4 วิธีอธิบายอาการปวดเป็นภาษาอังกฤษ - มินิบทเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
494 คำ 169 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: คำบอกอาการแบบกว้าง ๆ ของผู้ป่วยว่าปวดไปหมดนำเข้าสู่บทเรียนเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการอธิบายความเจ็บปวดอย่างแม่นยำ ผู้พูดแยกความรู้สึกปวดแบบตุบ ๆ ปวดเป็นจังหวะ ปวดแล่น และปวดเหมือนถูกแทง ก่อนสรุปด้วยสูตรประโยคที่นำไปใช้บอกอาการอื่นได้ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. could you describe the pain a bit more? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้วิธีขอให้อีกฝ่ายให้รายละเอียดเพิ่มอย่างสุภาพในการพบแพทย์ การรับบริการ หรือชั้นเรียน รูป could you ฟังนุ่มนวลกว่าคำสั่งตรง ๆ ส่วน describe the pain ระบุชัดว่าข้อมูลที่ต้องการให้ขยายความคือลักษณะของอาการปวด 2. I've got shooting pain down my spine, — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: เข้าใจ shooting pain ว่าหมายถึงความปวดที่รุนแรงและแล่นอย่างรวดเร็วจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่ง และเข้าใจว่า down my spine บอกทิศทางกับแนวการเคลื่อนของอาการ จึงช่วยให้ข้อมูลแก่บุคลากรทางการแพทย์ได้ชัดกว่าการพูดเพียงว่าปวดหลัง 3. I've got plus article plus adjective plus noun. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจแม่แบบที่ผู้พูดใช้สร้างคำบอกอาการหลายแบบ และนำกลับมาใช้เองได้ โดยรวมส่วนที่บอกว่ามีอาการเข้ากับคำนำหน้านาม คำคุณศัพท์ที่บอกลักษณะความปวด และคำนามที่เฉพาะเจาะจง ทำให้บรรยายความปวดได้เป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งประโยคกว้าง ๆ ที่ใช้ hurts เสมอไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

My leg hurts, my body hurts,

0:00

ขาฉันเจ็บ ตัวฉันก็เจ็บ

my head hurts, my back hurts.

0:03

หัวฉันปวด หลังฉันก็ปวด

Okay, uh could you describe the pain a bit more? โน้ต

0:06

โอเค เอ่อ คุณช่วยอธิบายอาการปวดให้ละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

Could you describe the pain a bit more? — การขอรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างสุภาพ

ในที่นี้ Could you + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นการขอร้องอย่างสุภาพ ไม่ได้เน้นถามว่าอีกฝ่ายมีความสามารถทำสิ่งนั้นหรือไม่ ผู้พูดกำลังขอให้อีกฝ่ายอธิบายอาการปวดให้ชัดเจนและครบถ้วนขึ้น ใน describe the pain นั้น the pain คือสิ่งที่ต้องอธิบาย ส่วน a bit more เป็นการขอรายละเอียดเพิ่มและทำให้คำขอฟังนุ่มนวลขึ้น สามารถใช้รูปแบบเดียวกันเมื่อต้องการขอให้ใครอธิบายบางสิ่งอย่างสุภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอให้อีกฝ่ายให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาเพิ่มเติมอย่างสุภาพ

  1. Describe the problem now.
  2. Could you describe the problem a bit more?
  3. You can describe the problem.
ดูคำตอบ

Could you describe the problem a bit more?

วลี

a bit more: การเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล

A bit more หมายถึงปริมาณหรือระดับที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ในประโยคนี้ ผู้พูดขอให้ผู้ฟังเพิ่มรายละเอียดในคำอธิบายเดิม ไม่ได้ขอให้เริ่มคำอธิบายใหม่ทั้งหมด A bit ทำให้การเพิ่มที่แสดงด้วย more ดูมีขอบเขตเล็กและฟังนุ่มนวล เมื่อวางหลังการกระทำ สำนวนอย่าง explain a bit more หรือ wait a bit more จะทำให้คำขอให้เพิ่มบางสิ่งฟังดูไม่บังคับเกินไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอคำอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล

  1. Could you explain every detail from the beginning?
  2. Could you explain it a bit more?
  3. Could you change the subject?
ดูคำตอบ

Could you explain it a bit more?

I just I just told you. น้ำเสียง/เจตนา

0:09

ฉันเพิ่ง ฉันเพิ่งจะบอกคุณไปเองนะ

น้ำเสียง/เจตนา

just told you: การกระทำเมื่อสักครู่พร้อมน้ำเสียงปกป้องตัวเอง

ใน just told you คำว่า just มีความหมายพื้นฐานก่อนว่า “เมื่อสักครู่นี้” คือการบอกเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย เพราะประโยคนี้เป็นคำตอบต่อการขอรายละเอียดอีกครั้ง จึงเน้นด้วยว่าผู้พูดคิดว่าตนได้ให้ข้อมูลไปแล้ว คำพูดนี้จึงอาจฟังดูเหมือนกำลังปกป้องตัวเองหรือหงุดหงิดเล็กน้อย ราวกับพูดว่า “ฉันบอกไปแล้ว” just ไม่ได้ทำให้เกิดท่าทีนี้ด้วยตัวมันเอง แต่สถานการณ์และการเริ่มซ้ำว่า I just I just ทำให้น้ำเสียงนี้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนานี้ I just told you น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด

  1. ผู้พูดบอกเฉพาะคนนี้และไม่ได้บอกใครอื่นเลย
  2. ผู้พูดกำลังเสนอข้อมูลใหม่ทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
  3. ผู้พูดให้ข้อมูลไปเมื่อสักครู่และฟังดูเหมือนกำลังปกป้องตัวเองเล็กน้อย
ดูคำตอบ

ผู้พูดให้ข้อมูลไปเมื่อสักครู่และฟังดูเหมือนกำลังปกป้องตัวเองเล็กน้อย

My leg hurts, my arm hurts,

0:11

ขาฉันเจ็บ แขนฉันก็เจ็บ

my thumb hurts, my toes hurt

0:13

นิ้วโป้งฉันเจ็บ นิ้วเท้าฉันก็เจ็บ

everything hurts.

0:16

เจ็บไปหมดทุกส่วนเลย

Okay, listen.

0:24

เอาล่ะ ฟังนะ

Doctors need you to be specific. ไวยากรณ์

0:26

หมอต้องการให้คุณระบุให้ชัดเจน

ไวยากรณ์

need you to be specific: need + กรรม + to be

need you to be specific หมายถึงผู้พูดต้องการให้อีกคนให้รายละเอียดที่ชัดเจน โครงสร้างคือ need + กรรม + to-infinitive โดย you คือคนที่ต้องทำสิ่งนั้น และ to be specific บอกว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร specific ในที่นี้หมายถึง “ชัดเจนและแม่นยำเพียงพอ” ไม่ใช่ “พิเศษ” เมื่อมีกรรมอย่าง you ตามหลัง need ให้ใช้ to be หน้าคำคุณศัพท์ เช่น We need you to be ready.

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง need + คน + to be ให้สมบูรณ์: The nurse needs Mia ____ specific about where it hurts.

ดูคำตอบ

to be

To be fair, I haven't really researched this, วลี

0:28

พูดตามตรงนะ ฉันก็ไม่ได้ค้นคว้าเรื่องนี้มาอย่างจริงจังหรอก

วลี

To be fair ในฐานะคำเปิดเพื่อเพิ่มมุมมองที่สมดุล

To be fair เป็นถ้อยคำเปิดประโยคที่บอกว่าผู้พูดกำลังจะเพิ่มมุมมองที่ยุติธรรมหรือสมดุลขึ้น มักใช้เพื่อยอมรับอีกด้านหนึ่ง ชี้ข้อจำกัด หรือเพิ่มข้อมูลที่ทำให้คำตัดสินก่อนหน้าไม่เด็ดขาดเกินไป ในประโยคนี้ การที่ผู้พูดยังไม่ได้ค้นคว้าเรื่องนี้มากพอถูกนำเสนอเป็นข้อจำกัดของข้อสรุปตนเอง วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการทำบางอย่างเพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่บอกว่าผู้พูดต้องการให้เข้าใจสิ่งที่จะพูดต่อไปอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมวลีเปิดสามคำที่ขึ้นต้นด้วย To และใช้เพิ่มมุมมองที่ยุติธรรมและสมดุล: ____, Omar was asked to join at the last minute.

ดูคำตอบ

To be fair

but I'd imagine that's what they would like. น้ำเสียง/เจตนา

0:31

แต่ฉันจินตนาการว่าพวกเขาน่าจะต้องการแบบนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

I'd imagine สำหรับการคาดเดาที่สมเหตุสมผลแต่ยังไม่ยืนยัน

I'd imagine เป็นรูปย่อของ I would imagine ใช้เสนอการคาดเดาที่สมเหตุสมผลจากข้อมูลที่ผู้พูดรู้ โดยยังเปิดโอกาสว่าการคาดเดานั้นอาจผิดได้ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังคาดเดาว่าพวกเขาน่าจะชอบอะไร ไม่ได้รายงานความชอบที่ยืนยันแล้ว would ในที่นี้ไม่ได้บอกอดีต แต่ช่วยลดความหนักแน่นและทำให้คำพูดระมัดระวังขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อของ I would imagine: ____ the library is quieter in the morning.

ดูคำตอบ

I'd imagine

So just saying my insert the body part hurts isn't really helpful. ลำดับความ

0:33

ดังนั้น การแค่พูดว่า "(ใส่ชื่ออวัยวะ) ของฉันเจ็บ" มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ลำดับความ

“my insert the body part hurts” ในฐานะแม่แบบที่มีข้อความแทนตำแหน่ง

ในที่นี้ insert the body part เป็นคำสั่งสำหรับอธิบายรูปแบบภาษาและทำหน้าที่เป็นข้อความแทนตำแหน่ง หมายความว่าให้เปลี่ยนคำเหล่านี้เป็นชื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย รูปแบบที่กำลังแสดงคือ My + ชื่อส่วนของร่างกายที่เป็นเอกพจน์ + hurts เช่น My shoulder hurts. ข้อความเต็มแสดงวิธีใส่ข้อมูลลงในโครงประโยค ไม่ใช่ประโยคธรรมชาติที่ผู้ป่วยจะพูดจริง ผู้พูดยังชี้ให้เห็นว่าการบอกเพียงตำแหน่งที่เจ็บนั้นกว้างเกินไปและไม่ค่อยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ insert the body part บอกให้ผู้ฟังทำอะไร?

  1. อธิบายว่ามีการใส่วัตถุเข้าไปในร่างกาย
  2. เปลี่ยนเป็นชื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
  3. พูดคำว่า insert the body part กับแพทย์ตามนั้น
ดูคำตอบ

เปลี่ยนเป็นชื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

Let me take you through key vocabulary วลี

0:38

ให้ฉันพาคุณไปเรียนรู้คำศัพท์สำคัญ

วลี

“Let me take you through ...” สำหรับเริ่มการอธิบายแบบเป็นขั้นตอน

Let me take you through ... เป็นวิธีเริ่มต้นอย่างเป็นมิตรเพื่อบอกว่าผู้พูดจะพาผู้ฟังทำความเข้าใจข้อมูลตามลำดับ ในที่นี้ใช้เปิดการอธิบายคำศัพท์และสื่อว่า “เราจะค่อย ๆ ดูเรื่องนี้ไปด้วยกัน” โครงสร้างคือ take + บุคคล + through + เนื้อหาหรือกระบวนการ เช่น Let me take you through the plan. คำว่า through ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ผ่านสถานที่จริง

แบบฝึกหัด

เติมคำเปิดการนำเสนอให้สมบูรณ์ โดยใช้วลีที่มี take และหมายถึง “พาคุณดูแผนตามลำดับ”: Let me ____ the plan.

ดูคำตอบ

take you through

that's going to help you when you want to describe your pain.

0:41

ที่จะช่วยคุณเวลาที่คุณต้องการอธิบายอาการปวดของคุณ

The patient could have said, ไวยากรณ์

0:44

คนไข้อาจจะพูดได้ว่า

"I've got a pounding headache. วลี

0:45

"ฉันปวดหัวตุบๆ เหมือนโดนทุบ

ไวยากรณ์

could have said: ทางเลือกในการพูดในอดีต

could have said ใช้โครงสร้าง could have + คำกริยาช่องที่ 3 โดยย้อนมองสถานการณ์ที่จบไปแล้ว และบอกถึงสิ่งที่คนหนึ่งมีทางเลือกจะพูด แต่ไม่ได้พูดจริง ๆ said คือคำกริยาช่องที่ 3 ของ say ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเสนอคำพูดอีกแบบที่ดีกว่าหรือชัดเจนกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยพูดก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ยังพูดได้อยู่ เพราะ have said วางทางเลือกนั้นไว้ในอดีต

แบบฝึกหัด

ใช้ could have + คำกริยาช่องที่ 3 ของ say เติมประโยคให้สมบูรณ์: You ____ that you needed help.

ดูคำตอบ

could have said

วลี

I've got a pounding headache: บอกอาการปวดหัวตุบ ๆ

I've got ในที่นี้หมายถึง I have ในภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ใช้สนทนา have got เป็นวิธีทั่วไปในการพูดถึงอาการหรือภาวะต่าง ๆ และ got ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “ได้รับมาแล้ว” A pounding headache คืออาการปวดหัวที่รู้สึกเหมือนเต้นหรือตุบอย่างแรง วลีนี้บอกลักษณะของความรู้สึก ไม่ได้บอกเพียงว่าปวดมากแค่ไหน จึงชัดเจนกว่า My head hurts.

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงอาการปวดหัวซึ่งเต้นตุบอย่างแรง: I've got a ____.

ดูคำตอบ

pounding headache

I've got a throbbing pain in my legs. วลี

0:47

ฉันปวดแปลบๆ เป็นจังหวะที่ขา

วลี

I've got a throbbing pain in my legs: การบอกอาการปวดตุบเป็นจังหวะและตำแหน่งที่ปวด

ในที่นี้ I've got มีความหมายว่า I have หรือ “ฉันมี” โครงสร้าง I've got + a + คำคุณศัพท์ + pain + in + อวัยวะ ใช้บอกได้ทั้งลักษณะและตำแหน่งของอาการปวด throbbing หมายถึงอาการปวดที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนชีพจร ส่วน in my legs บอกตำแหน่งว่าปวดที่ขา ไม่ได้เน้นความหมายตามตัวอักษรว่าอยู่ “ข้างใน” ขา

แบบฝึกหัด

อาการปวดที่ขาเต้นเป็นจังหวะเหมือนชีพจร ใช้คำคุณศัพท์ที่ตรงกับบทเรียนเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I've got a ____ pain in my leg.

ดูคำตอบ

throbbing

I've got shooting pain down my spine, วลี

0:49

ฉันปวดร้าวแล่นไปตามกระดูกสันหลัง"

วลี

shooting pain down my spine: การบอกอาการปวดที่แล่นอย่างรวดเร็วและเส้นทางของอาการปวด

ใน I've got shooting pain... คำว่า I've got หมายถึง I have หรือ “ฉันมีอาการ” ส่วน shooting pain หมายถึงอาการปวดที่เกิดขึ้นฉับพลันและแล่นไปอย่างรวดเร็ว มักให้ความรู้สึกปวดแปลบหรือเหมือนไฟฟ้าวิ่งผ่าน คำว่า shooting ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่ามีใครยิงปืน down my spine บอกเส้นทางและทิศทางของอาการปวด คืออาการปวดเคลื่อนไปตามแนวกระดูกสันหลังจากจุดที่สูงกว่าไปยังจุดที่ต่ำกว่า สำนวนทั้งหมดจึงบอกทั้งการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของความปวดและเส้นทางที่ความปวดแล่นผ่าน

แบบฝึกหัด

ใช้คำสองคำจากบทเรียนที่บอกอาการปวดซึ่งแล่นไปอย่างรวดเร็วและเส้นทางจากจุดสูงลงสู่จุดต่ำเพื่อเติมประโยค: I've got ____ pain ____ my spine.

ดูคำตอบ

shooting · down

and I've got a stabbing pain in my stomach." วลี

0:51

"และฉันปวดเจ็บจี๊ดเหมือนโดนแทงที่ท้อง"

วลี

I've got a stabbing pain in my stomach: ปวดแปลบเหมือนถูกแทงที่ท้อง

ในประโยคนี้ I've got หมายถึง ฉันมี ส่วน a stabbing pain หมายถึงอาการปวดแหลมคมและเหมือนมีบางอย่างแทงเข้าไปในร่างกาย ภาพนี้เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดถูกแทงจริง ๆ in my stomach บอกตำแหน่งที่ปวด วลีทั้งหมดจึงระบุทั้งลักษณะและตำแหน่งของอาการปวดอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

a stabbing pain ในที่นี้หมายถึงอาการปวดแบบใด?

  1. อาการปวดที่เกิดขึ้นกะทันหัน แหลมคม และอยู่เฉพาะจุดเหมือนถูกแทง
  2. อาการปวดเป็นจังหวะตุบ ๆ เหมือนการเต้นของหัวใจ
  3. อาการปวดตื้อที่ต่อเนื่องและกระจายเป็นบริเวณกว้าง
ดูคำตอบ

อาการปวดที่เกิดขึ้นกะทันหัน แหลมคม และอยู่เฉพาะจุดเหมือนถูกแทง

They're obviously very sick.

0:54

พวกเขาป่วยหนักมากเห็นๆ

I've used a very simple formula to create those expressions.

0:56

ฉันใช้สูตรที่ง่ายมากๆ ในการสร้างประโยคเหล่านั้น

I'll tell you what it is at the end of the video. วลี

1:00

ฉันจะบอกคุณว่ามันคืออะไรในตอนท้ายของวิดีโอ

วลี

at the end of the video: ช่วงสุดท้ายของวิดีโอที่เฉพาะเจาะจง

At the end of the video หมายถึงในช่วงสุดท้ายของวิดีโอหรือ ณ จุดที่วิดีโอจบ โครงสร้าง at the end of + คำนาม ใช้ระบุส่วนท้ายของสิ่งของ เหตุการณ์ หรือช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง คำว่า of เชื่อม end เข้ากับสิ่งที่มีจุดสิ้นสุดนั้น ดังนั้นต้องพูดว่า at the end of the video ไม่ใช่ at the end video โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับ the lesson, the meeting หรือ the book ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความอย่างถูกต้องว่าจะตอบคำถามในช่วงสุดท้ายของบทเรียน?

  1. We'll answer questions in the end of the lesson.
  2. We'll answer questions at the end of the lesson.
  3. We'll answer questions at the end the lesson.
ดูคำตอบ

We'll answer questions at the end of the lesson.

But can you try and figure it out before we get there? โน้ต

1:02

แต่คุณลองทายดูก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้นได้ไหม

วลี

try and + กริยารูปพื้นฐาน

ในภาษาพูดทั่วไป try and + กริยารูปพื้นฐาน มักมีความหมายในการใช้งานเหมือน try to + กริยา คือพยายามทำสิ่งนั้น ในที่นี้ try and figure it out คือการขอให้อีกฝ่ายลองคิดหาคำตอบ ในโครงสร้างนี้ and ไม่ได้เชื่อมการกระทำสองอย่างที่แยกจากกัน กริยาหลัง and ใช้รูปพื้นฐาน เช่น try and figure, try and check, try and help

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาพูด “Can you try and solve this puzzle?” คำว่า try and solve หมายความว่าอะไร

  1. แก้โจทย์นั้นโดยไม่ต้องพยายามเลย
  2. ลองทำสิ่งนั้นก่อนแล้วไปแก้โจทย์อื่น
  3. พยายามแก้โจทย์นั้น
ดูคำตอบ

พยายามแก้โจทย์นั้น

กริยาวลี

figure it out: คิดเพื่อหาคำตอบ

figure it out หมายถึงการหาคำตอบหรือวิธีแก้ด้วยการคิด ลองแนวคิดต่าง ๆ หรือค่อย ๆ จัดการกับปัญหา วลีนี้เน้นกระบวนการหาคำตอบ ไม่ใช่เพียงสภาพสุดท้ายที่เข้าใจแล้ว ในประโยคนี้ it หมายถึงคำตอบที่กำลังพูดถึง ส่วน out แสดงว่าบางสิ่งชัดเจนขึ้นหรือได้รับการแก้ไข ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยเรียง figure out ให้ถูกต้อง: This puzzle is hard, but we can ____.

ดูคำตอบ

figure it out

ลำดับความ

before we get there: ช่วงถัดไปในการอธิบาย

ในประโยคนี้ there หมายถึงช่วงหนึ่งที่อยู่ถัดไปในการอธิบายของวิดีโอ ซึ่งเป็นช่วงที่จะเฉลยคำตอบ get there ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่จริง สำนวนนี้ใช้การเดินทางเป็นภาพเปรียบเทียบในการจัดลำดับข้อมูล โดยมองการอธิบายเหมือนเส้นทาง และผู้พูดขอให้ผู้ฟังลองหาคำตอบก่อนที่จะไปถึงขั้นถัดไปนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “I'll explain the last step soon, but before we get there, let's review step one,” there หมายถึงอะไร?

  1. ช่วงที่อยู่ถัดไปในการอธิบาย
  2. สถานที่ที่ทำขั้นตอนแรก
  3. สถานที่จริงที่ผู้พูดกำลังเดินทางไป
ดูคำตอบ

ช่วงที่อยู่ถัดไปในการอธิบาย

I've got a pounding headache.

1:05

ฉันปวดหัวตุบๆ เหมือนโดนทุบ

If you're building a table, you'll need some pieces of wood, ไวยากรณ์

1:08

ถ้าคุณกำลังสร้างโต๊ะ คุณจะต้องใช้ไม้สองสามชิ้น

hammer, nails, and maybe some earplugs for the people around you.

1:11

ค้อน ตะปู และอาจจะที่อุดหูสำหรับคนรอบข้างคุณด้วย

ไวยากรณ์

If you're building..., you'll need...: เงื่อนไขที่เป็นไปได้จริงและผลลัพธ์

นี่คือโครงสร้างเงื่อนไขที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง: If + รูปปัจจุบันใช้ตั้งสถานการณ์ที่เป็นไปได้ และ will + กริยารูปพื้นฐานใช้บอกผลหรือสิ่งที่น่าจะต้องใช้ ในที่นี้ you're building เป็น present continuous ในอนุประโยค if ส่วน you'll need หมายถึง you will need แม้ว่าสถานการณ์นั้นอาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่อนุประโยคเงื่อนไขทั่วไปมักไม่ใช้ will หลัง if รูป present continuous สามารถแสดงกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้น มีการวางแผนไว้ หรือสมมติให้เป็นสถานการณ์ปัจจุบันได้

แบบฝึกหัด

เติมเงื่อนไขที่เป็นไปได้จริงด้วย build และ need โดยใช้รูปย่อของ you are และ you will: If ____ a birdhouse, ____ some nails.

ดูคำตอบ

you're building · you'll need

When you have a pounding pain,

1:15

เมื่อคุณมีอาการปวดแบบโดนทุบ

it feels exactly like a hammer hitting on a nail. วลี

1:17

มันรู้สึกเหมือนค้อนกำลังตอกลงบนตะปูเป๊ะเลย

วลี

feels exactly like: การเปรียบเทียบความรู้สึกอย่างแม่นยำ

feels exactly like หมายถึง “ให้ความรู้สึกเหมือน…ไม่มีผิด” feels บอกความรู้สึก exactly เน้นว่าคล้ายกันมาก และ like นำสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบเข้ามา ในที่นี้ like ไม่ได้แปลว่า “ชอบ” ในประโยคนี้ อาการปวดตุบ ๆ ถูกเปรียบกับความรู้สึกจากค้อนที่ตอกตะปูซ้ำ ๆ คุณสามารถใช้โครงสร้าง feel(s) exactly like + สิ่งของหรือประสบการณ์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกที่คล้ายกันมากได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง feel + exactly + like: This cold gel ____ cool water on my skin.

ดูคำตอบ

feels exactly like

It is a strong and steady beat. วลี

1:20

มันเป็นจังหวะที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ

วลี

strong and steady beat: จังหวะที่แรงและสม่ำเสมอ

a strong and steady beat คือจังหวะที่หนักแน่นและเกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ strong บอกความแรง steady บอกว่าช่วงจังหวะคงที่ และ beat หมายถึงการเต้นหรือจังหวะที่เกิดซ้ำ ในที่นี้ beat เป็นคำนาม ไม่ใช่กริยาที่แปลว่า “เอาชนะ” คำนำหน้านาม a และคำคุณศัพท์ strong กับ steady แสดงให้เห็นหน้าที่ของคำนาม วลีนี้อธิบาย pounding ด้วยสองลักษณะ คือ แรงและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

แบบฝึกหัด

a strong and steady beat ในที่นี้บรรยายอะไร?

  1. การกระแทกกะทันหันเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีจังหวะซ้ำ
  2. ชัยชนะเหนือคู่แข่งที่แข็งแกร่ง
  3. จังหวะที่แรงและเกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
ดูคำตอบ

จังหวะที่แรงและเกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

I've got a throbbing pain in my legs.

1:23

ฉันปวดแปลบๆ เป็นจังหวะที่ขา

Place your hand on your heart

1:26

วางมือของคุณลงบนหัวใจ

and feel your heartbeat.

1:28

และสัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจคุณ

If you can't feel it, please go to a hospital like right now. น้ำเสียง/เจตนา

1:30

ถ้าคุณไม่รู้สึกถึงมัน กรุณาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย

น้ำเสียง/เจตนา

like right now ที่ใช้เน้นความเร่งด่วนในภาษาพูด

ในที่นี้ like ช่วยเน้น right now ในภาษาพูด ทำให้ทั้งวลีหมายถึง “ตอนนี้เลย อย่ารอ” คำนี้เป็นคำบอกท่าทีในบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการ ไม่ใช่คำเปรียบเทียบที่หมายถึง “คล้ายกับ” ประโยคยังสมบูรณ์ได้แม้ไม่มี like เมื่อเติมคำนี้ คำเตือนจะฟังเร่งด่วนและเป็นภาษาสนทนามากขึ้น โดยความเร่งด่วนจริงจังถูกถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงที่ดูเกินจริงและติดตลกเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

like right now ในประโยคนี้สื่อความหมายอะไร

  1. ค่อยไปภายหลังเมื่อสะดวก
  2. กำลังเปรียบเทียบเวลากับปัจจุบัน
  3. ไปทันที อย่ารอ
ดูคำตอบ

ไปทันที อย่ารอ

Throb means to beat rapidly or to pulsate. การใช้คำ

1:34

Throb หมายถึง การเต้นอย่างรวดเร็ว หรือเต้นเป็นจังหวะ

การใช้คำ

Throb: ความรู้สึกเต้นเป็นจังหวะ

Throb หมายถึงเต้นหรือสั่นเป็นจังหวะชัดเจนซ้ำ ๆ เมื่อใช้กับส่วนหนึ่งของร่างกายหรืออาการปวด ความรู้สึกจะหนักขึ้นและเบาลงเหมือนเสียงหัวใจเต้น แทนที่จะคงอยู่ในระดับเดิมตลอดเวลา คำนี้ยังใช้บรรยายหัวใจ ดนตรี หรือเครื่องจักรที่มีจังหวะแรงและซ้ำ ๆ ได้ด้วย แนวคิดสำคัญคือจังหวะ โดย throb ไม่ได้หมายถึงเพียง “เจ็บมาก”

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับอาการปวดที่ throbs มากที่สุด

  1. รู้สึกเหมือนถูกแทงแหลม ๆ ครั้งเดียวแล้วหายไป
  2. ปวดเต้นซ้ำ ๆ ด้วยจังหวะที่รู้สึกได้ชัด
  3. รู้สึกปวดตื้อคงที่โดยไม่มีการเต้น
ดูคำตอบ

ปวดเต้นซ้ำ ๆ ด้วยจังหวะที่รู้สึกได้ชัด

That's why it's often associated to the heart

1:37

นั่นคือเหตุผลที่มันมักจะเชื่อมโยงกับหัวใจ

because the heart beats quickly.

1:40

เพราะหัวใจเต้นเร็ว

So a throbbing pain is a pain that comes and goes quickly วลี

1:42

ดังนั้น อาการปวดแบบ throbbing จึงเป็นความปวดที่มาแล้วก็ไปอย่างรวดเร็ว

in waves or in pulses วลี

1:46

เป็นระลอกๆ หรือเป็นจังหวะตุบๆ

exactly like a heartbeat.

1:48

เหมือนจังหวะหัวใจเต้นเป๊ะเลย

วลี

comes and goes quickly: เกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็วซ้ำ ๆ

comes and goes ทำหน้าที่เป็นสำนวนเดียวในที่นี้ หมายถึงอาการปวดเกิดขึ้นอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นหายไป แล้วกลับมาอีก ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปมา quickly เพิ่มความหมายว่าการเปลี่ยนแปลงซ้ำ ๆ นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนวนนี้ยังใช้กับสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลาได้ เช่น อาการ สัญญาณ หรือความรู้สึก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงอาการปวดเกิดขึ้นและหายไปซ้ำ ๆ โดยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  1. The pain keeps getting worse.
  2. The pain goes away quickly.
  3. The pain comes and goes quickly.
ดูคำตอบ

The pain comes and goes quickly.

วลี

in waves or in pulses: จังหวะที่เกิดซ้ำ

in waves or in pulses บอกลักษณะการเกิดของอาการปวด ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นแล้วลดลง หรือเกิดเป็นจังหวะที่แยกจากกัน แทนที่จะคงที่ตลอด waves สื่อถึงการเพิ่มและลดเป็นช่วงกว้างกว่า ส่วน pulses สื่อถึงจังหวะที่ชัดและแยกกันคล้ายการเต้นของหัวใจ ในที่นี้ทั้งสองคำช่วยอธิบายจังหวะซ้ำของอาการปวดตุบ ๆ ไม่ได้หมายถึงคลื่นทะเลหรือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

in waves or in pulses บอกลักษณะสำคัญอะไรของอาการปวด

  1. อาการปวดเกิดซ้ำเป็นช่วงที่แรงขึ้นหรือเป็นจังหวะชัดเจน
  2. อาการปวดมีความรุนแรงเท่ากันตลอด
  3. อาการปวดนี้เกิดได้เฉพาะใกล้ทะเลหรือเครื่องจักรเท่านั้น
ดูคำตอบ

อาการปวดเกิดซ้ำเป็นช่วงที่แรงขึ้นหรือเป็นจังหวะชัดเจน

I've got a shooting pain down my spine.

1:49

ฉันปวดร้าวแล่นไปตามกระดูกสันหลัง

Imagine you have a bow, an arrow and shoot.

1:53

จินตนาการว่าคุณมีธนู ลูกศร แล้วก็ยิง

The arrow flies quickly.

1:57

ลูกศรบินไปอย่างรวดเร็ว

It's powerful

1:59

มันทรงพลัง

and it travels from one place to another. วลี

2:00

และมันเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

วลี

travels from one place to another: การเคลื่อนที่หรือแพร่ไป

ในประโยคนี้ travels หมายถึงเคลื่อนที่หรือแพร่ไป ไม่ได้หมายถึงเดินทางท่องเที่ยว ประธาน it หมายถึงอาการปวดที่รุนแรง จึงสื่อว่าอาการปวดเคลื่อนผ่านร่างกายจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง โครงสร้าง X travels from A to B/another place ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของความเจ็บปวด เสียง แสง หรือข้อมูลได้ from ... to ... แสดงเส้นทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดปลายทาง

แบบฝึกหัด

ในประโยค The pain travels from my shoulder to my arm คำว่า travels หมายถึงอะไร

  1. มันอยู่ที่จุดเดิม
  2. มันไปเที่ยวพักผ่อน
  3. มันเคลื่อนหรือแพร่ไปในร่างกาย
ดูคำตอบ

มันเคลื่อนหรือแพร่ไปในร่างกาย

So when you say you have shooting pain,

2:03

ดังนั้นเมื่อคุณบอกว่าคุณมีอาการปวดแบบแล่น

it feels like the pain is moving from one place in your body

2:06

มันรู้สึกเหมือนความปวดกำลังเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งในร่างกายคุณ

to another place.

2:10

ไปยังอีกจุดหนึ่ง

It's quick and it's powerful.

2:11

มันรวดเร็วและรุนแรง

I've got a stabbing pain in my stomach.

2:14

ฉันปวดเจ็บจี๊ดเหมือนโดนแทงที่ท้อง

Imagine you're cooking dinner.

2:16

จินตนาการว่าคุณกำลังทำอาหารเย็น

You've got your chicken out of the fridge,

2:18

คุณเอาไก่ออกจากตู้เย็น

and you've got your shiny new chef's knife,

2:20

และคุณมีมีดเชฟเล่มใหม่เอี่ยมเงาวับ

and you're stabbing the chicken to create those holes

2:23

และคุณกำลังแทงไก่เพื่อทำเป็นรู

so you can put all the beautiful spices in it. ไวยากรณ์

2:26

เพื่อที่คุณจะได้ใส่เครื่องเทศแสนอร่อยลงไปได้

ไวยากรณ์

so you can put: เชื่อมการกระทำกับจุดประสงค์

ในที่นี้ so you can put ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำหรือการเลือกที่กล่าวมาก่อนหน้า หมายถึงการกระทำก่อนหน้านั้นทำให้คุณสามารถใส่บางสิ่งลงในที่ใดที่หนึ่งได้ รูปแบบที่พบบ่อยคือ action + so + person + can + base verb เช่น Open the lid so you can add the spices. รูปแบบนี้เชื่อมสิ่งที่ทำก่อนกับสิ่งที่การกระทำนั้นทำให้ทำต่อได้

แบบฝึกหัด

เติม so + ประธาน + can เพื่อบอกจุดประสงค์: Move closer ____ see the screen.

ดูคำตอบ

so you can

If your chicken was alive, it would feel ไวยากรณ์

2:29

ถ้าไก่ของคุณมีชีวิต มันคงรู้สึกถึง

sudden, sharp, and intense pain วลี

2:32

ความปวดที่ฉับพลัน แหลมคม และรุนแรง

ไวยากรณ์

If your chicken was alive, it would feel ...: การจินตนาการถึงปัจจุบันที่ไม่เป็นจริง

ในที่นี้ If your chicken was alive ตั้งสถานการณ์สมมติที่ไม่เป็นจริงในตอนนี้ ส่วน it would feel บอกผลที่จินตนาการไว้ ผู้พูดไม่ได้กำลังบอกว่าไก่ยังมีชีวิตอยู่จริง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If + รูปอดีต, ... would + กริยารูปพื้นฐาน ในรูปแบบนี้ รูปอดีตใช้สร้างระยะห่างจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่ได้เพียงบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต

แบบฝึกหัด

ตอนนี้โทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ ประโยคใดจินตนาการถึงสถานการณ์ตรงข้ามและผลของมัน

  1. My phone was working, so I called you.
  2. If my phone was working, I would call you.
  3. If my phone is working, I will call you.
ดูคำตอบ

If my phone was working, I would call you.

วลี

sudden, sharp, and intense pain: รายละเอียดสามด้านของอาการปวด

ใน sudden, sharp, and intense pain มีคำคุณศัพท์สามคำช่วยกันขยาย pain แต่ละคำให้ข้อมูลต่างกัน: sudden บอกว่าอาการปวดเริ่มเมื่อใดหรือเร็วเพียงใด sharp บอกความรู้สึกแปลบหรือเหมือนถูกแทง และ intense บอกว่าอาการปวดมีความรุนแรงสูงมาก การรวมคำคุณศัพท์เหล่านี้ช่วยอธิบายจุดเริ่มต้น ความรู้สึก และความรุนแรงของอาการปวดได้อย่างกระชับ sharp อธิบายว่าอาการปวดรู้สึกอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าอาการปวดเป็นวัตถุมีคม

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ sudden, sharp, and intense pain มากที่สุด

  1. เริ่มโดยไม่มีสัญญาณเตือน รู้สึกแปลบเหมือนถูกแทง และรุนแรงมาก
  2. รู้สึกไม่สบายเฉพาะตอนที่เคลื่อนไหว
  3. ค่อย ๆ รุนแรงขึ้น รู้สึกปวดตื้อ และยังคงไม่รุนแรง
ดูคำตอบ

เริ่มโดยไม่มีสัญญาณเตือน รู้สึกแปลบเหมือนถูกแทง และรุนแรงมาก

exactly where the knife is.

2:35

ตรงจุดที่มีดแทงลงไปพอดี

So when you're describing pain as stabbing, วลี

2:37

ดังนั้นเวลาที่คุณอธิบายความปวดว่าเหมือนโดนแทง

วลี

describe pain as stabbing: โครงสร้าง describe X as Y

Describe X as Y หมายถึง “บอกว่า X เป็นอย่างไรโดยเรียก X ว่า Y” ในประโยคนี้ pain คือ X และ stabbing คือคุณสมบัติ Y ผู้พูดจึงกำลังระบุชนิดของความเจ็บปวด หลัง describe ให้วางสิ่งที่ถูกบรรยายก่อน แล้วตามด้วย as และคำบรรยาย: describe + X + as + Y อย่าผสมรูปแบบนี้กับ say that X is Y

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำเพื่อทำให้รูปแบบ describe X as Y สมบูรณ์: The nurse described the pain ____ burning.

ดูคำตอบ

as

you're really saying that it's very localized การใช้คำ

2:40

คุณกำลังบอกว่ามันเจ็บเฉพาะจุดมากๆ

and it's sharp and intense.

2:43

และมันเป็นความปวดที่เฉียบพลันและรุนแรง

การใช้คำ

very localized: กระจุกอยู่ในบริเวณเดียว

ในที่นี้ very localized หมายถึงความเจ็บปวดกระจุกอยู่ในส่วนหนึ่งของร่างกายที่ระบุตำแหน่งได้ชัดเจน ไม่ได้กระจายไปเป็นบริเวณกว้าง very เน้นย้ำว่าตำแหน่งนั้นมีขอบเขตแคบและเฉพาะเจาะจง ในการอธิบายทางการแพทย์และอาการ localized มักบอกว่าปัญหาจำกัดอยู่ตรงไหน ในสาขาอื่น localized อาจหมายถึงการปรับให้เข้ากับสถานที่หรือภาษา แต่ไม่ใช่ความหมายในที่นี้

แบบฝึกหัด

ผู้ป่วยพูดว่า “The pain is very localized.” very localized หมายความว่าอย่างไร

  1. ความเจ็บปวดส่งผลต่อร่างกายเกือบทั้งหมด
  2. ความเจ็บปวดอยู่ในบริเวณเดียวที่มีขอบเขตชัดเจน
  3. ความเจ็บปวดถูกแปลเป็นภาษาอื่นแล้ว
ดูคำตอบ

ความเจ็บปวดอยู่ในบริเวณเดียวที่มีขอบเขตชัดเจน

So, I've gone through all my expressions. กริยาวลี

2:45

เอาล่ะ ฉันพูดประโยคทั้งหมดของฉันไปแล้ว

กริยาวลี

I've gone through all my expressions: ทบทวนสำนวนทั้งหมดทีละอย่าง

ในประโยคนี้ I've gone through หมายความว่าผู้พูดได้ทบทวนหรืออธิบายสำนวนทีละอย่างจนครบ ไม่ได้หมายถึงการเดินผ่านสถานที่ใดสถานที่หนึ่งจริง ๆ เมื่อ go through ตามด้วยเนื้อหา คำถาม หรือขั้นตอน มักหมายถึงการตรวจดูหรืออธิบายสิ่งเหล่านั้นตามลำดับ คำว่า all ในที่นี้ทำให้ชัดเจนเป็นพิเศษว่าได้กล่าวถึงเนื้อหาทั้งหมดแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ go through: We've ____ every safety check, so we're ready to open.

ดูคำตอบ

gone through

Did you work out the formula?

2:48

คุณเดาสูตรออกไหม

Pretty easy, right? น้ำเสียง/เจตนา

2:49

ค่อนข้างง่ายใช่ไหมล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

Pretty easy, right?: ใช้ right? เพื่อขอความเห็นด้วย

Pretty easy เป็นรูปย่อในภาษาพูดของ It's pretty easy โดย pretty ในที่นี้หมายถึงค่อนข้างหรือพอสมควร จากนั้นผู้พูดเติม right? เพื่อเชิญให้ผู้ฟังเห็นด้วยหรือยืนยัน right? ในที่นี้เป็นคำถามสั้น ๆ เพื่อขอการยืนยัน ไม่ได้หมายถึงทิศทางขวา มักแสดงว่าผู้พูดคาดหวังคำตอบว่าใช่ ประโยคนี้จึงเป็นการโต้ตอบกับผู้ฟัง ไม่ใช่เพียงการบอกข้อมูล

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ right? เพื่อทำอะไรเป็นหลักในประโยคนี้: The bus leaves at nine, right?

  1. บอกให้ผู้ฟังเลี้ยวขวา
  2. บอกว่าเวลาไม่สำคัญ
  3. ขอให้ผู้ฟังยืนยันเวลา
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังยืนยันเวลา

I've got plus article plus adjective plus noun. ไวยากรณ์

2:51

I've got บวก Article บวก Adjective บวก Noun

ไวยากรณ์

I've got + คำนำหน้านาม + คำคุณศัพท์ + คำนาม: การสร้างวลีบอกอาการ

ในสูตรที่พูดออกมานี้ plus หมายถึง “เพิ่มส่วนถัดไป” ส่วน article, adjective และ noun คือชื่อของช่องทางไวยากรณ์ในรูปแบบประโยค ไม่ใช่คำที่จะพูดตามนั้นในประโยคบอกอาการที่เสร็จสมบูรณ์ ให้แทนแต่ละช่องด้วยคำจริง เช่น I've got + a + sharp + pain จะกลายเป็น I've got a sharp pain. รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ I've got + คำนำหน้านาม + คำคุณศัพท์ + คำนาม

แบบฝึกหัด

เรียง a, sharp และ pain ให้ถูกต้อง: I've got ____.

ดูคำตอบ

a sharp pain

I've got a shooting pain in my back.

2:55

ฉันปวดร้าวแล่นไปที่หลัง

I've got a stabbing pain in my stomach.

2:57

ฉันปวดเจ็บจี๊ดเหมือนโดนแทงที่ท้อง

I've got a pounding headache.

2:59

ฉันปวดหัวตุบๆ เหมือนโดนทุบ

So there you go. น้ำเสียง/เจตนา

3:01

เอาล่ะ แค่นี้แหละ

น้ำเสียง/เจตนา

So there you go: การจบคำอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ

So there you go เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้ในการสนทนา ในที่นี้สื่อว่าการอธิบายหรือการสาธิตจบแล้ว มีความหมายประมาณว่า “เท่านี้แหละ” หรือ “วิธีทำเป็นแบบนี้” ส่วน So ใช้เชื่อมสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้าให้เป็นผลลัพธ์หรือข้อสรุป ในอีกสถานการณ์ที่พบบ่อย สามารถพูด there you go ตอนยื่นสิ่งของ คำตอบ หรือผลงานที่เสร็จแล้วให้ผู้อื่น โดยมีความหมายว่า “นี่ครับ/ค่ะ” หรือ “เสร็จแล้ว” ต้องดูความหมายจากสถานการณ์ ไม่ใช่แปลแต่ละคำตรงตัว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเพิ่งสาธิตวิธีแก้โจทย์เสร็จแล้วพูดว่า “So there you go.” ผู้พูดกำลังทำอะไรอยู่?

  1. ผู้พูดกำลังถามว่าผู้ฟังวางแผนจะไปที่ไหน
  2. ผู้พูดกำลังจบการอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ผู้พูดกำลังสั่งให้ผู้ฟังเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังจบการอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติ

You've got some new words to describe the pain that you're feeling.

3:02

คุณได้คำศัพท์ใหม่ๆ ไปใช้อธิบายความปวดที่คุณกำลังรู้สึกแล้ว

And I wasn't even kidding น้ำเสียง/เจตนา

3:06

และฉันไม่ได้ล้อเล่นเลยนะ

when I said that I've got a throbbing pain in my legs.

3:07

ตอนที่ฉันบอกว่าฉันปวดแปลบๆ เป็นจังหวะที่ขา

น้ำเสียง/เจตนา

wasn't even kidding: แก้ความเข้าใจที่คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น

ใน wasn't even kidding คำว่า kid เป็นคำกริยาที่แปลว่า “พูดเล่น” ผู้พูดกำลังอธิบายว่าคำพูดก่อนหน้านี้อาจฟังดูเกินจริงหรือน่าขำ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องจริง even ช่วยเน้นการแก้ความเข้าใจให้ชัดขึ้นว่า คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย I wasn't even kidding when I said... ใช้แก้ความคิดของผู้ฟังที่นึกว่าผู้พูดแค่พูดเล่นได้

แบบฝึกหัด

“I wasn't even kidding when I said the queue took three hours” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ผู้พูดไม่แน่ใจว่ารอนานเท่าไร
  2. ผู้พูดแต่งเรื่องเวลารอขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นหัวเราะ
  3. การรอสามชั่วโมงเป็นเรื่องจริง แม้อาจฟังดูเหมือนพูดเล่น
ดูคำตอบ

การรอสามชั่วโมงเป็นเรื่องจริง แม้อาจฟังดูเหมือนพูดเล่น

I've got to go. ไวยากรณ์

3:09

ฉันต้องไปแล้วล่ะ

ไวยากรณ์

I've got to go: have got to + กริยารูปพื้นฐาน

ในที่นี้ I've เป็นรูปย่อของ I have โครงสร้าง have got to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกความจำเป็น ดังนั้น I've got to go จึงหมายถึง “ฉันต้องไปแล้ว” คำว่า got เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทั้งหมด และไม่ได้หมายถึงการมีหรือการเป็นเจ้าของในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I've got เพื่อบอกความจำเป็น แทนที่จะบอกการมีหรือสภาวะ?

  1. I've got a new bicycle.
  2. I've got a headache.
  3. I've got to call my mum.
ดูคำตอบ

I've got to call my mum.

I've done 28,000 steps yesterday. ไวยากรณ์

3:10

เมื่อวานฉันเดินไปตั้ง 28,000 ก้าวแน่ะ

ไวยากรณ์

I've done ... yesterday: ใช้ simple past กับเวลาที่จบไปแล้วในอดีต

ประโยคนี้นำ present perfect คือ I've done มาใช้ร่วมกับ yesterday ซึ่งระบุเวลาหนึ่งในอดีตที่จบไปแล้ว ในภาษาอังกฤษมาตรฐานควรใช้ simple past แทน: I did 28,000 steps yesterday. หลักนี้ใช้กับประโยคอื่นได้ด้วย เมื่อคำอย่าง yesterday, last night หรือ two days ago ระบุว่าเหตุการณ์ที่เสร็จแล้วเกิดขึ้นเมื่อใด ให้เลือก simple past ส่วน present perfect มักเชื่อมการกระทำในอดีตกับปัจจุบัน โดยไม่ได้วางการกระทำนั้นไว้ในช่วงเวลาอดีตที่จบไปแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นภาษาอังกฤษมาตรฐานสำหรับกิจกรรมที่เสร็จไปแล้วเมื่อวาน?

  1. Sam walks five kilometres yesterday.
  2. Sam walked five kilometres yesterday.
  3. Sam has walked five kilometres yesterday.
ดูคำตอบ

Sam walked five kilometres yesterday.