ไขความลับประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2! - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
567 คำ 162 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทสัมภาษณ์ในบรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์อธิบายว่า second conditional ใช้เล่าอนาคตในจินตนาการด้วยรูปต่อเนื่องและรูป perfect ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน if + past simple เท่านั้น ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. would plus be plus -ing? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ที่จะสังเกตรูปต่อเนื่องในส่วนผลลัพธ์ของสถานการณ์สมมติ และนำไปใช้เมื่ออยากมองการกระทำในจินตนาการว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มหรือจุดจบที่ชัดเจน เช่น การค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเป็นเวลานาน 2. If they were fighting wars and destroying the planet, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ past continuous ในอนุประโยค if เพื่อวางกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ให้เป็นเงื่อนไขเบื้องหลังของสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง แทนที่จะเล่าการทำสงครามและการทำลายดาวเคราะห์เป็นเหตุการณ์เดี่ยวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป 3. the past perfect in the if clause. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า had + past participle เลื่อนเวลาให้ย้อนกลับไปอีกระดับภายในสถานการณ์สมมติอย่างไร และใช้รูปนี้เมื่อผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถือว่าได้เกิดขึ้น สำเร็จ หรือเป็นจริงอยู่ก่อนแล้ว

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Yusuf Ahmed has introduced us to a wild world of strange alien second conditional structures. โน้ต

0:00

Yusuf Ahmed ได้พาเราเข้าสู่โลกอันบ้าคลั่งของโครงสร้างประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 ที่แปลกประหลาดราวกับมนุษย์ต่างดาว

วลี

introduce someone to something: แนะนำให้ใครรู้จักคนหรือสิ่งหนึ่ง

Introduce someone to something หมายถึงการช่วยให้ใครคนหนึ่งได้พบ ค้นพบ หรือเริ่มคุ้นเคยกับบุคคล สถานที่ กิจกรรม หรือหัวข้อหนึ่ง ในประโยคนี้ us คือกลุ่มคนที่ได้รับการแนะนำ ส่วนโลกของโครงสร้างไวยากรณ์คือสิ่งที่ถูกนำมาแนะนำให้พวกเขารู้จัก To เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบ introduce + คน + to + คนหรือสิ่งของ โดยใช้เชื่อมไปยังสิ่งที่ถูกแนะนำ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เพื่อที่จะ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปอดีตของ introduce และสรรพนาม us: The museum guide ____ ancient tools.

ดูคำตอบ

introduced us to

การใช้คำ

second conditional structures: โครงสร้างประโยคเงื่อนไขแบบที่สอง

Second conditional เป็นชื่อทางไวยากรณ์ของรูปแบบที่นำเสนอสถานการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคตว่าเป็นเรื่องสมมติ ไม่เป็นจริง หรือห่างไกลจากความเป็นจริง รูปแบบที่พบบ่อยแบบหนึ่งใช้ if + past simple ในอนุประโยคเงื่อนไข และใช้ would + กริยารูปพื้นฐานในอนุประโยคผลลัพธ์: If I had wings, I would fly. ในที่นี้ second เป็นชื่อประเภทของประโยคเงื่อนไข ไม่ได้หมายถึง “เงื่อนไขที่สอง” ส่วน structures หมายถึงรูปแบบประโยค รวมถึงรูปที่อาจดัดแปลงจากรูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นโครงสร้าง second conditional ที่พูดถึงสถานการณ์สมมติ?

  1. If I had wings, I would fly.
  2. I ate breakfast before school.
  3. If it rains tomorrow, we will stay inside.
ดูคำตอบ

If I had wings, I would fly.

Watch my wild interview with him after the break. วัฒนธรรม

0:07

ชมการสัมภาษณ์สุดบ้าคลั่งของฉันกับเขาหลังพักโฆษณา

วัฒนธรรม

after the break ในฐานะคำเชื่อมช่วงรายการ

ในรายการโทรทัศน์ วิทยุ หรือรายการออนไลน์ after the break หมายถึง “เมื่อรายการกลับมาหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ” ใช้บอกผู้ชมหรือผู้ฟังว่าเนื้อหาใดจะมาต่อไป คำว่า break ในที่นี้หมายถึงการหยุดรายการชั่วคราว ไม่ได้หมายถึงสิ่งของแตกหรือเสียหาย

แบบฝึกหัด

ในรายการ after the break บอกอะไรแก่ผู้ชม?

  1. รายการจะดำเนินต่อหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ
  2. ใครบางคนจะซ่อมของที่แตก
  3. บทสัมภาษณ์เกิดขึ้นก่อนรายการเริ่ม
ดูคำตอบ

รายการจะดำเนินต่อหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ

You might think you know everything there is to know about the second conditional. วลี

0:16

คุณอาจคิดว่าคุณรู้ทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 แล้ว

วลี

everything there is to know about: ทุกสิ่งที่สามารถรู้ได้เกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง

everything there is to know about X หมายถึง “ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ X ที่สามารถรู้ได้” คำว่า there is to know อยู่หลัง everything และขยายความว่าหมายถึงความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ โดย there ในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ สำนวนนี้มักใช้กล่าวอย่างตั้งใจให้หนักแน่นหรือเกินจริง เมื่ออยู่หลัง You might think ... ก็ใช้ปูไปสู่เรื่องที่คาดไม่ถึงได้ว่าอาจยังมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้

แบบฝึกหัด

เติมคำภาษาอังกฤษที่หายไปให้ตรงกับสำนวนเป้าหมาย: She knows everything ____ chess.

ดูคำตอบ

there is to know about

If I had a time machine, ไวยากรณ์

0:20

ถ้าฉันมีไทม์แมชชีน

I'd go to the year 3024.

0:22

ฉันจะไปปี 3024

ไวยากรณ์

If I had..., I'd go...: ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2

ใน If I had a time machine รูปอดีต had ใช้บอกสถานการณ์สมมติที่ไม่เป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าเคยมีไทม์แมชชีนจริง ๆ ในอดีต ส่วนอนุประโยค if ใช้ตั้งเงื่อนไข I'd go เป็นรูปย่อของ I would go และบอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ โครงสร้างเงื่อนไขแบบที่ 2 คือ if + past simple, would + กริยารูปพื้นฐาน มักใช้พูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่เป็นจริงหรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

แบบฝึกหัด

เติมเงื่อนไขสมมติแบบที่ 2 โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ have และ visit: If I ____ a time machine, I ____ ancient Rome.

ดูคำตอบ

had · would visit

If I had a spaceship,

0:24

ถ้าฉันมียานอวกาศ

I'd explore a distant planet.

0:25

ฉันจะไปสำรวจดาวเคราะห์อันไกลโพ้น

You know,

0:27

คุณก็รู้

if plus the past simple and would plus the infinitive. การใช้คำ

0:28

if บวก past simple และ would บวก infinitive

การใช้คำ

if plus the past simple: plus ในสูตรไวยากรณ์

ในการอธิบายไวยากรณ์ plus หมายถึง “ใช้ร่วมกับ” หรือ “ตามด้วย” คล้ายเครื่องหมาย + ในสูตร ผู้พูดกำลังอธิบายสองส่วนของรูปแบบ ได้แก่ if + past simple และ would + infinitive infinitive ในที่นี้หมายถึงกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to หลัง would เช่น would go คำว่า plus ใช้จัดกลุ่มส่วนประกอบทางไวยากรณ์ ไม่ได้บอกการคำนวณทางคณิตศาสตร์

แบบฝึกหัด

ในการอธิบายไวยากรณ์ plus ใน "a subject plus a verb" หมายถึงอะไร?

  1. หมายถึงประธานใช้ร่วมกับกริยา
  2. หมายถึงประโยคนี้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์
  3. หมายถึงประธานสำคัญกว่ากริยา
ดูคำตอบ

หมายถึงประธานใช้ร่วมกับกริยา

But watch this wild interview with Yusuf Ahmed.

0:31

แต่ลองดูการสัมภาษณ์สุดบ้าคลั่งกับ Yusuf Ahmed นี้สิ

He's going to show you three alternatives.

0:34

เขาจะแสดงทางเลือก 3 ทางให้คุณเห็น

It's the second conditional as you've never seen it before. ลำดับความ

0:37

นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 อย่างที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

ลำดับความ

as you've never seen it before ในฐานะประโยคเกริ่นเชิงโปรโมต

as you've never seen it before ขยายหัวข้อที่คุ้นเคยซึ่งเพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้หมายถึง “นำเสนอในแบบที่ให้ความรู้สึกใหม่อย่างสิ้นเชิง” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ไม่เคยเห็นด้วยตามาก่อน” วลีนี้ทำหน้าที่เป็นประโยคเกริ่นเชิงโปรโมต โดยเริ่มจากข้อมูลที่คุ้นเคย แล้วสร้างความตื่นเต้นว่าจะมีเวอร์ชันหรือมุมมองใหม่ที่น่าประหลาดใจ ปกติเป็นการพูดเกินจริงแบบสนุก ๆ ไม่ใช่คำรับรองตามตัวอักษรว่ายังไม่เคยมีใครพบสิ่งนี้มาก่อน

แบบฝึกหัด

as you've never seen it before ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้

  1. บอกว่าหัวข้อนี้ไม่สามารถมองเห็นได้จริงในอดีต
  2. สัญญาว่าจะนำเสนอหัวข้อที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่
  3. ให้คำจำกัดความที่เป็นกลางของศัพท์ไวยากรณ์
ดูคำตอบ

สัญญาว่าจะนำเสนอหัวข้อที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่

The one, วลี

0:41

ผู้เป็นหนึ่ง

the only Yusuf Ahmed.

0:42

และเป็นคนเดียว Yusuf Ahmed

วลี

The one, the only... สำหรับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

The one, the only + ชื่อ เป็นสำนวนที่พิธีกรหรือผู้แนะนำบนเวทีใช้เปิดตัวใครสักคนอย่างยิ่งใหญ่ สำนวนนี้นำเสนอว่าบุคคลนั้นโดดเด่นและได้รับการชื่นชม ไม่ได้เพียงบอกว่ามีคนอยู่แค่คนเดียว กลุ่มคำนี้เป็นนามวลีที่จงใจย่อให้สั้น ไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ การพูด the ซ้ำและหยุดก่อนชื่อช่วยสร้างความคาดหวัง และทำให้การปรากฏตัวมีบรรยากาศสนุกแบบรายการบันเทิง

แบบฝึกหัด

สัญญาทางกฎหมายแนะนำผู้ลงนามด้วยคำว่า “The one, the only Mr Patel.” สำนวนนี้เป็นธรรมชาติในสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่

  1. ไม่เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้
  2. เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้
ดูคำตอบ

ไม่เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้

You've just finished work on Silent Planet. วลี

0:45

คุณเพิ่งเสร็จสิ้นการทำงานในภาพยนตร์ Silent Planet

วลี

finished work on a project: ทำงานในโครงการให้เสร็จ

ในที่นี้ finished work on Silent Planet หมายถึงบุคคลนั้นทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จแล้ว work เป็นคำนามที่ตามหลัง finished และ on ใช้นำหน้าโครงการ finish work on something เน้นว่ากระบวนการทำงานสำหรับโครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์ ตัวสำนวนนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าโครงการที่เสร็จแล้วได้รับการเผยแพร่หรือเปิดตัวต่อสาธารณะแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมาย finish work on ให้สมบูรณ์: Rina finished work ____ her science project before dinner.

ดูคำตอบ

on

In that film,

0:47

ในภาพยนตร์เรื่องนั้น

you wake up 1,000 years in the future. กริยาวลี

0:48

คุณตื่นขึ้นมาในอีก 1,000 ปีในอนาคต

กริยาวลี

wake up: หยุดหลับและตื่นขึ้นมา

wake up เป็นกริยาวลีที่หมายถึงหยุดหลับหรือตื่นคืนสติ ในที่นี้ up เป็นส่วนหนึ่งของกริยา ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ในเรื่องเล่า wake up สามารถตามด้วยเวลา สถานที่ หรือสภาพที่แสดงสถานการณ์ซึ่งพบเมื่อตื่นขึ้นมา ในที่นี้ 1,000 years in the future บอกว่าหลังจากตื่นแล้วบุคคลนั้นพบว่าตนอยู่ในช่วงเวลาใด

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ wake up: Leo was asleep, but he ____ when the alarm rang.

ดูคำตอบ

woke up

You're the only man alive.

0:51

คุณเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่มีชีวิตอยู่

It's taken the world by storm. สำนวน

0:52

ภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก

สำนวน

taken the world by storm: ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

take the world by storm หมายถึงได้รับความนิยมหรือประสบความสำเร็จอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว ในประโยคนี้ taken เป็นกริยาช่อง past participle ที่ตามหลัง has ใน It's (It's = It has) โดยหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว storm เป็นคำเปรียบเทียบ สำนวนนี้สื่อว่าความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและทรงพลัง ไม่ได้กล่าวถึงสภาพอากาศหรือความเสียหายจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายในรูปกาลที่ถูกต้อง: The small studio's first game became a worldwide hit within days; it ____.

ดูคำตอบ

took the world by storm

But tell me, Yusuf,

0:54

แต่บอกฉันหน่อย Yusuf

what would you do if you woke up 1,000 years in the future and you were the only man alive? ไวยากรณ์

0:55

คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณตื่นขึ้นมาในอีก 1,000 ปีในอนาคตและเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต?

ไวยากรณ์

What would you do if you woke up...?: ถามถึงการเลือกในสถานการณ์สมมติ

What would you do if...? ใช้ถามว่าคนคนหนึ่งจะเลือกทำอะไรในสถานการณ์สมมติ คำถามหลักใช้โครงสร้าง would + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน: What would you do...? อนุประโยค if ใช้รูปอดีต ซึ่งในที่นี้คือ woke up เพื่อแสดงว่าสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ได้หมายความว่าการตื่นเกิดขึ้นในอดีต โครงสร้างนี้มักเรียกว่าประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2

แบบฝึกหัด

ใช้ do และ wake up เติมคำถามสมมติให้สมบูรณ์: What ____ if you ____ on Mars tomorrow?

ดูคำตอบ

would you do · woke up

Well,

1:01

เอาล่ะ

if it were me, วลี

1:01

ถ้าเป็นฉัน

วลี

if it were me: การเริ่มคำตอบสมมติจากมุมมองของตนเอง

If it were me หมายถึง “ถ้าฉันเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น” ในที่นี้ it หมายถึงสถานการณ์สมมติทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง วลีนี้ใช้เริ่มคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองจะทำในสถานการณ์สมมติ โดยปกติจะตามด้วยสิ่งที่ผู้พูดจะทำ: If it were me, I would...

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์นั้น”: ____, I would ask for help.

ดูคำตอบ

If it were me

I would be searching high and low for any signs of intelligent life. โน้ต

1:02

ฉันจะค้นหาทุกซอกทุกมุมเพื่อหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา

ไวยากรณ์

I would be searching: กิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ

I would be searching ใช้โครงสร้าง would be + คำกริยา-ing โดยแสดงให้เห็นว่าการค้นหาเป็นกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ รูปนี้อยู่ในส่วนผลของเหตุการณ์สมมติ ผู้พูดกำลังนึกภาพว่าในตอนนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ ไม่ใช่บอกแผนอนาคตทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้คำกริยา search ในโครงสร้างเป้าหมาย would be + -ing: If I were lost, I ____ for a safe path all afternoon.

ดูคำตอบ

would be searching

สำนวน

high and low: ค้นหาไปทั่ว

high and low เป็นสำนวนที่หมายถึง “ทุกที่ที่เป็นไปได้” หรือ “อย่างละเอียดทั่วถึง” ในประโยคนี้ searching high and low หมายถึงการพยายามค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในวงกว้าง ไม่ได้หมายถึงการดูเฉพาะที่สูงหนึ่งแห่งและที่ต่ำหนึ่งแห่ง สำนวนนี้มักตามหลังคำกริยาที่เกี่ยวกับการค้นหา เช่น search หรือ look ทำให้เห็นภาพของการตรวจดูสถานที่หลายแบบ และมักสื่อว่าผู้ค้นหาใช้ความพยายามมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: We searched ____ for the missing ticket.

ดูคำตอบ

high and low

You see,

1:06

คุณเห็นไหม

my character gives up, กริยาวลี

1:07

ตัวละครของฉันยอมแพ้

กริยาวลี

gives up: หยุดพยายาม

give up เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “หยุดพยายาม” หรือ “ยอมแพ้” ในที่นี้ gives up บอกว่าตัวละครหยุดค้นหาหรือหยุดใช้ความพยายาม ส่วน up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีและไม่ได้บอกทิศทาง ประธาน my character เป็นบุรุษที่สามเอกพจน์ จึงเปลี่ยน give เป็น gives ไม่จำเป็นต้องมีกรรม เพราะบริบททำให้เข้าใจได้ว่าตัวละครหยุดทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่สร้างจาก give และหมายถึง “หยุดพยายาม”: The puzzle was hard, but Mia refused to ____.

ดูคำตอบ

give up

but I wouldn't. ไวยากรณ์

1:09

แต่ฉันไม่

ไวยากรณ์

but I wouldn't: การละ give up ที่ซ้ำ

ใน but I wouldn't คำว่า wouldn't รับช่วงกริยาวลี give up จากประโยคก่อนหน้า ความหมายเต็มคือ but I would not give up ภาษาอังกฤษสามารถละกริยาวลีที่ซ้ำหลังคำกริยาช่วยอย่าง would ได้ นี่คือการละส่วนหลังคำกริยาช่วย ผู้ฟังเติมการกระทำที่หายไปได้จากการเปรียบต่าง ดังนั้นประโยคนี้จึงสมบูรณ์ ไม่ได้พูดค้างไว้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปย่อหนึ่งคำของ would not และอย่าพูด touch the spider ซ้ำ: Ben would touch the spider, but I ____.

ดูคำตอบ

wouldn't

What places would you want to explore?

1:10

สถานที่ใดบ้างที่คุณอยากไปสำรวจ?

Oh,

1:12

โอ้

my hometown.

1:12

บ้านเกิดของฉัน

If it hadn't been destroyed, ไวยากรณ์

1:14

ถ้ามันไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน

I'd stay days, months, even years there. ลำดับความ

1:16

ฉันจะอยู่ที่นั่นเป็นวัน เป็นเดือน หรืออาจจะหลายปี

ไวยากรณ์

If it hadn't been destroyed, I'd stay: เงื่อนไขที่เกิดก่อนและผลที่เกิดทีหลัง

If it hadn't been destroyed ใช้โครงสร้าง if + had not + been + destroyed ซึ่งเป็น past perfect รูปถูกกระทำ ประโยคนี้จินตนาการถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สถานที่นั้นไม่ได้ถูกทำลายก่อนช่วงเวลาที่ผู้พูดอาจอยู่ที่นั่น และไม่ได้บอกว่าเงื่อนไขปฏิเสธนี้เป็นความจริง I'd stay หมายถึง I would stay และบอกผลสมมุติที่เกิดทีหลัง past perfect ในอนุประโยค if เพิ่มช่วงเวลาที่เกิดก่อนเข้าไป จึงเป็นเงื่อนไขสมมุติที่ผสมช่วงเวลา ไม่ใช่รูปพื้นฐาน if + simple past

แบบฝึกหัด

ประโยคใดทำให้การปิดถนนก่อนหน้านี้เป็นเงื่อนไขที่ไม่จริง และทำให้การขับรถพรุ่งนี้เป็นผลสมมุติที่เกิดทีหลัง

  1. If the road isn't closed, we'll drive to the beach tomorrow.
  2. If the road hadn't been closed, we'd have driven to the beach yesterday.
  3. If the road hadn't been closed, we'd drive to the beach tomorrow.
ดูคำตอบ

If the road hadn't been closed, we'd drive to the beach tomorrow.

ลำดับความ

days, months, even years: การไล่ระดับเพื่อเน้นความหมาย

วลีนี้เรียงช่วงเวลาจากสั้นไปยาว ได้แก่ days แล้วตามด้วย months และ years การไล่ระดับเช่นนี้ทำให้ระยะเวลาดูยาวขึ้นในแต่ละขั้น Even ใช้นำขั้นสุดท้ายที่หนักแน่นและน่าประหลาดใจที่สุด แทนที่จะพูดเพียงว่าเป็นเวลานาน ผู้พูดไล่ไปจนถึง years เพื่อเน้นว่ายินดีจะอยู่เป็นเวลานานมาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การไล่ระดับได้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อเน้นว่าการเดินทางอาจใช้เวลานานมาก

  1. The journey might take days, weeks, even months.
  2. The journey might take months, even weeks, days.
  3. The journey might take even days, weeks, months.
ดูคำตอบ

The journey might take days, weeks, even months.

Eventually,

1:19

ในที่สุด

you find a city full of strange alien beings.

1:19

คุณก็พบเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตต่างดาวแปลกประหลาด

Would you stick around with them? กริยาวลี

1:23

คุณจะอยู่กับพวกเขารอบๆ นั้นไหม?

กริยาวลี

stick around: อยู่ต่อแทนที่จะจากไป

Stick around เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์นั้นต่อแทนที่จะจากไป ในคำถามนี้ ผู้พูดถามว่าผู้ฟังจะอยู่กับกลุ่มนั้นต่อหรือไม่ ให้เข้าใจ stick around เป็นวลีเดียว โดย stick ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว ส่วน with them ที่ตามมาบอกว่าอยู่กับใคร และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี

แบบฝึกหัด

เลือกสำนวนที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเติมประโยค: The café opens in five minutes, so let's ____ instead of leaving.

  1. stick to it
  2. stick around
  3. stick with it
ดูคำตอบ

stick around

If they were fighting wars and destroying the planet, ไวยากรณ์

1:25

ถ้าพวกเขากำลังทำสงครามและทำลายล้างโลก

ไวยากรณ์

If they were fighting ... and destroying ...: การกระทำสมมติที่กำลังดำเนินอยู่

ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if นี้ were fighting และ (were) destroying แสดงกิจกรรมสองอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ โดย were ตัวเดียวใช้ร่วมกับคำกริยารูป -ing ทั้งสองคำ past continuous ตรงนี้ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นจริง เมื่อใช้คู่กับผลลัพธ์สมมติ I'd move on จึงสร้างฉากหลังที่กำลังดำเนินอยู่และนำไปสู่การตัดสินใจนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคสมมตินี้ด้วยรูป past continuous ของ argue: If the neighbors ____ loudly, I would stay somewhere else.

ดูคำตอบ

were arguing

I think I'd move on. กริยาวลี

1:28

ฉันคิดว่าฉันจะไปต่อ

กริยาวลี

move on: ออกจากจุดปัจจุบันแล้วไปต่อ

ในที่นี้ move on หมายถึงออกจากสถานที่หรือสถานการณ์ปัจจุบันแล้วไปต่อที่อื่น ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนขึ้นไปอยู่บนสิ่งของ แต่ on เพิ่มแนวคิดของการเดินหน้าต่อ โดยทั่วไป move on ใช้บอกการเปลี่ยนจากจุดปัจจุบัน เช่น สถานที่ หัวข้อ ช่วงหนึ่งของชีวิต หรือประสบการณ์ในอดีต ไปสู่สิ่งถัดไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb จากบทนี้ที่หมายถึงออกจากที่นี่แล้วไปต่อ: The park was too crowded, so we decided to ____.

ดูคำตอบ

move on

But if they had found a way to live in harmony, โน้ต

1:30

แต่ถ้าพวกเขาค้นพบวิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง

ไวยากรณ์

if they had found: เงื่อนไขสมมติที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว

ใน if they had found คำว่า had found เป็นรูป past perfect: had + past participle found รูปนี้นำเสนอการพบวิธีว่าเป็นสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้วภายในเงื่อนไขสมมติ ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตที่ได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง เงื่อนไขที่เสร็จแล้วนี้เกิดก่อนผลลัพธ์ที่ขึ้นอยู่กับมัน ในบริบทคล้ายกัน if + had done ใช้สมมติว่าการกระทำก่อนหน้าเสร็จสิ้นไปแล้วได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูป past perfect ของ find เพื่อเติมเงื่อนไขสมมติให้สมบูรณ์: If they ____ the map earlier, they would not be lost now.

ดูคำตอบ

had found

วลี

live in harmony: อยู่ร่วมกันอย่างสงบ

Live in harmony หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสงบด้วยความสัมพันธ์ที่สมดุลและร่วมมือกัน ในที่นี้ใช้บรรยายสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จะอยู่ร่วมกันแทนที่จะต่อสู้หรือทำร้ายกัน Harmony ไม่ได้เป็นเพียงคำทางดนตรีเท่านั้น เมื่อใช้กับครอบครัว ชุมชน ประเทศ หรือธรรมชาติ คำนี้หมายถึงฝ่ายต่าง ๆ ที่อยู่หรือทำงานร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งร้ายแรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “อยู่ร่วมกันอย่างสงบ”: People from different backgrounds can ____.

ดูคำตอบ

live in harmony

I think I might stick around for a while. ไวยากรณ์

1:35

ฉันคิดว่าฉันอาจจะอยู่แถวนั้นสักพัก

ไวยากรณ์

might stick around for a while: ผลสมมติที่พูดอย่างระมัดระวัง

might + กริยารูปพื้นฐาน แสดงว่าผลนั้นเป็นเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้แน่นอน ในประโยคนี้ might stick around หมายถึงผู้พูดอาจจะอยู่ต่อ แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะอยู่แน่ stick around เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึง “อยู่ต่อในที่นั้น” และ for a while หมายถึง “สักพัก” เมื่อรวมกัน ส่วนที่เน้นจึงสื่อถึงผลที่เกิดเพียงชั่วคราวและยังไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าผู้พูดอาจจะอยู่ต่อ แต่ยังไม่แน่ใจ

  1. If the café stays quiet, I must stick around for a while.
  2. If the café stays quiet, I might stick around for a while.
  3. If the café stays quiet, I would definitely stick around for a while.
ดูคำตอบ

If the café stays quiet, I might stick around for a while.

Did you hear those wild conditionals?

1:37

คุณได้ยินประโยคเงื่อนไขสุดบ้าคลั่งพวกนั้นไหม?

First,

1:40

อย่างแรก

he says,

1:41

เขาพูดว่า

"If it were me,

1:41

"ถ้าเป็นฉัน

I'd be searching high and low for any signs of life."

1:43

ฉันจะค้นหาทุกซอกทุกมุมเพื่อหาร่องรอยของชีวิต"

Okay,

1:47

โอเค

if plus past simple,

1:47

if บวก past simple

now great, great.

1:49

ดีเลย ดีมาก

But would plus be plus -ing? ไวยากรณ์

1:50

แต่ would บวก be บวก -ing ล่ะ?

ไวยากรณ์

would + be + -ing: รูปกำลังกระทำในผลลัพธ์สมมติ

ในสูตรที่พูดออกมานี้ plus หมายถึง “ตามด้วย” ดังนั้นจึงเป็น would + be + กริยา-ing เช่น would be searching หลัง would ต้องใช้ be รูปพื้นฐาน และ be รวมกับรูป -ing เพื่อสร้างรูปกำลังกระทำ ในผลลัพธ์สมมติ would be + กริยา-ing แสดงว่ากิจกรรมนั้นกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลาที่จินตนาการไว้ รูป -ing ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำนามตามลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ be + กริยา-ing

แบบฝึกหัด

ใช้ study เติมโครงสร้าง would + be + กริยา-ing ให้สมบูรณ์: If I had a quiet room right now, I ____ for the test.

ดูคำตอบ

would be studying

It's wild.

1:53

มันบ้ามาก

You see,

1:54

คุณเห็นไหม

Yusuf wants to show that this is an ongoing activity with no clear beginning or end, การใช้คำ

1:55

Yusuf ต้องการแสดงให้เห็นว่านี่คือกิจกรรมที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน

การใช้คำ

ongoing activity with no clear beginning or end: กิจกรรมที่ดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา

ongoing activity มองกิจกรรมว่าเป็นกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไป ส่วน with no clear beginning or end หมายถึงผู้พูดมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมขณะกำลังดำเนินอยู่ แทนที่จะระบุให้ชัดว่าเริ่มหรือสิ้นสุดเมื่อใด ในที่นี้ คำอธิบายนี้แสดงผลของ would be searching โดย would be + คำกริยา-ing นำเสนอการค้นหาในสถานการณ์สมมติว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตามเวลา ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมนั้นถาวร หรือไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดจริง ๆ เพียงแต่ขอบเขตเวลาเหล่านั้นไม่ใช่จุดเน้น

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ ongoing activity with no clear beginning or end ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ได้เหมาะสมที่สุด

  1. กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำแต่ไม่ได้กำลังดำเนินอยู่
  2. กิจกรรมที่มองว่ายังดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา
  3. กิจกรรมที่นำเสนอว่าเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูคำตอบ

กิจกรรมที่มองว่ายังดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา

and the -ing form is perfect for this.

2:01

และรูป -ing ก็เหมาะกับสิ่งนี้มาก

He also uses the past continuous in the if clause. การใช้คำ

2:04

เขายังใช้ past continuous ใน if clause ด้วย

การใช้คำ

the past continuous in the if clause: past continuous ในอนุประโยค if

past continuous มีโครงสร้าง was/were + คำกริยา-ing ส่วน in the if clause หมายถึงโครงสร้างนี้อยู่ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if เช่น If they were fighting ในโครงสร้างสมมติแบบนี้ past continuous นำเสนอการกระทำที่จินตนาการขึ้นว่ากำลังดำเนินอยู่แล้ว หรือเป็นเหตุการณ์เบื้องหลังที่ดำเนินต่อไป รูปอดีตช่วยบอกว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องสมมติ จึงไม่ได้หมายความด้วยตัวมันเองว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริงในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมอนุประโยค if ด้วยรูป past continuous ของ work: If they ____ all night, they would be tired.

ดูคำตอบ

were working

He says,

2:08

เขาพูดว่า

"If they were fighting wars and destroying the planet,

2:08

"ถ้าพวกเขากำลังทำสงครามและทำลายล้างโลก

I'd move on."

2:12

ฉันก็จะไปที่อื่น"

Again,

2:13

อีกครั้ง

he wants to show that these are ongoing activities with no clear beginning or end,

2:14

เขาต้องการแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน

and the past continuous is ideal for that.

2:20

และ past continuous ก็เหมาะกับสิ่งนั้นมาก

And here's another shocker. ลำดับความ

2:24

และนี่คือเรื่องน่าตกใจอีกเรื่อง

ลำดับความ

here's another shocker: การเกริ่นประเด็นน่าประหลาดใจถัดไป

Here's another shocker นำเสนอข้อมูลถัดไปว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ โดย Here's เป็นรูปย่อของ here is และ another บอกว่าก่อนหน้านี้มีประเด็นที่น่าประหลาดใจมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งประเด็น ในประโยคนี้ shocker เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงข่าวที่น่ากลัวหรือเป็นหายนะ ประโยคสั้น ๆ นี้สร้างความอยากรู้แล้วพาผู้ฟังไปยังประเด็นหลักถัดไปของผู้พูด

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในตัวอย่าง shocker ต้องหมายถึงข่าวที่น่ากลัวหรือเป็นหายนะอย่างแท้จริงเสมอ

  1. ไม่ถูกต้อง
  2. ถูกต้อง
ดูคำตอบ

ไม่ถูกต้อง

He uses the past perfect in the if clause. การใช้คำ

2:26

เขาใช้ past perfect ใน if clause

การใช้คำ

the past perfect in the if clause: if + had + past participle

Past perfect มีโครงสร้าง had + past participle ส่วน in the if clause หมายความว่าโครงสร้างนี้อยู่ภายในอนุประโยคที่ระบุเงื่อนไข เช่น if they had found หรือ if it hadn't been destroyed ในที่นี้ รูปดังกล่าวนำเสนอเงื่อนไขว่าเป็นสถานการณ์สมมติ และนำเสนอการค้นพบหรือการถูกทำลายว่าเสร็จสิ้นก่อนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น อย่าตัดสินว่าทั้งประโยคเป็น third conditional จากอนุประโยค if เพียงอย่างเดียว ต้องดูประโยคหลักและเวลาที่กำลังพูดถึงด้วย เพราะผลลัพธ์อาจชี้ไปยังอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต

แบบฝึกหัด

เติมอนุประโยค if ด้วย past perfect ของ find: If the team ____ a sponsor, it could compete next month.

ดูคำตอบ

had found

He says,

2:29

เขาพูดว่า

"If it hadn't been destroyed,

2:30

"ถ้ามันไม่ถูกทำลาย

I'd stay there for days, months, or even years."

2:32

ฉันจะอยู่ที่นั่นเป็นวัน เป็นเดือน หรืออาจจะหลายปี"

In his imagination,

2:35

ในจินตนาการของเขา

Yusuf is in the future.

2:37

Yusuf อยู่ในอนาคต

And if his house has not been destroyed,

2:39

และถ้าบ้านของเขายังไม่ถูกทำลาย

he will stay there for days, months, or years.

2:43

เขาจะอยู่ที่นั่นเป็นวัน เป็นเดือน หรือหลายปี

But why the past perfect,

2:47

แต่ทำไมต้อง past perfect ล่ะ

I hear you say. น้ำเสียง/เจตนา

2:49

ฉันได้ยินคุณถามนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I hear you say: เกริ่นถึงคำถามที่ผู้ฟังน่าจะสงสัย

ใน I hear you say ผู้พูดไม่ได้กำลังบอกว่าได้ยินคนจริง ๆ พูด ประโยคนี้นำเสนอ But why the past perfect? ในฐานะคำถามที่ผู้ฟังน่าจะกำลังคิดอยู่ นี่เป็นข้อความแทรกเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกล่าวแทนปฏิกิริยาที่จินตนาการว่าผู้ฟังมีอยู่ชั่วครู่ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังสนทนากัน แล้วจึงเข้าสู่คำอธิบายต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

I hear you say ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ขอให้ผู้ฟังพูดคำถามนั้นซ้ำออกมาดัง ๆ
  2. นำเสนอคำถามที่ผู้พูดจินตนาการว่าผู้ฟังน่าจะถาม
  3. รายงานคำพูดที่ผู้พูดได้ยินจากคนที่อยู่ใกล้จริง ๆ
ดูคำตอบ

นำเสนอคำถามที่ผู้พูดจินตนาการว่าผู้ฟังน่าจะถาม

Well,

2:50

เอาล่ะ

it's because when we're talking about unreal or imaginary situations, ไวยากรณ์

2:51

นั่นเป็นเพราะเมื่อเรากำลังพูดถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นความจริงหรือในจินตนาการ

ไวยากรณ์

when we're talking about unreal or imaginary situations: กำหนดขอบเขตของคำอธิบาย

When we're talking about X เป็นกรอบที่ใช้กำหนดขอบเขตของคำอธิบาย ในที่นี้ X คือ unreal or imaginary situations ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงบอกว่าคำอธิบายไวยากรณ์ต่อไปใช้กับสถานการณ์ที่มีความหมายแบบใด สถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการถูกนำเสนอว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาจเป็นสถานการณ์สมมุติ สิ่งที่ปรารถนา หรือเรื่องแต่งก็ได้ สถานการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในอดีต ดังนั้นจึงไม่ควรถือว่าคำอธิบายเรื่องกาลที่ตามมาเป็นกฎสำหรับเหตุการณ์ในอดีตทุกเรื่อง

แบบฝึกหัด

อนุประโยคที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้

  1. บอกเวลาที่แน่นอนว่าผู้พูดเริ่มพูดเมื่อใด
  2. จำกัดคำอธิบายต่อไปไว้เฉพาะสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ
  3. บอกว่าเหตุการณ์ทุกอย่างในอดีตไม่เป็นจริง
ดูคำตอบ

จำกัดคำอธิบายต่อไปไว้เฉพาะสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ

often we shift the tense back. การใช้คำ

2:56

เรามักจะเลื่อนกาล (tense) ย้อนกลับไป

การใช้คำ

shift the tense back: ใช้รูปที่เป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงความไม่เป็นจริง

shift the tense back หมายถึงการเลือกใช้รูปกริยาที่โดยทั่วไปเป็นอดีตมากขึ้นหนึ่งขั้น ในบทเรียนนี้ การเปลี่ยนดังกล่าวช่วยบอกว่าสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องสมมติหรือไม่เป็นจริง back อธิบายการเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ ไม่ได้หมายความว่าเวลาจริงย้อนกลับไป ตัวอย่างเช่น รูป present อาจเปลี่ยนเป็นรูป past และ present perfect อาจเปลี่ยนเป็น past perfect โครงสร้างที่ใช้จะเป็นตัวกำหนดว่าต้องเลื่อนรูปอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ shift the tense back หมายความว่าอะไร

  1. ย้ายเหตุการณ์ไปยังเวลาจริงที่ก่อนหน้า
  2. ใช้รูปกริยาที่มีลักษณะเป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงระยะห่างจากความเป็นจริง
  3. เปลี่ยนคำกริยาทุกคำเป็นรูปถูกกระทำ
ดูคำตอบ

ใช้รูปกริยาที่มีลักษณะเป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงระยะห่างจากความเป็นจริง

So the present perfect becomes the past perfect. ไวยากรณ์

2:59

ดังนั้น present perfect จึงกลายเป็น past perfect

ไวยากรณ์

present perfect เปลี่ยนเป็น past perfect: has/have done เปลี่ยนเป็น had done

Present perfect ใช้ has/have + past participle ส่วน past perfect ใช้ had + past participle ดังนั้น has found หรือ have found จึงเปลี่ยนเป็น had found โดยที่ past participle ยังคงเดิม ในบริบทสมมตินี้ ความหมายที่ว่าการกระทำนั้นเสร็จสิ้นแล้วยังคงอยู่ แต่ had ทำให้คำกริยาอยู่ในรูปที่เป็นอดีตมากขึ้นตามที่รูปแบบไม่เป็นจริงกำหนด นี่คือการเลื่อนรูปตามบริบท ไม่ใช่กฎว่า present perfect ทุกกรณีต้องเปลี่ยนเสมอ

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน has finished ให้เป็น past perfect: If she ____ the project on time, the team would have celebrated.

ดูคำตอบ

had finished

And he does it again because he says,

3:03

และเขาก็ทำมันอีกครั้งเพราะเขาพูดว่า

"If they had found a way to live in harmony,

3:05

"ถ้าพวกเขาค้นพบวิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง

I'd stick around for a while,

3:09

ฉันจะอยู่แถวนั้นสักพัก

I think."

3:11

ฉันคิดว่านะ"

In his imagination,

3:11

ในจินตนาการของเขา

he is in the future.

3:12

เขาอยู่ในอนาคต

And if these strange beings have found a way to solve things like war and pollution,

3:14

และถ้าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดเหล่านี้ได้พบวิธีแก้ปัญหาอย่างสงครามและมลพิษ

well,

3:21

เอาล่ะ

you'll stick around.

3:22

คุณจะอยู่ที่นั่นต่อไป

So,

3:23

เอาล่ะ

back to you, interviewer. ลำดับความ

3:23

กลับไปที่คุณ ผู้สัมภาษณ์

ลำดับความ

back to you: ส่งคิวพูดกลับไปให้อีกฝ่าย

Back to you เป็นวลีสำหรับส่งต่อคิวพูด ผู้พูดปัจจุบันพูดจบแล้วและส่งคิวกลับไปให้คนที่พูดหรือทำหน้าที่ดำเนินรายการก่อนหน้านี้ ในประโยคนี้ interviewer ระบุว่าใครควรพูดต่อ คำว่า back ในที่นี้หมายถึงการที่ลำดับการสนทนาหรือรายการกลับไปยังผู้พูดคนก่อน ไม่ใช่การเคลื่อนที่ย้อนกลับจริง ๆ วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าใครจะเป็นผู้พูดต่อไป

แบบฝึกหัด

ผู้สื่อข่าวรายงานสดจบแล้วและต้องการให้ Nina ผู้ดำเนินรายการในสตูดิโอพูดต่อ ประโยคใดเป็นการส่งต่อคิวอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. I am returning beside you, Nina.
  2. Back to you, Nina.
  3. Go backwards, Nina.
ดูคำตอบ

Back to you, Nina.

Well,

3:25

เอาล่ะ

now it's time for you to boldly go where few have gone before. วัฒนธรรม

3:25

ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณจะกล้าก้าวไปยังจุดที่คนน้อยนักจะไปถึง

วัฒนธรรม

to boldly go where few have gone before: การอ้างถึงที่มีกลิ่นอายนิยายวิทยาศาสตร์

ถ้อยคำ to boldly go where few have gone before ชวนให้นึกถึงประโยคดังที่เกี่ยวข้องกับ Star Trek คือ to boldly go where no one has gone before ความเชื่อมโยงนี้ทำให้ประโยคมีกลิ่นอายของการสำรวจอวกาศและนิยายวิทยาศาสตร์ ผู้พูดนำเสนอสิ่งที่ผู้ฟังจะทำต่อไปแบบสนุก ๆ ราวกับเป็นการผจญภัยสู่สิ่งที่ยังไม่รู้จัก จึงฟังดูน่าตื่นเต้นและให้กำลังใจมากกว่าคำสั่งธรรมดาให้ไปหรือทดลองสิ่งใหม่

แบบฝึกหัด

To boldly go where few have gone before สร้างอารมณ์แบบใดในที่นี้

  1. บรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์แบบสนุกที่สื่อถึงการสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
  2. คำขอโทษอย่างสงบที่ยุติการสนทนา
  3. คำสั่งตามตัวอักษรให้เดินกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
ดูคำตอบ

บรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์แบบสนุกที่สื่อถึงการสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้จัก

Share your stories in the chat.

3:29

แบ่งปันเรื่องราวของคุณในแชท

Answer the questions.

3:31

ตอบคำถาม

If you woke up 1,000 years in the future and you were the last person alive,

3:33

ถ้าคุณตื่นขึ้นมาในอีก 1,000 ปีในอนาคตและคุณเป็นคนสุดท้ายที่รอดชีวิต

what would you do?

3:38

คุณจะทำอย่างไร?

What places would you want to explore?

3:39

สถานที่ใดบ้างที่คุณอยากไปสำรวจ?

If you found a city full of strange alien beings,

3:41

ถ้าคุณพบเมืองที่เต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวแปลกประหลาด

would you stick around?

3:45

คุณจะอยู่ที่นั่นไหม?

Put your answers in the chat.

3:46

ใส่คำตอบของคุณในแชท

Let your imagination run wild. สำนวน

3:48

ปล่อยให้จินตนาการของคุณโลดแล่น

สำนวน

run wild: ดำเนินไปอย่างไร้ขีดจำกัดหรือการควบคุม

Run wild เป็นสำนวน หมายถึงดำเนินไปหรือแสดงออกโดยไม่มีข้อจำกัดหรือการควบคุม ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการวิ่งจริง ๆ เมื่อใช้กับ imagination ความหมายจะเป็นเชิงบวก: Let your imagination run wild คือการชวนให้ใครสักคนคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์ แต่เมื่อประธานเป็นอย่างอื่น สำนวนเดียวกันอาจหมายถึงสิ่งนั้นกำลังหลุดจากการควบคุม

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: “For this drawing, let your imagination run wild.” run wild หมายถึงอะไร

  1. ควบคุมทุกความคิดอย่างเข้มงวด
  2. คิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์
  3. วิ่งกลางแจ้งให้เร็วมาก
ดูคำตอบ

คิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์