คุณใช้สมองของคุณไปกี่เปอร์เซ็นต์? - Richard E. Cytowic: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
745 คำ 163 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้หักล้างคำกล่าวที่ว่ามนุษย์ใช้สมองเพียง 10% โดยย้อนดูที่มาของความเชื่อผิด ๆ และอธิบายว่าสมองต้องใช้พลังงานมหาศาลเพียงใด นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการทำงานแบบเลือกเฉพาะเซลล์ประสาทบางส่วนช่วยประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร และเหตุใดข้อจำกัดด้านพลังงานจึงทำให้การทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้ผลดี ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. enduring myth — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้คำที่จับคู่กันอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อกล่าวถึงความเชื่อผิดที่ยังคงอยู่เป็นเวลานาน และนำไปใช้เกริ่นถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ฝังรากลึกในบทอธิบายทางวิทยาศาสตร์ บทวิจารณ์สังคม หรือข้อโต้แย้ง 2. known as sparse coding, — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: สังเกตวิธีเขียนเชิงวิทยาศาสตร์ที่อธิบายกลไกก่อนแล้วจึงบอกชื่อศัพท์เฉพาะ ในที่นี้วลีดังกล่าวนำเสนอศัพท์ประสาทวิทยาสำหรับกลไกที่ใช้เซลล์ซึ่งทำงานเพียงส่วนน้อยเพื่อส่งข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ 3. powerful, power, powerful. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการใช้คำที่มีรากเดียวกันซ้ำเพื่อเชื่อมสองความหมาย คือสมองมีความสามารถสูง แต่การรักษาความสามารถนั้นต้องใช้พลังงานมาก คุณจะสามารถเข้าใจและใช้การเล่นคำลักษณะนี้เพื่อสรุปคำอธิบายให้กระชับและน่าจดจำ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

An enduring myth says we use only 10% of our brain. โน้ต

0:06

มีความเชื่อผิดๆ ที่สืบต่อกันมานานว่าเราใช้สมองเพียง 10% เท่านั้น

วลี

enduring myth: ความเชื่อผิด ๆ ที่คงอยู่มานาน

ในประโยคนี้ an enduring myth หมายถึงความคิดที่ผิดซึ่งผู้คนยังคงเชื่อกันมาเป็นเวลานาน myth ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องเล่าหรือตำนานแบบดั้งเดิม ในงานเขียนด้านวิทยาศาสตร์ คำนี้ระบุว่าคำกล่าวที่คนจำนวนมากยอมรับนั้นไม่เป็นความจริง Enduring เพิ่มความหมายว่าความเชื่อนี้ยังคงอยู่แม้จะมีหลักฐานหรือมีความพยายามแก้ไขแล้ว วลีนี้ใช้เกริ่นถึงความเข้าใจผิดที่ผู้พูดกำลังจะตรวจสอบหรือโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

ในประโยควิทยาศาสตร์นี้ an enduring myth หมายถึงอะไร

  1. รายงานใหม่ที่ข้อเท็จจริงยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
  2. เรื่องเล่าแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือวีรบุรุษในสมัยโบราณ
  3. ความคิดที่ผิดซึ่งยังคงมีผู้เชื่อกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานาน
ดูคำตอบ

ความคิดที่ผิดซึ่งยังคงมีผู้เชื่อกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานาน

ลำดับความ

we use only 10% of our brain: คำกล่าวอ้างที่นำเสนอไว้เพื่อแก้ไข

อนุประโยค we use only 10% of our brain คือคำกล่าวอ้างที่ถูกนำเสนอไว้เพื่อแก้ไขในภายหลัง ไม่ใช่ข้อสรุปของผู้บรรยายเอง กรอบการรายงาน An enduring myth says แสดงว่าทุกอย่างหลัง says เป็นเนื้อหาของความเชื่อผิด ๆ นั้น นี่เป็นโครงสร้างที่พบบ่อยในการหักล้างความเชื่อผิด ๆ คือกล่าวคำกล่าวอ้างที่ผิดให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงจัดหลักฐานเพื่อทดสอบหรือปฏิเสธมัน ขณะอ่าน ให้เชื่อมกรอบการรายงานกับคำกล่าวอ้างไว้เสมอ เพื่อไม่ให้เข้าใจความเชื่อที่ถูกนำมาเล่าว่าเป็นจุดยืนของผู้เขียน

แบบฝึกหัด

we use only 10% of our brain ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์สุดท้ายของผู้บรรยาย
  2. กล่าวถึงคำกล่าวอ้างที่ผิดซึ่งคำอธิบายต่อไปจะโต้แย้ง
  3. เพิ่มข้อเท็จจริงอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อผิด ๆ
ดูคำตอบ

กล่าวถึงคำกล่าวอ้างที่ผิดซึ่งคำอธิบายต่อไปจะโต้แย้ง

The other 90% standing idly by for spare capacity. สำนวน

0:09

อีก 90% ที่เหลือถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เพื่อเป็นพื้นที่สำรอง

สำนวน

standing idly by: อยู่นิ่งโดยไม่ทำอะไรหรือไม่ได้ถูกใช้งาน

Stand idly by หมายถึงอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ทำอะไร มักสื่อว่าสามารถหรือควรลงมือทำได้ จึงอาจมีน้ำเสียงเชิงตำหนิ ในที่นี้ standing idly by บรรยายสมองอีก 90% ราวกับเป็นคนที่ยืนรออยู่ด้านข้าง การทำให้สิ่งไม่มีชีวิตมีลักษณะเหมือนคนนี้นำเสนอว่าความสามารถของสมองส่วนนั้นไม่ได้ถูกใช้งาน ส่วน by เป็นส่วนหนึ่งของวลีทั้งหมด ไม่ได้แปลว่า “โดยวิธี” แยกต่างหาก

แบบฝึกหัด

standing idly by ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. มันยังไม่ได้ใช้งาน ราวกับกำลังรออยู่ด้านข้าง
  2. มันเพิ่มพื้นที่จัดเก็บทั้งหมดของสมอง
  3. มันทำงานอย่างเงียบ ๆ ผ่านขีดความสามารถสำรอง
ดูคำตอบ

มันยังไม่ได้ใช้งาน ราวกับกำลังรออยู่ด้านข้าง

Hucksters promised to unlock that hidden potential with methods based on neuroscience. โน้ต

0:13

พวกนักต้มตุ๋นสัญญาว่าจะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่นั้นด้วยวิธีการทางประสาทวิทยา

การใช้คำ

Hucksters: นักขายที่โอ้อวดหรือหลอกลวง

Huckster คือคนที่ขายหรือส่งเสริมบางสิ่งด้วยวิธีเร่งเร้า พร้อมคำกล่าวอ้างที่เกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด คำนามนี้มีความหมายเชิงตำหนิอย่างชัดเจน ไม่ใช่คำเรียกผู้ขายแบบเป็นกลาง การเรียกคนเหล่านี้ว่า Hucksters แสดงว่าผู้เขียนไม่เชื่อคำสัญญาที่ว่าจะปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ การอ้าง neuroscience ถูกนำเสนอเป็นบรรจุภัณฑ์ทางการขายให้กับวิธีการที่น่าสงสัย แม้ว่าคำนี้เพียงคำเดียวจะยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีอาชญากรรมใดโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

Hucksters ในตัวอย่างแสดงทัศนคติแบบใด

  1. ผู้เขียนชื่นชมพวกเขาว่าเป็นครูด้านประสาทวิทยาที่เก่ง
  2. ผู้เขียนไม่ไว้ใจพวกเขาและมองว่าคำสัญญาของพวกเขาเป็นคำพูดขายของที่หลอกลวง
  3. ผู้เขียนเพียงระบุอย่างเป็นกลางว่าคนเหล่านี้ขายผลิตภัณฑ์
ดูคำตอบ

ผู้เขียนไม่ไว้ใจพวกเขาและมองว่าคำสัญญาของพวกเขาเป็นคำพูดขายของที่หลอกลวง

สำนวน

unlock that hidden potential: อุปมาของการพัฒนาความสามารถ

ใน unlock that hidden potential คำว่า unlock ใช้เป็นอุปมา โดยจินตนาการว่าศักยภาพเป็นสิ่งที่ถูกล็อกเก็บไว้ และอ้างว่าวิธีเหล่านี้จะปลดปล่อยความสามารถที่มีอยู่แล้ว ส่วน that hidden potential หมายถึงพลังสมองที่คำกล่าวในบริบทอ้างว่าผู้คนยังไม่ได้ใช้ วลีนี้อาจฟังดูให้ความหวัง แต่ในที่นี้คำว่า hucksters และ hidden ทำให้มันกลายเป็นคำโฆษณาขายของ พวกเขาสร้างความคาดหวังว่ามีความสามารถลึกลับรอให้ค้นพบ เพื่อทำให้วิธีของตนดูทรงพลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาจากอุปมาที่เน้นไว้: A supportive coach can help young athletes ____ their potential.

ดูคำตอบ

unlock

But all they really unlock is your wallet. สำนวน

0:19

แต่สิ่งที่พวกเขาปลดล็อกจริงๆ มีแค่กระเป๋าสตางค์ของคุณ

สำนวน

all they really unlock is your wallet: การหักมุมแบบประชด

ประโยคนี้ใช้ unlock ซ้ำจากคำสัญญาก่อนหน้าที่ว่าจะ unlock hidden potential แต่เปลี่ยนกรรมเป็น your wallet การใช้คำซ้ำนี้สร้างมุกหักมุม โดยผลประโยชน์ที่สัญญาไว้ถูกแทนที่ด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง your wallet ใช้แทนเงินของคุณ ผู้พูดกำลังประชดว่าเหล่าผู้ขายไม่ได้ปลดปล่อยความสามารถของคุณ พวกเขาเพียงทำให้คุณยอมจ่ายเงินได้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ all they really unlock is your wallet สื่อความหมายว่าอย่างไร?

  1. พวกเขาสอนวิธีจัดการเงินให้คุณ
  2. พวกเขาช่วยให้คุณค้นพบความสามารถที่ยังไม่ได้ใช้
  3. ผลลัพธ์หลักของพวกเขาคือทำให้คุณเสียเงิน
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์หลักของพวกเขาคือทำให้คุณเสียเงิน

2/3 of the public and nearly half of science teachers mistakenly believe the 10% myth. ลำดับความ

0:22

2 ใน 3 ของคนทั่วไปและเกือบครึ่งหนึ่งของครูสอนวิทยาศาสตร์เชื่อในเรื่องความเชื่อผิดๆ 10% นี้

ลำดับความ

2/3 of the public ... nearly half of science teachers: หลักฐานแบบวางคู่กัน

วลีบอกสัดส่วนสองวลีนี้เป็นหลักฐานที่วางคู่กันเกี่ยวกับคนคนละกลุ่ม โดย 2/3 หมายถึงประชาชนทั่วไป ส่วน nearly half หมายถึงครูวิทยาศาสตร์ อย่านำสองสัดส่วนนี้มารวมเป็นสถิติเดียวของคนกลุ่มเดียวกัน ประโยคเริ่มจากประชาชนทั่วไปแล้วกล่าวถึงครูวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่าจะใกล้ชิดกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า จึงช่วยเน้นว่าความเชื่อผิด ๆ นี้แพร่หลายมาก ตัวเลขเหล่านี้แสดงทั้งขอบเขตการแพร่กระจายและการคงอยู่ที่น่าประหลาดใจของความเข้าใจผิดนี้

แบบฝึกหัด

เหตุใดประโยคนี้จึงให้ตัวเลขของประชาชนทั่วไปและครูวิทยาศาสตร์แยกกัน

  1. เพื่อเปรียบเทียบว่าแต่ละกลุ่มใช้สมองมากเพียงใด
  2. เพื่อแสดงว่าความเชื่อผิด ๆ นี้แพร่หลายและเข้าถึงแม้แต่กลุ่มที่คาดว่าน่าจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์
  3. เพื่อรวมคนทั้งสองกลุ่มเป็นประชากรกลุ่มเดียวที่มีเปอร์เซ็นต์เดียว
ดูคำตอบ

เพื่อแสดงว่าความเชื่อผิด ๆ นี้แพร่หลายและเข้าถึงแม้แต่กลุ่มที่คาดว่าน่าจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์

In the 1890s,

0:28

ในช่วงทศวรรษที่ 1890

William James,

0:29

วิลเลียม เจมส์

the father of American psychology,

0:30

บิดาแห่งจิตวิทยาอเมริกัน

said,

0:32

กล่าวไว้ว่า

"Most of us do not meet our mental potential." วลี

0:32

"พวกเราส่วนใหญ่ไปไม่ถึงศักยภาพทางความคิดของตนเอง"

วลี

meet our mental potential: ไปถึงระดับความสามารถที่ทำได้

ใน meet our mental potential คำว่า meet หมายถึง “ไปถึงหรือบรรลุ” ไม่ใช่ “พบเจอ” วลีนี้บอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาหรือใช้ความสามารถทางความคิดจนถึงระดับที่ตนสามารถทำได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ meet + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + potential เช่น meet my potential หรือ meet their potential ในที่นี้ mental ระบุชนิดของความสามารถ ประโยคนี้ไม่ได้อ้างว่าสมองมีเปอร์เซ็นต์คงที่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกใช้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ meet: The team has not ____ its potential yet.

ดูคำตอบ

met

James meant this as a challenge, ไวยากรณ์

0:35

เจมส์หมายถึงสิ่งนี้เพื่อเป็นความท้าทาย

not an indictment of scant brain usage. การใช้คำ

0:37

ไม่ใช่การกล่าวโทษว่าเราใช้สมองน้อยเกินไป

ไวยากรณ์

mean X as A, not B: ความหมายที่ตั้งใจไว้กับการตีความผิด

โครงสร้าง mean X as A, not B บอกว่าเจตนาคือให้เข้าใจ X ว่าเป็น A และปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าการตีความเป็น B นั้นไม่ถูกต้อง ในที่นี้ this คือสิ่งที่เจมส์พูด a challenge คือความหมายที่ตั้งใจไว้ และ an indictment คือความหมายที่ถูกปฏิเสธ ในบริบทนี้ challenge นำเสนอคำพูดดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนใช้ศักยภาพมากขึ้น ส่วน not an indictment ชี้ว่าไม่ได้เป็นการกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าผู้คนใช้สมองน้อยเกินไป ให้อ่านสองส่วนนี้เป็นการแก้ความเข้าใจผิดครั้งเดียว ไม่ใช่ข้อความสองเรื่องที่แยกจากกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ mean X as A, not B: He ____ the question ____ an invitation, ____ a complaint.

ดูคำตอบ

meant · as · not

การใช้คำ

indictment of scant brain usage: การกล่าวหาเชิงเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการ

ในที่นี้ indictment ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการวิจารณ์หรือกล่าวหาอย่างรุนแรงและเป็นทางการ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาจริงในศาล วลี of scant brain usage ระบุสิ่งที่จะถูกวิจารณ์ ส่วน scant หมายถึงมีอยู่อย่างจำกัดมากหรือน้อยกว่าที่ควร เนื่องจากตัวอย่างเต็มกล่าวว่า not an indictment ผู้เขียนจึงกำลังปฏิเสธความคิดที่ว่าเจมส์ตำหนิผู้คนอย่างรุนแรงว่าใช้ศักยภาพของสมองน้อยเกินไป

แบบฝึกหัด

indictment ในที่นี้หมายถึงอะไร? The empty shelves were an indictment of the store's poor planning.

  1. การปรับปรุงแผนเพียงเล็กน้อย
  2. ข้อกล่าวหาทางกฎหมายอย่างเป็นทางการที่ยื่นต่อศาล
  3. คำวิจารณ์อย่างรุนแรงที่แสดงถึงความล้มเหลวร้ายแรง
ดูคำตอบ

คำวิจารณ์อย่างรุนแรงที่แสดงถึงความล้มเหลวร้ายแรง

But the misunderstanding stuck. การใช้คำ

0:39

แต่ความเข้าใจผิดนี้ก็ฝังรากลึก

การใช้คำ

the misunderstanding stuck: ความเข้าใจผิดไม่ได้หายไป

ในที่นี้ stuck เป็นรูปอดีตของ stick เมื่อใช้กับความคิดหรือความประทับใจ จะหมายความว่าสิ่งนั้นยังคงถูกจดจำ พูดซ้ำ หรือเชื่อต่อไป แทนที่จะหายไป ดังนั้น ประโยคนี้จึงหมายความว่าความเข้าใจผิดยังคงอยู่ คำว่า But แสดงความขัดแย้งกับผลที่อาจคาดไว้ ส่วน stuck ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่ติดอยู่ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ stick ที่หมายถึง “ยังคงถูกใช้ต่อไป”: Everyone laughed at the nickname at first, but it ____.

ดูคำตอบ

stuck

Also,

0:41

นอกจากนี้

scientists couldn't figure out for a long time กริยาวลี

0:42

นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถค้นพบได้เป็นเวลานาน

กริยาวลี

figure out: เข้าใจหรือค้นพบคำตอบ

figure out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการเข้าใจบางสิ่งหรือค้นพบคำตอบด้วยการคิด ตรวจสอบ หรือลองทำ ในที่นี้หมายความว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ต้องการได้เป็นเวลานาน ข้างหลังสามารถตามด้วยนามวลี เช่น figure out the problem หรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย why, how หรือ what หากข้อมูลที่ต้องการค้นหาชัดเจนอยู่แล้วจากบริบท ก็สามารถละกรรมได้เช่นเดียวกับในคำบรรยายนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “เข้าใจหลังจากคิด”: Can you ____ why this code does not work?

ดูคำตอบ

figure out

the purpose of our massive frontal lobes, วัฒนธรรม

0:45

ถึงจุดประสงค์ของสมองกลีบหน้าอันใหญ่โตของเรา

or broad areas of the parietal lobe.

0:47

หรือพื้นที่กว้างขวางของสมองกลีบข้าง

วัฒนธรรม

frontal lobes ... parietal lobe: บริเวณของสมอง

“Frontal lobes” และ “parietal lobe” เป็นชื่อทางกายวิภาคของบริเวณขนาดใหญ่ในสมอง frontal lobes คือสมองกลีบหน้าซึ่งอยู่ด้านหน้า ส่วน parietal lobes คือสมองกลีบข้างซึ่งอยู่ถัดไปด้านหลังและค่อนไปทางส่วนบนของสมอง คำว่า “lobe” ในที่นี้หมายถึงส่วนแบ่งใหญ่ทางกายวิภาค ไม่ใช่ใบไม้ ในประโยคนี้ คำเหล่านี้ระบุบริเวณสมองที่กำลังถูกตั้งคำถามว่ามีหน้าที่อะไร ความหมายพื้นฐานทางกายวิภาคนี้ช่วยให้ติดตามคำอธิบายต่อไปเกี่ยวกับหน้าที่ของบริเวณเหล่านี้ได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ frontal lobes และ parietal lobe หมายถึงอะไร

  1. ชื่อบริเวณทางกายวิภาคของสมอง
  2. ชื่อเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเกี่ยวกับสมอง
  3. ชื่อใบไม้ทั่วไป
ดูคำตอบ

ชื่อบริเวณทางกายวิภาคของสมอง

Damage didn't cause motor or sensory deficits, การใช้คำ

0:50

ความเสียหายไม่ได้ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวหรือการรับความรู้สึก

so authorities concluded they didn't do anything.

0:53

ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงสรุปว่าพวกมันไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลย

การใช้คำ

motor or sensory deficits: ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวหรือการรับความรู้สึก

“Motor or sensory deficits” หมายถึงการสูญเสียหรือความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวหรือการรับความรู้สึก motor เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว ส่วน sensory เกี่ยวข้องกับการรับหรือประมวลผลข้อมูลจากประสาทสัมผัส เช่น การสัมผัส และ deficits หมายถึงหน้าที่ที่หายไปหรือต่ำกว่าระดับปกติ วลีนี้ระบุปัญหาที่เห็นได้ชัดซึ่งความเสียหายไม่ได้ก่อให้เกิดขึ้น จากนั้นประโยคบอกถึงข้อสรุปในอดีตที่ผิดพลาดว่า เมื่อไม่พบการสูญเสียด้านการเคลื่อนไหวหรือการรับความรู้สึก บริเวณสมองที่เสียหายจึงถูกมองว่าไม่มีหน้าที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการแพทย์ที่ตรงความหมายว่าปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือการรับความรู้สึก: After the injury, doctors checked for ____.

ดูคำตอบ

motor or sensory deficits

For decades,

0:56

เป็นเวลาหลายทศวรรษ

these parts were called silent areas, วัฒนธรรม

0:57

ส่วนเหล่านี้ถูกเรียกว่าพื้นที่เงียบ

วัฒนธรรม

silent areas: ศัพท์ประวัติศาสตร์ทางประสาทวิทยา

Silent areas เป็นชื่อที่ใช้ในประสาทวิทยายุคแรกสำหรับบริเวณสมองที่วิธีการในสมัยนั้นยังไม่สามารถแสดงหน้าที่ที่ชัดเจนและสังเกตได้ง่าย คำว่า silent ไม่ได้หมายความว่าบริเวณเหล่านั้นเงียบจริง ๆ ไม่ทำงาน หรือไร้ประโยชน์ แต่หมายความว่ายังไม่มีใครเข้าใจบทบาทของมัน ชื่อในอดีตนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสมองส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเลย ควรเข้าใจว่าเป็นชื่อที่สะท้อนข้อจำกัดของความรู้ในเวลานั้น ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเกี่ยวกับบริเวณเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในศัพท์ประวัติศาสตร์นี้ silent areas หมายถึงบริเวณสมองที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีหน้าที่

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

their function elusive. การใช้คำ

0:59

ซึ่งมีหน้าที่การทำงานที่คลุมเครือ

การใช้คำ

function elusive: หน้าที่ที่ระบุได้ยาก

Elusive หมายถึงยากที่จะค้นหา ระบุ หรือหาข้อสรุปที่แน่ชัด ในที่นี้หมายความว่านักวิจัยระบุหน้าที่ของบริเวณสมองเหล่านั้นได้ยาก ไม่ได้หมายความว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีหน้าที่ Their function elusive เป็นอนุประโยคบรรยายแบบย่อ หากเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์ที่แยกเป็นอิสระ ความหมายจะเท่ากับ their function was elusive ส่วนรูปแบบสั้นในคำบรรยายใช้เพิ่มคำอธิบายให้ข้อความก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมคำเป้าหมายที่มีความหมายว่า “ระบุได้ยาก” ลงในประโยค: Despite repeated tests, the exact cause remained ____.

ดูคำตอบ

elusive

We've since learned that they underscore executive and integrative ability, โน้ต

1:01

ตั้งแต่นั้นมา เราได้เรียนรู้ว่าสมองส่วนนี้ช่วยส่งเสริมความสามารถในการบริหารจัดการและการบูรณาการ

ลำดับความ

We've since learned: การปรับปรุงความรู้เดิม

วลี "We've since learned" หมายความว่าเราได้เรียนรู้บางอย่างหลังจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีต และสิ่งนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ของเราในปัจจุบัน ในที่นี้ since เป็นคำวิเศษณ์บอกเวลาที่หมายถึง “ตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้” ไม่ใช่คำที่ใช้บอกเหตุผล วลีนี้พาคำอธิบายเปลี่ยนจากความเชื่อเดิมไปสู่ความเข้าใจที่ใหม่กว่า ใน have since learned คำว่า since อยู่ภายในวลีกริยารูป present perfect ซึ่งเชื่อมสิ่งที่ค้นพบภายหลังเข้ากับปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

"We've since learned" ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ผู้พูดกำลังบอกว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุผลเฉพาะอย่างหนึ่ง
  2. ผู้พูดกำลังนำเสนอสิ่งที่ค้นพบภายหลังซึ่งปรับปรุงมุมมองเดิม
  3. ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่ได้รับความรู้ใหม่เลย
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังนำเสนอสิ่งที่ค้นพบภายหลังซึ่งปรับปรุงมุมมองเดิม

การใช้คำ

underscore executive and integrative ability: ความหมายเชิงการรู้คิดแบบเป็นทางการ

ในที่นี้ underscore เป็นคำกริยาเชิงเปรียบเทียบแบบเป็นทางการที่หมายถึง “เน้นย้ำ” หรือ “แสดงความสำคัญของบางสิ่ง” ไม่ได้หมายถึงการขีดเส้นใต้คำ วลีนี้นำเสนอความสามารถด้านการควบคุมและการบูรณาการข้อมูลว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริเวณเหล่านี้ของสมอง ในบริบทเกี่ยวกับสมองหรือจิตวิทยา executive ability หมายถึงการควบคุมความคิด เช่น การวางแผน การจดจ่อ และการตัดสินใจ ส่วน integrative ability หมายถึงความสามารถในการรวมข้อมูลหลายส่วนให้เป็นภาพรวมที่ใช้ประโยชน์ได้ executive ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้บริหารบริษัท

แบบฝึกหัด

ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ "underscore executive and integrative ability" หมายความว่าอย่างไร

  1. บอกว่ามีเพียงผู้จัดการธุรกิจเท่านั้นที่สามารถรวมข้อมูลได้
  2. บอกให้ผู้อ่านขีดเส้นใต้ทักษะการทำงานของผู้บริหารบริษัท
  3. เน้นความสำคัญของการควบคุมความคิดและการรวมข้อมูล
ดูคำตอบ

เน้นความสำคัญของการควบคุมความคิดและการรวมข้อมูล

without which we would hardly be human. ไวยากรณ์

1:05

ซึ่งหากปราศจากมัน เราก็คงไม่เหมือนมนุษย์เท่าไรนัก

ไวยากรณ์

without which we would hardly be human: หากไม่มีความสามารถเหล่านี้ เราก็แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์

without which เป็นโครงสร้างแบบเป็นทางการที่ประกอบด้วยคำบุพบท + สรรพนามสัมพันธ์ โดย which ย้อนกลับไปหมายถึงความสามารถด้านการควบคุมสั่งการและการบูรณาการที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงหมายถึง “ถ้าเราไม่มีความสามารถเหล่านั้น” we would hardly be human เป็นการเน้นความหมาย ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าคนจะเลิกเป็นมนุษย์ในทางชีววิทยา hardly หมายถึง “แทบจะไม่” ผู้พูดกำลังเน้นว่าความสามารถเหล่านี้เป็นหัวใจของสิ่งที่ทำให้ความคิดของมนุษย์มีลักษณะเฉพาะ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคทางการด้วยโครงสร้างสัมพันธ์ที่ย้อนกลับไปหมายถึง a map: The hikers need a map, ____ they could easily get lost.

ดูคำตอบ

without which

They're crucial to abstract reasoning, วลี

1:07

พวกมันมีความสำคัญต่อการใช้เหตุผลเชิงนามธรรม

วลี

crucial to abstract reasoning: สำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้เหตุผลเชิงนามธรรม

be crucial to หมายถึง “มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ...” ในรูปแบบนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนาม วลีนาม หรือรูป -ing เช่น crucial to memory และ crucial to solving the problem ในที่นี้ crucial to abstract reasoning หมายความว่าส่วนต่าง ๆ ของสมองเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการคิดด้วยแนวคิดและความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงการคิดถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ใช้ในรูปแบบ be crucial to เพื่อให้ประโยคสมบูรณ์: Regular sleep is crucial ____ healthy brain development.

ดูคำตอบ

to

planning,

1:09

การวางแผน

weighing decisions, การใช้คำ

1:09

การชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจ

การใช้คำ

weighing decisions: พิจารณาการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ใน weighing decisions คำว่า weigh ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการพิจารณาตัวเลือก เหตุผล ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ภาพเปรียบเทียบนี้คือการเทียบความสำคัญของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ใช่การวัดน้ำหนักจริง เมื่อ weigh ใช้กับกรรมที่เป็นนามธรรม เช่น options, evidence, risks หรือ a decision จะหมายถึงการประเมินอย่างตั้งใจ

แบบฝึกหัด

weighing decisions ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. วัดน้ำหนักจริงของการตัดสินใจ
  2. พิจารณาตัวเลือกและผลที่ตามมาอย่างรอบคอบ
  3. ประกาศว่าการตัดสินใจนั้นถือเป็นที่สิ้นสุด
ดูคำตอบ

พิจารณาตัวเลือกและผลที่ตามมาอย่างรอบคอบ

and flexibly adapting to circumstances. วลี

1:10

และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างยืดหยุ่น

วลี

adapting to circumstances: โครงสร้าง adapt to + สถานการณ์หรือเงื่อนไข

Adapting to circumstances หมายถึงการเปลี่ยนสิ่งที่ทำเมื่อสถานการณ์หรือเงื่อนไขรอบตัวเปลี่ยนไป circumstances หมายถึงเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการกระทำ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว โครงสร้างคือ adapt to + คำนาม ในประโยคเต็ม flexibly เน้นความสามารถในการเปลี่ยนวิธีรับมือ แทนที่จะทำตามแผนตายตัวเพียงแผนเดียว

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปให้ประโยคสมบูรณ์: Good leaders adapt ____ changing circumstances.

ดูคำตอบ

to

The idea that 9/10 of your brain sits idly by in your skull

1:13

แนวคิดที่ว่า 9 ใน 10 ของสมองคุณนั่งอยู่เฉยๆ ในกะโหลกศีรษะ

looks silly when we calculate how the brain uses energy. ลำดับความ

1:17

ดูเป็นเรื่องงี่เง่าเมื่อเราคำนวณว่าสมองใช้พลังงานอย่างไร

ลำดับความ

looks silly when we calculate: การเปลี่ยนไปใช้หลักฐานเชิงตัวเลข

ในประโยคนี้ looks silly หมายถึง “ดูไม่สมเหตุสมผลหรือแก้ต่างได้ยาก” ประธานของ looks คือแนวคิดทั้งหมดที่ว่าสมองส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งาน และ when we calculate นำหลักฐานที่ใช้ตัดสินแนวคิดนั้นเข้ามา ถ้อยคำนี้จัดข้อโต้แย้งเป็นสองขั้น ขั้นแรกเสนอคำกล่าวที่คุ้นเคย แล้วจึงเปลี่ยนจากการใช้สัญชาตญาณไปสู่หลักฐานเชิงตัวเลข ซึ่งสื่อว่าการคำนวณทำให้คำกล่าวก่อนหน้าอ่อนลง ไม่ได้หมายความว่าการคำนวณเป็นเรื่องไร้สาระ

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นทำหน้าที่อะไรในข้อโต้แย้งนี้

  1. บอกว่าการคำนวณพลังงานของสมองเป็นกิจกรรมที่ตลก
  2. ให้เปอร์เซ็นต์สุดท้ายโดยไม่ประเมินแนวคิดก่อนหน้า
  3. ใช้การคำนวณเพื่อแสดงว่าแนวคิดก่อนหน้าไม่สมเหตุสมผล
ดูคำตอบ

ใช้การคำนวณเพื่อแสดงว่าแนวคิดก่อนหน้าไม่สมเหตุสมผล

Rodent and canine brains consume 5% of total body energy.

1:21

สมองของสัตว์ฟันแทะและสัตว์ตระกูลสุนัขใช้พลังงาน 5% ของพลังงานร่างกายทั้งหมด

Monkey brains use 10%.

1:25

สมองของลิงใช้ 10%

An adult human brain,

1:27

สมองของมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่

which accounts for only 2% of the body's mass, วลี

1:29

ซึ่งคิดเป็นเพียง 2% ของมวลร่างกาย

วลี

accounts for only 2% สำหรับบอกสัดส่วน

ในที่นี้ accounts for หมายถึง “คิดเป็น” หรือ “ประกอบเป็น” สัดส่วนหนึ่งของทั้งหมด สรรพนามเชื่อม which อ้างถึงสมองของมนุษย์วัยผู้ใหญ่ ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงบอกว่าสมองคิดเป็นเพียง 2% ของมวลร่างกายทั้งหมด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X accounts for Y% of Z โดย X คือส่วนย่อย Z คือทั้งหมด และ Y% ระบุขนาดของส่วนย่อยนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ account for เพื่อบอกสัดส่วน: Renewable energy ____ 30% of the city's electricity use.

ดูคำตอบ

accounts for

consumes 20% of daily glucose burned. การใช้คำ

1:31

กลับใช้กลูโคสถึง 20% ของที่ถูกเผาผลาญในแต่ละวัน

การใช้คำ

daily glucose burned: burned ในความหมายว่าใช้เพื่อสร้างพลังงาน

ใน daily glucose burned คำว่า burned หมายถึง “ถูกนำไปใช้โดยร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน” ในงานเขียนด้านชีววิทยาและสุขภาพ burn ใช้บอกการเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างกลูโคสได้ ไม่ได้หมายถึงการจุดไฟจริง ๆ ในแง่ไวยากรณ์ burned อยู่หลัง glucose เพื่อขยายคำนั้น ดังนั้น daily glucose burned จึงหมายถึง “กลูโคสทั้งหมดที่ถูกใช้ในแต่ละวัน” ประโยคนี้บอกว่าประธานใช้ 20% ของปริมาณรวมต่อวันนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “During exercise, muscles burn glucose for energy,” คำว่า burn glucose หมายถึงอะไร

  1. กำจัดกลูโคสเพราะมันเสียแล้ว
  2. ใช้กลูโคสเพื่อสร้างพลังงาน
  3. จุดไฟเผากลูโคส
ดูคำตอบ

ใช้กลูโคสเพื่อสร้างพลังงาน

In children,

1:35

ในเด็ก

that figure is 50%,

1:36

ตัวเลขนั้นสูงถึง 50%

and in infants,

1:38

และในทารก

60%.

1:39

60%

This is far more than expected for their relative brain sizes, ไวยากรณ์

1:40

นี่เป็นจำนวนที่มากกว่าที่คาดไว้สำหรับขนาดสมองสัมพัทธ์ของพวกมัน

which scale in proportion to body size. วลี

1:44

ซึ่งจะแปรผันตามสัดส่วนขนาดของร่างกาย

ไวยากรณ์

far more than expected: มากกว่าที่คาดไว้มาก

far more than expected หมายถึง “มากกว่าที่คนคาดการณ์ไว้มาก” ในที่นี้ far เป็นคำกริยาวิเศษณ์บอกระดับ ใช้เน้นคำเปรียบเทียบ more และไม่ได้หมายถึงระยะทางจริง more than expected เปรียบเทียบปริมาณจริงกับปริมาณที่คาดไว้ เมื่อเติม far จะบอกว่าความแตกต่างนั้นมาก ในประโยคนี้ more หมายถึงการใช้พลังงานที่สูงผิดปกติซึ่งกล่าวถึงไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “มากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก”: The repairs cost ____.

ดูคำตอบ

far more than expected

วลี

scale in proportion to: บอกการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นสัดส่วน

ในที่นี้ scale เป็นคำกริยา หมายถึง “เปลี่ยนแปลงด้านขนาดหรือปริมาณ” วลี scale in proportion to body size บอกว่าค่าขนาดสมองสัมพัทธ์เปลี่ยนไปโดยมีความสัมพันธ์เป็นสัดส่วนกับขนาดร่างกาย โดย scale ในที่นี้ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงมาตรวัด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A scales in proportion to B โดย A คือปริมาณที่เปลี่ยน ส่วน B คือตัวแปรอ้างอิง ถ้อยคำนี้ระบุความสัมพันธ์ได้แม่นยำกว่าการบอกเพียงว่าเมื่อ B ใหญ่ขึ้น A ก็ใหญ่ขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย scale in proportion to ในรูปที่ถูกต้อง: In this pricing model, the monthly fee ____ the number of active accounts.

ดูคำตอบ

scales in proportion to

Human ones weigh 1.5 kg,

1:46

สมองของมนุษย์มีน้ำหนัก 1.5 กก.

elephant brains 5 kg,

1:48

สมองช้าง 5 กก.

and whale brains 9 kg.

1:50

และสมองวาฬ 9 กก.

Yet on a per weight basis, ลำดับความ

1:52

แต่เมื่อเทียบต่อน้ำหนักแล้ว

humans pack in more neurons than any other species. กริยาวลี

1:54

มนุษย์มีเซลล์ประสาทอัดแน่นอยู่มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

ลำดับความ

Yet on a per weight basis: เปลี่ยนเกณฑ์การเปรียบเทียบ

Yet บอกว่าผลลัพธ์ถัดไปขัดกับสิ่งที่ตัวเลขน้ำหนักรวมก่อนหน้านี้อาจทำให้คาดคิด ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่ง On a per weight basis เปลี่ยนเกณฑ์การวัดและเปรียบเทียบ โดยตอนนี้เปรียบเทียบจำนวนเซลล์ประสาทต่อน้ำหนักสมองหนึ่งหน่วย ไม่ใช่น้ำหนักรวมของสมอง เช่นเดียวกัน วลีที่วางไว้ต้นประโยคอย่าง on a per-person basis จะบอกว่าควรตีความตัวเลขที่ตามมาโดยใช้เกณฑ์ใด

แบบฝึกหัด

'Yet on a per weight basis' ส่งสัญญาณอะไรในการให้เหตุผลนี้?

  1. ยังคงเปรียบเทียบเฉพาะน้ำหนักรวมของสมองแต่ละอัน
  2. เปลี่ยนจากการเปรียบเทียบน้ำหนักสมองรวมเป็นจำนวนเซลล์ประสาทต่อน้ำหนักหนึ่งหน่วย และแสดงความขัดแย้ง
  3. เริ่มประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับวิธีชั่งน้ำหนักร่างกาย
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากการเปรียบเทียบน้ำหนักสมองรวมเป็นจำนวนเซลล์ประสาทต่อน้ำหนักหนึ่งหน่วย และแสดงความขัดแย้ง

กริยาวลี

pack in more neurons: ใส่จำนวนมากในพื้นที่จำกัด

ใน pack in more neurons คำว่า pack in หมายถึง “บรรจุหรือทำให้ของจำนวนมากอยู่ในพื้นที่จำกัดได้” ในที่นี้ใช้บอกว่าเนื้อเยื่อสมองที่นำมาเปรียบเทียบมีความหนาแน่นของเซลล์ประสาทสูง ไม่ได้หมายถึงการนำเซลล์ประสาทใส่ถุงหรือกล่อง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ pack in + ปริมาณหรือกลุ่มสิ่งของ โดยเน้นว่าพื้นที่ เวลา ตาราง หรือเนื้อหาที่จำกัดสามารถใส่สิ่งต่าง ๆ ได้มากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ใส่ของจำนวนมากในพื้นที่จำกัด”: This compact camera manages to ____ many useful features.

ดูคำตอบ

pack in

This dense packing is what makes us so smart.

1:58

การอัดแน่นแบบนี้เองที่ทำให้เราฉลาดมาก

There is a trade-off between body size and the number of neurons วลี

2:01

มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างขนาดของร่างกายและจำนวนเซลล์ประสาท

a primate, including us,

2:04

ที่สัตว์ไพรเมต ซึ่งรวมถึงพวกเรา

can sustain. การใช้คำ

2:06

สามารถดำรงไว้ได้

วลี

a trade-off between A and B: เป้าหมายที่แข่งขันกันภายใต้ข้อจำกัด

ใน a trade-off between A and B นั้น A และ B แข่งขันกันภายใต้ข้อจำกัด การปรับปรุงหรือเพิ่มด้านหนึ่งอาจต้องยอมเสียอีกด้านหนึ่งบางส่วน ในที่นี้ทั้งขนาดร่างกายและจำนวนเซลล์ประสาทที่ไพรเมตรักษาไว้ได้ต่างต้องพึ่งพาพลังงานที่มีจำกัด จึงไม่สามารถเพิ่มทั้งสองด้านให้สูงสุดอย่างเป็นอิสระได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ there is a trade-off between A and B คำว่า Trade-off หมายถึงความสมดุลหรือการยอมเสียบางอย่างภายใต้ข้อจำกัด ไม่ใช่การค้าขาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยนามวลีจากบทเรียนที่ใช้เรียกความสมดุลระหว่างเป้าหมายที่แข่งขันกัน: There is ____ speed and accuracy.

ดูคำตอบ

a trade-off between

การใช้คำ

sustain: ค้ำจุนระยะยาวด้วยทรัพยากร

ในที่นี้ sustain หมายถึง “ทำให้บางสิ่งทำงานต่อไปได้ในระยะยาวด้วยการจัดหาพลังงานหรือทรัพยากรให้เพียงพอ” คำนี้บอกว่าร่างกายของไพรเมตสามารถรองรับเซลล์ประสาทได้มากเพียงใดในด้านพลังงาน ไม่ได้บอกเพียงว่าการกระทำหนึ่งดำเนินต่อไปนานแค่ไหน ความหมายนี้ใช้ได้เมื่อพิจารณาว่าร่างกาย ระบบ หรือฐานทรัพยากรสามารถแบกรับต้นทุนที่ต่อเนื่องได้หรือไม่

แบบฝึกหัด

ในวลี “can sustain” ที่กล่าวถึงต้นทุนพลังงานของสมอง sustain หมายถึงอะไร?

  1. ทนความรู้สึกไม่สบายชั่วครู่
  2. ทำให้กิจกรรมเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
  3. ค้ำจุนในระยะยาวด้วยพลังงานหรือทรัพยากรที่เพียงพอ
ดูคำตอบ

ค้ำจุนในระยะยาวด้วยพลังงานหรือทรัพยากรที่เพียงพอ

A 25 kg ape has to eat 8 hours a day ไวยากรณ์

2:07

ลิงไร้หางน้ำหนัก 25 กก. ต้องกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมง

to uphold a brain with 53 billion neurons.

2:10

เพื่อรักษาสมองที่มีเซลล์ประสาท 5.3 หมื่นล้านเซลล์

ไวยากรณ์

has to eat ... to uphold: การกระทำที่จำเป็นและจุดประสงค์

Has to eat ... แสดงการกระทำที่จำเป็น ส่วน to uphold ... เป็นรูป infinitive ที่บอกจุดประสงค์ กล่าวคือ จำเป็นต้องกินอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเพื่อค้ำจุนสมอง to ตัวที่สองไม่ได้แสดงหน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่ขนานกัน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ have to do A to do B หมายถึงเงื่อนไขทำให้ต้องทำ A เพื่อให้บรรลุหรือรักษา B ในประโยคนี้ ความต้องการพลังงานของสัตว์ทำให้เกิดความจำเป็นดังกล่าว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ ใช้ has to เพื่อแสดงความจำเป็น และใช้ to + คำกริยาเพื่อบอกจุดประสงค์: The backup generator ____ run all night ____ keep the hospital equipment working.

ดูคำตอบ

has to · to

The invention of cooking ลำดับความ

2:14

การคิดค้นการทำอาหาร

1 and 1/2 million years ago

2:15

เมื่อ 1.5 ล้านปีก่อน

gave us a huge advantage.

2:17

ให้ข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลแก่เรา

ลำดับความ

การคิดค้นการปรุงอาหาร…ทำให้เราได้เปรียบอย่างมาก: จากสาเหตุสู่ผลลัพธ์

The invention of cooking ระบุพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เป็นสาเหตุ ส่วน gave us a huge advantage บอกผลลัพธ์ ส่วนที่เน้นทั้งสองส่วนจึงช่วยจัดลำดับคำอธิบายให้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุกับผล ความได้เปรียบในที่นี้คือการเข้าถึงพลังงานจากอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ได้มากขึ้น ซึ่งรองรับคำอธิบายต่อไปเรื่องการคงไว้ซึ่งเซลล์ประสาทจำนวนมากขึ้น ดังนั้นประโยคนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนของข้อโต้แย้ง ไม่ใช่เพียงการบอกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์การปรุงอาหาร

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบาย?

  1. ประโยคนี้ให้คำแนะนำการเตรียมอาหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้ง
  2. ประโยคนี้นำเสนอการปรุงอาหารว่าเป็นสาเหตุของความได้เปรียบที่สำคัญของมนุษย์
  3. ประโยคนี้บอกว่าสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ได้เปรียบแบบเดียวกัน
ดูคำตอบ

ประโยคนี้นำเสนอการปรุงอาหารว่าเป็นสาเหตุของความได้เปรียบที่สำคัญของมนุษย์

Cooked food is rendered soft and pre-digested outside of the body. ไวยากรณ์

2:19

อาหารที่ปรุงสุกจะอ่อนนุ่มและถูกย่อยมาแล้วบางส่วนจากภายนอกร่างกาย

ไวยากรณ์

is rendered soft and pre-digested: ถูกทำให้นุ่มและย่อยล่วงหน้า

ในโครงสร้าง be rendered + ส่วนเติมเต็ม คำว่า rendered หมายถึง “ถูกทำให้กลายเป็น” และรูปถูกกระทำ is rendered เน้นสภาพที่เกิดขึ้นมากกว่าผู้กระทำ ส่วน soft และ pre-digested เป็นส่วนเติมเต็มที่วางคู่กันเพื่อบอกผลสองอย่าง ในที่นี้ การปรุงอาหารทำให้อาหารนุ่มขึ้นและเริ่มกระบวนการย่อยสลายบางส่วนก่อนที่อาหารจะเข้าสู่ร่างกาย rendered มีความหมายแบบเป็นทางการว่า “ทำให้กลายเป็น” ไม่ได้หมายถึงการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำแบบเป็นทางการของ render: After boiling, the water ____ safe to drink.

ดูคำตอบ

is rendered

Our guts more easily absorb its energy.

2:23

ลำไส้ของเราสามารถดูดซึมพลังงานจากมันได้ง่ายขึ้น

Cooking frees up time and provides more energy กริยาวลี

2:26

การทำอาหารช่วยประหยัดเวลาและให้พลังงานมากกว่า

than if we ate food stuffs raw. ไวยากรณ์

2:29

การที่เรากินอาหารแบบดิบๆ

กริยาวลี

frees up time: ทำให้เวลาที่ถูกใช้อยู่กลับมาพร้อมใช้

Free up หมายถึงการทำให้ทรัพยากรที่เดิมถูกใช้อยู่หรือไม่พร้อมใช้งาน กลับมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ ใน frees up time คำว่า up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้หมายความว่าเวลากลายเป็นอิสระตามความหมายตรงตัว ในที่นี้ การปรุงอาหารลดเวลาและแรงที่ต้องใช้เพื่อรับพลังงานจากอาหาร จึงเหลือเวลาที่นำไปใช้ได้มากขึ้น รูปแบบเดียวกันนี้ใช้พูดถึงการทำให้เวลา พื้นที่ เงิน หรือบุคลากรว่างพร้อมใช้งานได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึงทำให้เวลาที่เดิมถูกใช้อยู่กลับมาพร้อมใช้: This scheduling tool ____ for the design team.

ดูคำตอบ

frees up time

ไวยากรณ์

than if we ate ... raw: เปรียบเทียบกับทางเลือกสมมติ

Than if นำเสนอสถานการณ์สมมติเป็นเกณฑ์ของการเปรียบเทียบ ในที่นี้ more energy เข้าใจได้ว่า “พลังงานมากกว่าที่เราจะได้รับหากเรากินอาหารดิบ” โดยละคำว่า we would get ไว้ เพราะความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบทำให้ความหมายชัดเจนอยู่แล้ว แม้ ate จะเป็นรูปอดีต แต่ในที่นี้ใช้เสนอการกินอาหารดิบเป็นทางเลือกสมมติ ไม่ได้เล่าถึงมื้ออาหารจริงในอดีต รูปแบบนี้ใช้เปรียบเทียบทางเลือกที่เกิดขึ้นจริงหรือวางแผนไว้กับผลลัพธ์ภายใต้เงื่อนไขอื่นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมเปรียบเทียบสองคำที่นำเสนอทางเลือกสมมติ: With the map, we will arrive sooner ____ we tried to find the way without one.

ดูคำตอบ

than if

And so we can sustain brains with 86 billion densely packed neurons, ลำดับความ

2:31

ดังนั้นเราจึงสามารถรักษาสมองที่มีเซลล์ประสาทอัดแน่นถึง 8.6 หมื่นล้านเซลล์

40% more than the ape.

2:36

ซึ่งมากกว่าลิงไร้หางถึง 40%

ลำดับความ

And so we can sustain: การบอกผลลัพธ์

And so เชื่อมข้อสรุปเข้ากับเหตุผลที่กล่าวไปแล้ว โดยมีความหมายว่า “ด้วยเหตุนี้” ดังนั้น อนุประโยค we can sustain... จึงถูกนำเสนอว่าเป็นผลจากคำอธิบายก่อนหน้า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอีกเรื่องที่แยกออกจากกัน ในการอธิบาย วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังติดตามตรรกะได้ โดยเหตุผลจะมาก่อน แล้ว and so จึงนำเข้าสู่ผลที่ตามมา

แบบฝึกหัด

and so บอกอะไรในประโยค “The material stores more energy, and so the battery lasts longer”?

  1. ผู้พูดกำลังแก้ไขอนุประโยคแรก
  2. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
  3. อนุประโยคที่สองเป็นผลจากอนุประโยคแรก
ดูคำตอบ

อนุประโยคที่สองเป็นผลจากอนุประโยคแรก

Here's how it works. ลำดับความ

2:38

การทำงานของมันเป็นแบบนี้

ลำดับความ

Here's how it works: การนำเข้าสู่กลไกการทำงาน

Here's how it works. เป็นประโยคบอกเล่าที่ส่งสัญญาณว่ากำลังจะเริ่มคำอธิบาย โดยบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะอธิบายกลไก กระบวนการ หรือขั้นตอนเบื้องหลังสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว ในที่นี้ it ย้อนกลับไปถึงกระบวนการที่กำลังพูดถึง วลีนี้พาเนื้อหาจากผลลัพธ์หรือภาพรวมไปสู่รายละเอียดว่าผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอกล่าวว่า “This sensor can detect smoke in seconds. Here's how it works.” ผู้ฟังควรคาดว่าจะได้ฟังอะไรต่อไป?

  1. คำถามที่ขอให้ผู้ฟังเป็นผู้ตอบ
  2. คำอธิบายกลไกของเซนเซอร์
  3. รายการผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

คำอธิบายกลไกของเซนเซอร์

Half the calories a brain burns

2:39

ครึ่งหนึ่งของแคลอรีที่สมองเผาผลาญ

go towards simply keeping the structure intact วลี

2:41

หมดไปกับการรักษากระแสประสาทให้คงสภาพเดิม

by pumping sodium and potassium ions across membranes ไวยากรณ์

2:44

โดยการปั๊มโซเดียมและโพแทสเซียมไอออนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

วลี

go towards simply keeping: การใช้ทรัพยากรเพื่อจุดประสงค์หนึ่ง

ในประโยคนี้ go towards หมายถึง “ถูกใช้ไปกับ” หรือ “ถูกนำไปสนับสนุนจุดประสงค์หนึ่ง” ประธานกล่าวถึง calories ดังนั้นวลีนี้บอกว่าพลังงานถูกใช้ไปกับอะไร ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ ทรัพยากร + go/goes towards + คำนามหรือรูป -ing ตรงนี้ simply keeping เน้นว่าแม้แต่การทำงานพื้นฐานอย่างการคงโครงสร้างให้สมบูรณ์ก็ต้องใช้พลังงาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ go towards: Most of the budget ____ keeping the library open.

ดูคำตอบ

goes towards

to maintain an electrical charge.

2:47

เพื่อรักษาระดับประจุไฟฟ้า

ไวยากรณ์

by pumping ... to maintain: วิธีการและจุดประสงค์

by pumping ระบุวิธีการ คือการสูบไอออนเป็นวิธีที่กระบวนการนี้ดำเนินไป ส่วน to maintain ระบุจุดประสงค์ คือการรักษาประจุไฟฟ้าเป็นเป้าหมายของการกระทำนั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ by + รูป -ing สำหรับวิธีการ ตามด้วย to + กริยารูปพื้นฐานสำหรับจุดประสงค์ หรือ by doing A to achieve B ซึ่งช่วยแยกคำถามว่า “ทำอย่างไร?” กับ “ทำไปเพื่ออะไร?”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ by + -ing สำหรับวิธีการ และ to + กริยารูปพื้นฐานสำหรับจุดประสงค์ได้ถูกต้อง?

  1. The device saves energy to lowering the screen brightness by extend battery life.
  2. The device saves energy by lowering the screen brightness to extend battery life.
  3. The device saves energy by lower the screen brightness to extending battery life.
ดูคำตอบ

The device saves energy by lowering the screen brightness to extend battery life.

To do this,

2:50

ในการทำสิ่งนี้

the brain has to be an energy hog. สำนวน

2:51

สมองต้องเป็นตัวผลาญพลังงานอย่างมหาศาล

สำนวน

an energy hog: สิ่งที่ใช้พลังงานจำนวนมาก

An energy hog เป็นคำเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงสิ่งที่ใช้พลังงานในปริมาณมากมาก ในที่นี้ hog ไม่ได้หมายถึงหมู แต่สื่อภาพของการใช้ทรัพยากรในสัดส่วนที่มากเกินไป ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเน้นว่าสมองใช้พลังงานสูงเป็นพิเศษ รูปแบบ ทรัพยากร + hog ยังใช้บรรยายสิ่งที่ใช้ทรัพยากรชนิดอื่นมากได้ด้วย เช่น a memory hog หรือ a bandwidth hog

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ an energy hog หมายถึงอะไร

  1. สิ่งที่ใช้พลังงานจำนวนมาก
  2. สัตว์ที่เก็บสะสมพลังงาน
  3. สิ่งที่ผลิตพลังงานให้สิ่งอื่น
ดูคำตอบ

สิ่งที่ใช้พลังงานจำนวนมาก

It consumes an astounding 3.4 * 10 to the 21st power วัฒนธรรม

2:53

มันใช้พลังงานอย่างน่าทึ่งถึง 3.4 * 10 ยกกำลัง 21

ATP molecules per minute,

2:57

โมเลกุล ATP ต่อนาที

วัฒนธรรม

3.4 * 10 to the 21st power: การอ่านสัญกรณ์วิทยาศาสตร์

ข้อความ 3.4 * 10 to the 21st power แทนสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ 3.4 × 10^21 เมื่ออ่านออกเสียงจะเป็น three point four times ten to the twenty-first power โดยเครื่องหมายดอกจันทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายคูณ และ 21 คือเลขชี้กำลัง หน่วยที่ตามมาอย่าง ATP molecules per minute บอกว่าสิ่งที่นับคืออะไรและมีอัตราเท่าใด การจำ to the twenty-first power ให้ได้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่วนนี้บอกถึงจำนวนที่มหาศาล ไม่ใช่การนำ 3.4 ไปคูณกับ 21

แบบฝึกหัด

เติมรูปพูดมาตรฐานของ 3.4 × 10^21 ให้สมบูรณ์: 3.4 times 10 to the ____ power.

ดูคำตอบ

twenty-first

ATP being the coal of the body's furnace. สำนวน

3:00

ATP เป็นเหมือนถ่านหินของเตาเผาในร่างกาย

สำนวน

ATP being the coal of the body's furnace: อุปมาเรื่องเชื้อเพลิงพลังงาน

วลีนี้เปรียบ ATP เป็นถ่านหิน และเปรียบร่างกายเป็นเตาหลอม ถ่านหินให้เชื้อเพลิงแก่เตาหลอม ส่วนในอุปมานี้ ATP ให้พลังงานที่เซลล์นำไปใช้ทำงานได้ การเปรียบเทียบนี้กล่าวถึงหน้าที่ ไม่ใช่รูปลักษณ์หรือองค์ประกอบของ ATP คำว่า being ในที่นี้ใช้สร้างการเปรียบเทียบเพื่ออธิบาย ในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ภาพของเชื้อเพลิงที่คุ้นเคยช่วยให้เข้าใจบทบาททางชีวเคมีที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้เป็นคำบรรยายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

อุปมา coal of the body's furnace ต้องการสื่ออะไรเกี่ยวกับ ATP เป็นหลัก?

  1. หมายความว่า ATP ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับกิจกรรมของเซลล์
  2. หมายความว่า ATP เป็นของแข็งสีดำที่เก็บอยู่ภายในร่างกาย
  3. หมายความว่าร่างกายเผาถ่านหินเพื่อสร้าง ATP
ดูคำตอบ

หมายความว่า ATP ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับกิจกรรมของเซลล์

The high cost of maintaining resting potentials in all 86 billion neurons โน้ต

3:03

ต้นทุนที่สูงในการรักษาศักย์ไฟฟ้าขณะพักของเซลล์ประสาททั้ง 8.6 หมื่นล้านเซลล์

วัฒนธรรม

resting potentials: ศักย์ไฟฟ้าระหว่างสองด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทขณะพัก

resting potentials เป็นรูปพหูพจน์ของ resting potential ซึ่งหมายถึงความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างสองด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในช่วงที่เซลล์ประสาทไม่ได้ปล่อยกระแสประสาท รูปพหูพจน์เหมาะกับประโยคนี้เพราะกำลังกล่าวถึงสภาวะดังกล่าวในเซลล์ประสาททั้ง 86 พันล้านเซลล์ ในศัพท์นี้ potential หมายถึงศักย์ไฟฟ้า ไม่ใช่ศักยภาพในอนาคต แม้เซลล์ประสาทจะอยู่ในภาวะพักก็ยังต้องรักษาความต่างศักย์นี้ไว้ สภาวะดังกล่าวจึงยังใช้พลังงาน

แบบฝึกหัด

resting potentials หมายถึงอะไรในประโยคด้านประสาทวิทยานี้

  1. สถานที่ที่เซลล์ประสาทหยุดเคลื่อนที่เพื่อพักจริง ๆ
  2. ความสามารถที่เซลล์ประสาทอาจพัฒนาได้ในอนาคต
  3. ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างสองด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทเมื่อเซลล์ประสาทไม่ได้ปล่อยกระแสประสาท
ดูคำตอบ

ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างสองด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทเมื่อเซลล์ประสาทไม่ได้ปล่อยกระแสประสาท

means that little energy is left to propel signals การใช้คำ

3:08

หมายความว่าเหลือพลังงานเพียงเล็กน้อยเพื่อขับเคลื่อนสัญญาณ

ไวยากรณ์

The high cost of maintaining ... means that little energy is left: โครงสร้างเหตุและผล

The high cost of maintaining ... เป็นประธานทางไวยากรณ์ของประโยค โดยนำกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากมารวมเป็นนามวลี จากนั้น means that จึงนำเข้าสู่ผลที่ตามมา cost ในที่นี้หมายถึงพลังงานที่ต้องใช้เพื่อรักษาศักย์ไฟฟ้าขณะพักของเซลล์ประสาท ไม่ได้หมายถึงเงิน อนุประโยคที่บอกผลระบุว่าแทบไม่เหลือพลังงานสำหรับงานอื่น โครงสร้างนี้มีประโยชน์ในการอธิบายข้อจำกัดของทรัพยากร: The high cost of X means that little Y is left for Z.

แบบฝึกหัด

ใช้คำเชื่อมสองคำจากบทเรียนเพื่อเติมโครงสร้างเหตุและผลให้สมบูรณ์: The high cost of maintaining the old bridge ____ little money is left for other repairs.

ดูคำตอบ

means that

down axons and across synapses,

3:11

ไปตามแอกซอนและข้ามไซแนปส์

การใช้คำ

propel signals down axons and across synapses: การแสดงเส้นทางของสัญญาณ

propel signals ทำให้การส่งสัญญาณดูเหมือนการเคลื่อนที่ที่ต้องมีแรงขับ ในที่นี้หมายถึงการใช้พลังงานทำให้สัญญาณประสาทเดินทางต่อไป ไม่ได้หมายถึงการผลักวัตถุที่เป็นของแข็งจริง ๆ down axons หมายถึงไปตามความยาวของแอกซอน โดย down ไม่จำเป็นต้องชี้ลงด้านล่าง ส่วน across synapses หมายถึงการส่งสัญญาณข้ามจุดเชื่อมต่อจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง คำบุพบททั้งสองจึงช่วยแสดงเส้นทางของสัญญาณ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ propel signals down axons and across synapses มากที่สุด

  1. เก็บสัญญาณไว้ภายในเซลล์ประสาทเพื่อไม่ให้ไปถึงจุดเชื่อมต่อ
  2. ผลักแอกซอนลงไปทางพื้นและวางไว้ใต้ไซแนปส์
  3. ใช้พลังงานขับเคลื่อนสัญญาณไปตามแอกซอนและจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
ดูคำตอบ

ใช้พลังงานขับเคลื่อนสัญญาณไปตามแอกซอนและจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง

the nerve discharges that actually get things done. วลี

3:13

ซึ่งการปล่อยกระแสประสาทนี่แหละที่ทำให้เกิดการทำงานจริงๆ

วลี

get things done: ทำงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

get things done หมายถึงทำงานที่จำเป็นให้เสร็จและเกิดผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริง ในโครงสร้าง get + กรรม + past participle คำว่า get แสดงว่ากรรมถูกทำให้อยู่ในสภาพที่เสร็จแล้ว ไม่ได้หมายถึง “ได้รับ” ในที่นี้ ในประโยคนี้ things หมายกว้าง ๆ ถึงการทำงานที่มีประโยชน์ของสมองซึ่งเกิดขึ้นผ่านการปล่อยสัญญาณประสาท ไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ สำนวนนี้เชื่อมสัญญาณเหล่านั้นกับสิ่งที่มันทำให้สำเร็จจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ทำงานที่ต้องทำให้เสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ”: Our new checklist helps us ____.

ดูคำตอบ

get things done

Even if only a tiny percentage of neurons fired ไวยากรณ์

3:16

แม้ว่าจะมีเซลล์ประสาทเพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยที่ทำงาน

in a given region at any one time,

3:19

ในบริเวณที่กำหนด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

the energy burden of generating spikes over the entire brain วัฒนธรรม

3:22

ภาระพลังงานในการสร้างศักย์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสมอง

วัฒนธรรม

generating spikes: การสร้างสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาท

ในประสาทวิทยา spike คือเหตุการณ์ทางไฟฟ้าสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทยิงสัญญาณ ซึ่งมักเรียกว่าศักย์งาน ดังนั้น generating spikes จึงหมายถึงการสร้างสัญญาณไฟฟ้าของระบบประสาทเหล่านี้ spike ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวัตถุปลายแหลมหรือการพุ่งขึ้นอย่างฉับพลันบนกราฟ การกล่าวถึงสมองและการใช้พลังงานบอกให้รู้ว่าต้องใช้ความหมายทางประสาทวิทยา

แบบฝึกหัด

ในประโยคประสาทวิทยานี้ spikes หมายถึงอะไร: The brain uses energy when neurons generate spikes?

  1. การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของราคาพลังงาน
  2. วัตถุปลายแหลมที่ก่อตัวอยู่ในสมอง
  3. สัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ ที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้น
ดูคำตอบ

สัญญาณไฟฟ้าสั้น ๆ ที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้น

would be unsustainable.

3:26

ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรองรับได้

ไวยากรณ์

Even if ... would be unsustainable: สมมติฐานเชิงยอมรับเงื่อนไข

Even if ใช้เปิดสมมติฐานเชิงยอมรับเงื่อนไข กล่าวคือ ผู้พูดยอมรับเงื่อนไขที่ดูเหมือนจะช่วยลดปัญหาก่อน แล้วจึงแสดงว่าข้อสรุปหลักยังคงเดิม รูปอดีต fired และ would be ทำให้ข้อความนี้เป็นการคำนวณเชิงสมมติ ไม่ใช่การรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ในที่นี้ แม้มีเซลล์ประสาททำงานเพียงสัดส่วนเล็กน้อย ก็ยังทำให้เกิดภาระพลังงานทั่วทั้งสมองที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Even if X, Y would still... ซึ่งหมายความว่า X ไม่ได้ขจัดหรือทำให้ Y พลิกกลับ

แบบฝึกหัด

รูปแบบ Even if X, Y would still... สื่อถึงตรรกะแบบใด

  1. การยอมรับ X ไม่ได้เปลี่ยนข้อสรุป Y
  2. X และ Y เป็นเหตุการณ์สองอย่างที่เกิดซ้ำในอดีต
  3. Y เกิดขึ้นเพียงเพราะ X เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

การยอมรับ X ไม่ได้เปลี่ยนข้อสรุป Y

Here's where energy efficiency comes in. กริยาวลี

3:28

นี่คือจุดที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานเข้ามามีบทบาท

กริยาวลี

Here's where ... comes in: การแนะนำปัจจัยที่เริ่มเกี่ยวข้อง

ในรูปแบบ Here's where X comes in คำว่า comes in หมายถึง “เริ่มเกี่ยวข้อง” หรือ “เริ่มมีบทบาท” ผู้พูดกำลังเสนอ energy efficiency ให้เป็นปัจจัยที่ช่วยจัดการกับประเด็นที่เพิ่งกล่าวถึง รูปแบบนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วย โดยเสนอปัญหาหรือสิ่งที่ขาดไปก่อน แล้วใช้ Here's/This is/That's where X comes in เพื่อแนะนำแนวคิด บุคคล หรือขั้นตอนที่เป็นประโยชน์

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบเป้าหมายด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “เริ่มเกี่ยวข้อง”: The instructions are hard to follow. This is where a clear diagram ____.

ดูคำตอบ

comes in

Letting just a small proportion of cells signal at any one time,

3:30

การปล่อยให้เซลล์ส่วนน้อยส่งสัญญาณในเวลาใดเวลาหนึ่ง

known as sparse coding, วัฒนธรรม

3:34

หรือที่รู้จักกันในชื่อ sparse coding

uses the least energy, ลำดับความ

3:36

ใช้พลังงานน้อยที่สุด

but carries the most information,

3:38

แต่ส่งข้อมูลได้มากที่สุด

ลำดับความ

uses the least energy, but carries the most information: การใช้ความต่างเพื่อเน้นประสิทธิภาพ

ส่วนที่วางขนานกันทั้งสองส่วนกล่าวถึงประธานเดียวกัน uses the least energy แสดงการใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ส่วน carries the most information แสดงผลลัพธ์มากที่สุด คำขั้นสูงสุด least และ most ทำให้ข้อกล่าวอ้างทั้งสองมีน้ำหนักมากที่สุด but ไม่ได้ลบล้างข้อความส่วนแรก แต่ทำให้ข้อดีส่วนที่สองดูเหนือความคาดหมายเมื่อเทียบกับส่วนแรก การใช้พลังงานน้อยมากอาจทำให้คิดว่าน่าจะส่งข้อมูลได้น้อยลง แต่ประโยคกลับบอกว่าสิ่งตรงกันข้ามเป็นจริง ความต่างนี้จัดข้อมูลให้อยู่ในรูปเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพ คือใช้ต้นทุนน้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์มากที่สุด

แบบฝึกหัด

but ใน uses the least energy, but carries the most information ทำหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. แสดงว่าข้อความส่วนหลังมาแทนและลบล้างข้อความส่วนแรก
  2. เปลี่ยนหัวข้อจากพลังงานไปเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
  3. เชื่อมข้อดีสองข้อและเน้นความต่างที่เหนือความคาดหมายระหว่างข้อดีเหล่านั้น
ดูคำตอบ

เชื่อมข้อดีสองข้อและเน้นความต่างที่เหนือความคาดหมายระหว่างข้อดีเหล่านั้น

because the small number of signals

3:40

เพราะสัญญาณจำนวนเล็กน้อย

have thousands of possible paths by which to distribute themselves. ไวยากรณ์

3:42

มีเส้นทางนับพันที่เป็นไปได้ในการกระจายสัญญาณ

วัฒนธรรม

known as sparse coding: การตั้งชื่อให้กลไกที่กล่าวมาก่อน

วลีแทรก known as sparse coding ใช้ตั้งชื่อให้กลไกทั้งหมดที่เพิ่งอธิบายไป นั่นคือการให้เซลล์เพียงส่วนน้อยส่งสัญญาณในแต่ละครั้ง ชื่อทางวิชาการของกลไกนี้คือ sparse coding ในที่นี้ coding หมายถึงรูปแบบของสัญญาณจากเซลล์ที่ใช้แทนข้อมูล ไม่ได้หมายถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มักอธิบายแนวคิดด้วยคำทั่วไปก่อน แล้วจึงแนะนำศัพท์เฉพาะด้วย known as + ชื่อ

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ใช้แนะนำชื่อที่เป็นที่ยอมรับ: This memory technique is ____ spaced repetition.

ดูคำตอบ

known as

ไวยากรณ์

paths by which to distribute themselves: การเชื่อมเส้นทางเข้ากับจุดประสงค์

ใน by which to distribute themselves คำว่า which ย้อนกลับไปอ้างถึง thousands of possible paths ส่วน by หมายถึง “ผ่าน” หรือ “โดยใช้” วลีนี้จึงอธิบายว่าเส้นทางเหล่านั้นคือทางที่สัญญาณใช้เพื่อกระจายตัวได้ โครงสร้าง คำนาม + by which + to-infinitive เชื่อมวิธีการ กระบวนการ หรือเส้นทางเข้ากับจุดประสงค์อย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง by which + infinitive ที่เป็นทางการให้สมบูรณ์: The school created a process ____ review appeals.

ดูคำตอบ

by which to

A drawback of sparse coding within a huge number of neurons is its cost. ไวยากรณ์

3:46

ข้อเสียของ sparse coding ในเซลล์ประสาทจำนวนมหาศาลก็คือต้นทุนของมัน

ไวยากรณ์

A drawback of ... is its cost: การระบุข้อเสียหนึ่งอย่าง

โครงสร้าง A drawback of X is Y ใช้ X ระบุสิ่งที่กำลังประเมิน แล้วใช้ Y บอกข้อเสียหนึ่งอย่างของสิ่งนั้น ในที่นี้ X คือ sparse coding within a huge number of neurons และ Y คือ its cost ดังนั้นประโยคจึงเปลี่ยนจากการพูดถึงประโยชน์ของวิธีนี้ไปสู่ภาระที่วิธีนี้ก่อให้เกิด cost ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเงิน ในคำอธิบายเชิงเทคนิค คำนี้อาจหมายถึงพลังงาน เวลา ความซับซ้อน ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ หรือภาระอื่นที่จำเป็นต่อการทำให้ระบบทำงานได้ โดยบริบทจะบอกว่าหมายถึงต้นทุนชนิดใด

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง A drawback of X is Y ให้สมบูรณ์: ____ the new printer ____ its high ink cost.

ดูคำตอบ

A drawback of · is

Worse, ลำดับความ

3:51

แย่ไปกว่านั้น

if a big proportion of cells never fire, ไวยากรณ์

3:51

หากเซลล์ส่วนใหญ่ไม่เคยทำงานเลย

then they are superfluous,

3:54

แสดงว่าพวกมันเป็นส่วนเกิน

and evolution should have jettisoned them long ago. การใช้คำ

3:55

และวิวัฒนาการควรจะกำจัดพวกมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว

ลำดับความ

Worse, สัญญาณของปัญหาที่ร้ายแรงกว่า

Worse, ที่อยู่ต้นประโยคหมายถึง “ที่แย่กว่านั้น” หรือ “ยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่านี้” คำนี้เชื่อมกลับไปยังประเด็นด้านลบก่อนหน้า และบอกผู้ฟังว่าประเด็นต่อไปจะร้ายแรงขึ้น ในที่นี้ คำนี้ทำหน้าที่จัดลำดับข้อโต้แย้ง ไม่ได้เพียงแสดงอารมณ์ ผู้พูดเปลี่ยนจากต้นทุนอย่างหนึ่งของการเข้ารหัสแบบเบาบางไปสู่ข้อโต้แย้งด้านวิวัฒนาการที่หนักแน่นกว่า

แบบฝึกหัด

Worse, ที่ต้นประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. บอกว่านี่เป็นปัญหาสุดท้ายและร้ายแรงที่สุดอย่างแน่นอน
  2. ยกตัวอย่างที่เป็นกลางและไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นก่อนหน้า
  3. เปิดประเด็นที่ร้ายแรงกว่าปัญหาที่เพิ่งกล่าวถึง
ดูคำตอบ

เปิดประเด็นที่ร้ายแรงกว่าปัญหาที่เพิ่งกล่าวถึง

ไวยากรณ์

if ... then ... should have jettisoned: การให้เหตุผลแบบมีเงื่อนไขเกี่ยวกับผลในอดีตที่คาดไว้

If ... then ... สร้างลำดับการให้เหตุผล โดยอนุประโยค if เสนอข้อสมมติ ส่วน then แสดงผลที่ตามมา นั่นคือ ถ้าเซลล์จำนวนมากไม่เคยส่งสัญญาณ เซลล์เหล่านั้นก็ถือว่าไม่จำเป็น Should have jettisoned หมายความว่า ภายใต้ข้อสมมตินั้น เราควรคาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่าวิวัฒนาการได้กำจัดเซลล์เหล่านั้นไปแล้วในอดีต บริบทชี้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้น จึงใช้ความคาดหมายในอดีตที่ไม่เป็นจริงเพื่อตั้งคำถามต่อข้อสมมติ ไม่ใช่คำแนะนำว่าตอนนี้ควรทำอะไร

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับข้อโต้แย้ง if ... then ... should have ทั้งหมดมากที่สุด?

  1. วิวัฒนาการจะกำจัดเซลล์เหล่านั้นอย่างแน่นอน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
  2. การกำจัดเซลล์เหล่านั้นเป็นผลที่คาดไว้ในอดีต แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกิดขึ้น
  3. กำลังแนะนำให้วิวัฒนาการกำจัดเซลล์เหล่านั้นเป็นครั้งแรกในตอนนี้
ดูคำตอบ

การกำจัดเซลล์เหล่านั้นเป็นผลที่คาดไว้ในอดีต แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกิดขึ้น

การใช้คำ

jettisoned them: กำจัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

jettison หมายถึงการกำจัดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปหรือกลายเป็นภาระ ใน jettisoned them คำว่า them หมายถึงเซลล์ที่ไม่เคยส่งสัญญาณ ดังนั้นวลีนี้จึงบอกว่าเซลล์เหล่านั้นน่าจะถูกกำจัดผ่านกระบวนการวิวัฒนาการไปนานแล้ว evolution ถูกทำให้เสมือนเป็นสิ่งที่ตัดสินใจได้ ประโยคนี้อธิบายผลที่คาดว่าจะเกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าวิวัฒนาการมีสติและโยนบางสิ่งทิ้งจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใน evolution should have jettisoned them long ago วลี jettisoned them หมายความว่าอะไร

  1. ทำให้พวกมันทั้งหมดทำงานพร้อมกัน
  2. เก็บพวกมันไว้ให้พร้อมใช้ในอนาคต
  3. กำจัดพวกมันเพราะไม่จำเป็น
ดูคำตอบ

กำจัดพวกมันเพราะไม่จำเป็น

The solution is to find the optimum proportion of cells โน้ต

3:58

ทางออกคือต้องหาสัดส่วนที่เหมาะสมของเซลล์

that the brain can have active at once.

4:01

ที่สมองสามารถสั่งให้ทำงานพร้อมกันได้

ลำดับความ

The solution is to find...: เปลี่ยนจากปัญหาไปสู่แนวทางแก้ไข

The solution is to find... เป็นสัญญาณว่าคำอธิบายกำลังเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่วิธีที่เสนอให้ใช้จัดการปัญหานั้น The solution ระบุคำตอบหรือแนวทาง ส่วน is to find ใช้รูป infinitive เพื่อบอกการกระทำที่ต้องทำ ในที่นี้ การกระทำคือการหาสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดของเซลล์ที่สามารถทำงานพร้อมกันได้ ประโยคนี้นำเสนอเป้าหมายทางทฤษฎี ไม่ใช่ขั้นตอนการทดลองอย่างละเอียด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างปัญหาและวิธีแก้ตามที่เรียนข้างต้น: Our meeting times keep changing. The solution ____ a regular time when everyone is free.

ดูคำตอบ

is to find

การใช้คำ

optimum proportion of cells: สัดส่วนที่ดีที่สุด ไม่ใช่สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด

optimum proportion of cells หมายถึงสัดส่วนของเซลล์ที่ให้ผลโดยรวมดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง optimum ขยายคำว่า proportion และ of cells บอกว่ากำลังวัดสัดส่วนของอะไร ไม่ได้หมายถึง “เซลล์จำนวนมาก” หรือ “สัดส่วนที่เท่ากัน” ในที่นี้ สัดส่วนที่เหมาะสมต้องสร้างสมดุลระหว่างการประมวลผลข้อมูลกับการใช้พลังงาน เนื่องจากเป้าหมายคือสมดุลที่ดีที่สุด สัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดจึงอาจต่ำกว่าสัดส่วนสูงสุดที่เป็นไปได้มาก

แบบฝึกหัด

optimum proportion ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. สัดส่วนที่ให้ผลโดยรวมดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด
  2. สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถทำได้
  3. สัดส่วนที่ทุกส่วนเท่ากัน
ดูคำตอบ

สัดส่วนที่ให้ผลโดยรวมดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด

For maximum efficiency, ลำดับความ

4:04

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

between 1% and 16% of cells should be active at any given moment. วลี

4:05

เซลล์ประมาณ 1% ถึง 16% ควรจะทำงานในแต่ละช่วงเวลา

ลำดับความ

For maximum efficiency: ระบุเป้าหมายก่อน

For maximum efficiency เป็นวลีที่วางไว้ต้นประโยคเพื่อบอกเป้าหมายหรือเกณฑ์ประเมินของข้อความที่ตามมา วลีนี้ทำให้เราเข้าใจว่าช่วงเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวเป็นช่วงที่แนะนำเมื่อให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ for ในที่นี้หมายถึง “เพื่อให้บรรลุ” ไม่ได้หมายถึง “สำหรับผู้รับ” การวางวลีนี้ไว้ก่อนช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าควรตีความตัวเลขตามเกณฑ์ใดก่อนจะได้ยินตัวเลข

แบบฝึกหัด

วลีเปิดประโยค For maximum efficiency ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้: "For maximum efficiency, keep frequently used tools within reach."

  1. วลีนี้ระบุเป้าหมายที่กำหนดคำแนะนำ
  2. วลีนี้รายงานว่าเครื่องมือกำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว
  3. วลีนี้ระบุคนที่จะได้รับเครื่องมือ
ดูคำตอบ

วลีนี้ระบุเป้าหมายที่กำหนดคำแนะนำ

วลี

at any given moment: ภาพของช่วงขณะหนึ่ง

at any given moment หมายถึง “ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ” วลีนี้ชวนให้นึกถึงการดูภาพของช่วงขณะเดียว ไม่ใช่การรวมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ยาวกว่า ในประโยคนี้ ช่วง 1%–16% ใช้กับเซลล์ที่กำลังทำงานพร้อมกันในแต่ละขณะ ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงเซลล์กลุ่มนั้นเท่านั้นที่สามารถทำงานได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ”: Only two technicians may be in the lab ____.

ดูคำตอบ

at any given moment

This is the energy limit we have to live with วลี

4:11

นี่คือขีดจำกัดพลังงานที่เราต้องยอมรับ

in order to be conscious at all. ไวยากรณ์

4:13

เพื่อให้เรายังคงมีสติรับรู้ได้

วลี

the energy limit we have to live with: ข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

the energy limit we have to live with เป็นวลีนาม โดย we have to live with อธิบายว่าหมายถึงขีดจำกัดด้านพลังงานข้อใด เราอาจพูดเต็มได้ว่า the energy limit that we have to live with ซึ่งในที่นี้ละคำว่า that ไว้ live with ในที่นี้เป็นสำนวน หมายถึงยอมรับและรับมือกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากต่อไป ส่วน have to แสดงว่าการยอมรับนี้เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ความสมัครใจ จึงนำเสนอขีดจำกัดนี้ว่าเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการมีสติรับรู้

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The outdated software is a problem we have to live with for now,” have to live with หมายความว่าอย่างไร?

  1. ต้องอยู่บ้านเดียวกัน
  2. ต้องยอมรับและรับมือ
  3. ต้องกำจัดทันที
ดูคำตอบ

ต้องยอมรับและรับมือ

ไวยากรณ์

in order to ... at all: ทำให้แม้แต่ผลลัพธ์ขั้นต่ำเป็นไปได้

in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์หรือเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์หนึ่งเกิดขึ้นได้ ในที่นี้ in order to be conscious หมายถึงต้องจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้สติรับรู้สามารถมีอยู่ได้ at all เน้นความเป็นไปได้ในระดับต่ำสุด คือแค่การมีสติรับรู้ได้ตั้งแต่แรก ไม่ได้หมายถึง “ทั้งหมด” หรือ “อย่างสมบูรณ์”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ in order to ... at all: The radio needs some power ____ turn on ____.

ดูคำตอบ

in order to · at all

The need to conserve resources is the reason ไวยากรณ์

4:15

ความจำเป็นในการอนุรักษ์ทรัพยากรคือเหตุผลที่

most of the brain's operations must happen outside of consciousness. การใช้คำ

4:17

การทำงานส่วนใหญ่ของสมองต้องเกิดขึ้นนอกเหนือการรับรู้ของจิตสำนึก

ไวยากรณ์

The need to ... is the reason ...: ใช้ความจำเป็นเป็นสาเหตุ

The need to + คำกริยารูปพื้นฐาน เปลี่ยนความจำเป็นให้เป็นนามวลีที่ทำหน้าที่เป็นประธานได้ ในที่นี้ The need to conserve resources หมายถึงการประหยัดพลังงานที่มีจำกัดของสมองเป็นสิ่งจำเป็น is the reason เชื่อมความจำเป็นนั้นกับอนุประโยคผลลัพธ์ที่ตามมา ส่วน most of the brain's operations ... บอกผลลัพธ์ที่กำลังได้รับการอธิบาย สามารถเติม why หลัง reason ได้ แต่ในที่นี้ละไว้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบเหตุผล The need to ... is the reason ...: The ____ to keep the medicine cold is the ____ the box is insulated.

ดูคำตอบ

need · reason

การใช้คำ

outside of consciousness: กระบวนการที่ไม่เข้าสู่การรับรู้อย่างมีสติ

ในวลี outside of consciousness คำว่า outside of ใช้กำหนดขอบเขตเชิงนามธรรม การทำงานของสมองไม่ได้เข้าสู่การรับรู้อย่างมีสติของบุคคล แต่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกต ไม่ได้หมายความว่าการทำงานนั้นเกิดขึ้นนอกสมองหรือร่างกายในเชิงกายภาพ โดยทั่วไป เมื่อ outside of ใช้กับคำนามนามธรรม จะบอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่นอกเหนือหรือไม่รวมอยู่ในขอบเขตนามธรรมนั้น

แบบฝึกหัด

outside of consciousness ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ในสถานที่ทางกายภาพที่อยู่นอกสมอง
  2. หลังจากบุคคลหมดสติแล้วเท่านั้น
  3. โดยไม่เข้าสู่การรับรู้อย่างมีสติ
ดูคำตอบ

โดยไม่เข้าสู่การรับรู้อย่างมีสติ

It's why multitasking is a fool's errand. โน้ต

4:21

นั่นเป็นเหตุผลที่การทำงานหลายอย่างพร้อมกันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า

ลำดับความ

It's why: อ้างย้อนกลับไปยังสาเหตุก่อนหน้า

It's why ใช้ it เพื่ออ้างย้อนกลับไปยังสาเหตุหรือคำอธิบายในบริบทก่อนหน้า ในที่นี้ it หมายถึงสิ่งที่อธิบายไว้ก่อนหน้า ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง จากนั้น why จะนำเข้าสู่ผลลัพธ์หรือข้อสรุปว่า การทำหลายอย่างพร้อมกันเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์ โครงสร้างนี้จัดข้อมูลเป็น “สาเหตุก่อนหน้า → ข้อสรุปปัจจุบัน” และมีความหมายใกล้เคียงกับ That is why...

แบบฝึกหัด

อ่าน: The floor is wet. It's why we walk carefully. คำว่า It อ้างย้อนกลับไปถึงอะไร

  1. คนที่กำลังเดิน
  2. ข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นเปียก
  3. ลักษณะการเดินของพวกเขา
ดูคำตอบ

ข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นเปียก

สำนวน

a fool's errand: งานที่แทบไม่มีโอกาสสำเร็จ

a fool's errand เป็นสำนวน หมายถึงงานหรือความพยายามที่ไร้ประโยชน์หรือแทบไม่มีโอกาสสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงงานที่เป็นของคนโง่ ในประโยคนี้ ผู้พูดมองว่าการทำหลายอย่างพร้อมกันเป็นวิธีที่ไม่ดีตั้งแต่แรก โดยทั่วไปใช้สำนวนนี้เมื่อเป้าหมายหรือวิธีการทำให้โอกาสสำเร็จน้อยมากจนไม่คุ้มกับความพยายาม

แบบฝึกหัด

a fool's errand ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. งานที่ง่ายแต่น่าอาย
  2. งานที่เป็นของคนโง่
  3. งานที่แทบไม่มีโอกาสสำเร็จ
ดูคำตอบ

งานที่แทบไม่มีโอกาสสำเร็จ

We simply lack the energy to do two things at once, วลี

4:24

เราแค่ขาดพลังงานที่จะทำสองสิ่งในเวลาเดียวกัน

let alone three or five. วลี

4:27

ไม่ต้องพูดถึงสามหรือห้าสิ่งเลย

วลี

lack the energy to: ไม่มีพลังงานเพียงพอสำหรับการกระทำหนึ่ง

ในโครงสร้าง lack the energy to do something คำว่า lack หมายถึงมีไม่เพียงพอ ในทางไวยากรณ์เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม โดย the energy เป็นกรรม และ infinitive ที่มี to ระบุการกระทำที่ทำไม่ได้ energy อาจหมายถึงความสามารถทางร่างกายหรือจิตใจจริง ๆ หรือหมายกว้าง ๆ ถึงกำลังและสมาธิที่จำเป็นต่อกิจกรรมหนึ่ง ในที่นี้วลีดังกล่าวบอกว่าความสามารถที่เรามีไม่เพียงพอสำหรับการทำหลายอย่างพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้: Right now, after the long hike, I ____ carry another bag.

ดูคำตอบ

lack the energy to

วลี

let alone three or five: กรณีที่ยิ่งเป็นไปได้น้อยกว่าเดิม

let alone ใช้กล่าวถึงกรณีที่สองซึ่งเป็นไปได้น้อยกว่ากรณีแรกยิ่งกว่าเดิม ในประโยคนี้ การไม่มีพลังพอทำสองงานหมายความว่าการทำสามหรือห้างานยิ่งเกินความสามารถของเราไปอีก คำที่ซ้ำกับส่วนแรกถูกละไว้ โดย let alone three or five มีความหมายเต็มว่า let alone do three or five things at once

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'I cannot finish one chapter tonight, let alone the whole book,' คำว่า 'let alone the whole book' หมายความว่าอย่างไร?

  1. การอ่านหนังสือทั้งเล่มให้จบง่ายกว่าการอ่านหนึ่งบทให้จบ
  2. ควรปล่อยหนังสือทั้งเล่มไว้ตามลำพัง
  3. การอ่านหนังสือทั้งเล่มให้จบยิ่งเป็นไปไม่ได้
ดูคำตอบ

การอ่านหนังสือทั้งเล่มให้จบยิ่งเป็นไปไม่ได้

When we try,

4:28

เมื่อเราพยายามทำแบบนั้น

we do each task less well than if we'd given it our full attention. โน้ต

4:29

เราจะทำแต่ละงานได้แย่กว่าการให้ความสนใจอย่างเต็มที่

ไวยากรณ์

less well than if: การเปรียบเทียบกับผลที่ตรงข้ามความจริง

less well เป็นรูปเปรียบเทียบของคำวิเศษณ์ well และบอกว่าคุณภาพของการทำสิ่งนั้นต่ำกว่า ส่วน than if ใช้นำเข้าสถานการณ์สมมติที่เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ ในที่นี้ we'd หมายถึง we had และ had given แสดงทางเลือกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง กล่าวคือ แต่ละงานน่าจะทำได้ดีกว่าหากได้รับความสนใจอย่างเต็มที่ ดังนั้นประโยคนี้จึงเปรียบเทียบผลตอนที่ความสนใจถูกแบ่งกับผลแบบตรงข้ามความจริงที่ดีกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นจริงกับผลแบบตรงข้ามความจริงที่ดีกว่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. I performed less well if than I had practiced beforehand.
  2. I performed less good than if I had practiced beforehand.
  3. I performed less well than if I had practiced beforehand.
ดูคำตอบ

I performed less well than if I had practiced beforehand.

วลี

given it our full attention: ทุ่มความสนใจทั้งหมดให้กับสิ่งนั้น

Give something your full attention หมายถึงการจดจ่อกับคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเต็มที่ แทนที่จะแบ่งความสนใจไปหลายทาง ในตัวอย่าง it หมายถึงงานแต่ละชิ้น our บอกว่าเป็นความสนใจของใคร และ given เป็นรูป past participle ของ give หลัง we'd ซึ่งในที่นี้หมายถึง we had โครงสร้างคือ give + คนหรือสิ่งของ + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + full attention เช่น give the problem my full attention คำว่า give ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของ แต่หมายถึงการทุ่มทรัพยากรทางความคิดที่เป็นนามธรรมให้กับเป้าหมายหนึ่ง เมื่อเทียบกับ pay attention ที่มีความหมายกว้างกว่า คำว่า full เน้นอย่างชัดเจนว่าจดจ่ออย่างเต็มที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่เหมาะสมของ give something your full attention: This report is important, so please ____.

ดูคำตอบ

give it your full attention

The numbers are against us. สำนวน

4:33

ตัวเลขไม่ได้เข้าข้างเราเลย

สำนวน

The numbers are against us: ตัวเลขบ่งชี้ว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจให้เรา

The numbers are against us หมายความว่าข้อมูล การคำนวณ หรือโอกาสที่มีอยู่ทำให้ผลลัพธ์ที่ต้องการเกิดขึ้นได้ยาก Numbers เป็นคำเรียกสั้น ๆ ถึงสิ่งที่ตัวเลขแสดง ส่วน against us ทำให้หลักฐานดูเหมือนคนที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามเรา ในที่นี้ numbers หมายถึงการคำนวณที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ประโยคนี้สรุปข้อเสียเปรียบที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขที่เขียนไว้ไม่ชอบใครจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ วลีสุดท้ายหมายความว่าอย่างไร? We can apply, but with only three places available, the numbers are against us.

  1. ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ทำให้มีโอกาสสำเร็จน้อย
  2. มีคนเขียนตัวเลขเพื่อวิจารณ์เรา
  3. เราลืมวิธีนับเลข
ดูคำตอบ

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ทำให้มีโอกาสสำเร็จน้อย

Your brain is already smart and powerful.

4:35

สมองของคุณฉลาดและทรงพลังอยู่แล้ว

So powerful that it needs a lot of power to stay powerful. โน้ต

4:37

ทรงพลังมากจนต้องการพลังงานจำนวนมากเพื่อคงความทรงพลังไว้

ไวยากรณ์

So powerful that: so + คำคุณศัพท์ + that เพื่อบอกผล

so + คำคุณศัพท์ + that เชื่อมระดับที่สูงมากเข้ากับผลที่เกิดขึ้น ในที่นี้ so powerful บอกระดับ ส่วน that it needs a lot of power to stay powerful บอกผลที่ตามมา that ในที่นี้ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคบอกผล ไม่ได้แปลว่า “สิ่งนั้น” เมื่อดูจากบริบท คำบรรยายนี้เป็นส่วนของประโยคที่ต่อจากแนวคิดก่อนหน้า ถ้าเขียนเป็นประโยคเต็มจะมีรูปแบบ ประธาน + be + so + คำคุณศัพท์ + that + อนุประโยคบอกผล

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกผล so + คำคุณศัพท์ + that โดยใช้ heavy: The backpack was ____ I had to use a cart.

ดูคำตอบ

so heavy that

ลำดับความ

powerful ... power ... powerful: ใช้คำในตระกูลเดียวกันซ้ำเพื่อสรุปประเด็น

การใช้คำในตระกูลเดียวกันซ้ำช่วยจัดประโยคให้เป็นบทสรุปสั้น ๆ powerful ตัวแรกบอกว่าสมองมีความสามารถสูง ส่วน power ใน needs a lot of power หมายถึงพลังงาน และ powerful ตัวสุดท้ายกลับมาที่ความสามารถอีกครั้ง การเคลื่อนจากความสามารถไปสู่พลังงานแล้วกลับมาที่ความสามารถช่วยเชื่อมสองแนวคิดหลัก และทำให้ตอนจบมีจังหวะที่จำง่าย นี่เป็นการเล่นคำและย้อนโยงอย่างตั้งใจ ไม่ใช่การพูดซ้ำโดยไม่ตั้งใจ

แบบฝึกหัด

การใช้ powerful ... power ... powerful ซ้ำในประโยคมีผลอย่างไร?

  1. เพียงเพิ่มคำที่ไม่จำเป็นโดยไม่ได้เปลี่ยนหรือจัดระเบียบสาร
  2. อ้างว่าความสามารถกับพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งเดียวกันทุกประการ
  3. เชื่อมความสามารถของสมองเข้ากับพลังงานที่จำเป็นต่อการรักษาความสามารถนั้น
ดูคำตอบ

เชื่อมความสามารถของสมองเข้ากับพลังงานที่จำเป็นต่อการรักษาความสามารถนั้น

And so smart that it has built in กริยาวลี

4:41

และฉลาดมากจนได้สร้าง

an energy efficiency plan.

4:43

แผนประสิทธิภาพการใช้พลังงานเอาไว้

กริยาวลี

has built in: ใส่คุณสมบัติให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ

ใน has built in an energy efficiency plan คำว่า has แสดงโครงสร้าง present perfect, built เป็น past participle ของ build และ in เป็นคำอนุภาค ส่วนกรรม an energy efficiency plan อยู่หลังวลีกริยาทั้งหมด ในที่นี้ build in หมายถึงการใส่บางสิ่งให้เป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากระบบหรือการออกแบบไม่ได้ สมองไม่ได้สร้างแผนขึ้นมาจริง ๆ แต่ประโยคนี้เปรียบกลไกประหยัดพลังงานเหมือนคุณสมบัติที่ออกแบบไว้ในระบบอัจฉริยะ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของ build in: The design team has ____ an automatic backup feature.

ดูคำตอบ

built in

So don't let a fraudulent myth make you guilty about your supposedly lazy brain. โน้ต

4:45

ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเชื่อหลอกลวงทำให้คุณรู้สึกผิดเกี่ยวกับสมองที่ถูกกล่าวหาว่าขี้เกียจของคุณ

ไวยากรณ์

don't let ... make you guilty: อย่าปล่อยให้แรงกดดันทำให้รู้สึกผิด

Don't let X make you Y เป็นโครงสร้างสำหรับให้คำแนะนำอย่างหนักแน่น หลัง let จะตามด้วย X และกริยารูปพื้นฐาน make ส่วนหลัง make คำว่า you เป็นกรรม และ guilty เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาพที่เกิดขึ้น ในที่นี้ guilty หมายถึงการรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบหรือรู้สึกละอาย ไม่ได้หมายถึงมีความผิดตามกฎหมาย ผู้พูดกำลังแนะนำว่าอย่าปล่อยให้คำกล่าวอ้างที่ไม่จริงสร้างความรู้สึกนี้ขึ้นมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ don't let X make you Y เพื่อให้คำแนะนำได้ถูกต้อง

  1. Don't let one mistake makes you feel hopeless.
  2. Don't let one mistake make you feel hopeless.
  3. Don't let one mistake to make you feel hopeless.
ดูคำตอบ

Don't let one mistake make you feel hopeless.

น้ำเสียง/เจตนา

supposedly lazy brain: สงสัยป้าย lazy

ใน supposedly lazy brain คำว่า supposedly ทำให้ lazy เป็นป้ายที่คนอื่นใช้เรียก ไม่ใช่การตัดสินที่ผู้พูดยอมรับ ในที่นี้ความหมายใกล้กับ so-called และช่วยให้ผู้พูดเว้นระยะจากป้ายนั้นด้วยท่าทีสงสัยและประชดเล็กน้อย เนื้อหาก่อนหน้านี้โต้แย้งแนวคิดที่ว่าสมองขี้เกียจ ดังนั้นวลีนี้จึงไม่ได้ยืนยันความขี้เกียจ โดยทั่วไป supposedly สามารถถ่ายทอดคำกล่าวหนึ่งพร้อมส่งสัญญาณว่าความจริงของคำกล่าวนั้นยังไม่แน่นอนหรือยังเป็นที่ถกเถียง

แบบฝึกหัด

supposedly เพิ่มท่าทีแบบใดให้กับประโยคนี้

  1. ผู้พูดคิดว่าสมองน่าจะขี้เกียจ
  2. ผู้พูดบอกว่าสมองกำลังแกล้งทำเป็นขี้เกียจ
  3. ผู้พูดกล่าวซ้ำว่าขี้เกียจ แต่ส่งสัญญาณว่าสงสัยป้ายนั้น
ดูคำตอบ

ผู้พูดกล่าวซ้ำว่าขี้เกียจ แต่ส่งสัญญาณว่าสงสัยป้ายนั้น

Guilt would be a waste of energy. สำนวน

4:49

ความรู้สึกผิดรังแต่จะสิ้นเปลืองพลังงาน

สำนวน

a waste of energy: ความพยายามที่สูญเปล่าและการเชื่อมกลับสู่หัวข้อ

ใน a waste of energy คำว่า waste หมายถึงการใช้ความพยายามหรือทรัพยากรทางความคิดโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ การเรียกความรู้สึกผิดว่า a waste of energy จึงหมายความว่าในกรณีนี้ ความรู้สึกผิดไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ตอนจบยังเล่นกับความหมายตรงตัวของ energy เพราะเนื้อหากล่าวถึงการใช้พลังงานที่มีจำกัดของสมอง การซ้อนกันระหว่างสำนวนในชีวิตประจำวันกับหัวข้อวิทยาศาสตร์ทำให้เป็นประโยคปิดที่สั้นและมีอารมณ์ขันเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

a waste of energy สร้างผลสองอย่างใดในประโยคปิดนี้

  1. วลีนี้บอกว่าความรู้สึกผิดไม่ก่อประโยชน์และยังเชื่อมกลับไปยังการพูดถึงพลังงานของสมองแบบตรงตัว
  2. วลีนี้บอกว่าความรู้สึกผิดสร้างพลังงานเพิ่มให้สมองได้จริง
  3. วลีนี้บอกว่าพลังงานทุกรูปแบบไม่มีประโยชน์
ดูคำตอบ

วลีนี้บอกว่าความรู้สึกผิดไม่ก่อประโยชน์และยังเชื่อมกลับไปยังการพูดถึงพลังงานของสมองแบบตรงตัว

After all this, ลำดับความ

4:51

หลังจากทั้งหมดนี้

don't you realize it's dumb to waste mental energy? น้ำเสียง/เจตนา

4:52

คุณไม่รู้หรือว่ามันงี่เง่าที่จะทิ้งพลังงานจิตใจไปเปล่าๆ?

ลำดับความ

After all this: อ้างย้อนถึงเนื้อหาก่อนจะนำไปสู่ข้อสรุป

After all this รวบรวมคำอธิบายทั้งหมดก่อนหน้านี้ให้เป็นการอ้างย้อนกลับเพียงจุดเดียว ในที่นี้ all this หมายถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เพิ่งกล่าวถึง ไม่ใช่เพียงการที่เวลาผ่านไป เมื่อวางไว้หน้าคำถาม วลีนี้จะปิดคำอธิบายก่อนหน้าและทำให้ข้อความถัดไปเป็นข้อสรุปที่ผู้ฟังควรยอมรับได้แล้ว ในบริบทอื่น วลีนี้ยังอาจอ้างถึงประสบการณ์หรือเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันได้ด้วย

แบบฝึกหัด

After all this จัดระเบียบข้อมูลในที่นี้อย่างไร?

  1. บอกเพียงว่ามีเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง
  2. เริ่มหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก่อนหน้า
  3. รวบคำอธิบายก่อนหน้าและปูไปสู่ข้อสรุป
ดูคำตอบ

รวบคำอธิบายก่อนหน้าและปูไปสู่ข้อสรุป

น้ำเสียง/เจตนา

don't you realize...?: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ถือว่าข้อสรุปควรชัดเจนแล้ว

Don't you realize...? เป็นคำถามปฏิเสธ แต่ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่การถามข้อมูลอย่างเป็นกลาง ผู้พูดตั้งสมมติฐานว่าประเด็นนี้ควรจะชัดเจนอยู่แล้ว โดยมีความหมายใกล้เคียงกับ “ตอนนี้คุณควรตระหนักได้แล้ว” รูปแบบนี้ผลักให้ผู้ฟังเห็นด้วย ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและความสัมพันธ์ อาจสื่อถึงความประหลาดใจ ความไม่อดทน หรือการตำหนิเล็กน้อย ในที่นี้ใช้เป็นการย้ำเตือนครั้งสุดท้ายที่ฟังดูเบาแต่หนักแน่น

แบบฝึกหัด

ในการใช้นี้ Don't you realize...? สื่อเป็นนัยว่าอย่างไร?

  1. ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังนิยามคำว่า realize
  2. ผู้พูดคิดว่าผู้ฟังควรเข้าใจอยู่แล้ว
  3. ผู้พูดกำลังถามอย่างเป็นกลางและไม่ได้คาดหวังคำตอบแบบใดเลย
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดว่าผู้ฟังควรเข้าใจอยู่แล้ว

You have billions of power-hungry neurons to maintain. สำนวน

4:55

คุณมีเซลล์ประสาทที่หิวโหยพลังงานหลายพันล้านเซลล์ที่ต้องดูแล

สำนวน

power-hungry neurons: เซลล์ประสาทที่ต้องใช้พลังงานมาก

ในที่นี้ power-hungry หมายถึงต้องการและใช้พลังงานจำนวนมาก เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่วางหน้า neurons ดังนั้น power-hungry neurons จึงหมายถึงเซลล์ประสาทที่ต้องใช้พลังงานมากเพื่อคงการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าเซลล์เหล่านี้หิวจริง ๆ ภาพพจน์นี้ทำให้เซลล์ประสาทดูเหมือนมีความอยากพลังงาน โดยทั่วไป power-hungry ใช้บรรยายอุปกรณ์ โปรแกรม ระบบ หรืออวัยวะที่ใช้ไฟฟ้า พลังงาน หรือทรัพยากรอื่นจำนวนมากได้

แบบฝึกหัด

ใน “The new laptop is power-hungry,” คำว่า power-hungry น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. มันใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก
  2. มันต้องการอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
  3. มันทรงพลังและทำงานเร็วมาก
ดูคำตอบ

มันใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก

So hop to it. สำนวน

4:58

ดังนั้น จงรีบลงมือทำซะ

สำนวน

hop to it: เริ่มลงมือเดี๋ยวนี้

Hop to it เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงให้เริ่มหรือรีบลงมือทำ คำทั้งสามทำหน้าที่ร่วมกันเป็นคำสั่งตายตัวในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงให้กระโดดไปหาหรือขึ้นไปบนสิ่งใดจริง ๆ เมื่อมี So ประโยคนี้จะเปลี่ยนแนวคิดก่อนหน้าให้เป็นคำกระตุ้นให้ลงมืออย่างรวดเร็ว นั่นคือ “เพราะฉะนั้น เริ่มขยับเดี๋ยวนี้” สำนวนนี้มักฟังดูกระฉับกระเฉงหรือขี้เล่น แต่ก็ยังเป็นการเร่งให้เลิกผัดวันประกันพรุ่งโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงให้เริ่มลงมือเดี๋ยวนี้: The doors open in five minutes, so ____!

ดูคำตอบ

hop to it