ไขความลับประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2! - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทสัมภาษณ์ในบรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์อธิบายว่า second conditional ใช้เล่าอนาคตในจินตนาการด้วยรูปต่อเนื่องและรูป perfect ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน if + past simple เท่านั้น ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. would plus be plus -ing? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ที่จะสังเกตรูปต่อเนื่องในส่วนผลลัพธ์ของสถานการณ์สมมติ และนำไปใช้เมื่ออยากมองการกระทำในจินตนาการว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มหรือจุดจบที่ชัดเจน เช่น การค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเป็นเวลานาน 2. If they were fighting wars and destroying the planet, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ past continuous ในอนุประโยค if เพื่อวางกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ให้เป็นเงื่อนไขเบื้องหลังของสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง แทนที่จะเล่าการทำสงครามและการทำลายดาวเคราะห์เป็นเหตุการณ์เดี่ยวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป 3. the past perfect in the if clause. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า had + past participle เลื่อนเวลาให้ย้อนกลับไปอีกระดับภายในสถานการณ์สมมติอย่างไร และใช้รูปนี้เมื่อผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ถือว่าได้เกิดขึ้น สำเร็จ หรือเป็นจริงอยู่ก่อนแล้ว
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Yusuf Ahmed has introduced us to a wild world of strange alien second conditional structures. โน้ต
0:00Yusuf Ahmed ได้พาเราเข้าสู่โลกอันบ้าคลั่งของโครงสร้างประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 ที่แปลกประหลาดราวกับมนุษย์ต่างดาว
introduce someone to something: แนะนำให้ใครรู้จักคนหรือสิ่งหนึ่ง
Introduce someone to something หมายถึงการช่วยให้ใครคนหนึ่งได้พบ ค้นพบ หรือเริ่มคุ้นเคยกับบุคคล สถานที่ กิจกรรม หรือหัวข้อหนึ่ง ในประโยคนี้ us คือกลุ่มคนที่ได้รับการแนะนำ ส่วนโลกของโครงสร้างไวยากรณ์คือสิ่งที่ถูกนำมาแนะนำให้พวกเขารู้จัก To เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบ introduce + คน + to + คนหรือสิ่งของ โดยใช้เชื่อมไปยังสิ่งที่ถูกแนะนำ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เพื่อที่จะ”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้รูปอดีตของ introduce และสรรพนาม us: The museum guide ____ ancient tools.
ดูคำตอบ
introduced us to
second conditional structures: โครงสร้างประโยคเงื่อนไขแบบที่สอง
Second conditional เป็นชื่อทางไวยากรณ์ของรูปแบบที่นำเสนอสถานการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคตว่าเป็นเรื่องสมมติ ไม่เป็นจริง หรือห่างไกลจากความเป็นจริง รูปแบบที่พบบ่อยแบบหนึ่งใช้ if + past simple ในอนุประโยคเงื่อนไข และใช้ would + กริยารูปพื้นฐานในอนุประโยคผลลัพธ์: If I had wings, I would fly. ในที่นี้ second เป็นชื่อประเภทของประโยคเงื่อนไข ไม่ได้หมายถึง “เงื่อนไขที่สอง” ส่วน structures หมายถึงรูปแบบประโยค รวมถึงรูปที่อาจดัดแปลงจากรูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเป็นโครงสร้าง second conditional ที่พูดถึงสถานการณ์สมมติ?
- If I had wings, I would fly.
- I ate breakfast before school.
- If it rains tomorrow, we will stay inside.
ดูคำตอบ
If I had wings, I would fly.
Watch my wild interview with him after the break. วัฒนธรรม
0:07ชมการสัมภาษณ์สุดบ้าคลั่งของฉันกับเขาหลังพักโฆษณา
after the break ในฐานะคำเชื่อมช่วงรายการ
ในรายการโทรทัศน์ วิทยุ หรือรายการออนไลน์ after the break หมายถึง “เมื่อรายการกลับมาหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ” ใช้บอกผู้ชมหรือผู้ฟังว่าเนื้อหาใดจะมาต่อไป คำว่า break ในที่นี้หมายถึงการหยุดรายการชั่วคราว ไม่ได้หมายถึงสิ่งของแตกหรือเสียหาย
แบบฝึกหัด
ในรายการ after the break บอกอะไรแก่ผู้ชม?
- รายการจะดำเนินต่อหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ
- ใครบางคนจะซ่อมของที่แตก
- บทสัมภาษณ์เกิดขึ้นก่อนรายการเริ่ม
ดูคำตอบ
รายการจะดำเนินต่อหลังโฆษณาหรือช่วงพักสั้น ๆ
You might think you know everything there is to know about the second conditional. วลี
0:16คุณอาจคิดว่าคุณรู้ทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 แล้ว
everything there is to know about: ทุกสิ่งที่สามารถรู้ได้เกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง
everything there is to know about X หมายถึง “ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ X ที่สามารถรู้ได้” คำว่า there is to know อยู่หลัง everything และขยายความว่าหมายถึงความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ โดย there ในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ สำนวนนี้มักใช้กล่าวอย่างตั้งใจให้หนักแน่นหรือเกินจริง เมื่ออยู่หลัง You might think ... ก็ใช้ปูไปสู่เรื่องที่คาดไม่ถึงได้ว่าอาจยังมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้
แบบฝึกหัด
เติมคำภาษาอังกฤษที่หายไปให้ตรงกับสำนวนเป้าหมาย: She knows everything ____ chess.
ดูคำตอบ
there is to know about
If I had..., I'd go...: ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2
ใน If I had a time machine รูปอดีต had ใช้บอกสถานการณ์สมมติที่ไม่เป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าเคยมีไทม์แมชชีนจริง ๆ ในอดีต ส่วนอนุประโยค if ใช้ตั้งเงื่อนไข I'd go เป็นรูปย่อของ I would go และบอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ โครงสร้างเงื่อนไขแบบที่ 2 คือ if + past simple, would + กริยารูปพื้นฐาน มักใช้พูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่เป็นจริงหรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย
แบบฝึกหัด
เติมเงื่อนไขสมมติแบบที่ 2 โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ have และ visit: If I ____ a time machine, I ____ ancient Rome.
ดูคำตอบ
had · would visit
if plus the past simple and would plus the infinitive. การใช้คำ
0:28if บวก past simple และ would บวก infinitive
if plus the past simple: plus ในสูตรไวยากรณ์
ในการอธิบายไวยากรณ์ plus หมายถึง “ใช้ร่วมกับ” หรือ “ตามด้วย” คล้ายเครื่องหมาย + ในสูตร ผู้พูดกำลังอธิบายสองส่วนของรูปแบบ ได้แก่ if + past simple และ would + infinitive infinitive ในที่นี้หมายถึงกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to หลัง would เช่น would go คำว่า plus ใช้จัดกลุ่มส่วนประกอบทางไวยากรณ์ ไม่ได้บอกการคำนวณทางคณิตศาสตร์
แบบฝึกหัด
ในการอธิบายไวยากรณ์ plus ใน "a subject plus a verb" หมายถึงอะไร?
- หมายถึงประธานใช้ร่วมกับกริยา
- หมายถึงประโยคนี้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์
- หมายถึงประธานสำคัญกว่ากริยา
ดูคำตอบ
หมายถึงประธานใช้ร่วมกับกริยา
But watch this wild interview with Yusuf Ahmed.
0:31แต่ลองดูการสัมภาษณ์สุดบ้าคลั่งกับ Yusuf Ahmed นี้สิ
It's the second conditional as you've never seen it before. ลำดับความ
0:37นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 อย่างที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน
as you've never seen it before ในฐานะประโยคเกริ่นเชิงโปรโมต
as you've never seen it before ขยายหัวข้อที่คุ้นเคยซึ่งเพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้หมายถึง “นำเสนอในแบบที่ให้ความรู้สึกใหม่อย่างสิ้นเชิง” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ไม่เคยเห็นด้วยตามาก่อน” วลีนี้ทำหน้าที่เป็นประโยคเกริ่นเชิงโปรโมต โดยเริ่มจากข้อมูลที่คุ้นเคย แล้วสร้างความตื่นเต้นว่าจะมีเวอร์ชันหรือมุมมองใหม่ที่น่าประหลาดใจ ปกติเป็นการพูดเกินจริงแบบสนุก ๆ ไม่ใช่คำรับรองตามตัวอักษรว่ายังไม่เคยมีใครพบสิ่งนี้มาก่อน
แบบฝึกหัด
as you've never seen it before ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้
- บอกว่าหัวข้อนี้ไม่สามารถมองเห็นได้จริงในอดีต
- สัญญาว่าจะนำเสนอหัวข้อที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่
- ให้คำจำกัดความที่เป็นกลางของศัพท์ไวยากรณ์
ดูคำตอบ
สัญญาว่าจะนำเสนอหัวข้อที่คุ้นเคยในรูปแบบใหม่
The one, the only... สำหรับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่
The one, the only + ชื่อ เป็นสำนวนที่พิธีกรหรือผู้แนะนำบนเวทีใช้เปิดตัวใครสักคนอย่างยิ่งใหญ่ สำนวนนี้นำเสนอว่าบุคคลนั้นโดดเด่นและได้รับการชื่นชม ไม่ได้เพียงบอกว่ามีคนอยู่แค่คนเดียว กลุ่มคำนี้เป็นนามวลีที่จงใจย่อให้สั้น ไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ การพูด the ซ้ำและหยุดก่อนชื่อช่วยสร้างความคาดหวัง และทำให้การปรากฏตัวมีบรรยากาศสนุกแบบรายการบันเทิง
แบบฝึกหัด
สัญญาทางกฎหมายแนะนำผู้ลงนามด้วยคำว่า “The one, the only Mr Patel.” สำนวนนี้เป็นธรรมชาติในสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่
- ไม่เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้
- เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้
ดูคำตอบ
ไม่เป็นธรรมชาติในสถานการณ์นี้
You've just finished work on Silent Planet. วลี
0:45คุณเพิ่งเสร็จสิ้นการทำงานในภาพยนตร์ Silent Planet
finished work on a project: ทำงานในโครงการให้เสร็จ
ในที่นี้ finished work on Silent Planet หมายถึงบุคคลนั้นทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จแล้ว work เป็นคำนามที่ตามหลัง finished และ on ใช้นำหน้าโครงการ finish work on something เน้นว่ากระบวนการทำงานสำหรับโครงการนั้นเสร็จสมบูรณ์ ตัวสำนวนนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าโครงการที่เสร็จแล้วได้รับการเผยแพร่หรือเปิดตัวต่อสาธารณะแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนเป้าหมาย finish work on ให้สมบูรณ์: Rina finished work ____ her science project before dinner.
ดูคำตอบ
on
wake up: หยุดหลับและตื่นขึ้นมา
wake up เป็นกริยาวลีที่หมายถึงหยุดหลับหรือตื่นคืนสติ ในที่นี้ up เป็นส่วนหนึ่งของกริยา ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ในเรื่องเล่า wake up สามารถตามด้วยเวลา สถานที่ หรือสภาพที่แสดงสถานการณ์ซึ่งพบเมื่อตื่นขึ้นมา ในที่นี้ 1,000 years in the future บอกว่าหลังจากตื่นแล้วบุคคลนั้นพบว่าตนอยู่ในช่วงเวลาใด
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ wake up: Leo was asleep, but he ____ when the alarm rang.
ดูคำตอบ
woke up
taken the world by storm: ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
take the world by storm หมายถึงได้รับความนิยมหรือประสบความสำเร็จอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว ในประโยคนี้ taken เป็นกริยาช่อง past participle ที่ตามหลัง has ใน It's (It's = It has) โดยหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว storm เป็นคำเปรียบเทียบ สำนวนนี้สื่อว่าความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและทรงพลัง ไม่ได้กล่าวถึงสภาพอากาศหรือความเสียหายจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายในรูปกาลที่ถูกต้อง: The small studio's first game became a worldwide hit within days; it ____.
ดูคำตอบ
took the world by storm
what would you do if you woke up 1,000 years in the future and you were the only man alive? ไวยากรณ์
0:55คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณตื่นขึ้นมาในอีก 1,000 ปีในอนาคตและเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต?
What would you do if you woke up...?: ถามถึงการเลือกในสถานการณ์สมมติ
What would you do if...? ใช้ถามว่าคนคนหนึ่งจะเลือกทำอะไรในสถานการณ์สมมติ คำถามหลักใช้โครงสร้าง would + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน: What would you do...? อนุประโยค if ใช้รูปอดีต ซึ่งในที่นี้คือ woke up เพื่อแสดงว่าสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ได้หมายความว่าการตื่นเกิดขึ้นในอดีต โครงสร้างนี้มักเรียกว่าประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2
แบบฝึกหัด
ใช้ do และ wake up เติมคำถามสมมติให้สมบูรณ์: What ____ if you ____ on Mars tomorrow?
ดูคำตอบ
would you do · woke up
if it were me: การเริ่มคำตอบสมมติจากมุมมองของตนเอง
If it were me หมายถึง “ถ้าฉันเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น” ในที่นี้ it หมายถึงสถานการณ์สมมติทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง วลีนี้ใช้เริ่มคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองจะทำในสถานการณ์สมมติ โดยปกติจะตามด้วยสิ่งที่ผู้พูดจะทำ: If it were me, I would...
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์นั้น”: ____, I would ask for help.
ดูคำตอบ
If it were me
I would be searching high and low for any signs of intelligent life. โน้ต
1:02ฉันจะค้นหาทุกซอกทุกมุมเพื่อหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา
I would be searching: กิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ
I would be searching ใช้โครงสร้าง would be + คำกริยา-ing โดยแสดงให้เห็นว่าการค้นหาเป็นกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ รูปนี้อยู่ในส่วนผลของเหตุการณ์สมมติ ผู้พูดกำลังนึกภาพว่าในตอนนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้นอยู่ ไม่ใช่บอกแผนอนาคตทั่วไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้คำกริยา search ในโครงสร้างเป้าหมาย would be + -ing: If I were lost, I ____ for a safe path all afternoon.
ดูคำตอบ
would be searching
high and low: ค้นหาไปทั่ว
high and low เป็นสำนวนที่หมายถึง “ทุกที่ที่เป็นไปได้” หรือ “อย่างละเอียดทั่วถึง” ในประโยคนี้ searching high and low หมายถึงการพยายามค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาในวงกว้าง ไม่ได้หมายถึงการดูเฉพาะที่สูงหนึ่งแห่งและที่ต่ำหนึ่งแห่ง สำนวนนี้มักตามหลังคำกริยาที่เกี่ยวกับการค้นหา เช่น search หรือ look ทำให้เห็นภาพของการตรวจดูสถานที่หลายแบบ และมักสื่อว่าผู้ค้นหาใช้ความพยายามมาก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: We searched ____ for the missing ticket.
ดูคำตอบ
high and low
gives up: หยุดพยายาม
give up เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “หยุดพยายาม” หรือ “ยอมแพ้” ในที่นี้ gives up บอกว่าตัวละครหยุดค้นหาหรือหยุดใช้ความพยายาม ส่วน up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีและไม่ได้บอกทิศทาง ประธาน my character เป็นบุรุษที่สามเอกพจน์ จึงเปลี่ยน give เป็น gives ไม่จำเป็นต้องมีกรรม เพราะบริบททำให้เข้าใจได้ว่าตัวละครหยุดทำอะไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่สร้างจาก give และหมายถึง “หยุดพยายาม”: The puzzle was hard, but Mia refused to ____.
ดูคำตอบ
give up
but I wouldn't: การละ give up ที่ซ้ำ
ใน but I wouldn't คำว่า wouldn't รับช่วงกริยาวลี give up จากประโยคก่อนหน้า ความหมายเต็มคือ but I would not give up ภาษาอังกฤษสามารถละกริยาวลีที่ซ้ำหลังคำกริยาช่วยอย่าง would ได้ นี่คือการละส่วนหลังคำกริยาช่วย ผู้ฟังเติมการกระทำที่หายไปได้จากการเปรียบต่าง ดังนั้นประโยคนี้จึงสมบูรณ์ ไม่ได้พูดค้างไว้
แบบฝึกหัด
ใช้รูปย่อหนึ่งคำของ would not และอย่าพูด touch the spider ซ้ำ: Ben would touch the spider, but I ____.
ดูคำตอบ
wouldn't
I'd stay days, months, even years there. ลำดับความ
1:16ฉันจะอยู่ที่นั่นเป็นวัน เป็นเดือน หรืออาจจะหลายปี
If it hadn't been destroyed, I'd stay: เงื่อนไขที่เกิดก่อนและผลที่เกิดทีหลัง
If it hadn't been destroyed ใช้โครงสร้าง if + had not + been + destroyed ซึ่งเป็น past perfect รูปถูกกระทำ ประโยคนี้จินตนาการถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สถานที่นั้นไม่ได้ถูกทำลายก่อนช่วงเวลาที่ผู้พูดอาจอยู่ที่นั่น และไม่ได้บอกว่าเงื่อนไขปฏิเสธนี้เป็นความจริง I'd stay หมายถึง I would stay และบอกผลสมมุติที่เกิดทีหลัง past perfect ในอนุประโยค if เพิ่มช่วงเวลาที่เกิดก่อนเข้าไป จึงเป็นเงื่อนไขสมมุติที่ผสมช่วงเวลา ไม่ใช่รูปพื้นฐาน if + simple past
แบบฝึกหัด
ประโยคใดทำให้การปิดถนนก่อนหน้านี้เป็นเงื่อนไขที่ไม่จริง และทำให้การขับรถพรุ่งนี้เป็นผลสมมุติที่เกิดทีหลัง
- If the road isn't closed, we'll drive to the beach tomorrow.
- If the road hadn't been closed, we'd have driven to the beach yesterday.
- If the road hadn't been closed, we'd drive to the beach tomorrow.
ดูคำตอบ
If the road hadn't been closed, we'd drive to the beach tomorrow.
days, months, even years: การไล่ระดับเพื่อเน้นความหมาย
วลีนี้เรียงช่วงเวลาจากสั้นไปยาว ได้แก่ days แล้วตามด้วย months และ years การไล่ระดับเช่นนี้ทำให้ระยะเวลาดูยาวขึ้นในแต่ละขั้น Even ใช้นำขั้นสุดท้ายที่หนักแน่นและน่าประหลาดใจที่สุด แทนที่จะพูดเพียงว่าเป็นเวลานาน ผู้พูดไล่ไปจนถึง years เพื่อเน้นว่ายินดีจะอยู่เป็นเวลานานมาก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้การไล่ระดับได้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อเน้นว่าการเดินทางอาจใช้เวลานานมาก
- The journey might take days, weeks, even months.
- The journey might take months, even weeks, days.
- The journey might take even days, weeks, months.
ดูคำตอบ
The journey might take days, weeks, even months.
you find a city full of strange alien beings.
1:19คุณก็พบเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตต่างดาวแปลกประหลาด
stick around: อยู่ต่อแทนที่จะจากไป
Stick around เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์นั้นต่อแทนที่จะจากไป ในคำถามนี้ ผู้พูดถามว่าผู้ฟังจะอยู่กับกลุ่มนั้นต่อหรือไม่ ให้เข้าใจ stick around เป็นวลีเดียว โดย stick ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว ส่วน with them ที่ตามมาบอกว่าอยู่กับใคร และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี
แบบฝึกหัด
เลือกสำนวนที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเติมประโยค: The café opens in five minutes, so let's ____ instead of leaving.
- stick to it
- stick around
- stick with it
ดูคำตอบ
stick around
If they were fighting wars and destroying the planet, ไวยากรณ์
1:25ถ้าพวกเขากำลังทำสงครามและทำลายล้างโลก
If they were fighting ... and destroying ...: การกระทำสมมติที่กำลังดำเนินอยู่
ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if นี้ were fighting และ (were) destroying แสดงกิจกรรมสองอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานการณ์สมมติ โดย were ตัวเดียวใช้ร่วมกับคำกริยารูป -ing ทั้งสองคำ past continuous ตรงนี้ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นจริง เมื่อใช้คู่กับผลลัพธ์สมมติ I'd move on จึงสร้างฉากหลังที่กำลังดำเนินอยู่และนำไปสู่การตัดสินใจนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคสมมตินี้ด้วยรูป past continuous ของ argue: If the neighbors ____ loudly, I would stay somewhere else.
ดูคำตอบ
were arguing
move on: ออกจากจุดปัจจุบันแล้วไปต่อ
ในที่นี้ move on หมายถึงออกจากสถานที่หรือสถานการณ์ปัจจุบันแล้วไปต่อที่อื่น ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนขึ้นไปอยู่บนสิ่งของ แต่ on เพิ่มแนวคิดของการเดินหน้าต่อ โดยทั่วไป move on ใช้บอกการเปลี่ยนจากจุดปัจจุบัน เช่น สถานที่ หัวข้อ ช่วงหนึ่งของชีวิต หรือประสบการณ์ในอดีต ไปสู่สิ่งถัดไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย phrasal verb จากบทนี้ที่หมายถึงออกจากที่นี่แล้วไปต่อ: The park was too crowded, so we decided to ____.
ดูคำตอบ
move on
But if they had found a way to live in harmony, โน้ต
1:30แต่ถ้าพวกเขาค้นพบวิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง
if they had found: เงื่อนไขสมมติที่เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว
ใน if they had found คำว่า had found เป็นรูป past perfect: had + past participle found รูปนี้นำเสนอการพบวิธีว่าเป็นสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้วภายในเงื่อนไขสมมติ ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตที่ได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง เงื่อนไขที่เสร็จแล้วนี้เกิดก่อนผลลัพธ์ที่ขึ้นอยู่กับมัน ในบริบทคล้ายกัน if + had done ใช้สมมติว่าการกระทำก่อนหน้าเสร็จสิ้นไปแล้วได้
แบบฝึกหัด
ใช้รูป past perfect ของ find เพื่อเติมเงื่อนไขสมมติให้สมบูรณ์: If they ____ the map earlier, they would not be lost now.
ดูคำตอบ
had found
live in harmony: อยู่ร่วมกันอย่างสงบ
Live in harmony หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสงบด้วยความสัมพันธ์ที่สมดุลและร่วมมือกัน ในที่นี้ใช้บรรยายสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จะอยู่ร่วมกันแทนที่จะต่อสู้หรือทำร้ายกัน Harmony ไม่ได้เป็นเพียงคำทางดนตรีเท่านั้น เมื่อใช้กับครอบครัว ชุมชน ประเทศ หรือธรรมชาติ คำนี้หมายถึงฝ่ายต่าง ๆ ที่อยู่หรือทำงานร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้งร้ายแรง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “อยู่ร่วมกันอย่างสงบ”: People from different backgrounds can ____.
ดูคำตอบ
live in harmony
might stick around for a while: ผลสมมติที่พูดอย่างระมัดระวัง
might + กริยารูปพื้นฐาน แสดงว่าผลนั้นเป็นเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้แน่นอน ในประโยคนี้ might stick around หมายถึงผู้พูดอาจจะอยู่ต่อ แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะอยู่แน่ stick around เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึง “อยู่ต่อในที่นั้น” และ for a while หมายถึง “สักพัก” เมื่อรวมกัน ส่วนที่เน้นจึงสื่อถึงผลที่เกิดเพียงชั่วคราวและยังไม่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าผู้พูดอาจจะอยู่ต่อ แต่ยังไม่แน่ใจ
- If the café stays quiet, I must stick around for a while.
- If the café stays quiet, I might stick around for a while.
- If the café stays quiet, I would definitely stick around for a while.
ดูคำตอบ
If the café stays quiet, I might stick around for a while.
I'd be searching high and low for any signs of life."
1:43ฉันจะค้นหาทุกซอกทุกมุมเพื่อหาร่องรอยของชีวิต"
would + be + -ing: รูปกำลังกระทำในผลลัพธ์สมมติ
ในสูตรที่พูดออกมานี้ plus หมายถึง “ตามด้วย” ดังนั้นจึงเป็น would + be + กริยา-ing เช่น would be searching หลัง would ต้องใช้ be รูปพื้นฐาน และ be รวมกับรูป -ing เพื่อสร้างรูปกำลังกระทำ ในผลลัพธ์สมมติ would be + กริยา-ing แสดงว่ากิจกรรมนั้นกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลาที่จินตนาการไว้ รูป -ing ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำนามตามลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ be + กริยา-ing
แบบฝึกหัด
ใช้ study เติมโครงสร้าง would + be + กริยา-ing ให้สมบูรณ์: If I had a quiet room right now, I ____ for the test.
ดูคำตอบ
would be studying
Yusuf wants to show that this is an ongoing activity with no clear beginning or end, การใช้คำ
1:55Yusuf ต้องการแสดงให้เห็นว่านี่คือกิจกรรมที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน
ongoing activity with no clear beginning or end: กิจกรรมที่ดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา
ongoing activity มองกิจกรรมว่าเป็นกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไป ส่วน with no clear beginning or end หมายถึงผู้พูดมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมขณะกำลังดำเนินอยู่ แทนที่จะระบุให้ชัดว่าเริ่มหรือสิ้นสุดเมื่อใด ในที่นี้ คำอธิบายนี้แสดงผลของ would be searching โดย would be + คำกริยา-ing นำเสนอการค้นหาในสถานการณ์สมมติว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตามเวลา ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมนั้นถาวร หรือไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดจริง ๆ เพียงแต่ขอบเขตเวลาเหล่านั้นไม่ใช่จุดเน้น
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ ongoing activity with no clear beginning or end ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ได้เหมาะสมที่สุด
- กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำแต่ไม่ได้กำลังดำเนินอยู่
- กิจกรรมที่มองว่ายังดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา
- กิจกรรมที่นำเสนอว่าเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูคำตอบ
กิจกรรมที่มองว่ายังดำเนินต่อไปโดยไม่เน้นขอบเขตเวลา
He also uses the past continuous in the if clause. การใช้คำ
2:04เขายังใช้ past continuous ใน if clause ด้วย
the past continuous in the if clause: past continuous ในอนุประโยค if
past continuous มีโครงสร้าง was/were + คำกริยา-ing ส่วน in the if clause หมายถึงโครงสร้างนี้อยู่ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if เช่น If they were fighting ในโครงสร้างสมมติแบบนี้ past continuous นำเสนอการกระทำที่จินตนาการขึ้นว่ากำลังดำเนินอยู่แล้ว หรือเป็นเหตุการณ์เบื้องหลังที่ดำเนินต่อไป รูปอดีตช่วยบอกว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องสมมติ จึงไม่ได้หมายความด้วยตัวมันเองว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริงในอดีต
แบบฝึกหัด
เติมอนุประโยค if ด้วยรูป past continuous ของ work: If they ____ all night, they would be tired.
ดูคำตอบ
were working
he wants to show that these are ongoing activities with no clear beginning or end,
2:14เขาต้องการแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน
here's another shocker: การเกริ่นประเด็นน่าประหลาดใจถัดไป
Here's another shocker นำเสนอข้อมูลถัดไปว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ โดย Here's เป็นรูปย่อของ here is และ another บอกว่าก่อนหน้านี้มีประเด็นที่น่าประหลาดใจมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งประเด็น ในประโยคนี้ shocker เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงข่าวที่น่ากลัวหรือเป็นหายนะ ประโยคสั้น ๆ นี้สร้างความอยากรู้แล้วพาผู้ฟังไปยังประเด็นหลักถัดไปของผู้พูด
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: ในตัวอย่าง shocker ต้องหมายถึงข่าวที่น่ากลัวหรือเป็นหายนะอย่างแท้จริงเสมอ
- ไม่ถูกต้อง
- ถูกต้อง
ดูคำตอบ
ไม่ถูกต้อง
the past perfect in the if clause: if + had + past participle
Past perfect มีโครงสร้าง had + past participle ส่วน in the if clause หมายความว่าโครงสร้างนี้อยู่ภายในอนุประโยคที่ระบุเงื่อนไข เช่น if they had found หรือ if it hadn't been destroyed ในที่นี้ รูปดังกล่าวนำเสนอเงื่อนไขว่าเป็นสถานการณ์สมมติ และนำเสนอการค้นพบหรือการถูกทำลายว่าเสร็จสิ้นก่อนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น อย่าตัดสินว่าทั้งประโยคเป็น third conditional จากอนุประโยค if เพียงอย่างเดียว ต้องดูประโยคหลักและเวลาที่กำลังพูดถึงด้วย เพราะผลลัพธ์อาจชี้ไปยังอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
แบบฝึกหัด
เติมอนุประโยค if ด้วย past perfect ของ find: If the team ____ a sponsor, it could compete next month.
ดูคำตอบ
had found
I'd stay there for days, months, or even years."
2:32ฉันจะอยู่ที่นั่นเป็นวัน เป็นเดือน หรืออาจจะหลายปี"
I hear you say: เกริ่นถึงคำถามที่ผู้ฟังน่าจะสงสัย
ใน I hear you say ผู้พูดไม่ได้กำลังบอกว่าได้ยินคนจริง ๆ พูด ประโยคนี้นำเสนอ But why the past perfect? ในฐานะคำถามที่ผู้ฟังน่าจะกำลังคิดอยู่ นี่เป็นข้อความแทรกเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกล่าวแทนปฏิกิริยาที่จินตนาการว่าผู้ฟังมีอยู่ชั่วครู่ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังสนทนากัน แล้วจึงเข้าสู่คำอธิบายต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ
แบบฝึกหัด
I hear you say ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- ขอให้ผู้ฟังพูดคำถามนั้นซ้ำออกมาดัง ๆ
- นำเสนอคำถามที่ผู้พูดจินตนาการว่าผู้ฟังน่าจะถาม
- รายงานคำพูดที่ผู้พูดได้ยินจากคนที่อยู่ใกล้จริง ๆ
ดูคำตอบ
นำเสนอคำถามที่ผู้พูดจินตนาการว่าผู้ฟังน่าจะถาม
it's because when we're talking about unreal or imaginary situations, ไวยากรณ์
2:51นั่นเป็นเพราะเมื่อเรากำลังพูดถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นความจริงหรือในจินตนาการ
when we're talking about unreal or imaginary situations: กำหนดขอบเขตของคำอธิบาย
When we're talking about X เป็นกรอบที่ใช้กำหนดขอบเขตของคำอธิบาย ในที่นี้ X คือ unreal or imaginary situations ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงบอกว่าคำอธิบายไวยากรณ์ต่อไปใช้กับสถานการณ์ที่มีความหมายแบบใด สถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการถูกนำเสนอว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาจเป็นสถานการณ์สมมุติ สิ่งที่ปรารถนา หรือเรื่องแต่งก็ได้ สถานการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในอดีต ดังนั้นจึงไม่ควรถือว่าคำอธิบายเรื่องกาลที่ตามมาเป็นกฎสำหรับเหตุการณ์ในอดีตทุกเรื่อง
แบบฝึกหัด
อนุประโยคที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้
- บอกเวลาที่แน่นอนว่าผู้พูดเริ่มพูดเมื่อใด
- จำกัดคำอธิบายต่อไปไว้เฉพาะสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ
- บอกว่าเหตุการณ์ทุกอย่างในอดีตไม่เป็นจริง
ดูคำตอบ
จำกัดคำอธิบายต่อไปไว้เฉพาะสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ
shift the tense back: ใช้รูปที่เป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงความไม่เป็นจริง
shift the tense back หมายถึงการเลือกใช้รูปกริยาที่โดยทั่วไปเป็นอดีตมากขึ้นหนึ่งขั้น ในบทเรียนนี้ การเปลี่ยนดังกล่าวช่วยบอกว่าสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องสมมติหรือไม่เป็นจริง back อธิบายการเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ ไม่ได้หมายความว่าเวลาจริงย้อนกลับไป ตัวอย่างเช่น รูป present อาจเปลี่ยนเป็นรูป past และ present perfect อาจเปลี่ยนเป็น past perfect โครงสร้างที่ใช้จะเป็นตัวกำหนดว่าต้องเลื่อนรูปอย่างไร
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ shift the tense back หมายความว่าอะไร
- ย้ายเหตุการณ์ไปยังเวลาจริงที่ก่อนหน้า
- ใช้รูปกริยาที่มีลักษณะเป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงระยะห่างจากความเป็นจริง
- เปลี่ยนคำกริยาทุกคำเป็นรูปถูกกระทำ
ดูคำตอบ
ใช้รูปกริยาที่มีลักษณะเป็นอดีตมากขึ้นเพื่อแสดงระยะห่างจากความเป็นจริง
So the present perfect becomes the past perfect. ไวยากรณ์
2:59ดังนั้น present perfect จึงกลายเป็น past perfect
present perfect เปลี่ยนเป็น past perfect: has/have done เปลี่ยนเป็น had done
Present perfect ใช้ has/have + past participle ส่วน past perfect ใช้ had + past participle ดังนั้น has found หรือ have found จึงเปลี่ยนเป็น had found โดยที่ past participle ยังคงเดิม ในบริบทสมมตินี้ ความหมายที่ว่าการกระทำนั้นเสร็จสิ้นแล้วยังคงอยู่ แต่ had ทำให้คำกริยาอยู่ในรูปที่เป็นอดีตมากขึ้นตามที่รูปแบบไม่เป็นจริงกำหนด นี่คือการเลื่อนรูปตามบริบท ไม่ใช่กฎว่า present perfect ทุกกรณีต้องเปลี่ยนเสมอ
แบบฝึกหัด
เปลี่ยน has finished ให้เป็น past perfect: If she ____ the project on time, the team would have celebrated.
ดูคำตอบ
had finished
And if these strange beings have found a way to solve things like war and pollution,
3:14และถ้าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดเหล่านี้ได้พบวิธีแก้ปัญหาอย่างสงครามและมลพิษ
back to you: ส่งคิวพูดกลับไปให้อีกฝ่าย
Back to you เป็นวลีสำหรับส่งต่อคิวพูด ผู้พูดปัจจุบันพูดจบแล้วและส่งคิวกลับไปให้คนที่พูดหรือทำหน้าที่ดำเนินรายการก่อนหน้านี้ ในประโยคนี้ interviewer ระบุว่าใครควรพูดต่อ คำว่า back ในที่นี้หมายถึงการที่ลำดับการสนทนาหรือรายการกลับไปยังผู้พูดคนก่อน ไม่ใช่การเคลื่อนที่ย้อนกลับจริง ๆ วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าใครจะเป็นผู้พูดต่อไป
แบบฝึกหัด
ผู้สื่อข่าวรายงานสดจบแล้วและต้องการให้ Nina ผู้ดำเนินรายการในสตูดิโอพูดต่อ ประโยคใดเป็นการส่งต่อคิวอย่างเป็นธรรมชาติ
- I am returning beside you, Nina.
- Back to you, Nina.
- Go backwards, Nina.
ดูคำตอบ
Back to you, Nina.
now it's time for you to boldly go where few have gone before. วัฒนธรรม
3:25ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณจะกล้าก้าวไปยังจุดที่คนน้อยนักจะไปถึง
to boldly go where few have gone before: การอ้างถึงที่มีกลิ่นอายนิยายวิทยาศาสตร์
ถ้อยคำ to boldly go where few have gone before ชวนให้นึกถึงประโยคดังที่เกี่ยวข้องกับ Star Trek คือ to boldly go where no one has gone before ความเชื่อมโยงนี้ทำให้ประโยคมีกลิ่นอายของการสำรวจอวกาศและนิยายวิทยาศาสตร์ ผู้พูดนำเสนอสิ่งที่ผู้ฟังจะทำต่อไปแบบสนุก ๆ ราวกับเป็นการผจญภัยสู่สิ่งที่ยังไม่รู้จัก จึงฟังดูน่าตื่นเต้นและให้กำลังใจมากกว่าคำสั่งธรรมดาให้ไปหรือทดลองสิ่งใหม่
แบบฝึกหัด
To boldly go where few have gone before สร้างอารมณ์แบบใดในที่นี้
- บรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์แบบสนุกที่สื่อถึงการสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
- คำขอโทษอย่างสงบที่ยุติการสนทนา
- คำสั่งตามตัวอักษรให้เดินกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
ดูคำตอบ
บรรยากาศนิยายวิทยาศาสตร์แบบสนุกที่สื่อถึงการสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
If you woke up 1,000 years in the future and you were the last person alive,
3:33ถ้าคุณตื่นขึ้นมาในอีก 1,000 ปีในอนาคตและคุณเป็นคนสุดท้ายที่รอดชีวิต
If you found a city full of strange alien beings,
3:41ถ้าคุณพบเมืองที่เต็มไปด้วยมนุษย์ต่างดาวแปลกประหลาด
run wild: ดำเนินไปอย่างไร้ขีดจำกัดหรือการควบคุม
Run wild เป็นสำนวน หมายถึงดำเนินไปหรือแสดงออกโดยไม่มีข้อจำกัดหรือการควบคุม ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการวิ่งจริง ๆ เมื่อใช้กับ imagination ความหมายจะเป็นเชิงบวก: Let your imagination run wild คือการชวนให้ใครสักคนคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์ แต่เมื่อประธานเป็นอย่างอื่น สำนวนเดียวกันอาจหมายถึงสิ่งนั้นกำลังหลุดจากการควบคุม
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคนี้: “For this drawing, let your imagination run wild.” run wild หมายถึงอะไร
- ควบคุมทุกความคิดอย่างเข้มงวด
- คิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์
- วิ่งกลางแจ้งให้เร็วมาก
ดูคำตอบ
คิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์