words หมายถึงเนื้อหาตรง ๆ ที่คนพูดออกมาจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงคำศัพท์แต่ละคำ ส่วน more than just บอกว่าผู้ฟังถูกคาดหวังให้เข้าใจความหมายเพิ่มเติมที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ โดยอาศัยเบาะแส เช่น น้ำเสียงและบริบท วลีนี้สร้างความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พูดโดยตรงกับสิ่งที่สื่อโดยอ้อม ความแตกต่างนี้บอกว่าเมื่อผู้พูดต้องการให้คุณอนุมานมากกว่านั้น การเข้าใจเพียงความหมายของคำทีละคำยังไม่เพียงพอ
แบบฝึกหัด
ในคำถามนี้ more than just their words บอกว่าผู้ฟังต้องเข้าใจอะไร?
- เฉพาะคำพูดที่พูดออกมาตรง ๆ เท่านั้น
- คำศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวนมากขึ้น
- ทั้งความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาและคำพูดตามตัวอักษร
ดูคำตอบ
ทั้งความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาและคำพูดตามตัวอักษร
we're going to talk about what people really mean beyond the words they use.
0:25เราจะมาพูดถึงสิ่งที่ผู้คนหมายถึงจริงๆ นอกเหนือจากคำพูดที่พวกเขาใช้
read between the lines: อนุมานสิ่งที่ไม่ได้พูด
read between the lines เป็นสำนวนที่หมายถึงการอนุมานข้อความที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เบาะแสอาจมาจากการเลือกใช้คำ น้ำเสียง บริบท หรือสิ่งที่คนหนึ่งเว้นไว้ไม่พูด สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการอ่านช่องว่างระหว่างบรรทัดที่พิมพ์ไว้จริง ๆ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้เรียกงานที่ยากซึ่งคนอื่นคาดหวังให้ผู้ฟังทำ นั่นคือหาความหมายโดยนัยให้ได้แม้จะไม่มีใครบอกอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “อนุมานข้อความที่ไม่ได้พูดออกมา”:The reply sounded polite, but I had to ____ to understand the warning.
ดูคำตอบ
read between the lines
especially if you're learning English as a second language. การใช้คำ
0:35โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกำลังเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง
as a second language: บทบาทของภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่
ใน learn English as a second language คำว่า as หมายถึงการอยู่ในฐานะหนึ่ง วลีนี้บอกว่ากำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแรกหรือภาษาแม่ของผู้เรียน second ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาลำดับที่สองที่เรียนจริง ๆ วลีนี้บอกความสัมพันธ์กับภาษาแรกของผู้เรียน ไม่ได้บอกลำดับการเรียนที่ตายตัว
แบบฝึกหัด
as a second language ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- ภาษาอังกฤษต้องเป็นภาษาลำดับที่สองที่เรียนเท่านั้น
- กำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่
- ภาษาอังกฤษง่ายกว่าภาษาแรกของผู้เรียน
ดูคำตอบ
กำลังเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่
let's dive in: เริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลัก
Let's dive in เป็นวิธีพูดแบบเป็นกันเองที่หมายถึง “มาเริ่มกันเถอะ” หรือ “มาเข้าสู่เนื้อหาหลักกันเถอะ” ในที่นี้ใช้บอกว่ากำลังเปลี่ยนจากช่วงเกริ่นนำเข้าสู่บทเรียนจริง dive ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ให้ความรู้สึกว่าเข้าสู่หัวข้อทันทีอย่างกระตือรือร้น ไม่ได้หมายถึงการลงไปในน้ำจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสนทนาที่มีคำว่า dive และหมายถึง “มาเริ่มกันเถอะ”: Everyone is ready, so ____.
ดูคำตอบ
let's dive in
to help you decode the meaning behind what people say. วลี
0:41เพื่อช่วยคุณถอดรหัสความหมายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนพูด
ถอดความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ผู้คนพูด
ในที่นี้ decode หมายถึงการตีความสารที่ยังไม่ชัดเจนในทันที โดยเปรียบการเข้าใจคำพูดอ้อม ๆ กับการถอดรหัสให้กลายเป็นข้อความที่ชัดเจน The meaning behind what people say คือเจตนา ความรู้สึก หรือสิ่งที่บอกเป็นนัยโดยไม่ได้พูดตรง ๆ ส่วน behind ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความหมายที่ลึกกว่าถ้อยคำตามตัวอักษร ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ behind ในวลี decode the meaning behind what people say แสดงถึงอะไร
- คำพูดอาจมีสารที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
- ผู้คนกำลังพูดจากสถานที่ที่อยู่ด้านหลัง
- ต้องเปลี่ยนคำพูดเป็นอีกภาษาหนึ่ง
ดูคำตอบ
คำพูดอาจมีสารที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
ช่องทางการสื่อสาร
ใน means of communication คำว่า means เป็นคำนามที่หมายถึงวิธีหรือช่องทางที่ใช้เพื่อทำบางสิ่ง ทั้งวลีหมายถึงวิธีแลกเปลี่ยนข้อความ เช่น การคุยต่อหน้า การโทรศัพท์ หรือการส่งข้อความ means มีรูปเดียวกันทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ a means of communication คือหนึ่งวิธี ส่วน different means of communication คือหลายวิธี ในคำถามนี้ ผู้พูดกำลังถามว่าใช้ช่องทางใด ไม่ได้ถามว่าข้อความมีความหมายว่าอะไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ means of communication เพื่อพูดถึงช่องทางแลกเปลี่ยนข้อความ
- Her message means that the meeting is cancelled.
- Email is our main means of communication.
- I do not understand the meaning of this email.
ดูคำตอบ
Email is our main means of communication.
face to face: การสื่อสารโดยตรงในสถานที่เดียวกัน
ในการใช้แบบนี้ face to face เป็นวลีตายตัว หมายถึงผู้คนพบกันหรือสื่อสารกันโดยตรงขณะที่อยู่ด้วยกันในสถานที่เดียวกัน วลีนี้เน้นการโต้ตอบโดยตรง ไม่ได้หมายถึงเพียงภาพที่ใบหน้าสองใบหันเข้าหากัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสามคำที่ใช้คำว่า face ซ้ำและหมายถึง “โดยตรงต่อกันในสถานที่เดียวกัน”: We need to talk ____ about this.
ดูคำตอบ
face to face
The same sentence can mean different things in different contexts. ลำดับความ
0:55ประโยคเดียวกันสามารถหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันในบริบทที่แตกต่างกัน
can mean different things in different contexts: ความหมายเปลี่ยนไปตามบริบท
can mean แสดงถึงความเป็นไปได้ ไม่ได้ยืนยันว่าความหมายจะเปลี่ยนทุกครั้ง different things in different contexts บอกว่าประโยคที่มีรูปเดิมอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ในที่นี้ contexts ครอบคลุมมากกว่าคำที่อยู่ใกล้เคียง โดยอาจรวมถึงว่าใครกำลังพูด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด สถานที่ วิธีสื่อสาร และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ประโยคนี้เสนอใจความสำคัญ ส่วนตัวอย่างหลังจากนั้นจะแสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้ทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัด
can mean different things in different contexts เสนอใจความสำคัญอะไร
- มีเพียงคำที่อยู่ติดกับด้านหน้าและด้านหลังของประโยคเท่านั้นที่สำคัญ
- ประโยคเดียวกันอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
- ทุกประโยคมีความหมายตายตัวเพียงความหมายเดียวเสมอ
ดูคำตอบ
ประโยคเดียวกันอาจสื่อความหมายต่างกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
so you're checking if she's physically there.
1:13ดังนั้นคุณเลยกำลังเช็กว่าตัวเธออยู่ที่นั่นจริงๆ หรือเปล่า
“Is Sara there?” ทางโทรศัพท์และในข้อความ
ประโยคนี้ถามว่า Sara “อยู่ที่นั่น” หรือไม่ แต่ช่องทางการสื่อสารช่วยบอกว่า there หมายถึงอะไรและคำถามนี้ทำหน้าที่อะไรในบริบทนั้น เมื่อพูดทางโทรศัพท์ คำถามนี้มักเป็นการขอคุยกับ Sara ไม่ใช่การถามตำแหน่งที่แน่นอนของเธอ เมื่อส่งข้อความ คำพูดเดียวกันอาจใช้ถามว่า Sara อยู่ใกล้ผู้รับจริง ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ส่งอยากพูดเรื่องส่วนตัว การเข้าใจเจตนาจึงต้องพิจารณาประโยค ช่องทางการสื่อสาร และจุดประสงค์ที่เป็นไปได้ของผู้พูดร่วมกัน
แบบฝึกหัด
ผู้โทรพูดว่า “Is Sara there? I'd like to speak to her.” ผู้โทรน่าจะกำลังทำอะไรอยู่มากที่สุด
- ขอให้ Sara มารับสาย
- ตรวจสอบว่า Sara อ่านข้อความส่วนตัวได้หรือไม่
- ถามที่อยู่ของ Sara
ดูคำตอบ
ขอให้ Sara มารับสาย
Who are the people speaking and what's their relationship? น้ำเสียง/เจตนา
1:18คนที่กำลังคุยกันเป็นใครและพวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
คนที่กำลังพูดคือใคร…และมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
คำถามสองข้อนี้ให้คุณระบุว่าใครกำลังพูดและทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางสังคมแบบใด ความสัมพันธ์ เช่น เพื่อน เพื่อนร่วมงาน สมาชิกครอบครัว คู่รัก หรือคนแปลกหน้า สามารถทำให้คำพูดเดียวกันฟังดูสุภาพ ตรงไปตรงมา ขี้เล่น หรือจริงจังต่างกันได้ relationship ในที่นี้มีความหมายกว้าง หมายถึงคนเหล่านั้นรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์แบบคู่รักโดยอัตโนมัติ
แบบฝึกหัด
ในคำถามนี้ “their relationship” ถามเกี่ยวกับอะไร
- ผู้พูดต้องกำลังคบหากันอยู่หรือไม่
- สองประโยคเชื่อมกันทางไวยากรณ์อย่างไร
- ผู้พูดรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ดูคำตอบ
ผู้พูดรู้จักหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร
It's a bit chilly in here: คำขอทางอ้อมที่อาจแฝงอยู่
ในประโยคนี้ It's a bit chilly in here. กล่าวถึงอุณหภูมิในห้องตามความหมายตรง ๆ แต่ในบริบทที่เพื่อนร่วมงานคุยกัน ประโยคนี้อาจเป็นคำขอทางอ้อมด้วย ผู้พูดคาดหวังให้ผู้ฟังนึกถึงสิ่งที่ช่วยได้เอง เช่น ปิดเครื่องปรับอากาศ ในภาษาอังกฤษ บางครั้งคนพูดถึงปัญหาแทนที่จะบอกตรง ๆ ว่าต้องการให้ทำอะไร คำขอนั้นเป็นเพียงความหมายที่แฝงอยู่ ไม่ได้มีเสมอไป จึงต้องดูสถานการณ์ ความสัมพันธ์ และปฏิกิริยาตอบรับว่าเป็นเพียงความคิดเห็นหรือเป็นคำขอด้วย
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: ในบริบทที่เหมาะสม It's a bit chilly in here. อาจเป็นคำขออย่างสุภาพให้ใครสักคนปรับอุณหภูมิในห้อง
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ถูก
a bit chilly: ใช้ a bit เพื่อลดระดับและทำให้ถ้อยคำนุ่มนวล
ใน a bit chilly คำว่า a bit อยู่หน้าคำคุณศัพท์ chilly และหมายถึง “เล็กน้อย” หรือ “นิดหน่อย” จึงลดระดับความหนาวลง โดยสื่อว่าห้องเย็นเล็กน้อย ไม่ได้หนาวมาก โครงสร้าง a bit + คำคุณศัพท์ มักทำให้ความคิดเห็นเชิงลบฟังนุ่มนวลขึ้น ผู้พูดอาจยังรู้สึกไม่สบายอยู่ แต่ถ้อยคำไม่แรงเท่า It's very cold หรือ It's too cold
แบบฝึกหัด
ใช้วลีสองคำจาก a bit chilly เพื่อทำให้ risky ฟังนุ่มนวลลง: The plan seems ____ risky.
ดูคำตอบ
a bit
I think she wants me to turn the air conditioning off. กริยาวลี
1:38ฉันว่าเธอคงอยากให้ฉันปิดแอร์ล่ะมั้ง
turn the air conditioning off: กริยาวลี turn off แบบแยกได้
Turn off เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ หมายถึงทำให้เครื่องหรือระบบหยุดทำงาน หรือก็คือปิด ในประโยคนี้ กรรมที่เป็นคำนาม the air conditioning อยู่ระหว่าง turn กับ off: turn the air conditioning off ถ้ากรรมเป็นคำนาม ทั้ง turn the air conditioning off และ turn off the air conditioning ฟังเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ตรงกลาง: turn it off ไม่ใช่ turn off it
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ turn off และคำสรรพนาม it: The lamp is still on. Please ____.
ดูคำตอบ
turn it off
the same scenario, but now...: เปลี่ยนเงื่อนไขในการเปรียบเทียบหนึ่งอย่าง
The same scenario บอกผู้ฟังว่าสถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม ส่วน But now between two partners เปลี่ยนเงื่อนไขในการเปรียบเทียบเพียงหนึ่งอย่าง คือความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง ในที่นี้ now แสดงการเปลี่ยนประเด็นในการอธิบายของผู้พูด ไม่ได้หมายถึงเวลาที่เกิดขึ้นภายหลังในเรื่องราว โครงสร้าง same..., but now... ช่วยให้ผู้ฟังเปรียบเทียบได้ว่าอะไรเปลี่ยนไปเมื่อเงื่อนไขหนึ่งแตกต่างออกไป
แบบฝึกหัด
วลี the same scenario, but now between two partners บอกอะไร?
- นำสองสถานการณ์ที่ต่างกันมารวมกันโดยไม่เปรียบเทียบ
- ผู้พูดเปลี่ยนไปพูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง
- สถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม แต่ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นคู่รัก
ดูคำตอบ
สถานการณ์พื้นฐานยังคงเดิม แต่ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นคู่รัก
Ooh, I think she wants me to do something about that. วลี
1:51อู้ว ฉันคิดว่าเธออยากให้ฉันทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้
do something about that: ลงมือจัดการสถานการณ์
do something about that หมายถึงลงมือทำเพื่อจัดการสถานการณ์นั้น ในโครงสร้างนี้ about ชี้ถึงปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องจัดการ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พูดถึงเรื่องนั้น ในที่นี้ that หมายถึงการที่เธอรู้สึกหนาว ส่วน something ไม่ได้ระบุว่าจะทำอะไรอย่างเจาะจง ผู้พูดจึงแสดงว่าต้องลงมือทำก่อนที่จะบอกว่าจะทำอะไร
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึงลงมือทำเพื่อจัดการปัญหาให้สมบูรณ์: The classroom door will not close. We need to do something ____ it.
ดูคำตอบ
about
I'd better give: had better + คำกริยารูปพื้นฐาน
I'd better give เป็นรูปย่อของ I had better give โครงสร้างคือ had better + คำกริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น give จึงคงรูปพื้นฐานและไม่เติม to had better แสดงว่าผู้พูดเห็นว่าการกระทำนั้นสมควรหรือจำเป็นในตอนนี้ โดยมักสื่อว่าหากไม่ทำอาจเกิดปัญหา ในที่นี้เขาคิดว่าการให้เสื้อแจ็กเก็ตแก่เธอทันทีเป็นการตอบสนองที่เหมาะสม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปย่อของ I had better และคำกริยารูปพื้นฐาน leave: The last bus leaves in five minutes, so ____ now.
ดูคำตอบ
I'd better leave
What about if you're meeting someone for the first time? ลำดับความ
1:57แล้วถ้าคุณเพิ่งพบใครบางคนเป็นครั้งแรกล่ะ?
What about if...: การยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบ
What about if ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมาให้ผู้ฟังพิจารณา ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนกรณีเป็นการพบใครสักคนครั้งแรก แล้วถามว่าแนวคิดเดิมจะใช้กับเงื่อนไขนี้อย่างไร ให้มอง What about if เป็นกรอบประโยคสนทนาหนึ่งชุด มีความหมายประมาณว่า “แล้วถ้า...ล่ะ?” มันช่วยเปลี่ยนการสนทนาจากกรณีหนึ่งไปสู่อีกกรณีหนึ่ง โดย about ตรงนี้ไม่ได้ใช้ถามว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร
แบบฝึกหัด
ในการอภิปราย What about if ทำหน้าที่อะไรใน “What about if the train is delayed?”
- ใช้ถามว่าหัวข้อเกี่ยวกับรถไฟคืออะไร
- ใช้แสดงว่าความล่าช้าเกิดขึ้นแล้ว
- ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมา
ดูคำตอบ
ใช้ยกสถานการณ์ที่เป็นไปได้อีกแบบขึ้นมา
uh ooh, I think they're just making conversation. วลี
2:05เอ่อ อู้ว ฉันว่าพวกเขาคงแค่ชวนคุยไปอย่างนั้นแหละ
just making conversation: แค่ชวนคุยตามมารยาท
Making conversation หมายถึงการพูดคุยเพื่อแสดงความเป็นมิตร หลีกเลี่ยงความเงียบ หรือทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมดำเนินต่อไปเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะหัวข้อนั้นสำคัญเป็นพิเศษ ในประโยคนี้ just จำกัดเหตุผลของการพูด ผู้พูดคิดว่าอีกฝ่ายแค่คุยเล่น ๆ โดยไม่มีคำขอหรือข้อความที่ลึกกว่านั้นอย่างชัดเจน Make ตรงนี้บอกถึงการหาสิ่งที่จะพูดและทำให้การโต้ตอบดำเนินต่อไป ไม่ได้หมายถึงการ “สร้างบทสนทนาที่เป็นทางการ” ตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
ใช้ make conversation ในรูปที่ถูกต้อง: She was not asking for advice; she was just ____.
ดูคำตอบ
making conversation
direct communication ... indirect communication: รูปแบบการสื่อสารทางวัฒนธรรมสองแบบ
การสื่อสารแบบตรงไปตรงมาคือการบอกสารอย่างชัดเจน ผู้ฟังจึงต้องตีความจากบริบทน้อยกว่า ส่วนการสื่อสารแบบอ้อมจะฝากความหมายไว้กับการบอกเป็นนัย ถ้อยคำสุภาพ น้ำเสียง หรือบริบทมากกว่า ในประโยคนี้ is preferred และ is used ใช้อธิบายรูปแบบการสื่อสารที่อาจพบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมต่าง ๆ การเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่การจัดอันดับ เพราะ direct และ indirect เป็นชื่อของรูปแบบ ไม่ได้หมายถึงดีกว่าและแย่กว่า ทั้งสองคำอธิบายแนวโน้มโดยรวม ไม่ใช่ทุกคนในวัฒนธรรมนั้น
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: ประโยคนี้บอกว่าการสื่อสารแบบตรงไปตรงมาดีกว่าการสื่อสารแบบอ้อม
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
เท็จ
if you're coming from a culture that uses direct communication
2:25ถ้าคุณมาจากวัฒนธรรมที่ใช้การสื่อสารแบบตรงไปตรงมา
and you're just used to saying what you mean. ไวยากรณ์
2:28และคุณก็คุ้นเคยกับการพูดสิ่งที่คุณคิดออกมาตรงๆ
be used to saying: คุ้นเคยกับการทำสิ่งหนึ่ง
ในโครงสร้าง be used to + คำนามหรือรูป -ing คำว่า be used to หมายถึงคุ้นเคยกับบางสิ่ง ในที่นี้ you're used to saying what you mean หมายถึงการพูดความหมายของตนอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องปกติและคุ้นเคยสำหรับคุณ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามมาจึงใช้รูป -ing ส่วนรูปของ be เปลี่ยนได้ตามประธานและเวลา เช่น I am used to, she is used to และ they were used to
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย be used to และรูปที่ถูกต้องของ get เพื่อสื่อว่าเรื่องนี้รู้สึกเป็นปกติแล้ว: I am ____ up early now.
ดูคำตอบ
used to getting
Imagine you see someone who is struggling with a heavy bag. วลี
2:31ลองจินตนาการว่าคุณเห็นใครบางคนที่กำลังถือกระเป๋าหนักๆ อย่างทุลักทุเล
struggling with a heavy bag: ลำบากในการจัดการบางสิ่ง
ในประโยคนี้ struggling with a heavy bag หมายถึงกำลังลำบากในการถือหรือจัดการกระเป๋าเพราะมันหนัก คำว่า with นำหน้าสิ่งที่ทำให้เกิดความลำบาก ไม่ได้หมายความว่าคนกับกระเป๋ากำลังทำอะไรด้วยกัน ใช้ struggle with + นามวลี เมื่อพูดถึงสิ่งที่รับมือได้ยาก สิ่งนั้นอาจเป็นของจริง เช่น กระเป๋าหนัก หรือเป็นเรื่องนามธรรม เช่น โจทย์คณิตศาสตร์หรือการตัดสินใจ สำนวนนี้เน้นว่าต้องใช้ความพยายามจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายจะล้มเหลวเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ struggle with: Nina is ____ this maths problem.
ดูคำตอบ
struggling with
Can I help you with this bag?: การเสนอความช่วยเหลือ
Can I help you with this bag? เป็นการเสนอความช่วยเหลือที่ตรงไปตรงมาและสุภาพ ในที่นี้ Can I...? ไม่ได้ถามจริง ๆ ว่าผู้พูดมีความสามารถหรือไม่ แต่ถามว่าอีกฝ่ายต้องการให้ผู้พูดช่วยหรือไม่ รูปแบบ Can I help you with + คำนาม? ใช้ระบุสิ่งของหรืองานที่ต้องการความช่วยเหลือ สำหรับ this bag สถานการณ์ช่วยให้เข้าใจได้ว่าความช่วยเหลืออาจหมายถึงการยก ถือ หรือจัดการกระเป๋า
แบบฝึกหัด
เติมคำเสนอความช่วยเหลือด้วยรูปแบบเป้าหมาย: ____ those books?
ดูคำตอบ
Can I help you with
“That looks like a heavy bag”: คำสังเกตที่เป็นการเสนอความช่วยเหลือทางอ้อม
“Ooh, that looks like a heavy bag.” ตามตัวอักษรเป็นการบอกว่ากระเป๋าดูหนัก ในสถานการณ์นี้ คำสังเกตดังกล่าวยังอาจสื่อว่า “ฉันเห็นว่าคุณอาจกำลังลำบาก และฉันอาจเต็มใจช่วย” โดยไม่เสนอความช่วยเหลือตรง ๆ คำว่า looks like ไม่ได้หมายถึง “Can I help?” ด้วยตัวมันเอง ความหมายโดยอ้อมเกิดจากสถานการณ์ น้ำเสียง และความคาดหวังว่าอีกฝ่ายอาจตอบหรือขอความช่วยเหลือ
แบบฝึกหัด
จริงหรือเท็จ: ถ้าใครกำลังถือกระเป๋าด้วยความลำบาก “That looks like a heavy bag” สามารถเปิดทางเสนอความช่วยเหลือโดยอ้อมได้ แม้ตามหลักไวยากรณ์จะเป็นการสังเกต
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
จริง
because they might think that they're just stating facts. น้ำเสียง/เจตนา
2:50เพราะพวกเขาอาจจะคิดว่าคนพูดก็แค่บอกเล่าข้อเท็จจริงเฉยๆ
“they’re just stating facts”: just ที่หมายถึง “เพียงแค่”
ใน they’re just stating facts คำว่า stating facts หมายถึงการพูดสิ่งที่เป็นจริงหรือสิ่งที่มองเห็นได้ ส่วน just ในที่นี้หมายถึง “เพียงแค่” ผู้สื่อสารแบบตรงไปตรงมาจึงได้ยินประโยคนั้นเป็นเพียงคำบรรยายตามตัวอักษรเท่านั้น นี่คือสาเหตุของความเข้าใจผิด ผู้ฟังไม่ได้อนุมานถึงคำขอหรือการเสนอความช่วยเหลือโดยอ้อมจากคำพูดที่บอกข้อเท็จจริง แม้ผู้พูดจะตั้งใจสื่อเช่นนั้นก็ตาม
แบบฝึกหัด
ใน “Maya is not complaining; she is just stating facts.” คำว่า just หมายถึงอะไร?
- เมื่อครู่นี้
- อย่างยุติธรรม
- เพียงแค่ โดยไม่มีเจตนาอื่น
ดูคำตอบ
เพียงแค่ โดยไม่มีเจตนาอื่น
there's an implication here that they're happy to help if you ask. โน้ต
2:55มีความหมายแฝงอยู่ว่าพวกเขายินดีที่จะช่วยถ้าคุณขอ
there's an implication here that ใช้เกริ่นความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ
there's an implication here that ใช้เกริ่นความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่อนุมานได้จากคำพูดหรือสถานการณ์ ส่วนอนุประโยคหลัง that บอกว่าความหมายแฝงนั้นคืออะไร ในประโยคนี้ ความหมายแฝงคือคนเหล่านั้นเต็มใจช่วย แต่ผู้ฟังต้องเอ่ยปากขอก่อน
แบบฝึกหัด
ในบริบทนี้ there's an implication here that... หมายความว่าอย่างไร?
- มีการกล่าวคำขออย่างตรงไปตรงมาแล้ว
- สามารถอนุมานความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ได้
- ผลบางอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว
ดูคำตอบ
สามารถอนุมานความหมายที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ได้
they're happy to help if you ask ทำให้ความเต็มใจช่วยมีเงื่อนไข
ในโครงสร้าง be happy to + คำกริยา happy หมายถึงเต็มใจหรือยินดีที่จะทำบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงรู้สึกร่าเริงเท่านั้น ดังนั้น they're happy to help จึงหมายถึงพวกเขาเต็มใจช่วย if you ask เพิ่มเงื่อนไขว่าความช่วยเหลือจะมีให้เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากขอ เป็นการให้คนคนนั้นเลือกและเริ่มขั้นตอนต่อไปเอง ไม่ได้หมายความว่าการช่วยเหลือได้เริ่มขึ้นแล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่ามีความช่วยเหลือให้ แต่อีกฝ่ายต้องเอ่ยปากขอก่อน?
- They're happy because you helped them.
- They're happy to help if you ask.
- They're helping before you ask.
ดูคำตอบ
They're happy to help if you ask.
in a lot of English-speaking countries: การจำกัดขอบเขต
วลีเปิดประโยค in a lot of English-speaking countries จำกัดขอบเขตของข้อความที่ตามมา วลีนี้บอกว่าข้อสังเกตดังกล่าวมักเป็นจริงในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย ไม่ได้หมายถึงผู้ใช้ภาษาอังกฤษทุกคน ทุกสถานการณ์ หรือทุกประเทศในกลุ่มนั้น คำว่า a lot of หมายถึง “หลาย” ไม่ใช่ all และ English-speaking countries ก็มีขอบเขตกว้างกว่าแค่สหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา วลีบอกขอบเขตนี้ทำให้ข้อสังเกตทางวัฒนธรรมมีความระมัดระวังแทนที่จะเป็นกฎตายตัว
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบายขอบเขตของ in a lot of English-speaking countries ได้ตรงที่สุด
- ข้อความนี้หมายถึงเฉพาะสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา
- ข้อความนี้บอกถึงแนวโน้มที่พบได้ทั่วไปในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงในทุกประเทศ
- ข้อความนี้บอกว่าผู้ใช้ภาษาอังกฤษทุกคนในทุกประเทศมีพฤติกรรมเหมือนกัน
ดูคำตอบ
ข้อความนี้บอกถึงแนวโน้มที่พบได้ทั่วไปในหลายประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงในทุกประเทศ
Remember not to take everything they say word for word. สำนวน
3:06อย่าลืมว่าไม่ควรแปลทุกสิ่งที่พวกเขาพูดตามตัวอักษรเป๊ะๆ
not take ... word for word: อย่ายึดเฉพาะความหมายตามตัวอักษร
ในประโยคนี้ take something word for word หมายถึงการเข้าใจสิ่งหนึ่งทีละคำโดยยึดเฉพาะความหมายตามตัวอักษรที่ปรากฏ รูปปฏิเสธ not to ทำให้ข้อความนี้เป็นคำเตือน ผู้ฟังควรพิจารณาบริบท น้ำเสียง และความหมายแฝงที่อาจมี แทนที่จะคิดว่าทุกประโยคมีความหมายตรงกับคำแต่ละคำทั้งหมด นี่ไม่ใช่คำสั่งให้จดทุกคำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึงการยึดเฉพาะถ้อยคำที่ตรงและเป็นความหมายตามตัวอักษร: Do not take the joke ____.
ดูคำตอบ
word for word
Keep in mind + นามวลีหรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that
Keep in mind หมายถึง “จดจำประเด็นสำคัญนี้และนำไปพิจารณาเมื่อตัดสินใจหรือลงมือทำ” ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้เกริ่นปัจจัยหลายอย่างที่ผู้ฟังไม่ควรมองข้าม หลังสำนวนนี้สามารถตามด้วยนามวลี เช่น keep in mind the culture หรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ได้ ในที่นี้ mind เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนทั้งหมด ไม่ได้หมายถึง “รู้สึกรำคาญ” หรือ “ถือสา”
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนที่เรียนมา: ____ that the library closes at six.
ดูคำตอบ
Keep in mind
ask for clarification: ขอให้ชี้แจงความหมาย
to ask for clarification หมายถึง “ขอให้อีกฝ่ายทำให้ประเด็นหนึ่งที่ไม่ชัดเจนเข้าใจได้ชัดขึ้น” ในโครงสร้าง ask for + คำนาม คำว่า clarification คือสิ่งที่ผู้พูดขอ clarification มักใช้กับสิ่งที่มีการพูดหรือเขียนไปแล้ว แต่ยังคลุมเครือหรือเข้าใจยาก จึงเฉพาะเจาะจงกว่าการขอข้อมูลใหม่ทั่วไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย ask for + คำนามที่หมายถึง “การทำให้ประเด็นที่ไม่ชัดเจนเข้าใจได้ชัดขึ้น”: If the instructions are unclear, ____.
ดูคำตอบ
ask for clarification
It's a bit stuffy in here: การบรรยายที่อาจบอกเป็นนัยถึงคำขอ
It's a bit stuffy in here หมายความว่าอากาศในพื้นที่ปิดที่ผู้พูดอยู่รู้สึกอับ ร้อน หรือถ่ายเทไม่ดี ในที่นี้ stuffy ใช้บรรยายอากาศ ไม่ได้หมายความว่าห้องมีสิ่งของมากเกินไป ประโยคนี้บอกปัญหาแทนที่จะสั่งให้ใครทำอะไรตรง ๆ จึงอาจทำหน้าที่เป็นคำขอทางอ้อมได้ ถ้าหน้าต่างในห้องปิดอยู่ ผู้พูดอาจหวังให้ใครสักคนเปิดหน้าต่าง คำว่า a bit ทำให้คำบ่นฟังนุ่มนวลลง ส่วนบริบทจะบอกว่าผู้พูดอยากให้ทำอะไร
แบบฝึกหัด
ในห้องที่ปิดหน้าต่างอยู่ ผู้พูดอาจกำลังขออะไรทางอ้อมเมื่อพูดว่า “It's a bit stuffy in here”?
- ขอให้ทุกคนนำสิ่งของเข้ามาในห้องเพิ่ม
- ขอให้ใครสักคนเปิดหน้าต่างหรือช่วยให้อากาศถ่ายเทดีขึ้น
- ขอให้ใครสักคนเพิ่มความร้อน
ดูคำตอบ
ขอให้ใครสักคนเปิดหน้าต่างหรือช่วยให้อากาศถ่ายเทดีขึ้น
you guys: คำเรียกกลุ่มคนโดยตรงแบบไม่เป็นทางการ
you guys เป็นวิธีเรียกคนเป็นกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ มีความหมายคล้าย you ที่เป็นพหูพจน์ ในวลีนี้ guys มักรวมคนทุกเพศได้ ไม่ได้หมายถึงผู้ชายเท่านั้นเสมอไป ในประโยคนี้ you guys เป็นคำเรียกผู้ฟังโดยตรง ผู้พูดแทรกไว้ระหว่างเครื่องหมายจุลภาคสองตัวเพื่อดึงความสนใจของคนในกลุ่มและชวนให้ตอบ หากตัดออก ใจความหลักยังคงอยู่ แต่จะไม่มีการเรียกผู้ฟังโดยตรง
แบบฝึกหัด
ตัดสิน: “you guys” มักเป็นคำเรียกที่เหมาะสมที่สุดในอีเมลธุรกิจที่เป็นทางการมาก
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ผิด
don't you think? เพื่อชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย
ในประโยคนี้ don't you think? ตามหลังความเห็นว่าในห้องอากาศอับ ใช้ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ โดยมีความหมายประมาณว่า “ทุกคนก็คิดอย่างนั้นใช่ไหม” ไม่ได้ถามตามตัวอักษรว่าคนอื่นคิดเป็นหรือไม่ การเติมคำถามสั้น ๆ นี้ทำให้ความเห็นฟังดูไม่ห้วนเหมือนการฟันธง แต่คล้ายการขอความเห็นร่วมกันมากขึ้น ถึงอย่างนั้น ผู้พูดก็ยังสื่อว่าคาดหวังให้อีกฝ่ายเห็นด้วย
แบบฝึกหัด
ในประโยค “It's a bit stuffy in here, don't you think?” หน้าที่หลักของ don't you think? คืออะไร?
- ถามว่าคนอื่นมีความสามารถในการคิดหรือไม่
- บอกให้คนอื่นออกจากห้อง
- ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ
ดูคำตอบ
ชวนให้คนอื่นเห็นด้วยหรือตอบกลับ
hot ในความหมายว่า ‘รู้สึกร้อนเกินไป’
hot ในที่นี้หมายถึง “รู้สึกร้อนจนไม่สบาย” บทสนทนาเรื่องห้องอากาศอับและการเปิดหน้าต่างเป็นเบาะแสเรื่องอุณหภูมิและการระบายอากาศ ดังนั้นผู้พูดไม่ได้กำลังวิจารณ์รูปลักษณ์ของ Serene เมื่อ be hot ใช้บรรยายคน ต้องดูบริบทเพื่อเลือกความหมาย เบาะแสเรื่องอุณหภูมิ อากาศ เสื้อผ้า การออกกำลังกาย หรือการระบายอากาศมักหมายถึงความรู้สึกร้อนทางร่างกาย ส่วนบทสนทนาเรื่องรูปลักษณ์หรือการออกเดตอาจหมายถึงความหมายแบบไม่เป็นทางการว่า “มีเสน่ห์ทางเพศ”
แบบฝึกหัด
ห้องอากาศอับและมีคนเสนอให้เปิดหน้าต่าง ในบริบทนี้ “Serene is hot” หมายความว่าอย่างไร?
- Serene มีเสน่ห์ทางเพศ
- Serene กำลังโกรธ
- Serene รู้สึกร้อนเกินไป
ดูคำตอบ
Serene รู้สึกร้อนเกินไป