ความรักคืออะไร? - Brad Troeger: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
765 คำ 176 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้สำรวจว่าเหตุใดความรักจึงยังนิยามให้ตายตัวได้ยาก โดยพิจารณาคำอธิบายผ่านความสำคัญ ความรู้สึก พฤติกรรม เคมีในสมอง วิวัฒนาการ และวัฒนธรรม ก่อนสรุปว่าความรักก่อรูปจากประสบการณ์จริงและถูกเจรจาปรับความหมายอยู่เสมอในความสัมพันธ์ ประเด็นหลักในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ: 1. you're just ranking it, not defining it. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการเปรียบต่างเพื่อแก้ความเข้าใจ โดยแยกการจัดอันดับว่าความรักสำคัญเพียงใดออกจากการอธิบายว่าความรักคืออะไร โครงสร้างนี้ใช้ชี้ข้อผิดพลาดด้านหมวดหมู่ ปฏิเสธเหตุผลที่ยังไม่เพียงพอ และกำหนดขอบเขตของข้อโต้แย้งให้ชัดเจนได้ 2. fallen out of love, — กริยาวลี: เข้าใจสำนวนที่ใช้บอกการเปลี่ยนจากการรักใครคนหนึ่งไปเป็นไม่รักอีกต่อไป และเปรียบเทียบกับ fall in love รูป present perfect แสดงว่าความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ผลของมันยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน 3. under construction. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: มองเห็นอุปมาเรื่องการก่อสร้างที่เชื่อมกลับไปยัง construct และ constructed ในช่วงสรุป ความรักจึงถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่คู่รักยังคงเจรจาและปรับเปลี่ยน และสำนวนนี้ยังใช้สรุปกระบวนการ อัตลักษณ์ หรือความสัมพันธ์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และเปลี่ยนแปลงได้อย่างกระชับ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

What is love?

0:06

ความรักคืออะไร?

Seriously though, ลำดับความ

0:07

แต่เอาจริงๆ นะ

what is it?

0:08

มันคืออะไร?

ลำดับความ

Seriously though: สัญญาณเปลี่ยนเข้าสู่ประเด็นจริงจัง

Seriously though เป็นคำบอกเปลี่ยนท่าทีในการสนทนา เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าคำพูดต่อจากนี้ควรเข้าใจด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป ผู้พูดกำลังเลิกใช้น้ำเสียงล้อเล่น สบาย ๆ หรือพูดเพียงผิวเผิน แล้วหันมาถามอย่างจริงใจ though ตรงนี้ไม่ได้ใช้เปิดความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อขัดแย้งเต็มรูปเหมือนโครงสร้างที่ใช้ although แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำบอกเปลี่ยนท่าที ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนเข้าสู่เรื่องจริงจังฟังนุ่มนวลและไม่ฉับพลันเกินไป

แบบฝึกหัด

ใน “Seriously though, what is it?” คำว่า “Seriously though” ส่งสัญญาณอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังบอกว่าสถานการณ์ร้ายแรงในทางการแพทย์
  2. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากน้ำเสียงสบาย ๆ หรือล้อเล่นไปเป็นคำถามที่จริงใจ
  3. ผู้พูดกำลังเปิดความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อขัดแย้งเหมือน although
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากน้ำเสียงสบาย ๆ หรือล้อเล่นไปเป็นคำถามที่จริงใจ

What is love?

0:09

ความรักคืออะไร?

A verb,

0:10

คำกริยา

a noun,

0:11

คำนาม

a universal truth,

0:12

ความจริงสากล

an ideal,

0:13

อุดมคติ

A common thread of all religions, สำนวน

0:15

จุดร่วมของทุกศาสนา

สำนวน

common thread of all religions: หัวข้อที่ทุกศาสนามีร่วมกัน

common thread เป็นคำเปรียบเทียบถึงแนวคิด ลักษณะ หรือหัวข้อที่ปรากฏในหลายสิ่งที่แตกต่างกันและเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ในวลีนี้หมายถึงบางสิ่งที่ทุกศาสนามีร่วมกัน ไม่ใช่เส้นด้ายจริง ๆ ส่วน of all religions ระบุกลุ่มที่มีหัวข้อนี้ร่วมกัน ในประโยคเต็ม ภาษาอังกฤษมักใช้ a common thread in, among หรือ across หน้ากลุ่มตัวอย่างด้วย แล้วใช้ส่วนอื่นของประโยคบอกว่าหัวข้อร่วมนั้นคืออะไร

แบบฝึกหัด

“a common thread of all religions” ตรงนี้หมายถึงอะไร?

  1. เส้นด้ายจริงที่ใช้ในเสื้อผ้าทางศาสนา
  2. ศาสนาหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากกว่าศาสนาอื่น
  3. แนวคิดหรือหัวข้อที่ทุกศาสนามีร่วมกัน
ดูคำตอบ

แนวคิดหรือหัวข้อที่ทุกศาสนามีร่วมกัน

a cult,

0:17

ลัทธิ

a neurological phenomenon?

0:18

ปรากฏการณ์ทางระบบประสาท?

There's no shortage of answers. วลี

0:20

คำตอบมีอยู่ไม่น้อยเลย

วลี

There's no shortage of...: บอกว่ามีอยู่มากมาย

ในประโยคนี้ no shortage of หมายถึง plenty of หรือ many คือ “มีอยู่มาก” คำว่า no ปฏิเสธ shortage ดังนั้นผู้พูดกำลังบอกว่ามีคำตอบมาก ไม่ใช่ว่ามีคำตอบน้อยเกินไป รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ there is no shortage of + คำนามนับได้พหูพจน์หรือคำนามนับไม่ได้ รูปแบบนี้สื่อความอุดมสมบูรณ์ด้วยการบอกว่าไม่มีความขาดแคลน จึงมักฟังเป็นทางการหรือเน้นย้ำกว่า many หรือ a lot of

แบบฝึกหัด

"There's no shortage of answers." หมายความว่าอย่างไร?

  1. มีคำตอบมากมาย
  2. มีคำตอบน้อยเกินไป
  3. คำตอบสั้นผิดปกติ
ดูคำตอบ

มีคำตอบมากมาย

Some are all-encompassing. การใช้คำ

0:21

บางอย่างก็ครอบคลุมไปหมด

การใช้คำ

all-encompassing: ครอบคลุมแทบทุกด้าน

all-encompassing เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงสิ่งหนึ่งรวมถึงหรือจัดการกับส่วนที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด ในประโยคนี้ Some หมายถึงคำตอบบางส่วน และคำคุณศัพท์นี้บอกว่าคำตอบเหล่านั้นมีขอบเขตกว้างอย่างมาก คำนี้วางได้ทั้งหน้าคำนามและหลังคำกริยาเชื่อม: an all-encompassing plan; the plan is all-encompassing แนวคิดสำคัญคือความกว้างของขอบเขตที่ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงขนาดหรือจำนวน

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดเหมาะจะอธิบายด้วย all-encompassing มากที่สุด?

  1. รายงานที่ตรวจสอบรายละเอียดแคบ ๆ เพียงเรื่องเดียว
  2. พัสดุที่มีน้ำหนักมากจริง ๆ
  3. แผนที่จัดการกับปัญหาเกือบทุกด้าน
ดูคำตอบ

แผนที่จัดการกับปัญหาเกือบทุกด้าน

It conquers all. สำนวน

0:23

มันเอาชนะทุกสิ่ง

สำนวน

conquers all: ถ้อยคำแบบคติพจน์ที่สื่อถึงพลังอันเด็ดขาด

ในประโยคนี้ It หมายถึง love หรือความรัก conquers all ชวนให้นึกถึงคติพจน์ Love conquers all โดยเปรียบความรักเป็นพลังที่เอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้ ไม่ได้หมายถึงกองทัพที่เข้าควบคุมผู้คนหรือสถานที่จริง ๆ คำว่า all ทำให้คำกล่าวนี้เป็นแบบเหมารวมเด็ดขาด จึงฟังคล้ายคติพจน์หรือคำขวัญ และสื่อความเชื่อมั่นที่แรงกล้าและเป็นอุดมคติ มากกว่าจะเป็นข้อสรุปเชิงข้อเท็จจริงที่แม่นยำ

แบบฝึกหัด

conquers all ใน It conquers all. สื่อความหมายอย่างไร?

  1. ใช้การกล่าวเกินจริงแบบคติพจน์เพื่อแสดงว่าความรักสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้
  2. ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับความรักที่รอบคอบและวัดผลได้
  3. หมายความว่าความรักเข้าควบคุมทุกสถานที่ด้วยกำลังทหารจริง ๆ
ดูคำตอบ

ใช้การกล่าวเกินจริงแบบคติพจน์เพื่อแสดงว่าความรักสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้

It's all you need.

0:24

มันคือทั้งหมดที่คุณต้องการ

It's all there is.

0:25

มันคือทั้งหมดที่มีอยู่

These are all comparisons though.

0:27

แต่นั่นก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น

Ways of defining it by contrast, ลำดับความ

0:28

วิธีการนิยามมันโดยความขัดแย้ง

ลำดับความ

defining it by contrast: จัดคำนิยามผ่านความแตกต่าง

ในที่นี้ it หมายถึง love หรือความรัก defining it by contrast หมายถึงการอธิบายว่าความรักคืออะไรด้วยการแสดงให้เห็นว่าความรักแตกต่างจากแนวคิดอื่นอย่างไร แทนที่จะอาศัยเพียงคำนิยามตรง ๆ วลีนี้อยู่ภายใน Ways of defining it โดย of defining it ระบุว่ากำลังพูดถึง ways ประเภทใด ส่วน by contrast บอกวิธีที่ใช้ วลีนี้จึงส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจัดข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดนามธรรมอย่างไร

แบบฝึกหัด

ใน Ways of defining it by contrast คำว่า by contrast ทำหน้าที่อะไร?

  1. ระบุว่าการเปรียบเทียบกับสิ่งที่แตกต่างคือวิธีการนิยาม
  2. นำเสนออีกประโยคหนึ่งที่เพียงคัดค้านคำนิยาม
  3. บอกว่าแนวคิดนั้นไม่สามารถนิยามได้
ดูคำตอบ

ระบุว่าการเปรียบเทียบกับสิ่งที่แตกต่างคือวิธีการนิยาม

by saying it's more important than all other things. ไวยากรณ์

0:30

โดยบอกว่ามันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด

ไวยากรณ์

more important than: จัดให้สิ่งหนึ่งมีความสำคัญเหนืออีกสิ่งหนึ่ง

more important than ใช้เปรียบเทียบสองสิ่งบนระดับความสำคัญ ในรูป A + be + more important than + B จะนำเสนอว่า A มีลำดับความสำคัญหรือคุณค่าสูงกว่า B ในประโยคนี้ it ถูกจัดให้อยู่เหนือ all other things วลีนี้สร้างลำดับความสำคัญ ไม่ได้ให้นิยามว่า it คืออะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบ more important than: In an emergency, safety is ____ speed.

ดูคำตอบ

more important than

But is it?

0:34

แต่มันใช่หรือเปล่า?

Sure,

0:35

แน่นอน

love matters more than your standard turkey sandwich,

0:36

ความรักสำคัญกว่าแซนด์วิชไก่งวงธรรมดาๆ ของคุณ

but does it matter more than shelter or sanity or an exceptional turkey sandwich?

0:39

แต่มันสำคัญกว่าที่อยู่อาศัย ความมีสติ หรือแซนด์วิชไก่งวงชั้นเลิศหรือเปล่า?

No matter your answer, ไวยากรณ์

0:44

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอย่างไร

you're just ranking it, ลำดับความ

0:46

คุณก็แค่จัดอันดับมัน

not defining it.

0:47

ไม่ได้นิยามมัน

ไวยากรณ์

No matter your answer, ...: ข้อสรุปยังคงเดิม

No matter your answer เป็นคำเปิดที่แสดงการยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ และหมายถึงไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร วลีนี้ครอบคลุมคำตอบที่เป็นไปได้ทั้งหมด และบอกว่าข้อความหลักหลังเครื่องหมายจุลภาคยังคงเป็นจริง ในประโยคนี้ คำตอบที่ต่างกันไม่ทำให้ข้อสรุปเปลี่ยนไป บุคคลนั้นกำลังจัดลำดับบางสิ่ง ไม่ได้กำลังให้คำนิยามสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

คำเปิด No matter your answer, บอกอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ผู้พูดปฏิเสธที่จะฟังคำตอบใด ๆ
  2. คำตอบแต่ละอย่างทำให้เกิดข้อสรุปที่ต่างกัน
  3. ข้อสรุปที่ตามมาเป็นจริงสำหรับทุกคำตอบที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ

ข้อสรุปที่ตามมาเป็นจริงสำหรับทุกคำตอบที่เป็นไปได้

ลำดับความ

You're just ranking it, not defining it: แก้ป้ายกำกับด้วย X, not Y

ประโยคนี้แก้ความเข้าใจที่มีต่อการอภิปรายก่อนหน้า โดย It หมายถึง love การอภิปรายนั้นเพียงจัดว่าความรักสำคัญมากหรือน้อยกว่าสิ่งอื่น ไม่ได้อธิบายว่าความรักหมายถึงอะไร รูปแบบ you're X, not Y วางการกระทำรูป -ing ที่ขนานกันสองอย่างไว้ใต้ประธานเดียวกัน โดยส่วนหลังเข้าใจได้ว่าเป็น you're not defining it รูปแบบนี้ระบุการกระทำที่เกิดขึ้นจริงก่อน แล้วจึงปฏิเสธป้ายกำกับที่ผิดหรือเป็นข้ออ้างที่แรงกว่า ส่วน just จำกัดข้อสรุปไว้ที่ X และแบ่งขอบเขตระหว่างข้อโต้แย้งสองแบบอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้แก้ความเข้าใจเรื่องใด

  1. ประโยคนี้บอกว่าไม่ควรเปรียบเทียบความรักกับสิ่งใดเลย
  2. ประโยคนี้บอกว่าการนิยามความรักเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการจัดลำดับความรัก
  3. ประโยคนี้บอกว่าการเปรียบเทียบความสำคัญของความรักไม่เหมือนกับการอธิบายว่าความรักคืออะไร
ดูคำตอบ

ประโยคนี้บอกว่าการเปรียบเทียบความสำคัญของความรักไม่เหมือนกับการอธิบายว่าความรักคืออะไร

Another challenge to defining love is we often try to do so ไวยากรณ์

0:49

ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งในการนิยามความรักคือเรามักจะพยายามทำเช่นนั้น

while falling into it or out of it. กริยาวลี

0:52

ในขณะที่กำลังตกหลุมรักหรือหมดรัก

ไวยากรณ์

try to do so: ย้อนกลับไปแทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ใน try to do so คำว่า do so แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ defining love ความหมายเต็มคือ try to define love และการใช้คำแทนนี้ช่วยไม่ให้ต้องกล่าววลีกริยาซ้ำ Do so ทำงานเป็นหน่วยเดียว หมายถึงทำการกระทำที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ so ไม่ได้หมายถึง “มาก” หรือ “ดังนั้น” ผู้อ่านต้องดูจากบริบทก่อนหน้าว่าแทนการกระทำใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำแทนการกระทำแบบเป็นทางการที่เรียนไป: If you decide to submit the form, please ____ by Friday.

ดูคำตอบ

do so

กริยาวลี

falling into it or out of it: ตกหลุมรักหรือหมดรัก

ในประโยคนี้ it หมายถึง love วลี falling into it และ falling out of it มองความรักเป็นสภาวะที่คนเราเข้าไปหรือออกมาได้ โดยอย่างแรกหมายถึงเริ่มตกหลุมรัก ส่วนอย่างหลังหมายถึงหมดรัก ถ้อยคำนี้โยงกับสำนวนตายตัว fall in love และ fall out of love คำว่า fall ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ล้ม” ตามตัวอักษร แต่สื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกอาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนหรือควบคุมทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ falling into it or out of it หมายถึงอะไร

  1. ตกลงไปในสถานที่หนึ่งจริง ๆ แล้วปีนออกมา
  2. ทำให้คนอื่นล้ม
  3. เริ่มตกหลุมรักหรือหมดรัก
ดูคำตอบ

เริ่มตกหลุมรักหรือหมดรัก

Would you trust someone who just won the lottery ลำดับความ

0:54

คุณจะเชื่อใจคนที่เพิ่งถูกลอตเตอรี่

to accurately define the concept of currency

0:56

ให้มานิยามแนวคิดเรื่องเงินตราอย่างถูกต้องไหม

ลำดับความ

Would you trust someone ... to accurately define: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่ท้าทายความเป็นกลาง

ในทางไวยากรณ์ Would you trust someone ... to accurately define...? ถามว่าผู้ฟังจะไว้วางใจให้บุคคลนั้นให้คำจำกัดความที่ถูกต้องหรือไม่ อนุประโยค who ระบุว่าคนนั้นเป็นใคร ส่วน trust someone to do something หมายถึงเชื่อว่าคนนั้นสามารถหรือจะทำสิ่งหนึ่งได้อย่างน่าเชื่อถือ ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ โดยคำตอบที่คาดไว้คือ “ไม่” ผู้พูดยกคนที่เพิ่งถูกลอตเตอรี่และกำลังอยู่ท่ามกลางประสบการณ์นั้นขึ้นมา เพื่อชี้นำให้ผู้ฟังสงสัยในความเป็นกลางของคนนั้น รูปแบบการให้เหตุผลนี้ย้ายจุดสนใจจากตัวคำจำกัดความไปยังความน่าเชื่อถือของผู้ให้คำจำกัดความ

แบบฝึกหัด

อ่านคำถามนี้: Would you trust a chef to review their own restaurant objectively? ผู้พูดกำลังทำอะไรเป็นหลัก

  1. ขออนุญาตให้พ่อครัวเขียนบทวิจารณ์
  2. ตั้งข้อสงสัยว่าพ่อครัวจะเป็นกลางได้หรือไม่
  3. อ้างว่าพ่อครัวไม่เคยไปร้านอาหาร
ดูคำตอบ

ตั้งข้อสงสัยว่าพ่อครัวจะเป็นกลางได้หรือไม่

or, I don't know,

0:59

หรือ ฉันไม่รู้สิ

ask a guy to define bears while he's fending them off? กริยาวลี

1:01

ขอให้ผู้ชายคนหนึ่งนิยามหมีในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับพวกมัน?

กริยาวลี

fending them off: ต้านและกันภัยคุกคามให้อยู่ห่าง

“fending them off” หมายถึงการต้านหมีไว้และไม่ให้พวกมันเข้ามาใกล้หรือโจมตี ในที่นี้ them หมายถึง bears ส่วน off เพิ่มความหมายว่าผลักภัยคุกคามกลับไปหรือกันให้อยู่ห่างออกไป โครงสร้างกริยากับคำอนุภาคนี้เน้นการต่อต้านอย่างแข็งขัน ภัยคุกคามกำลังเข้ามา และคนคนนั้นพยายามผลักมันกลับหรือไม่ให้มันมาถึงตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของ fend off: The dogs rushed forward, but the hikers managed to ____ them ____.

ดูคำตอบ

fend · off

Or is romance not like winning the lottery? ลำดับความ

1:05

หรือความโรแมนติกไม่เหมือนกับการถูกลอตเตอรี่?

Are breakups not like bear attacks?

1:08

การเลิกราไม่เหมือนกับการถูกหมีโจมตีหรือ?

ลำดับความ

not like winning the lottery? ... not like bear attacks?: การเปรียบเทียบเชิงวาทศิลป์แบบคู่ขนาน

คำถาม not like...? สองข้อนี้จัดความคิดเป็นการเปรียบเทียบคู่ขนาน โดยเปรียบความรักกับการถูกลอตเตอรี่ และเปรียบการเลิกรากับการถูกหมีโจมตี รูปคำถามเชิงปฏิเสธชวนให้ผู้ฟังพิจารณาและมีแนวโน้มเห็นด้วยกับการเปรียบเทียบ แทนที่จะเป็นเพียงการถามหาข้อเท็จจริง ภาพเหล่านี้จงใจทำให้สุดโต่ง ไม่ใช่คำนิยามที่แม่นยำ การวางคำถามต่อกันเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนามธรรมให้เป็นฉากด้านบวกและด้านลบที่ชัดเจน แล้วใช้ฉากเหล่านั้นทดสอบและผลักดันข้อโต้แย้งต่อไป

แบบฝึกหัด

คำถามเชิงวาทศิลป์แบบปฏิเสธสองข้อนี้ทำหน้าที่อะไรในข้อโต้แย้ง

  1. ให้คำนิยามที่แม่นยำของความรักและการเลิกรา
  2. ใช้การเปรียบเทียบเกินจริงสองอย่างเพื่อทดสอบและผลักดันข้อโต้แย้ง
  3. ถามข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลอตเตอรี่และหมี
ดูคำตอบ

ใช้การเปรียบเทียบเกินจริงสองอย่างเพื่อทดสอบและผลักดันข้อโต้แย้ง

Bad comparisons?

1:10

เป็นการเปรียบเทียบที่แย่ไหม?

That's my point. วลี

1:11

นั่นแหละประเด็นของฉัน

วลี

That's my point: บอกว่าคำพูดนั้นสนับสนุนข้อโต้แย้งของคุณ

That's my point หมายถึง “นั่นคือสิ่งที่ฉันพยายามชี้ให้เห็นพอดี” ในที่นี้ point หมายถึงข้อโต้แย้งหรือใจความสำคัญ ไม่ใช่คะแนนหรือสถานที่ ใช้เมื่อสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา แม้จะฟังเหมือนคำคัดค้าน แต่จริง ๆ แล้วสนับสนุนข้อโต้แย้งของคุณ ประโยคนี้ดึงคำพูดนั้นกลับมาเชื่อมกับข้อเสนอหลักของคุณ

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “นั่นคือแนวคิดที่ฉันกำลังเสนอพอดี”: A colleague says, “So the instructions confuse everyone.” You reply, “Exactly. ____.”

ดูคำตอบ

That's my point

I'm not thinking right because I'm in love. วลี

1:12

ฉันคิดอะไรไม่ออกเพราะฉันกำลังมีความรัก

วลี

I'm in love: บอกสภาวะของการมีความรัก

Be in love หมายถึงมีความรู้สึกเชิงรักที่แรงกล้า in เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัวที่บอกสภาวะทางอารมณ์ ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ I'm in love บอกสภาวะปัจจุบันของผู้พูดโดยไม่ระบุว่ารู้สึกกับใคร หากต้องการระบุบุคคล ให้ใช้ be in love with someone ในประโยคนี้ ผู้พูดยกสภาวะทางอารมณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ทำให้คิดไม่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่บอกสภาวะความรักในปัจจุบัน: After twenty years together, they are still ____.

ดูคำตอบ

in love

So ha.

1:15

ดังนั้น ฮะ

Taking a step back or taking a cold shower, whatever. สำนวน

1:16

ถอยออกมาสักก้าวหรือไปอาบน้ำเย็น อะไรก็เถอะ

สำนวน

Taking a step back: เว้นระยะเพื่อมองภาพรวม

Taking a step back ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการเว้นระยะทางความคิดหรืออารมณ์ออกจากสถานการณ์เล็กน้อย เพื่อให้คิดได้อย่างสงบและมองสถานการณ์อย่างเป็นกลางมากขึ้น รูป -ing ทำให้วลีนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เรียงกันอยู่ใน taking a step back or taking a cold shower รูปแบบพื้นฐานที่นำไปใช้ต่อได้คือ take a step back ซึ่งมักตามด้วย and + คำกริยา หรือ from + คำนาม

แบบฝึกหัด

ระหว่างการประชุมวางแผนที่ตึงเครียด มีคนพูดว่า “Let's take a step back and review the main goal.” เขากำลังเสนอให้ทำอะไร?

  1. ยุติการประชุมและล้มเลิกแผน
  2. พักจากรายละเอียดแล้วพิจารณาสถานการณ์ใหม่ในมุมที่กว้างขึ้น
  3. ขยับตัวถอยหลังจริง ๆ เพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น
ดูคำตอบ

พักจากรายละเอียดแล้วพิจารณาสถานการณ์ใหม่ในมุมที่กว้างขึ้น

สำนวน

taking a cold shower: ใจเย็นลงและควบคุมแรงกระตุ้น

Taking a cold shower ตามตัวอักษรหมายถึงการอาบน้ำเย็น แต่ในที่นี้เป็นคำแนะนำเชิงเปรียบเทียบแบบขำ ๆ ว่าให้ใจเย็นลงและควบคุมแรงกระตุ้นด้านความรักหรือเรื่องเพศที่รุนแรง วลีนี้อยู่คู่กับ Taking a step back ในฐานะอีกวิธีหนึ่งที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์ชี้นำมากเกินไป ความหมายนี้ขึ้นอยู่กับบริบท เพราะในบทสนทนาทั่วไป คำเหล่านี้ยังอาจหมายถึงการอาบน้ำเย็นจริง ๆ ได้ ส่วน whatever ในที่นี้ทำให้รายการฟังดูสบาย ๆ ไม่ใช่คำแนะนำเรื่องการอาบน้ำอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาแบบขำ ๆ เกี่ยวกับคนที่แอบชอบ “Take a cold shower before you text them again.” น่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ตัดการติดต่อกับคนนั้นอย่างถาวร
  2. ใจเย็นลงและควบคุมแรงกระตุ้น
  3. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัวก่อนใช้โทรศัพท์
ดูคำตอบ

ใจเย็นลงและควบคุมแรงกระตุ้น

Love is potentially the most intensely thought about thing in all of human history ไวยากรณ์

1:19

ความรักอาจเป็นสิ่งที่ถูกคิดถึงอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ไวยากรณ์

the most intensely thought about thing: ใช้วลี participle ขยาย thing

คำนามหลักคือ thing ส่วน most intensely thought about เป็นส่วนขยายแบบ participle ที่มีความหมายเชิงถูกกระทำและวางไว้หน้าคำนามนั้น หมายถึง “สิ่งที่ผู้คนครุ่นคิดถึงอย่างเข้มข้นที่สุด” คำขั้นสูงสุด most จัดให้สิ่งนี้เหนือสิ่งอื่นตามระดับความเข้มข้นของการคิด thought about ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค รูปแบบนี้ช่วยรวมความหมายว่า “คำนามที่ได้รับการกระทำในระดับสูงสุด” ไว้ในนามวลีเดียว เช่น the most widely discussed issue

แบบฝึกหัด

ในวลี the most intensely thought about thing คำว่า thought about ทำหน้าที่อะไร

  1. ขยาย human history และบอกว่าประวัติศาสตร์กำลังคิด
  2. เป็นกริยาหลักที่บอกว่า Love กำลังทำอะไร
  3. ขยาย thing และบอกว่าผู้คนครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างเข้มข้น
ดูคำตอบ

ขยาย thing และบอกว่าผู้คนครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นอย่างเข้มข้น

and despite centuries upon centuries of obsession, โน้ต

1:24

และแม้จะมีความลุ่มหลงมาหลายศตวรรษ

วลี

centuries upon centuries: การซ้ำ X upon X เพื่อเน้นย้ำ

centuries upon centuries ใช้รูปแบบซ้ำ X upon X ในประโยคนี้หมายถึงศตวรรษหนึ่งต่อเนื่องไปสู่อีกศตวรรษหนึ่งเป็นเวลายาวนานอย่างยิ่ง จึงเน้นย้ำและให้ภาพชัดกว่า many centuries ในที่นี้ upon แสดงการสะสมต่อเนื่อง ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ รูปแบบนี้ยังใช้เน้นเวลาที่เกิดซ้ำหรือปริมาณที่สะสมได้ เช่น years upon years และ layers upon layers

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยวลีเน้นย้ำ X upon X ที่สร้างจาก years: The team worked for ____ before finding a solution.

ดูคำตอบ

years upon years

it still overwhelms us. การใช้คำ

1:27

มันก็ยังคงครอบงำเราอยู่ดี

ไวยากรณ์

despite centuries upon centuries of obsession: แสดงการยอมรับข้อเท็จจริงด้วย despite

despite ใช้เปิดความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งก่อนจะบอกผลที่สวนทางกัน การหมกมุ่นมาเป็นเวลานานอาจทำให้คาดว่าความรักน่าจะเข้าใจหรือรับมือได้ง่ายขึ้น แต่ความรักก็ยังทำให้เรารับมือไม่ไหว ในที่นี้ despite ตามด้วยนามวลี centuries upon centuries of obsession ไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาที่ผันรูปของตัวเอง centuries upon centuries ซ้ำหน่วยเวลาในรูปแบบ X upon X เพื่อเน้นการสะสมต่อเนื่อง หมายถึงศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า ดังนั้นวลีเปิดประโยคจึงทำให้ still ที่ตามมามีน้ำหนักมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบุพบทแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงที่ต้องตามด้วยนามวลี years of research: ____ years of research, the cause remains unknown.

ดูคำตอบ

Despite

การใช้คำ

still overwhelms us: ยังคงเกินความสามารถในการรับมือหรือทำความเข้าใจของเรา

ในที่นี้ it หมายถึงความรัก ส่วน still แสดงว่าสถานการณ์นี้ยังคงเป็นจริง แม้ว่าผู้คนจะสนใจเรื่องนี้มาหลายศตวรรษแล้วก็ตาม overwhelms us หมายถึงความรักทรงพลังหรือซับซ้อนมากจนเกินความสามารถของเราที่จะเข้าใจ ประมวลผล หรือรับมือได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไป overwhelm someone หมายถึงทำให้ใครบางคนต้องรับอารมณ์ ข้อมูล งาน หรือความยากลำบากมากเกินกว่าจะรับมือได้อย่างสบาย รูปประโยคฝ่ายกระทำที่พบบ่อยคือ something overwhelms someone

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ overwhelm เพื่อแสดงว่าปริมาณของบางสิ่งมากเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะรับมือได้

  1. The announcement surprised Maya.
  2. The puzzle confused Maya because one clue was unclear.
  3. The flood of messages overwhelmed Maya.
ดูคำตอบ

The flood of messages overwhelmed Maya.

Some say it's a feeling,

1:29

บางคนบอกว่ามันเป็นความรู้สึก

a magical emotion,

1:31

อารมณ์ที่น่าอัศจรรย์

a feeling for someone like you've never felt before. ไวยากรณ์

1:32

ความรู้สึกที่มีต่อใครบางคนอย่างที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ไวยากรณ์

like you've never felt before: ประสบการณ์ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ในที่นี้ like ใช้เปิดการเปรียบเทียบ หมายถึงความรู้สึกนี้ไม่เหมือนสิ่งใดที่คนคนนั้นเคยรู้สึกมาก่อน ไม่ได้หมายถึง “ชอบ” หรือ “รู้สึกชอบใครบางคน” You've เป็นรูปย่อของ you have วลี present perfect you've never felt before มองย้อนถึงประสบการณ์ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นรูปแบบ like + ประธาน + have/has never + past participle จึงเน้นว่าประสบการณ์นั้นใหม่อย่างสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ like + present perfect ที่ถูกต้อง เพื่อบอกว่าความรู้สึกนี้ใหม่อย่างสิ้นเชิง: Right now, I feel a sense of freedom ____.

ดูคำตอบ

like I've never felt before

But feelings are fluid, สำนวน

1:35

แต่ความรู้สึกนั้นไม่แน่นอน

สำนวน

feelings are fluid: ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้

ตามความหมายตรงตัว fluid ใช้บรรยายสิ่งที่ไหลได้ แต่ใน feelings are fluid คำนี้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงความรู้สึกไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา สถานการณ์ หรือความสัมพันธ์ การใช้เชิงนามธรรมนี้มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกเป็นของเหลวจริง ๆ

แบบฝึกหัด

fluid หมายถึงอะไรในประโยคนี้? Our plans are still fluid.

  1. แผนทำมาจากของเหลว
  2. แผนอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  3. แผนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ดูคำตอบ

แผนอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

not very concrete foundation for a definition. สำนวน

1:37

ไม่ใช่พื้นฐานที่เป็นรูปธรรมมากนักสำหรับการนิยาม

สำนวน

concrete foundation for a definition ในฐานะอุปมาเรื่องการก่อสร้าง

ในที่นี้ concrete และ foundation ร่วมกันสร้างอุปมาเกี่ยวกับการก่อสร้าง ตามความหมายตรงตัว foundation คือฐานที่รองรับอาคาร แต่ในการอภิปรายเชิงนามธรรมหมายถึงหลักพื้นฐานที่รองรับแนวคิด ส่วน concrete เพิ่มความหมายว่าแน่ชัดและมีเนื้อหา ไม่ใช่คลุมเครือหรือเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้น a concrete foundation for a definition จึงหมายถึงพื้นฐานที่ชัดเจนและมั่นคงพอจะรองรับคำนิยามนั้น วลีนี้พูดถึงหลักในการให้เหตุผล ไม่ใช่วัสดุก่อสร้าง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ concrete foundation for a definition หมายถึงอะไร

  1. พื้นฐานที่ชัดเจนและมั่นคงซึ่งรองรับคำนิยามได้
  2. แผ่นคอนกรีตจริงที่อยู่ใต้พจนานุกรม
  3. อาคารที่ใช้เก็บคำนิยาม
ดูคำตอบ

พื้นฐานที่ชัดเจนและมั่นคงซึ่งรองรับคำนิยามได้

Sometimes you hate the person you love. ไวยากรณ์

1:40

บางครั้งคุณก็เกลียดคนที่คุณรัก

ไวยากรณ์

the person you love: การละสรรพนามสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม

ใน the person you love ส่วน you love อยู่หลัง person เพื่อระบุว่าหมายถึงคนไหน คำนาม person เติมตำแหน่งกรรมหลัง love ซึ่งมองได้ว่าเป็น you love the person นี่คืออนุประโยคสัมพันธ์แบบชี้เฉพาะที่ละสรรพนามสัมพันธ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรม รูปเต็มอาจเป็น the person whom you love หรือ the person that you love การละเช่นนี้พบได้ทั่วไปทั้งในการพูดและการเขียนเมื่อสรรพนามทำหน้าที่เป็นกรรม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างอนุประโยคสัมพันธ์ที่ละกรรมเหมือนกับ the person you love

  1. The book borrowed me was fascinating.
  2. The book that was on the shelf was fascinating.
  3. The book I borrowed was fascinating.
ดูคำตอบ

The book I borrowed was fascinating.

Plus, come on, น้ำเสียง/เจตนา

1:42

แถม ไม่เอาน่า

น้ำเสียง/เจตนา

come on: เร่งให้อีกฝ่ายยอมรับประเด็นที่เห็นได้ชัด

ในที่นี้ come on เป็นคำโต้ตอบในการสนทนา ไม่ใช่คำสั่งให้เข้ามาใกล้ ผู้พูดสื่อว่าประเด็นที่จะตามมานั้นควรชัดเจนหรือยากจะปฏิเสธ คำนี้เพิ่มน้ำเสียงไม่อดทนเล็กน้อยและกดดันให้ผู้ฟังยอมรับข้อโต้แย้งของผู้พูด ในบริบทอื่น คำเดียวกันอาจใช้ให้กำลังใจหรือเร่งใครสักคนได้ จึงต้องดูสถานการณ์และน้ำเสียงเพื่อแยกความหมายเชิงโต้แย้งนี้

แบบฝึกหัด

ในบริบทที่กำลังโต้แย้งนี้ come on สื่อหน้าที่ใด?

  1. เปลี่ยนหัวข้ออย่างสุภาพ
  2. ขอให้ผู้ฟังเดินเข้ามาใกล้ผู้พูด
  3. เร่งให้ผู้ฟังยอมรับข้อโต้แย้งที่ผู้พูดเห็นว่าชัดเจน
ดูคำตอบ

เร่งให้ผู้ฟังยอมรับข้อโต้แย้งที่ผู้พูดเห็นว่าชัดเจน

you've felt feelings like it before,

1:43

คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน

sort of in miniature. โน้ต

1:45

คล้ายๆ กับเป็นแบบจำลองย่อส่วน

น้ำเสียง/เจตนา

sort of: ลดความหนักแน่นของคำกล่าวในความหมายว่า “ในระดับหนึ่ง”

Sort of เป็นคำช่วยลดความหนักแน่นในภาษาสนทนา หมายถึง “ในระดับหนึ่ง” หรือ “โดยประมาณ” ทำให้คำบรรยายไม่ฟันธงจนเกินไป ในที่นี้ คำนี้ช่วยลดความหนักแน่นของ in miniature กล่าวคือ ความรู้สึกก่อนหน้านี้ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง แต่คล้ายกับฉบับที่เล็กกว่า ในวลีนี้ sort ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “ชนิด”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำช่วยลดความหนักแน่นแบบภาษาสนทนาสองคำจากบทเรียน: The instructions were ____ confusing at first.

ดูคำตอบ

sort of

วลี

in miniature: รูปแบบที่ย่อส่วนลง

in miniature หมายถึง “ในรูปแบบที่มีขนาดหรือขอบเขตเล็กกว่า” ในที่นี้ ความรู้สึกก่อนหน้านี้มีลักษณะบางอย่างของความรู้สึกที่ใหญ่กว่าซึ่งกำลังพูดถึงอยู่ แต่ยังไม่พัฒนาเต็มที่หรือมีขอบเขตน้อยกว่า เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้พูดถึงขนาดทางกายภาพ วลีนี้ใช้เชื่อมประสบการณ์ ระบบ หรือรูปแบบขนาดใหญ่เข้ากับตัวอย่างที่เล็กกว่า คำว่า sort of ทำให้การเปรียบเทียบเป็นเพียงโดยประมาณ ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง

แบบฝึกหัด

in miniature หมายถึงอะไรในประโยคนี้? "The student council was a government in miniature."

  1. สิ่งที่ถูกกล่าวถึงสั้น ๆ
  2. ฉบับขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกัน
  3. วัตถุที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์
ดูคำตอบ

ฉบับขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายกัน

Your relationships with your family shape your relationships with partners วลี

1:47

ความสัมพันธ์ของคุณกับครอบครัวหล่อหลอมความสัมพันธ์ของคุณกับคู่รัก

วลี

shape your relationships with partners: มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของความสัมพันธ์

ใน shape your relationships with partners คำว่า shape เป็นคำกริยาที่หมายถึง “มีอิทธิพลต่อวิธีที่บางสิ่งพัฒนาหรือก่อตัวขึ้น” ความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจส่งผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์กับคู่รักในภายหลัง แต่ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าจะกำหนดทุกอย่างอย่างสมบูรณ์ การใช้แบบนี้มักมีกรรมเป็นสิ่งนามธรรม เช่น relationships, attitudes, behavior, choices หรือ the future ส่วนประธานมักเป็นประสบการณ์ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม หรือบุคคลที่มีอิทธิพลในระยะยาว

แบบฝึกหัด

shape หมายถึงอะไรในประโยคนี้? "Early experiences shape how we respond to conflict."

  1. สิ่งเหล่านั้นทำให้การตอบสนองมีโครงร่างทางกายภาพ
  2. สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อวิธีที่การตอบสนองพัฒนาขึ้น
  3. สิ่งเหล่านั้นกำหนดการตอบสนองทุกอย่างอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อวิธีที่การตอบสนองพัฒนาขึ้น

and your love for your partner may be in its own dynamic relationship,

1:50

และความรักที่คุณมีต่อคู่รักอาจอยู่ในความสัมพันธ์แบบไดนามิกของมันเอง

healthy or totally weird,

1:53

จะดีต่อสุขภาพหรือแปลกประหลาดไปเลย

with the love of your parents and siblings.

1:55

พร้อมกับความรักของพ่อแม่และพี่น้องของคุณ

Love is also a set of behaviors we associate with the feeling. วลี

1:57

ความรักยังเป็นชุดพฤติกรรมที่เราเชื่อมโยงกับความรู้สึก

วลี

associate A with B: โครงสร้างใน associate with the feeling

รูปแบบ associate A with B หมายถึงการเชื่อมโยง A และ B เข้าด้วยกันในความคิด ในประโยคนี้ A คือวลีนามที่อยู่ก่อนหน้า a set of behaviors และ B คือ the feeling หรือ love ในฐานะความรู้สึก ในอนุประโยคขยาย we associate with the feeling กรรมของ associate ย้อนกลับไปหมายถึง behaviors ความสัมพันธ์แบบเต็มสามารถเข้าใจได้ว่า we associate the behaviors with the feeling ดังนั้น associate with ในที่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบ A-with-B ที่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายถึงการคบหาหรือใช้เวลากับใคร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ associate A with B: Many people ____ the smell of rain ____ childhood.

ดูคำตอบ

associate · with

Holding hands,

2:01

การจับมือกัน

kissing,

2:02

การจูบ

hugging,

2:03

การกอด

public displays of affection, การใช้คำ

2:04

การแสดงความรักในที่สาธารณะ

การใช้คำ

public displays of affection (PDA): การแสดงความรักในที่สาธารณะ

วลี public displays of affection หมายถึงพฤติกรรมที่แสดงความรักในบริเวณที่ผู้อื่นมองเห็น โดยเฉพาะความรักเชิงโรแมนติกหรือการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การจับมือ กอด หรือจูบ วลีนี้มักย่อว่า PDA ในที่นี้ displays หมายถึงการแสดงออกหรือการกระทำที่มองเห็นได้ ไม่ใช่การจัดแสดงสินค้า รูปพหูพจน์ที่ใช้กันทั่วไปครอบคลุมพฤติกรรมประเภทนี้โดยรวม ส่วนการกระทำครั้งเดียวสามารถใช้ a public display of affection ได้

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายตามปกติของ public displays of affection

  1. อธิบายคำว่า affection ให้ผู้ฟังฟัง
  2. แสดงความรักเชิงโรแมนติกหรือความใกล้ชิดทางกายในที่สาธารณะ
  3. นำสินค้าที่ชื่อ affection มาจัดแสดงต่อสาธารณะ
ดูคำตอบ

แสดงความรักเชิงโรแมนติกหรือความใกล้ชิดทางกายในที่สาธารณะ

dating,

2:06

การเดท

marriage,

2:07

การแต่งงาน

having kids,

2:08

การมีลูก

or just sex.

2:09

หรือแค่เซ็กส์

But these loving actions can be subjective or culturally relative. การใช้คำ

2:10

แต่การกระทำอันเป็นที่รักเหล่านี้อาจเป็นเรื่องของอัตวิสัยหรือสัมพันธ์กับวัฒนธรรม

การใช้คำ

subjective or culturally relative: ความแตกต่างระหว่างบุคคลและวัฒนธรรม

ในที่นี้ subjective หมายถึงการตัดสินที่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก ประสบการณ์ หรือมุมมองของแต่ละคน ส่วน culturally relative หมายถึงความหมายของการกระทำหรือการมองว่าการกระทำนั้นเหมาะสมหรือไม่ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม วลีนี้แสดงแหล่งที่มาของความแตกต่างสองอย่าง ได้แก่ การตัดสินของแต่ละคนและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม ในที่นี้ relative เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงการขึ้นอยู่กับบริบทหรือเกณฑ์เฉพาะ ไม่ได้หมายถึงญาติ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ subjective or culturally relative ในประโยคมากที่สุด

  1. การตัดสินนั้นอาจแตกต่างกันไปตามบุคคลหรือวัฒนธรรม
  2. การกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับญาติของบุคคลหนึ่งในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง
  3. การกระทำนั้นเหมือนกันทุกประการในทุกวัฒนธรรมอย่างเป็นกลาง
ดูคำตอบ

การตัดสินนั้นอาจแตกต่างกันไปตามบุคคลหรือวัฒนธรรม

You may love or be someone who can't have kids or doesn't want to, ไวยากรณ์

2:14

คุณอาจจะรักหรือเป็นคนที่ไม่สามารถมีลูกได้หรือไม่อยากมี

ไวยากรณ์

doesn't want to: การละวลี infinitive ที่กล่าวซ้ำ

ใน doesn't want to คำว่า have kids ถูกละไว้เพราะเพิ่งกล่าวถึงการกระทำเดียวกันไป ความหมายเต็มคือ doesn't want to have kids ภาษาอังกฤษสามารถละวลี infinitive หลังคำกริยาอย่าง want ได้ เมื่อการกระทำที่หายไปชัดเจนจากบริบท โดยยังคง to ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำและชี้กลับไปยังการกระทำที่เข้าใจกันอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ย่อ doesn't want to join us โดยละเฉพาะการกระทำที่ซ้ำ เติมประโยคให้สมบูรณ์: Leo can join us, but he ____.

ดูคำตอบ

doesn't want to

who believes in marriage but also in divorce, วลี

2:18

คนที่เชื่อในการแต่งงานแต่ก็เชื่อในการหย่าร้างด้วย

วลี

believes in marriage but also in divorce: การแสดงจุดยืนด้านคุณค่า

เมื่อ believe in ตามด้วยสถาบันหรือหลักการ จะหมายถึง “มองว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า ชอบธรรม หรือควรได้รับการสนับสนุน” ในประโยคนี้ บุคคลดังกล่าวมองว่าการแต่งงานมีคุณค่า และมองว่าการหย่าร้างเป็นทางเลือกที่ชอบธรรมด้วย วลีนี้จึงบอกจุดยืน ไม่ได้แสดงความสงสัยว่าทั้งสองสิ่งมีอยู่จริงหรือไม่ believes in ใช้ร่วมกับกรรมสองส่วนที่เชื่อมกัน รูปเต็มคือ believes in marriage but also believes in divorce โครงสร้างคู่ขนานนี้นำเสนอจุดยืนสองอย่างที่อาจดูขัดกัน แต่สามารถยึดถือพร้อมกันได้

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Dana believes in free public libraries. believes in สื่อความหมายใด?

  1. เธอคิดว่าห้องสมุดแห่งหนึ่งกำลังเปิดอยู่ในขณะนี้
  2. เธอสนับสนุนแนวคิดและคุณค่าของห้องสมุดสาธารณะที่ให้บริการฟรี
  3. เธอเคยได้ยินว่ามีห้องสมุดสาธารณะที่ให้บริการฟรี
ดูคำตอบ

เธอสนับสนุนแนวคิดและคุณค่าของห้องสมุดสาธารณะที่ให้บริการฟรี

who's from a culture where people don't really date the way we think of dating, ไวยากรณ์

2:21

คนที่มาจากวัฒนธรรมที่ผู้คนไม่ได้เดทกันในแบบที่เราคิดว่าเป็นการเดท

ไวยากรณ์

the way we think of dating: การอธิบายแนวคิดที่คุ้นเคย

The way + อนุประโยค ใช้บอกหรืออธิบายรูปแบบหนึ่ง ในที่นี้ the way we think of dating หมายถึง “รูปแบบการออกเดตที่ตรงกับภาพความเข้าใจที่เราคุ้นเคย” วลีนี้ขยาย date โดยอธิบายว่าผู้คนออกเดตอย่างไร หรือในกรณีนี้ไม่ได้ออกเดตในรูปแบบนั้น Think of dating ในที่นี้หมายถึง “เข้าใจหรือนึกภาพแนวคิดเรื่องการออกเดต” ประโยคนี้เปิดโอกาสให้เข้าใจว่าผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมอาจสร้างความสัมพันธ์ด้วยวิธีที่ต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สร้างความสัมพันธ์เลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ the way we think of + noun โดยใช้ work เป็นคำนาม: ____ has changed since remote work became common.

ดูคำตอบ

The way we think of work

or who just doesn't want to make out on the bus. กริยาวลี

2:24

หรือแค่คนที่ไม่อยากพลอดรักกันบนรถบัส

กริยาวลี

make out: วลีไม่เป็นทางการที่หมายถึงการจูบแบบคู่รัก

ในประโยคนี้ make out เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงจูบใครสักคนเป็นเวลานานหรืออย่างดูดดื่ม และบางครั้งอาจรวมถึงการสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดด้วย ความหมายนี้ไม่ได้เกิดจากการรวมความหมายตามตัวอักษรของ make กับ out ในที่นี้ไม่มีกรรมตรงตามหลัง make out ส่วน on the bus บอกสถานที่สาธารณะที่พฤติกรรมใกล้ชิดนี้เกิดขึ้น หากต้องการระบุอีกฝ่าย โดยปกติภาษาอังกฤษจะใช้ make out with someone

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายของ make out ในประโยคนี้: They do not want to make out on the bus.

  1. จูบกันอย่างดูดดื่มหรือแสดงความใกล้ชิด
  2. พยายามมองให้ออกว่าเป็นรถเมล์
  3. กรอกแบบฟอร์มให้เสร็จ
ดูคำตอบ

จูบกันอย่างดูดดื่มหรือแสดงความใกล้ชิด

But if love is a thing that we can define, ไวยากรณ์

2:27

แต่ถ้าความรักคือสิ่งที่เรานิยามได้

then how can it mean opposite things for so many people?

2:29

แล้วมันจะมีความหมายตรงกันข้ามสำหรับคนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?

ไวยากรณ์

if ..., then how can ...?: ใช้ความขัดแย้งท้าทายข้อสมมติ

โครงสร้าง if ..., then how can ...? เริ่มจากเสนอข้อความหนึ่งเป็นเงื่อนไข แล้วถามว่าข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกับข้อความนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ในที่นี้ การนิยามความรักได้ดูจะเข้ากันได้ยากกับการที่ความรักมีความหมายตรงข้ามกันสำหรับผู้คนมากมาย คำถามนี้มักเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ โดยใช้ท้าทายข้อสมมติหรือขอให้ผู้ฟังอธิบายความขัดแย้ง ไม่ได้เพียงขอข้อมูลข้อเท็จจริง then ทำให้ผลเชิงตรรกะชัดเจน แต่ละได้เมื่อความเชื่อมโยงชัดอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสองส่วนที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างท้าทายเชิงตรรกะสมบูรณ์: ____ the policy is fair, ____ it benefit only one group?

ดูคำตอบ

If · then how can

So maybe love's all just in your head, สำนวน

2:32

บางทีความรักอาจอยู่ในหัวของคุณเท่านั้น

สำนวน

all just in your head: เป็นเพียงประสบการณ์ทางใจหรือแบบส่วนบุคคล

in your head หมายถึง “อยู่ในความคิด จินตนาการ หรือสมองของคุณ” ไม่ได้หมายถึงอยู่ภายในศีรษะในเชิงกายภาพ ในที่นี้ all และ just เน้นความคิดที่ว่า ความรักอาจเป็นประสบการณ์ทางใจส่วนบุคคลทั้งหมด maybe แสดงว่านี่เป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่การยืนยันว่าความรักเป็นสิ่งหลอกลวง โดยทั่วไป วลีนี้ใช้บอกได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องของมุมมองส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่จินตนาการขึ้น หรือเกิดจากกระบวนการทางจิตใจ

แบบฝึกหัด

Leo รู้สึกว่าเพื่อนร่วมชั้นกำลังโกรธ แต่เขาไม่มีหลักฐาน ประโยคใดสื่อว่าเขาอาจเพียงจินตนาการถึงปัญหานั้น?

  1. Maybe their anger is all just in his head.
  2. He cannot get their anger out of his head.
  3. Their anger has been on his mind all day.
ดูคำตอบ

Maybe their anger is all just in his head.

a personal mystery winding through your neural pathways สำนวน

2:34

ความลึกลับส่วนบุคคลที่คดเคี้ยวไปตามวิถีประสาทของคุณ

สำนวน

winding through your neural pathways: อุปลักษณ์ที่เปรียบกระบวนการทางใจกับเส้นทาง

winding through หมายถึงการเคลื่อนไปตามเส้นทางที่โค้งคดและไม่ตรง ส่วน neural pathways คือเส้นทางที่เชื่อมต่อกันซึ่งสัญญาณเดินทางผ่านในระบบประสาท เมื่อนำมารวมกัน คำเหล่านี้สร้างภาพของบางสิ่งที่ลัดเลาะผ่านสมอง personal mystery ในที่นี้หมายถึงความรัก ประโยคนี้ใช้อุปลักษณ์ที่ให้บรรยากาศแบบวิทยาศาสตร์ โดยนำเสนอประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นนามธรรมราวกับว่ามันกำลังเดินทางไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่มองเห็นได้กำลังเคลื่อนที่อยู่ในเส้นประสาทจริง ๆ

แบบฝึกหัด

การตีความใดอธิบาย winding through your neural pathways ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด?

  1. วลีนี้บรรยายวัตถุที่มองเห็นได้กำลังคลานอยู่ภายในเส้นประสาทจริง ๆ
  2. วลีนี้สร้างภาพประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นนามธรรมกำลังเคลื่อนผ่านสมองไปตามเส้นทางคดเคี้ยว
  3. วลีนี้บอกว่าสภาพอากาศที่มีลมกำลังเข้าสู่ระบบประสาท
ดูคำตอบ

วลีนี้สร้างภาพประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นนามธรรมกำลังเคลื่อนผ่านสมองไปตามเส้นทางคดเคี้ยว

and lighting up pleasing natural rewards in your nervous system. การใช้คำ

2:37

และจุดประกายรางวัลตามธรรมชาติที่น่าพึงพอใจในระบบประสาทของคุณ

การใช้คำ

lighting up pleasing natural rewards: กระตุ้นการตอบสนองต่อรางวัลตามธรรมชาติที่น่าพึงพอใจ

ในประโยคนี้ lighting up หมายถึงการทำให้กิจกรรมในระบบประสาทเกิดขึ้นหรือเพิ่มขึ้น ราวกับว่าบริเวณที่เกี่ยวข้องสว่างขึ้นให้เห็นในภาพสแกนสมอง ไม่ได้หมายถึงการเปิดหลอดไฟ pleasing natural rewards หมายถึงการตอบสนองของระบบประสาทต่อประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นรางวัลตามธรรมชาติ เมื่อรวมกัน วลีนี้นำเสนอว่าความรักกระตุ้นการตอบสนองของระบบรางวัลในระบบประสาท การใช้ light up แบบนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายเรื่องการทำงานของสมองที่เข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง lighting up pleasing natural rewards หมายถึงอะไร

  1. ใช้หลอดไฟทำให้รางวัลมองเห็นได้
  2. กระตุ้นการตอบสนองของระบบประสาทต่อสิ่งเร้าที่ให้ความรู้สึกเป็นรางวัลตามธรรมชาติ
  3. ปิดความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์
ดูคำตอบ

กระตุ้นการตอบสนองของระบบประสาทต่อสิ่งเร้าที่ให้ความรู้สึกเป็นรางวัลตามธรรมชาติ

Perhaps these rewards are addictive.

2:41

บางทีรางวัลเหล่านี้อาจทำให้เสพติดได้

Perhaps love is a temporary or permanent addiction to a person, การใช้คำ

2:43

บางทีความรักอาจเป็นการเสพติดบุคคลใดบุคคลหนึ่งชั่วคราวหรือถาวร

การใช้คำ

addiction to a person: การเสพติดคนคนหนึ่ง

addiction to + คำนามหรือรูป -ing ใช้ระบุสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการเสพติดหรือการพึ่งพาแบบบังคับ ในที่นี้ to เป็นคำบุพบท ดังนั้น a person จึงเป็นกรรมของคำบุพบท ไม่ใช่เครื่องหมายของกริยารูป infinitive การเรียกความรักว่า addiction to a person ทำให้ผู้พูดวางกรอบความผูกพันเชิงรักใคร่ว่าเป็นการพึ่งพาที่รุนแรงและอาจควบคุมไม่ได้ ในประโยคนี้เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการวินิจฉัยทางคลินิกโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ระบุเป้าหมายของการเสพติดให้เป็นสำนวนที่สมบูรณ์: The report examines her addiction ____ online gambling.

ดูคำตอบ

to

just like a person can be addicted to a drug. วลี

2:46

เหมือนกับที่คนเราสามารถเสพติดยาเสพติดได้

วลี

be addicted to + สิ่งที่เสพติด

ในโครงสร้าง be addicted to + คำนามหรือรูป -ing คำว่า addicted บอกสภาวะที่พึ่งพาอย่างรุนแรง และ to นำหน้าสิ่งที่บุคคลนั้นเสพติด ในประโยคนี้ a drug เป็นกรรมของบุพบท to โดย to ไม่ใช่ส่วนของ infinitive ต้องมีคำกริยาเชื่อม เช่น be หรือ become หน้า addicted: a person is addicted to a drug; a person becomes addicted to gambling.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างคำคุณศัพท์จากบทเรียน: Some people become ____ nicotine.

ดูคำตอบ

addicted to

I don't mean to be edgy like some pop song. น้ำเสียง/เจตนา

2:49

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวแปลกใหม่เหมือนเพลงป็อปบางเพลง

น้ำเสียง/เจตนา

don't mean to be edgy: ชี้แจงเจตนา

โครงสร้าง I don't mean to + คำกริยา บอกว่าผู้พูดไม่ได้ตั้งใจทำสิ่งใดหรือทำให้ตนฟังดูเป็นแบบใดแบบหนึ่ง มักใช้ก่อนคำพูดที่อาจถูกเข้าใจผิด เพื่อเตรียมผู้ฟังและทำให้น้ำเสียงนุ่มนวลลง ในที่นี้ be edgy หมายถึงจงใจทำให้ฟังดูยั่วยุ น่าตกใจ หรือขบถเพื่อให้ดูเท่ ผู้พูดกำลังปฏิเสธว่าตนมีเจตนาเช่นนั้น โดย edgy ไม่ได้หมายถึงขอบทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายจากบทเรียนเพื่อบอกว่าไม่ได้ตั้งใจให้ฟังดูหยาบคาย: I ____ rude, but I think we should check the numbers again.

ดูคำตอบ

don't mean to be

Evidence shows that chemicals in your brain stimulated by another person ลำดับความ

2:52

มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสารเคมีในสมองของคุณที่ถูกกระตุ้นโดยบุคคลอื่น

can make you develop a habit for that person. ไวยากรณ์

2:55

สามารถทำให้คุณเกิดความเคยชินกับคนๆ นั้นได้

ลำดับความ

Evidence shows that: การเกริ่นข้ออ้างที่มีหลักฐานสนับสนุน

Evidence shows that ใช้เกริ่นอนุประโยคถัดไปในฐานะข้อสรุปที่มีข้อเท็จจริง การสังเกต หรืองานวิจัยสนับสนุน ในฐานะตัวบ่งชี้ทางวาทกรรม วลีนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดหรือการเปรียบเทียบไปสู่การสนับสนุนด้วยหลักฐาน ในภาษาอังกฤษ evidence โดยทั่วไปเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงใช้ร่วมกับกริยาเอกพจน์ shows และ that นำหน้าข้อความอ้างที่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างแบบเป็นทางการได้ถูกต้องเพื่อเกริ่นข้ออ้างที่มีหลักฐานสนับสนุน

  1. Evidence shows that regular sleep improves memory.
  2. An evidence shows that regular sleep improves memory.
  3. Evidence show that regular sleep improves memory.
ดูคำตอบ

Evidence shows that regular sleep improves memory.

ไวยากรณ์

make you develop...: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

make you develop... ใช้โครงสร้างเหตุให้เกิด make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้ the chemicals in your brain เป็นสาเหตุ กรรม you หมายถึงผู้ที่ได้รับผล และ develop เป็นกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to ใช้โครงสร้างนี้เมื่อบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ทำให้ใครบางคนกระทำสิ่งหนึ่งหรือเข้าสู่สภาวะใหม่ ในที่นี้หมายถึงสารเคมีทำให้เกิดนิสัยขึ้น ไม่ได้หมายความว่าอีกคนหนึ่งออกคำสั่งคุณโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ develop: Constant notifications can make you ____ a habit of checking your phone.

ดูคำตอบ

develop

The person comes to satisfy a physiological craving โน้ต

2:58

บุคคลนั้นเข้ามาเพื่อตอบสนองความปรารถนาทางสรีรวิทยา

ไวยากรณ์

comes to satisfy: บทบาทที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามเวลา

come to + คำกริยารูปพื้นฐาน สามารถนำเสนอการกระทำหรือบทบาทว่าเป็นผลจากกระบวนการหนึ่งได้ ในที่นี้ comes to satisfy หมายถึง เมื่อเวลาผ่านไป คนคนนั้นค่อย ๆ มีบทบาทในการตอบสนองความโหยหา โดย come ไม่ได้หมายถึงการเดินทาง โครงสร้างนี้มักใช้บรรยายการเปลี่ยนแปลงด้านความเข้าใจ ความรู้สึก การพึ่งพา หรือหน้าที่ โดยเพิ่มความหมายของการค่อย ๆ ไปถึงสภาวะหนึ่ง แทนที่จะเพียงระบุว่าบางสิ่งเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come to + trust เพื่อแสดงว่าความไว้วางใจค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป: After several months, I ____ my new teammate.

ดูคำตอบ

came to trust

การใช้คำ

physiological craving: ความโหยหาอย่างรุนแรงที่มาจากร่างกาย

Physiological หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายและระบบประสาท ส่วน craving คือความโหยหาที่รุนแรงและยากจะเพิกเฉย ในประโยคนี้ physiological craving หมายถึงความโหยหาอย่างรุนแรงในระดับร่างกายหรือชีววิทยา วลีนี้นำเสนอผลที่บุคคลนั้นมีว่าเป็นสิ่งคล้ายกลไกการเสพติด ไม่ใช่เพียงความต้องการหรือความชอบทั่วไป กล่าวโดยกว้าง วลีนี้ชี้ให้สนใจกระบวนการทางร่างกายในฐานะต้นเหตุหรือส่วนประกอบหนึ่งของความโหยหา

แบบฝึกหัด

physiological craving ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. กฎอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ
  2. ความโหยหาที่รุนแรงซึ่งมีรากฐานจากกระบวนการของร่างกาย
  3. ความชอบเล็กน้อยที่มาจากรสนิยมส่วนตัว
ดูคำตอบ

ความโหยหาที่รุนแรงซึ่งมีรากฐานจากกระบวนการของร่างกาย

and you want more.

3:00

และคุณก็ต้องการมากขึ้น

But then sometimes,

3:02

แต่แล้วบางครั้ง

slowly or suddenly,

3:03

อย่างช้าๆ หรือในทันที

you don't.

3:04

คุณก็ไม่ต้องการ

You've fallen out of love, กริยาวลี

3:05

คุณหมดรักแล้ว

กริยาวลี

fallen out of love: ไม่รู้สึกรักแบบคนรักอีกต่อไป

Fall out of love หมายถึงความรักแบบคนรักที่เคยมีค่อย ๆ จางลงหรือหมดไป ใน You've fallen out of love คำว่า fallen เป็นกริยารูป past participle ที่ตามหลัง have และ You've เป็นรูปย่อของ You have ดังนั้นผู้พูดจึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นแล้วและยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ถ้าจะระบุว่าเป็นความรู้สึกที่มีต่อใคร ใช้ fall out of love with someone สำนวนนี้เป็นการเปรียบเปรย ไม่ได้หมายถึงการตกลงมาจริง ๆ

แบบฝึกหัด

"You've fallen out of love" ในที่นี้หมายความว่าอะไร?

  1. ความรู้สึกแบบคนรักของคุณจางหายไปแล้ว
  2. คุณยุติความสัมพันธ์โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของตน
  3. คุณล้มลงจริง ๆ ขณะที่กำลังมีความรัก
ดูคำตอบ

ความรู้สึกแบบคนรักของคุณจางหายไปแล้ว

become unaddicted for a spell. การใช้คำ

3:06

หายจากการเสพติดไปชั่วขณะ

การใช้คำ

for a spell: เป็นเวลาสั้น ๆ

For a spell หมายถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่ได้ระบุความยาวแน่นอน ในที่นี้วลีนี้แสดงว่าการ become unaddicted เป็นเพียงภาวะชั่วคราว กล่าวคือภาวะนี้อยู่เพียงระยะหนึ่งและไม่จำเป็นต้องคงอยู่ตลอดไป ในวลีนี้ spell เป็นคำนามที่หมายถึงช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงการสะกดคำหรือเวทมนตร์

แบบฝึกหัด

for a spell ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. ภาวะนั้นเกิดจากเวทมนตร์
  2. ผู้พูดกำลังแก้การสะกดคำหนึ่งคำ
  3. ภาวะนั้นคงอยู่เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่ได้ระบุแน่นอน
ดูคำตอบ

ภาวะนั้นคงอยู่เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่ได้ระบุแน่นอน

What happened?

3:09

เกิดอะไรขึ้น?

Does one develop a tolerance or hit a limit? วลี

3:10

คนเราสร้างความอดทนหรือถึงขีดจำกัดแล้วหรือ?

วลี

develop a tolerance: เกิดภาวะทนต่อสาร

develop a tolerance หมายถึง ร่างกายค่อย ๆ ตอบสนองต่อสารหรือสิ่งกระตุ้นที่ได้รับซ้ำ ๆ น้อยลง จึงอาจต้องใช้ปริมาณมากขึ้นหรือสิ่งกระตุ้นที่แรงขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม ในที่นี้ tolerance คือ “ภาวะทนต่อสาร” ในบริบททางการแพทย์หรือการเสพติด ไม่ใช่ความอดทนหรือการยอมรับผู้อื่น ในคำถามนี้ ผู้พูดนำกรอบเรื่องการเสพติดมาเปรียบเทียบกับความรัก กล่าวคือ การสัมผัสซ้ำ ๆ อาจทำให้การตอบสนองลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คำว่า develop เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลา

แบบฝึกหัด

ในบริบททางการแพทย์หรือการเสพติด develop a tolerance หมายถึงอะไร?

  1. ไปถึงค่าสูงสุดที่ตายตัวทันที
  2. ตอบสนองต่อสารหรือสิ่งกระตุ้นเดิมน้อยลง
  3. ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นได้มากขึ้น
ดูคำตอบ

ตอบสนองต่อสารหรือสิ่งกระตุ้นเดิมน้อยลง

วลี

hit a limit: ไปถึงขีดจำกัด

hit a limit หมายถึง ไปถึงจุดที่บางสิ่งไม่สามารถดำเนินต่อ เพิ่มขึ้น หรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก ในที่นี้ hit ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตีหรือกระแทกจริง ๆ สำนวนนี้นำเสนอขีดจำกัดว่าเป็นสิ่งที่เราไปพบระหว่างกระบวนการ ในคำถามเดิม ผู้พูดถามว่าประสบการณ์นั้นจะหยุดเข้มข้นขึ้นในที่สุดหรือไม่ สำนวนนี้ใช้พูดถึงขีดจำกัดด้านความจุ ประสิทธิภาพ เวลา เงิน หรือความอดทนได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าความคืบหน้าไปถึงขีดจำกัดแล้ว?

  1. The team set a limit before the project began.
  2. The team hit a limit when the budget could not stretch any further.
  3. The project had a generous budget.
ดูคำตอบ

The team hit a limit when the budget could not stretch any further.

Why do some lovers stay addicted to each other their entire lives? วลี

3:12

ทำไมคู่รักบางคู่ถึงยังคงเสพติดซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต?

วลี

stay addicted to each other: ภาวะพึ่งพาซึ่งกันและกันที่ดำเนินต่อไป

ในที่นี้ stay ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อมหน้าคำคุณศัพท์ addicted รูปแบบ stay + คำคุณศัพท์ หมายถึงสภาวะหนึ่งยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้น stay addicted จึงหมายถึง “ยังคงอยู่ในภาวะเสพติดหรือพึ่งพา” ไม่ได้หมายถึง “อาศัยอยู่ในสถานที่หนึ่ง” to each other ทำให้ความสัมพันธ์นี้เป็นแบบต่างฝ่ายต่างมีต่อกัน กล่าวคือ คนรักแต่ละคนถูกนำเสนอว่าผูกพันกับอีกฝ่ายอย่างมาก ในที่นี้ addicted เป็นคำเปรียบเทียบที่นำความผูกพันทางความรักอันยาวนานไปเปรียบกับการเสพติด

แบบฝึกหัด

stay ใน stay addicted to each other แสดงอะไร?

  1. แสดงว่าภาวะเสพติดยังคงดำเนินต่อไป
  2. แสดงว่าภาวะเสพติดเริ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
  3. แสดงว่าคู่รักอาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกัน
ดูคำตอบ

แสดงว่าภาวะเสพติดยังคงดำเนินต่อไป

Perhaps to create new lives, ลำดับความ

3:16

บางทีอาจเพื่อสร้างชีวิตใหม่

to proliferate their species.

3:17

เพื่อขยายพันธุ์ของพวกเขา

ลำดับความ

to create ... to proliferate ...: to-infinitive คู่ขนานที่บอกจุดประสงค์

วลี to-infinitive สองวลีนี้มีโครงสร้างคู่ขนานกัน ได้แก่ to create new lives และ to proliferate their species การใช้ to ซ้ำทำให้แนวคิดทั้งสองมีรูปแบบไวยากรณ์เหมือนกัน และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นจุดประสงค์หรือคำอธิบายที่เป็นไปได้สองข้อ ข้อความนี้เป็นคำตอบแบบละส่วนหลักไว้ต่อคำถาม why ที่กล่าวมาก่อนหน้า Perhaps แสดงความไม่แน่ใจ ส่วนประโยคหลักที่หายไปเข้าใจได้จากบริบท ในที่นี้ proliferate their species หมายถึงทำให้เผ่าพันธุ์เพิ่มจำนวนด้วยการสร้างสมาชิกใหม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ to-infinitive แบบคู่ขนานเพื่อแจกแจงจุดประสงค์สองข้อ?

  1. The library extended its hours to help commuters and to give students more study time.
  2. The library extended its hours to help commuters and giving students more study time.
  3. The library extended its hours helping commuters and to give students more study time.
ดูคำตอบ

The library extended its hours to help commuters and to give students more study time.

Maybe love is just human DNA's optimal method for bringing about its own replication. กริยาวลี

3:19

บางทีความรักอาจเป็นแค่วิธีที่ดีที่สุดของ DNA มนุษย์ในการทำให้เกิดการจำลองตัวเอง

กริยาวลี

for bringing about its own replication: ใช้ bring about เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์

Bring about เป็นกริยาวลีที่หมายถึงทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นหรือทำให้เกิดผลลัพธ์ ในที่นี้ bringing about its own replication หมายถึงการทำให้การจำลองนั้นเกิดขึ้น โดย its อ้างถึง human DNA และ own เน้นว่า DNA กำลังจำลองตัวมันเอง ใน method for bringing about... โครงสร้าง for + รูป -ing บอกว่าวิธีนั้นมีไว้เพื่อทำอะไร สำนวนนี้มักใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในลักษณะอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของกริยาวลีเป้าหมาย: The campaign succeeded in ____ major policy changes.

ดูคำตอบ

bringing about

There are evolutionary arguments regarding every human mating behavior, การใช้คำ

3:24

มีข้อโต้แย้งทางวิวัฒนาการเกี่ยวกับพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของมนุษย์ทุกประการ

การใช้คำ

evolutionary arguments regarding every human mating behavior: ถ้อยคำวิทยาศาสตร์แบบเป็นทางการ

วลีนี้ใช้รูปแบบภาษาที่เป็นทางการของการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ Evolutionary arguments หมายถึงข้อเสนอหรือคำอธิบายที่มีเหตุผลรองรับและอิงแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการ โดย arguments ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทะเลาะกันระหว่างบุคคล Regarding ใช้เกริ่นหัวข้อและหมายถึงเกี่ยวกับ โดยหัวข้อคือ every human mating behavior Human mating behavior เป็นคำเรียกเชิงเทคนิคสำหรับรูปแบบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่และการสืบพันธุ์ การใช้คำแบบนี้มองพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ศึกษา จึงฟังดูเป็นการวิเคราะห์มากกว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือโรแมนติก

แบบฝึกหัด

ในวลี "evolutionary arguments regarding every human mating behavior," ข้อใดตีความได้ถูกต้อง?

  1. ข้อเสนอเชิงวิวัฒนาการที่มีเหตุผลรองรับเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกคู่แต่ละแบบของมนุษย์
  2. การแสดงความเคารพต่อการเลือกคู่รักของแต่ละคน
  3. การทะเลาะกันด้วยอารมณ์ระหว่างคนที่กำลังคบหากัน
ดูคำตอบ

ข้อเสนอเชิงวิวัฒนาการที่มีเหตุผลรองรับเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกคู่แต่ละแบบของมนุษย์

from how we display ourselves to potential mates, ลำดับความ

3:27

ตั้งแต่การที่เราแสดงตัวเองต่อคู่ที่คาดหวัง

to how we treat each other in relationships,

3:30

ไปจนถึงวิธีที่เราปฏิบัติต่อกันในความสัมพันธ์

to how we raise kids.

3:32

และไปจนถึงวิธีที่เราเลี้ยงดูลูก

ลำดับความ

from how ... to how ... to how ...: การไล่เรียงขอบเขต

โครงสร้าง from how ... to how ... to how ... นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกันหลายด้านให้เป็นขอบเขตกว้างหนึ่งชุด ในประโยคนี้ เนื้อหาไล่จากการแสดงตัวตน การปฏิบัติต่อกันในความสัมพันธ์ ไปจนถึงการเลี้ยงลูก จึงแสดงให้เห็นว่าข้อโต้แย้งโดยรวมนั้นครอบคลุมกว้างเพียงใด แต่ละส่วนเป็นอนุประโยคคำถามทางอ้อมที่วางขนานกันในรูป how + ประธาน + กริยา ได้แก่ how we display, how we treat และ how we raise ส่วน to ใน display ourselves to potential mates เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง display ... to someone และใช้ระบุคนที่เราแสดงตัวตนให้เห็น ขอบเขตจะเดินหน้าต่อด้วยอนุประโยค to how ที่อยู่ภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยกรอบขนาน from how ... to how ... to how ... ตามที่กำหนด: The course covers everything ____ we choose a topic ____ we present it ____ we answer questions.

ดูคำตอบ

from how · to how · to how

Thus, ลำดับความ

3:33

ดังนั้น

some argue that the feeling you think you feel in your soul

3:34

บางคนแย้งว่าความรู้สึกที่คุณคิดว่าคุณรู้สึกในจิตวิญญาณของคุณ

is just biology's way to make you continue our species. สำนวน

3:37

เป็นเพียงวิธีทางชีววิทยาที่ทำให้คุณสืบทอดสายพันธุ์ของเราต่อไป

ลำดับความ

Thus: คำเชื่อมบอกข้อสรุปแบบเป็นทางการ

Thus บอกว่าเนื้อหาที่ตามมาเป็นผลลัพธ์เชิงเหตุผลหรือข้อสรุปที่ได้จากเหตุผลหรือหลักฐานก่อนหน้า ในที่นี้ คำนี้ทำให้ข้อความที่เริ่มด้วย some argue เป็นข้อสรุปจากการอภิปรายก่อนหน้า ไม่ใช่หัวข้อใหม่หรือเพียงเหตุการณ์ถัดไป เมื่ออยู่ต้นประโยคเพื่อเชื่อมทั้งประโยค คำบอกความสัมพันธ์ในบทสนทนานี้มักเขียนเป็น Thus, โดยมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง ในหน้าที่นี้มีความหมายใกล้กับ therefore หรือ as a result

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Thus, บอกอะไรแก่ผู้อ่าน?

  1. กำลังจะเริ่มเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
  2. ข้อสรุปที่ได้จากแนวคิดก่อนหน้ากำลังตามมา
  3. กำลังจะเริ่มคำพูดอ้างอิงโดยตรง
ดูคำตอบ

ข้อสรุปที่ได้จากแนวคิดก่อนหน้ากำลังตามมา

สำนวน

biology's way to make you continue our species: การทำให้กลไกเหมือนเป็นบุคคล

biology's way กล่าวถึง biology ราวกับเป็นผู้กระทำที่เลือกวิธีหรือมุ่งไปยังเป้าหมายได้ นี่คือการทำให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ดูเหมือนมีเจตนา หรือบุคลาธิษฐาน ซึ่งช่วยให้นึกภาพสาเหตุที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าชีววิทยาคิดหรือวางแผนจริง ๆ ใน make you continue our species โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน แสดงว่ากลไกหนึ่งทำให้เกิดผลบางอย่าง ส่วน continue our species หมายถึงช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่ต่อไปผ่านการสืบพันธุ์

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในประโยคนี้ biology's way หมายความว่าชีววิทยาวางแผนการสืบพันธุ์ของมนุษย์อย่างมีสำนึก

  1. จริง
  2. ไม่จริง
ดูคำตอบ

ไม่จริง

Nature has selected you to have crushes on hotties, โน้ต

3:40

ธรรมชาติได้คัดเลือกให้คุณตกหลุมรักคนดูดี

วัฒนธรรม

Nature has selected you: การทำให้การคัดเลือกโดยธรรมชาติเหมือนเป็นบุคคล

ในที่นี้ Nature หมายถึงกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ทิวทัศน์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีสำนึก Nature has selected you ทำให้กระบวนการนี้ดูเหมือนเป็นผู้กระทำที่เลือกสิ่งต่าง ๆ ได้ ประโยคนี้สรุปแนวคิดทางวิวัฒนาการให้สั้นลงว่า ตลอดหลายชั่วรุ่น แรงกดดันจากการคัดเลือกอาจทำให้แนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดหรือการสืบพันธุ์พบได้บ่อยขึ้น ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติจงใจเลือกบุคคลนี้

แบบฝึกหัด

ในบริบททางวิวัฒนาการนี้ Nature has selected you หมายความว่าอย่างไร

  1. นักวิทยาศาสตร์เลือกใครคนหนึ่งเข้าร่วมรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ
  2. แรงกดดันทางวิวัฒนาการเอื้อต่อแนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางอย่างตลอดหลายชั่วรุ่น
  3. ทิวทัศน์ธรรมชาติจงใจเลือกคนคนหนึ่ง
ดูคำตอบ

แรงกดดันทางวิวัฒนาการเอื้อต่อแนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางอย่างตลอดหลายชั่วรุ่น

การใช้คำ

have crushes on hotties: ความดึงดูดในน้ำเสียงขี้เล่นและไม่เป็นทางการ

Have a crush on someone หมายถึงรู้สึกชอบหรือดึงดูดใจใครสักคนในเชิงโรแมนติก โดยมากยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน ในที่นี้ have crushes on ใช้ crushes ในรูปพหูพจน์เพื่อสื่อว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเกิดกับคนหลายคน Hotties หมายถึงคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดมาก คำนี้ทำให้ประโยคฟังดูขี้เล่นและไม่เป็นทางการอย่างชัดเจน ผู้พูดจึงกำลังพูดถึงแรงดึงดูดในเชิงหยอกล้อ ไม่ได้ใช้ภาษาที่ระมัดระวังหรือเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่แสดงความชอบเชิงโรแมนติกให้สมบูรณ์: Alex has ____ someone in the school orchestra.

ดูคำตอบ

a crush on

just like it makes monkeys have crushes on hot monkeys,

3:44

เหมือนกับที่มันทำให้ลิงตกหลุมรักลิงที่ดูดี

and biology marches on. สำนวน

3:46

และชีววิทยาก็ดำเนินต่อไป

สำนวน

biology marches on: การทำให้กระบวนการที่ดำเนินต่อไปมีลักษณะเหมือนบุคคล

Biology marches on ทำให้ biology มีลักษณะเหมือนบุคคล โดยเปรียบเป็นพลังหรือกองทัพที่เดินหน้าต่อไป ในที่นี้ marches on ไม่ได้หมายถึงการเดินแถวจริง ๆ แต่หมายถึงกระบวนการทางชีววิทยาเรื่องแรงดึงดูดและการสืบพันธุ์ที่ดำเนินต่อไป อนุประโยคสั้น ๆ นี้สรุปแนวคิดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและแทบหยุดยั้งไม่ได้ กล่าวคือแต่ละคนรู้สึกดึงดูดใจ และชีวิตก็ดำเนินต่อไป

แบบฝึกหัด

ในประโยค and biology marches on คำว่า marches on หมายความว่าอะไร?

  1. ชั้นเรียนชีววิทยาเริ่มขึ้น
  2. นักชีววิทยากลุ่มหนึ่งเดินเป็นแถว
  3. กระบวนการทางชีววิทยายังคงดำเนินต่อไป
ดูคำตอบ

กระบวนการทางชีววิทยายังคงดำเนินต่อไป

But is that all love is? ลำดับความ

3:48

แต่นั่นคือทั้งหมดของความรักหรือ?

ลำดับความ

is that all love is? เพื่อท้าทายคำอธิบายที่จำกัด

ในคำถามนี้ all หมายถึง “ทั้งหมดของสิ่งนั้น” หรือ “มีเพียงเท่านั้น” ผู้พูดไม่ได้ถามว่าความรักมีปริมาณเท่าไร แต่ถามว่าคำอธิบายก่อนหน้านี้อธิบายความรักได้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ คำถามเชิงวาทศิลป์นี้ย้อนกลับไปยังคำอธิบายเดิม แล้วเปิดทางให้คำอธิบายอีกมุมหนึ่ง รูปแบบ But is that all X is? เป็นสัญญาณในการเรียบเรียงความคิดว่าแนวคิดก่อนหน้าอาจจำกัดเกินไปหรือยังไม่ครบถ้วน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วยประโยค But is that all love is?

  1. ยืนยันว่าความรักได้รับการนิยามไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว
  2. ถามว่าความรักมีปริมาณเท่าไร
  3. ตั้งคำถามว่าคำอธิบายก่อนหน้านั้นครบถ้วนหรือไม่
ดูคำตอบ

ตั้งคำถามว่าคำอธิบายก่อนหน้านั้นครบถ้วนหรือไม่

Or perhaps worse,

3:50

หรือบางทีอาจแย่กว่านั้น

is it just a construct, การใช้คำ

3:51

มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น

การใช้คำ

a construct: แนวคิดที่ถูกหล่อหลอมโดยมนุษย์และสังคม

ในที่นี้ a construct หมายถึงแนวคิดหรือหมวดหมู่นามธรรมที่ถูกหล่อหลอมโดยความคิด ภาษา วัฒนธรรม หรือสถาบันของมนุษย์ ผู้พูดกำลังถามว่าความรักถูกทำความเข้าใจผ่านกรอบที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าความรักเป็นโครงสร้างทางกายภาพหรือไม่ การเรียกบางสิ่งว่า construct ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าสิ่งนั้นเป็นเท็จหรือเป็นเพียงจินตนาการ คำนี้ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนั้นก่อตัวและถูกยอมรับร่วมกันอย่างไร แม้ว่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องจะยังคงเป็นจริงได้

แบบฝึกหัด

ในการอภิปรายเรื่องนามธรรม a construct มีแนวโน้มหมายถึงอะไรที่สุด

  1. แนวคิดหรือหมวดหมู่ที่ถูกหล่อหลอมโดยความคิดของมนุษย์หรือระบบสังคม
  2. อาคารจริงที่กำลังก่อสร้าง
  3. คำกล่าวที่ต้องเป็นเท็จเสมอ
ดูคำตอบ

แนวคิดหรือหมวดหมู่ที่ถูกหล่อหลอมโดยความคิดของมนุษย์หรือระบบสังคม

some fake concept we all convince each other to try to live up to for a fake sense of purpose? โน้ต

3:53

แนวคิดจอมปลอมบางอย่างที่เราทุกคนโน้มน้าวให้กันและกันพยายามดำเนินชีวิตตามเพื่อเป้าหมายจอมปลอมหรือเปล่า?

กริยาวลี

live up to: ทำได้ตามมาตรฐานหรือความคาดหวัง

Live up to หมายถึงการไปถึงระดับที่มาตรฐาน ความคาดหวัง อุดมคติ หรือชื่อเสียงกำหนดไว้ หลังสำนวนนี้จะตามด้วยสิ่งที่กำหนดระดับความคาดหวังนั้น ในประโยคนี้ แนวคิดปลอมถูกมองเป็นอุดมคติที่ผู้คนกดดันกันและกันให้ทำตาม คำถามสื่อว่าการพยายามไปถึงอุดมคตินั้นอาจทำให้เกิดเพียงความรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายแบบปรุงแต่งขึ้นมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสามคำที่เรียนมา ซึ่งหมายถึง “ทำได้ตามความคาดหวัง”: The sequel was heavily advertised, but it failed to ____ the hype.

ดูคำตอบ

live up to

วลี

a fake sense of purpose: ความรู้สึกถึงความหมายหรือทิศทางที่ไม่จริง

A sense of purpose คือความรู้สึกภายในว่าชีวิตหรือการกระทำของตนมีทิศทางที่มีความหมาย sense ในที่นี้หมายถึงการรับรู้หรือความรู้สึก ไม่ใช่ประสาทสัมผัสทางร่างกาย Fake ขยายทั้งวลีและแสดงท่าทีสงสัย ผู้พูดสื่อว่าความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายนี้ถูกสร้างขึ้นและไม่ใช่ของจริง

แบบฝึกหัด

ในวลี “a fake sense of purpose” คำว่า sense of purpose หมายถึงอะไร?

  1. แผนโดยละเอียดสำหรับการบรรลุเป้าหมาย
  2. ความรู้สึกภายในว่าชีวิตหรือกิจกรรมมีความหมายและทิศทาง
  3. ความสามารถทางร่างกายในการตรวจจับบางสิ่ง
ดูคำตอบ

ความรู้สึกภายในว่าชีวิตหรือกิจกรรมมีความหมายและทิศทาง

Maybe it is a construct.

3:57

บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา

But let's be more precise about what a construct is ลำดับความ

3:59

แต่มาพูดให้ชัดเจนขึ้นดีกว่าว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นคืออะไร

ลำดับความ

Let's be more precise about...: เปลี่ยนไปสู่คำจำกัดความที่ชัดเจนขึ้น

Let's be more precise about... เป็นคำส่งสัญญาณที่ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะทำให้แนวคิดที่กว้างหรืออาจคลุมเครือมีความแม่นยำขึ้น ในประโยคนี้ คำดังกล่าวนำเข้าสู่คำอธิบายอย่างรอบคอบว่า construct คืออะไร สำนวนนี้จัดข้อมูลเป็นสองขั้นตอน คือเริ่มจากการอภิปรายกว้าง ๆ แล้วจึงเข้าสู่คำจำกัดความหรือคำชี้แจงที่แคบลง หัวข้อหลัง about คือสิ่งที่จะถูกอธิบายให้แม่นยำขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำส่งสัญญาณจากบทเรียน: The word 'safe' is vague, so let's ____ what it means in this report.

ดูคำตอบ

be more precise about

because love is constructed from reality, การใช้คำ

4:02

เพราะความรักถูกสร้างขึ้นมาจากความเป็นจริง

our experiences,

4:04

ประสบการณ์ของเรา

feelings, brain chemistry,

4:05

ความรู้สึก เคมีในสมอง

cultural expectations,

4:07

ความคาดหวังทางวัฒนธรรม

our lives.

4:08

ชีวิตของเรา

การใช้คำ

Is constructed from reality: ก่อรูปขึ้นจากแหล่งที่มาจริง

Is constructed from หมายถึง “ถูกก่อรูปหรือสร้างขึ้นจาก” ในประโยคนี้ constructed ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยนำเสนอว่าความรักเป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมจากความเป็นจริง ซึ่งรวมถึงประสบการณ์ ความรู้สึก เคมีในสมอง ความคาดหวังทางวัฒนธรรม และชีวิตของแต่ละคน การบอกว่าสิ่งหนึ่งเป็น constructed ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเป็นของปลอม สำนวนนี้เน้นแหล่งที่มาและกระบวนการจริงที่รวมกันจนเกิดเป็นแนวคิดหรือประสบการณ์เชิงนามธรรม

แบบฝึกหัด

ใช้ constructed from เพื่อแสดงว่าแนวคิดเชิงนามธรรมเกิดจากแหล่งที่มาจริง: A community's identity is ____ shared memories and traditions.

ดูคำตอบ

constructed from

And this edifice can be viewed through countless dimensions, โน้ต

4:10

และสิ่งปลูกสร้างนี้สามารถมองเห็นได้ผ่านมิติมากมายนับไม่ถ้วน

สำนวน

this edifice ในฐานะอุปมาของโครงสร้างที่ซับซ้อน

ในประโยคนี้ this ย้อนกลับไปหมายถึงแนวคิดเรื่องความรักที่ก่อนหน้านี้อธิบายว่าเป็นสิ่งซึ่งก่อสร้างขึ้นจากประสบการณ์ ความรู้สึก และวัฒนธรรม คำว่า edifice ตามตัวอักษรหมายถึงอาคารขนาดใหญ่และโอ่อ่า แต่ที่นี่ใช้เปลี่ยนโครงสร้างนามธรรมนั้นให้เป็นอุปมาเกี่ยวกับอาคาร อุปมานี้สื่อถึงองค์รวมที่ซับซ้อนและประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ มากมายที่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งยังปูไปสู่แนวคิดถัดไปว่าโครงสร้างเดียวกันนี้สามารถพิจารณาได้จากหลายมิติ

แบบฝึกหัด

this edifice ในตัวอย่างหมายถึงอะไร

  1. ความรู้สึกส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวที่ไม่มีโครงสร้างใหญ่กว่า
  2. แนวคิดเรื่องความรักอันซับซ้อนที่อธิบายว่าเป็นสิ่งซึ่งถูกสร้างขึ้น
  3. อาคารขนาดใหญ่จริง ๆ ที่เพิ่งปรากฏขึ้น
ดูคำตอบ

แนวคิดเรื่องความรักอันซับซ้อนที่อธิบายว่าเป็นสิ่งซึ่งถูกสร้างขึ้น

scientific, emotional,

4:13

ทั้งทางวิทยาศาสตร์ อารมณ์

historical, spiritual,

4:14

ประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ

legal, or just personal.

4:16

กฎหมาย หรือแค่เรื่องส่วนตัว

วลี

viewed through countless dimensions ในฐานะกรอบการวิเคราะห์

ใน can be viewed through countless dimensions คำว่า viewed เป็นกริยารูปถูกกระทำที่หมายถึง “ถูกตรวจสอบหรือทำความเข้าใจ” ส่วน through ใช้นำเสนอมุมมองหรือกรอบการวิเคราะห์ที่นำมาใช้ คำว่า dimensions มีความหมายเชิงนามธรรม คือด้านต่าง ๆ ของหัวข้อที่ซับซ้อน ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพ คำคุณศัพท์ที่ตามมา ได้แก่ scientific, emotional, historical, spiritual, legal และ personal เป็นชื่อของมิติเหล่านั้น ส่วน countless ใช้เน้นโดยตั้งใจว่ามีวิธีทำความเข้าใจหัวข้อนี้มากมาย ไม่ใช่รายการตายตัวที่นับได้จริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ viewed through เพื่อนำเสนอมุมมองในการวิเคราะห์

  1. The proposal can be viewed through economic, legal, and social dimensions.
  2. The proposal can be viewed as a temporary solution.
  3. The parade can be viewed from the balcony.
ดูคำตอบ

The proposal can be viewed through economic, legal, and social dimensions.

If no two people are the same, ไวยากรณ์

4:18

หากไม่มีคนสองคนที่เหมือนกัน

no two people's love is the same either.

4:21

ความรักของคนสองคนก็ไม่เหมือนกันเช่นกัน

ไวยากรณ์

If no two... no two... either: โครงสร้างปฏิเสธแบบขนาน

โครงสร้าง no two + คำนามพหูพจน์ + กริยาพหูพจน์ หมายความว่าไม่มีคู่ใดที่สมาชิกทั้งสองเหมือนกัน เป็นวิธีพูดที่กระชับและเน้นย้ำว่าแต่ละคนหรือแต่ละสิ่งแตกต่างกัน ในประโยคนี้ อนุประโยคที่มี no two สองส่วนวางขนานกัน คือคนแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นความรักของคนแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย either ที่ท้ายประโยครับกับข้อความปฏิเสธและหมายถึง “ก็ไม่...เช่นกัน” ไม่ได้หมายถึง “หนึ่งในสองตัวเลือก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ no two สองครั้ง และใช้ either ท้ายประโยคเพื่อสื่อว่า “ก็ไม่...เช่นกัน”: ____ families are the same, so ____ family traditions are exactly the same ____.

ดูคำตอบ

No two · no two · either

So in every loving relationship,

4:23

ดังนั้นในทุกความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก

there's a lot to talk about วลี

4:25

มีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน

วลี

there's a lot to talk about: มีหลายเรื่องให้พูดคุย

There's เป็นรูปย่อของ there is ซึ่งใช้บอกว่ามีบางสิ่งอยู่ a lot แทนหัวข้อ คำถาม หรือประเด็นจำนวนมาก ส่วน to talk about บอกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่พูดถึงได้หรือจำเป็นต้องพูดถึง ทั้งวลีหมายความว่ามีหลายเรื่องที่สามารถหรือจำเป็นต้องพูดคุยกัน ในบริบทของความสัมพันธ์นี้ วลีดังกล่าวชี้ถึงการสื่อสาร แต่ตัววลีเองไม่ได้หมายความว่ามีการทะเลาะกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีห้าคำจากบทเรียนที่หมายถึง “มีหลายเรื่องให้พูดคุย”: After reading the report, we realized there was ____.

ดูคำตอบ

a lot to talk about

and partners should be open to that วลี

4:27

และคู่รักควรเปิดใจรับสิ่งนั้น

วลี

should be open to that: ควรเปิดใจต่อเรื่องนั้น

ในประโยคนี้ should be open to that หมายถึงคู่รักควรเต็มใจพิจารณา พูดคุย หรือรับมือกับเรื่องนั้น that ย้อนกลับไปถึงแนวคิดก่อนหน้าว่าพวกเขามีหลายเรื่องที่ต้องคุยกัน วลีนี้สื่อถึงท่าทีที่พร้อมรับฟัง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเห็นด้วยแล้ว โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be open to + คำนามหรือรูป -ing ส่วน should ทำให้ความเปิดใจนี้เป็นคำแนะนำหรือความคาดหวังที่มีต่อคู่รัก

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึง “เต็มใจพิจารณา” ลงในประโยค: I'm ____ trying a different approach.

ดูคำตอบ

open to

or the relationship probably won't last.

4:29

มิฉะนั้นความสัมพันธ์ก็อาจจะไม่ยั่งยืน

Love is always up for discussion วลี

4:31

ความรักพร้อมเปิดรับการพูดคุยเสมอ

วลี

always up for discussion: นำมาพูดคุยได้เสมอ

ในที่นี้ always up for discussion หมายถึงเรื่องความรักเปิดให้พูดคุยและพิจารณาใหม่ได้เสมอ up for ไม่ได้บอกทิศทาง เมื่อประธานเป็นความคิด แผน หรือหัวข้อ be up for discussion หมายความว่าเรื่องนั้นยังเปิดให้สนทนา ไม่ได้ถูกปิดประเด็นไปแล้ว always เน้นย้ำข้อคิดเห็นนี้ว่าเราสามารถพูดคุยเรื่องความรักและความหมายของมันได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะมองว่าเป็นสิ่งที่ห้ามตั้งคำถาม

แบบฝึกหัด

การประชุมมีขึ้นพรุ่งนี้ แต่ระเบียบวาระยังไม่สรุป окончательный ประโยคใดหมายความว่ายังสามารถแก้ไขระเบียบวาระได้ผ่านการหารือ?

  1. The agenda is still up for discussion.
  2. The agenda is up for a discussion.
  3. The agenda is already under discussion.
ดูคำตอบ

The agenda is still up for discussion.

and sure, under construction. สำนวน

4:33

และแน่นอนว่าอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

สำนวน

under construction ในฐานะคำเปรียบเทียบถึงสิ่งที่ยังพัฒนาอยู่

Under construction โดยปกติหมายถึงงานก่อสร้างยังดำเนินอยู่และสิ่งนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ในประโยคนี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยมองว่า love ไม่ใช่สิ่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนยังร่วมกันสร้าง ทบทวน และปรับรูปอยู่ วลีนี้สะท้อนคำว่า construct และ constructed ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า การใช้คำจากตระกูลเดียวกันเชื่อมบทสรุปกลับไปยังแนวคิดที่ว่า love ถูกสร้างและปรับสร้างใหม่อยู่เสมอ

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวเกี่ยวกับการก่อสร้างที่บอกว่าแผนยังพัฒนาอยู่ให้สมบูรณ์: My plan for next year is still ____.

ดูคำตอบ

under construction

So if we can't define it, ลำดับความ

4:35

ดังนั้นถ้าเรานิยามมันไม่ได้

that's a good sign.

4:36

นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดี

ลำดับความ

if we can't define it, that's a good sign: การพลิกข้อสรุปที่คาดไว้

อนุประโยค if นำเสนอสถานการณ์ we can't define it และ that ย้อนอ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดนั้น ไม่ได้อ้างถึงคำนามเพียงคำเดียว ผู้พูดไม่ได้มองว่าการนิยามไม่ได้เป็นปัญหา แต่ประเมินว่าเป็น a good sign โดย it ในที่นี้หมายถึง love So แสดงว่านี่คือข้อสรุปจากสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า ประโยคนี้จงใจพลิกความคาดหมาย: สิ่งที่ปกติดูเหมือนความล้มเหลวกลับกลายเป็นหลักฐานว่า love ยังเปิดกว้าง เปลี่ยนแปลง และถูกผู้คนร่วมกันหล่อหลอมอยู่

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้แสดงเหตุผลแบบใด?

  1. การนิยามความรักไม่ได้ถูกนำเสนอว่าเป็นหลักฐานว่าการอภิปรายล้มเหลว
  2. ผู้พูดกล่าวว่าความรักนิยามได้ง่าย แต่ไม่คุ้มที่จะนิยาม
  3. การนิยามความรักไม่ได้ถูกนำเสนอว่าเป็นหลักฐานที่ชวนให้มองในแง่ดี
ดูคำตอบ

การนิยามความรักไม่ได้ถูกนำเสนอว่าเป็นหลักฐานที่ชวนให้มองในแง่ดี

It means we're all still making it. สำนวน

4:38

นั่นหมายความว่าเราทุกคนยังคงสร้างมันขึ้นมา

สำนวน

we're all still making it: พวกเราทุกคนยังคงร่วมกันสร้างความรัก

ในที่นี้ it หมายถึง love และ making ยังคงใช้ความหมายปกติของคำกริยา คือสร้างหรือทำให้บางสิ่งเป็นรูปเป็นร่าง ส่วน all แสดงว่าทุกคนมีส่วนร่วม และ still แสดงว่ากระบวนการนี้ยังดำเนินต่อไป ถ้อยคำนี้สานต่ออุปมาเรื่องการก่อสร้าง ความรักไม่ใช่สิ่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนยังคงร่วมกันสร้าง ดังนั้น make it ในที่นี้จึงไม่ได้เป็นสำนวนที่หมายถึง “ประสบความสำเร็จ” หรือ “ไปถึง” และไม่ได้มีความหมายสองแง่สองง่ามทางเพศ

แบบฝึกหัด

we're all still making it ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร?

  1. ทุกคนยังคงประสบความสำเร็จ
  2. ทุกคนยังคงสร้างและทำให้ความรักเป็นรูปเป็นร่าง
  3. ทุกคนยังคงสามารถไปถึงได้ตรงเวลา
ดูคำตอบ

ทุกคนยังคงสร้างและทำให้ความรักเป็นรูปเป็นร่าง

Wait,

4:40

เดี๋ยวก่อน

I didn't mean

4:40

ฉันไม่ได้หมายความว่า

you know what I meant. น้ำเสียง/เจตนา

4:41

คุณรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร

น้ำเสียง/เจตนา

You know what I meant: ชี้แจงคำพูดก่อนหน้าอย่างสบาย ๆ

You know what I meant ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ผู้พูดเพิ่งพูดไป โดยมีความหมายประมาณว่า “ถึงคำพูดของฉันจะฟังดูแปลกหรือกำกวม คุณก็น่าจะเดาเจตนาที่แท้จริงของฉันได้” meant เป็นรูปอดีตเพราะผู้พูดกำลังกล่าวถึงคำพูดก่อนหน้านั้น วลีนี้เป็นการแก้คำพูดแบบเบา ๆ ในบทสนทนา ไม่ใช่คำอธิบายอย่างครบถ้วน โดยถือว่าทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกัน และช่วยให้ผ่านการพูดผิดเล็กน้อย มุกตลก หรือความหมายสองแง่ไปได้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะกับวลี You know what I meant มากที่สุด?

  1. เมื่อต้องขอให้ใครอธิบายคำศัพท์ที่ตนไม่เข้าใจ
  2. หลังจากพูดผิดเล็กน้อยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย และผู้ฟังน่าจะเดาความหมายที่ตั้งใจได้
  3. เมื่อต้องให้ข้อความทั้งหมดของการแก้ไขทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ

หลังจากพูดผิดเล็กน้อยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย และผู้ฟังน่าจะเดาความหมายที่ตั้งใจได้