วิธีใช้วาทศิลป์เพื่อให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ - คามิลล์ เอ. แลงสตัน (Camille A. Langston): บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายแนวคิดเรื่องวาทศิลป์ของอริสโตเติล ตั้งแต่คำปราศรัยเพื่อโน้มน้าวสามประเภทไปจนถึง ethos, logos และ pathos ตัวอย่างจากสุนทรพจน์ในประวัติศาสตร์และโลกปัจจุบันชี้ว่า วิธีโน้มน้าวที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับผู้ฟัง จุดประสงค์ สถานที่ และจังหวะเวลา อีกทั้งผู้ฟังควรสังเกตด้วยว่าเมื่อใดเทคนิคเหล่านี้กำลังมุ่งมาที่ตนเอง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. deliberative rhetoric focuses on the future. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจว่าวาทศิลป์เชิงปรึกษาหารือโน้มน้าวด้วยการเสนออนาคตและทางเลือกที่อาจเกิดขึ้น พร้อมแยกออกจากวาทศิลป์เชิงตุลาการที่พิจารณาอดีตและวาทศิลป์เชิงสาธิตที่กล่าวถึงปัจจุบัน 2. convince an audience of your credibility. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้โครงสร้าง convince someone of something และนำไปอธิบาย ethos ว่าผู้พูดทำให้ผู้ฟังเชื่อถือคุณลักษณะ วิจารณญาณ หรือการไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวของตนได้อย่างไร 3. same methods of persuasion are being used on you. — กริยาวลี: สังเกตโครงสร้างกรรมวาจกของ use something on someone ระบุว่าใครเป็นเป้าหมายของการโน้มน้าว และอธิบายอย่างมีวิจารณญาณได้ว่าเทคนิคทางวาทศิลป์ที่ศึกษาอยู่อาจถูกนำมาใช้กับตัวเราเอง
คำอธิบายในบทเรียนนี้
How do you get what you want using just your words? วลี
0:06คุณจะได้สิ่งที่คุณต้องการด้วยเพียงคำพูดของคุณได้อย่างไร?
get what you want: บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ
ในคำถามนี้ get what you want หมายถึง “บรรลุหรือได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ” what อาจหมายถึงสิ่งของ ข้อตกลง การอนุญาต หรือผลลัพธ์แบบอื่น ดังนั้น get จึงไม่ได้หมายถึงแค่การหยิบหรือรับสิ่งของทางกายภาพ โครงสร้าง get what + ประธาน + want/need ใช้พูดถึงการไปถึงผลลัพธ์ที่ใครบางคนต้องการหรือจำเป็นต้องได้ ในที่นี้ using just your words บอกวิธีการว่าใช้การสื่อสารเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ get what you want ในความหมายว่า “บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ”?
- Please get the blue notebook from my desk.
- I want to get up before seven tomorrow.
- Clear, respectful reasons can help you get what you want.
ดูคำตอบ
Clear, respectful reasons can help you get what you want.
Aristotle set out to answer exactly that question over 2,000 years ago with the treatise on rhetoric. โน้ต
0:10อริสโตเติลตั้งใจจะตอบคำถามนั้นพอดีเมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้วด้วยตำราว่าด้วยวาทศิลป์
set out to answer: เริ่มภารกิจอย่างมีเป้าหมาย
ใน set out to answer โครงสร้าง set out to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “เริ่มพยายามทำบางอย่างอย่างตั้งใจและมีเป้าหมาย” โครงสร้างนี้นำเสนอการตอบคำถามว่าเป็นเป้าหมายหรือภารกิจ ไม่ใช่เพียงการเริ่มพูดคำตอบไม่กี่คำ โครงสร้างคือ set out to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น set out to explain และ set out to prove ในที่นี้ set เป็นรูปอดีต โดยคำกริยา set มีรูปพื้นฐานและรูปอดีตเหมือนกัน
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนจากบทเรียนเติมประโยคให้มีความหมายว่า “เริ่มความพยายามที่วางแผนไว้เพื่อหาคำตอบ”: The report ____ three questions about online safety.
ดูคำตอบ
sets out to answer
a treatise on rhetoric: งานเขียนที่เป็นทางการและเป็นระบบ
ในประโยคนี้ a treatise หมายถึงงานเขียนที่เป็นทางการและศึกษาหัวข้อหนึ่งอย่างละเอียดเป็นระบบ ดังนั้น a treatise on rhetoric จึงหมายถึงงานวิชาการที่เน้นเรื่องวาทศิลป์ ไม่ใช่บทความหรือหนังสือทั่วไป วลี with the treatise on rhetoric แสดงว่าผลงานชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่อริสโตเติลใช้พิจารณาและตอบคำถาม ส่วน on ใช้บอกหัวข้อของงานเขียน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ treatise ในความหมายที่เป็นทางการได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- She wrote a treatise to say that dinner was ready.
- She wrote a treatise on the principles of constitutional government.
- She wrote a treatise listing three things to buy.
ดูคำตอบ
She wrote a treatise on the principles of constitutional government.
is the art of seeing the available means of persuasion. ไวยากรณ์
0:20คือศิลปะในการมองเห็นวิธีการโน้มน้าวใจที่มีอยู่
according to Aristotle: ระบุแหล่งที่มาของคำนิยาม
According to Aristotle บอกผู้ฟังว่าคำนิยามที่ตามมาเป็นของใคร วลีนี้แยกแหล่งที่มา Aristotle ออกจากใจความหลัก Rhetoric is the art ... เพื่อไม่ให้ผู้ฟังเข้าใจว่าผู้บรรยายเป็นผู้คิดถ้อยคำของคำนิยามนี้เอง ในประโยคนี้ วลีบอกแหล่งที่มาถูกแทรกหลังประธานและคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค นอกจากนี้ยังย้ายไปไว้ต้นประโยคได้: According to Aristotle, rhetoric is ....
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีบอกแหล่งที่มา according to: ____ the school calendar, classes begin on Monday.
ดูคำตอบ
According to
the art of seeing...: การนิยามทักษะด้วย the art of + -ing
โครงสร้าง the art of + -ing ใช้นิยามกิจกรรมว่าเป็นทักษะหรือการฝึกฝนที่ต้องอาศัยวิจารณญาณ ไม่ได้หมายถึงศิลปะตามตัวอักษรเท่านั้น ในที่นี้ seeing หมายถึงการมองออกหรือระบุได้ วลี available means of persuasion หมายถึงวิธีการโน้มน้าวใจที่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เมื่อรวมกันแล้ว ส่วนที่เน้นนิยาม rhetoric ว่าเป็นทักษะในการมองเห็นวิธีการเหล่านั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย the art of และรูปที่ถูกต้องของ find: Good teamwork is ____ a solution everyone can support.
ดูคำตอบ
the art of finding
And today we apply it to any form of communication. วลี
0:24และในปัจจุบัน เรานำมันมาประยุกต์ใช้กับการสื่อสารทุกรูปแบบ
apply it to...: การใช้โครงสร้าง apply A to B
โครงสร้างหลักคือ apply A to B หมายถึงการนำ A ซึ่งอาจเป็นวิธีการ แนวคิด กฎ หรือทักษะ ไปใช้ในสถานการณ์ B ในประโยคนี้ it ย้อนกลับไปหมายถึง rhetoric ดังนั้น it คือ A และ any form of communication คือ B วลี any form of communication แสดงขอบเขตการใช้ที่กว้าง แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสื่อสารชนิดเดียว
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่โครงสร้างนี้ต้องใช้: We can apply this rule ____ new situations.
ดูคำตอบ
to
Forensic or judicial rhetoric: การโน้มน้าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
Forensic or judicial rhetoric เป็นประเภทหนึ่งในวาทศิลป์คลาสสิก โดยใช้หลักฐานและเหตุผลเพื่อพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และควรตัดสินการกระทำนั้นอย่างไร ในการแบ่งประเภทนี้ forensic และ judicial เป็นชื่อเรียกอีกแบบของการโน้มน้าวประเภทเดียวกันที่มุ่งเน้นอดีต
แบบฝึกหัด
ในวาทศิลป์คลาสสิก forensic or judicial rhetoric มุ่งเน้นเรื่องใดเป็นหลัก
- กำหนดข้อเท็จจริงและคำตัดสินเกี่ยวกับการกระทำในอดีต
- เสนอแนะว่าควรทำอะไรในอนาคต
- ยกย่องหรือตำหนิผู้คนตามค่านิยมปัจจุบัน
ดูคำตอบ
กำหนดข้อเท็จจริงและคำตัดสินเกี่ยวกับการกระทำในอดีต
establishes facts and judgments about the past: ข้อสรุปที่อาศัยหลักฐาน
ใน establishes facts and judgments about the past คำว่า establish หมายถึงการทำให้ข้อกล่าวอ้างชัดเจนและมีหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนอย่างหนักแน่น ไม่ได้หมายถึงการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมา วลีนี้รวมผลลัพธ์สองอย่าง คือคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นและการประเมินการกระทำในอดีต ถ้อยคำที่เป็นทางการนี้เหมาะกับการสืบสวนและการให้เหตุผลซึ่งข้อสรุปต้องมีพื้นฐานที่มั่นคง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนทางการจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ระบุข้อเท็จจริงด้วยหลักฐาน”: The inquiry will review the video and interview witnesses to ____ before publishing its report.
ดูคำตอบ
establish the facts
Epideictic or demonstrative rhetoric makes a proclamation about the present situation, โน้ต
0:41วาทศิลป์เชิงสรรเสริญหรือเชิงสาธิตเป็นการประกาศเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน
make a proclamation about the present situation: ออกคำประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน
กลุ่มคำที่มักใช้ร่วมกันคือ make a proclamation ซึ่งเป็นการจับคู่ระหว่างคำกริยากับคำนาม มีความหมายว่า “ออกคำประกาศอย่างเป็นทางการและเปิดเผยต่อสาธารณะ” ส่วน about the present situation ระบุหัวข้อที่คำประกาศกล่าวถึง ในประโยคนี้ ภาษาที่เป็นทางการแสดงว่าวาทศิลป์ประเภทนี้กล่าวอย่างเปิดเผยว่าโอกาสในปัจจุบันมีความหมายอย่างไร หรือเป็นตัวแทนของคุณค่าใด
แบบฝึกหัด
เติมกลุ่มคำแบบเป็นทางการที่มีความหมายว่า “ออกคำประกาศต่อสาธารณะในเชิงพิธีการ” ให้สมบูรณ์: At the ceremony, the governor will ____ about the new day of remembrance.
ดูคำตอบ
make a proclamation
Epideictic or demonstrative rhetoric: วาทศิลป์สำหรับโอกาสในปัจจุบัน
Epideictic or demonstrative rhetoric เป็นประเภทวาทศิลป์แบบดั้งเดิมที่เน้นโอกาสหรือเหตุการณ์ในปัจจุบัน โดยกล่าวชมหรือตำหนิอย่างเปิดเผย และยืนยันคุณค่าที่เชิญชวนให้ผู้ฟังยอมรับร่วมกันในขณะนั้น สุนทรพจน์งานแต่งงานเข้ากับประเภทนี้ เพราะสามารถกล่าวชมคู่บ่าวสาว ยกย่องความผูกพัน และแสดงให้เห็นว่าโอกาสนั้นสำคัญอย่างไร ในที่นี้ demonstrative หมายถึง “เชิงพิธีการ” หรือ “การแสดงคุณค่าให้เห็น” ไม่ใช่การสาธิตทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เหตุใดสุนทรพจน์งานแต่งงานจึงเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยของ epideictic rhetoric?
- ตรวจสอบหลักฐานเพื่อตัดสินว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต
- กล่าวชมผู้คนและยืนยันความหมายหรือคุณค่าของโอกาสในปัจจุบัน
- สนับสนุนนโยบายในอนาคตด้วยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น
ดูคำตอบ
กล่าวชมผู้คนและยืนยันความหมายหรือคุณค่าของโอกาสในปัจจุบัน
as in wedding speeches: การยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
ในที่นี้ as in wedding speeches เพิ่มสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับแนวคิดทั่วไปที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หมายถึง “ตัวอย่างเช่น ในสุนทรพจน์งานแต่งงาน” รูปแบบ as in + นามวลี ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยเริ่มจากบอกแนวคิดทั่วไป แล้วจึงยกกรณีที่คุ้นเคยซึ่งมองเห็นแนวคิดนั้นได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ as in เพื่อยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสถานการณ์ทั่วไป?
- She spoke as if she knew the answer.
- Formal events often use special clothing, as in graduation ceremonies.
- He is as tall as his brother.
ดูคำตอบ
Formal events often use special clothing, as in graduation ceremonies.
But the way to accomplish change is through deliberative rhetoric or symbouleutikon. ไวยากรณ์
0:48แต่วิธีที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือผ่านวาทศิลป์เชิงปรึกษาหารือหรือ Symbouleutikon
the way to accomplish change is through...: การบอกวิธีการ
โครงสร้าง the way to + คำกริยา + is through + นามวลี บอกเป้าหมายก่อน แล้วจึงบอกวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น to accomplish change คือเป้าหมาย ส่วน through deliberative rhetoric คือแนวทางหรือวิธีการ ในที่นี้ through ตามด้วยนามวลี ไม่ใช่อนุประโยคที่สมบูรณ์ สามารถนำโครงสร้าง The way to achieve X is through Y ไปใช้เพื่ออธิบายว่าจะบรรลุผลลัพธ์หนึ่งได้อย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง the way to + คำกริยา + is through + นามวลี: The ____ build confidence ____ regular practice.
ดูคำตอบ
way to · is through
deliberative rhetoric focuses on the future. วัฒนธรรม
0:56วาทศิลป์เชิงปรึกษาหารือจะมุ่งเน้นไปที่อนาคต
Rather than the past or the present: ตัดหัวข้ออื่นออกก่อนเปลี่ยนจุดเน้น
Rather than the past or the present วางไว้ต้นประโยคเพื่อตัดกรอบเวลาที่เป็นไปได้สองอย่างออก ก่อนที่ประโยคจะบอกจุดเน้นหลักคือ the future การวางความเปรียบต่างไว้ข้างหน้าช่วยให้ผู้ฟังจัดความสัมพันธ์ของแนวคิดทั้งสามได้ โดยทั่วไป rather than X ที่ต้นประโยคใช้ตัดตัวเลือกหรือหัวข้อที่คาดไว้ออกก่อน เพื่อทำให้ประเด็นในประโยคหลักเด่นชัดขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดตัดลำดับความสำคัญที่เป็นไปได้สองอย่างออกก่อน แล้วจึงเปลี่ยนความสนใจไปยังลำดับความสำคัญที่แท้จริง
- In addition to cost and speed, the plan focuses on safety.
- Rather than cost or speed, the plan focuses on safety.
- The plan focuses on safety because of concerns about cost and speed.
ดูคำตอบ
Rather than cost or speed, the plan focuses on safety.
deliberative rhetoric focuses on the future: การโน้มน้าวเกี่ยวกับการกระทำในอนาคต
วาทศิลป์เชิงอภิปรายเป็นการโน้มน้าวว่าผู้คนควรทำอะไรต่อไป โดยพิจารณาทางเลือกในอนาคต เช่น การรับหรือปฏิเสธนโยบาย รวมถึงประโยชน์ ความเสี่ยง หรือผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดจากทางเลือกนั้น ดังนั้น focuses on the future จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการพูดถึงเวลาที่มาทีหลัง แต่ใช้อนาคตเป็นเหตุผลสนับสนุนการเสนอหรือคัดค้านการกระทำหนึ่ง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของวาทศิลป์เชิงอภิปรายที่ชัดเจนที่สุด
- พยานคนหนึ่งอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างอุบัติเหตุเมื่อวานนี้
- พิธีกรคนหนึ่งกล่าวยกย่องผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในงานมอบรางวัล
- ผู้พูดคนหนึ่งให้เหตุผลว่าแผนระบบขนส่งที่เสนอจะช่วยลดการจราจรในช่วงสิบปีข้างหน้า
ดูคำตอบ
ผู้พูดคนหนึ่งให้เหตุผลว่าแผนระบบขนส่งที่เสนอจะช่วยลดการจราจรในช่วงสิบปีข้างหน้า
It's the rhetoric of politicians debating a new law by imagining what effect it might have. ไวยากรณ์
0:59นี่คือวาทศิลป์ของนักการเมืองที่โต้เถียงเรื่องกฎหมายใหม่โดยจินตนาการว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไร
by imagining what effect it might have: วิธีการและคำถามแฝง
ใน by imagining โครงสร้าง by + -ing บอกวิธีที่ใช้ กล่าวคือ นักการเมืองถกเถียงเรื่องกฎหมายด้วยการจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น หลังคำบุพบท กริยาต้องอยู่ในรูป -ing ดังนั้น by imagine จึงไม่ถูกต้องในที่นี้ what effect it might have เป็นอนุประโยคคำถามแฝงและเป็นกรรมของ imagining เนื่องจากอยู่ภายในประโยคที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า it might have ไม่ใช่ลำดับคำของคำถามตรง might it have
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ by + -ing และลำดับคำของคำถามแฝงได้ถูกต้อง
- We evaluated the rule by imagining what effect might it have.
- We evaluated the rule by imagine what effect it might have.
- We evaluated the rule by imagining what effect it might have.
ดูคำตอบ
We evaluated the rule by imagining what effect it might have.
Like when Ronald Reagan warned that the introduction of Medicare would lead to a socialist future วลี
1:05เหมือนตอนที่ โรนัลด์ เรแกน เตือนว่าการนำระบบ Medicare มาใช้จะนำไปสู่อนาคตแบบสังคมนิยม
would lead to a socialist future: การคาดการณ์ผลลัพธ์
Lead to + นามวลี หมายถึงทำให้เกิดหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์ ในประโยคนี้ a socialist future คือผลลัพธ์ที่เรแกนคาดการณ์ว่าจะตามมาหลังจากมีการนำ Medicare มาใช้ would สอดคล้องกับกริยารายงานในอดีต warned โดยนำเสนออนาคตจากมุมมองของช่วงเวลาในอดีตนั้น ถ้อยคำนี้รายงานการคาดการณ์ของเรแกน ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือได้รับการพิสูจน์แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมคำในคำคาดการณ์ที่ถูกรายงานโดยใช้ would และรูปที่ถูกต้องของ lead: The manager warned that another delay ____ higher costs.
ดูคำตอบ
would lead to
spent telling our children and our children's children
1:09ซึ่งจะหมดเวลาไปกับการบอกลูกๆ ของเราและหลานๆ ของเราว่า
what it once was like in America when men were free. ไวยากรณ์
1:12ครั้งหนึ่งอเมริกาเป็นอย่างไรเมื่อผู้คนมีเสรีภาพ
what it once was like in America: อนุประโยค what ... be like ที่อยู่ในประโยคใหญ่
ส่วนที่เน้นเป็นอนุประโยคคำถามทางอ้อมที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม หมายถึง “สภาพในอเมริกาเมื่อก่อนเป็นอย่างไร” โครงสร้าง what + ประธาน + be like ใช้บอกลักษณะ สภาพ หรือประสบการณ์โดยรวมของสิ่งหนึ่ง ที่นี่ once หมายถึง “เมื่อก่อน” หรือ “ในอดีต” เนื่องจากอนุประโยคนี้อยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what it once was like ไม่ใช่ลำดับคำของคำถามตรงอย่าง what was it like ให้มอง what และ like เป็นสองส่วนของโครงสร้างเดียวกัน
แบบฝึกหัด
เรียงคำที่กำหนดให้ถูกต้องเพื่อเติมอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม: what / the town / once / was / like. The photos show ____.
ดูคำตอบ
what the town once was like
But it's also the rhetoric of activists urging change,
1:16แต่มันก็ยังเป็นวาทศิลป์ของนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย
such as Martin Luther King Jr's dream that his children will one day live in a nation วัฒนธรรม
1:19เช่น ความฝันของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่ว่าวันหนึ่งลูกๆ ของเขาจะอยู่ในประเทศที่
Martin Luther King Jr's dream: วิสัยทัศน์ของขบวนการสิทธิพลเมือง
Martin Luther King Jr's dream เป็นการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ถึงวิสัยทัศน์ที่มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ แสดงไว้ในสุนทรพจน์ “I Have a Dream” เมื่อปี 1963 ระหว่างขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอนาคตที่มีความเสมอภาคทางเชื้อชาติและสิทธิพลเมือง รวมถึงสังคมที่ดีขึ้นสำหรับลูก ๆ ของเขา ในที่นี้ dream หมายถึงความหวังหรือวิสัยทัศน์ต่อสังคมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ใช่ความฝันตอนนอนหรือความปรารถนาส่วนตัวทั่วไป การเข้าใจที่มานี้ช่วยให้เห็นความหมายทางสังคมที่กว้างขึ้นของข้อความถัดไปเกี่ยวกับลูก ๆ ของเขา
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ Martin Luther King Jr's dream หมายถึงอะไรเป็นหลัก?
- แผนที่จะทำให้ลูก ๆ ของเขามีชื่อเสียง
- ความฝันส่วนตัวที่เขาฝันขณะนอนหลับ
- วิสัยทัศน์สาธารณะเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเชื้อชาติและสิทธิพลเมือง
ดูคำตอบ
วิสัยทัศน์สาธารณะเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเชื้อชาติและสิทธิพลเมือง
where ... will not be judged by ..., but by ...: เปรียบเทียบเกณฑ์ด้วยโครงสร้างขนาน
Where นำอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยายประเทศหรือสถานที่ซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้า ในที่นี้หมายถึง “ในสถานที่นั้น” ไม่ได้ใช้ถามเกี่ยวกับสถานที่ ภายในอนุประโยค โครงสร้าง will not be judged by A, but by B ปฏิเสธเกณฑ์หนึ่งแล้วแทนที่ด้วยอีกเกณฑ์หนึ่ง วลี by ทั้งสองส่วนมีโครงสร้างขนานกัน โดยไม่ยอมรับสีผิวเป็นเกณฑ์ตัดสิน และเสนอคุณลักษณะนิสัยเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม รูปแบบที่สมดุลนี้ทำให้ความแตกต่างด้านคุณค่าชัดเจนและทรงพลัง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบ will not be judged by A, but by B: In a fair contest, entries will ____ the creator's fame, ____ the quality of the work.
ดูคำตอบ
not be judged by · but by
In both cases: รวมสองตัวอย่างก่อนกล่าวถึงจุดร่วม
In both cases เป็นคำเชื่อมที่วางต้นประโยคเพื่อรวมสองสถานการณ์หรือตัวอย่างที่กล่าวถึงแล้วเข้าด้วยกัน both กำหนดชัดเจนว่ามีสองกรณี และ cases หมายถึงสถานการณ์เหล่านั้น วลีนี้บอกผู้ฟังว่าข้อความต่อไปใช้ได้กับตัวอย่างทั้งสองร่วมกัน เครื่องหมายจุลภาคบอกจุดสิ้นสุดของคำเชื่อม และเนื้อหาจะเปลี่ยนจากตัวอย่างแต่ละเรื่องไปสู่ผลลัพธ์ ลักษณะ หรือข้อสรุปที่มีร่วมกัน
แบบฝึกหัด
ผู้พูดเพิ่งอธิบายการทดลองสองครั้ง และกฎความปลอดภัยเดียวกันใช้ได้ผลทั้งสองครั้ง ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเข้าสู่ผลลัพธ์ร่วมนี้
- In both cases, the safety rule worked.
- In each new case, choose a different safety rule.
- In either case, the safety rule might work.
ดูคำตอบ
In both cases, the safety rule worked.
the speakers present their audience with a possible future วลี
1:30ผู้พูดนำเสนออนาคตที่เป็นไปได้ให้ผู้ฟังเห็น
present their audience with a possible future: นำเสนออนาคตที่อาจเป็นไปได้แก่ผู้ฟัง
ในโครงสร้าง present someone with something คำว่า present เป็นคำกริยาที่หมายถึงการนำแนวคิด ทางเลือก ข้อเท็จจริง หรือสถานการณ์มาให้ใครบางคนพิจารณา ในประโยคนี้ ผู้พูดทำให้ผู้ฟังจินตนาการถึงอนาคตแบบหนึ่งที่อาจเกิดขึ้น โครงสร้างคือ present + คน + with + สิ่งของหรือสถานการณ์ ใช้เมื่อตั้งใจจัดและนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสนใจและพิจารณา ไม่ใช่เพียงแค่ยื่นสิ่งของให้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ present someone with something: The report will ____ readers ____ three possible explanations.
ดูคำตอบ
present · with
and try to enlist their help in avoiding or achieving it. วลี
1:33และพยายามขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงหรือบรรลุสิ่งนั้น
try to enlist their help in avoiding or achieving: พยายามขอความช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงหรือทำให้เกิดขึ้นจริง
try to enlist their help หมายถึงพยายามให้พวกเขาเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในโครงสร้าง enlist someone's help in doing something คำว่า enlist ไม่ได้หมายถึง “เข้าร่วมกองทัพ” แต่หมายถึงชักชวนหรือจัดให้ใครบางคนเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยเหลือ หลังบุพบท in ใช้รูป -ing ในที่นี้ avoiding or achieving แสดงเป้าหมายสองแบบที่เป็นไปได้ คือช่วยป้องกันอนาคตที่ไม่ต้องการ หรือช่วยทำให้อนาคตที่ต้องการเกิดขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ enlist someone's help in doing something: The organizer tried to ____ the neighbors' help ____ cleaning the park.
ดูคำตอบ
enlist · in
what makes for good deliberative rhetoric: make for ในความหมายว่า “ก่อให้เกิดผลลัพธ์”
ในคำถามนี้ make for หมายถึง “ช่วยก่อให้เกิด” หรือ “นำไปสู่” ผู้พูดกำลังถามว่าคุณลักษณะใดช่วยให้วาทศิลป์เชิงพิจารณามีประสิทธิภาพ คำว่า make ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X makes for Y โดย X คือปัจจัย และ Y คือผลลัพธ์ที่ปัจจัยนั้นมักก่อให้เกิด ใน what makes for good deliberative rhetoric คำว่า what ใช้ถามถึงปัจจัย ส่วน good deliberative rhetoric คือผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึง “ช่วยก่อให้เกิดผลลัพธ์นี้”: Honest feedback ____ a stronger team.
ดูคำตอบ
makes for
องค์ประกอบการโน้มน้าวสามแบบ: ethos, logos และ pathos
ในที่นี้ persuasive appeals หมายถึงวิธีพื้นฐานสามแบบที่สารใช้เพื่อโน้มน้าวผู้ฟัง ในวาทศิลป์คลาสสิก ethos อาศัยความน่าเชื่อถือหรือบุคลิกลักษณะของผู้พูด logos อาศัยเหตุผลและหลักฐาน ส่วน pathos ดึงดูดอารมณ์ คำเหล่านี้เป็นกรอบสำหรับวิเคราะห์ ไม่ใช่รายการ “คำขอ” ทั่วไป ให้ดูว่าพลังในการโน้มน้าวมาจากสิ่งใด ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล การใช้เหตุผล หรืออารมณ์ของผู้ฟัง
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดจับคู่การโน้มน้าวทั้งสามแบบได้ถูกต้อง?
- ethos ใช้เหตุผล logos ใช้อารมณ์ และ pathos ใช้ความน่าเชื่อถือ
- ethos ใช้อารมณ์ logos ใช้ความน่าเชื่อถือ และ pathos ใช้เหตุผล
- ethos ใช้ความน่าเชื่อถือ logos ใช้เหตุผล และ pathos ใช้อารมณ์
ดูคำตอบ
ethos ใช้ความน่าเชื่อถือ logos ใช้เหตุผล และ pathos ใช้อารมณ์
Ethos is how you convince an audience of your credibility. วลี
1:48Ethos คือวิธีที่คุณทำให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของคุณ
convince an audience of your credibility: ทำให้ผู้ฟังเชื่อในความน่าเชื่อถือของคุณ
รูปแบบ convince someone of something หมายถึง “ทำให้ใครบางคนเชื่อว่าข้อเท็จจริงหนึ่งเป็นความจริง หรือเชื่อว่าคุณสมบัติหนึ่งมีอยู่จริง” ในประโยคนี้ audience คือผู้ที่ถูกทำให้เชื่อ และ your credibility คือคุณสมบัติที่ต้องการให้พวกเขาเชื่อ ใช้ of หน้าคำนามหรือกลุ่มคำนามที่ระบุสิ่งซึ่งต้องการให้เชื่อ รูปแบบนี้เน้นการเปลี่ยนความเชื่อของอีกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้อีกฝ่ายลงมือทำเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่รูปแบบ convince someone of something ต้องใช้: The clear photographs convinced the judge ____ the painting's authenticity.
ดูคำตอบ
of
Winston Churchill began his 1941 address to the US Congress by declaring, การใช้คำ
1:52วินสตัน เชอร์ชิลล์ เริ่มการกล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 1941 ด้วยการประกาศว่า
address to the US Congress: สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการต่อรัฐสภาสหรัฐฯ
ในที่นี้ address เป็นคำนามที่หมายถึง “สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการต่อกลุ่มคน” 1941 บอกเวลาที่กล่าวสุนทรพจน์ และ to the US Congress ระบุว่าผู้ฟังคือรัฐสภาสหรัฐฯ รูปแบบ an address to + ผู้ฟังหรือสถาบัน พบได้บ่อยในข่าว การเมือง และพิธีต่าง ๆ ส่วนข้อมูลติดต่ออย่าง street address เป็นอีกความหมายหนึ่ง
แบบฝึกหัด
address หมายถึงอะไรในประโยคนี้: “The scientist gave an address to the academy about climate research.”
- ที่อยู่บนถนน
- บัญชีอีเมล
- สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ
สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ
"I have been in full harmony all my life with the tides which have flowed on both sides of the Atlantic โน้ต
1:57"ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสอดประสานอย่างเต็มที่กับกระแสน้ำที่ไหลบ่าทั้งสองฝั่งของแอตแลนติก
in full harmony: ความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์
in full harmony หมายถึง “สอดคล้องหรือเข้ากันอย่างสมบูรณ์” ในที่นี้ be in full harmony with เชื่อมจุดยืนของผู้พูดเข้ากับกระแสการเมืองที่กว้างกว่า ส่วน full ทำให้ความหมายจากเพียงเข้ากันได้ทั่วไปกลายเป็นสอดคล้องกันอย่างมาก harmony อาจหมายถึงความกลมกลืนที่ไพเราะในดนตรี แต่ในประโยคนี้ใช้ในความหมายเชิงนามธรรม รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be in full harmony with + แนวคิด เป้าหมาย นโยบาย หรือขบวนการ
แบบฝึกหัด
ใช้ in full harmony with เติมประโยคให้สมบูรณ์: The revised code is ____ our safety goals.
ดูคำตอบ
in full harmony with
the tides which have flowed on both sides of the Atlantic: อุปลักษณ์ทางการเมือง
the tides which have flowed on both sides of the Atlantic เป็นอุปลักษณ์ที่ขยายความ คำว่า tides ไม่ได้หมายถึงน้ำทะเลจริง ๆ แต่แทนขบวนการทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ อนุประโยคสัมพันธ์ which have flowed on both sides of the Atlantic วาดภาพกระแสที่เกี่ยวข้องกันและเกิดขึ้นในสังคมทั้งสองฝั่งมหาสมุทรให้เหมือนกระแสน้ำ การเรียกขบวนการเหล่านี้ว่า tides ทำให้การเปลี่ยนแปลงดูแผ่กว้าง ทรงพลัง และดำเนินต่อเนื่อง ในประโยคเต็ม against privilege and monopoly ระบุว่าขบวนการเหล่านี้ต่อต้านอภิสิทธิ์และการผูกขาด
แบบฝึกหัด
ในประโยคที่ยกมา “the tides” หมายถึงอะไร?
- ขบวนการทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่
- น้ำขึ้นน้ำลงจริงที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
- รูปแบบสภาพอากาศเหนือมหาสมุทร
- เส้นทางเดินเรือประจำระหว่างท่าเรือ
ดูคำตอบ
ขบวนการทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่
against privilege and monopoly: ต่อต้านอภิสิทธิ์และการผูกขาด
ในวลี against privilege and monopoly คำว่า against แสดงการต่อต้านในฐานะจุดยืนทางการเมืองหรือสังคม ส่วน privilege หมายถึงข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมซึ่งเกิดจากสถานะหรืออำนาจ และ monopoly หมายถึงการควบคุมแต่เพียงผู้เดียวโดยบริษัท กลุ่ม หรือผู้มีอำนาจรายหนึ่ง วลีนี้ทำให้ผู้พูดอยู่ฝ่ายเดียวกับขบวนการที่ต่อต้านความไม่เท่าเทียมและการกระจุกตัวของอำนาจ ในสุนทรพจน์สาธารณะ คำนามนามธรรมเหล่านี้หมายถึงระบบหรือโครงสร้างอำนาจ ไม่ใช่สิ่งของแต่ละชิ้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค The movement campaigned against privilege and monopoly วลี against privilege and monopoly แสดงจุดยืนใด?
- การสัมผัสกำแพงทางกายภาพ
- การให้ความเคารพต่อโอกาสที่เป็นเกียรติ
- การสนับสนุนให้บริษัทเดียวควบคุมทุกอย่าง
- การต่อต้านข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมและการควบคุมที่กระจุกตัว
ดูคำตอบ
การต่อต้านข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมและการควบคุมที่กระจุกตัว
Thus, highlighting his virtue as someone committed to democracy. วลี
2:05ซึ่งถือเป็นการเน้นย้ำคุณธรรมของเขาในฐานะผู้ที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย
committed to democracy: ยึดมั่นในประชาธิปไตย
Committed to democracy หมายถึงการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยอย่างหนักแน่นและสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงความชอบชั่วคราว แต่สื่อถึงความทุ่มเทในระยะยาว ในโครงสร้าง be committed to คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลีได้ เช่น committed to democracy หรือรูป -ing ได้ เช่น committed to protecting democracy
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้วลี committed to: The volunteers are ____ protecting the local forest.
ดูคำตอบ
committed to
Much earlier, in his defense of the poet Archias, วัฒนธรรม
2:09ก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว ในการปกป้องกวี Archias
ในสุนทรพจน์ที่เขากล่าวแก้ต่างให้กวีอาร์คิอัส
วลีนี้หมายถึงสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการที่ซิเซโรกล่าวเพื่อแก้ต่างให้กวีอาร์คิอัส ในที่นี้ his แสดงว่าซิเซโรเป็นผู้ทำการแก้ต่าง ส่วน of the poet Archias ระบุว่าอาร์คิอัสคือผู้ที่ได้รับการแก้ต่าง บริบทด้านกฎหมายและการพูดในที่สาธารณะนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดข้อความนี้จึงใช้ศึกษาความน่าเชื่อถือในการโน้มน้าวใจได้ ซิเซโรกำลังพูดในฐานะผู้แก้ต่าง ไม่ได้บรรยายการป้องกันทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ in his defense of the poet Archias หมายถึงอะไร
- ขณะที่ซิเซโรวิจารณ์บทกวีของอาร์คิอัส
- ขณะที่ซิเซโรป้องกันตัวเองจากอาร์คิอัส
- ระหว่างการแข่งขันกีฬากับอาร์คิอัส
- ระหว่างสุนทรพจน์ที่ซิเซโรกล่าวแก้ต่างให้อาร์คิอัส
ดูคำตอบ
ระหว่างสุนทรพจน์ที่ซิเซโรกล่าวแก้ต่างให้อาร์คิอัส
Roman consul Cicero appealed to his own practical wisdom and expertise as a politician. วลี
2:12กงสุลโรมัน ซิเซโร ได้ใช้ภูมิปัญญาเชิงปฏิบัติและความเชี่ยวชาญในฐานะนักการเมืองของเขาเองเพื่อดึงดูดความสนใจ
อ้างวิจารณญาณเชิงปฏิบัติและความเชี่ยวชาญของตน
ในการให้เหตุผลและการโน้มน้าว appeal to something อาจหมายถึงการใช้สิ่งนั้นเป็นเหตุผลหรือหลักสนับสนุน ในที่นี้ ซิเซโรชี้ให้เห็นวิจารณญาณเชิงปฏิบัติและความรู้ทางการเมืองของตน เพื่อให้ผู้ฟังมองว่าเขาน่าเชื่อถือ ไม่ได้หมายความว่าเขาขอความช่วยเหลือจากสติปัญญาของตัวเอง กรรมที่ตามหลัง to ระบุคุณสมบัติที่เขาใช้เป็นหลักในการโน้มน้าวผู้อื่น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ appeal to: To support her claim, the writer ____ recent research.
ดูคำตอบ
appealed to
"Drawn from my study of the liberal sciences and from that careful training วัฒนธรรม
2:19"ซึ่งสกัดมาจากการศึกษาศิลปศาสตร์และการฝึกฝนอย่างระมัดระวัง
liberal sciences ในการศึกษาแบบคลาสสิก
ในที่นี้ liberal sciences หมายถึงสาขาความรู้อันกว้างขวางที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแบบคลาสสิก เช่น ภาษา วาทศิลป์ ปรัชญา และคณิตศาสตร์ ในภาษาอังกฤษสมัยก่อน science อาจหมายถึงสาขาความรู้ที่จัดเป็นระบบ ไม่ได้หมายถึงวิทยาศาสตร์เชิงทดลองสมัยใหม่เท่านั้น การกล่าวถึงการศึกษานี้ช่วยให้ผู้พูดแสดงว่าความสามารถของตนเกิดจากการฝึกฝนที่จริงจังและรอบด้าน liberal ในที่นี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ถือว่าเหมาะสำหรับเสรีชน ไม่ใช่ป้ายบอกจุดยืนทางการเมืองสมัยใหม่
แบบฝึกหัด
ในบริบทการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์นี้ liberal sciences หมายถึงอะไร
- งานอดิเรกส่วนตัวที่ไม่ต้องฝึกฝน
- ธรรมเนียมการเรียนรู้ที่กว้างขวางสำหรับผู้มีการศึกษา
- เฉพาะวิชาในห้องทดลองสมัยใหม่
- วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองฝ่ายเสรีนิยม
ดูคำตอบ
ธรรมเนียมการเรียนรู้ที่กว้างขวางสำหรับผู้มีการศึกษา
to which I admit that at no part of my life I have ever been disinclined." ไวยากรณ์
2:22ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับว่าไม่มีช่วงใดในชีวิตที่ข้าพเจ้าเคยละทิ้งสิ่งเหล่านี้"
to which I admit: การเชื่อมแบบทางการในอนุประโยคสัมพันธ์
Which ย้อนกลับไปหมายถึง that careful training ส่วน to ที่ย้ายมาไว้ข้างหน้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ admit แต่ไปเติมโครงสร้าง disinclined to ที่อยู่ใกล้ท้ายประโยค: I admit that ... I have never been disinclined to that training การวางบุพบทไว้หน้า which เป็นรูปแบบอนุประโยคสัมพันธ์ที่เป็นทางการ มักเรียกว่าการย้ายบุพบทมาข้างหน้า คำว่า I admit that สร้างกรอบการรายงานอยู่ภายในอนุประโยคสัมพันธ์ ผู้อ่านจึงต้องจำ to which ไว้จนกว่าจะอ่านถึง disinclined
แบบฝึกหัด
เติมประโยคทางการให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างสองคำ “บุพบท + สรรพนามสัมพันธ์”: This is a standard ____ I admit that I have not always adhered.
ดูคำตอบ
to which
at no part of my life ... disinclined: ไม่เคยไม่เต็มใจ
“At no part of my life” หมายถึง “ไม่เคยมีช่วงไหนเลยในชีวิต” ส่วน disinclined หมายถึงไม่เต็มใจหรือไม่อยากทำ คำว่า no ตัดทุกช่วงเวลาที่ผู้พูดไม่เต็มใจออกไป ดังนั้นใจความทั้งหมดคือ “ฉันไม่เคยไม่เต็มใจ” แนวคิดเชิงปฏิเสธสองส่วนนี้รวมกันแล้วให้ความหมายเชิงบวกว่า ผู้พูดเต็มใจมาโดยตลอด
แบบฝึกหัด
ในที่นี้ at no part of my life I have ever been disinclined หมายความว่าอย่างไร
- หมายความว่าฉันไม่เคยไม่เต็มใจ
- หมายความว่าฉันเต็มใจเฉพาะตอนที่ยังหนุ่มสาว
- หมายความว่าฉันไม่สนใจหัวข้อนั้น
- หมายความว่าฉันไม่เคยเต็มใจ
ดูคำตอบ
หมายความว่าฉันไม่เคยไม่เต็มใจ
or that you're not motivated by personal gain. วลี
2:30หรือว่าคุณไม่ได้ถูกผลักดันจากผลประโยชน์ส่วนตัว
demonstrate disinterest: แสดงว่าไม่มีส่วนได้เสียส่วนตัว
ในที่นี้ disinterest หมายถึงการไม่มีส่วนได้เสียส่วนตัวกับผลลัพธ์และไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้น demonstrate disinterest จึงหมายถึงการแสดงว่าจุดยืนของตนเป็นกลาง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง วลี or that you're not motivated by personal gain อธิบายความหมายที่ต้องการโดยตรง การแสดงสิ่งนี้ทำให้ผู้พูดดูยุติธรรมและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นได้
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ demonstrate disinterest หมายความว่าอย่างไร
- ปิดบังว่าคุณคาดหวังรางวัล
- แสดงว่าคุณไม่ได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ส่วนตัว
- ปฏิเสธที่จะฟังผู้อื่น
- แสดงว่าคุณรู้สึกว่าหัวข้อนั้นน่าเบื่อ
ดูคำตอบ
แสดงว่าคุณไม่ได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ส่วนตัว
ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว
โครงสร้าง be motivated by + นามวลี ใช้บอกแรงผลักดันหรือเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่ง ในที่นี้ personal gain หมายถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ เช่น เงิน สถานะ หรืออำนาจ รูปปฏิเสธบอกว่าผลประโยชน์ส่วนตนไม่ใช่แรงจูงใจของบุคคลนั้น ในการให้เหตุผล คำพูดนี้อาจช่วยให้บุคคลนั้นดูยุติธรรมหรือน่าเชื่อถือมากขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ใช้บอกแรงจูงใจให้ประโยคสมบูรณ์: The scientist was motivated ____ curiosity.
ดูคำตอบ
by
reason ใน use of logic and reason
ใน use of logic and reason คำว่า reason หมายถึงการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นความสามารถในการคิดอย่างรอบคอบ ตัดสิน และสรุปผล ไม่ได้หมายถึงสาเหตุหรือคำอธิบายเฉพาะอย่างหนึ่ง เมื่อใช้คู่กับ logic วลีนี้กล่าวถึงการโน้มน้าวด้วยความคิดที่ชัดเจน แทนที่จะอาศัยเพียงอารมณ์
แบบฝึกหัด
reason ใน use of logic and reason หมายถึงอะไร?
- ข้อแก้ตัวสำหรับความผิดพลาด
- สาเหตุเพียงอย่างเดียวของเหตุการณ์
- ความสามารถในการจดจำข้อเท็จจริง
- การคิดและการตัดสินอย่างมีเหตุผล
ดูคำตอบ
การคิดและการตัดสินอย่างมีเหตุผล
such as analogies, examples, and citations of research or statistics.
2:39เช่น การอุปมาอุปไมย การยกตัวอย่าง และการอ้างอิงงานวิจัยหรือสถิติ
can employ rhetorical devices: employ แบบเป็นทางการที่หมายถึง “ใช้”
ใน can employ rhetorical devices คำว่า employ หมายถึงใช้หรือนำบางสิ่งมาใช้อย่างตั้งใจ ไม่ได้หมายถึงจ้างงาน กรรม rhetorical devices ชี้ให้เห็นความหมายนี้ โดยหมายถึงเทคนิคที่ใช้จัดรูปแบบการสื่อสารหรือเพิ่มพลังในการโน้มน้าว Can บอกว่าการใช้เทคนิคเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ได้บอกว่าวิธีนี้ต้องใช้ทุกครั้ง โครงสร้างทางการที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ can employ + วิธี กลยุทธ์ กลวิธี หรือเทคนิค
แบบฝึกหัด
employ ในประโยคนี้หมายถึงอะไร: The article can employ rhetorical devices to persuade readers?
- ใช้อย่างตั้งใจ
- ไล่ใครบางคนออกจากงาน
- จ้างเข้าทำงาน
- จ่ายเงินเดือนให้ใครบางคน
ดูคำตอบ
ใช้อย่างตั้งใจ
not just facts and figures: การขยายขอบเขต
ใน not just facts and figures กลุ่มคำ facts and figures เป็นคู่คำตายตัวที่ใช้เรียกข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมและข้อมูลตัวเลข โดย figures ในที่นี้หมายถึงตัวเลขหรือสถิติ Not just ใช้ขยายขอบเขต กล่าวคือมีข้อเท็จจริงและตัวเลขรวมอยู่ด้วย แต่ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น คำนี้ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงหรือบอกว่าตัวเลขไม่สำคัญ
แบบฝึกหัด
เติมคู่คำตายตัวที่หมายถึงข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อมูลตัวเลขลงในประโยค: The documentary gives us not just ____, but also personal stories.
ดูคำตอบ
facts and figures
It's also the structure and content of the speech itself.
2:47มันยังเป็นโครงสร้างและเนื้อหาของสุนทรพจน์ด้วย
The point is to use factual knowledge to convince the audience, ลำดับความ
2:51ประเด็นคือการใช้ความรู้เชิงประจักษ์เพื่อโน้มน้าวผู้ฟัง
The point is to + คำกริยารูปพื้นฐาน: บอกจุดประสงค์หลัก
สำนวน The point is to ช่วยดึงความสนใจไปยังจุดประสงค์หลักหรือผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด ในประโยคนี้ การใช้ความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงถูกวางให้เป็นจุดประสงค์ ไม่ใช่รายละเอียดเสริม ใช้รูปแบบ The point is to + คำกริยารูปพื้นฐาน รูปแบบนี้จัดลำดับข้อมูลโดยพาจากคำอธิบายหรือข้อมูลพื้นหลังไปสู่เป้าหมายหลัก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย The point is to: ____ compare the evidence before choosing an answer.
ดูคำตอบ
The point is to
as in Sojourner Truth's argument for women's rights. วัฒนธรรม
2:55อย่างเช่นข้อโต้แย้งของ โซเจอร์เนอร์ ทรูธ เกี่ยวกับสิทธิสตรี
ข้อโต้แย้งของ Sojourner Truth ที่สนับสนุนสิทธิสตรี: ทำความเข้าใจภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
Sojourner Truth เป็นนักเลิกทาสและผู้สนับสนุนสิทธิสตรีชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19 ในวลีนี้ argument หมายถึงการให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ และ for women's rights หมายถึงการสนับสนุนสิทธิที่เท่าเทียมของผู้หญิง ไม่ใช่การทะเลาะกันเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ข้อความนี้อ้างถึงวิธีที่เธอใช้ประสบการณ์ของตนเอง รวมถึงการใช้แรงงานหนัก เป็นหลักฐานโต้แย้งคำกล่าวที่ว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่าโดยธรรมชาติหรือสมควรได้รับสิทธิน้อยกว่า ภูมิหลังนี้ช่วยให้เห็นว่ารายละเอียดที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการทำงานสนับสนุนข้อเรียกร้องที่กว้างขึ้นเรื่องสิทธิได้อย่างไร
แบบฝึกหัด
การอ้างถึง Sojourner Truth มีบทบาทอย่างไรในคำอธิบายนี้?
- ยกตัวอย่างการใช้ประสบการณ์จริงและข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนสิทธิสตรี
- อธิบายการทะเลาะส่วนตัวกับผู้ฟังเกี่ยวกับการใช้แรงงาน
- อ้างว่าสุนทรพจน์นั้นเป็นเพียงรายการอาชีพเป็นส่วนใหญ่
ดูคำตอบ
ยกตัวอย่างการใช้ประสบการณ์จริงและข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนสิทธิสตรี
as much muscle as any man ... as much work as any man: การเปรียบเทียบที่เท่ากันแบบขนาน
as much + คำนามนับไม่ได้ + as ใช้เปรียบเทียบปริมาณหรือระดับที่เท่ากัน ในที่นี้ muscle ถูกมองเป็นแนวคิดที่นับไม่ได้และสื่อถึงกำลังกาย ส่วน work หมายถึงปริมาณงาน ทั้งสองวลีจึงยืนยันว่าผู้พูดมีพละกำลังและความสามารถในการทำงานไม่น้อยกว่าผู้ชายที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ การใช้กรอบเดิมซ้ำทำให้เกิดโครงสร้างขนานกัน โดยกล่าวถึงพละกำลังก่อน แล้วจึงกล่าวถึงความสามารถในการทำงาน any man หมายถึงสมาชิกคนใดก็ตามในกลุ่มผู้ชายที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ใช่ผู้ชายคนหนึ่งโดยเฉพาะ
แบบฝึกหัด
ใช้ as much ... as เติมการเปรียบเทียบปริมาณงานที่เท่ากันให้สมบูรณ์: Maya can do ____ anyone on the crew.
ดูคำตอบ
as much work as
I have plowed and reaped and husked and chopped and mowed, การใช้คำ
3:02ฉันเคยไถนา เก็บเกี่ยว ปอกเปลือก ฟืน และเกี่ยวหญ้า
plowed and reaped and husked and chopped and mowed: รายการงานที่สะสมต่อเนื่อง
คำกริยาเหล่านี้ระบุงานใช้แรงหรืองานเกษตรที่ต่างกัน ได้แก่ plowed หมายถึงพลิกหรือไถดิน reaped หมายถึงตัดและเก็บพืชผล husked หมายถึงเอาเปลือกแห้งออกจากธัญพืชหรือผลผลิต chopped หมายถึงตัดด้วยแรงฟัน และ mowed หมายถึงตัดหญ้าหรือพืชที่ยังยืนต้นอยู่ have เพียงคำเดียวที่ต้นประโยคใช้ร่วมกับกริยาช่องสามทั้งห้าคำ จึงเกิดเป็นรายการประสบการณ์ทำงานในรูป present perfect การใช้ and ซ้ำหน้ากริยาแต่ละคำทำให้รายการมีจังหวะสะสม เหมือนมีงานหนักเพิ่มเข้ามาทีละอย่าง วิธีนี้เปลี่ยนคำกล่าวกว้าง ๆ อย่าง I have worked hard ให้เป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมว่าผู้พูดเคยทำงานใช้แรงหลากหลาย
แบบฝึกหัด
เหตุใดคำกริยาเฉพาะทั้งห้าคำนี้จึงถูกเชื่อมเป็นรายการยาว?
- เพื่อสอนลำดับที่ถูกต้องในการทำงานเกษตร
- เพื่อสร้างภาพบันทึกงานใช้แรงหนักที่ชัดเจนและสะสมต่อเนื่อง
- เพื่อบอกว่าคำกริยาทั้งห้าคำมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ
เพื่อสร้างภาพบันทึกงานใช้แรงหนักที่ชัดเจนและสะสมต่อเนื่อง
Can any man do more than that?:คำถามเชิงวาทศิลป์ที่เน้นย้ำข้อสรุป
ในที่นี้ can any man do more than that? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดคาดว่าคำตอบคือ no และต้องการสื่อว่าไม่มีใครทำได้มากกว่าสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง คำถามนี้รวบรวมข้อมูลก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปที่หนักแน่น และทำให้ผู้ฟังสรุปคำตอบนั้นด้วยตนเอง จึงเน้นย้ำและดึงผู้ฟังได้มากกว่าประโยคบอกเล่าโดยตรงว่า No man can do more than that.
แบบฝึกหัด
คำถามเชิงวาทศิลป์ Can any man do more than that? สื่อความหมายใด?
- ตามสมควรแล้ว ไม่อาจคาดหวังให้ใครทำได้มากกว่านี้
- ผู้พูดกำลังขอให้คนคนหนึ่งทำมากกว่านี้
- ผู้พูดไม่รู้ว่าใครสามารถทำได้มากกว่านี้
ดูคำตอบ
ตามสมควรแล้ว ไม่อาจคาดหวังให้ใครทำได้มากกว่านี้
with false information that the audience thinks is true, ไวยากรณ์
3:13ด้วยข้อมูลเท็จที่ผู้ฟังคิดว่าเป็นเรื่องจริง
can also manipulate people:อิทธิพลเชิงลบและไม่เป็นธรรม
ในประโยคนี้ can also manipulate people หมายถึงผู้พูดสามารถชี้นำหรือควบคุมความคิดและการกระทำของผู้คนได้ด้วย วลี with false information แสดงให้เห็นว่าวิธีนั้นเป็นการหลอกลวง ดังนั้น manipulate ในที่นี้จึงมีน้ำเสียงตำหนิอย่างชัดเจน เมื่อ manipulate ใช้ people เป็นกรรม มักสื่อถึงการควบคุมที่ปกปิด ไม่เป็นธรรม หรือทำเพื่อประโยชน์ของผู้ควบคุมเอง ความหมายนี้แรงและมีน้ำเสียงวิจารณ์มากกว่าวลีที่เป็นกลางอย่าง influence people
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะจะอธิบายด้วย manipulate people มากที่สุด?
- องค์กรหนึ่งแอบใช้เรื่องเท็จเพื่อควบคุมการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- โค้ชอธิบายกฎให้ทีมฟังอย่างชัดเจน
- เพื่อนแนะนำหนังสือที่ตนเองชอบ
ดูคำตอบ
องค์กรหนึ่งแอบใช้เรื่องเท็จเพื่อควบคุมการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
false information that the audience thinks is true: ข้อมูลเท็จที่ผู้ชมคิดว่าเป็นความจริง
แกนของวลีนามนี้คือ false information ส่วนอนุประโยคขยายคำนาม that the audience thinks is true ระบุว่ากำลังพูดถึงข้อมูลเท็จแบบใด นั่นคือข้อมูลที่ผู้ชมตัดสินว่าเป็นความจริง คำอธิบายสองส่วนมาจากคนละมุมมอง False เป็นการประเมินของผู้พูด ส่วน thinks is true เป็นการประเมินที่ผิดของผู้ชม โครงสร้างนี้ช่วยใส่ทั้งข้อเท็จจริงและความเชื่อของใครบางคนเกี่ยวกับสิ่งนั้นไว้ในวลีนามเดียวกันได้
แบบฝึกหัด
false information that the audience thinks is true ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- ผู้ชมรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ
- ข้อมูลนั้นเป็นความจริง และผู้ชมก็รู้ว่าเป็นความจริง
- ข้อมูลนั้นเป็นเท็จ แต่ผู้ชมเชื่อว่าเป็นความจริง
ดูคำตอบ
ข้อมูลนั้นเป็นเท็จ แต่ผู้ชมเชื่อว่าเป็นความจริง
such as the debunked but still widely believed claim that vaccines cause autism. การใช้คำ
3:16เช่น ข้อกล่าวอ้างที่ถูกหักล้างไปแล้วแต่ก็ยังคงมีคนเชื่ออย่างกว้างขวางว่าวัคซีนทำให้เกิดโรคออทิสติก
debunked but still widely believed claim: ข้อกล่าวอ้างที่ถูกหักล้างแล้วแต่ยังคงมีคนเชื่ออย่างแพร่หลาย
คำนามหลักคือ claim ซึ่งหมายถึงข้อกล่าวอ้างที่อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ Debunked บอกว่าหลักฐานได้เปิดโปงแล้วว่าข้อกล่าวอ้างนั้นเป็นเท็จหรือไม่น่าเชื่อถือ ส่วน but still widely believed บอกว่าคนจำนวนมากยังคงยอมรับข้อกล่าวอ้างนั้น But สร้างความขัดแย้งสำคัญ คือสถานะของข้อกล่าวอ้างตามหลักฐานกับความนิยมของมันเป็นคนละเรื่องกัน บางสิ่งอาจถูกหลักฐานหักล้างแล้ว แต่ยังคงเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่สาธารณชนได้
แบบฝึกหัด
เติมความขัดแย้งด้วยคำจากบทเรียน: The report examines a ____ but still ____ claim.
ดูคำตอบ
debunked · widely believed
And finally, pathos appeals to emotion. การใช้คำ
3:22และสุดท้าย Pathos เป็นการดึงดูดอารมณ์ความรู้สึก
pathos appeals to emotion: การโน้มน้าวด้วยอารมณ์
ในวิชาวาทศิลป์ pathos คือการโน้มน้าวผ่านความรู้สึก ในที่นี้ appeals to emotion หมายถึง “พยายามโน้มน้าวโดยกระตุ้นอารมณ์” ไม่ได้หมายถึง “ยื่นอุทธรณ์ทางกฎหมาย” โครงสร้าง appeal to + ความรู้สึกหรือคุณค่า หมายถึงการใช้ความรู้สึกหรือคุณค่านั้นเพื่อมีอิทธิพลต่อผู้ฟัง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนทางวาทศิลป์ที่หมายถึง “พยายามโน้มน้าวผ่านความรู้สึก”: The charity's message ____ by telling a moving story.
ดูคำตอบ
appeals to emotion
in our age of mass media: ในยุคสื่อมวลชนของเรา
In our age of mass media หมายถึง “ในยุคปัจจุบันที่ถูกหล่อหลอมโดยสื่อซึ่งเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก” ในที่นี้ age หมายถึงช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่อายุของบุคคล และ mass หมายถึง “สำหรับผู้คนจำนวนมาก” เมื่อใช้วลีบอกเวลานี้ขึ้นต้นประโยค จะเป็นการกำหนดให้ข้อความที่ตามมาเป็นข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมสมัยใหม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ในยุคปัจจุบันที่ถูกหล่อหลอมโดยสื่อซึ่งเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก”: ____, a message can reach millions quickly.
ดูคำตอบ
In our age of mass media
the most effective mode: mode ที่หมายถึงวิธีในการจัดหมวดหมู่
ในที่นี้ mode หมายถึงประเภทหรือวิธีหนึ่งภายในการจัดหมวดหมู่ วลีนี้กล่าวถึงหนึ่งในวิธีโน้มน้าวที่มีให้เลือก ไม่ได้หมายถึงการตั้งค่าของเครื่องจักร the most effective เป็นรูปขั้นสูงสุด ซึ่งจัดให้วิธีนี้อยู่เหนือวิธีอื่นตามความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย
แบบฝึกหัด
ในประโยค "Email is our most effective mode of communication," คำว่า mode หมายถึงอะไร?
- กระแสแฟชั่น
- วิธีหรือช่องทาง
- การตั้งค่าของเครื่องจักร
ดูคำตอบ
วิธีหรือช่องทาง
is neither inherently good nor bad: ปฏิเสธคำบรรยายทั้งสอง
Neither A nor B ปฏิเสธทั้งสองทางเลือก หมายถึงไม่ใช่ A และไม่ใช่ B ในที่นี้สองตำแหน่งคือคำบรรยาย good และ bad จึงไม่ได้จัดให้ pathos เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง Inherently หมายถึง “โดยธรรมชาติของตัวมันเอง” คำนี้ทำให้การประเมินเป็นกลาง กล่าวคือ pathos ไม่ได้ดีหรือแย่โดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็น pathos แต่คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับวิธีใช้
แบบฝึกหัด
ใช้ neither ... nor ... เพื่อปฏิเสธคำบรรยายทั้งสอง: The answer is ____ simple ____ obvious.
ดูคำตอบ
neither · nor
It can just as easily rally people for peace โน้ต
3:35มันสามารถรวบรวมผู้คนเพื่อสันติภาพได้อย่างง่ายดาย
rally people for peace: ระดมการสนับสนุนเพื่อเป้าหมายร่วมกัน
ใน rally people for peace คำว่า rally เป็นคำกริยาที่หมายถึงการรวมผู้คนและกระตุ้นให้พวกเขาสนับสนุนเป้าหมายร่วมกัน ส่วน for peace ระบุว่าเป้าหมายที่ต้องการให้พวกเขาสนับสนุนคือสันติภาพ Rally สื่อถึงพลังหรือการลงมือทำร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการติดต่อผู้คนหรือชวนคนเพียงคนเดียวให้เข้าร่วม
แบบฝึกหัด
ใช้ rally ... for เติมประโยคให้สมบูรณ์: The campaign hopes to ____ voters ____ climate action.
ดูคำตอบ
rally · for
just as easily ... as ...: ผลลัพธ์สองแบบที่เกิดขึ้นได้ง่ายพอ ๆ กัน
ในโครงสร้าง just as easily A as B นั้น A และ B ถูกนำเสนอว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายพอ ๆ กัน หรือมีความเป็นไปได้พอ ๆ กัน ในที่นี้ A คือ rallying people for peace และ B คือ inciting them to war โครงสร้างนี้เน้นความสมมาตรระหว่างผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์ใดดีกว่าหรือมีโอกาสมากกว่า แต่เตือนว่าสิ่งเดียวกันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ใดก็ได้ด้วยความง่ายในระดับใกล้เคียงกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบที่แสดงว่าผลลัพธ์ทั้งสองเกิดขึ้นได้ง่ายพอ ๆ กัน: This app can ____ waste your time ____ save it.
ดูคำตอบ
just as easily · as
incite them to war: ยุยงให้ทำสิ่งที่เป็นอันตราย
incite them to war หมายถึงจงใจยุยงหรือผลักดันให้พวกเขามุ่งไปสู่สงคราม คำว่า incite มีน้ำเสียงตัดสินในทางลบอย่างชัดเจน โดยมองอิทธิพลดังกล่าวว่าอันตราย เป็นโทษ หรือไม่ถูกต้อง โครงสร้างในที่นี้คือ incite + someone + to + คำนาม โดย them หมายถึงคนที่ได้รับอิทธิพล และ to war หมายถึงผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ incite ยังตามด้วย someone + to-infinitive ได้ เช่น incite people to attack
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ incite ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- The bedtime story could incite the children to relax.
- The coach's reminder could incite the team to drink water.
- The leader's message could incite the crowd to violence.
ดูคำตอบ
The leader's message could incite the crowd to violence.
from beauty products that promise to relieve our physical insecurities โน้ต
3:41ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ความงามที่รับประกันว่าจะบรรเทาความไม่มั่นใจในรูปร่างหน้าตาของเรา
promise to relieve our physical insecurities ในโฆษณา
promise to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการบอกว่าจะทำบางสิ่ง หรือบอกว่าสิ่งหนึ่งจะทำให้เกิดผลบางอย่าง ในโฆษณา โครงสร้าง a product promises to relieve a problem แสดงว่าผลิตภัณฑ์อ้างว่าสามารถทำให้ปัญหานั้นเบาลงได้ ในที่นี้ relieve หมายถึงลดความรู้สึกที่ไม่สบายใจ ส่วน physical insecurities คือความกังวลหรือการขาดความมั่นใจเกี่ยวกับร่างกายหรือรูปลักษณ์ของตน ไม่ใช่อันตรายต่อความปลอดภัยทางร่างกาย วลีนี้จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงามว่าเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความไม่มั่นใจเกี่ยวกับร่างกายได้
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึงผลิตภัณฑ์อ้างว่าจะช่วยลดความเจ็บปวด: The new pillow ____ neck pain.
ดูคำตอบ
promises to relieve
make us feel powerful: make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน
make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้อธิบายว่าบางสิ่งทำให้คนหรือสิ่งหนึ่งทำหรือรู้สึกบางอย่าง ใน make us feel powerful คำว่า us เป็นกรรม และ feel เป็นคำกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to ส่วน powerful เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกว่าเรารู้สึกอย่างไร วลีนี้หมายถึงรถยนต์ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีพลัง ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ หรือมีสถานะสูงขึ้น powerful ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงแข็งแรงทางร่างกาย
แบบฝึกหัด
เติม make และรูปที่ถูกต้องของ feel: Clear instructions ____ new users ____ confident.
ดูคำตอบ
make · feel
from beauty products ... to cars: การแสดงขอบเขต
ใน from beauty products ... to cars โครงสร้าง from A to B ใช้ระบุปลายทั้งสองด้านของขอบเขต ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง ปลายทั้งสองเป็นหมวดสินค้าที่แตกต่างกันมาก จึงช่วยกันแสดงว่าโฆษณาในหลากหลายหมวดอาศัย pathos ปลายแต่ละด้านขยายด้วยอนุประโยค that โดยส่วนหนึ่งอธิบาย beauty products และอีกส่วนอธิบาย cars วลี from ... to ... ทั้งหมดเป็นข้อมูลเสริมภายในประโยคหลัก เมื่อตัดออก โครงประโยคจะเหลือ Most advertising relies on pathos
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยโครงสร้าง from ... to ... เพื่อแสดงขอบเขต: The museum displays objects ____ ancient coins ____ modern robots.
ดูคำตอบ
from · to
relies on pathos: rely on + วิธีการโน้มน้าว
rely on หมายถึงพึ่งพาบุคคล สิ่งของ หรือวิธีการเพื่อรับการสนับสนุน ใน relies on pathos ประธานถูกอธิบายว่าพึ่งพาการดึงดูดอารมณ์เพื่อโน้มน้าวผู้คน pathos คือกลวิธีทางวาทศิลป์ที่กระตุ้นความรู้สึก เช่น ความเห็นใจ ความกลัว หรือความหวัง relies เป็นรูปเอกพจน์บุรุษที่สามของ rely โครงสร้างคือ rely on + คำนามหรือวลีคำนาม ใช้ระบุสิ่งสนับสนุน ทรัพยากร หรือวิธีการที่บางสิ่งพึ่งพา แต่ไม่ได้หมายความว่านั่นเป็นวิธีเดียวที่ใช้
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่หายไปให้ประโยคสมบูรณ์: The safety system relies ____ accurate sensor data.
ดูคำตอบ
on
Aristotle's rhetorical appeals still remain powerful tools today.
3:50รูปแบบการโน้มน้าวใจของอริสโตเติลยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในปัจจุบัน
But deciding which of them to use is a matter of knowing your audience and purpose, ไวยากรณ์
3:55แต่การจะตัดสินใจว่าจะใช้สิ่งใดเป็นเรื่องของการรู้จักผู้ชมและจุดประสงค์ของคุณ
deciding which of them to use ... is a matter of knowing ...: โครงสร้าง gerund เป็นประธาน
วลี deciding which of them to use ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธาน deciding เป็น gerund ดังนั้นวลีนี้จึงเรียกชื่อกิจกรรม ไม่ได้เป็นคำสั่ง เนื่องจากกิจกรรมนี้ถูกมองเป็นสิ่งเดียว กริยาจึงเป็นรูปเอกพจน์ is ภายในประธานนี้ which of them to use เป็นวลีแบบคำแสดงคำถาม + to-infinitive ใช้แสดงคำถามว่าควรใช้ข้อไหนโดยไม่สร้างประโยคคำถามตรงแบบเต็ม be a matter of + คำนามหรือรูป -ing แสดงว่าการเลือกหรือผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้น ในที่นี้ การเลือกขึ้นอยู่กับการรู้สองเรื่อง คือผู้ฟังและจุดประสงค์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้วลี gerund เป็นประธานและใช้คำแสดงคำถาม + to-infinitive ภายในวลีนั้นได้ถูกต้อง
- Deciding which book to borrow are a matter of knowing what you need.
- Deciding which book to borrow is a matter of knowing what you need.
- Decide which book to borrow is a matter of knowing what you need.
- Deciding which book borrow is a matter of knowing what you need.
ดูคำตอบ
Deciding which book to borrow is a matter of knowing what you need.
as well as the right place and time: เพิ่มอีกหนึ่งเงื่อนไข
as well as เพิ่ม the right place and time เข้าไปจากข้อมูลที่กล่าวไว้แล้ว ในที่นี้หมายถึง “และยัง” จึงเสนอให้สถานที่และเวลาที่เหมาะสมเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ใน the right place and time คำว่า right หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “ถูกจังหวะ” ไม่ได้หมายถึงทิศตรงข้ามกับซ้าย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “และยัง”: The club needs a meeting room ____ enough chairs for everyone.
ดูคำตอบ
as well as
And perhaps just as important is being able to notice ไวยากรณ์
4:01และสิ่งที่อาจสำคัญไม่แพ้กันก็คือความสามารถในการสังเกต
perhaps just as important is being able to notice: นำการประเมินไว้ด้านหน้า
perhaps just as important ถูกวางไว้หน้า is ส่วน being able to notice เป็นประธานที่เลื่อนไปอยู่ด้านหลัง หากใช้ลำดับปกติจะเป็น Being able to notice ... is perhaps just as important การนำส่วนประเมินไว้ด้านหน้าช่วยเน้นเรื่องความสำคัญก่อนจะบอกว่าความสามารถนั้นคืออะไร just as important หมายถึง “สำคัญเท่า ๆ กัน” เมื่อเทียบกับประเด็นก่อนหน้า perhaps ทำให้คำกล่าวนุ่มนวลลง และ And เชื่อมประเด็นนี้กับเนื้อหาก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดวางการประเมินว่า “สำคัญเท่า ๆ กัน” ไว้ด้านหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- Speed matters, but just important as is checking the facts.
- Speed matters, but just as important is checking the facts.
- Speed matters, but checking the facts is just as important.
ดูคำตอบ
Speed matters, but just as important is checking the facts.
when these same methods of persuasion are being used on you. กริยาวลี
4:04ว่าเมื่อใดที่วิธีการโน้มน้าวใจแบบเดียวกันนี้กำลังถูกนำมาใช้กับคุณ
are being used on you: ระบุผู้ที่เป็นเป้าหมายและได้รับผล
These same methods of persuasion ย้อนกลับไปกล่าวถึงวิธีโน้มน้าวเดียวกับที่ได้พูดถึงไปแล้ว ส่วน are being used เป็นรูปถูกกระทำของ present progressive กล่าวคือ วิธีเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกใช้ และไม่จำเป็นต้องระบุว่าใครเป็นผู้ใช้ ในโครงสร้าง use something on someone คำว่า on ระบุคนที่ถูกนำวิธีนั้นมาใช้ด้วยหรือเป็นคนที่วิธีนั้นต้องการส่งผลต่อ ดังนั้น on you จึงหมายความว่าคุณเป็นเป้าหมายของการโน้มน้าว และเปลี่ยนจุดสนใจจากการเรียนรู้วิธีเหล่านี้ไปสู่การสังเกตว่าเมื่อใดวิธีเหล่านี้กำลังมีอิทธิพลต่อคุณ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ use และคำบุพบทที่ระบุเป้าหมายผู้ได้รับผล: The same pressure tactic ____ new customers right now.
ดูคำตอบ
is being used on