English Rewind - 6 Minute English: ความเป็นทางการในที่ทำงาน: บทเรียนภาษาอังกฤษ
BBC Learning English
ภาพรวมวิดีโอ: บทสนทนาจาก BBC อธิบายว่าความเป็นทางการในที่ทำงานของอังกฤษเปลี่ยนไปอย่างไร จากการใช้คำเรียกที่สะท้อนลำดับชั้นและการควบคุมพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ไปสู่การเรียกกันด้วยชื่อจริงและการแต่งกายที่ผ่อนคลายขึ้น พร้อมเปิดเผยผลสำรวจที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับกฎการแต่งกายที่พนักงานต้องการ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. dress code — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: เข้าใจคำที่ใช้ทั่วไปสำหรับกฎว่าในที่ทำงาน โรงเรียน ร้านอาหาร หรืองานต่าง ๆ ควรสวมเสื้อผ้าแบบใด และแยกข้อกำหนดด้านการแต่งกายอย่างเป็นทางการออกจากคำบรรยายสไตล์ส่วนบุคคลทั่วไปได้ 2. I wouldn't have dreamt of calling him Eric, — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: สังเกตว่า wouldn't have dreamt of doing ไม่ได้กล่าวถึงความฝันจริง แต่เน้นว่าการกระทำหนึ่งเคยเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง ไม่เหมาะสม หรือสังคมในเวลานั้นไม่ยอมรับอย่างยิ่ง สามารถใช้เพื่ออธิบายว่าธรรมเนียมหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจเคยจำกัดพฤติกรรมมากเพียงใด 3. dress down Fridays — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: เข้าใจธรรมเนียมในสำนักงานที่ให้พนักงานแต่งตัวเป็นทางการน้อยลงในวันศุกร์ หลังจากแต่งกายเรียบร้อยในวันทำงานอื่น ๆ ความรู้นี้ช่วยให้ตีความบทสนทนาเรื่องวัฒนธรรมสำนักงานและการเปลี่ยนผ่านของที่ทำงานอังกฤษไปสู่บรรยากาศที่เป็นกันเองขึ้นได้
คำอธิบายในบทเรียนนี้
you're about to listen to: be about to + กริยารูปพื้นฐาน
ใน you're about to listen to โครงสร้าง be about to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการกระทำกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า about เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตายตัวนี้ ไม่ได้เป็นคำบุพบทที่แปลว่า เกี่ยวกับ วลีทั้งหมด you're about to listen to ใช้ระบุว่าเป็น program ใด โดยหมายถึงรายการที่คุณจะได้ฟังต่อจากนี้ เมื่อเทียบกับ will แล้ว be about to เน้นว่าเหตุการณ์ใกล้จะเกิดขึ้นมาก
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง be about to ให้สมบูรณ์: The film is ____ begin.
ดูคำตอบ
about to
For more English language learning programs and podcasts,
0:10สำหรับรายการเรียนภาษาอังกฤษและพอดแคสต์เพิ่มเติม
I'm Jackie Dalton and with me today is Neil Edgeller.
0:26ฉัน Jackie Dalton และวันนี้อยู่กับ Neil Edgeller ค่ะ
call me sir: call + คน + ชื่อหรือคำเรียก
ใน call me sir โครงสร้าง call + คน + ชื่อหรือคำเรียก หมายถึงการเรียกคนนั้นด้วยชื่อหรือคำเรียกดังกล่าว call ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโทรศัพท์หา sir เป็นคำเรียกผู้ชายที่สุภาพและเป็นทางการ You don't usually แสดงว่าการเลือกใช้คำนี้เป็นเรื่องผิดจากปกติ การเปลี่ยนมาใช้คำเรียกนี้อย่างกะทันหันทำให้น้ำเสียงเป็นทางการหรือห่างเหินกว่าความสัมพันธ์ตามปกติ
แบบฝึกหัด
ใน You don't usually call me sir คำว่า call me sir หมายถึงอะไร
- โทรศัพท์หาฉันครับท่าน
- เรียกผู้ชายที่ชื่อ Sir ให้มา
- เรียกฉันด้วยคำเรียกว่า sir
ดูคำตอบ
เรียกฉันด้วยคำเรียกว่า sir
don't I?: คำถามท้ายประโยคเพื่อขอคำยืนยัน
don't I? เป็นคำถามท้ายประโยคที่ต่อจากข้อความบอกเล่าเชิงบวก I usually call you Neil ใช้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันหรือเห็นด้วย ไม่ได้ใช้เพื่อเริ่มถามเรื่องใหม่ ใน tag question แบบมาตรฐาน ส่วนท้ายจะใช้ประธานเดิมและกริยาช่วยที่ตรงกับประโยคหลัก แต่สลับรูปบวกกับลบ กริยา call ใน present simple ต้องใช้ do และเมื่อประธานคือ I โดยประโยคหลักเป็นบวก จึงใช้ don't I?
แบบฝึกหัด
เติม tag question แบบมาตรฐานให้สมบูรณ์: Maya plays tennis on Saturdays, ____?
ดูคำตอบ
doesn't she
the way we interact ... is pretty informal: การประเมินวิธีที่ทำสิ่งหนึ่ง
นามวลี the way we interact in the office หมายถึง “วิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กันในสำนักงาน” วลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธาน และ is pretty informal ใช้ประเมินว่ารูปแบบการปฏิสัมพันธ์นั้นค่อนข้างสบาย ๆ และไม่เป็นทางการมาก ใช้ the way + ประธาน + กริยา เป็นนามวลีเมื่อต้องการบรรยายหรือประเมินวิธี นิสัย หรือรูปแบบบางอย่าง ในที่นี้ way หมายถึง “วิธี” ไม่ใช่ถนนหรือทิศทาง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ the way + อนุประโยคเป็นประธานของการประเมินได้ถูกต้อง?
- The way how our team shares ideas are very open.
- The road our team shares ideas is very open.
- The way our team shares ideas is very open.
ดูคำตอบ
The way our team shares ideas is very open.
is formality or lack of formality at work. การใช้คำ
0:50คือความเป็นทางการ หรือความไม่เป็นทางการในที่ทำงานค่ะ
the reason ... is because: การอธิบายสาเหตุในการพูด
โครงสร้าง The reason + อนุประโยค + is because + อนุประโยค จะกล่าวถึงการกระทำหรือสถานการณ์ที่ต้องการอธิบายก่อน แล้วจึงบอกสาเหตุ ในประโยคนี้ ผู้พูดกล่าวก่อนว่าตนเรียกอีกฝ่ายว่า sir แล้วจึงบอกว่าหัวข้อของรายการเป็นสาเหตุ โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้ฟังรู้ก่อนว่ากำลังตอบคำถามว่า “ทำไม” เกี่ยวกับเรื่องใด แล้วจึงได้ฟังเหตุผลที่เจาะจง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างภาษาพูด The reason ... is because ... ให้สมบูรณ์: The ____ I called a taxi ____ the last bus had left.
ดูคำตอบ
reason · is because
formality or lack of formality: โครงสร้างคำนาม lack of + คำนาม
Formality คือคุณลักษณะของการปฏิบัติตามกฎ มารยาท หรือธรรมเนียมที่เป็นทางการ ส่วน lack of formality หมายถึงสัญญาณของความเป็นทางการเหล่านั้นไม่มีอยู่หรือลดลง คำว่า or วางสองความเป็นไปได้นี้ไว้คู่กันในฐานะหัวข้อ ใน lack of formality คำว่า lack เป็นคำนามและตามด้วย of + คำนาม ที่นี่ไม่มีคำนำหน้านาม เพราะวลีนี้กล่าวถึงสภาวะนามธรรมในความแตกต่างแบบทั่วไป แต่ในวลีคำนามที่สมบูรณ์หลายกรณี มักใช้ a lack of ... เช่น a lack of time
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ lack เป็นคำนาม: The delay was caused by a ____ staff.
ดูคำตอบ
lack of
or do you have to be very polite and maybe a bit distant? การใช้คำ
0:58หรือต้องสุภาพมากๆ และอาจจะต้องมีระยะห่างสักหน่อย?
behave in a relaxed way around colleagues: วางตัวสบาย ๆ เมื่ออยู่กับเพื่อนร่วมงาน
วลีนี้หมายถึงการวางตัวอย่างเป็นธรรมชาติและไม่เป็นทางการมากเกินไปเมื่อเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วยหรือเมื่อกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ในที่นี้ around colleagues บอกบริบททางสังคม ไม่ได้หมายถึงการเดินวนเป็นวงกลมรอบเพื่อนร่วมงาน โครงสร้าง behave in a/an + adjective + way ใช้อธิบายลักษณะหรือวิธีการวางตัวของคนคนหนึ่ง ส่วน around + บุคคลหรือกลุ่มคนสามารถบอกได้ว่าพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าใครหรือเมื่ออยู่กับใคร
แบบฝึกหัด
"behave in a relaxed way around colleagues" ในที่นี้หมายความว่าอะไร
- วางตัวอย่างสบายและไม่เป็นทางการมากนักเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
- ยืนล้อมเป็นวงกลมกับเพื่อนร่วมงาน
- ทำงานในสถานที่ที่อยู่ไกลจากเพื่อนร่วมงาน
ดูคำตอบ
วางตัวอย่างสบายและไม่เป็นทางการมากนักเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน
very polite and maybe a bit distant: สุภาพแต่มีระยะห่างทางสังคม
ในที่นี้ distant อธิบายท่าทีทางสังคม คือสุภาพแต่ไม่อบอุ่น ไม่เปิดใจ หรือไม่สนิทเป็นการส่วนตัว ไม่ได้หมายถึงระยะห่างทางกายภาพ maybe และ a bit ช่วยลดความหนักของคำอธิบาย ผู้พูดกำลังบอกอย่างระมัดระวังว่ามีความสงวนท่าทีอยู่บ้าง โดยไม่ได้ยืนยันแรงกว่านั้นว่าผู้คนเย็นชาหรือไม่เป็นมิตร
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบาย "very polite and maybe a bit distant" คำว่า distant หมายถึงอะไร
- อยู่ห่างจากสถานที่ทำงานในเชิงกายภาพ
- ไม่ค่อยอบอุ่นหรือไม่ใกล้ชิดกันทางสังคม
- ไม่สามารถได้ยินอย่างชัดเจน
ดูคำตอบ
ไม่ค่อยอบอุ่นหรือไม่ใกล้ชิดกันทางสังคม
Yes, a dress code is the rules for what you should wear in a certain situation. การใช้คำ
1:03ครับ กฎการแต่งกายก็คือข้อบังคับว่าคุณควรสวมใส่อะไรในสถานการณ์ที่กำหนด
dress code: กฎว่าควรแต่งกายอย่างไร
ในที่นี้ dress code หมายถึงชุดกฎหรือข้อกำหนดว่าคนควรแต่งกายอย่างไรในสถานที่หรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ โดยอาจบอกว่าเสื้อผ้าต้องเป็นทางการแค่ไหน หรือห้ามใส่เสื้อผ้าชนิดใด ในสำนวนนี้ code หมายถึงชุดกฎที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รหัสผ่านหรือโค้ดคอมพิวเตอร์
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงข้อกำหนดการแต่งกายให้ประโยคสมบูรณ์: Does the museum have a ____ for visitors?
ดูคำตอบ
dress code
it means you have to wear smart trousers. การใช้คำ
1:14นั่นหมายความว่าคุณต้องใส่กางเกงสแลคที่ดูสุภาพครับ
no jeans policy: กฎที่ห้ามใส่กางเกงยีนส์
ใน no jeans policy คำว่า no jeans อยู่หน้า policy เพื่อบอกว่ากฎนั้นห้ามอะไร ทั้งสำนวนหมายถึงกฎที่ใช้เป็นประจำว่าห้ามคนใส่กางเกงยีนส์ คำว่า no ใช้คู่กับ jeans สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีกฎเกี่ยวกับกางเกงยีนส์
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึงไม่อนุญาตให้ใส่กางเกงยีนส์ให้ประโยคสมบูรณ์: The club has a ____, so wear other trousers.
ดูคำตอบ
no jeans policy
smart trousers: smart หมายถึงเรียบร้อยและค่อนข้างเป็นทางการ
ใน smart trousers คำว่า smart หมายถึงดูเรียบร้อย ดูดี และเหมาะกับสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ ไม่ได้หมายถึง “ฉลาด” ความหมายที่ใช้บรรยายเสื้อผ้าแบบนี้พบได้บ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติช วลีนี้บอกระดับความเป็นทางการของการแต่งกาย คือกางเกงต้องดูเป็นทางการกว่ากางเกงยีนส์หรือเสื้อผ้าลำลองอื่น ๆ
แบบฝึกหัด
ในกฎของร้านอาหารนี้ smart ใน smart trousers หมายถึงอะไร?
- มีเทคโนโลยีดิจิทัล
- ฉลาด
- เรียบร้อยและเหมาะกับสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ
ดูคำตอบ
เรียบร้อยและเหมาะกับสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ
You're not allowed in if you wear jeans. ไวยากรณ์
1:16คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ้าคุณใส่กางเกงยีนส์
not allowed in: การได้รับอนุญาตให้เข้า
not allowed in หมายถึง “ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป” โดย allowed เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกรรมวาจก be allowed และ in แสดงการเคลื่อนเข้าไปในสถานที่ที่เข้าใจได้จากบริบท วลีนี้เน้นเรื่องสิทธิ์ในการเข้า ไม่ได้หมายความด้วยตัวมันเองว่าคนนั้นอยู่ข้างในแล้วแต่ทำกิจกรรมบางอย่างไม่ได้
แบบฝึกหัด
เติมกฎนี้ด้วยรูปปฏิเสธของ be allowed in: Visitors without tickets are ____.
ดูคำตอบ
not allowed in
Well, in a moment we'll be talking a bit about things have changed for us here.
1:18เอาล่ะ อีกสักครู่เราจะมาคุยกันสักนิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพวกเราที่นี่
A survey was carried out in Britain into dress codes at work. กริยาวลี
1:25มีการสำรวจในอังกฤษเกี่ยวกับกฎระเบียบการแต่งกายในที่ทำงาน
carried out: ดำเนินกิจกรรมที่มีการวางแผน
ใน carried out คำว่า carry out เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “ดำเนินการ ทำ หรือทำกิจกรรมที่มีการวางแผนไว้ให้เสร็จ” ตรงนี้ was carried out หมายความว่าได้มีการทำแบบสำรวจ รูปประโยคแบบถูกกระทำเน้นที่แบบสำรวจ ไม่ใช่คนที่ทำแบบสำรวจ โครงสร้างนี้พบบ่อยเมื่อการกระทำหรือผลลัพธ์สำคัญกว่าผู้กระทำ
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดเติมประโยคได้ถูกต้องด้วยวลีที่หมายถึง “ดำเนินการ”? The researchers _____ a safety test before the launch.
- carried out
- carried on
- carried away
ดูคำตอบ
carried out
And I'd like you to guess what percentage of people น้ำเสียง/เจตนา
1:29และฉันอยากให้คุณเดาว่ามีคนกี่เปอร์เซ็นต์
said they'd prefer to be given a precise dress code. ไวยากรณ์
1:31ที่บอกว่าพวกเขาอยากให้มีกฎระเบียบการแต่งกายที่ชัดเจน
I'd like you to guess: การขอร้องอย่างนุ่มนวล
I'd เป็นรูปย่อของ I would โครงสร้างคือ would like + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน ใน I'd like you to guess ผู้พูดกำลังขอให้ผู้ฟังลองเดาอย่างสุภาพ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดชอบเวลาที่ผู้ฟังเดา เมื่อเทียบกับคำสั่ง Guess โครงสร้างนี้ทำให้คำสั่งนุ่มนวลขึ้น แต่ยังสื่ออย่างชัดเจนว่าผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังทำอะไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดขอให้เพื่อนร่วมงานตรวจสอบยอดรวมอย่างสุภาพแต่ชัดเจน?
- Would you like me to check the total?
- I'd like you to check the total.
- I'd like to check the total myself.
ดูคำตอบ
I'd like you to check the total.
they'd prefer to be given: would prefer + infinitive แบบถูกกระทำ
ใน they'd prefer to be given คำว่า they'd เป็นรูปย่อของ they would ส่วน would prefer to แสดงทางเลือกที่ต้องการ และ to be given เป็น infinitive แบบถูกกระทำ ซึ่งมีโครงสร้าง to be + past participle ในประโยคนี้ people เป็นฝ่ายรับ dress code ไม่ใช่ฝ่ายให้ โครงสร้างนี้ใช้บอกความชอบเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นทำต่อประธานหรือทำให้ประธาน เช่น would prefer to be told, shown, or offered something
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ give: The new employees would prefer to ____ written instructions.
ดูคำตอบ
be given
would prefer to be told what kind of clothes they should wear.
1:36อยากให้บอกมาเลยว่าพวกเขาควรจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน
In other words: กล่าวใจความเดิมด้วยถ้อยคำใหม่
In other words เป็นคำเชื่อมที่บอกว่ากำลังอธิบายความคิดเดิมด้วยคำพูดอีกแบบหนึ่ง ผู้ฟังจึงรู้ว่าสิ่งที่ตามมาจะสื่อใจความหลักเดิมให้ชัดเจนหรือตรงไปตรงมามากขึ้น ในที่นี้ be given a precise dress code ถูกกล่าวใหม่เป็น be told what kind of clothes they should wear ข้อความหลังอธิบายข้อความแรก ไม่ได้เพิ่มความคิดเห็นใหม่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ In other words ได้ถูกต้อง?
- The library will not open today. In other words, could you pass the salt?
- The library will not open today. In other words, my sister bought a bicycle.
- The library will not open today. In other words, it is closed for the whole day.
ดูคำตอบ
The library will not open today. In other words, it is closed for the whole day.
being told what to wear: gerund รูปถูกกระทำ
being told what to wear เป็น gerund รูปถูกกระทำของ tell someone what to wear เมื่ออยู่หลัง like วลีทั้งหมดจะใช้เรียกประสบการณ์หนึ่ง ส่วน being + told แสดงว่าคนเหล่านั้นเป็นฝ่ายรับคำสั่ง ไม่ใช่ฝ่ายออกคำสั่ง เมื่อใช้กับ don't think people like ผู้พูดหมายความว่าโดยทั่วไปคนเราไม่ชอบให้คนอื่นตัดสินใจหรือชี้นำเรื่องเสื้อผ้าของตน โครงสร้าง like/dislike + being + คำกริยาช่อง 3 ใช้บอกความรู้สึกต่อการถูกกระทำบางอย่างได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย gerund รูปถูกกระทำของ tell: Mia dislikes ____ what to wear.
ดูคำตอบ
being told
find out: ได้รู้หรือค้นพบข้อมูล
find out หมายถึงการได้รู้หรือค้นพบข้อมูลที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยมักเกิดขึ้นหลังจากรอ ถาม ตรวจสอบ หรือสืบค้น ในประโยคนี้ สิ่งที่จะได้รู้ภายหลังคือคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่ ต่างจาก find ที่ใช้เมื่อพบคนหรือสิ่งของ find out เน้นการได้ข้อเท็จจริง คำตอบ เหตุผล หรือผลลัพธ์ หลังคำนี้อาจตามด้วยนามวลีหรืออนุประโยคที่เริ่มด้วย whether, why, who หรือคำแสดงคำถามที่คล้ายกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึง “ได้รู้ผลลัพธ์”: We'll ____ tomorrow whether our team qualified.
ดูคำตอบ
find out
Would you say the BBC World Service is a fairly formal place to work?
1:53คุณคิดว่าสถานีวิทยุ BBC World Service เป็นสถานที่ทำงานที่ค่อนข้างเป็นทางการไหมคะ?
serious ... but certainly not formal: ความแตกต่างระหว่าง serious กับ formal
ในประโยคนี้ serious บอกลักษณะงานและบรรยากาศของสถานที่ คือ งานมีความสำคัญและผู้คนปฏิบัติต่องานอย่างจริงจัง ส่วน formal บอกแบบแผนภายนอก เช่น การแต่งกาย คำเรียกขาน มารยาท หรือขั้นตอนที่เคร่งครัด but ใช้เปรียบต่างคุณสมบัติทั้งสอง ส่วน certainly ช่วยเน้น not ประเด็นคือ สถานที่หนึ่งอาจจริงจังกับงานโดยไม่ต้องมีรูปแบบที่เป็นทางการ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า งานมีความสำคัญ แต่รูปแบบของสถานที่ทำงานผ่อนคลาย
- The work is not serious because the workplace is formal.
- The work is serious, but the workplace is not formal.
- The work is formal, but the workplace is not serious.
ดูคำตอบ
The work is serious, but the workplace is not formal.
pretty much: วิธีพูดว่า «เกือบ» แบบไม่เป็นทางการ
pretty much เป็นคำที่ใช้บอกระดับโดยประมาณ มีความหมายว่า «เกือบ», «แทบจะ» หรือ «โดยพื้นฐานแล้ว» ในที่นี้คำนี้ขยาย what they want to wear จึงหมายความว่าผู้คนมีอิสระในการเลือกเสื้อผ้าค่อนข้างมาก วลีนี้เปิดโอกาสให้ยังมีข้อจำกัดหรือข้อยกเว้นเล็กน้อยอยู่ ไม่ได้ยืนยันว่ามีอิสระอย่างสมบูรณ์
แบบฝึกหัด
เติม pretty much ในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์: We've ____ finished the poster; only the title is missing.
ดูคำตอบ
pretty much
That means that they don't call each other Mr. Smith or Mrs. Jones.
2:08นั่นหมายความว่าพวกเขาจะไม่เรียกกันว่า คุณสมิธ หรือ คุณนายโจนส์
are on first name terms: เรียกกันด้วยชื่อต้น
Be on first-name terms หมายถึงคนสองฝ่ายเรียกกันด้วยชื่อต้นแทนการใช้คำนำหน้ากับนามสกุล สำนวนนี้บอกวิธีที่พวกเขาเรียกกันและระยะห่างทางสังคม ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รู้ชื่อของอีกฝ่าย โครงสร้างที่ใช้ทั่วไปคือ be on first-name terms with someone ในคำบรรยาย are on first name terms แสดงถึงรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่โดยทั่วไปไม่เป็นทางการและค่อนข้างเท่าเทียมกัน
แบบฝึกหัด
เลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุด: If two coworkers are on first-name terms, what does that mean?
- พวกเขาเรียกกันด้วยชื่อต้นได้
- พวกเขารู้ชื่อเต็มตามกฎหมายของกันและกัน
- พวกเขาต้องใช้คำนำหน้าและนามสกุลเสมอ
ดูคำตอบ
พวกเขาเรียกกันด้วยชื่อต้นได้
It's another way of saying informal.
2:23มันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการพูดว่า informal (ไม่เป็นทางการ) ครับ
pretty casual: ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ
ในที่นี้ casual บรรยายรูปลักษณ์ของผู้คน คือเสื้อผ้าและสไตล์โดยรวมของพวกเขาไม่เป็นทางการ Pretty เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับที่ใช้ในภาษาพูด หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” ดังนั้น pretty casual จึงหมายถึง “ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ” Casual มีความหมายอื่นในบริบทอื่นได้ เช่น “ไม่ได้วางแผนไว้” หรือ “ไม่ถาวร” คำนามหรือสถานการณ์ที่มันบรรยายช่วยบอกความหมายที่ต้องการ ในที่นี้ใช้กับ look และคนที่ถูกมอง จึงหมายถึงรูปลักษณ์และสไตล์
แบบฝึกหัด
ใน 'People look pretty casual,' คำว่า 'pretty casual' หมายถึงอะไร?
- น่าจะอยู่ที่นั่นโดยบังเอิญ
- ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ
- ดูดีแต่สะเพร่า
ดูคำตอบ
ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ
and things used to be quite different when she joined. ไวยากรณ์
2:30และตอนที่เธอเข้ามาใหม่ๆ อะไรๆ ก็แตกต่างออกไปมาก
Well, it wasn't always so: การเปลี่ยนจากปัจจุบันไปสู่อดีต
ในประโยคนี้ so ใช้แทนสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง It wasn't always so หมายความว่าสถานการณ์นั้นเป็นจริงในตอนนี้ แต่ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้เคยแตกต่างออกไป Well แสดงว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนทิศทางของเรื่องอย่างนุ่มนวล ประโยคนี้เปลี่ยนจากสถานการณ์ปัจจุบันไปสู่ภาพอดีตที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องพูดคำอธิบายก่อนหน้าซ้ำทั้งหมด
แบบฝึกหัด
Well, it wasn't always so. ทำหน้าที่อะไรในข้อความนี้
- จบหัวข้อด้วยการกล่าวแนวคิดเดิมซ้ำ
- ขอให้ผู้ฟังยืนยันสถานการณ์ในปัจจุบัน
- เปลี่ยนจากสถานการณ์ในปัจจุบันไปสู่สถานการณ์ที่แตกต่างกันในอดีต
ดูคำตอบ
เปลี่ยนจากสถานการณ์ในปัจจุบันไปสู่สถานการณ์ที่แตกต่างกันในอดีต
been around the BBC: ประสบการณ์อันยาวนานกับองค์กร
ในที่นี้ been around the BBC หมายความว่าแคร์รี่ใช้เวลาหลายปีทำงานที่ BBC หรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับองค์กร For nearly 30 years และ when she joined แสดงให้เห็นว่าประโยคนี้พูดถึงประสบการณ์อันยาวนานกับองค์กร around ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปรอบอาคาร แต่แสดงว่าแคร์รี่เป็นคนที่รู้จักองค์กรเป็นอย่างดีและสามารถเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันได้
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ been around the BBC หมายความว่าอะไร
- เธอเคยไปเยือน BBC เพียงครั้งเดียว
- เธอมักเดินอยู่รอบด้านนอกของอาคาร BBC
- เธอทำงานที่ BBC หรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ BBC มาเป็นเวลานาน
ดูคำตอบ
เธอทำงานที่ BBC หรือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ BBC มาเป็นเวลานาน
things used to be: สภาพในอดีตที่เปลี่ยนไปแล้ว
Used to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกนิสัยหรือสภาพในอดีตที่ตอนนี้ไม่มีแล้วหรือเปลี่ยนไปแล้ว ใน things used to be quite different คำว่า be เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน และวลีนี้เปรียบเทียบ BBC ในอดีตกับ BBC ในปัจจุบัน ใช้โครงสร้างนี้เมื่อการเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาถึงปัจจุบันเป็นประเด็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่แสดงว่าสภาพในอดีตได้เปลี่ยนไปแล้ว: The town library ____ much smaller before it was renovated.
ดูคำตอบ
used to be
to address her boss: ใช้ชื่อหรือตำแหน่งที่เหมาะสม
ในที่นี้ address someone หมายถึงการพูดกับหรือกล่าวถึงบุคคลหนึ่งโดยใช้ชื่อ ตำแหน่ง หรือคำเรียกเฉพาะ คำถามนี้ถามว่าเธอต้องเรียกเจ้านายว่าอะไร ไม่ได้ถามว่าเจ้านายอาศัยอยู่ที่ไหน โครงสร้างที่พบบ่อยคือ address someone as + ชื่อหรือตำแหน่ง ใช้ได้เมื่อต้องการถามวิธีเรียกใครอย่างเป็นทางการที่ถูกต้อง
แบบฝึกหัด
address her boss ในคำถามหมายถึงอะไร
- เขียนที่อยู่ไปรษณีย์ของเจ้านายลงบนซองจดหมาย
- กล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการต่อเจ้านาย
- ใช้ชื่อหรือตำแหน่งที่เหมาะสมเมื่อพูดกับเจ้านายของเธอ
ดูคำตอบ
ใช้ชื่อหรือตำแหน่งที่เหมาะสมเมื่อพูดกับเจ้านายของเธอ
When I started in the BBC, my boss was very formal.
2:35ตอนที่ฉันเริ่มทำงานที่ BBC เจ้านายของฉันเป็นทางการมากค่ะ
wore a suit and tie: สูทและเนกไทในฐานะชุดทางการแบบดั้งเดิม
wore เป็นรูปอดีตของ wear ส่วน a suit and tie หมายถึงชุดสูทที่ใส่คู่กับเนกไท โดย tie ในที่นี้คือเครื่องแต่งกาย “เนกไท” ในประโยคนี้ การแต่งกายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเจ้านายมีรูปแบบการทำงานที่เป็นทางการมาก วลีนี้มักใช้บรรยายการแต่งกายแบบเป็นทางการดั้งเดิมในที่ทำงานหรืองานพิเศษ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ wear และวลีตายตัวสำหรับชุดทางการเติมประโยคให้สมบูรณ์: For the awards dinner, Sam ____.
ดูคำตอบ
wore a suit and tie
had to call him Mr.: ข้อบังคับในอดีตและการเรียกอย่างเป็นทางการ
had to เป็นรูปอดีตของ have to และแสดงว่าสิ่งนี้เป็นกฎหรือข้อบังคับ ไม่ใช่เพียงความชอบส่วนตัว ส่วน you ในที่นี้ใช้กล่าวแบบทั่วไป หมายถึงพนักงานรวมทั้งผู้พูด call him Mr. หมายถึงเรียกเขาด้วยคำนำหน้าอย่างเป็นทางการว่า Mr. โดย call ในที่นี้หมายถึง “เรียกใครด้วยชื่อหรือคำนำหน้าหนึ่ง” ไม่ใช่ “โทรศัพท์หา” ปกติ Mr. จะอยู่หน้าชื่อสกุลของผู้ชาย การบังคับให้ใช้คำนำหน้านี้แสดงถึงความเป็นทางการและระยะห่างระหว่างเจ้านายกับพนักงาน
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ have to ตามด้วย call him: Our coach was very formal, so we ____ Mr. Lee.
ดูคำตอบ
had to call him
I wouldn't have dreamt of calling him Eric, which was his first name. สำนวน
2:44ฉันไม่เคยคิดฝันว่าจะเรียกเขาว่า Eric ซึ่งเป็นชื่อจริงของเขาเลย
I wouldn't have dreamt of calling him Eric: ฉันไม่มีทางคิดจะเรียกเขาว่า Eric
โครงสร้าง wouldn't have dreamt of + -ing ใช้มองย้อนกลับไปยังอดีตและย้ำอย่างหนักแน่นว่า การกระทำนั้นไม่เคยดูเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือยอมรับได้เลย ในประโยคนี้ ผู้พูดหมายความว่าตนคงไม่คิดจะเรียกเขาว่า Eric เพราะการเรียกด้วยชื่อต้นเป็นการข้ามเส้นแบ่งทางสังคมในเวลานั้น ไม่ได้พูดถึงความฝันตามความหมายตรงตัว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ wouldn't dream of doing: Back then, I wouldn't ____ my teacher by her first name.
ดูคำตอบ
have dreamt of calling
On the other hand, he didn't actually call us um by Miss or Mrs. โน้ต
2:47ในทางกลับกัน เขาไม่ได้เรียกเรา เอ่อ ด้วยคำว่า นางสาว (Miss) หรือ นาง (Mrs.) นะคะ
On the other hand: แนะนำอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างกัน
On the other hand บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปพูดถึงอีกด้านหนึ่งของหัวข้อเดิม ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามหรือแตกต่างกัน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปรียบเทียบวิธีที่เจ้านายเรียกพนักงานกับวิธีที่พนักงานเรียกเจ้านายอย่างเป็นทางการ วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังเชื่อมโยงสองประเด็นเป็นการเปรียบเทียบ แทนที่จะมองว่าประโยคที่สองเป็นหัวข้อใหม่
แบบฝึกหัด
เติมการเปรียบเทียบด้วยคำเชื่อมสี่คำจากบทเรียน: The apartment is small. ____, it is close to school.
ดูคำตอบ
On the other hand
We were called by our first name because we were his underlings. การใช้คำ
2:51เราถูกเรียกด้วยชื่อจริง เพราะเราเป็นลูกน้องของเขา
by Miss or Mrs.: คำนำหน้าชื่อแบบดั้งเดิมและสถานภาพสมรส
Miss และ Mrs. เป็นคำนำหน้าชื่อแบบดั้งเดิมที่วางหน้าชื่อสกุลหรือชื่อเต็มของผู้หญิง ตามธรรมเนียม Miss ใช้กับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน ส่วน Mrs. ใช้กับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จึงใช้สลับกันไม่ได้ ในประโยคนี้ by Miss or Mrs. หมายถึงการเรียกผู้หญิงด้วยคำนำหน้าชื่อแบบเป็นทางการอย่างใดอย่างหนึ่ง การเปรียบต่างกับการเรียกด้วยชื่อต้นสะท้อนมารยาทในที่ทำงานแบบเก่าและลำดับชั้นที่ไม่เท่าเทียม ผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการน้อยกว่าเพราะมีตำแหน่งต่ำกว่า
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ในที่ทำงานสมัยใหม่ หากไม่ทราบคำนำหน้าชื่อที่ผู้หญิงต้องการหรือสถานภาพสมรสของเธอ การใช้ Ms. + surname มักเป็นกลางกว่าการเดาว่าควรใช้ Miss หรือ Mrs.
- ถูกต้อง
- ไม่ถูกต้อง
ดูคำตอบ
ถูกต้อง
we were his underlings: คำเรียกที่เน้นลำดับชั้น
Underlings หมายถึงคนที่มีตำแหน่งหรืออำนาจต่ำกว่าและทำงานภายใต้อำนาจของผู้อื่น คำนี้ไม่ได้เพียงระบุว่าเป็นพนักงาน แต่เน้นลำดับชั้น และมักฟังดูดูแคลน ประชด หรือวิพากษ์วิจารณ์ ใน we were his underlings ผู้พูดใช้คำเรียกที่มีนัยแรงนี้เพื่ออธิบายว่าเหตุใดพนักงานจึงถูกเรียกด้วยชื่อต้น จากนั้น We were his staff กล่าวถึงความสัมพันธ์ในการทำงานอีกครั้งด้วยถ้อยคำที่เป็นกลางกว่า
แบบฝึกหัด
ผู้จัดการกำลังเขียนอีเมลของบริษัทด้วยน้ำเสียงเป็นกลาง ประโยคใดเหมาะสมที่สุด
- Our subordinates will answer your questions.
- Our staff will answer your questions.
- Our underlings will answer your questions.
ดูคำตอบ
Our staff will answer your questions.
But the boss was always called Mr. or Mrs.
2:54แต่เจ้านายจะถูกเรียกว่า คุณผู้ชาย (Mr.) หรือ คุณผู้หญิง (Mrs.) เสมอ
So, they certainly weren't on first name terms.
3:02ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในสถานะที่เรียกชื่อจริงกันอย่างแน่นอน
Well, Carrie also had to face even stricter rules after that.
3:05เอาล่ะ Carrie ยังต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งกว่านั้นอีกในเวลาต่อมา
who ran an office: run ในความหมายว่า “บริหาร”
ในที่นี้ ran เป็นรูปอดีตของ run และหมายถึง “บริหาร” หรือ “รับผิดชอบการดำเนินงาน” office หมายถึงหน่วยงานและงานที่ทำอยู่ ไม่ได้หมายถึงเพียงห้องสำนักงานเท่านั้น อนุประโยค who ran an office ระบุว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครผ่านหน้าที่รับผิดชอบของเธอ กล่าวคือ เธอบริหารสำนักงานที่มีพนักงานหกหรือเจ็ดคน run ในความหมายนี้ยังใช้ใน run a team, run a department และ run a business ได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'Nora runs a busy clinic,' คำว่า runs หมายถึงอะไร
- บริหารงานและพนักงานของคลินิก
- เพียงมีงานบางอย่างทำอยู่ในคลินิก
- เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วภายในคลินิก
ดูคำตอบ
บริหารงานและพนักงานของคลินิก
and the staff had to ask permission if they wanted to go to the toilet. วลี
3:19และพนักงานต้องขออนุญาตหากพวกเขาต้องการจะไปเข้าห้องน้ำ
had to ask permission: จำเป็นต้องขออนุญาต
had to แสดงถึงหน้าที่หรือข้อบังคับในอดีต กล่าวคือ พนักงานจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพียงได้รับคำแนะนำ ส่วน ask permission หมายถึงขออนุญาตก่อนลงมือทำ เมื่อรวมกัน had to ask permission แสดงว่ากฎหรือผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดว่าการกระทำนั้นได้รับอนุญาตหรือไม่ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้ ได้แก่ had to ask permission before doing something และ had to ask permission to do something
แบบฝึกหัด
เติมวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “จำเป็นต้องได้รับอนุญาต”: Before entering the archive, visitors ____.
ดูคำตอบ
had to ask permission
They weren't allowed to just leave the office. ไวยากรณ์
3:22พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกออกไปจากสำนักงานเฉยๆ
weren't allowed to just leave the office: ในอดีตไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไป
โครงสร้าง be allowed to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้บอกว่าได้รับอนุญาตให้ทำบางอย่าง ส่วน weren't allowed to เป็นรูปปฏิเสธในอดีต หมายถึงกฎหรือผู้มีอำนาจไม่อนุญาตให้พวกเขาออกไป just ในที่นี้หมายถึงออกไปเฉย ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือจัดการอย่างอื่นก่อน ประโยคจึงเน้นว่าพวกเขาจะออกไปเมื่อไรก็ได้ตามใจไม่ได้ not allowed to หมายถึงถูกห้าม ไม่ได้หมายถึงไม่จำเป็นต้องทำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปปฏิเสธแบบย่อในอดีตของ be allowed to: During the exam, students ____ use calculators.
ดูคำตอบ
weren't allowed to
and decided if they were too long in the toilet.
3:26และตัดสินว่าพวกเขาอยู่ในห้องน้ำนานเกินไปหรือเปล่า
she timed them: time เป็นคำกริยาหมายถึงจับเวลา
ใน she timed them คำว่า time เป็นคำกริยา หมายถึงวัดว่าใครบางคนใช้เวลานานเท่าใด timed เป็นรูปอดีตแบบธรรมดา และ them หมายถึงคนที่เธอจับเวลา ในที่นี้หมายถึงเธอติดตามว่าพวกเขาใช้เวลาในห้องน้ำนานเท่าใด รูปแบบคือ time + คนหรือกิจกรรม เช่น time the runners หรือ time the test
แบบฝึกหัด
ในประโยค The coach timed the runners โค้ชทำอะไร?
- วัดว่านักวิ่งใช้เวลานานเท่าใด
- ให้เวลาว่างแก่นักวิ่งเพิ่มขึ้น
- ถามนักวิ่งว่าตอนนั้นกี่โมง
ดูคำตอบ
วัดว่านักวิ่งใช้เวลานานเท่าใด
Yeah, to ask permission means to ask if you can do something,
3:31ใช่ครับ การขออนุญาต (ask permission) หมายถึงการถามว่าคุณสามารถทำบางสิ่งได้ไหม
And in our office, we don't have that kind of regime anymore, do we? การใช้คำ
3:36และในสำนักงานของเรา เราไม่มีระบบแบบนั้นอีกแล้ว ใช่ไหมคะ?
that kind of regime anymore: ระบบเข้มงวดที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว
ในประโยคนี้ regime ไม่ได้หมายถึงรัฐบาล แต่หมายถึงระบบกฎและการควบคุมในที่ทำงานที่จัดไว้อย่างเป็นแบบแผน That kind of regime ย้อนกลับไปกล่าวถึงวิธีบริหารคนอย่างเข้มงวด และฟังเป็นเชิงวิจารณ์มากกว่าเป็นกลาง ในโครงสร้างปฏิเสธ don't have ... anymore คำว่า anymore แสดงว่าสถานการณ์นั้นเคยเป็นจริงในอดีต แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อรวมกันจึงหมายความว่าระบบที่เข้มงวดนี้ไม่ได้ใช้อีกต่อไป
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Our office doesn't have that kind of regime anymore,” คำว่า regime หมายถึงอะไร
- รัฐบาลปัจจุบันของประเทศหนึ่ง
- ระบบกฎในที่ทำงานที่เข้มงวด
- ห้องที่พนักงานสามารถออกไปได้
ดูคำตอบ
ระบบกฎในที่ทำงานที่เข้มงวด
We don't have to ask permission if we want to leave the room for a while. ไวยากรณ์
3:40เราไม่ต้องขออนุญาตหากเราต้องการออกจากห้องไปสักพัก
don't have to ask permission: ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต ไม่ใช่ข้อห้าม
Don't have to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำนั้นไม่จำเป็นหรือไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำ Don't have to ask permission จึงหมายความว่าการขออนุญาตเป็นทางเลือก สิ่งที่ถูกปฏิเสธคือหน้าที่ ไม่ใช่การขออนุญาต จึงไม่ได้หมายความว่าห้ามขออนุญาต ผู้พูดกำลังบอกว่าสามารถออกไปช่วงสั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติก่อน
แบบฝึกหัด
ครูพูดว่า “You don't have to ask permission to use the colored pencils.” ครูหมายความว่าอะไร
- คุณใช้สิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องถามก่อน
- คุณไม่สามารถถามใครได้เลย
- คุณถูกห้ามไม่ให้ถามก่อนใช้สิ่งเหล่านั้น
ดูคำตอบ
คุณใช้สิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องถามก่อน
as long as we finish our work: การกำหนดเงื่อนไข
ในประโยคนี้ as long as ใช้นำเสนอเงื่อนไข หมายความว่าเรามีอิสระทำสิ่งที่ต้องการได้ก็ต่อเมื่อทำงานเสร็จ โครงสร้าง as long as + อนุประโยค มักใช้บอกข้อกำหนดที่ทำให้การอนุญาต แผน หรือข้อตกลงเป็นไปได้ ในการใช้นี้ long ไม่ได้หมายถึงความยาวหรือระยะเวลา
แบบฝึกหัด
เติมกฎให้สมบูรณ์ด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยมีเงื่อนไขว่า”: You can use the art room ____ you clean up afterward.
ดูคำตอบ
as long as
Well, we're quite lucky sitting here in our jeans or corduroys
3:51แหม เราโชคดีมากเลยนะที่ได้นั่งอยู่ที่นี่ในชุดกางเกงยีนส์หรือกางเกงผ้าลูกฟูก
because there was a time when that would have been out of the question. โน้ต
3:55เพราะเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรื่องแบบนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
there was a time when: การนำเสนอสถานการณ์ในอดีต
there was a time when เริ่มจากนำเสนอช่วงเวลาหนึ่งในอดีต แล้วอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when จะบอกว่าสิ่งใดเป็นจริงในช่วงนั้น วิธีนี้ช่วยให้ผู้พูดวางกรอบของสถานการณ์ในอดีตก่อนอธิบายรายละเอียด ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าววางความคาดหวังเรื่องการแต่งกายที่เข้มงวดไว้ในอดีต จึงช่วยอธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงรู้สึกโชคดีที่ปัจจุบันใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ได้ โดยทั่วไปโครงสร้างนี้มีประโยชน์ในการจัดลำดับการเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกรอบบอกช่วงเวลาในอดีตจากบทเรียนนี้: There ____ most shops closed on Sundays.
ดูคำตอบ
was a time when
would have been out of the question: ในอดีตคงเป็นไปไม่ได้หรือยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
out of the question เป็นสำนวนที่หมายถึง เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง ยอมรับไม่ได้ หรือไม่ได้รับอนุญาต ในประโยคนี้หมายความว่า ตามมาตรฐานในอดีต การสวมเสื้อผ้าลำลองแบบนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ยอมรับได้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “อยู่นอกคำถาม” would have been เป็นการมองย้อนกลับไปและประเมินตัวเลือกเดียวกันภายใต้เงื่อนไขในอดีต โครงสร้าง modal perfect นี้บอกว่า ในเวลานั้นตัวเลือกดังกล่าวคงไม่ได้รับการยอมรับ
แบบฝึกหัด
would have been out of the question ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร
- ในเวลานั้นคงแค่ดูแปลกเล็กน้อยแต่ยังได้รับอนุญาต
- คงเป็นหัวข้อสำหรับคำถามในภายหลัง
- ในเวลานั้นคงเป็นไปไม่ได้หรือยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ดูคำตอบ
ในเวลานั้นคงเป็นไปไม่ได้หรือยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง
newsreaders: ผู้ประกาศข่าวทางวิทยุหรือโทรทัศน์
newsreader คือผู้ที่นำเสนอข่าวทางโทรทัศน์หรือวิทยุ โดยปกติจะอ่านหรือถ่ายทอดข่าวจากบทที่เตรียมไว้ newsreaders เป็นรูปพหูพจน์ คำนี้พบได้บ่อยเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบบริติช และเป็นชื่อตำแหน่งงานด้านการกระจายเสียง ไม่ได้หมายถึงใครก็ตามที่อ่านข่าวหนึ่งเรื่อง
แบบฝึกหัด
บุคคลใดเหมาะที่จะเรียกว่า newsreader มากที่สุด
- ผู้ที่กำลังนำเสนอข่าววิทยุออกอากาศ
- ผู้ที่กำลังอ่านเว็บไซต์ข่าวอยู่ที่บ้าน
- ผู้ที่กำลังรวบรวมคำให้การของพยานในสถานที่เกิดเหตุ
ดูคำตอบ
ผู้ที่กำลังนำเสนอข่าววิทยุออกอากาศ
the newsreaders, which at those stations at that stage would have been on radio
4:05ผู้ประกาศข่าว ซึ่งสถานีในยุคนั้นจะเป็นวิทยุ
had to wear dinner jackets to read the news การใช้คำ
4:10ต้องใส่เสื้อทักซิโด้ (dinner jackets) เพื่ออ่านข่าว
rather than on television: ตัดอีกทางเลือกหนึ่งออก
rather than ใช้แนะนำอีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกตัดออก ในประโยคนี้ on radio คือคำอธิบายที่คงไว้ ส่วน on television ถูกตัดออกอย่างชัดเจน จึงช่วยระบุว่าสมัยนั้นข่าวถูกส่งผ่านสื่อใด สองส่วนเป็นวลีบุพบทที่มีโครงสร้างขนานกัน คือ on radio rather than on television รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A rather than B โดยให้ A เป็นตัวเลือกหรือคำอธิบายที่เกี่ยวข้อง และตัด B ออก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าประกาศออกอากาศทางวิทยุ ไม่ใช่ทางโทรทัศน์
- The announcement was on radio rather than on television.
- The announcement moved from radio to television.
- The announcement was on radio as well as on television.
ดูคำตอบ
The announcement was on radio rather than on television.
even though nobody could see them other than the other people in the studio. โน้ต
4:12แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย นอกจากคนอื่นๆ ในสตูดิโอ
dinner jackets: เสื้อทางการสำหรับชุด black tie
dinner jacket คือเสื้อแจ็กเก็ตทางการที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดราตรีแบบ black tie สำหรับผู้ชาย ในภาษาอังกฤษแบบบริติช คำนี้มักหมายถึงเสื้อทางการชนิดนี้ ไม่ได้หมายถึงเสื้อแจ็กเก็ตลำลองที่ใส่ขณะรับประทานอาหารเย็น รูปพหูพจน์ dinner jackets สอดคล้องกับ newsreaders ที่เป็นพหูพจน์เช่นกัน ความเป็นทางการของเสื้อผ้าคือประเด็นสำคัญของประโยค แม้ผู้ฟังจะมองไม่เห็นผู้ประกาศข่าววิทยุ พวกเขาก็ยังต้องแต่งตัวเหมือนกำลังไปงานกลางคืนที่เป็นทางการ
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ dinner jackets มากที่สุด
- เสื้อแจ็กเก็ตทางการที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดราตรีแบบ black tie
- เสื้อแจ็กเก็ตลำลองที่ใส่ขณะรับประทานอาหารเย็น
- เสื้อแจ็กเก็ตธรรมดาสำหรับทำงานกลางแจ้ง
ดูคำตอบ
เสื้อแจ็กเก็ตทางการที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดราตรีแบบ black tie
even though: ใช้นำความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจ
even though ใช้นำข้อเท็จจริงที่ขัดกับใจความในประโยคหลัก ในที่นี้ ไม่มีคนนอกสตูดิโอมองเห็นผู้ประกาศข่าว แต่พวกเขาก็ยังต้องสวมดินเนอร์แจ็กเก็ต หลัง even though ต้องเป็นอนุประโยคที่สมบูรณ์: even though + ประธาน + กริยา อนุประโยคนี้แสดงการยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดแย้ง ไม่ได้บอกสาเหตุของการกระทำในประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
เลือกคำเชื่อมที่แสดงความขัดแย้งอย่างน่าประหลาดใจ: The team kept playing ... it was raining.
- so
- because
- even though
ดูคำตอบ
even though
other than the other people in the studio: ระบุข้อยกเว้น
other than ในที่นี้หมายถึง “นอกจาก” หรือ “ยกเว้น” โดยตัดคนที่อยู่ในสตูดิโอออกจากขอบเขตการปฏิเสธกว้าง ๆ ของ nobody could see them ดังนั้น ประโยคนี้หมายความว่าคนนอกสตูดิโอมองไม่เห็นผู้ประกาศข่าว ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยู่ในสตูดิโอเป็นข้อยกเว้น ในรูปแบบนี้ หลัง other than จะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือกลุ่มที่ถูกแยกออกจากข้อความทั่วไป
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'No one was allowed backstage other than the performers,' วลี other than the performers ทำหน้าที่อะไร?
- ระบุข้อยกเว้นเพียงกลุ่มเดียว
- เปรียบเทียบผู้แสดงแต่ละคนเข้าด้วยกัน
- อธิบายว่าทำไมไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปหลังเวที
ดูคำตอบ
ระบุข้อยกเว้นเพียงกลุ่มเดียว
even when they were on radio and no one could see them.
4:17แม้ว่าพวกเขาจะจัดวิทยุและไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย
Yes, a dinner jacket is that very formal style of suit
4:20ใช่ครับ dinner jacket คือชุดสูทสไตล์ที่เป็นทางการมากๆ
It's that black jacket, uh black trousers and a bow tie,
4:30มันคือเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ เอ่อ กางเกงสีดำ และหูหร่าย (bow tie)
Uh this kind of suit is often called a tuxedo as well. การใช้คำ
4:37เอ่อ ชุดสูทแบบนี้มักเรียกว่า ทักซิโด้ (tuxedo) เช่นกันครับ
a tuxedo as: ชื่อเสื้อผ้าก่อน as well
ใน called a tuxedo คำว่า a tuxedo หมายถึงชุดทางการสำหรับช่วงค่ำที่เป็นทางการมาก ซึ่งมักสวมในงานที่กำหนดการแต่งกายแบบ black tie ไม่ใช่สูทธรรมดาสำหรับใส่ทำงานทุกวัน คำว่า tuxedo พบได้บ่อยเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน ส่วนภาษาอังกฤษแบบบริติชมักใช้ dinner jacket เรียกเสื้อผ้าประเภทเดียวกัน ส่วนที่เน้นคร่อมขอบเขตของสองวลี โดย as เป็นคำเริ่มต้นของ as well ซึ่งหมายถึง “ด้วย” และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเสื้อผ้า ให้แบ่งโครงสร้างทั้งหมดเป็น called a tuxedo + as well
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ tuxedo ในประโยคนี้มากที่สุด
- สูทชนิดใดก็ได้ที่ใส่ไปสำนักงาน
- เสื้อแจ็กเก็ตลำลองสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์
- ชุดทางการสำหรับช่วงค่ำในงานแบบ black tie
ดูคำตอบ
ชุดทางการสำหรับช่วงค่ำในงานแบบ black tie
A few decades ago in some workplaces in Britain,
4:42เมื่อหลายสิบปีก่อน ในสถานที่ทำงานบางแห่งในอังกฤษ
this concept of dress down Fridays was introduced. วัฒนธรรม
4:45ได้มีการริเริ่มแนวคิด 'วันศุกร์แต่งตัวสบายๆ' (dress down Fridays) ขึ้น
dress down Fridays: นโยบายที่ทำซ้ำเป็นประจำในที่ทำงาน
Dress down Fridays เป็นชื่อแนวปฏิบัติในที่ทำงานที่อนุญาตให้พนักงานแต่งตัวเป็นทางการน้อยกว่าปกติในวันศุกร์เป็นประจำ ในที่นี้ dress down หมายถึงแต่งตัวสบายขึ้น การใช้ Fridays ในรูปพหูพจน์แสดงว่าเป็นการจัดการที่เกิดซ้ำทุกสัปดาห์ ไม่ใช่วันศุกร์ใดวันศุกร์หนึ่ง เป็นนโยบายที่สถานที่ทำงานบางแห่งนำมาใช้ ไม่ใช่กฎที่ทุกแห่งปฏิบัติ
แบบฝึกหัด
dress down Fridays หมายถึงอะไรในบริบทของที่ทำงานนี้
- นโยบายที่เกิดซ้ำและอนุญาตให้แต่งตัวเป็นทางการน้อยลงในวันศุกร์
- วันศุกร์วันหนึ่งที่สถานที่ทำงานปิดเร็ว
- กฎที่กำหนดให้สวมชุดราตรีทุกวันศุกร์
ดูคำตอบ
นโยบายที่เกิดซ้ำและอนุญาตให้แต่งตัวเป็นทางการน้อยลงในวันศุกร์
หน้าที่สองแบบของ in ใน come in in your jeans
ใน come in in your jeans คำว่า in ที่อยู่ติดกันสองคำทำหน้าที่ต่างกัน คำแรกเป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี come in ซึ่งหมายถึง 'เข้ามา' หรือ 'มาถึงที่ทำงาน' คำที่สองเริ่มวลีบอกการแต่งกาย in your jeans ซึ่งหมายถึง 'สวมกางเกงยีนส์อยู่' ให้แยกโครงสร้างเป็น come in + in your jeans คือบุคคลนั้นมาถึงโดยสวมกางเกงยีนส์ เมื่อคำสั้น ๆ คำเดียวกันปรากฏติดกัน ต้องคงไว้ทั้งสองคำ เพราะแต่ละคำอยู่คนละส่วนของประโยค
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างที่มี in สองคำและหมายถึง 'เดินเข้ามาโดยสวมอยู่': Leo came ____ a dark suit.
ดูคำตอบ
in in
dress down: แต่งตัวให้เป็นทางการน้อยลง
ในที่นี้ dress down หมายถึง 'สวมเสื้อผ้าที่เป็นทางการน้อยกว่าปกติ' การเปรียบเทียบเสื้อเชิ้ต เนกไท หรือสูท กับกางเกงยีนส์หรือเสื้อยืด ทำให้เห็นชัดว่าความหมายนี้เกี่ยวกับการแต่งกาย down สื่อว่าระดับความเป็นทางการลดลง dress down ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งตัวไม่เรียบร้อย แต่หมายถึงการเลือกระดับการแต่งกายที่สบายขึ้น
แบบฝึกหัด
ข้อความเชิญอนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ เติมกริยาวลีที่หมายถึง 'สวมเสื้อผ้าที่เป็นทางการน้อยลง': Guests may ____ for the outdoor lunch.
ดูคำตอบ
dress down
Well, let's have a quick reminder of some of the vocabulary that we've looked at.
5:03เอาล่ะ เรามาทบทวนคำศัพท์ที่เราเพิ่งพูดถึงกันไปสั้นๆ นะคะ
We've had casual, which also means the same as informal.
5:07เรามีคำว่า casual ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ informal
First name terms, which means being able to call somebody by their first name
5:13First name terms ซึ่งหมายถึงการสามารถเรียกใครบางคนด้วยชื่อจริงของเขาได้
We have dress codes, which is the rules about what you should wear.
5:19เรามีคำว่า dress codes ซึ่งก็คือกฎเกี่ยวกับสิ่งที่คุณควรสวมใส่
We've had dinner jacket, which Neil, you just explained,
5:22เรามีคำว่า dinner jacket ซึ่ง Neil คุณเพิ่งอธิบายไป
And we had to ask permission, which means to ask if you can do something,
5:26และเรามีคำว่า to ask permission ซึ่งหมายถึงการถามว่าคุณสามารถทำบางสิ่งได้หรือไม่
And finally, the answer to this week's tricky question.
5:31และสุดท้าย คำตอบสำหรับคำถามหลอกๆ ในสัปดาห์นี้ค่ะ
said they would prefer to have a precise dress code
5:36ที่บอกว่าพวกเขาอยากให้มีกฎระเบียบการแต่งกายที่ชัดเจน
believe it or not: ใช้บอกว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าประหลาดใจ
Believe it or not เป็นวลีแทรกในภาษาสนทนาที่บอกผู้ฟังว่าข้อมูลนั้นอาจน่าประหลาดใจหรือเชื่อได้ยาก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเน้นว่าตัวเลข 85% เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายเพียงใด วลีนี้เป็นการพูดเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ขอให้ผู้ฟังตอบจริง ๆ ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ใช้วลีนี้เพื่อใส่ท่าทีของผู้พูดลงไปในข้อเท็จจริง
แบบฝึกหัด
believe it or not ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง?
- ขอให้ผู้ฟังเลือกว่าเลขนั้นเป็นความจริงหรือไม่
- บอกว่าตัวเลข 85% อาจน่าประหลาดใจ
- แสดงว่าผู้พูดลืมตัวเลขนั้น
ดูคำตอบ
บอกว่าตัวเลข 85% อาจน่าประหลาดใจ
which I find shocking: แสดงความคิดเห็นต่อผลทั้งหมด
ใน which I find shocking คำว่า which ไม่ได้อ้างถึงคำนามที่อยู่ใกล้เพียงคำเดียว แต่ย้อนกลับไปอ้างถึงผลทั้งหมดก่อนหน้า นั่นคือข้อเท็จจริงที่ว่าตัวเลขอยู่ที่ 85% เมื่ออยู่หลังเครื่องหมายจุลภาค อนุประโยค which แบบนี้จะเพิ่มความคิดเห็นที่ไม่จำเป็นต่อใจความหลัก ในโครงสร้าง find + object + adjective คำว่า which เป็นกรรมของ find และ shocking บอกปฏิกิริยาของผู้พูด เท่ากับ “I find this fact shocking.”
แบบฝึกหัด
ใน “Mia won without any practice, which I find amazing,” คำว่า which อ้างถึงอะไร?
- ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ Mia ชนะโดยไม่ได้ฝึกเลย
- เฉพาะ Mia
- เฉพาะการฝึก
ดูคำตอบ
ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ Mia ชนะโดยไม่ได้ฝึกเลย
have got no imagination: การประเมินเชิงลบแบบไม่เป็นทางการ
ใน have got no imagination คำว่า have got หมายถึง “มี” ส่วน no imagination หมายถึงผู้คนไม่ได้แสดงความคิดที่แปลกใหม่หรือสร้างสรรค์เลย ทั้งวลีเป็นการประเมินเชิงตำหนิและมักกล่าวแบบเกินจริง ตรงนี้ have got ไม่ได้หมายถึง “ได้รับมาแล้ว” รูปแบบภาษาพูด have/has got no + คำนาม มีความหมายพื้นฐานเหมือน have/has no + คำนาม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบภาษาพูดแบบบริติช have/has got no: This plan has ____ chance of working.
ดูคำตอบ
got no
that you prefer to work in a fairly informal environment.
5:53ว่าคุณชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นทางการมากกว่า
I can take it from that ... that + ข้อสรุป
ใน I can take it from that คำว่า take it หมายถึง “อนุมานหรือเข้าใจข้อสรุป” และ from that ย้อนกลับไปอ้างถึงหลักฐานในคำพูดก่อนหน้า ส่วน it ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ โครงสร้างเต็มคือ take it from + หลักฐาน + that + ข้อสรุป ในประโยคนี้ ข้อสรุปคือ Neil ชอบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ค่อนข้างไม่เป็นทางการ
แบบฝึกหัด
I can take it from that ในตัวอย่างหมายความว่าอะไร
- ฉันสามารถอนุมานข้อสรุปจากสิ่งที่คุณเพิ่งพูดได้
- ฉันสามารถนำสิ่งของออกจากสถานที่นั้นได้จริง
- ฉันสามารถรับสิ่งของที่คุณกำลังยื่นให้ได้
ดูคำตอบ
ฉันสามารถอนุมานข้อสรุปจากสิ่งที่คุณเพิ่งพูดได้
what I'm wearing ... is what I wore in bed: มุกล้อตัวเอง
ตามความหมายตรงตัว ผู้พูดบอกว่าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตอนนี้เป็นชุดเดียวกับที่ใส่ตอนนอน ในบริบทนี้ การเปรียบเทียบที่ชวนสะดุดใจเป็นมุกล้อตัวเองว่าแต่งตัวสบายมาก ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การแนะนำให้ใส่ชุดนอนไปทำงาน แต่เป็นการพูดขำ ๆ เพื่อสนับสนุนว่าผู้พูดชอบสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นทางการ
แบบฝึกหัด
ตัดสินการตีความนี้: ผู้พูดกำลังให้คำแนะนำอย่างจริงจังว่าคนเราควรใส่อะไรไปทำงาน
- ไม่จริง
- จริง
ดูคำตอบ
ไม่จริง
do join us again soon: do ที่ใช้เน้นคำเชิญ
ใน do join us again soon คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นความหมาย ไม่ใช่กริยาหลักที่แปลว่า “ทำ” ประโยคคำสั่งเชิงบอกเล่าพื้นฐานคือ Join us again soon การวาง do หน้ากริยารูปพื้นฐาน join ทำให้คำเชิญมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งยังฟังดูอบอุ่นและให้กำลังใจ ใกล้เคียงกับความหมายว่า “โปรดกลับมาอีกจริง ๆ” โครงสร้าง do + กริยารูปพื้นฐานใช้เสริมความหนักแน่นให้คำเชิญ คำขอ และคำให้กำลังใจเชิงบอกเล่าได้
แบบฝึกหัด
เติมกริยาช่วยให้คำเชิญของผู้ดำเนินรายการฟังดูอบอุ่นและเน้นย้ำ: ____ join us again next week.
ดูคำตอบ
Do