Stop eating หรือ stop to eat ต่างกันอย่างไร - มินิบทเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
184 คำ 161 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนสั้นนี้เปรียบเทียบ stop ที่ตามด้วย gerund กับ stop ที่ตามด้วย infinitive โดยใช้ตัวอย่างเรื่องการกิน การเรียน การพูด และการพัก เพื่ออธิบายว่ากิจกรรมที่ระบุถูกยุติลง หรือมีการหยุดอีกกิจกรรมหนึ่งเพื่อเริ่มกิจกรรมใหม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. stopped eating. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะเข้าใจว่า stop + กริยาเติม -ing หมายถึงการยุติกิจกรรมที่กริยานั้นระบุโดยตรง จึงใช้บอกได้ว่าใครบางคนเลิกกิน เลิกเรียน เลิกพูด หรือไม่ทำกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่หรือทำเป็นนิสัยต่อไป โดยไม่สับสนกับการหยุดเพื่อทำสิ่งอื่นตามวัตถุประสงค์ 2. stopped to eat. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะแยกออกว่า stop + to-infinitive หมายถึงการหยุดกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเข้าใจได้จากสถานการณ์ เพื่อเริ่มทำกริยาที่อยู่หลัง to เช่น อธิบายได้อย่างถูกต้องว่าคนหนึ่งหยุดเรียนชั่วคราวเพื่อไปกิน ไม่ได้หมายความว่าเขาเลิกกิน 3. clear from the context. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: คุณจะใช้วลีธรรมชาตินี้ได้เมื่อไม่ต้องกล่าวข้อมูลซ้ำ เพราะคำรอบข้างหรือสถานการณ์ทำให้เข้าใจข้อมูลนั้นอยู่แล้ว วลีนี้ช่วยอธิบายการละคำและการกระทำที่แฝงอยู่ได้อย่างชัดเจน รวมถึงกิจกรรมก่อนหน้าที่ไม่จำเป็นต้องระบุในประโยค stop + to-infinitive

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Today's mini English lesson is about using the verb stop.

0:04

บทเรียนภาษาอังกฤษขนาดสั้นในวันนี้เกี่ยวกับวิธีใช้คำกริยา stop

Which sentence is correct? น้ำเสียง/เจตนา

0:07

ประโยคไหนถูกต้อง?

น้ำเสียง/เจตนา

Which sentence is correct? สำหรับเลือกจากชุดตัวเลือก

Which sentence is correct? ใช้ขอให้ผู้ฟังเลือกประโยคที่ถูกต้องจากชุดตัวเลือกที่รู้กันอยู่แล้วหรือมองเห็นได้ ในที่นี้ which ไม่ได้เพียงใช้ถามข้อมูล แต่ยังกำหนดให้ผู้ฟังทำงานเปรียบเทียบด้วย โครงสร้าง Which + คำนามเอกพจน์ + is correct? ใช้เกริ่นคำถามเกี่ยวกับไวยากรณ์ การเลือกใช้คำ การสะกดคำ หรือคำตอบได้

แบบฝึกหัด

คุณแสดงประโยคสองรูปแบบและขอให้อีกฝ่ายเลือกรูปแบบที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ คุณควรถามว่าอย่างไร?

  1. How many sentences are correct?
  2. Why is the sentence correct?
  3. Which sentence is correct?
ดูคำตอบ

Which sentence is correct?

I stopped eating. ไวยากรณ์

0:09

I stopped eating.

ไวยากรณ์

stopped eating: stop + กริยา-ing เพื่อหยุดกิจกรรมนั้น

ใน stopped eating คำว่า eating คือกิจกรรมที่สิ้นสุดลง โครงสร้าง stop + กริยา-ing หมายถึงคนคนหนึ่งกำลังทำกิจกรรมนั้นอยู่ แล้วไม่ทำต่อ I stopped eating หมายถึงก่อนหน้านี้ฉันกำลังกินอยู่ แต่หลังจากนั้นไม่ได้กินต่อ ไม่ได้หมายความว่าฉันหยุดกิจกรรมอื่นเพื่อไปกิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้มีความหมายว่า Maya กำลังกินอยู่แล้วไม่ได้กินต่อ: Maya stopped ____.

ดูคำตอบ

eating

I stopped to eat. ไวยากรณ์

0:10

I stopped to eat.

ไวยากรณ์

stopped to eat: หยุดกิจกรรมอื่นเพื่อกินอาหาร

Stopped to eat หมายถึง “หยุดกิจกรรมอื่นที่กำลังทำอยู่เพื่อจะกินอาหาร” ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่ากิจกรรมที่หยุดคืออะไร บริบทอาจบอกได้ว่าเดิมกำลังเดิน ทำงาน ขับรถ หรือทำอย่างอื่นอยู่ เมื่ออยู่หลัง stop โครงสร้าง to + กริยารูปพื้นฐานจะบอกจุดประสงค์ของการหยุด ในที่นี้ to eat ตอบคำถามว่า “ฉันหยุดทำไม” ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเลิกกินอาหาร

แบบฝึกหัด

เติมรูปของ eat เพื่อให้หมายความว่า Maya หยุดเดินเพื่อกินอาหาร: Maya stopped ____.

ดูคำตอบ

to eat

The answer is

0:12

คำตอบคือ

they're both correct, วลี

0:14

ถูกทั้งคู่เลย

but they mean very different things. วลี

0:16

แต่ว่าความหมายแตกต่างกันมาก

วลี

they're both correct: ทั้งสองรูปถูกต้อง แต่ไม่จำเป็นต้องมีความหมายเหมือนกัน

They're both correct หมายความว่าสิ่งสองอย่างที่กำลังพูดถึงนั้นถูกต้องทั้งคู่ They're เป็นรูปย่อของ they are ส่วน both ชี้ถึงสิ่งจำนวนสองอย่างพอดี และ correct เป็นคำตัดสินว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้อง วลีนี้บอกเพียงว่ารูปทั้งสองเป็นที่ยอมรับหรือถูกต้อง ไม่ได้บอกว่ามีความหมายเหมือนกัน ประโยคที่ถูกต้องสองประโยคยังสามารถสื่อความคิดที่แตกต่างกันมากได้

แบบฝึกหัด

they're both correct บอกข้อมูลอะไรแก่เรา?

  1. สิ่งสองอย่างพอดีถูกต้อง แต่ความหมายอาจยังแตกต่างกันได้
  2. สิ่งสองอย่างพอดีถูกต้องและต้องมีความหมายเหมือนกัน
  3. สิ่งสามอย่างขึ้นไปถูกต้อง
ดูคำตอบ

สิ่งสองอย่างพอดีถูกต้อง แต่ความหมายอาจยังแตกต่างกันได้

วลี

mean very different things: รูปภาษาถูกต้องแต่ความหมายต่างกัน

mean very different things บอกว่าสองสำนวนสื่อความหมายที่แตกต่างกันมาก ในที่นี้ things หมายถึงความหมายหรือแนวคิด ไม่ใช่สิ่งของ ประโยคนี้แยกความถูกต้องทางไวยากรณ์ออกจากความหมาย กล่าวคือ ทั้งสองรูปอาจถูกต้อง แต่ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะแต่ละรูปสื่อคนละอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคสองประโยคถูกต้องตามไวยากรณ์ทั้งคู่ แต่ความหมายต่างกันมาก ประโยคใดสื่อเรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. They make very different things.
  2. They mean very different things.
  3. They are very different meanings.
ดูคำตอบ

They mean very different things.

The first sentence, I stopped eating,

0:18

ประโยคแรก I stopped eating

means that the activity of eating finished. วลี

0:21

หมายความว่ากิจกรรมการกินนั้นจบลงแล้ว

วลี

means that + อนุประโยคอธิบายความหมาย

means that เชื่อมสำนวนที่กำลังอธิบายกับอนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกความหมาย เนื่องจากประธาน The first sentence เป็นเอกพจน์ mean จึงเติม -s แล้ว that ทำหน้าที่นำเข้าสู่คำอธิบาย ในที่นี้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that อธิบายว่า I stopped eating สื่อความหมายอะไร ไม่ได้เพิ่มเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของ mean ตามด้วย that: This sign ____ the library is closed.

ดูคำตอบ

means that

For example, ลำดับความ

0:24

ยกตัวอย่างเช่น

when you're eating your lunch,

0:26

เมื่อคุณกำลังกินข้าวกลางวัน

ลำดับความ

For example: การเปิดกรณีที่เฉพาะเจาะจง

For example เป็นคำบอกทิศทางของเรื่อง คำนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดหรือคำอธิบายทั่วไปไปสู่กรณีที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งกรณี ในที่นี้ คำดังกล่าวใช้เปิดสถานการณ์เกี่ยวกับมื้อกลางวัน ไม่ใช่ส่วนหลักของประโยค ส่วนคำที่ตามหลังต่างหากที่ให้ตัวอย่าง

แบบฝึกหัด

คำขึ้นต้นใดบอกผู้ฟังได้อย่างชัดเจนว่ากำลังจะมีตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงตามมา

  1. For example,
  2. In conclusion,
  3. On the other hand,
ดูคำตอบ

For example,

if you have enough food, ไวยากรณ์

0:27

ถ้าคุณกินอาหารพอแล้ว

then you would stop eating.

0:29

คุณก็จะหยุดกิน (stop eating)

ไวยากรณ์

if ... then ... would: การเชื่อมเงื่อนไขกับผล

อนุประโยคที่มี if ระบุเงื่อนไข คือการมีอาหารเพียงพอ ส่วน then ชี้ไปยังผลภายใต้เงื่อนไขนั้น คือการหยุดกิน ในที่นี้ then หมายถึง “ในกรณีนั้น” ไม่ได้หมายถึง “ต่อจากนั้น” ในด้านเวลาเท่านั้น would นำเสนอผลว่าเป็นสิ่งที่คาดว่าบุคคลนั้นจะทำในตัวอย่างสมมติ โครงสร้างนี้ช่วยให้ติดตามเหตุผลได้ โดยมีเงื่อนไขก่อนและผลที่เป็นไปได้ตามมา

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดบอกโครงสร้างของประโยคได้ถูกต้อง

  1. ทั้งสองคำแสดงเพียงลำดับเวลาของการกระทำสองอย่างที่เสร็จสิ้นแล้ว
  2. “If” ใช้เปิดผล และ “then” ใช้เปิดเงื่อนไข
  3. “If” ใช้เปิดเงื่อนไข และ “then” ใช้เปิดผลของเงื่อนไขนั้น
ดูคำตอบ

“If” ใช้เปิดเงื่อนไข และ “then” ใช้เปิดผลของเงื่อนไขนั้น

You've had enough. การใช้คำ

0:31

คุณกินอิ่มแล้ว

การใช้คำ

You've had enough: ถึงระดับที่เพียงพอแล้ว

Have had enough หมายความว่า ปริมาณหรือระดับของบางสิ่งมาถึงจุดที่เพียงพอแล้ว ณ ตอนนี้ ในบริบทมื้อกลางวันนี้ You've had enough หมายถึง “คุณกินพอแล้ว” โดยเราเข้าใจจากสถานการณ์ว่าสิ่งที่พูดถึงคืออาหาร รูปแบบเดียวกันอาจบอกถึงขีดจำกัดของความอดทนแทนที่จะเป็นปริมาณก็ได้ ตัวอย่างเช่น I've had enough of the noise หมายถึง “ฉันจะไม่ทนเสียงดังนี้อีกแล้ว” ดังนั้นต้องดูบริบทและน้ำเสียงว่า enough หมายถึงอะไร

แบบฝึกหัด

ระหว่างมื้อกลางวัน คนหนึ่งมองจานเปล่าแล้วพูดว่า "You've had enough." ประโยคนี้หมายความว่าอะไรในสถานการณ์นี้?

  1. คนนั้นมีเวลาเพียงพอ
  2. คนนั้นทนสถานการณ์นี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
  3. คนนั้นกินเพียงพอแล้ว
ดูคำตอบ

คนนั้นกินเพียงพอแล้ว

The second sentence, I stopped to eat,

0:32

ประโยคที่สอง I stopped to eat

means that we stopped a different activity in order to eat. วลี

0:34

หมายความว่าเราหยุดกิจกรรมอื่นเพื่อที่จะไปกิน

วลี

in order to eat: บอกจุดประสงค์

In order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำ ในที่นี้ in order to eat อธิบายว่าหยุดทำไม กล่าวคือ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งหยุดลง และการกินคือจุดประสงค์ คำที่อยู่หลัง in order to บอกสิ่งที่คนนั้นต้องการทำ ไม่ใช่กิจกรรมที่จบลง ตัวบอกจุดประสงค์ที่ชัดเจนนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ได้ชัดกว่าการใช้ to เพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

เติมวลีบอกจุดประสงค์สามคำที่ขึ้นต้นด้วย in: Nora left early ____ catch the last bus.

ดูคำตอบ

in order to

For example,

0:39

ยกตัวอย่างเช่น

I was studying English all morning, ไวยากรณ์

0:40

ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาทั้งเช้า

then I stopped to eat.

0:43

แล้วฉันก็หยุดเพื่อไปกินข้าว (stopped to eat)

ไวยากรณ์

was studying English all morning: ฉากหลังที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต

was studying เป็นรูป past continuous: was + studying ใช้แสดงว่าการเรียนกำลังดำเนินอยู่ในช่วงหนึ่งของอดีต ไม่ใช่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ส่วน all morning บอกว่ากิจกรรมนั้นดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งเช้า กิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่นี้ทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้เหตุการณ์ถัดไป เพราะ studying กำลังเกิดขึ้นอยู่ stopped to eat จึงหมายถึงผู้พูดหยุดกิจกรรมนั้นเพื่อไปกินอาหาร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าการเรียนกำลังดำเนินอยู่แล้วเมื่อมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอดีต

  1. I was studying English when the lights went out.
  2. I will study English when the lights go out.
  3. I studied English after the lights went out.
ดูคำตอบ

I was studying English when the lights went out.

You mean I stopped studying to eat. ไวยากรณ์

0:45

คุณหมายถึงฉันหยุดเรียนเพื่อไปกินข้าว

ไวยากรณ์

stopped studying to eat: หยุดอะไรและหยุดเพื่ออะไร

stop + -ing ระบุกิจกรรมที่หยุดลง โดย stopped studying หมายถึงหยุดเรียน ส่วน to + คำกริยาที่ตามมาบอกเหตุผลหรือจุดประสงค์ โดย to eat หมายถึงหยุดเพื่อไปกินอาหาร ให้อ่านสองส่วนตามลำดับ: stop [studying] [to eat] กิจกรรมที่ถูกหยุดมีเพียง studying ส่วน eat คือการกระทำที่ตั้งใจจะทำต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง stop + -ing + to + คำกริยา โดยให้ working เป็นกิจกรรมที่หยุด และ answer เป็นจุดประสงค์: She stopped ____ the door.

ดูคำตอบ

working to answer

But you don't need to repeat studying because it's clear from the context. โน้ต

0:48

แต่คุณไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าเรียนซ้ำ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วจากบริบท

ไวยากรณ์

don't need to repeat: การกระทำนั้นไม่จำเป็น

don't need to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำนั้นไม่จำเป็น ใน don't need to repeat คำว่า repeat เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน จะพูดคำนั้นซ้ำก็ได้ แต่ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำ ในประโยคนี้ คำที่อยู่รอบ ๆ ทำให้เข้าใจความคิดที่ละไว้ได้แล้ว วลีนี้ใช้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ไม่ได้ใช้เพื่อสั่งห้าม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้: I heard you clearly, so you ____ your name.

ดูคำตอบ

don't need to repeat

วลี

clear from the context: เข้าใจจากเบาะแสรอบข้าง

clear from the context หมายความว่าคำหรือประโยคที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เบาะแสมากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่ได้กล่าวโดยตรง from แสดงว่าเบาะแสมาจากไหน ส่วน context หมายถึงภาษาที่เกี่ยวข้องรอบจุดนั้น ในที่นี้ยังสามารถเข้าใจความคิดที่ละไว้ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ ใช้ be clear from the context เมื่อข้อมูลรอบข้างช่วยให้ระบุคำตอบ สิ่งที่กล่าวถึง หรือรายละเอียดที่หายไปได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่เน้นไว้: The missing subject is ____, so the writer does not need to repeat it.

ดูคำตอบ

clear from the context

So if you have stop with verb -ing or the gerund, ไวยากรณ์

0:52

ดังนั้น ถ้าคุณใช้ stop ตามด้วยคำกริยาเติม -ing หรือ gerund

we mean that you stopped that activity.

0:57

เราหมายความว่าคุณได้หยุดกิจกรรมนั้น

ไวยากรณ์

stop with verb -ing or the gerund: หยุดกิจกรรมนั้น

ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ stop with verb -ing or the gerund หมายถึง stop ตามด้วยกริยารูป -ing เช่น stop eating คำว่า gerund ระบุกิจกรรมที่หยุด ดังนั้น stop eating จึงหมายถึงหยุดกิน ในที่นี้ gerund เป็นศัพท์ไวยากรณ์สำหรับกริยารูป -ing ที่ใช้หลัง stop ไม่ได้บอกจุดประสงค์ใหม่หรือการกระทำถัดไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Leo เลิกพูด?

  1. Leo stopped talking.
  2. Leo stopped to talk.
  3. Leo stopped talk.
ดูคำตอบ

Leo stopped talking.

If you say stop with the infinitive, ไวยากรณ์

0:59

ถ้าคุณใช้ stop ตามด้วย infinitive

we mean that you stopped a different activity to start the new one.

1:02

เราหมายความว่าคุณหยุดกิจกรรมหนึ่งเพื่อเริ่มกิจกรรมใหม่

ไวยากรณ์

stop with the infinitive: หยุดพักเพื่อเริ่มการกระทำใหม่

ในคำอธิบายไวยากรณ์นี้ stop with the infinitive หมายถึง stop ตามด้วย to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น stop to eat รูป infinitive ระบุการกระทำใหม่ที่คนคนหนึ่งหยุดพักจากกิจกรรมอื่นเพื่อทำ ดังนั้น stop to eat ไม่ได้หมายถึงเลิกกิน แต่หมายถึงพักสิ่งที่กำลังทำอยู่ แล้วจึงกิน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่านักเดินป่าหยุดพักจากกิจกรรมอื่นเพื่อดื่มน้ำ?

  1. The hikers stopped to drinking water.
  2. The hikers stopped to drink water.
  3. The hikers stopped drinking water.
ดูคำตอบ

The hikers stopped to drink water.

So now you know the difference วลี

1:06

เอาล่ะ ตอนนี้คุณก็รู้ความแตกต่างแล้ว

between stop with the gerund and stop with the infinitive.

1:07

ระหว่าง stop ตามด้วย gerund และ stop ตามด้วย infinitive

วลี

the difference between X and Y: เปรียบเทียบความแตกต่างของสองสิ่ง

รูปแบบ the difference between X and Y ใช้บอกสิ่งที่ทำให้สองอย่างที่เปรียบเทียบกันได้แตกต่างกัน วางสิ่งแรกหลัง between แล้วเชื่อมสิ่งที่สองด้วย and ในที่นี้ X และ Y คือโครงสร้างไวยากรณ์เต็มรูป stop with the gerund และ stop with the infinitive ประโยคนี้เปรียบเทียบโครงสร้างทั้งสอง ไม่ได้เปรียบเทียบเพียงการกระทำที่กริยาด้านหลังสื่อถึง

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบการเปรียบเทียบด้วยหนึ่งคำ: Can you explain the difference ____ a lake and a pond?

ดูคำตอบ

between

And I'm going to stop talking. ไวยากรณ์

1:11

และฉันก็จะหยุดพูดแล้วล่ะ (stop talking)

ไวยากรณ์

I'm going to stop: การกระทำถัดไปที่วางแผนไว้

ใน I'm going to stop โครงสร้าง be going to + กริยารูปพื้นฐานแสดงการกระทำในอนาคตที่ผู้พูดตั้งใจจะทำ am เป็นรูปหนึ่งของ be และ stop เป็นกริยารูปพื้นฐาน ผู้พูดกำลังจบคำอธิบาย ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ฉันตั้งใจจะหยุดตอนนี้” going to ในโครงสร้างนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้ be going to + stop เติมแผนนี้ให้สมบูรณ์: I'm ____ interrupting people.

ดูคำตอบ

going to stop

You've been working really hard, ไวยากรณ์

1:12

คุณตั้งใจเรียนมาอย่างหนัก

ไวยากรณ์

You've been working: กิจกรรมที่ต่อเนื่องมาถึงตอนนี้

You've been working ใช้ present perfect continuous ในโครงสร้าง have + been + คำกริยา-ing โดยสื่อว่างานหรือความพยายามเริ่มขึ้นก่อนหน้านี้และดำเนินมาจนถึงตอนนี้ หรือเพิ่งจบไปแต่ผลยังสำคัญในปัจจุบัน ในประโยคนี้ ความพยายามที่ต่อเนื่องเป็นเหตุผลว่าทำไมการพักจึงเหมาะสม ใช้รูปนี้เมื่อต้องการเน้นระยะเวลาหรือความต่อเนื่องของกิจกรรมล่าสุด มากกว่าเพียงบอกว่ากิจกรรมนั้นเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect continuous ของ work: You ____ really hard all morning, so take a break.

ดูคำตอบ

have been working

so now you can stop to take a break. โน้ต

1:14

ตอนนี้คุณหยุดเพื่อไปพักผ่อนได้แล้ว (stop to take a break)

ไวยากรณ์

stop to take a break: หยุดกิจกรรมหนึ่งเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

ใน stop to take a break คำว่า stop หมายถึงหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ชั่วคราว ส่วน to-infinitive คือ to take a break บอกจุดประสงค์หรือการกระทำถัดไป นั่นคือหยุดเพื่อพัก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ stop to + คำกริยารูปพื้นฐาน ซึ่งอธิบายการหยุดการกระทำหนึ่งเพื่อเริ่มอีกการกระทำหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Mia หยุดวาดภาพชั่วคราวเพื่อจะได้พัก?

  1. Mia stopped to take a break.
  2. Mia stopped taking a break.
ดูคำตอบ

Mia stopped to take a break.

วลี

take a break: หยุดพักสั้น ๆ

Take a break เป็นวลีตายตัวแบบคำกริยากับคำนาม หมายถึงหยุดกิจกรรมชั่วครู่เพื่อพัก ในวลีนี้ break เป็นคำนามที่หมายถึงช่วงพักสั้น ๆ ไม่ใช่การทำให้สิ่งของแตก ให้จำทั้งสามคำเป็นวลีเดียวกัน นอกจากนี้ยังพูดว่า take a short break หรือใช้ take a break from ตามด้วยกิจกรรมได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่เรียนในบทนี้: We have worked for an hour. Let's ____.

ดูคำตอบ

take a break

Stop right now. น้ำเสียง/เจตนา

1:16

หยุดได้เลยตอนนี้

น้ำเสียง/เจตนา

Stop right now: คำสั่งหนักแน่นให้หยุดทันที

Stop right now. เป็นประโยคคำสั่งที่ขึ้นต้นด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน stop โดยละประธาน you ไว้ให้เข้าใจเอง right now ทำให้คำสั่งจากเพียงแค่ “หยุด” กลายเป็น “หยุดทันที” ประโยคนี้ตรงและหนักแน่น ในวิดีโอใช้เป็นมุกปิดท้าย แต่หากไม่มีบริบทที่ชัดเจนว่าเป็นการล้อเล่น อาจฟังดูเร่งด่วน โกรธ หรือเหมือนพยายามควบคุมอีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

คุณต้องการขอให้เพื่อนร่วมชั้นลดเสียงอย่างสุภาพในช่วงอ่านหนังสือตามปกติ การพูดว่า 'Stop right now.' เหมาะสมหรือไม่

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม