บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: คำกริยา Delexicalised: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนสั้นนี้อธิบายว่า delexicalized verbs เช่น take, make, get และ have ทำหน้าที่วางโครงสร้างประโยค ขณะที่คำนามซึ่งใช้คู่กันเป็นตัวให้ความหมายหลัก ช่วงท้ายแนะนำให้เรียนเป็นวลีที่สมบูรณ์แทนการท่องจำคำแยกกัน ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. delexicalized verbs. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจศัพท์ภาษาศาสตร์หลักที่ใช้เรียกกริยาพบบ่อยซึ่งความหมายประจำคำลดลงเมื่อจับคู่กับคำนาม จึงมองออกว่าเหตุใด take ใน take a shower จึงไม่ได้คงความหมายรูปธรรมตามปกติ และเหตุใดควรทำความเข้าใจทั้งสำนวนเป็นหน่วยเดียว 2. took a cold shower และ took a warm shower — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: เรียนรู้การแทรกคำคุณศัพท์ในคำปรากฏร่วมที่ใช้บ่อยอย่าง take a shower เพื่อเพิ่มรายละเอียดโดยยังรักษาโครงสร้างพื้นฐานไว้ สามารถนำรูปแบบที่ขยายได้นี้ไปเล่าประสบการณ์ประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติและหลีกเลี่ยงคำผสมที่ผิดธรรมชาติอย่าง do a shower 3. don't try to learn just words, try to learn chunks of language. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตโครงสร้างคำแนะนำแบบเปรียบต่างที่ปฏิเสธวิธีซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่าก่อน แล้วจึงเสนอทางเลือก ใช้รูปแบบนี้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนได้ พร้อมนำหลักคิดไปใช้ด้วยการเรียนกริยาควบคู่กับคำนาม คำขยาย และรายละเอียดบริบทที่มักใช้ร่วมกัน
คำอธิบายในบทเรียนนี้
I'm going to teach you something that will make you sound more natural, ไวยากรณ์
0:06ฉันจะมาสอนสิ่งที่จะทำให้คุณพูดได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
make you sound more natural: ทำให้คุณฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ใน make you sound more natural คำว่า make หมายถึง “ทำให้เกิดผลบางอย่าง” ไม่ใช่ “สร้าง” โครงสร้างคือ make + บุคคล + คำกริยา: make + you + sound คำกริยาหลังบุคคลใช้รูปพื้นฐานโดยไม่ใส่ to ตรงนี้ sound หมายถึง “ให้ความรู้สึกบางอย่างเมื่อได้ยิน” และตามด้วยคำคุณศัพท์ natural ทั้งวลีหมายถึงบางสิ่งทำให้คำพูดของคุณฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นสำหรับคนอื่น
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างที่หมายถึง “ทำให้คุณฟังดูชัดเจนขึ้น” ลงในประโยค: This microphone will ____.
ดูคำตอบ
make you sound clearer
and will help you to understand native speakers better.
0:11และจะช่วยให้คุณเข้าใจเจ้าของภาษาได้ดียิ่งขึ้น
Let's look at delexicalized verbs. โน้ต
0:15เรามาดู delexicalized verbs (กริยาที่ลดทอนความหมาย) กันเถอะ
Let's look at: เกริ่นหัวข้อถัดไป
Let's look at ใช้เกริ่นหัวข้อ ตัวอย่าง หรือปัญหาถัดไป ตรงนี้ look at ไม่ได้หมายถึงเพียง “หันสายตาไปมอง” แต่ยังหมายถึง “พิจารณาหรือตรวจดู” Let's เป็นรูปย่อของ let us และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน look ผู้พูดรวมผู้ฟังไว้ด้วย และใช้ Let's look at + หัวข้อ เพื่อนำทุกคนไปสู่ส่วนถัดไปอย่างเป็นมิตร
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสามคำที่ใช้ชวนทั้งชั้นตรวจดูตัวอย่างถัดไป: ____ the next example.
ดูคำตอบ
Let's look at
delexicalized verbs: กริยาที่ความหมายเชิงคำศัพท์ลดลง
delexicalized verbs คือการใช้กริยาที่พบบ่อย เช่น have, take, make หรือ give ในกรณีที่ตัวกริยามีความหมายค่อนข้างกว้าง และคำนามที่ตามมาเป็นส่วนที่บอกความหมายเฉพาะเป็นหลัก ใน take a shower คำว่า shower บอกกิจกรรมหลัก ส่วน take ช่วยสร้างสำนวนที่ใช้กันเป็นปกติในภาษาอังกฤษ delexicalized ไม่ได้หมายความว่ากริยาไม่มีหน้าที่ กริยายังคงบอกข้อมูลทางไวยากรณ์ เช่น กาลและความสอดคล้องกับประธาน และควรเรียนรู้ชุดกริยา–คำนามเป็นกลุ่มคำที่เป็นธรรมชาติ กริยาประเภทนี้มักเรียกว่า light verbs ด้วย ส่วน empty verbs เป็นชื่อเรียกในการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกันอีกคำหนึ่ง
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบาย delexicalized verb ในสำนวนอย่าง take a shower ได้ดีที่สุด
- กริยามีความหมายกว้าง และคำนามเป็นส่วนที่บอกความหมายเฉพาะเป็นหลัก
- กริยาบอกความหมายทั้งหมด และคำนามไม่ได้เพิ่มความหมายใด ๆ
- กริยาทุกคำที่อยู่หน้าคำนาม ไม่ว่ากริยานั้นจะมีความหมายอย่างไร
ดูคำตอบ
กริยามีความหมายกว้าง และคำนามเป็นส่วนที่บอกความหมายเฉพาะเป็นหลัก
Delexicalized verbs are some of the most common verbs used in English. ไวยากรณ์
0:17Delexicalized verbs เป็นคำกริยาที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ
some of the most common verbs used in English: กริยาบางส่วนที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ
some of the most common verbs หมายถึงกริยาหลายคำจากกลุ่มที่มีความถี่ในการใช้สูงที่สุด ในที่นี้ some of เลือกสมาชิกเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่ากริยาเหล่านี้พบไม่บ่อยหรือมีจำนวนน้อยมาก used in English อยู่หลัง verbs และทำหน้าที่ขยายคำนี้ โดยเป็นรูปย่อของ that are used in English ดังนั้นความหมายทั้งหมดคือ “สมาชิกหลายคำจากกลุ่มกริยาที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ”
แบบฝึกหัด
some of the most common verbs ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- กริยาเหล่านี้อยู่ในกลุ่มกริยาที่มีความถี่สูงที่สุด
- กริยาเหล่านี้เป็นกริยาเพียงกลุ่มเดียวที่ใช้ในภาษาอังกฤษ
- กริยาเหล่านี้เป็นกริยาที่ไม่ค่อยใช้กลุ่มเล็ก ๆ
ดูคำตอบ
กริยาเหล่านี้อยู่ในกลุ่มกริยาที่มีความถี่สูงที่สุด
You'll notice that these verbs tend to be irregular. วลี
0:26คุณจะสังเกตเห็นว่ากริยาเหล่านี้มักจะเป็นกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎ (irregular verbs)
tend to be irregular: บอกแนวโน้มที่มักเป็นเช่นนั้น
ใน tend to be irregular วลีนี้หมายถึง “มักจะไม่ปกติ” หรือ “มีแนวโน้มว่าจะไม่ปกติ” วลีนี้บอกว่าเรื่องดังกล่าวเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อย ไม่ใช่กฎตายตัว จึงอาจมีข้อยกเว้นได้ โครงสร้างคือ tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน โดยคำกริยารูปพื้นฐานในที่นี้คือ be โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ รูปแบบทั่วไป หรือแนวโน้มได้ด้วย
แบบฝึกหัด
These verbs tend to be irregular หมายความว่าอย่างไร
- คำกริยาเหล่านี้วางแผนที่จะกลายเป็นคำกริยาไม่ปกติ
- คำกริยาเหล่านี้เป็นคำกริยาไม่ปกติเสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น
- คำกริยาเหล่านี้มักเป็นคำกริยาไม่ปกติ แต่อาจมีข้อยกเว้นได้
ดูคำตอบ
คำกริยาเหล่านี้มักเป็นคำกริยาไม่ปกติ แต่อาจมีข้อยกเว้นได้
combine with nouns to create idiomatic expressions: ใช้ร่วมกับคำนามเพื่อสร้างสำนวนที่เป็นธรรมชาติ
รูปแบบ combine with nouns to create... อธิบายกระบวนการหนึ่ง คือคำกริยารวมกับคำนามบางคำ แล้วการรวมกันนั้นสร้างเป็นสำนวนที่ผู้คนใช้เป็นหน่วยเดียวกัน คำกริยารูปไม่ชี้เฉพาะ to create บอกว่าการรวมกันนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้น ในที่นี้ idiomatic expressions รวมถึงการใช้คำร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นที่ยอมรับ เช่น collocations ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสำนวนเชิงอุปมาที่เดาความหมายได้ยาก ควรเรียนคำกริยากับคำนามร่วมกันเป็นกลุ่มคำ ไม่ใช่เรียนเฉพาะคำกริยา
แบบฝึกหัด
ข้อความที่เน้นไว้บอกว่าควรเรียนรู้อะไร
- เรียนเฉพาะสำนวนเชิงอุปมาที่ไม่สามารถเดาความหมายได้
- เรียนคำกริยากับคำนามร่วมกันเป็นสำนวนที่ใช้กันเป็นประจำ
- เรียนเฉพาะคำกริยา เพราะใช้คำนามใดแทนคำนามเดิมก็ได้
ดูคำตอบ
เรียนคำกริยากับคำนามร่วมกันเป็นสำนวนที่ใช้กันเป็นประจำ
What makes delexicalized verbs different to other verbs? ไวยากรณ์
0:34อะไรทำให้ delexicalized verbs แตกต่างจากกริยาอื่นๆ?
อะไรทำให้ X แตกต่างจาก Y?
What makes X different to Y? ใช้ถามว่าลักษณะหรือสาเหตุใดทำให้ X แตกต่างจาก Y ในที่นี้ makes หมายถึง “ทำให้ X อยู่ในสภาพนั้น” ไม่ได้หมายถึง “สร้าง” และ different ใช้บอกลักษณะของ X รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ What makes + X + different to/from + Y? ใช้เมื่อต้องการถามเหตุผลที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ไม่ใช่เพียงยืนยันว่ามีความแตกต่างอยู่
แบบฝึกหัด
เติมคำที่ใช้ถามถึงลักษณะซึ่งทำให้เกิดความแตกต่าง: ____ this animal different from the others?
ดูคำตอบ
What makes
กุญแจสำคัญอยู่ในชื่อ
The key is in the name บอกผู้ฟังว่าคำอธิบายจะเริ่มจากตรงไหน นั่นคือชื่อเองมีเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับความหมาย ประโยคนี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะพิจารณาหรือแยกส่วนของคำนั้นเพื่ออธิบาย ในที่นี้ key หมายถึงเบาะแสหรือใจความที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้ไขกุญแจ วลีนี้เชื่อมคำถามเกี่ยวกับแนวคิดเข้ากับคำอธิบายที่อาศัยชื่อของแนวคิดนั้น
แบบฝึกหัด
ในการอธิบาย The key is in the name มักส่งสัญญาณว่าอะไร?
- มีกุญแจจริงซ่อนอยู่ในคำ
- ควรละเลยชื่อนั้น
- ชื่อให้เบาะแสสำคัญ
ดูคำตอบ
ชื่อให้เบาะแสสำคัญ
taken out of ... and put into ...: รูปกรรมวาจกที่แสดงการย้าย
taken out of the verb and put into the noun นำเสนอความหมายเหมือนกับว่าย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การย้ายในที่นี้เป็นแนวคิดเชิงนามธรรม ไม่ได้มีการนำสิ่งของจริง ๆ ออกมา ทั้งสองส่วนเป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่ขนานกัน โดย is ใช้ร่วมกับทั้ง taken และ put รูปแบบคือ be taken out of A and put into B ซึ่งบอกแหล่งที่มาก่อน แล้วจึงบอกตำแหน่งใหม่
แบบฝึกหัด
ใช้ taken out of ... and put into ... เติมประโยคให้สมบูรณ์: The date was ____ the heading and ____ the first paragraph.
ดูคำตอบ
taken out of · put into
took a shower: รูปอดีตของ take a shower
took a shower เป็นรูปอดีตของ take a shower และทั้งวลีหมายถึง “อาบน้ำด้วยฝักบัว” ในที่นี้ take เป็นกริยาที่มีความหมายเบา โดย shower สื่อความหมายหลักของการกระทำ ให้เรียน take a shower เป็นกลุ่มคำเดียวกัน อย่าเข้าใจ take ตามตัวอักษรว่าหยิบหรือขนย้ายฝักบัว
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ take a shower: I ____ before breakfast.
ดูคำตอบ
took a shower
The verb take doesn't really mean anything in this sentence. น้ำเสียง/เจตนา
0:57คำกริยา take ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในประโยคนี้
doesn't really mean anything: การกล่าวอย่างนุ่มนวลว่าความหมายเชิงเนื้อหามีน้อย
ในที่นี้ doesn't really mean anything หมายความว่า take แทบไม่ได้ให้ความหมายที่เป็นรูปธรรมด้วยตัวมันเองในประโยคนี้โดยเฉพาะ แต่คำนี้ยังช่วยสร้างสำนวนอยู่ ดังนั้นผู้พูดไม่ได้บอกว่าคำนี้ไม่มีหน้าที่ทางไวยากรณ์เลย คำว่า doesn't really มักทำให้การปฏิเสธฟังดูไม่เด็ดขาดเกินไป เป็นวิธีธรรมชาติในการแก้ความเข้าใจที่ตรงตัวเกินไปโดยไม่พูดแบบฟันธง
แบบฝึกหัด
ถูกหรือผิด: ในที่นี้ doesn't really mean anything หมายความว่า take ไม่มีความหมายหรือหน้าที่ในภาษาอังกฤษไม่ว่าจะใช้แบบใดก็ตาม
- ถูก
- ผิด
ดูคำตอบ
ผิด
The meaning is in the key words shower and this morning.
1:01ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่คำหลักอย่าง shower (อาบน้ำ) และ this morning (เมื่อเช้านี้)
We can also add adjectives in there to give extra meaning. วลี
1:06เรายังสามารถเพิ่มคำคุณศัพท์ลงไปเพื่อให้ความหมายเพิ่มเติมได้
add adjectives in there to give extra meaning: เติมคำคุณศัพท์ในโครงสร้างเพื่อเพิ่มความหมาย
add adjectives in there หมายถึงการใส่คำคุณศัพท์เข้าไปในวลีหรือโครงสร้างที่กำลังพูดถึงอยู่ ในที่นี้ in there ชี้ถึงตำแหน่งภายในภาษา ไม่ใช่สถานที่จริง รูป infinitive อย่าง to give extra meaning อธิบายจุดประสงค์ของการเติมคำเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น การใส่ cold เข้าไปใน take a shower จะได้ take a cold shower และเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ shower
แบบฝึกหัด
คุณกำลังขยาย take a break ประโยคใดเติม quick เข้าไปในโครงสร้างได้ถูกต้องเพื่อเพิ่มความหมาย?
- We took a quick break.
- We quick took a break.
- We took quick a break.
ดูคำตอบ
We took a quick break.
The verb is just there to give sentence structure. วลี
1:10คำกริยามีไว้เพื่อกำหนดโครงสร้างประโยคเท่านั้น
be just there to + คำกริยา: บอกหน้าที่ที่จำกัด
ในวลี is just there to give sentence structure โครงสร้าง be there to + คำกริยารูปพื้นฐานบอกว่าประธานมีอยู่หรือถูกใส่ไว้เพื่อจุดประสงค์หนึ่ง ในที่นี้ there ไม่ได้ชี้ถึงสถานที่จริง แต่หมายถึงว่าคำกริยานั้นอยู่ในโครงสร้างประโยค just จำกัดจุดประสงค์นั้น หน้าที่ของคำกริยามีเพียงช่วยสร้างโครงสร้างทางไวยากรณ์ ไม่ใช่สื่อความหมายหลักของเนื้อหา สามารถใช้ be just there to + คำกริยารูปพื้นฐานเพื่ออธิบายหน้าที่ที่จำกัดของคำ ส่วนประกอบ หรือเครื่องมือได้
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคนี้: The small icon is just there to show that the file is saved. is just there to show หมายความว่าอย่างไร
- ไอคอนนี้แสดงสถานะของไฟล์โดยบังเอิญ
- ไอคอนนี้ถูกใส่ไว้เพื่อแสดงสถานะของไฟล์เท่านั้น
- ไอคอนนี้อยู่ห่างจากไฟล์จริง ๆ มาก
ดูคำตอบ
ไอคอนนี้ถูกใส่ไว้เพื่อแสดงสถานะของไฟล์เท่านั้น
I took a warm shower this morning.
1:16"I took a warm shower this morning." (เมื่อเช้าฉันอาบน้ำอุ่น)
took a cold/warm shower: เติมคำคุณศัพท์ใน take a shower
Take a shower ทำงานเป็นหน่วยที่ประกอบด้วยคำกริยาและคำนาม โดย take เปลี่ยนรูปเพื่อแสดงกาล ส่วน shower บอกเหตุการณ์หลัก ใน took a cold shower และ took a warm shower คำว่า cold และ warm ขยาย shower คำคุณศัพท์อยู่ภายในหน่วยนี้ตามลำดับของนามวลีตามปกติ: took + a + คำคุณศัพท์ + shower การเปลี่ยนคำคุณศัพท์จะเปลี่ยนชนิดของการอาบน้ำ ส่วน took ยังคงทำหน้าที่เป็นกริยาเบาเหมือนเดิม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดวาง quick ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติภายใน take a shower
- I quick took a shower before school.
- I took quick a shower before school.
- I took a quick shower before school.
ดูคำตอบ
I took a quick shower before school.
Be aware that some people call delexicalized verbs น้ำเสียง/เจตนา
1:19พึงระลึกไว้ว่าบางคนอาจเรียก delexicalized verbs ว่า
Be aware that: การเตือนให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนและค่อนข้างเป็นทางการ
Be aware that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟังควรใส่ใจ ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้เพื่อเตรียมผู้ฟังให้พบชื่ออื่น ๆ ของแนวคิดทางไวยากรณ์เดียวกัน เป็นการเตือนอย่างสุภาพ ไม่ใช่คำสั่งให้มีสติรับรู้ รูปแบบคือ Be aware that + อนุประโยคสมบูรณ์ ใช้เพื่อเน้นข้อมูลสำคัญ กฎ หรือข้อยกเว้นก่อนอธิบายต่อ
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนแบบเป็นทางการด้วยสำนวนเป้าหมาย Be aware that: ____ the last train leaves at ten.
ดูคำตอบ
Be aware that
hot verbs, empty verbs หรือ light verbs ในฐานะชื่อเรียกอื่น
ในบทเรียนนี้ hot verbs, empty verbs และ light verbs เป็นชื่ออื่นที่ผู้เขียนบางคนใช้เรียก delexicalized verbs คำเหล่านี้หมายถึงรูปแบบที่คำกริยาทั่วไปมีความหมายเฉพาะไม่มาก ส่วนคำนามหรือวลีทั้งชุดเป็นส่วนที่สื่อความหมายหลัก ในที่นี้ให้เข้าใจ hot verbs ว่าเป็นคำศัพท์ทางไวยากรณ์ ไม่ใช่คำกริยาที่กำลังเป็นที่นิยม คำศัพท์อาจใช้ต่างกันในแต่ละเล่ม จึงควรดูคำนิยามและตัวอย่างของผู้เขียนมากกว่าดูเพียงชื่อเรียก
แบบฝึกหัด
ในบทเรียนนี้ hot verbs, empty verbs และ light verbs หมายถึงอะไร?
- Hot verbs หมายถึงคำกริยาที่ทันสมัยหรือเป็นที่นิยม
- เป็นชื่ออื่นที่ใช้เรียกคำกริยาประเภทเดียวกันโดยทั่วไปในบทเรียนนี้
- เป็นกาลของคำกริยาสามแบบที่แยกจากกัน
ดูคำตอบ
เป็นชื่ออื่นที่ใช้เรียกคำกริยาประเภทเดียวกันโดยทั่วไปในบทเรียนนี้
If you're thinking this doesn't seem so hard: คาดปฏิกิริยาของผู้ฟังล่วงหน้า
“If you're thinking...” ใช้เสนอความคิดที่ผู้ฟังอาจมี เช่น “นี่ดูค่อนข้างง่าย” ไม่ได้ยืนยันว่าผู้ฟังคิดแบบนั้นจริง ๆ ในฐานะเครื่องมือจัดลำดับเนื้อหา อนุประโยค if นี้ยอมรับปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นสั้น ๆ แล้วปูทางไปสู่ขั้นต่อไป คือการชี้ว่าความยากเริ่มตรงไหน คุณใช้ “If you're thinking...” เพื่อคาดคำถามหรือปฏิกิริยาก่อนตอบได้
แบบฝึกหัด
“If you're thinking this doesn't seem so hard” ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้?
- ยืนยันว่าผู้ฟังทุกคนพูดไปแล้วว่างานนี้ง่าย
- สรุปว่าไม่มีความยากเหลือให้อธิบาย
- เสนอปฏิกิริยาที่ผู้ฟังอาจมีก่อนที่ผู้พูดจะอธิบายต่อ
ดูคำตอบ
เสนอปฏิกิริยาที่ผู้ฟังอาจมีก่อนที่ผู้พูดจะอธิบายต่อ
where the challenge lies: ชี้ว่าความยากที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
“Where the challenge lies” หมายถึง “ความยากที่แท้จริงอยู่ตรงไหน” หรือ “ส่วนไหนที่ยาก” ในที่นี้ lie หมายถึง “ตั้งอยู่” หรือ “มีอยู่” ดังนั้น lies ไม่ได้หมายถึง “พูดสิ่งที่ไม่จริง” วลีนี้นำความสนใจไปยังส่วนที่มีความยาก โดยมักตามหลังคำกริยาอย่าง see, explain หรือ understand เช่น “see where the challenge lies”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับในบทเรียน: The idea is simple; the details are ____.
ดูคำตอบ
where the challenge lies
The tricky part is in the sheer number of collocations. การใช้คำ
1:31ความยากอยู่ที่จำนวนมหาศาลของการจัดระเบียบคำ (collocations)
the sheer number of collocations: จำนวนคำที่ใช้ร่วมกันที่มากมหาศาล
the sheer number of collocations หมายถึงมีคำที่ใช้ร่วมกันจำนวนมากอย่างยิ่ง ในที่นี้ sheer เป็นคำคุณศัพท์ที่เพิ่มน้ำหนักให้ number ไม่ได้แปลว่า “บาง” หรือ “โปร่งใส” ประโยคนี้บอกว่าความยากเกิดจากจำนวนคำที่ใช้ร่วมกันที่มีมาก ไม่ได้เกิดจากคำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ โครงสร้าง the sheer + คำนาม เน้นว่าขนาด ปริมาณ แรง หรือความซับซ้อนนั้นส่งผลอย่างมากด้วยตัวมันเอง
แบบฝึกหัด
sheer หมายถึงอะไรในประโยค “The sheer number of books made moving difficult”?
- หมายความว่าหนังสือมีจำนวนมากอย่างยิ่งและทำให้เกิดความยาก
- หมายความว่าหนังสือเล่มหนึ่งโดยเฉพาะเป็นเรื่องยาก
- หมายความว่าหนังสือบางและโปร่งใส
ดูคำตอบ
หมายความว่าหนังสือมีจำนวนมากอย่างยิ่งและทำให้เกิดความยาก
for instance: ใช้ยกตัวอย่างที่เจาะจง
for instance แปลว่า “ตัวอย่างเช่น” ใช้เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดทั่วไปไปสู่กรณีตัวอย่างที่เจาะจง ในรูปแบบ Take X, for instance คำว่า take หมายถึง “ลองพิจารณา” ส่วน for instance ระบุว่า X คือตัวอย่าง วลีนี้มักอยู่หลังตัวอย่างและคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค
แบบฝึกหัด
for instance ทำหน้าที่อะไรใน “Many animals can solve problems; dolphins, for instance, can learn complex signals”?
- บอกว่าโลมาเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่แก้ปัญหาได้
- ใช้แนะนำโลมาเป็นตัวอย่างเฉพาะ
- ใช้คำว่าโลมาเป็นศัพท์เทคนิคทางคอมพิวเตอร์
ดูคำตอบ
ใช้แนะนำโลมาเป็นตัวอย่างเฉพาะ
Get married, get divorced: การเปลี่ยนแปลงสถานะความสัมพันธ์
get ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ได้รับ” แต่ใน get married และ get divorced แปลว่า “เข้าสู่สถานะใหม่” คือการแต่งงานเริ่มต้นขึ้น หรือการแต่งงานสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ทั้งสองเป็นวลีตายตัวที่พบบ่อยในโครงสร้าง get + past participle ควรจำแต่ละวลีเป็นชุดเดียวกัน โดย get เน้นการเปลี่ยนแปลง ส่วน be married หรือ be divorced มักใช้อธิบายสถานะ
แบบฝึกหัด
เติมรูปอดีตของ get married และ get divorced: Ava and Ben ____ in 2018, but they ____ in 2023.
ดูคำตอบ
got married · got divorced
Get angry, get upset: get + คำคุณศัพท์เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
get + คำคุณศัพท์ สามารถแสดงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ get angry หมายถึง “เริ่มโกรธ” และ get upset หมายถึง “เริ่มเศร้า กังวล รำคาญ หรือรู้สึกไม่สบายใจ” get เน้นการเปลี่ยนเข้าสู่อารมณ์นั้น ส่วน be angry หรือ be upset มักอธิบายอารมณ์ว่าเป็นสถานะ โดยไม่ได้เน้นว่าเริ่มรู้สึกเช่นนั้นเมื่อใด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าความรู้สึกของเอ็มมาเปลี่ยนไปหลังจากได้ยินข่าวร้าย?
- Emma got the upset after she heard the bad news.
- Emma got upset after she heard the bad news.
- Emma was upset all morning before she heard the news.
ดูคำตอบ
Emma got upset after she heard the bad news.
get a jumper, get a drink: get + คำนาม เพื่อให้ได้สิ่งของ
ใน get a jumper และ get a drink คำว่า get ตามด้วยนามวลี และหมายถึงการได้สิ่งของมาหรือจัดการให้มีสิ่งนั้น ไม่ได้หมายถึง “กลายเป็น” นามวลีบอกว่าสิ่งที่ได้มาคืออะไร ส่วนบริบทจะบอกการกระทำที่ชัดเจนกว่า เช่น ซื้อหรือไปหยิบมา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ get + คำนาม ในความหมายว่าซื้อหรือได้บางสิ่งมา
- I will get a ticket at the station.
- We need to get ready now.
- I get tired after long walks.
ดูคำตอบ
I will get a ticket at the station.
get ready: เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะพร้อม
Get ready หมายถึงเตรียมตัวหรือเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะพร้อม ในที่นี้ get เป็นคำกริยาเชื่อม และ ready เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาวะผลลัพธ์ ไม่ใช่กรรม ใช้ get ready for + คำนาม เพื่อบอกเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังเตรียมตัวรับมือ ใช้ get ready to + คำกริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกการกระทำที่กำลังเตรียมจะทำ
แบบฝึกหัด
เติม get + คำคุณศัพท์ เพื่อแสดงการเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะพร้อม: We need to ____ before the bus arrives.
ดูคำตอบ
get ready
don't try to..., try to...: เปลี่ยนจากวิธีหนึ่งไปใช้อีกวิธี
รูปแบบ don't try to X; try to Y ใช้ให้คำแนะนำสองขั้นตอน ขั้นแรกบอกว่าวิธีใดควรเลิกใช้ แล้วจึงเสนอการกระทำที่ดีกว่าให้ทำแทน ใจความสำคัญมักอยู่ในส่วนที่สองคือ try to Y ทั้งสองส่วนใช้ try to ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน ซึ่งในประโยคนี้คือ learn
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบคำแนะนำสองขั้นตอนแบบเดียวกัน คือปฏิเสธวิธีหนึ่งแล้วเสนอวิธีใหม่แทน
- Don't copy the page or write anything down.
- Try to copy the whole page because every detail matters.
- Don't try to copy the whole page; try to write down the key idea.
ดูคำตอบ
Don't try to copy the whole page; try to write down the key idea.
chunks of language: กลุ่มคำที่เรียนและใช้ร่วมกัน
chunks of language คือกลุ่มคำที่มักใช้ร่วมกันและสามารถเรียนเป็นหน่วยเดียวที่มีประโยชน์ได้ เช่น วลี การรวมคำที่พบบ่อย และรูปแบบที่ตายตัวหรือเปลี่ยนได้บางส่วน ในที่นี้ chunks ไม่ได้หมายถึงชิ้นส่วนของสิ่งของ และไม่ได้หมายถึงคำที่นำมารวมกันแบบสุ่ม จุดสำคัญคือการเรียนชุดคำที่เข้าใจและนำไปใช้ร่วมกันได้ แทนที่จะเรียนเฉพาะคำที่แยกจากกัน
แบบฝึกหัด
ในการเรียนภาษา chunks of language หมายถึงอะไร
- คำแบบสุ่มที่วางอยู่ติดกัน
- ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของภาษาเขียน
- กลุ่มคำที่พบบ่อยซึ่งเรียนและใช้ร่วมกัน
ดูคำตอบ
กลุ่มคำที่พบบ่อยซึ่งเรียนและใช้ร่วมกัน
have dinner with + คน ... have dinner at + เวลา
ในที่นี้ have dinner หมายถึง “กินอาหารเย็น” คำว่า have ไม่ได้หมายถึง “มีไว้ในครอบครอง” ใช้ with + คน เพื่อบอกว่ากินกับใคร และใช้ at + เวลา เพื่อบอกว่ากินเมื่อไร เช่น have dinner with my friends; have dinner at 9:00 p.m. ในหลายประโยคสามารถใช้ eat dinner ได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน แต่สำนวนที่ใช้ในที่นี้คือ have dinner
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทสองคำที่ใช้บอกคนที่กินด้วยและเวลาที่แน่นอน: I have dinner ____ my cousins ____ 7:30.
ดูคำตอบ
with · at
make dinner for + คน
Make dinner หมายถึงเตรียมหรือทำอาหารเย็น ไม่ได้หมายถึงการผลิตสิ่งของ ส่วน for my family บอกว่าเตรียมอาหารมื้อนี้ให้ใคร โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ make + มื้ออาหาร + for + คน โดยเปลี่ยนมื้ออาหารและคนได้ แต่ยังคงใช้โครงสร้างเดิม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าคืนนี้ลีโอจะเตรียมอาหารเย็นให้ครอบครัวของเขา?
- Leo will make dinner for his family tonight.
- Leo will bring dinner to his family tonight.
- Leo will have dinner with his family tonight.
ดูคำตอบ
Leo will make dinner for his family tonight.
express yourself: แสดงความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
express yourself หมายถึงการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก หรือบุคลิกของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจ คำว่า yourself ย้อนกลับไปหมายถึง you ไม่ได้หมายถึงการ “พูดตัวคุณเอง” ตามตัวอักษร ในประโยคนี้ การเรียนรู้วลีช่วยให้คุณมีวิธีนำสิ่งที่ต้องการสื่อมาเรียบเรียงเป็นคำพูดมากขึ้น โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ express + คำสรรพนามสะท้อนกลับที่ตรงกับประธาน เช่น express myself, express herself และ express themselves
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ express yourself ได้ถูกต้องในความหมายว่าแสดงความคิดหรือความรู้สึกของตนเอง?
- A journal can help you express you.
- A journal can help you express yourself.
- A journal can help you say yourself.
ดูคำตอบ
A journal can help you express yourself.
boost your confidence: เพิ่มความมั่นใจ
boost your confidence หมายถึงทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากขึ้น คำว่า boost เป็นคำกริยาที่รับ your confidence เป็นกรรมโดยตรง และสิ่งที่เพิ่มขึ้นคือความมั่นใจ ไม่ได้หมายถึงการยกสิ่งใดขึ้นจริง ๆ ในประโยคนี้ วลีที่มีประโยชน์ถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทางบวกเมื่อคุณสื่อสาร โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ boost + confidence ของใครบางคน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ boost your confidence ได้ถูกต้อง?
- Regular practice can boost to your confidence.
- Regular practice can boost your confidence.
- Regular practice can boost your confident.
ดูคำตอบ
Regular practice can boost your confidence.
go out: ออกจากบ้านเพื่อไปทำกิจกรรม
ในประโยคนี้ go out หมายถึงออกจากบ้านเพื่อไปทำกิจกรรม ทำธุระ หรือใช้เวลากับคนอื่น ผู้พูดบอกว่าการออกไปข้างนอกเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลังจากอาบน้ำและทำอาหารเย็น กริยาวลีนี้มักเน้นการออกไปทำอะไรบางอย่างหรือแผนการออกไป ไม่ได้เน้นเพียงการเคลื่อนจากในอาคารไปอยู่นอกอาคาร อาจบอกกิจกรรมต่อท้ายได้ เช่น go out for dinner หรือให้เข้าใจจากบริบท
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า Mia วางแผนออกจากบ้านไปทำกิจกรรมในตอนเย็น
- Mia is going out tonight.
- Mia is going into the kitchen tonight.
- Mia is going outside to water the plants.
ดูคำตอบ
Mia is going out tonight.