มีภาพถ่ายกี่ภาพแล้วที่ถูกถ่ายมาบนโลกนี้?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
817 คำ 144 คำ/นาที

ภาพรวม: Michael เชื่อมจำนวนภาพถ่าย เครือข่ายสังคม และค่าเฉลี่ยที่แม่นยำ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. ใช้สำนวน “to put it in perspective,” เปลี่ยนมาตราส่วนและทำให้ตัวเลขนามธรรมเข้าใจง่าย 2. เข้าใจ “degrees of separation.” ว่า degree คือช่วงในสายคนรู้จัก ไม่ใช่มุมหรือวุฒิ เพื่ออ่านเส้นทางสังคม 3. ใช้แนวคิดสถิติ “Wisdom of the crowds” อธิบายว่าค่าสูงต่ำหักล้างกันจนค่าเฉลี่ยอาจดีกว่าคนเดียว

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, Vsauce.

0:00

สวัสดี Vsauce

Michael here.

0:01

ไมเคิลเองครับ

In 1826,

0:02

ในปี 1826

this became the very first photograph ever taken. ไวยากรณ์

0:04

นี่กลายเป็นภาพถ่ายใบแรกในประวัติศาสตร์

ไวยากรณ์

โครงสร้าง “the very first photograph ever taken”

“The very first” เน้นความหมายขั้นสูงสุดอย่างชัดเจนว่า ภาพถ่ายนี้เป็นภาพแรกตามลำดับประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่หนึ่งในตัวอย่างยุคแรก ๆ “Ever taken” เป็นอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำที่ย่อไว้และขยาย “photograph” โดยหมายถึง “that was ever taken” ส่วน “taken” ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สอง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ “the very first + noun + ever + past participle” ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้หรือภายในช่วงเวลาที่ระบุ

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่ใช้กับภาพถ่ายเพื่อทำโครงสร้างการบอกสิ่งแรกในประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์: This is the very first image ____.

ดูคำตอบ

ever taken

And in 1992,

0:09

และในปี 1992

this became the very first image ever uploaded to the web.

0:11

นี่ก็กลายเป็นรูปภาพแรกที่เคยถูกอัปโหลดขึ้นเว็บ

But how many photographs have we all taken altogether

0:16

แต่พวกเราทุกคนถ่ายภาพรวมกันไปแล้วกี่ภาพ

throughout all of history?

0:21

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา?

Well,

0:23

เอาล่ะ

1,000 Memories investigated this very question.

0:24

1,000 Memories ได้ศึกษาคำถามนี้โดยเฉพาะ

They took a look at the number of digital cameras currently in use, วลี

0:28

พวกเขาดูจำนวนกล้องดิจิทัลที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

วลี

ความหมายของ “took a look at”

“Took a look at” เป็นรูปอดีตของ “take a look at” หมายถึงดู ตรวจสอบ หรือพิจารณาสิ่งที่ตามมา ในประโยคนี้พวกเขาตรวจสอบจำนวนกล้อง สำนวนนี้ทำงานเป็นหน่วยเดียวกัน โดย “take” แสดงกาลและเปลี่ยนเป็น “took” ในอดีต “a look” หมายถึงการมอง และ “at” ใช้นำสิ่งที่ถูกมองหรือตรวจสอบ ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือเอาการมองไปตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำที่หมายถึงตรวจสอบ: Before we decide, let's ____ the budget together.

ดูคำตอบ

take a look at

typical usage of a digital camera,

0:32

รูปแบบการใช้งานกล้องดิจิทัลโดยทั่วไป

as well as the amount of analog film and film developing supplies วลี

0:34

ตลอดจนปริมาณฟิล์มแอนะล็อกและอุปกรณ์ล้างฟิล์ม

used by the industry ever since the 19th century. ไวยากรณ์

0:38

ที่วงการนี้ใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

วลี

เพิ่มรายการสุดท้ายด้วย as well as

ในประโยคนี้ as well as เพิ่มข้อมูลเรื่องปริมาณฟิล์มแอนะล็อกและอุปกรณ์ล้างฟิล์มต่อจากข้อมูลเกี่ยวกับกล้องดิจิทัลสองอย่างที่กล่าวไปแล้ว เป็นคำเชื่อมหนึ่งชุดที่มีความหมายว่า “นอกจาก…แล้ว” หรือ “และ…ด้วย” คำนี้มักนำเสนอสิ่งที่ตามมาว่าเป็นข้อมูลเพิ่มเติม แทนที่จะให้น้ำหนักทุกสิ่งเท่ากันทั้งหมด ในที่นี้ คำดังกล่าวช่วยขยายรายการยาว ๆ โดยยังคงให้ข้อมูลเรื่องกล้องดิจิทัลก่อนหน้าเป็นจุดเริ่มต้นหลัก

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสามคำที่เพิ่มที่จอดรถฟรีเป็นสิทธิประโยชน์อีกอย่าง: The hotel offers breakfast, ____ free parking.

ดูคำตอบ

as well as

ไวยากรณ์

ความต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้นในอดีตด้วย ever since

ในประโยคนี้ ever since the 19th century กำหนดจุดเริ่มต้นของช่วงเวลา และบอกว่าการใช้สิ่งเหล่านี้ในอุตสาหกรรมดำเนินต่อจากยุคนั้นจนถึงเวลาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย วลีนี้ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ ever since + จุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นอาจเป็นกลุ่มคำบอกเวลา เช่น ever since 2018 หรือเป็นอนุประโยค เช่น ever since we moved คำกริยารอบ ๆ มักบอกสภาพหรือกิจกรรมที่เกิดซ้ำและดำเนินต่อถึงเวลาอ้างอิง

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่เน้นว่ากิจกรรมนี้เริ่มในปี 2020 และยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน: Leo has played the piano ____ 2020.

ดูคำตอบ

ever since

Tabulated altogether,

0:42

เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน

they estimated that we have taken

0:44

พวกเขาประเมินว่าเราถ่ายภาพไปแล้ว

3 and 1/2 trillion photographs,

0:47

3.5 ล้านล้านภาพ

4 billion of which were taken this year alone. ไวยากรณ์

0:51

โดย 4 พันล้านภาพในนั้นถูกถ่ายในปีนี้เพียงปีเดียว

ไวยากรณ์

4 billion of which were taken: จำนวน + of which

ใน “4 billion of which were taken” คำว่า which ย้อนกลับไปหมายถึงคำนามพหูพจน์ photographs ส่วนจำนวน 4 billion ระบุส่วนหนึ่งของจำนวนทั้งหมด ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “มีภาพถ่าย 4 พันล้านภาพจากทั้งหมดที่ถูกถ่าย” รูปแบบคือคำนามที่กล่าวถึงจำนวนทั้งหมด ตามด้วยจุลภาค + จำนวนหรือสัดส่วน + of which + กริยา เป็นการเพิ่มข้อมูลเสริมเกี่ยวกับส่วนหนึ่งของจำนวนทั้งหมด และ were สอดคล้องกับจำนวนที่เป็นพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสัมพันธ์เป้าหมาย: The archive contains ten million images, two million ____ were added last year.

ดูคำตอบ

of which

We are snapping more photographs than ever before ไวยากรณ์

0:56

เรากำลังถ่ายภาพกันมากกว่าที่เคย

ไวยากรณ์

more photographs than ever before: ภาพถ่ายมากกว่าที่เคยเป็นมา

รูปแบบ more + คำนามพหูพจน์ + than ever before เปรียบเทียบจำนวน ณ เวลาอ้างอิงกับทุกช่วงเวลาก่อนหน้า ในประโยคนี้หมายความว่าขณะนี้ผู้คนกำลังถ่ายภาพมากกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต Ever before ขยายขอบเขตการเปรียบเทียบให้กว้างกว่าช่วงเวลาในอดีตเพียงครั้งเดียว รูปแบบนี้ใช้บรรยายสถิติปัจจุบัน จุดสูงสุด หรือแนวโน้มที่ชัดเจนได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายเพื่อแสดงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์: The museum is welcoming ____ visitors ____.

ดูคำตอบ

more · than ever before

because of the proliferation of easy-to-use, การใช้คำ

0:59

เพราะกล้องดิจิทัลที่ใช้งานง่าย

affordable digital cameras.

1:02

และราคาเอื้อมถึงได้แพร่หลายขึ้น

การใช้คำ

the proliferation of: การเติบโตอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย

ในประโยคนี้ the proliferation of หมายถึงการที่บางสิ่งเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ประโยคนี้บอกว่ากล้องดิจิทัลที่ใช้งานง่ายและราคาไม่แพงมีจำนวนมากขึ้นและแพร่หลาย ไม่ได้เพียงบอกว่ากล้องเหล่านั้นมีอยู่ โครงสร้างคือ the proliferation of + คำนาม เป็นวลีนามแบบเป็นทางการที่มักใช้เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างด้านเทคโนโลยี สื่อ ธุรกิจ หรือสังคม

แบบฝึกหัด

ในวลี “the proliferation of low-cost apps” คำว่า proliferation สื่อถึงอะไรชัดเจนที่สุด?

  1. มีแอปประเภทนี้จำนวนมากปรากฏขึ้นและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
  2. แอปเหล่านี้หาได้ง่าย แต่ไม่ได้กล่าวว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น
  3. แอปหนึ่งมีราคาถูกลงเล็กน้อย
ดูคำตอบ

มีแอปประเภทนี้จำนวนมากปรากฏขึ้นและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

In fact,

1:03

อันที่จริง

we take four times more pictures per day ไวยากรณ์

1:04

ในแต่ละวัน เราถ่ายภาพมากขึ้นถึงสี่เท่า

than we did 10 years ago.

1:08

เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

ไวยากรณ์

four times more ... than we did: การเปรียบเทียบแบบทวีคูณและการใช้คำแทนวลีกริยา

ในที่นี้ four times more ... than ... เปรียบเทียบจำนวนภาพที่ถ่ายในปัจจุบันกับจำนวนเมื่อสิบปีก่อน ในบริบทนี้ผู้พูดตั้งใจสื่อว่ายอดรวมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณสี่เท่าของยอดเดิม แม้รูปแบบ more-than นี้อาจมีความกำกวมในทางคณิตศาสตร์ ใน than we did คำว่า did ใช้แทน took pictures หลังการเปรียบเทียบ เราสามารถใช้กริยาช่วย เช่น do, did หรือ will แทนวลีกริยาที่ซ้ำกัน เพื่อทำให้ประโยคสั้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบด้วยวลีสี่เท่าตามที่ใช้ในบทเรียนและกริยาช่วยที่ช่วยเลี่ยงการพูด take pictures ซ้ำ: Today we take ____ pictures per day than we ____ ten years ago.

ดูคำตอบ

four times more · did

Or think of it this way. ลำดับความ

1:10

หรือลองคิดแบบนี้ก็ได้

ลำดับความ

think of it this way: มองข้อมูลเดิมจากมุมใหม่

think of it this way เป็นสัญญาณในการเรียบเรียงคำพูดที่มีรูปเหมือนประโยคคำสั่ง โดยชวนผู้ฟังให้มองข้อมูลที่เพิ่งได้ยินจากอีกมุมหนึ่ง ไม่ได้ขอให้ผู้ฟังนึกย้อนหรือจำบางสิ่ง ผู้พูดใช้วลีนี้ก่อนการเปรียบเทียบ การอุปมา หรือการกล่าวใหม่ให้ง่ายขึ้น เพื่อทำให้แนวคิดเดิมเข้าใจง่ายกว่าเดิม ในที่นี้ Or แสดงว่ากำลังเสนอเส้นทางอธิบายอีกแบบไปยังประเด็นเดิม ไม่ใช่การเปลี่ยนหัวข้อ

แบบฝึกหัด

ตัวเลขหนึ่งดูเป็นนามธรรม และคุณต้องการให้ผู้ฟังมองตัวเลขเดิมผ่านการเปรียบเทียบที่ชัดเจนขึ้น คุณควรพูดอะไรเป็นอันดับแรก?

  1. Think of it this way.
  2. Put it this way.
  3. Remember it this way.
ดูคำตอบ

Think of it this way.

Today,

1:12

ทุกวันนี้

every 2 minutes,

1:13

ในทุก ๆ 2 นาที

humanity takes more pictures

1:15

มนุษยชาติถ่ายภาพมากกว่า

than we took altogether in the entire 1800s.

1:17

จำนวนภาพทั้งหมดที่เราเคยถ่ายตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

Of course,

1:22

แน่นอนว่า

the 1800s were a long time ago,

1:22

คริสต์ศตวรรษที่ 19 ผ่านมานานมากแล้ว

but if we take every year from the invention of photography until today,

1:25

แต่ถ้านับทุกปีตั้งแต่มีการคิดค้นการถ่ายภาพจนถึงวันนี้

10% of all of those images,

1:30

10% ของภาพทั้งหมดนั้น

a 10th of every still image recorded of our world

1:33

หรือหนึ่งในสิบของภาพนิ่งทุกภาพที่บันทึกโลกของเราไว้

was taken in the last 12 months.

1:38

ถูกถ่ายขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

That's a lot.

1:42

นั่นเยอะมาก

But even crazier is the fact that a fifth of these images, ไวยากรณ์

1:43

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ หนึ่งในห้าของภาพเหล่านี้

20% of them,

1:46

หรือ 20%

all wind up in the same place, กริยาวลี

1:47

ไปรวมอยู่ในที่เดียวกันทั้งหมด

Facebook.

1:51

Facebook

ไวยากรณ์

even crazier is the fact that: การย้ายมาข้างหน้าเพื่อเน้น

Even crazier ถูกย้ายมาไว้หน้าคำกริยาเพื่อเน้น ส่วนประธานทางไวยากรณ์อยู่หลัง is นั่นคือ the fact that a fifth of these images ... all wind up in the same place หากใช้ลำดับปกติที่วางประธานก่อน จะเป็น The fact that ... is even crazier Even ทำให้คำเปรียบเทียบขั้นกว่า crazier มีน้ำหนักมากขึ้นและส่งสัญญาณว่าระดับความน่าประหลาดใจเพิ่มขึ้น ผู้พูดกำลังนำเสนอข้อเท็จจริงนี้ว่าน่าประหลาดใจกว่าข้อก่อนหน้า รูปแบบนี้นำไปใช้ต่อได้เป็น Even more surprising is the fact that + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคที่สองด้วยโครงสร้างเน้นย้ำที่ไฮไลต์ เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงใหม่ฟังน่าประหลาดใจยิ่งขึ้น: The first mistake delayed us by an hour. ____ nobody noticed it all day.

ดูคำตอบ

Even crazier is the fact that

กริยาวลี

wind up in: ไปถึงสถานที่หนึ่งในท้ายที่สุด

ในที่นี้ wind up in หมายถึงการไปถึงหรือไปอยู่ในสถานที่หนึ่งในท้ายที่สุด โดยมักเกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการบางอย่าง ไม่ใช่จากขั้นตอนเดียวที่วางแผนไว้อย่างชัดเจน รูปภาพทั้งหมดจบลงที่ปลายทางเดียวกัน คือ Facebook ใช้ wind up in + สถานที่หรือสถานการณ์เพื่อเน้นผลลัพธ์สุดท้าย รูปคำกริยาจะเปลี่ยนตามกาลเป็น wind up, wound up หรือ will wind up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของวลีเป้าหมาย wind up in: After taking the wrong bus, we ____ a quiet village.

ดูคำตอบ

wound up in

Facebook is huge.

1:52

Facebook ใหญ่มหาศาล

But to put it in perspective, สำนวน

1:54

แต่เพื่อให้เห็นภาพ

you Vsaucers are huge.

1:56

พวกคุณชาว Vsauce เองก็เป็นกลุ่มใหญ่โตมาก

สำนวน

to put it in perspective: เพิ่มการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นมาตราส่วน

To put it in perspective เป็นวลีวางกรอบข้อมูลที่ใช้ตอนต้นประโยค วลีนี้บอกว่าผู้พูดกำลังจะเพิ่มการเปรียบเทียบหรือจุดอ้างอิง เพื่อให้ผู้ฟังประเมินขนาดหรือความสำคัญของสิ่งหนึ่งได้แม่นยำขึ้น ในที่นี้ it หมายถึงขนาดของกลุ่มผู้ชม วลีนี้เตรียมให้ผู้ฟังรับการเปรียบเทียบที่แสดงว่าผู้ชม Vsauce มีจำนวนมากเพียงใด ไม่ได้กล่าวถึงทัศนมิติทางสายตา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ to put it in perspective เพื่อนำเสนอการเปรียบเทียบด้านขนาดที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

  1. To put it in perspective, I personally prefer the blue backpack.
  2. To put it in perspective, please move the picture closer to the window.
  3. To put it in perspective, the whale is about as long as three school buses.
ดูคำตอบ

To put it in perspective, the whale is about as long as three school buses.

If all of us got together in one place and claimed independence, โน้ต

1:59

ถ้าพวกเราทุกคนมารวมตัวกันในที่เดียวแล้วประกาศเอกราช

วลี

claimed independence: การยืนยันเอกราชทางการเมือง

ใน claimed independence คำว่า claim หมายถึงการยืนยันสิทธิหรือสถานะอย่างเป็นทางการ และ independence เป็นกรรมตรงของคำกริยานี้ วลีนี้แสดงว่ากลุ่มคนหรือดินแดนหนึ่งกล่าวว่าตนเป็นหน่วยการเมืองที่แยกออกมาและปกครองตนเอง วลีนี้รายงานเพียงคำกล่าวอ้างเท่านั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่ากลุ่มนั้นมีอำนาจควบคุมจริงหรือได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าดินแดนหนึ่งอ้างสถานะเอกราช โดยไม่ได้บอกว่าได้รับเอกราชสำเร็จหรือได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางแล้ว

  1. The territory gained independence from the federation.
  2. The territory claimed independence from the federation.
  3. The territory remained part of the federation.
ดูคำตอบ

The territory claimed independence from the federation.

we would become the 152nd largest country on Earth,

2:02

เราจะกลายเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 152 ของโลก

right between Guinea-Bissau and Trinidad and Tobago.

2:08

อยู่ระหว่างกินี-บิสเซากับตรินิแดดและโตเบโกพอดี

ไวยากรณ์

If ... got together ... we would become: เงื่อนไขสมมุติเกี่ยวกับปัจจุบัน

โครงสร้าง If + อดีตกาลอย่างง่าย, ... would + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้นหรือไม่เป็นจริงในปัจจุบัน ในประโยคนี้ got together และ claimed บอกเงื่อนไขสมมุติ ไม่ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต Would become บอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ ไม่ใช่การทำนายอนาคตอย่างแน่นอน โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดตั้งสมมุติฐานและคิดต่อว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเงื่อนไขแบบที่สองโดยใช้ get together และ become: If everyone ____ together, we ____ a stronger team.

ดูคำตอบ

got · would become

But Facebook,

2:11

แต่ Facebook

with its 1 billion users,

2:12

ซึ่งมีผู้ใช้ 1 พันล้านคน

would be the third largest country on Earth.

2:15

จะเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

To take a quick, dark detour, ลำดับความ

2:19

ขอแวะออกนอกเรื่องไปด้านมืดสักครู่

of those 1 billion people on Facebook,

2:22

ในบรรดาผู้ใช้ Facebook 1 พันล้านคนนั้น

it's estimated that 30 million of them are now dead. ไวยากรณ์

2:24

คาดว่าราว 30 ล้านคนเสียชีวิตไปแล้ว

ลำดับความ

ใช้ To take a quick, dark detour เพื่อเกริ่นการเปลี่ยนหัวข้อ

ในที่นี้ “To take a quick, dark detour” บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะออกจากประเด็นหลักชั่วครู่ “Detour” เป็นอุปมาของการเปลี่ยนหัวข้อ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเส้นทางจริง ๆ “Quick” บอกว่าการเปลี่ยนหัวข้อนี้จะใช้เวลาไม่นาน ส่วน “dark” เตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับเนื้อหาที่น่าหนักใจหรือจริงจัง ดังนั้น วลีเปิดนี้จึงช่วยจัดโครงสร้างการพูดและกำหนดอารมณ์ก่อนนำเสนอสถิติ

แบบฝึกหัด

“To take a quick, dark detour” ที่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไร

  1. แสดงว่าสถิตินั้นแม่นยำและได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์แล้ว
  2. บอกว่าผู้พูดกำลังเลือกเส้นทางจริงที่สั้นกว่า
  3. บอกว่าจะเปลี่ยนไปสู่ประเด็นย่อยที่จริงจังเป็นเวลาสั้น ๆ
ดูคำตอบ

บอกว่าจะเปลี่ยนไปสู่ประเด็นย่อยที่จริงจังเป็นเวลาสั้น ๆ

ไวยากรณ์

ใช้ it's estimated that เพื่อรายงานตัวเลขโดยประมาณ

“It’s estimated that” เป็นโครงสร้างรายงานแบบถูกกระทำและไม่ระบุผู้กระทำ โดยใช้เกริ่นอนุประโยค that ที่ตามมาว่าเป็นผลการประเมิน โดยไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ประเมิน “it” เป็นประธานแทนตำแหน่งทางไวยากรณ์ ส่วนข้อมูลจริงอยู่ในอนุประโยค that โครงสร้างนี้ทำให้การรายงานตัวเลขมีน้ำเสียงระมัดระวังและไม่เจาะจงบุคคล Estimated หมายความว่าตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขที่นับโดยตรงหรือได้รับการยืนยันแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีรายงานแบบไม่ระบุผู้กระทำที่บอกว่าตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณ: “____ around 20,000 people attended the event.”

ดูคำตอบ

It's estimated that

And in 100 years,

2:30

และในอีก 100 ปี

it's estimated that half a billion of the people on Facebook

2:32

คาดว่าผู้คนบน Facebook จำนวนครึ่งพันล้านคน

will be deceased. การใช้คำ

2:37

จะเสียชีวิตไปแล้ว

การใช้คำ

deceased: คำที่เป็นทางการและนุ่มนวลกว่า dead

ในประโยคนี้ deceased เป็นคำคุณศัพท์ที่อยู่หลัง will be หมายถึงไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว ณ เวลาในอนาคตที่คาดการณ์ไว้ จึงบอกสภาพ ไม่ใช่การกระทำ เมื่อเทียบกับ dead คำว่า deceased ให้โทนที่เป็นทางการและนุ่มนวลกว่า จึงเหมาะกับการประมาณจำนวนผู้ใช้กลุ่มใหญ่ มากกว่าการสนทนาทั่วไปเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งคน

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้คำ: ในรายงานประชากรอย่างเป็นทางการ ประโยค “By 2125, many inactive accounts will belong to users who are deceased” ใช้ deceased ได้อย่างเหมาะสม

  1. ไม่เหมาะสมในบริบทนี้
  2. เหมาะสมในบริบทนี้
ดูคำตอบ

เหมาะสมในบริบทนี้

Facebook Stories offers a really neat tool where you can click on a country

2:39

Facebook Stories มีเครื่องมือเจ๋ง ๆ ที่ให้คุณคลิกเลือกประเทศหนึ่ง

and then see what other countries most of their Facebook friends live in.

2:43

แล้วดูว่าเพื่อน Facebook ส่วนใหญ่ของคนในประเทศนั้นอาศัยอยู่ในประเทศใดบ้าง

It's fun to see what countries are most connected to which others,

2:47

การดูว่าประเทศใดเชื่อมโยงกับประเทศใดมากที่สุดนั้นสนุกดี

but this whole thing brings up the question of degrees of separation. โน้ต

2:50

แต่ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า คนเราห่างกันกี่ทอด

กริยาวลี

brings up: เสนอหัวข้อหรือคำถาม

brings up ในที่นี้เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ หมายถึงการเสนอหัวข้อหรือทำให้คำถามหนึ่งเข้ามาอยู่ในการอภิปราย ประธาน this whole thing หมายถึงข้อสังเกตที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วนกรรมคือ the question of degrees of separation เมื่อกรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง bring up the question และ bring the question up แต่ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง โดยพูดว่า bring it up ไม่ใช่ bring up it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึงการเสนอหัวข้อเพื่ออภิปราย: At tomorrow's meeting, I want to ____ the budget issue.

ดูคำตอบ

bring up

วัฒนธรรม

Degrees of separation ในเครือข่ายสังคม

“Degrees of separation” หมายถึงจำนวนทอดของความสัมพันธ์ที่ต้องผ่านเพื่อเชื่อมคนสองคนในเครือข่ายสังคม หนึ่งทอดคือการเชื่อมกันโดยตรง ยิ่งมีหลายทอดก็ยิ่งต้องผ่านคนในสายสัมพันธ์มากขึ้น degree ในที่นี้หมายถึงหนึ่งขั้นในสายสัมพันธ์ ไม่ใช่อุณหภูมิ วุฒิการศึกษา หรือมุม ตัวเลขนี้บอกเส้นทางที่เชื่อมคนเข้าหากัน ไม่ได้บอกว่าพวกเขารู้สึกสนิทหรือห่างเหินกันเพียงใด

แบบฝึกหัด

degrees of separation ในประโยคนี้นับอะไร?

  1. ระดับความสนิทที่คนสองคนรู้สึกต่อกัน
  2. จำนวนประเทศที่อยู่ระหว่างสถานที่สองแห่ง
  3. จำนวนทอดของความสัมพันธ์ในสายที่สั้นที่สุดซึ่งเชื่อมคนสองคน
ดูคำตอบ

จำนวนทอดของความสัมพันธ์ในสายที่สั้นที่สุดซึ่งเชื่อมคนสองคน

If you were to take two random people on Earth, ไวยากรณ์

2:55

ถ้าคุณสุ่มเลือกคนสองคนบนโลก

how many friend of a friend of a friend of a friend's

2:58

จะต้องผ่าน “เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน” กี่คน

would you need to connect those two people?

3:01

ถึงจะเชื่อมโยงคนสองคนนั้นเข้าหากันได้?

ไวยากรณ์

ใช้ If you were to take ... เพื่อตั้งสมมุติฐานอย่างรอบคอบ

“If you were to take + คำนาม” ใช้ตั้งการกระทำสมมุติเพื่อการวิเคราะห์ โครงสร้างคือ if + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน โดย were to ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ในอดีต รูปแบบนี้ทำให้สถานการณ์ฟังดูเป็นสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นอย่างจงใจ และเป็นทางการหรือระมัดระวังกว่า “if you take” เล็กน้อย ในประโยคนี้ take หมายถึง “เลือก” หรือ “นำมาพิจารณา” ไม่ใช่ “ถือหรือพาไป”

แบบฝึกหัด

เติมการทดลองทางความคิดด้วยวลีเปิดห้าคำจากบทเรียน: ____ one card at random, what color would you expect?

ดูคำตอบ

If you were to take

Well, in the real world,

3:04

เอาล่ะ ในโลกจริง

it's a little difficult to figure out because we don't know who's friends with who กริยาวลี

3:05

เรื่องนี้คำนวณได้ยากนิดหน่อย เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นเพื่อนกับใคร

and there are a lot of people.

3:09

และมีผู้คนอยู่มากมาย

กริยาวลี

figure out: หาคำตอบด้วยการใช้เหตุผล

กริยาวลี figure out หมายถึงการได้คำตอบหรือเกิดความเข้าใจจากการคิด การสืบค้น หรือการไล่พิจารณาข้อมูล ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องหาคำตอบเข้าใจได้จากบริบท นั่นคือการระบุความสัมพันธ์ว่าใครเป็นเพื่อนกับใครท่ามกลางคนจำนวนมากเป็นเรื่องยาก ในโครงสร้าง figure out + คำนามหรืออนุประโยคคำถาม กรรมสามารถอยู่หลัง out ได้ เช่น figure out the pattern และ figure out who is connected to whom แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางระหว่างกริยากับคำอนุภาค เช่น figure it out

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ figure out เพื่อสื่อว่าได้คำตอบจากการใช้เหตุผล

  1. She figured out the answer by working through the clues.
  2. She guessed the answer without checking.
  3. She found out the answer when her teacher told her.
ดูคำตอบ

She figured out the answer by working through the clues.

But luckily,

3:11

แต่โชคดีที่

mathematics has come to our rescue. สำนวน

3:12

คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเราไว้

สำนวน

come to our rescue: เปรียบความช่วยเหลือที่มาทันเวลากับการช่วยชีวิต

Come to someone's rescue หมายถึงการมาถึงหรือเข้ามาช่วยเมื่อใครบางคนตกอยู่ในอันตรายหรือความลำบาก ในประโยคนี้ไม่มีการช่วยชีวิตจริง ๆ แต่มีการทำให้คณิตศาสตร์ดูเหมือนเป็นผู้ช่วย เพราะคณิตศาสตร์ให้วิธีแก้ปัญหาที่ยาก สำนวนนี้นำเสนอวิธีแก้ปัญหาเหมือนเป็นความช่วยเหลือที่มาถูกเวลา ผู้พูดจึงมักใช้เพื่อทำให้คำอธิบายเห็นภาพชัดหรือมีอารมณ์ขบขันขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ come to our rescue: When the projector stopped working, a spare cable ____.

ดูคำตอบ

came to our rescue

Watts and Strogatz showed that you could calculate

3:16

Watts และ Strogatz แสดงให้เห็นว่าเราสามารถคำนวณ

the average path between any two random people

3:19

เส้นทางเฉลี่ยระหว่างคนสองคนที่สุ่มเลือกมา

quite easily.

3:22

ได้ค่อนข้างง่าย

In this equation,

3:24

ในสมการนี้

the N stands for the total number of people in the population วลี

3:24

N หมายถึงจำนวนคนทั้งหมดในประชากร

วลี

N stands for: การกำหนดความหมายของสัญลักษณ์

ในรูปแบบ “X stands for Y” นั้น X คือสัญลักษณ์หรือรูปย่อ ส่วน Y บอกความหมายของ X ในที่นี้ N แทนจำนวนคนทั้งหมดในประชากร Stand for มีความหมายอื่นได้ในบริบทอื่น แต่ในสมการและคำจำกัดความ วลีนี้ใช้เชื่อมสัญลักษณ์กับสิ่งที่สัญลักษณ์นั้นแทน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่ใช้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์: In this chart, R ____ monthly revenue.

ดูคำตอบ

stands for

and K stands for the number of friends each person has.

3:28

ส่วน K หมายถึงจำนวนเพื่อนที่แต่ละคนมี

If we assume that each person has,

3:32

ถ้าเราสมมติว่าแต่ละคนมี

say, 30 friends การใช้คำ

3:34

เพื่อนสัก 30 คน

and we assume that 10% of our population is too young to have actual friends,

3:36

และสมมติว่า 10% ของประชากรเราเด็กเกินกว่าจะมีเพื่อนจริง ๆ

การใช้คำ

say แบบคำแทรกสำหรับยกตัวอย่างสมมติ

ตรงนี้ say ไม่ได้หมายถึง “พูด” เมื่อวางคั่นด้วยจุลภาคหน้า 30 friends คำนี้ใช้เสนอค่าตัวอย่างที่สะดวก หรือก็คือ “ยกตัวอย่างเช่น 30” จึงสื่อว่า 30 เป็นค่าที่สมมติขึ้นเพื่อใช้คำนวณ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน การใช้ say เป็นคำแทรกแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดเลือกตัวเลขหรือกรณีตัวอย่างระหว่างอธิบายความคิดออกมา

แบบฝึกหัด

เติมคำจากบทเรียนที่ใช้เสนอจำนวนสมมติที่สะดวก: To estimate the cost, imagine each guest drinks, ____, two cups of coffee.

ดูคำตอบ

say

it turns out that you can connect any two people on Earth with only 6.6 connections, วลี

3:41

ก็ปรากฏว่าเราสามารถเชื่อมโยงคนสองคนใด ๆ บนโลกได้ด้วยความสัมพันธ์เพียง 6.6 ทอด

theoretically.

3:49

อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี

วลี

It turns out that + อนุประโยค

“It turns out that” ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นหลังจากตรวจสอบ คำนวณ หรือได้ข้อมูลเพิ่ม มักบอกว่าผลที่ได้นั้นต่างจากที่คาดไว้ ในโครงสร้าง it turns out that + อนุประโยค คำว่า it ไม่ได้แทนสิ่งของใดโดยเฉพาะ อนุประโยคหลัง that จะบอกผลที่ค้นพบ ส่วน theoretically ในประโยคนี้เตือนเราว่าข้อสรุปมาจากแบบจำลองและอาจไม่ตรงกับชีวิตจริงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสี่คำที่หมายถึง “ผลที่เพิ่งค้นพบคือ”: ____ the tiny café serves excellent soup.

ดูคำตอบ

It turns out that

Of course,

3:49

แน่นอนว่า

in the real world,

3:50

ในโลกจริง

we don't all have the same number of friends,

3:51

พวกเราแต่ละคนไม่ได้มีเพื่อนเท่ากัน

we don't all have 30 friends,

3:52

ไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อน 30 คน

and isolated groups make the average much, much higher.

3:54

และกลุ่มที่แยกตัวออกไปก็ทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้นมาก ๆ

Of course,

3:59

แน่นอนว่า

there are non-real world places where these connections are easier to follow.

3:59

ยังมีสถานที่ที่ไม่ใช่โลกจริง ซึ่งติดตามความเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ง่ายกว่า

For instance,

4:04

ตัวอย่างเช่น

Facebook.

4:05

Facebook

Last year,

4:06

เมื่อปีที่แล้ว

Facebook's data team released two papers showing

4:07

ทีมข้อมูลของ Facebook เผยแพร่บทความวิจัยสองฉบับที่แสดงให้เห็นว่า

that amongst all Facebook users at the time, การใช้คำ

4:10

ในบรรดาผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด ณ เวลานั้น

the average distance between any two random users was only 4.74 friends.

4:13

ระยะห่างเฉลี่ยระหว่างผู้ใช้สองคนที่สุ่มเลือกมามีระยะเชื่อมโยงผ่านเพื่อนเพียง 4.74 คน

การใช้คำ

Amongst ในฐานะรูปแปรของ among

Amongst หมายถึง “อยู่ในหรือท่ามกลางกลุ่ม” และมีความหมายพื้นฐานเหมือน among ในประโยคนี้ amongst all Facebook users กำหนดกลุ่มผู้ใช้ที่นำมาวัดระยะห่างเฉลี่ย คำลงท้าย -st เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรูปสะกดแบบนี้ ไม่ใช่คำลงท้ายขั้นสูงสุดและไม่ได้สร้างรูปไวยากรณ์ใหม่

แบบฝึกหัด

ข้อใดกล่าวถึง amongst ได้ถูกต้อง?

  1. ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีคนหรือสิ่งของสองอย่างพอดีเท่านั้น
  2. เป็นรูปขั้นสูงสุดของ among
  3. มีความหมายพื้นฐานเหมือน among แต่อาจฟังดูเป็นแบบอังกฤษ เป็นทางการ หรือดั้งเดิมกว่า
ดูคำตอบ

มีความหมายพื้นฐานเหมือน among แต่อาจฟังดูเป็นแบบอังกฤษ เป็นทางการ หรือดั้งเดิมกว่า

Twitter is even tighter. สำนวน

4:21

เครือข่ายของ Twitter ยิ่งแน่นแฟ้นกว่า

สำนวน

even tighter สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันใกล้ชิดกว่า

ในที่นี้ tighter เป็นรูปขั้นกว่าของ tight แต่ไม่ได้หมายถึงการถูกรัดแน่นทางกายภาพ หมายความว่าเครือข่ายสังคมของ Twitter เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกว่า โดยเฉลี่ยแล้วมีจำนวนขั้นของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งน้อยกว่า even เน้นว่าระดับเพิ่มขึ้นอีก เครือข่ายที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ใกล้ชิดอยู่แล้ว แต่ Twitter ถูกนำเสนอว่าใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น

แบบฝึกหัด

อ่านข้อความนี้: “After mapping both communities, researchers found that Community B is even tighter.” even tighter น่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ชุมชน B มีกฎที่เข้มงวดกว่าสำหรับสมาชิก
  2. ชุมชน B มีขนาดเล็กกว่าในทางกายภาพและเข้าไปได้ยากกว่า
  3. ชุมชน B มีเส้นทางความเชื่อมโยงทางสังคมที่สั้นกว่าหรือใกล้ชิดกว่าชุมชนที่นำมาเปรียบเทียบ
ดูคำตอบ

ชุมชน B มีเส้นทางความเชื่อมโยงทางสังคมที่สั้นกว่าหรือใกล้ชิดกว่าชุมชนที่นำมาเปรียบเทียบ

It's been shown that any two random users of Twitter are connected by only 4.67 friends,

4:23

มีการแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ Twitter สองคนที่สุ่มเลือกมาเชื่อมโยงกันผ่านเพื่อนเพียง 4.67 คน

though some studies have shown it to be as low as 3 and 1/2. วลี

4:30

แม้งานวิจัยบางชิ้นพบว่าตัวเลขนี้อาจต่ำเพียง 3.5 คน

วลี

as low as สำหรับค่าตัวเลขที่ต่ำอย่างเด่นชัด

เมื่อ as low as ตามด้วยตัวเลข จะเป็นการเน้นค่าที่เป็นไปได้หรือค่าที่สังเกตพบว่าต่ำอย่างเด่นชัด ในประโยคนี้ งานวิจัยบางชิ้นรายงานว่าระยะห่างเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3.5 ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้ฟังอาจคาดไว้ แม้จะมีรูปแบบ as ... as แต่วลีนี้ไม่ได้เปรียบเทียบว่าสองสิ่งเท่ากันในที่นี้ แต่เสนอค่าที่ต่ำมากบนมาตราส่วนตัวเลข

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “ต่ำได้ถึงค่าที่น่าประหลาดใจ”: During the sale, the price may fall ____ five dollars.

ดูคำตอบ

as low as

Numbers like that can make impersonal crowds seem quite intimate. ไวยากรณ์

4:34

ตัวเลขแบบนี้ทำให้ฝูงชนที่ไม่รู้จักกันดูใกล้ชิดกันมากทีเดียว

ไวยากรณ์

make impersonal crowds seem quite intimate: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to

ในที่นี้ make เป็นคำกริยาแสดงการทำให้เกิดผล โดยมีโครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to กรรมคือ impersonal crowds และ seem คือกริยาที่บอกผลที่เกิดขึ้น หลัง make ในโครงสร้างแบบ active นี้ต้องใช้ seem ไม่ใช่ to seem seem quite intimate หมายถึง “ให้ความรู้สึกว่าใกล้ชิดหรือเป็นกันเองอย่างน่าประหลาดใจ” ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองฝูงชน แต่ประโยคไม่ได้ยืนยันว่าคนแปลกหน้าเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง ๆ intimate ในที่นี้หมายถึงความใกล้ชิดทางสังคม ไม่ใช่ความหมายทางเพศ

แบบฝึกหัด

เติมรูปที่ถูกต้องของ seem หลัง make: A few warm lights can make a large hall ____ more welcoming.

ดูคำตอบ

seem

But one of my favorite things about crowds is how smart they are. ไวยากรณ์

4:39

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับฝูงชนคือความฉลาดของพวกเขา

ไวยากรณ์

one of my favorite things about crowds is how smart they are: รูปแบบ one ... is how ...

กรอบประโยค one of my favorite things about X is ... เลือกลักษณะหนึ่งของหัวข้อที่ผู้พูดชื่นชอบเป็นพิเศษแล้วนำลักษณะนั้นมาแนะนำ คำหลักทางไวยากรณ์ของประธานคือ one จึงใช้กริยาเชื่อมเอกพจน์ is แม้ things และ crowds จะเป็นพหูพจน์ how smart they are เป็นอนุประโยคบอกระดับที่ฝังอยู่ในประโยค ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช่แบบคำถาม และเน้นว่าระดับความฉลาดของฝูงชนน่าประทับใจเพียงใด ในที่นี้ they หมายถึง crowds รูปแบบนี้นำไปใช้เพื่อแสดงความเห็นส่วนตัวในเชิงบวกและเชื่อมเข้าสู่คำอธิบายได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำเพื่อทำให้รูปแบบปัจจุบัน one of ... is how ... สมบูรณ์: One of my favorite things about this app ____ ____ easy it is to customize.

ดูคำตอบ

is · how

Wisdom of the crowds is a fascinating phenomenon where the collective knowledge or guesses or estimations of a big group of people, วัฒนธรรม

4:44

ภูมิปัญญาของฝูงชนคือปรากฏการณ์น่าทึ่ง ซึ่งความรู้ การคาดเดา หรือการประเมินร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่

when averaged, ไวยากรณ์

4:54

เมื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยแล้ว

are better than one individual person working alone.

4:55

จะให้ผลดีกว่าคนเพียงคนเดียวที่คิดอยู่ตามลำพัง

วัฒนธรรม

ภูมิปัญญาของฝูงชน

“Wisdom of the crowds” หรือภูมิปัญญาของฝูงชน คือปรากฏการณ์ที่การรวมการตัดสินใจซึ่งหลายคนคิดแยกกัน—โดยมักนำค่าประมาณมาเฉลี่ย—อาจให้ผลที่แม่นยำกว่าการพึ่งคนเพียงคนเดียว ปรากฏการณ์นี้ต้องอาศัยการตัดสินใจที่เป็นอิสระและหลากหลายจำนวนมากพอ ไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าร่วมทุกคนถูกต้อง หรือการตัดสินใจของกลุ่มทุกครั้งดีกว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงถึงภูมิปัญญาของฝูงชนได้ดีที่สุด

  1. นักเรียนหลายคนต่างคนต่างประมาณจำนวนหนังสือบนชั้นจัดแสดง และค่าเฉลี่ยของคำตอบใกล้เคียงกับจำนวนจริง
  2. ทุกคนเปลี่ยนคำตอบของตนให้เหมือนกับนักเรียนคนแรกเพื่อให้ทั้งกลุ่มเห็นพ้องกัน
  3. ทั้งชั้นลงคะแนนเลือกเรื่องที่ชอบที่สุด
ดูคำตอบ

นักเรียนหลายคนต่างคนต่างประมาณจำนวนหนังสือบนชั้นจัดแสดง และค่าเฉลี่ยของคำตอบใกล้เคียงกับจำนวนจริง

ไวยากรณ์

when averaged เป็นรูปย่อของ when they are averaged

“when averaged” เป็นอนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อรูป ในบริบทนี้สามารถเขียนเต็มได้ว่า “when they are averaged” โดย “they” อ้างถึงความรู้ การคาดเดา หรือค่าประมาณที่กล่าวมาก่อนหน้า สิ่งเหล่านั้นเป็นฝ่ายถูกนำมารวมและคำนวณค่าเฉลี่ย รูปแบบ when + คำกริยาช่อง 3 พบได้บ่อยในคำอธิบายข้อมูลและการทดลองแบบกระชับ ใช้ได้เมื่อประธานที่ละไว้ชัดเจนและเป็นประธานเดียวกับประโยคหลักเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยอนุประโยคบอกเวลาแบบย่อที่มีความหมายว่า “when the survey responses are averaged”: The survey responses, ____, give a reliable estimate.

ดูคำตอบ

when averaged

A good example of this is trying to guess how many jelly beans are in a jar.

4:59

ตัวอย่างที่ดีคือการลองทายว่ามีเยลลี่บีนกี่เม็ดอยู่ในโหล

Some people will overestimate, การใช้คำ

5:04

บางคนจะทายมากเกินไป

while others will underestimate.

5:07

ขณะที่บางคนจะทายน้อยเกินไป

การใช้คำ

overestimate: ประเมินสูงกว่าค่าจริง

ในประโยคนี้ overestimate หมายถึงการประเมินตัวเลข ปริมาณ ความสามารถ หรือความเป็นไปได้ว่าสูงหรือมากกว่าความเป็นจริง คำนำหน้า over- บอกทิศทางว่าค่าที่ประเมินสูงกว่าความจริง ส่วน Underestimate บอกทิศทางตรงกันข้าม ขณะที่ estimate เพียงคำเดียวไม่ได้บอกว่าประเมินสูงหรือต่ำเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ overestimate: The trip took two hours, but Nina predicted five, so she ____ the travel time.

ดูคำตอบ

overestimated

But collectively,

5:09

แต่เมื่อมองโดยรวม

each member cancels out the errors of the other กริยาวลี

5:10

ความคลาดเคลื่อนของแต่ละคนจะหักล้างกัน

and the group average estimation winds up being smarter than the sum of its parts. โน้ต

5:14

และค่าประมาณเฉลี่ยของกลุ่มกลับฉลาดกว่าผลรวมของสมาชิกแต่ละคนเสียอีก

กริยาวลี

cancel out: ผลที่ตรงข้ามกันหักล้างกัน

ในที่นี้ cancels out หมายถึงข้อผิดพลาดของคนหนึ่งมีผลในทิศทางตรงข้ามกับข้อผิดพลาดของอีกคน ทำให้ข้อผิดพลาดรวมลดลงหรือหายไป วลีนี้กล่าวถึงการหักล้างกัน ไม่ใช่การยกเลิกกิจกรรม คำว่า out ช่วยบอกผลลัพธ์ว่าเมื่อรวมผลที่ตรงข้ามกันแล้ว ผลสุทธิเดิมจะเหลือน้อยมากหรือไม่เหลือเลย รูปแบบนี้ใช้ได้กับข้อผิดพลาด แรง ค่าใช้จ่าย ประโยชน์ เสียง และผลอื่น ๆ ที่ทำงานสวนทางกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ cancel out: Warm sunlight raises the room temperature, but the air conditioner lowers it by the same amount, so the two effects ____.

ดูคำตอบ

cancel out

กริยาวลี

winds up being: ไปถึงสภาพสุดท้าย

ในประโยคนี้ winds up being หมายถึง “สุดท้ายแล้วกลายเป็น” โดยนำเสนอว่าค่าประมาณของกลุ่มที่ฉลาดกว่านั้นเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดพลาดของสมาชิกหักล้างกัน ไม่ได้หมายถึงการไขลานอุปกรณ์ โครงสร้างคือ ประธาน + wind up + being + ส่วนเติมเต็ม ใช้ being เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายเป็นสถานะหรือคุณลักษณะ เช่น winds up being smarter และ wound up being a mistake คำว่า wind เปลี่ยนตามกาลและประธาน ส่วน being ยังคงอยู่ในโครงสร้างเดิม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ไฮไลต์ให้ตรงรูป และใช้รูปปัจจุบันที่สอดคล้องกับประธาน: After all the revisions, the shortest proposal ____ the clearest.

ดูคำตอบ

winds up being

สำนวน

the sum of its parts: การเปรียบเทียบภาพรวมกับส่วนประกอบ

ในที่นี้ the sum of its parts หมายถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้เมื่อพิจารณาส่วนประกอบแต่ละชิ้นแยกกันแล้วรวมสิ่งที่แต่ละส่วนทำได้ ประโยคนี้บอกว่าค่าประมาณเฉลี่ยของกลุ่มทำงานได้อย่างฉลาดกว่าที่จะคาดได้จากสิ่งที่แต่ละส่วนทำได้เพียงลำพัง นี่เป็นการเปรียบเทียบแบบไม่ตรงตัวระหว่างภาพรวมกับส่วนประกอบ ระบบ ทีม หรือผลงานอาจสร้างคุณสมบัติโดยรวมที่ไม่มีส่วนประกอบใดมีได้ตามลำพัง สามารถเปลี่ยนคำคุณศัพท์ตามหัวข้อได้ เช่น greater, better หรือ smarter than the sum of its parts

แบบฝึกหัด

การเปรียบเทียบ “smarter than the sum of its parts” ในที่นี้หมายความว่าอะไร?

  1. กลุ่มนำคะแนนความฉลาดที่เป็นตัวเลขมาบวกกันจริง ๆ
  2. สมาชิกทุกคนฉลาดขึ้นหลังจากเข้าร่วมกลุ่ม
  3. ค่าประมาณที่รวมกันทำงานได้ดีกว่าที่จะคาดจากผลงานของแต่ละส่วนเพียงลำพัง
ดูคำตอบ

ค่าประมาณที่รวมกันทำงานได้ดีกว่าที่จะคาดจากผลงานของแต่ละส่วนเพียงลำพัง

The BBC's demonstration of this is fantastic.

5:20

การสาธิตเรื่องนี้ของ BBC ยอดเยี่ยมมาก

I've linked it down in the description.

5:22

ผมใส่ลิงก์ไว้ในคำอธิบายด้านล่างแล้ว

It's worth watching. ไวยากรณ์

5:23

คุ้มค่าที่จะดู

ไวยากรณ์

It's worth watching: โครงสร้าง be worth + กริยารูป -ing

ในประโยคนี้ It's worth watching หมายความว่า การดูการสาธิตของ BBC มีประโยชน์หรือน่าสนใจมากพอที่จะใช้เวลาดู เป็นการแนะนำในเชิงบวก โครงสร้างคือ be worth + กริยารูป -ing สิ่งที่เราแนะนำจะเป็นประธาน: It is worth watching. หลัง worth ใช้ watching ได้เลย ไม่ใช้ to watch

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำให้สมบูรณ์ด้วย worth และรูป -ing ของ read: This book is ____.

ดูคำตอบ

worth reading

They had 160 people guess the number of jelly beans in a jar. ไวยากรณ์

5:25

พวกเขาให้คน 160 คนทายจำนวนเยลลี่บีนในโหล

ไวยากรณ์

had 160 people guess: have + คน + กริยารูปพื้นฐาน

ตรงนี้ had หมายถึงจัดให้หรือให้ใครทำอะไร ไม่ได้หมายถึงมีหรือเป็นเจ้าของ พวกเขาจัดให้คน 160 คนเป็นผู้ทายในงานทดลอง โครงสร้างคือ have + คน + กริยารูปพื้นฐาน: had + 160 people + guess หลังคนให้ใช้ guess โดยไม่เติม to และ Had แสดงว่าการจัดให้ทำนั้นเกิดขึ้นในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ test หลัง had: The coach had two players ____ the new game.

ดูคำตอบ

test

The guesses ranged from a few hundred to tens of thousands, วลี

5:29

คำตอบมีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยไปจนถึงหลายหมื่น

but the average of all 160 guesses was 4,515.

5:33

แต่ค่าเฉลี่ยของคำตอบทั้ง 160 คำตอบคือ 4,515

วลี

ranged from ... to ...: ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยไปจนถึงหลายหมื่น

รูปกริยา range from A to B ใช้บอกจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดของชุดข้อมูล ในประโยคนี้ ตัวเลขที่เดามีค่าต่ำเพียงไม่กี่ร้อยและสูงถึงหลายหมื่น range ในที่นี้เป็นกริยาที่ไม่ต้องมีกรรม: the guesses ranged from the low endpoint to the high endpoint โดย from นำหน้าจุดแรก และ to นำหน้าจุดที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป range from A to B: In yesterday's test, the class's reading times ____ 12 minutes ____ 35 minutes.

ดูคำตอบ

ranged from · to

Only five beans away from the exact answer. วลี

5:41

ห่างจากคำตอบที่ถูกต้องเพียงห้าเม็ด

วลี

five beans away from the exact answer: ห่างจากคำตอบที่ถูกต้องห้าเมล็ด

รูปแบบ จำนวน + away from + เป้าหมาย ใช้บอกขนาดของความแตกต่าง ในที่นี้ five beans คือผลต่างของตัวเลขระหว่างค่าเฉลี่ยของคำตอบที่เดากับคำตอบที่ถูกต้อง ดังนั้น away from จึงไม่ได้บอกระยะทางทางกายภาพ คำบรรยายนี้เป็นส่วนต่อสั้น ๆ จากประโยคก่อนหน้า ถ้าเขียนเป็นประโยคเต็มจะเป็น: The average was only five beans away from the exact answer.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าผลลัพธ์ต่างจากเป้าหมายสองคะแนน แต่ไม่ได้บอกว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่า?

  1. The result is two points short of the target.
  2. The result is two points over the target.
  3. The result is two points away from the target.
ดูคำตอบ

The result is two points away from the target.

It's amazing to think that in a large enough group, ไวยากรณ์

5:46

น่าทึ่งมากที่คิดว่า ในกลุ่มที่ใหญ่พอ

the errors and shortcomings of everyone else,

5:49

ข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องของคนอื่น ๆ

no matter how annoying they are individually, ไวยากรณ์

5:52

ไม่ว่าแต่ละคนจะน่ารำคาญแค่ไหน

actually can balance and correct our own shortcomings.

5:55

กลับช่วยหักล้างและแก้ไขข้อบกพร่องของเราเองได้จริง ๆ

ไวยากรณ์

in a large enough group: คำคุณศัพท์ + enough หน้าคำนาม

in a large enough group หมายถึง “ในกลุ่มที่มีขนาดถึงระดับที่จำเป็นต่อผลลัพธ์” คำว่า enough ขยาย large ดังนั้นลำดับคือ คำคุณศัพท์ + enough: large enough เมื่อวลีคำคุณศัพท์นี้อยู่หน้าคำนาม รูปแบบคือ a/an + คำคุณศัพท์ + enough + คำนาม: a large enough group โครงสร้างนี้บอกว่าถึงเกณฑ์ที่ต้องการแล้ว ไม่ใช่เพียงว่ากลุ่มใหญ่มาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ large และ enough ตามลำดับที่ถูกต้อง: We need a ____ room for all thirty students.

ดูคำตอบ

large enough

ไวยากรณ์

no matter how annoying they are individually: การยอมรับระดับโดยไม่เปลี่ยนข้อสรุป

no matter how annoying they are individually เป็นอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไขที่ขัดแย้ง รูปแบบ no matter how + คำคุณศัพท์ + ประธาน + คำกริยา ยอมรับว่าระดับอาจสูงมาก แต่ยังยืนยันว่าข้อสรุปหลักคงเดิม อนุประโยคนี้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า how annoying they are ไม่ใช่ลำดับคำแบบคำถาม ในที่นี้ they หมายถึง everyone else และ individually เน้นแต่ละคนเมื่อพิจารณาแยกกัน ซึ่งต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ no matter how ได้ถูกต้องเพื่อยอมรับว่าความยากอาจอยู่ในระดับสูง?

  1. No matter how the route difficult is, we will keep going.
  2. No matter how is the route difficult, we will keep going.
  3. No matter how difficult the route is, we will keep going.
ดูคำตอบ

No matter how difficult the route is, we will keep going.

It feels good,

6:00

เป็นความคิดที่ชวนให้รู้สึกดี

though a little bit strange to think that in a group,

6:01

แม้จะรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่คิดว่า ในกลุ่มหนึ่ง

it's possible for nobody to be correct, ลำดับความ

6:04

อาจไม่มีใครตอบถูกเลย

but for everybody to be right.

6:08

แต่ทุกคนกลับถูกต้องได้

ลำดับความ

nobody to be correct ... for everybody to be right: รายบุคคลกับทั้งกลุ่ม

ประโยคนี้ใช้โครงสร้างคู่ขนานที่สมดุล: for nobody to be correct ... but for everybody to be right คำว่า nobody/everybody และ correct/right อยู่ในตำแหน่งที่สอดคล้องกัน ส่วน but ส่งสัญญาณว่าแนวคิดเปลี่ยนจากการมองทีละคนไปสู่การมองทั้งกลุ่ม ในที่นี้ nobody to be correct หมายความว่าไม่มีคำตอบเดาของคนใดตรงกับคำตอบจริงอย่างพอดี ส่วน everybody to be right ไม่ได้หมายความว่าคำตอบเดาของทุกคนถูกต้องเป็นรายคน แต่สรุปแนวคิดว่าเมื่อนำคำตอบเดาทั้งหมดมารวมหรือหาค่าเฉลี่ย กลุ่มก็ได้คำตอบที่ดี การเปลี่ยนจาก correct ไปใช้คำความหมายใกล้เคียงอย่าง right ทำให้ความขัดแย้งที่ชวนแปลกใจนี้กระชับและจำง่าย

แบบฝึกหัด

ความแตกต่างระหว่าง nobody กับ everybody ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าคำตอบเดาของทุกคนตรงกับคำตอบจริงอย่างพอดี
  2. เปลี่ยนหัวข้อจากการคาดเดาไปเป็นพฤติกรรมทางศีลธรรม
  3. แยกความแม่นยำของแต่ละบุคคลออกจากผลลัพธ์ที่สำเร็จซึ่งเกิดจากทั้งกลุ่ม
ดูคำตอบ

แยกความแม่นยำของแต่ละบุคคลออกจากผลลัพธ์ที่สำเร็จซึ่งเกิดจากทั้งกลุ่ม

And as always,

6:12

และเช่นเคย

thanks for watching.

6:13

ขอบคุณที่รับชมครับ