บลูอี้ ตอนเต็มวันหยุดเทศกาล ❤️ | ซานต้าที่ระเบียง | ซีซัน 1 ตอนที่ 52 | ตอนเต็ม | @disneyjr: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Disney Jr.

ความยากในการเรียน
644 คำ 146 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ระหว่างการเล่นสมมติในธีมคริสต์มาส บลูอีและครอบครัวใช้ของขวัญจากซานต้าเป็นรางวัลสำหรับความประพฤติดีและเป็นเครื่องมือให้คนอื่นขอโทษ หลังจากไม่ให้ของขวัญแก่ซ็อกส์ที่กัดเธอ บลูอีได้เรียนรู้ว่าควรทำดีกับผู้อื่นเพราะเข้าใจความรู้สึกของเขา ไม่ใช่เพราะหวังรางวัล ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Santa doesn't give presents to naughty kids. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจธรรมเนียมคริสต์มาสที่ว่าซานต้าจะมอบของขวัญให้เด็กที่ประพฤติดี บริบทนี้ช่วยให้เห็นว่าเหตุใดตัวละครจึงอ้างเรื่องของขวัญซ้ำ ๆ เพื่อบังคับใช้กฎและชักจูงพฤติกรรมของกันและกัน 2. We didn't mean to. — วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้วิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่าการกระทำนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ โดยละสิ่งที่ทำไว้เพราะเข้าใจได้จากบริบท วลีนี้จึงใช้ชี้แจงความผิดพลาด ลดน้ำหนักของความรับผิด และเริ่มต้นคำขอโทษได้ 3. Imagine if Socks did to you what you did to her. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตและใช้สถานการณ์สมมติที่สลับบทบาท เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายเห็นผลกระทบจากการกระทำของตน รูปแบบนี้เหมาะกับการพูดถึงผลที่ตามมา ความยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจ และการคลี่คลายความขัดแย้ง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Mum!

0:06

แม่!

Dad.

0:12

พ่อ

Bingo.

0:18

บิงโก

Bluey.

0:23

บลูอี้

No, no.

0:26

ไม่ ไม่

I love my custard cold.

0:27

หนูชอบกินคัสตาร์ดเย็นๆ

Oops.

0:29

อุ๊ย

Really?

0:29

จริงเหรอ?

It's like goop! การใช้คำ

0:30

มันเหมือนของเหลวเละๆ เลย!

การใช้คำ

It's like goop!: like แสดงความคล้ายและ goop หมายถึงก้อนเหนียวแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ be like หมายถึง “คล้าย” หรือ “มีเนื้อสัมผัสคล้ายกับ” ไม่ใช่ like ที่เป็นคำกริยาหมายถึง “ชอบ” ส่วน goop เป็นคำนามไม่เป็นทางการ หมายถึงสารที่เหนียว ข้น และไม่มีรูปทรงแน่นอน การเรียกอาหารว่า goop ทำให้เห็นภาพเนื้อสัมผัสหรือรูปลักษณ์ได้ทันที และมักแฝงความรู้สึกไม่ชอบเล็กน้อยหรือการหยอกเล่น การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ระบุอย่างแม่นยำว่าสิ่งนั้นคือสารอะไร แต่บอกว่ามันดูหรือสัมผัสอย่างไร

แบบฝึกหัด

ใน It's like goop! คำว่า like หมายถึงอะไร?

  1. มันคล้ายสารที่เหนียวและไม่มีรูปทรงแน่นอน
  2. มันชอบสารที่เหนียวและไม่มีรูปทรงแน่นอน
  3. มันยกสารที่เหนียวและไม่มีรูปทรงแน่นอนเป็นตัวอย่าง
ดูคำตอบ

มันคล้ายสารที่เหนียวและไม่มีรูปทรงแน่นอน

No peeking at those presents. ไวยากรณ์

0:32

ห้ามแอบดูของขวัญพวกนั้นนะ

ไวยากรณ์

No peeking at those presents: การห้ามด้วย No + รูป -ing

No + รูปกริยา -ing ใช้สร้างคำห้ามสั้น ๆ ได้ โดย No peeking หมายถึง “ห้ามแอบดู” โครงสร้างนี้ระบุว่าการกระทำนั้นไม่ได้รับอนุญาต จึงพบบ่อยในกฎ คำเตือน และป้ายประกาศ Peek หมายถึงมองอย่างรวดเร็วหรือแอบมอง ซึ่งมักเป็นตอนที่ไม่ควรมอง ส่วน at those presents ระบุว่าสิ่งที่ห้ามมองคือของขวัญพวกนั้น ประโยคนี้กำลังกำหนดกฎ ไม่ได้บรรยายการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมกฎด้วยรูป -ing ของ peek: No ____ at the answers.

ดูคำตอบ

peeking

Why not?

0:34

ทำไมล่ะคะ?

Because Santa doesn't give presents to naughty kids. วัฒนธรรม

0:34

เพราะซานต้าไม่ให้ของขวัญเด็กดื้อไงล่ะ

วัฒนธรรม

Santa Doesn't Give Presents to Naughty Kids: กฎในเรื่องราวคริสต์มาส

ในเรื่องราวคริสต์มาสที่คุ้นเคย ซานต้าจะให้ของขวัญเป็นรางวัลแก่เด็กที่ประพฤติดี และอาจไม่ให้เด็กที่ถูกเรียกว่า naughty ผู้พูดใช้กฎของเรื่องราวที่คนทั่วไปรู้จักนี้เพื่อเชื่อมโยงการประพฤติดีกับการได้รับของขวัญ ในที่นี้ naughty หมายถึงซนหรือไม่ทำตามกฎในระดับของเด็ก โดยปกติในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงชั่วร้ายหรือมีศีลธรรมเลวร้ายอย่างรุนแรง

แบบฝึกหัด

ในบริบทของเรื่องราวคริสต์มาสนี้ ประโยคนี้สื่อเป็นนัยว่าอะไร

  1. ซานต้าให้ของขวัญเป็นรางวัลแก่เด็กที่ประพฤติดี และอาจไม่ให้เมื่อเด็กทำตัวไม่ดี
  2. ซานต้าคิดว่าเด็กทุกคนมีศีลธรรมเลวร้ายอย่างมาก
  3. ซานต้าให้ของขวัญเฉพาะเด็กที่ขออย่างสุภาพเท่านั้น
ดูคำตอบ

ซานต้าให้ของขวัญเป็นรางวัลแก่เด็กที่ประพฤติดี และอาจไม่ให้เมื่อเด็กทำตัวไม่ดี

How does Santa get in? กริยาวลี

0:37

แล้วซานต้าเข้ามาได้ยังไงคะ?

กริยาวลี

get in: เคลื่อนจากข้างนอกเข้าไปข้างใน

get in ในที่นี้หมายถึง “เข้าไป” คือซานต้าเคลื่อนจากนอกบ้านเข้าไปข้างใน in ให้ความหมายด้านทิศทางและผลลัพธ์ ส่วน get ทำหน้าที่เป็นคำกริยาบอกการเคลื่อนที่ ไม่ได้มีความหมายทั่วไปว่า “ได้รับ” เนื่องจากสถานการณ์ทำให้รู้อยู่แล้วว่าสถานที่นั้นคือบ้าน จึงใช้ get in เพียงลำพังได้ คำถามนี้ถามถึงวิธีหรือเส้นทางที่เขาใช้เข้าไป

แบบฝึกหัด

เติม get และคำอนุภาคที่แสดงการเคลื่อนจากข้างนอกเข้าไปข้างใน: The door was locked, but we finally managed to ____.

ดูคำตอบ

get in

There's no chimney.

0:39

ไม่มีปล่องไฟนี่นา

Maybe he uses the verandah. วัฒนธรรม

0:41

บางทีเขาอาจจะใช้ระเบียงก็ได้

วัฒนธรรม

the verandah: พื้นที่กลางแจ้งมีหลังคาที่ต่อกับบ้าน

ในประโยคนี้ verandah หมายถึงพื้นที่เปิดโล่งมีหลังคาที่ต่อกับด้านนอกของบ้าน และมักทอดยาวไปตามด้านหนึ่งหรือหลายด้านของบ้าน ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย verandah เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปสำหรับพื้นที่บ้านลักษณะนี้ เด็กกำลังคิดว่าซานต้าอาจใช้ verandah เป็นทางมาถึงบ้านแทนปล่องไฟ แนวคิดนี้ยังอธิบายชื่อเกมที่เด็ก ๆ คิดขึ้นว่า Verandah Santa ด้วย

แบบฝึกหัด

ใน Maybe he uses the verandah คำว่า verandah น่าจะหมายถึงอะไร?

  1. พื้นที่มีราวกั้นที่ยื่นออกมาจากชั้นบน
  2. ช่องทางที่นำควันขึ้นออกไปทางหลังคา
  3. พื้นที่เปิดโล่งมีหลังคาที่ต่อกับด้านนอกของบ้าน
ดูคำตอบ

พื้นที่เปิดโล่งมีหลังคาที่ต่อกับด้านนอกของบ้าน

Oh, yeah.

0:43

โอ้ จริงด้วย

Let's play Verandah Santa. วลี

0:45

มาเล่นเป็นซานต้าระเบียงกันเถอะ

วลี

Let's play Verandah Santa: ชวนคนอื่นให้เริ่มเล่นเกม

Let's play + ชื่อเกม เป็นวิธีชวนอย่างเป็นกันเองให้ทุกคนเริ่มเล่นเกมนั้นด้วยกัน Let's เป็นรูปย่อของ let us จึงรวมผู้พูดไว้ในกิจกรรมด้วย ในที่นี้ Verandah Santa เป็นชื่อเกมสมมติบทบาทที่เพิ่งคิดขึ้น เพราะเป็นชื่อเกมจึงวางต่อจาก play ได้โดยตรง: Let's play Verandah Santa.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ Let's + play เพื่อชวนทุกคนมาเล่นเกม: ____ hide-and-seek after lunch.

ดูคำตอบ

Let's play

Yeah.

0:47

เย้

Come on, Dad. น้ำเสียง/เจตนา

0:48

เร็วเข้า พ่อ

น้ำเสียง/เจตนา

Come on: เร่งหรือให้กำลังใจให้อีกฝ่ายเข้าร่วมหรือลงมือทำ

ในที่นี้ Come on ไม่ได้เป็นเพียงการขอให้พ่อขยับเข้ามาใกล้ตามความหมายตรงตัว แต่เป็นการเร่งหรือให้กำลังใจให้พ่อเข้าร่วมกิจกรรม โดยทั่วไป come on ใช้ผลักดันให้อีกฝ่ายลงมือทำ เช่น “มาร่วมกัน” “ลองดู” หรือ “เร็วเข้า” แล้วแต่สถานการณ์

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งอยากให้พ่อเข้าร่วมเล่นเกมและพูดว่า “Come on, Dad.” Come on ทำหน้าที่อะไรในที่นี้?

  1. เป็นการถามพ่อว่าเกมอยู่ที่ไหน
  2. เป็นการเร่งหรือให้กำลังใจให้พ่อเข้าร่วม
  3. เป็นการบอกว่าพ่อมาถึงแล้ว
ดูคำตอบ

เป็นการเร่งหรือให้กำลังใจให้พ่อเข้าร่วม

Muffin, quick.

0:51

มัฟฟิน เร็วเข้า

You have to say sorry. วลี

0:52

หลานต้องพูดขอโทษนะ

วลี

have to say sorry: บอกว่าจำเป็นต้องขอโทษ

Have to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าจำเป็นต้องทำบางอย่าง ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องทำคือ say sorry นั่นคือผู้ฟังต้องขอโทษ ใน say sorry คำว่า sorry คือคำหรือข้อความที่พูดออกมา ไม่ใช่คำคุณศัพท์ที่บรรยายความรู้สึกของคนนั้น วลีนี้เป็นวิธีพูดถึงการขอโทษที่ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่กำหนดให้ตรงตัวคือ have to say sorry: After pushing your brother, you ____.

ดูคำตอบ

have to say sorry

Santa's watching. น้ำเสียง/เจตนา

0:53

ซานต้ากำลังมองอยู่นะ

น้ำเสียง/เจตนา

Santa's watching ที่ใช้เป็นคำเตือน

ตามตัวอักษร Santa's watching หมายถึงซานต้ากำลังเฝ้าดูอยู่ ในฉากนี้ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นคำเตือน ผู้พูดอ้างซานต้าในฐานะผู้มีอำนาจจากภายนอกเพื่อกดดันให้เด็กทำตัวดีและขอโทษ รูปแบบ X is watching ที่นำไปใช้ต่อได้อาจทำมากกว่าแค่บอกการกระทำ ในบริบทที่เหมาะสม รูปแบบนี้ใช้เตือนว่าอาจมีคนเห็นและตัดสินพฤติกรรมของเรา

แบบฝึกหัด

ในฉากนี้ Santa's watching มีจุดประสงค์หลักอะไร?

  1. เตือนให้เด็กทำตัวดีเพราะซานต้ามองเห็นได้
  2. บอกว่าซานต้ากำลังดูรายการโทรทัศน์
  3. ถามเด็กว่าซานต้าอยู่ที่ไหน
ดูคำตอบ

เตือนให้เด็กทำตัวดีเพราะซานต้ามองเห็นได้

He knows if you've been naughty or nice. ไวยากรณ์

0:54

เขารู้ว่าหลานดื้อหรือทำตัวดี

ไวยากรณ์

if you've been naughty or nice: if ที่หมายถึง “ว่า...หรือไม่”

ตรงนี้ if หมายถึง “ว่า...หรือไม่” แบบ whether ไม่ใช่ “โดยมีเงื่อนไขว่า” อนุประโยค if you've been naughty or nice ทำหน้าที่เป็นเนื้อหาที่ knows รับอยู่ กล่าวคือ เขารู้ว่าพฤติกรรมของคุณตรงกับตัวเลือกใดในสองแบบ ไม่ได้บอกเงื่อนไขที่ทำให้เขารู้ หลังคำกริยาอย่าง know, ask, check และ see คำว่า if สามารถนำคำถามแบบตอบใช่หรือไม่ใช่ที่ฝังอยู่ในประโยคได้ วิธีเช็กอย่างรวดเร็วคือ ลองแทน if ด้วย whether แล้วดูว่าความหมายหลักยังเหมือนเดิมหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใน He knows if you've been naughty or nice. คำว่า if หมายถึงอะไร?

  1. ว่า...หรือไม่
  2. โดยมีเงื่อนไขว่า
  3. เพราะว่า
ดูคำตอบ

ว่า...หรือไม่

You won't get any presents.

0:57

หลานจะไม่ได้ของขวัญเลยนะ

Yaaa!

0:59

ย้าา!

I'm sorry.

0:59

หนูขอโทษ

I'm sorry.

1:00

หนูขอโทษ

No worries, Muffin. การใช้คำ

1:02

ไม่เป็นไร มัฟฟิน

การใช้คำ

No worries: วิธีพูดว่า “ไม่เป็นไร” แบบสบาย ๆ

ในประโยคนี้ No worries ใช้รับคำขอโทษของ Muffin หมายถึง “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้” ไม่ได้รายงานตามตัวอักษรว่าทุกคนไม่มีความกังวลใด ๆ ให้เข้าใจทั้งวลีว่าเป็นคำตอบที่เป็นมิตรและสบาย ๆ ซึ่งปิดเรื่องเล็กน้อยนั้นแล้วเดินหน้าสนทนาต่อ

แบบฝึกหัด

Muffin ขอโทษเรื่องความผิดพลาดเล็กน้อย No worries ในคำตอบหมายความว่าอย่างไร

  1. ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล
  2. ฉันยังโกรธเธออยู่
  3. เธอต้องขอโทษอีกครั้ง
ดูคำตอบ

ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล

I accept your sorry. การใช้คำ

1:03

ฉันรับคำขอโทษของเธอ

การใช้คำ

accept your sorry: คำพูดแบบเด็กสำหรับการรับคำขอโทษ

ตรงนี้ your sorry ทำให้ sorry เป็นเหมือน “คำขอโทษ” ชิ้นหนึ่งที่รับไว้ได้ เด็กต้องการสื่อว่า I accept your apology และทำให้การขอโทษกับการรับคำขอโทษเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนของการเล่น ในภาษาอังกฤษมาตรฐานของผู้ใหญ่ sorry มักใช้ใน I'm sorry หรือ say sorry ส่วนคำนามปกติที่ตามหลัง accept คือ apology ให้เข้าใจ accept your sorry ว่าเป็นคำพูดแบบเด็กและแบบเล่นสมมติ ไม่ใช่รูปแบบทั่วไปที่ควรนำไปใช้ตาม

แบบฝึกหัด

เมื่อผู้ใหญ่บอกอย่างเป็นทางการว่ายอมรับคำขอโทษของอีกคนแล้ว ประโยคใดเป็นตัวเลือกมาตรฐาน

  1. I accept your sorry.
  2. Please accept my apology.
  3. I accept your apology.
ดูคำตอบ

I accept your apology.

Phew.

1:05

ฟู่

Come on.

1:06

มาเถอะ

Bluey.

1:08

บลูอี้

Sorry.

1:08

ขอโทษนะ

This episode of Bluey is called Verandah Santa. ไวยากรณ์

1:10

บลูอี้ตอนนี้มีชื่อว่า ซานต้าระเบียง

ไวยากรณ์

is called + ชื่อหรือชื่อเรื่อง

be called + ชื่อหรือชื่อเรื่อง หมายถึง “มีชื่อว่า...” หรือ “ใช้ชื่อเรื่องว่า...” ในประโยคนี้ is called ใช้บอกชื่อของตอน นี่เป็นโครงสร้างบอกชื่อแบบถูกกระทำ: สิ่งที่ถูกตั้งชื่ออยู่หน้า be called และชื่ออยู่ด้านหลัง called ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “โทรหา” โครงสร้าง “ตอน + is called + ชื่อเรื่อง” แสดงว่า call หมายถึง “ตั้งชื่อ” หรือ “เรียกว่า”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกชื่อแบบปัจจุบันกาลสองคำจากบทเรียน: This song ____ Rainy Day.

ดูคำตอบ

is called

Okay, Dad.

1:13

ตกลงค่ะ พ่อ

You be Verandah Santa first. ไวยากรณ์

1:14

พ่อเป็นซานต้าระเบียงก่อนเลย

ไวยากรณ์

ใช้ You be ... first เพื่อมอบบทบาท

You be Verandah Santa first. เป็นประโยคคำสั่งที่ใช้มอบบทบาท ประโยคคำสั่งใช้ be รูปพื้นฐาน ดังนั้น You be จึงถูกต้องในที่นี้ ไม่ใช่ประโยคบอกเล่าที่ลืมใส่ are ประธาน you ที่ระบุออกมาชี้ชัดว่าใครเป็นผู้รับบท first หมายถึงคนนั้นรับบทก่อน และน่าจะมีคนอื่นรับบทต่อในภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมการมอบบทบาทด้วย You และ be รูปพื้นฐาน: ____ the pilot first, and I'll be the passenger.

ดูคำตอบ

You be

Okay.

1:16

ตกลง

Time for bed, kids. วลี

1:17

ได้เวลานอนแล้วเด็กๆ

วลี

Time for bed: คำเตือนสั้น ๆ ว่าถึงเวลาเข้านอน

Time for bed เป็นวิธีสั้น ๆ และเป็นธรรมชาติในการบอกว่าถึงเวลาเข้านอนแล้ว ในภาษาพูดจะละคำขึ้นต้นแบบเต็มว่า It's แต่คำเตือนนี้ยังมีความหมายครบถ้วน ในที่นี้ bed หมายถึงกิจวัตรการขึ้นเตียงและนอน โครงสร้าง Time for + คำนามหรือกิจกรรม ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งควรเริ่มได้แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมคำที่เหมาะสมในคำเตือนก่อนนอนที่ใช้กันทั่วไป: Time for ____, kids.

ดูคำตอบ

bed

It's Christmas in the morning.

1:19

ตอนเช้าก็จะเป็นวันคริสต์มาส

Hooray! Christmas.

1:21

ไชโย! คริสต์มาส

That means Verandah Santa's coming tonight. ลำดับความ

1:22

แปลว่าคืนนี้ซานต้าระเบียงจะมา

ลำดับความ

That means: บอกข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลก่อนหน้า

That means ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง และนำเข้าสู่ข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลนั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดนำเสนอการมาคืนนี้ของซานต้าที่ระเบียงว่าเป็นข้อสรุปจากข้อมูลก่อนหน้า ลำดับข้อมูลคือ ข้อเท็จจริงก่อนหน้า → That means → ข้อสรุป ในที่นี้ means ไม่ได้ใช้เพียงเพื่ออธิบายความหมายของคำ แต่ช่วยจัดลำดับบทสนทนาด้วยการแสดงให้เห็นว่าแนวคิดถัดไปตามมาจากข้อมูลก่อนหน้าอย่างไร

แบบฝึกหัด

We need somewhere to study, but the library is closed today. ข้อความต่อข้อใดใช้ That means เพื่อนำเข้าสู่ข้อสรุปได้ถูกต้อง?

  1. That means I visited the library last month.
  2. That means the word library has seven letters.
  3. That means we need to find another place.
ดูคำตอบ

That means we need to find another place.

Hooray!

1:25

ไชโย!

Now, he only gives presents to nice kids who are fast asleep. โน้ต

1:26

แต่เขาจะให้ของขวัญเฉพาะเด็กดีที่หลับสนิทเท่านั้นนะ

ไวยากรณ์

who are fast asleep: อนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย nice kids

who are fast asleep เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ตามหลัง nice kids ทันที ใช้บอกว่าเขาให้ของขวัญแก่เด็กดีกลุ่มไหน คือเด็กที่หลับสนิทแล้ว ในที่นี้ who ย้อนกลับไปหมายถึง kids และเป็นประธานของ are fast asleep ให้เข้าใจ nice kids who are fast asleep เป็นกลุ่มคำเดียวกัน ไม่ใช่ตัด who ออกไปเป็นคำถามหรือประโยคใหม่

แบบฝึกหัด

ใน nice kids who are fast asleep ส่วน who are fast asleep ขยายส่วนใด?

  1. เด็กดี
  2. การให้
  3. ของขวัญ
ดูคำตอบ

เด็กดี

วลี

are fast asleep: fast หมายถึง “หลับสนิท” ไม่ใช่ “อย่างรวดเร็ว”

fast asleep เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงหลับสนิทหรือหลับลึก ใน are fast asleep คำว่า are เชื่อมเด็ก ๆ เข้ากับสภาพนี้ และ fast ช่วยเน้นความหมายของ asleep fast ในที่นี้ไม่ได้บอกความเร็ว อนุประโยคนี้บอกว่าเด็ก ๆ หลับสนิทอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหลับอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “หลับสนิท” ลงในประโยค: The baby is ____.

ดูคำตอบ

fast asleep

Night, Dad.

1:30

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พ่อ

So, no peeking or no presents. น้ำเสียง/เจตนา

1:32

เพราะงั้น ห้ามแอบดู ไม่งั้นอดของขวัญนะ

น้ำเสียง/เจตนา

No peeking or no presents: or ที่หมายถึง “ไม่อย่างนั้น”

ในโครงสร้างนี้ or หมายถึง “ไม่อย่างนั้น” ไม่ใช่ “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” no peeking บอกกฎ ส่วน no presents บอกผลที่จะตามมาหากฝ่าฝืนกฎ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ “ข้อกำหนด or ผลที่ตามมา” ส่วนแรกบอกว่าต้องทำอะไร และส่วนหลังบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ทำ

แบบฝึกหัด

ใน No peeking or no presents. คำว่า or หมายถึงอะไร

  1. ไม่อย่างนั้น
  2. เพราะว่า
  3. และ
ดูคำตอบ

ไม่อย่างนั้น

Ho,

1:38

โฮ

ho, ho.

1:39

โฮ โฮ

Oh,

1:42

โอ้

was that a peek?

1:43

นั่นแอบดูหรือเปล่า?

No, no.

1:45

เปล่าๆ

I'm still asleep.

1:45

หนูยังหลับอยู่เลย

It wasn't a peek.

1:46

ไม่ได้แอบดูซะหน่อย

It better not have been. น้ำเสียง/เจตนา

1:48

หวังว่าคงไม่ได้แอบดูนะ

น้ำเสียง/เจตนา

It better not have been: คำเตือนที่หนักแน่นเกี่ยวกับอดีต

It better not have been เป็นรูปภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ It had better not have been ผู้พูดกำลังสื่อว่า “หวังอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เพิ่งพูดถึงจะไม่ได้เกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงก็อาจมีผลตามมา” รูป perfect อย่าง have been ชี้กลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่กำลังถูกสงสัย ส่วนบริบทจะช่วยเติมว่าไม่ควรเป็นอะไร ประโยคนี้รวมความสงสัย ความไม่พอใจ และคำเตือนไว้ด้วยกัน ไม่ใช่เพียงการพูดถึงอดีตอย่างสงบ

แบบฝึกหัด

เมื่อมีคนสงสัยการกระทำในอดีต ข้อใดตรงกับความหมายของ It better not have been มากที่สุด

  1. ความมั่นใจว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริง
  2. คำเตือนที่หนักแน่นว่าการกระทำที่สงสัยนั้นไม่ควรได้เกิดขึ้น
  3. คำแนะนำอย่างสุภาพว่าควรทำอะไรต่อไป
ดูคำตอบ

คำเตือนที่หนักแน่นว่าการกระทำที่สงสัยนั้นไม่ควรได้เกิดขึ้น

Ho,

1:50

โฮ

ho, and ho.

1:51

โฮ และโฮ

Wake up, kids.

1:57

ตื่นได้แล้วเด็กๆ

It's Christmas.

1:59

วันคริสต์มาสแล้ว

Hooray!

2:00

ไชโย!

See if Verandah Santa left you anything. วลี

2:01

ดูสิว่าซานต้าระเบียงทิ้งอะไรไว้ให้บ้าง

วลี

left you anything: รูปแบบ leave someone something

ในที่นี้ left เป็นรูปอดีตของ leave หมายถึง “วางหรือเก็บบางสิ่งไว้ให้คนอื่นมารับหรือพบในภายหลัง” ใน left you anything คำว่า you คือผู้รับ และ anything คือสิ่งที่อาจถูกทิ้งไว้ ไม่ได้หมายถึง “จากคุณไป” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ leave + คน + สิ่งของ เช่น leave me a message หรือ leave her some food มักใช้กับของขวัญ โน้ต อาหาร และสิ่งของอื่นที่ใครบางคนจะมาพบหรือรับในภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ leave และคำว่า you กับ a note: Before I went home, I ____ beside your laptop.

ดูคำตอบ

left you a note

I got a snow globe.

2:05

หนูได้ลูกแก้วหิมะ

I got shaving cream.

2:06

หนูได้ครีมโกนหนวด

I got a pencil case.

2:08

หนูได้กล่องดินสอ

Hey, that's my pencil case.

2:10

เฮ้ นั่นมันกล่องดินสอหนูนี่

Dad.

2:12

พ่อคะ

Bingo.

2:13

บิงโก

No snatching, thanks. น้ำเสียง/เจตนา

2:14

กรุณาอย่าแย่งกัน

น้ำเสียง/เจตนา

No snatching, thanks.: ใช้ thanks เพื่อทำให้คำสั่งห้ามอ่อนลง

No snatching เป็นคำสั่งห้ามสั้น ๆ โดย no + รูป -ing ใช้ระบุการกระทำที่ไม่อนุญาต snatching หมายถึงการฉวยหรือแย่งของจากใครบางคนอย่างรวดเร็วหรือกะทันหัน ซึ่งโดยมากไม่ได้รับอนุญาต thanks ท้ายประโยคไม่ได้เป็นการขอบคุณสำหรับสิ่งที่ทำเสร็จแล้ว แต่เป็นคำช่วยทำให้น้ำเสียงสุภาพขึ้นโดยถือว่าอีกฝ่ายจะให้ความร่วมมือ ดังนั้นประโยคนี้ยังคงเป็นคำสั่งที่ชัดเจนให้หยุด

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ใน No snatching, thanks. คำว่า thanks มีหน้าที่หลักเพื่อขอบคุณสิ่งที่ผู้ฟังได้ทำไปแล้ว

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

But it's mine.

2:15

แต่มันเป็นของหนู

It's just Bluey's for the game. ไวยากรณ์

2:16

แค่ให้บลูอี้ยืมเล่นเกมเท่านั้นแหละ

ไวยากรณ์

Bluey's ในฐานะรูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ใช้เดี่ยว ๆ

ในที่นี้ Bluey's หมายถึง “สิ่งของที่เป็นของ Bluey” โดยเฉพาะกล่องดินสอที่พูดถึงไปแล้ว คำนามหลัง Bluey's ถูกละไว้เพราะผู้ฟังเข้าใจได้จากบริบท ชื่อที่เติม 's เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสามารถใช้เดี่ยว ๆ แทนคำนามที่รู้อยู่แล้วได้ เช่น This one is Mia's. ในประโยคนี้ for the game บอกว่าการนับว่าเป็นเจ้าของเกิดขึ้นชั่วคราวระหว่างเล่นเกม ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของถาวร

แบบฝึกหัด

ใน “It's just Bluey's for the game.” คำว่า Bluey's หมายถึงอะไร?

  1. Bluey เป็นคนเดียวที่กำลังเล่นเกม
  2. Bluey เป็นเจ้าของเกมนี้ตลอดไป
  3. กล่องดินสอเป็นของ Bluey ระหว่างเล่นเกม
ดูคำตอบ

กล่องดินสอเป็นของ Bluey ระหว่างเล่นเกม

She'll give it back after. กริยาวลี

2:18

เดี๋ยวเล่นเสร็จพี่เขาก็คืน

กริยาวลี

give it back: ตำแหน่งคำสรรพนามในกริยาวลีที่แยกคำได้

Give it back หมายถึง “คืนสิ่งนั้นให้เจ้าของหรือนำกลับไปไว้ที่เดิม” ในที่นี้ back แสดงการกลับคืน ไม่ได้หมายถึงสถานที่ Give back เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนามอย่าง it หรือ them ต้องวางไว้ระหว่าง give กับ back ลำดับคำมาตรฐานในที่นี้คือ give it back

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ give back และคำสรรพนาม it ตามลำดับที่ถูกต้อง: This is Leo's book, so please ____ to him.

ดูคำตอบ

give it back

Okay.

2:20

โอเคค่ะ

I'm sorry, Bluey.

2:20

หนูขอโทษนะ บลูอี้

Well done, Bingo. วลี

2:22

เก่งมาก บิงโก

วลี

Well done: การชมการกระทำที่ดีโดยตรง

Well done เป็นสำนวนชมเชยที่ใช้เป็นแบบแผน หมายถึง “คุณทำสิ่งนั้นได้ดี” หรือ “การทำแบบนั้นเป็นสิ่งที่ดี” ในประโยคนี้เป็นการชมการกระทำของ Bingo ไม่ใช่ประโยคกรรมวาจกที่บอกว่าบางสิ่งถูกทำจนเสร็จ สำนวนนี้ใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ได้ ชื่อที่ตามมาระบุคนที่ได้รับคำชม ส่วน for + -ing ระบุการกระทำที่ชม เช่น Well done, Bingo. หรือ Well done for apologizing.

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนชมเชยจากบทเรียนให้สมบูรณ์: ____, Maya. You shared the markers fairly.

ดูคำตอบ

Well done

I don't want it.

2:23

หนูไม่เอาแล้ว

Dad,

2:24

พ่อคะ

I said sorry, but she isn't taking the pencil case.

2:25

หนูขอโทษแล้ว แต่พี่เขาไม่เอากล่องดินสอไป

Are you gonna accept her sorry, Bluey?

2:28

ลูกจะยอมรับคำขอโทษของน้องไหม บลูอี้?

No.

2:30

ไม่ค่ะ

Why should I? น้ำเสียง/เจตนา

2:31

ทำไมหนูต้องรับล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Why should I?: การโต้แย้งเหตุผลหรือหน้าที่

Why should I? ถามตามตัวอักษรว่าผู้พูดมีเหตุผลหรือหน้าที่อะไรที่จะต้องทำบางอย่าง ในบทสนทนานี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกำลังโต้แย้งคำขอ ไม่ได้ถามข้อมูลอย่างเป็นกลาง น้ำเสียงอาจทำให้มีความหมายแฝงว่า “ฉันไม่เห็นว่าทำไมฉันต้องทำ” หรือ “ฉันปฏิเสธ” คำกริยาช่วย should นำแนวคิดเรื่องหน้าที่หรือเหตุผลอันสมควรเข้ามาในคำถาม

แบบฝึกหัด

มีคนถูกสั่งว่า “Apologize to him.” แล้วตอบว่า “Why should I?” คำตอบนี้น่าจะแสดงท่าทีใดมากที่สุด?

  1. เขาถามว่าคำขอโทษนั้นได้ผลหรือไม่
  2. เขาตั้งคำถามว่าทำไมตนจึงมีหน้าที่ต้องขอโทษ
  3. เขาต้องการข้อมูลอย่างเป็นกลางว่าควรขอโทษเมื่อใด
ดูคำตอบ

เขาตั้งคำถามว่าทำไมตนจึงมีหน้าที่ต้องขอโทษ

Because Santa won't bring you any presents.

2:32

เพราะซานต้าจะไม่เอาของขวัญมาให้ลูกไงล่ะ

Santa likes children who accept Sorries. การใช้คำ

2:35

ซานต้าชอบเด็กที่ยอมรับคำขอโทษนะ

การใช้คำ

accept Sorries: การทำ sorry ให้เป็นพหูพจน์แบบเล่นสนุก

ในประโยคนี้ accept Sorries หมายถึง “ยอมรับคำขอโทษ” เด็กมองคำว่า sorry ซึ่งเป็นคำที่คนพูดเวลาขอโทษ เป็นสิ่งที่นับได้ และ Sorries หมายถึงการพูด sorry ในแต่ละครั้ง นี่เป็นภาษาของเด็กที่ใช้แบบสนุก ๆ ไม่ใช่รูปคำนามปกติในภาษาอังกฤษมาตรฐานของผู้ใหญ่ การใช้คำแบบนี้ทำให้คำขอโทษดูเป็นสิ่งที่ยอมรับหรือปฏิเสธได้ และช่วยอธิบายกติกาของเกม

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Santa likes children who accept Sorries,” คำว่า accept Sorries หมายถึงอะไร

  1. พวกเขาปฏิเสธที่จะพูดว่า sorry
  2. พวกเขายอมรับคำขอโทษของคนอื่น
  3. พวกเขาขอโทษซานต้า
ดูคำตอบ

พวกเขายอมรับคำขอโทษของคนอื่น

Okay, fine.

2:39

โอเค ก็ได้ค่ะ

Oh. that was easy.

2:41

โอ้ ง่ายจัง

Okay, someone else's turn to be Verandah Santa. วลี

2:42

เอาล่ะ ตาคนอื่นเป็นซานต้าระเบียงบ้างแล้ว

วลี

someone else's turn to be ...: ถึงตาของคนอื่น

someone else's turn to be ... หมายถึงถึงตาของอีกคนที่จะรับบทบาทนั้น ในที่นี้ turn หมายถึงโอกาสตามลำดับ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหวหรือหมุนตัว someone else หมายถึง “คนอื่น” เมื่อต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ ให้เติม 's ที่ท้ายวลีทั้งหมดเป็น someone else's โครงสร้างที่ใช้ทั่วไปคือ (It's) someone's turn to + คำกริยารูปพื้นฐาน ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการสามารถละ It's ได้เมื่อรู้อยู่แล้วว่ากำลังทำกิจกรรมอะไร เช่นในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเกี่ยวกับการผลัดกันด้วยรูปแสดงความเป็นเจ้าของของ someone else: It's ____ turn to choose a song.

ดูคำตอบ

someone else's

Oh, yeah. Get off! กริยาวลี

2:47

โอ้ เย้ ลงไปเลย!

กริยาวลี

Get off!: สั่งให้ใครออกจากจุดที่กำลังอยู่

ในฉากนี้ Get off! เป็นคำสั่งตรง ๆ ให้อีกฝ่ายออกจากจุด ที่นั่ง หรือสิ่งของที่กำลังใช้อยู่ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ get เป็นคำกริยา ส่วน off เป็นคำประกอบกริยาที่สื่อถึงการแยกออกจากจุดที่สัมผัสอยู่หรือตำแหน่งเดิม คำแปลที่เป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายอยู่บนอะไร เช่น “ลงมา” “หลบไป” หรือ “ลงจากที่นั่งหรือเครื่องเล่น” ในที่นี้ get off เป็นกริยาวลี ไม่ได้แปลแยกคำว่า “ได้สิ่งที่ปิดอยู่”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีเป้าหมายจากบทเรียนนี้: Please ____ the bike so your brother can have a turn.

ดูคำตอบ

get off

Night, night, kids.

2:49

ราตรีสวัสดิ์เด็กๆ

No peeking or no presents.

2:51

ห้ามแอบดู ไม่งั้นอดของขวัญ

We won't! ไวยากรณ์

2:53

เราจะไม่แอบดู!

ไวยากรณ์

We won't!: ละการกระทำที่กล่าวไปแล้ว

ในที่นี้ We won't! หมายถึง We won't peek การกระทำ peek เข้าใจได้จากคำสั่งก่อนหน้าว่า No peeking ผู้พูดจึงไม่พูดซ้ำ ภาษาอังกฤษสามารถละกริยาหลักหรือกลุ่มคำกริยาที่กล่าวไปแล้วหลังคำกริยาช่วยหรือกริยาช่วยแสดงท่าทีได้ ประธาน we ระบุว่าใครเป็นผู้พูด ส่วน won't ยังคงความหมายของคำมั่นว่าจะไม่ทำ และต้องอาศัยบริบทเพื่อเติมการกระทำที่ละไว้

แบบฝึกหัด

ผู้ปกครองพูดว่า “Don't open the gift yet.” เด็ก ๆ ตอบว่า “We won't!” คำตอบนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. พวกเขาบอกว่าปกติไม่ได้รับของขวัญ
  2. พวกเขาปฏิเสธว่าได้เปิดของขวัญเมื่อวาน
  3. พวกเขาสัญญาว่าจะยังไม่เปิดของขวัญ
ดูคำตอบ

พวกเขาสัญญาว่าจะยังไม่เปิดของขวัญ

Huh?

3:02

หือ?

What?

3:03

อะไรนะ?

Naughty children.

3:03

เด็กดื้อเอ๊ย

You peeked at Santa.

3:05

พวกเธอแอบดูซานต้า

We didn't mean to. วลี

3:06

พวกเราไม่ได้ตั้งใจนะ

วลี

We didn't mean to: ปฏิเสธเจตนาและละการกระทำที่รู้อยู่แล้ว

“We didn't mean to” หมายถึงการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจ mean to do something แปลว่า “ตั้งใจจะทำบางอย่าง” ดังนั้น didn't mean to จึงปฏิเสธเจตนา ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น คำกริยาหลัง to ถูกละไว้ เพราะบทสนทนาหรือสถานการณ์ทำให้รู้แล้วว่าหมายถึงการกระทำใด ดังนั้น to ที่อยู่ท้ายประโยคจึงเป็นรูปที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ประโยคที่พูดค้างไว้

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่บอกว่าการกระทำนั้นไม่ได้ตั้งใจ คุณเผลอเหยียบเท้าเพื่อน: Sorry, I ____.

ดูคำตอบ

didn't mean to

You woke us up.

3:08

คุณปลุกพวกเราเองนี่

No presents for you.

3:09

งดของขวัญสำหรับพวกเธอ

What?

3:11

อะไรนะ?

What a stitch-up. สำนวน

3:11

โดนวางแผนแกล้งชัดๆ

สำนวน

What a stitch-up: กล่าวหาว่าสถานการณ์ถูกจัดอย่างไม่เป็นธรรม

“What a stitch-up” เป็นคำอุทานแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงสถานการณ์ที่ดูเหมือนถูกจัดขึ้นโดยเจตนาเพื่อให้บางคนแพ้ ดูเป็นฝ่ายผิด หรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ในที่นี้ผู้พูดรู้สึกว่าตนถูกทำให้ติดกับดักที่ไม่ยุติธรรม stitch-up ในที่นี้เป็นคำนามเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการเย็บผ้าหรือการเย็บแผล โครงสร้าง What a + คำนามเอกพจน์ใช้แสดงปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อสถานการณ์ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

มีคนแอบเปลี่ยนกติกาเพื่อไม่ให้ผู้เล่นคนหนึ่งชนะ ความเห็นใดตรงกับสถานการณ์นี้มากที่สุด

  1. What a mix-up!
  2. What a close game!
  3. What a stitch-up!
ดูคำตอบ

What a stitch-up!

I'm gonna throw these in the bin. วลี

3:13

ฉันจะเอาพวกนี้ทิ้งลงถังขยะให้หมด

วลี

throw these in the bin: ทิ้งของที่ไม่ต้องการลงถังขยะ

throw + กรรม + in the bin หมายถึงนำสิ่งของที่ไม่ต้องการใส่ถังขยะเพื่อทิ้ง ในประโยคนี้ these เป็นกรรมและหมายถึงสิ่งของหลายชิ้น รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ throw something in the bin จุดสำคัญคือการทิ้งของ ไม่ใช่ว่าโยนแรงแค่ไหน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้รูปแบบ throw ... in the bin: These wrappers are empty, so please ____.

ดูคำตอบ

throw them in the bin

No.

3:15

ไม่นะ

We're sorry, Santa.

3:16

เราขอโทษค่ะ ซานต้า

We're so, so, so sorry. น้ำเสียง/เจตนา

3:17

เราขอโทษ ขอโทษ ขอโทษจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

so, so, so sorry: การเน้นด้วยการพูดซ้ำ

ใน We're so, so, so sorry. การพูด so ซ้ำช่วยเพิ่มระดับของ sorry คำว่า so ทั้งสามครั้งทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อเน้นระดับเดียวว่าผู้พูดรู้สึกเสียใจอย่างมาก ไม่ได้ทำให้ so มีความหมายแยกกันสามอย่าง การพูดซ้ำเพิ่มอารมณ์ และอาจทำให้น้ำเสียงดูเร่งร้อน เป็นละคร หรือจงใจเกินจริง ประโยคนี้จึงหนักแน่นและเป็นกลางน้อยกว่าการพูดเพียง We're very sorry.

แบบฝึกหัด

การพูด so ซ้ำใน We're so, so, so sorry. มีหน้าที่หลักอย่างไร

  1. ทำให้คำขอโทษเป็นทางการและเป็นกลางมากขึ้น
  2. ทำให้คำขอโทษฟังดูหนักแน่นและมีอารมณ์มากขึ้น
  3. บอกว่าผู้พูดกำลังขอโทษเรื่องที่แตกต่างกันสามเรื่อง
ดูคำตอบ

ทำให้คำขอโทษฟังดูหนักแน่นและมีอารมณ์มากขึ้น

Please, will you accept our sorry? น้ำเสียง/เจตนา

3:21

ได้โปรด คุณจะรับคำขอโทษของเราไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Please, will you ... เพื่อขอร้องอย่างจริงจัง

ในรูปแบบ Please, will you + กริยารูปพื้นฐาน...? คำว่า will you ไม่ได้มีหน้าที่หลักในการถามถึงอนาคต แต่ทำให้การกระทำที่ตามมากลายเป็นคำขอให้ผู้ฟังทำสิ่งนั้น การวาง please ไว้ข้างหน้าทำให้เห็นชัดว่าเป็นการขอร้อง และในประโยคนี้ยังเพิ่มความรู้สึกจริงจังและวิงวอน รูปแบบเต็มฟังเป็นพิธีการและนุ่มนวลกว่าคำสั่งตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำขอให้สมบูรณ์ด้วย will และคำสรรพนามที่ใช้เรียกผู้ฟัง: Please, ____ wait here for one more minute?

ดูคำตอบ

will you

Hmm.

3:25

อืม

Yes, I will.

3:27

ก็ได้ ฉันรับ

Yeah.

3:28

เย้

Hooray!

3:29

ไชโย!

Thanks, Verandah Santa.

3:29

ขอบคุณนะ ซานต้าระเบียง

Boy, I sure am a very nice child. น้ำเสียง/เจตนา

3:31

แหม ฉันนี่มันเป็นเด็กดีจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

Boy, I sure am ... เพื่อพูดถึงตัวเองอย่างหนักแน่น

Boy ที่อยู่ต้นประโยคเป็นคำอุทาน ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงเด็กผู้ชายและไม่ใช่คำเรียกใคร คำนี้เพิ่มอารมณ์ฉับพลันคล้ายกับ wow หรือ goodness ใน I sure am คำว่า sure เป็นคำวิเศษณ์แบบไม่เป็นทางการที่เน้น am โดยมีความหมายว่า I really am เมื่อนำมารวมกัน Boy, I sure am... จะทำให้การพูดถึงตัวเองหนักแน่นขึ้น และในที่นี้ยังให้ความรู้สึกภูมิใจและพอใจในตัวเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Boy เป็นคำอุทานและใช้ sure เพื่อเน้น am?

  1. The boy is sure that we came early.
  2. Boy, I sure am glad we came early.
  3. Boy, are you sure we came early?
ดูคำตอบ

Boy, I sure am glad we came early.

Huh?

3:35

หือ?

If I were a real Santa, I'd give me lots of presents. ไวยากรณ์

3:35

ถ้าฉันเป็นซานต้าตัวจริง ฉันจะให้ของขวัญตัวเองเยอะๆ เลย

ไวยากรณ์

If I were ..., I'd ...: จินตนาการถึงบทบาทที่ไม่เป็นจริง

If I were a real Santa เป็นการสมมติบทบาทที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน were ตรงนี้ไม่ได้บอกเวลาในอดีต แต่ใช้ทำเครื่องหมายเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงหรือจินตนาการขึ้นมา I'd หมายถึง I would และประโยคหลักบอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If + ประธาน + กริยารูปอดีต, ประธาน + would + กริยารูปพื้นฐาน ในภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเป็นทางการ เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงซึ่งใช้ be มักใช้ were หลัง I, he หรือ she

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบมาตรฐานสำหรับบทบาทที่ไม่เป็นจริงให้สมบูรณ์: If I ____ the mayor, I ____ build a bigger playground.

ดูคำตอบ

were · would

Well, I'm not sure that's how it works. น้ำเสียง/เจตนา

3:39

เอาเถอะ ฉันไม่แน่ใจว่ามันทำงานแบบนั้นหรอกนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not sure that's how it works: การแก้ความเข้าใจอย่างนุ่มนวล

ผู้พูดใช้ I'm not sure that's how it works เพื่อแย้งความคิดของอีกฝ่ายโดยไม่พูดตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายผิด not sure อาจหมายถึงความไม่แน่ใจจริง ๆ ได้ แต่ในบริบทนี้ใช้ลดความตรงของการแก้ไขและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบ that's how it works หมายถึงวิธีที่กฎ กระบวนการ หรือระบบทำงาน ทั้งวลีนี้มีประโยชน์เมื่อประเด็นอยู่ที่ความเข้าใจของใครบางคนเกี่ยวกับวิธีทำงานของสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่แค่ความชอบที่ต่างกัน

แบบฝึกหัด

เพื่อนอธิบายกติกาเกมผิด ผู้พูดน่าจะกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า I'm not sure that's how it works?

  1. บอกว่าตนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกมเลย
  2. บอกอย่างสุภาพว่าคำอธิบายนั้นอาจไม่ถูกต้อง
  3. สั่งให้เพื่อนหยุดพูด
ดูคำตอบ

บอกอย่างสุภาพว่าคำอธิบายนั้นอาจไม่ถูกต้อง

My turn!

3:41

ตาหนูแล้ว!

Ooh! you can be my helper, Socks. วลี

3:43

โอ้! น้องมาเป็นผู้ช่วยพี่นะ ซ็อกส์

วลี

can be my helper: การมอบบทบาทผู้ช่วยชั่วคราว

ในประโยคนี้ you can be my helper เป็นการให้ Socks รับบทเป็นคนช่วย can ไม่ได้เน้นถามว่าเธอมีความสามารถหรือไม่ แต่สื่อว่าบทบาทนี้เปิดให้หรืออนุญาตให้เธอรับได้ ส่วน be my helper หมายถึงรับบทเป็นคนที่ช่วยผู้พูด helper เป็นคำทั่วไปในชีวิตประจำวันสำหรับคนที่ช่วยทำกิจกรรม ที่นี่หมายถึงบทบาทชั่วคราวในเกมหรืองาน ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดว่า You can be my helper ผู้พูดกำลังทำอะไรอยู่?

  1. เสนอตำแหน่งงานอย่างเป็นทางการให้ใครคนหนึ่ง
  2. ถามว่าใครคนหนึ่งเรียนรู้วิธีช่วยแล้วหรือยัง
  3. มอบบทบาทชั่วคราวในกิจกรรมให้ใครคนหนึ่ง
ดูคำตอบ

มอบบทบาทชั่วคราวในกิจกรรมให้ใครคนหนึ่ง

Night-night, children.

3:48

ราตรีสวัสดิ์เด็กๆ

No waking up.

3:49

ห้ามตื่นนะ

Yes, Mum!

3:51

ค่ะ แม่!

Ho, ho, ho.

3:57

โฮ โฮ โฮ

Ah. My teddy bear!

3:59

อา ตุ๊กตาหมีของหนู!

Oh, my teddy bear.

4:03

โอ้ ตุ๊กตาหมีของหนู

Yeah,right.

4:04

จ้าๆ

Oh, my teddy bear.

4:06

โอ้ ตุ๊กตาหมีของหนู

Ow, Socks.

4:09

โอ๊ย ซ็อกส์

Dad,

4:10

พ่อคะ

Socks bit me.

4:10

ซ็อกส์กัดหนู

Socks, listen.

4:12

ซ็อกส์ ฟังนะ

We don't bite people, okay? น้ำเสียง/เจตนา

4:13

เราไม่กัดคนอื่นนะลูก เข้าใจไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

We don't bite people, okay?: การนำเสนอพฤติกรรมเป็นกฎร่วมกัน

We don't bite people ไม่ได้เพียงบอกว่าผู้พูดและผู้ฟังกำลังทำอะไร ผู้ดูแลใช้ we เพื่อสื่อว่าการไม่กัดคนเป็นกฎของครอบครัวหรือกลุ่ม หรือก็คือเราปฏิบัติตัวกันแบบนี้ okay? ที่ท้ายประโยคใช้ตรวจว่าผู้ฟังเข้าใจและจะทำตามกฎหรือไม่ ทำให้การตักเตือนมีปฏิสัมพันธ์ แต่ผู้พูดยังคงกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ได้ถามคำถามปลายเปิด

แบบฝึกหัด

ผู้ดูแลพูดว่า We don't hit people, okay? คำว่า we มีผลอย่างไร?

  1. บอกว่าผู้ดูแลก็กำลังตีใครบางคนอยู่
  2. ถามว่าร่างกายสามารถตีคนได้หรือไม่
  3. ทำให้พฤติกรรมนั้นเป็นกฎที่ทุกคนในกลุ่มใช้ร่วมกัน
ดูคำตอบ

ทำให้พฤติกรรมนั้นเป็นกฎที่ทุกคนในกลุ่มใช้ร่วมกัน

That's not nice.

4:14

มันไม่ดีเลย

It wasn't even an accident.

4:15

มันไม่ใช่อุบัติเหตุด้วยซ้ำ

It was on purpose for no reason. วลี

4:17

น้องจงใจทำแบบไม่มีเหตุผลเลย

วลี

on purpose: โดยตั้งใจ ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุ

on purpose หมายถึง “โดยตั้งใจ” หรือ “จงใจ” แสดงว่าคนนั้นต้องการทำการกระทำนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุ ใน It was on purpose ผู้พูดมองว่าการกระทำนั้นเกิดจากความตั้งใจ จึงถือว่าคนทำต้องรับผิดชอบ ส่วนคำว่า for no reason ที่ตามมาเพิ่มคำบ่นอีกอย่างหนึ่ง คือผู้พูดคิดว่าไม่มีเหตุผลที่สมควรให้ทำเช่นนั้น

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึง “โดยตั้งใจ” ให้ประโยคสมบูรณ์: Ava hid the remote ____, so it was not an accident.

ดูคำตอบ

on purpose

Well, look, I've told her off, Bluey. กริยาวลี

4:20

พ่อดุน้องแล้วนะ บลูอี้

กริยาวลี

I've told her off: ฉันดุเธอไปแล้ว

tell someone off หมายถึงพูดกับใครบางคนอย่างโกรธเพราะคนนั้นทำสิ่งที่ผิด เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคนนั้นไว้ระหว่าง tell กับ off เช่น tell her off ไม่ใช่ tell off her I've เป็นรูปย่อของ I have รูป present perfect ใน I've told her off บอกว่าการดุเกิดขึ้นแล้วและยังเกี่ยวข้องกับตอนนี้ ผู้พูดกำลังบอกว่าปัญหานั้นได้รับการจัดการแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย tell off รูปอดีตและวางคำสรรพนามให้ถูกตำแหน่ง: Ben kept shouting, so the coach ____ after practice.

ดูคำตอบ

told him off

But she's not even saying sorry. น้ำเสียง/เจตนา

4:22

แต่น้องยังไม่พูดขอโทษเลย

น้ำเสียง/เจตนา

not even saying sorry: ไม่ทำแม้แต่สิ่งขั้นต่ำอย่างการขอโทษ

ใน she's not even saying sorry คำว่า not even วางหน้าการกระทำรูป -ing เพื่อชี้ว่าผู้พูดมองว่านี่เป็นสิ่งพื้นฐานหรือขั้นต่ำที่ควรทำ แต่กลับไม่ได้ทำ ในที่นี้ saying sorry คือการกระทำขั้นต่ำดังกล่าว รูปนี้ทำให้การปฏิเสธแรงกว่า she's not saying sorry และสื่อความผิดหวังหรือการตำหนิ even ในที่นี้เน้นว่าแม้แต่การกระทำพื้นฐานนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึง “อย่างเท่ากัน” หรือ “โดยเฉลี่ย”

แบบฝึกหัด

ใช้ not even + รูป -ing เติมประโยคบ่นว่า Mia ไม่ได้ทำแม้แต่สิ่งพื้นฐานอย่างการอ่านโน้ตให้สมบูรณ์: Mia is ____ the note.

ดูคำตอบ

not even reading

She's only one. ไวยากรณ์

4:24

น้องเพิ่งจะขวบเดียวเอง

ไวยากรณ์

She's only one: ใช้ตัวเลขบอกอายุโดยตรง

ใน She's only one คำว่า one บอกอายุของเธอว่าหนึ่งขวบ ภาษาอังกฤษสามารถใช้เพียงตัวเลขหลังรูปของ be เพื่อบอกอายุคนได้เมื่อความหมายชัดเจน ดังนั้นจึงเข้าใจว่ามี years old แม้จะไม่ได้พูดออกมา Only ในที่นี้หมายถึง “เพิ่ง” หรือ “แค่” และเน้นว่าเธอยังเล็กมาก ประโยคนี้ใช้อายุของเธอเป็นเหตุผลว่าไม่ควรคาดหวังความเข้าใจหรือพฤติกรรมแบบเด็กที่โตกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้ is only + ตัวเลขโดยไม่ใช้ years old เพื่อบอกว่า Leo เพิ่งอายุสามขวบ: Leo ____.

ดูคำตอบ

is only three

She doesn't know any better yet. สำนวน

4:25

น้องยังไม่รู้ประสีประสาหรอก

สำนวน

doesn't know any better yet: ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

Doesn't know any better เป็นสำนวนที่หมายถึง คนคนนั้นยังไม่ได้เรียนรู้ว่าควรประพฤติอย่างไรจึงจะเหมาะสม ในประโยคนี้ ผู้พูดอธิบายว่าความผิดพลาดเกิดจากความเป็นเด็กหรือการขาดประสบการณ์ ไม่ใช่เพราะตั้งใจทำไม่ดี yet บอกว่าความไม่เข้าใจนี้เป็นเพียงชั่วคราว คือภายหลังเธอสามารถเรียนรู้วิธีที่เหมาะสมกว่าได้ สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงไม่รู้จัก “สิ่งที่ดีกว่า” ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เด็กเล็กคนหนึ่งทำผิดกฎ แล้วผู้ใหญ่พูดว่า “She doesn't know any better yet.” ผู้ใหญ่หมายความว่าอย่างไร

  1. เธอยังไม่ได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้อง
  2. เธอคิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรที่ดีกว่านี้
  3. เธอเข้าใจกฎแล้วแต่จงใจไม่ทำตาม
ดูคำตอบ

เธอยังไม่ได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้อง

We have to teach her.

4:27

เราต้องสอนน้องสิคะ

Look, let's just keep playing, okay? น้ำเสียง/เจตนา

4:28

นี่ เรามาเล่นกันต่อเถอะนะ ตกลงไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

let's just keep playing, okay?: ลดความตึงเครียดแล้วเล่นต่อ

Let's ใช้เสนอให้ผู้พูดกับผู้ฟังทำบางอย่างร่วมกัน ส่วน keep + คำกริยา-ing หมายถึงทำกิจกรรมเดิมต่อไป ในที่นี้ keep playing หมายถึง “เล่นต่อ” Just ทำให้การเล่นต่อดูเป็นขั้นตอนถัดไปที่เรียบง่าย และช่วยให้ผ่านความขัดแย้งไปได้ ส่วน okay? ท้ายประโยคใช้ขอความร่วมมือหรือความเห็นชอบ ไม่ได้ถามว่าสิ่งใดถูกต้องหรือไม่ เมื่อใช้ร่วมกัน คำเหล่านี้ทำให้ข้อเสนอฟังดูนุ่มนวลขึ้น พร้อมกับพาบทสนทนาเดินหน้าต่อ

แบบฝึกหัด

หลังเกิดความขัดแย้งเล็กน้อยระหว่างเล่นเกม มีคนพูดว่า “let's just keep playing, okay?” ผู้พูดกำลังทำอะไร

  1. เสนออย่างนุ่มนวลให้ทุกคนเลิกติดใจกับความขัดแย้งแล้วเล่นต่อ
  2. ออกคำสั่งอย่างแข็งกร้าวให้หยุดเล่นทันที
  3. ถามว่าคำว่า playing ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หรือไม่
ดูคำตอบ

เสนออย่างนุ่มนวลให้ทุกคนเลิกติดใจกับความขัดแย้งแล้วเล่นต่อ

Hmph!

4:31

ฮึ่ม!

Fine.

4:31

ก็ได้ค่ะ

Okay.

4:32

โอเค

Who wants to be Verandah Santa?

4:33

ใครอยากเป็นซานต้าระเบียงบ้าง?

Me.

4:36

หนูเอง

Strap yourselves in, kids. สำนวน

4:40

รัดเข็มขัดให้แน่นนะเด็กๆ

สำนวน

Strap yourselves in: เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ตามความหมายตรงตัว Strap yourselves in คือการบอกคนหลายคนให้รัดตัวเองด้วยสายรัดหรือเข็มขัดนิรภัย คำว่า yourselves สอดคล้องกับผู้ฟังหลายคน คือ kids ในที่นี้เป็นวิธีพูดแบบสนุกและสร้างอารมณ์ว่า “เตรียมตัวให้พร้อม ช่วงต่อไปกำลังจะเริ่มแล้ว” ในเกม เรื่องเล่า หรือการแสดง ไม่จำเป็นต้องมีสายรัดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ถ้าพูดว่า Strap yourselves in ก่อนเริ่มเกมในสถานการณ์ที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด

  1. หยุดเล่นเกมแล้วนั่งเงียบ ๆ
  2. เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
  3. ไปหาเข็มขัดนิรภัยจริง ๆ
ดูคำตอบ

เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

Ho!

4:45

โฮ!

Pillow!

4:49

หมอน!

Where's my pillow?

4:50

หมอนหนูอยู่ไหน?

Ho...

4:52

โฮ...

Where's my blanket?

4:53

ผ้าห่มหนูอยู่ไหน?

...ho...

4:55

...โฮ...

...ho...

4:58

...โฮ...

No.

5:01

ไม่

Christmas.

5:06

คริสต์มาส

Hooray!

5:07

ไชโย!

Look under your pillows to see if Verandah Santa brought you anything. ไวยากรณ์

5:09

ดูใต้หมอนสิว่าซานต้าระเบียงเอาอะไรมาให้หรือเปล่า

ไวยากรณ์

to see if ...: จุดประสงค์และคำถามที่ยังไม่รู้คำตอบ

วลี infinitive to see บอกจุดประสงค์ของ Look under your pillows คือการมองใต้หมอนเพื่อหาคำตอบบางอย่าง หลัง see คำว่า if นำคำถามที่ยังไม่รู้คำตอบว่า Verandah Santa brought you anything ในที่นี้ if หมายถึง whether หรือ “หรือไม่” ไม่ได้หมายถึง “ภายใต้เงื่อนไขว่า” รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ do something to see if + clause

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าตรวจประตูเพื่อดูว่าประตูล็อกอยู่หรือไม่

  1. Check the door because it is locked.
  2. Check the door if it is locked.
  3. Check the door to see if it is locked.
ดูคำตอบ

Check the door to see if it is locked.

Underpants.

5:14

กางเกงใน

One of these.

5:15

อันนี้

Baked beans!

5:16

ถั่วอบ!

What's under your pillow, Socks?

5:18

ใต้หมอนหนูมีอะไรจ๊ะ ซ็อกส์?

Hmm.

5:22

อืม

Oh, I guess Verandah Santa doesn't give presents to kids who bite people. น้ำเสียง/เจตนา

5:23

โอ้ สงสัยซานต้าระเบียงคงไม่ให้ของขวัญเด็กที่กัดคนอื่นหรอก

น้ำเสียง/เจตนา

I guess เพื่อทำให้คำตัดสินเชิงตำหนิไม่ตรงเกินไป

ตรงนี้ I guess ไม่ได้สื่อแค่ความไม่แน่ใจแบบเป็นกลาง แต่ทำให้ข้อความถัดไปดูเป็นข้อสรุปของผู้พูดเองว่า เด็กที่กัดคนจะไม่ได้รับของขวัญ วิธีพูดนี้ทำให้คำตำหนิอ้อมกว่าการบอกเป็นกฎตรง ๆ แต่ความหมายเชิงตำหนิยังชัดอยู่ ในสถานการณ์อื่น I guess อาจแสดงความไม่แน่ใจจริง ๆ ได้ จึงต้องดูน้ำเสียงและบริบทว่าเป็นการเดาหรือการตัดสินที่พูดให้นุ่มลง

แบบฝึกหัด

ตัดสินการตีความตัวอย่างนี้: I guess แสดงเพียงความไม่แน่ใจแบบเป็นกลาง โดยไม่มีคำตำหนิหรือการตัดสินแฝงอยู่

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

Bluey.

5:28

บลูอี้

She bit me.

5:29

น้องกัดหนูนะ

Bluey,

5:39

บลูอี้

I think you should say sorry to Socks. น้ำเสียง/เจตนา

5:40

พ่อว่าลูกควรขอโทษซ็อกส์นะ

น้ำเสียง/เจตนา

I think you should say ... เพื่อทำให้คำแนะนำฟังนุ่มนวลขึ้น

I think you should + คำกริยา วาง I think ไว้หน้า you should ทำให้คำแนะนำหรือคำขอฟังไม่ห้วนเท่า You should + คำกริยา ในตัวอย่าง say เริ่มต้นการกระทำที่แนะนำ คือ say sorry อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ผู้ปกครองยังคงขอให้เด็กขอโทษอย่างชัดเจน I think ทำให้วิธีพูดคำขอนุ่มลง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังจะเลือกไม่ทำก็ได้เสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้คำแนะนำพื้นฐานเหมือน You should say sorry แต่พูดตรงน้อยกว่าเล็กน้อย

  1. You must say sorry.
  2. I think you should say sorry.
  3. Say sorry right now.
ดูคำตอบ

I think you should say sorry.

I didn't do anything wrong. วลี

5:42

หนูไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ

วลี

didn't do anything wrong: ปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด

รูปแบบ didn't do anything wrong หมายถึง “ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิด” ในประโยคปฏิเสธ anything ครอบคลุมการกระทำที่เป็นไปได้ทั้งหมด และควรเข้าใจ do anything wrong รวมกันว่า “ทำอะไรผิด” ในที่นี้ ผู้พูดใช้รูปแบบนี้เพื่อปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าตนมีความผิด มักใช้ตอบข้อกล่าวหาและอาจฟังดูตั้งรับ ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่มีเหตุผลต้องขอโทษหรือยอมรับผิด

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนนี้ตามเดิมเพื่อเติมคำปฏิเสธอย่างหนักแน่นให้สมบูรณ์: I ____.

ดูคำตอบ

didn't do anything wrong

I was teaching her that Santa doesn't give you presents if you're not nice. น้ำเสียง/เจตนา

5:44

หนูกำลังสอนน้องว่าซานต้าจะไม่ให้ของขวัญถ้าน้องทำตัวไม่ดี

น้ำเสียง/เจตนา

I was teaching her that ...: วางกรอบการกระทำว่าเป็นบทเรียน

โครงสร้าง teach someone that + อนุประโยค หมายถึงช่วยให้คนนั้นเข้าใจข้อเท็จจริง กฎ หรือบทเรียนที่อยู่ในอนุประโยคหลัง that ใน I was teaching her that ... คำว่า her คือผู้เรียน และส่วนที่เหลือของประโยคคือสิ่งที่สอน ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้เพียงเล่าถึงการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่เรียกการกระทำก่อนหน้าของตนว่า teaching เพื่อให้ดูว่าทำอย่างมีจุดประสงค์และมีเหตุผล การวางกรอบแบบนี้อธิบายเจตนาได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าการกระทำนั้นยุติธรรม

แบบฝึกหัด

ในการโต้แย้ง ผู้พูดมักกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า I was teaching her that actions have consequences?

  1. ยอมรับว่าการกระทำของตนไม่มีจุดประสงค์
  2. บอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนสอนบทเรียนนั้นให้ตน
  3. นำเสนอการกระทำของตนว่าเป็นบทเรียนเพื่ออธิบายและปกป้องเจตนา
ดูคำตอบ

นำเสนอการกระทำของตนว่าเป็นบทเรียนเพื่ออธิบายและปกป้องเจตนา

Bluey, don't worry about whether Santa's gonna bring you presents or not, okay? ไวยากรณ์

5:49

บลูอี้ ไม่ต้องกังวลว่าซานต้าจะเอาของขวัญมาให้ลูกไหมหรอก เข้าใจไหม?

ไวยากรณ์

about whether ... or not: บอกผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งสองแบบ

whether Santa's gonna bring you presents or not แสดงคำถามแบบใช่หรือไม่หนึ่งคำถาม คือซานต้าอาจนำของขวัญมาให้ หรืออาจไม่นำมาให้ก็ได้ or not ไม่ใช่คำพูดที่เกินมา แต่ทำให้ความเป็นไปได้ข้อที่สองชัดเจน อนุประโยค whether ทั้งหมดตามหลัง worry about และบอกสิ่งที่ Bluey ถูกขอว่าไม่ต้องกังวล ในโครงสร้างนี้ ประเด็นคือให้เลิกจดจ่อว่าผลลัพธ์ใดในสองแบบจะเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างมาตรฐาน whether ... or not หลัง about ให้สมบูรณ์: Don't worry about ____ the bus arrives on time ____.

ดูคำตอบ

whether · or not

Why?

5:53

ทำไมล่ะคะ?

'Cause it's not the reason to be nice to people. ลำดับความ

5:54

เพราะนั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราควรทำดีกับคนอื่นไงล่ะ

ลำดับความ

the reason to be nice to: เปลี่ยนจากรางวัลไปสู่แรงจูงใจ

the reason to + คำกริยารูปพื้นฐาน สามารถบอกแรงจูงใจในการทำสิ่งหนึ่งได้ ในที่นี้ to be nice to people ระบุการกระทำนั้น และ be nice to someone หมายถึงปฏิบัติต่อใครสักคนอย่างใจดี เมื่อใช้กับ it's not ผู้พูดปฏิเสธว่าการได้ของขวัญเป็นแรงจูงใจให้ใจดีกับผู้อื่น วลีนี้ช่วยจัดลำดับสารโดยเปลี่ยนจุดสนใจจากเรื่องรางวัลไปสู่คำถามที่สำคัญกว่าว่าทำไมเราจึงควรใจดีกับคนอื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ วลี the reason to be nice to people ทำหน้าที่หลักอะไร?

  1. อธิบายวิธีออกเสียงคำว่า people
  2. ถามว่าซานต้ามีของขวัญเพียงพอหรือไม่
  3. เปลี่ยนจุดสนใจจากการได้รางวัลไปสู่แรงจูงใจในการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างใจดี
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจุดสนใจจากการได้รางวัลไปสู่แรงจูงใจในการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างใจดี

Well, then what's the reason?

5:57

แล้วเหตุผลคืออะไรล่ะคะ?

Come with us.

5:59

ตามพวกเรามาสิ

Oh.

6:06

โอ้

That's the reason.

6:07

นั่นแหละเหตุผล

Imagine if Socks did to you what you did to her. ไวยากรณ์

6:09

ลองนึกดูสิว่าถ้าซ็อกส์ทำกับลูกแบบที่ลูกทำกับน้องบ้าง

ไวยากรณ์

Imagine if ... did to you what you did to ...: สลับมุมมองเพื่อเข้าใจอีกฝ่าย

Imagine if ใช้เปิดสถานการณ์สมมติและชวนผู้ฟังให้นึกภาพตาม ในประโยคนี้มีการสลับบทบาทกัน คือ Socks ทำกับคุณแบบเดียวกับที่คุณทำกับเธอ ใน what you did to her คำว่า what หมายถึง “สิ่งที่” ไม่ใช่คำแสดงคำถาม โครงสร้าง Imagine if A did to you what you did to A สามารถนำไปใช้เพื่อชวนให้ใครสักคนคิดว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเปิดสองคำจากบทเรียนที่ใช้ชวนให้มองจากมุมของอีกฝ่าย: ____ Maya did to you what you did to her.

ดูคำตอบ

Imagine if

Hi, Socks.

6:17

หวัดดี ซ็อกส์

I'm sorry I didn't give you any presents. น้ำเสียง/เจตนา

6:18

พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้ให้ของขวัญหนู

น้ำเสียง/เจตนา

I'm sorry I didn't ...: ขอโทษที่ไม่ได้ทำบางอย่าง

หลัง I'm sorry สามารถตามด้วยอนุประโยคที่บอกเหตุผลของการขอโทษได้โดยตรง I didn't give you any presents มีประธานและกริยาของตัวเอง จึงไม่ต้องใช้ for โครงสร้าง I'm sorry I didn't + กริยารูปพื้นฐาน ระบุการกระทำที่ผู้พูดไม่ได้ทำอย่างชัดเจน และแสดงว่าผู้พูดยอมรับผิดในสิ่งที่ละเลยไป จึงให้ข้อมูลชัดกว่าการพูดเพียง Sorry

แบบฝึกหัด

เติมประโยคขอโทษด้วยโครงสร้างจากบทเรียน: ____ bring the book you asked for.

ดูคำตอบ

I'm sorry I didn't

I was mad at you 'cause you bit me. วลี

6:21

พี่โกรธหนูเพราะหนูกัดพี่

วลี

was mad at you: โกรธใครบางคนอยู่ในอดีต

ในที่นี้ was mad at you หมายถึง “ตอนนั้นฉันโกรธคุณ” ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้ในชีวิตประจำวัน mad มักหมายถึง “โกรธ” ไม่ใช่ “บ้า” โครงสร้างคือ be mad at someone โดย was บอกว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นในอดีต และ at นำหน้าคนที่เป็นเป้าหมายของความโกรธ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันสำหรับบอกว่าโกรธใครคนหนึ่งได้ถูกต้อง?

  1. I was mad at my brother because he broke my headphones.
  2. I was mad from my brother because he broke my headphones.
  3. I was mad to my brother because he broke my headphones.
ดูคำตอบ

I was mad at my brother because he broke my headphones.

And you didn't say sorry.

6:23

แล้วหนูก็ไม่ยอมพูดขอโทษ

Okay, night, kids.

6:39

เอาล่ะ ราตรีสวัสดิ์เด็กๆ

That's enough sinister plotting. น้ำเสียง/เจตนา

6:41

แผนชั่วร้ายคืนนี้พอแค่นี้เถอะ

น้ำเสียง/เจตนา

That's enough sinister plotting: การกำหนดขอบเขตด้วย That's enough

That's enough + คำนามหรือรูป -ing ใช้กำหนดขอบเขตและบอกให้อีกฝ่ายหยุดกิจกรรมหนึ่ง ในที่นี้ประโยคหมายถึง “หยุดวางแผนลับได้แล้ว” ไม่ได้หมายเพียงว่า “มีการวางแผนในปริมาณที่เพียงพอแล้ว” Sinister plotting ตามตัวอักษรหมายถึงการวางแผนลับที่ตั้งใจทำอันตราย ในที่นี้ถ้อยคำแบบละครพูดเกินจริงเกี่ยวกับแผนการของเด็ก ๆ เพื่อสร้างอารมณ์ขัน คำขอให้หยุดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ข้อกล่าวหาเป็นการหยอกเล่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่ใช้กำหนดขอบเขต: ____ arguing. Let's calm down.

ดูคำตอบ

That's enough

Night, night.

6:44

ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสวัสดิ์

Ho, ho.

6:51

โฮ โฮ

Whoa, no. Get him!

6:54

ว้าว ไม่นะ จับเขาไว้!

Verandah Santa's just trying to do his job. น้ำเสียง/เจตนา

6:59

ซานต้าระเบียงแค่พยายามทำหน้าที่ของเขานะ

น้ำเสียง/เจตนา

just trying to do his job: การแก้ต่างว่าไม่มีเจตนาร้าย

ในประโยคนี้ just trying to do his job ทำให้เจตนาของซานต้าแห่งระเบียงดูเรียบง่ายและไม่มีเจตนาร้าย คือเขาเพียงพยายามทำสิ่งที่บทบาทของเขากำหนดไว้ สำนวนนี้ใช้แก้ต่างให้เขาและขอไม่ให้คนอื่นตำหนิหรือขัดขวางเขา do someone's job อาจหมายถึงการทำหน้าที่ในอาชีพอย่างเป็นทางการ แต่ job ในที่นี้หมายถึงงานที่มากับบทบาทชั่วคราว โครงสร้าง be just trying to + คำกริยา ใช้อธิบายได้ว่าการกระทำนั้นมาจากเจตนาเรียบง่ายที่ไม่ได้มุ่งร้าย

แบบฝึกหัด

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพิพิธภัณฑ์ขอไม่ให้ผู้เข้าชมสัมผัสภาพวาด ประโยคใดอธิบาย “He is just trying to do his job” ได้ดีที่สุด

  1. เขากำลังสมัครงานอื่น
  2. เขาเพียงต้องการทำหน้าที่ตามบทบาทของตน
  3. เขาปฏิเสธที่จะทำสิ่งที่บทบาทของเขากำหนด
ดูคำตอบ

เขาเพียงต้องการทำหน้าที่ตามบทบาทของตน

You naughty kids.

7:02

พวกเด็กดื้อเอ๊ย