ความสุภาพสำคัญแค่ไหน? ⏲️ 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ
BBC Learning English
ภาพรวมวิดีโอ: นีลและเบธอธิบายว่าเหตุใดเราจึงตัดสินความสุภาพจากถ้อยคำเพียงอย่างเดียวไม่ได้ โดยใช้ตัวอย่างคำขอที่ห้วน การทักทายไมเคิล โรเซนแบบกันเองของเด็กชาย และความอับอายของแม่ต่อพฤติกรรมลูก เพื่อชี้ว่าน้ำเสียง การตีความ บรรทัดฐานทางสังคม และการยอมรับ ล้วนมีผลต่อการมองว่าพฤติกรรมนั้นหยาบคายหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. You, give me that pen. — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: สังเกตว่าเหตุใดคำสั่งตรง ๆ ที่เรียกผู้ฟังโดยไม่มีคำช่วยลดความแข็งจึงฟังเหมือนการบังคับ และเรียนรู้ว่าควรเติม please หรือ could you เมื่อใด เพื่อทำให้คำขอลดแรงกดดันทางสังคมต่อคู่สนทนา 2. politeness is as much to do with the person being spoken to as the person speaking, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจโครงสร้างเปรียบเทียบ as much to do with... as... และนำไปใช้เสนอเหตุผลว่าผลลัพธ์หรือการตัดสินเกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่ายเท่า ๆ กัน ไม่ใช่ความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว 3. mind your P's and Q's. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจว่านี่คือคำเตือนแบบอังกฤษให้ประพฤติตัวสุภาพโดยไม่แปลตัวอักษรตรงตัว และแยกแยะได้ว่าใช้เมื่อใดเพื่อเตือนให้ใครสักคนระวังมารยาทหรือการวางตัวในสังคม
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Hello, this is Six Minute English from BBC Learning English.
0:07สวัสดี นี่คือ Six Minute English จาก BBC Learning English
In this program, we're talking about politeness. ลำดับความ
0:13ในรายการนี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องความสุภาพ
In this program, we're talking about... เพื่อเกริ่นหัวข้อ
เมื่อเริ่มรายการ ประโยคนี้บอกผู้ฟังว่ารายการจะเน้นเรื่องอะไร In this program ใช้กำหนดกรอบ และ we're talking about ใช้เกริ่นหัวข้อ ในที่นี้ present continuous ใช้ประกาศหัวข้อที่วางแผนไว้ ไม่ได้เพียงบรรยายการสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว สามารถปรับเป็นโครงสร้าง In this class/episode/presentation, we're talking about + หัวข้อได้ เปลี่ยนสถานการณ์และหัวข้อเพื่อบอกผู้ฟังให้ชัดเจนว่าจะพูดถึงอะไรต่อไป
แบบฝึกหัด
ใช้วลีรูปย่อจากบทเรียนให้เหมือนเดิมทุกคำเพื่อเติมประโยคเปิดที่บอกหัวข้อนี้ให้สมบูรณ์: In this episode, ____ ocean animals.
ดูคำตอบ
we're talking about
where children are told to say please and thank you. ไวยากรณ์
0:20ที่เด็ก ๆ ถูกสอนให้พูดคำว่าได้โปรดและขอบคุณ
has a reputation for being a polite place: มีชื่อเสียงว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนสุภาพ
ในประโยคนี้ has a reputation for being a polite place หมายความว่าผู้คนทั่วไปมองว่าสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ผู้คนสุภาพ Reputation คือภาพลักษณ์ร่วมที่ผู้คนมี จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนสุภาพตลอดเวลา โครงสร้าง have/has a reputation for being + คำบรรยาย ใช้บอกว่าคน สถานที่ หรือกลุ่มหนึ่งมักถูกมองว่าเป็นอย่างไร หลัง being อาจตามด้วยคำคุณศัพท์หรือนามวลี
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? "The town has a reputation for being friendly."
- ทุกคนในเมืองนี้เป็นมิตรตลอดเวลา
- ผู้คนทั่วไปคิดว่าเมืองนี้เป็นมิตร
- เมืองนี้เพิ่งตัดสินใจว่าจะเป็นมิตร
ดูคำตอบ
ผู้คนทั่วไปคิดว่าเมืองนี้เป็นมิตร
are told to say: คำสั่งรูป passive ด้วย be told to
ใน are told to say เด็ก ๆ เป็นฝ่ายที่ได้รับคำสั่ง are told เป็นรูป passive ของ tell ส่วน to say บอกการกระทำที่พวกเขาถูกคาดหวังให้ทำ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be told to + คำกริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้เน้นผู้ที่ได้รับคำสั่ง จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าใครเป็นคนออกคำสั่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป passive ของ tell ที่ใช้บอกคำสั่ง: At the museum, visitors ____ keep their voices low.
ดูคำตอบ
are told to
in real life: เปรียบเทียบภาพที่เข้าใจกับความเป็นจริง
in real life หมายถึงในชีวิตหรือประสบการณ์จริง ไม่ใช่ในความคิด เรื่องราว ภาพ หรือความเชื่อทั่วไป ในประโยคนี้วลีดังกล่าวใช้เปรียบเทียบสิ่งที่ผู้คนอาจคาดไว้กับสิ่งที่เป็นจริง วลีนี้มักอยู่หลัง but เพื่อพาผู้ฟังจากภาพที่เข้าใจหรือความประทับใจไปสู่ความเป็นจริง ในวลีตายตัวนี้ real life ปกติจะไม่มี article นำหน้า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “ในประสบการณ์ชีวิตประจำวันจริง”: The toy looks huge in the photo, but ____ it is quite small.
ดูคำตอบ
in real life
You, give me that pen. ในฐานะคำสั่งตรง ๆ
ในประโยคนี้ You เป็นการเจาะจงผู้ฟังโดยตรง ส่วน give อยู่ในรูปคำสั่ง ทั้งสองส่วนจึงรวมกันเป็นคำสั่งตรง ๆ ที่ไม่มีคำช่วยทำให้นุ่มนวล ผู้พูดกำลังบอกให้อีกฝ่ายทำบางอย่าง ไม่ได้ขอความช่วยเหลืออย่างสุภาพ เนื่องจากไม่มีคำช่วยผ่อนน้ำเสียงอย่าง could you หรือ please ประโยคนี้จึงอาจฟังดูวางอำนาจหรือไม่ให้เกียรติเมื่อใช้ขอร้องทั่วไป ควรเรียนรู้ไว้เพื่อเข้าใจเมื่อได้ยิน ไม่ใช่ใช้เป็นประโยคปกติในการขอให้คนอื่นส่งของให้
แบบฝึกหัด
คุณต้องการขอให้เพื่อนร่วมชั้นส่งปากกาให้ ประโยคใดสุภาพ?
- You, give me that pen.
- Could you pass me that pen, please?
- Give me that pen now.
ดูคำตอบ
Could you pass me that pen, please?
a bit rude: การพูดวิจารณ์ให้นุ่มนวลขึ้น
ใน a bit rude คำว่า a bit หมายถึง “เล็กน้อย” หรือ “นิดหน่อย” และวางไว้หน้าคำคุณศัพท์ rude คำนี้ช่วยลดความแรงของคำวิจารณ์ ผู้พูดยังคงบอกว่าพฤติกรรมนั้นไม่สุภาพ แต่พูดอย่างตรงน้อยลง นี่เป็นคำช่วยผ่อนน้ำเสียง โดยทำให้วิธีบอกคำตัดสินนุ่มนวลขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ rude กลายเป็นคำชม และไม่ได้หมายความเสมอไปว่าผู้พูดไม่พอใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ใช้คำช่วยผ่อนน้ำเสียงสองคำจากตัวอย่างเพื่อให้คำวิจารณ์ตรงน้อยลง: The reply sounded ____ rude.
ดูคำตอบ
a bit
ใช้ What should I have said? เพื่อทบทวนคำพูดในอดีต
What should I have said? ใช้ถามว่าหลังจากพูดไปแล้ว ควรเลือกใช้คำพูดแบบไหนจึงจะดีกว่า มักแสดงว่าผู้พูดรู้ว่าสิ่งที่พูดก่อนหน้านี้อาจผิด ไม่สุภาพ หรือไม่ชัดเจน โครงสร้างคือ should have + กริยาช่อง 3 ในที่นี้ said เป็นกริยาช่อง 3 ของ say เมื่อใช้ในคำถามที่มี what จะถามว่าการกระทำหรือคำพูดแบบใดน่าจะดีกว่าในอดีต ไม่ได้ถามว่าควรพูดอะไรต่อไป
แบบฝึกหัด
หลังจากรู้ว่าคำตอบก่อนหน้านี้ฟังดูไม่สุภาพ ให้ใช้รูปของ say ที่ใช้ทบทวนอดีตเพื่อเติมคำถาม: What should I ____ instead?
ดูคำตอบ
have said
ใช้ How about เพื่อเกริ่นคำพูดที่เสนอ
ในที่นี้ How about ใช้เกริ่นคำพูดแบบใหม่ที่ผู้พูดแนะนำ โดยนำคำที่ตามมาเสนอเป็นวิธีขอร้องที่ดีกว่า มีหน้าที่คล้ายกับ “ถ้าพูดแบบนี้ล่ะ?” How about ครอบคลุมคำขอที่เสนอทั้งหมด คือ Neil, please, could you pass me the pen? ไม่ได้หมายถึง “คิดอย่างไรเกี่ยวกับ Neil?” การสังเกตช่วงหยุดหลัง How about จะช่วยให้แบ่งกลุ่มคำในประโยคได้ถูกต้อง
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง How about ทำหน้าที่อะไร?
- เกริ่นคำพูดที่เสนอและสุภาพกว่า
- ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ Neil
- บอกว่า Neil ทำปากกาหาย
ดูคำตอบ
เกริ่นคำพูดที่เสนอและสุภาพกว่า
please, could you pass me the pen? สำหรับขออย่างสุภาพ
ในประโยคนี้ please และ could you ทำให้ pass me the pen เปลี่ยนจากคำสั่งตรง ๆ เป็นคำขอที่สุภาพ ตรงนี้ Could you ไม่ได้ถามเรื่องความสามารถเป็นหลัก แต่เป็นการขอให้นีลทำสิ่งนั้น โครงสร้างคือ could you + กริยารูปพื้นฐาน + ...? ส่วน pass someone something หมายถึงส่งหรือยื่นสิ่งของนั้นให้คนนั้น ดังนั้น pass me the pen จึงเป็นการขอให้ยื่นปากกาให้ผู้พูด
แบบฝึกหัด
เติมคำกริยาที่หายไปให้คำขอสุภาพสมบูรณ์: Could you ____ me the pen, please?
ดูคำตอบ
pass
There you go เมื่อยื่นสิ่งของ
There you go เป็นสำนวนพูดตายตัวที่ใช้ตอนยื่นสิ่งของให้ใคร หรือทำเรื่องเล็ก ๆ ให้เขาเสร็จแล้ว ในฉากนี้มีความหมายใกล้เคียงกับ Here it is หรือ This is for you ไม่ได้เป็นคำสั่งให้อีกฝ่ายไปที่ไหน สำนวนนี้บอกว่าของที่ขอได้ถูกส่งให้แล้ว หรืองานเล็ก ๆ นั้นเสร็จแล้ว
แบบฝึกหัด
คุณยื่นดินสอที่เพื่อนร่วมชั้นขอให้เขา ควรพูดประโยคใดจึงจะเป็นธรรมชาติที่สุด
- There it goes.
- There you go.
- You go there.
ดูคำตอบ
There you go.
Now, listen as BBC Radio 4 presenter Michael Rosen,
0:39คราวนี้ มาฟัง Michael Rosen ผู้ดำเนินรายการจาก BBC Radio 4
who is a well-known poet and children's author in Britain,
0:43ผู้ซึ่งเป็นกวีและนักเขียนหนังสือเด็กชื่อดังในอังกฤษ
this is how it went: การเปลี่ยนจากข้อมูลพื้นหลังไปสู่ลำดับเหตุการณ์
ในที่นี้ this is how it went เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเล่าเหตุการณ์ในอดีตตามลำดับ how it went หมายถึงสถานการณ์ดำเนินไปอย่างไร ไม่ได้หมายถึงใครไปที่ไหน วลีนี้ทำหน้าที่เชื่อมจากข้อมูลพื้นหลังหรือช่วงเวลาไปสู่เรื่องราวโดยละเอียด สามารถใช้ก่อนเล่าทีละขั้นว่าเกิดอะไรขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมวลีเชื่อมโดยใช้ this is how และรูปอดีตของ go: My first day at camp was surprising. ____. First, I met my group, and then we built a tent.
ดูคำตอบ
This is how it went
Hey, you're thingy, innit!: วิธีถามว่าเป็นใครที่ไม่เป็นทางการอย่างมาก
ทั้งประโยคฟังดูเป็นกันเองอย่างมาก Hey ใช้เรียกความสนใจโดยตรง thingy ใช้แทนชื่อที่ผู้พูดจำไม่ได้หรือเลือกที่จะไม่ใช้ และ innit เป็นคำลงท้ายเพื่อขอคำยืนยันที่เป็นภาษาพูดแบบอังกฤษอย่างมาก ในที่นี้มีหน้าที่ใกล้เคียงกับ aren't you? เมื่อใช้คำเหล่านี้ร่วมกัน ระยะห่างแบบสุภาพที่ปกติใช้ตอนถามว่าใครเป็นใครจะหายไป ในหมู่เพื่อนสนิทอาจฟังดูเป็นมุก แต่กับคนที่ไม่รู้จักหรือคนที่ควรเรียกอย่างให้เกียรติ อาจฟังดูไม่ใส่ใจหรือดูหมิ่นได้ ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ น้ำเสียง และความรู้สึกของผู้ฟัง
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: “Hey, you're thingy, innit!” เป็นวิธีที่สุภาพและใช้ได้อย่างปลอดภัยเพื่อยืนยันตัวตนของครูที่เพิ่งพบกัน
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
เท็จ
thingy: คำแทนชื่อที่นึกไม่ออก
thingy เป็นคำแทนแบบกันเองมาก ใช้เมื่อชื่อหนึ่งนึกไม่ออกในขณะนั้น ในประโยคนี้คำดังกล่าวอยู่หลัง you're และใช้แทนชื่อของบุคคล คล้ายกับการพูดว่า “คนที่ชื่ออะไรนะ” คำนี้ช่วยให้พูดต่อได้ พร้อมกับแสดงว่าผู้พูดไม่รู้หรือจำชื่อที่ถูกต้องไม่ได้ และยังใช้แทนชื่อสิ่งของที่นึกไม่ออกได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วยการใช้ thingy ในที่นี้?
- ใช้ตำแหน่งทางการของบุคคลนั้น
- ใช้แทนชื่อคนที่นึกไม่ออกชั่วคราว
- บรรยายบุคลิกของบุคคลนั้น
ดูคำตอบ
ใช้แทนชื่อคนที่นึกไม่ออกชั่วคราว
innit: คำลงท้ายแบบอังกฤษที่ไม่เป็นทางการมาก หมายถึง “ใช่ไหม?”
innit เป็นรูปแบบภาษาพูดแบบอังกฤษที่ไม่เป็นทางการอย่างมาก และมาจาก isn't it ในประโยคนี้คำดังกล่าวอยู่ท้ายประโยค ทำหน้าที่คล้ายคำถามสั้น ๆ ที่มีความหมายประมาณ right? หรือ “ใช่ไหม?” เพื่อขอให้อีกฝ่ายยืนยันว่าผู้พูดจำคนถูกหรือไม่ ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษบางรูปแบบ innit ใช้เป็นคำถามท้ายประโยคแบบทั่วไปและไม่เปลี่ยนตามประธานกับกริยา ดังนั้นรูปคำนี้จึงไม่สอดคล้องทางไวยากรณ์กับ you're แบบที่คำถามท้ายประโยคมาตรฐานควรเป็น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำถามท้ายประโยคแบบอังกฤษที่ไม่เป็นทางการอย่างมากตามที่เรียนในข้อนี้: You're Maya, ____?
ดูคำตอบ
innit
break all the rules: ทำสิ่งที่ขัดกับธรรมเนียม
break the rules หมายถึงไม่ทำตามกฎหรือธรรมเนียมที่ยอมรับกัน ในประโยคนี้ that one ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามแบบปกติ โดย break ไม่ได้หมายถึงการทำให้สิ่งของเสียหายจริง ๆ all ใช้เน้นความหมาย มักหมายถึง “ในหลายแง่ที่สำคัญ” ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าผิดกฎทุกข้อที่มีอยู่เสมอไป
แบบฝึกหัด
ในประโยคตัวอย่าง break all the rules หมายความว่าอย่างไร
- อธิบายกฎทุกข้อทีละข้อ
- ไม่ทำตามกฎหรือธรรมเนียมตามปกติ
- ทำให้รายการกฎที่เขียนไว้เสียหายจริง ๆ
ดูคำตอบ
ไม่ทำตามกฎหรือธรรมเนียมตามปกติ
is short for: บอกรูปเต็ม
โครงสร้าง A is short for B ใช้อธิบายว่า A เป็นรูปย่อของ B ให้วางรูปที่สั้นกว่าไว้หน้า is short for และวางรูปที่ยาวกว่าหรือรูปเต็มไว้หลัง for ในที่นี้ which ย้อนกลับไปหมายถึง innit และ isn't it ถูกนำเสนอว่าเป็นรูปที่เต็มกว่า
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างตายตัว A is short for B ให้สมบูรณ์: Exam is short ____ examination.
ดูคำตอบ
for
or was he just happy meeting a famous person in the street?
1:22หรือเขาแค่ดีใจที่ได้เจอกับคนดังบนถนนกันแน่
And why do we teach kids to be polite in the first place? วลี
1:26และทำไมเราถึงต้องสอนให้เด็ก ๆ มีความสุภาพตั้งแต่แรกล่ะ
in the first place: ถามถึงเหตุผลตั้งต้น
ในคำถามที่มี why วลี in the first place ใช้ถามถึงเหตุผลตั้งต้นหรือเหตุผลพื้นฐานของเรื่องหนึ่ง ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้ถามต่อว่าเราสอนมารยาทให้เด็กอย่างไร แต่ย้อนถามว่าเหตุใดผู้ใหญ่จึงเริ่มสอนเรื่องความสุภาพตั้งแต่แรก วลีนี้มักอยู่ช่วงท้ายประโยคและเพิ่มความหมายว่า “ตั้งแต่แรก” หรือ “จริง ๆ แล้วทำไม” ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง และไม่ได้ใช้เปิดข้อแรกของรายการ
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่ใช้ถามถึงเหตุผลตั้งต้น: Why did Maya join the club ____?
ดูคำตอบ
in the first place
That's what we'll be discussing...: เชื่อมคำถามเข้ากับหัวข้อถัดไป
That ย้อนกลับไปอ้างถึงคำถามหรือแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วน what we'll be discussing หมายถึง “สิ่งที่เราจะพูดคุยกัน” ดังนั้นประโยคนี้จึงทำให้คำถามก่อนหน้ากลายเป็นหัวข้อถัดไปของรายการ โครงสร้างนี้เชื่อมข้อมูลที่กล่าวไปแล้วกับการเกริ่นถึงเนื้อหาต่อไป ช่วยให้ไม่ต้องพูดคำถามทั้งหมดซ้ำ และส่งสัญญาณชัดเจนว่าการพูดคุยหลักกำลังจะเริ่มขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมคำเชื่อมด้วยวลีห้าคำที่ขึ้นต้นด้วย That's และทำให้คำถามเป็นหัวข้อถัดไป: How can we save water? ____ today.
ดูคำตอบ
That's what we'll be discussing
The British are well known for being polite, as we've said,
1:36คนอังกฤษมีชื่อเสียงเรื่องความสุภาพอย่างที่เราได้บอกไป
and there's even an idiom we use in certain situations
1:40และถึงขนาดมีสำนวนที่เราใช้ในบางสถานการณ์
but I'm going to say C, mind your X's and Y's,
1:59แต่ผมขอตอบข้อ C, mind your X's and Y's ก็แล้วกัน
Well, we'll find out the correct answer later in the program. กริยาวลี
2:06เราจะมาหาคำตอบที่ถูกต้องกันในช่วงท้ายของรายการนะคะ
find out: การได้รู้ข้อมูล
find out หมายถึงได้รู้หรือค้นพบข้อมูลบางอย่าง โดยมักเกิดขึ้นหลังจากตรวจสอบ ถาม รอ หรือสืบค้น ในประโยคนี้ เรายังไม่รู้คำตอบที่ถูกต้อง และคำตอบจะถูกเปิดเผยในช่วงหลังของรายการ หลัง find out อาจเป็นคำนามที่หมายถึงข้อมูล เช่น find out the result หรือเป็นอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถามหรือ whether เช่น find out why it happened
แบบฝึกหัด
เติมอีกหนึ่งคำหลัง find เพื่อให้หมายถึง “ได้รู้ข้อมูล”: Check the school website to ____ when the holiday starts.
ดูคำตอบ
find out
let's return to ...: กลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า
let's return to ... เป็นสำนวนเชื่อมเรื่องที่นำความสนใจของผู้ฟังกลับไปยังบุคคล เหตุการณ์ คำถาม หรือหัวข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ในที่นี้ รายการกลับมาพูดถึงเด็กชายอีกครั้งหลังจากออกนอกเรื่องไปสั้น ๆ let's ชวนผู้ฟังให้ติดตามผู้พูดไปด้วยกัน ส่วน return to ระบุแนวเรื่องเดิมที่จะกลับไป โครงสร้างคือ Let's return to + นามวลี
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนเชื่อมเรื่องสามคำจากบทเรียน: After that short story, ____ our first question.
ดูคำตอบ
let's return to
Professor Louise Mullany, who studies the language of politeness,
2:18ศาสตราจารย์ Louise Mullany ผู้ศึกษาภาษาแห่งความสุภาพ
She thinks that politeness is as much to do with the person being spoken to ไวยากรณ์
2:24เธอคิดว่าความสุภาพนั้นเกี่ยวโยงกับผู้ถูกพูดด้วยพอ ๆ กับ
being spoken to: รูป -ing แบบถูกกระทำของ speak to
being spoken to เป็นวลี -ing แบบถูกกระทำที่ขยายคำว่า the person โดย the person being spoken to หมายถึง “คนที่มีใครบางคนกำลังพูดด้วย” คนนี้จึงเป็นฝ่ายรับการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายทำ โครงสร้างพื้นฐานคือ speak to someone เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปถูกกระทำ someone จะมาอยู่ในตำแหน่งผู้รับการกระทำ แต่ to ยังคงอยู่: someone is being spoken to หากตัด to ออก โครงสร้างนี้จะไม่สมบูรณ์
แบบฝึกหัด
ใช้รูป -ing แบบถูกกระทำของ speak to: The person ____ looked calm during the conversation.
ดูคำตอบ
being spoken to
as the person speaking, as she explained to BBC Radio 4 program Word of Mouth.
2:28ผู้พูดเอง ดังที่เธอได้อธิบายในรายการ Word of Mouth ทางสถานี BBC Radio 4
as much to do with A as B: A และ B เกี่ยวข้องพอ ๆ กัน
โครงสร้าง X is as much to do with A as B แสดงว่า A และ B เกี่ยวข้องกับ X ในระดับพอ ๆ กัน be to do with หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” และ as much ... as ใช้เปรียบเทียบระดับของความเกี่ยวข้องนั้น ในที่นี้ A คือคนที่ผู้พูดกำลังพูดด้วย และ B คือคนที่กำลังพูด ผู้พูดกำลังแก้ความเข้าใจที่มองเพียงด้านเดียวว่า ความสุภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกคำของผู้พูดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ฟังด้วย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อแสดงว่าปัจจัยทั้งสองเกี่ยวข้องพอ ๆ กัน: Team success is ____ clear roles as hard work.
ดูคำตอบ
as much to do with
I think the crucial thing there is in how you've perceived it. การใช้คำ
2:34ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญในที่นี้คือคุณตีความมันอย่างไร
how you've perceived it: การตีความของผู้ฟัง
how you've perceived it หมายถึง “วิธีที่คุณเข้าใจหรือตีความสิ่งนั้น” ในที่นี้ perceive หมายถึงความประทับใจหรือความเข้าใจที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่เพียงการมองเห็นด้วยตา รูป present perfect ใน you've perceived เชื่อมการตีความที่เกิดขึ้นแล้วเข้ากับการตัดสินในตอนนี้ วลีนี้แสดงว่าความเข้าใจของผู้ฟังมีผลต่อการมองว่าคำพูดนั้นสุภาพ หยาบคาย หรือมีความหมายแบบอื่น
แบบฝึกหัด
ใน how you've perceived it วลีนี้หมายถึงอะไร
- สถานที่ที่คุณมองเห็นสิ่งนั้น
- วิธีที่คุณพูดสิ่งนั้นซ้ำออกมาดัง ๆ
- วิธีที่คุณเข้าใจหรือตีความสิ่งนั้น
ดูคำตอบ
วิธีที่คุณเข้าใจหรือตีความสิ่งนั้น
not giving us the conventional ... or a more formal approach: ไม่ได้ใช้วิธีตามธรรมเนียมหรือเป็นทางการกว่า
not giving us the conventional ... or a more formal approach หมายความว่าเขาไม่ได้ใช้รูปแบบการทักทายอย่างสุภาพที่เป็นธรรมเนียมและคนทั่วไปคาดหวัง giving us ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของให้ แต่หมายถึงการนำเสนอหรือใช้วิธีพูดแบบหนึ่ง ในภาษาสนทนานี้ หลัง the conventional มีคำนามอย่าง greeting หรือ approach ที่ละไว้แต่เข้าใจได้จากบริบท “Good afternoon, Mr. Rosen” เป็นตัวอย่างของคำทักทายตามธรรมเนียมที่ค่อนข้างเป็นทางการ conventional เน้นสิ่งที่เป็นธรรมเนียมหรือเป็นไปตามที่คาดหวัง ส่วน formal เน้นความสุภาพอย่างระมัดระวังและระยะห่างทางสังคม ประโยคนี้อธิบายระดับความเป็นทางการ การทักทายแบบไม่เป็นทางการไม่ได้แปลว่าหยาบคายเสมอไป
แบบฝึกหัด
ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรด้วย not giving us the conventional ... or a more formal approach
- เขากำลังมอบสิ่งของให้คุณโรเซน
- เขากำลังใช้คำทักทายที่เป็นทางการที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
- เขาไม่ได้ใช้รูปแบบการทักทายตามธรรมเนียมที่ค่อนข้างเป็นทางการ
ดูคำตอบ
เขาไม่ได้ใช้รูปแบบการทักทายตามธรรมเนียมที่ค่อนข้างเป็นทางการ
Now, that has been interpreted by you as non-threatening to you. ไวยากรณ์
2:48แต่ทีนี้ คุณกลับตีความว่านั่นไม่ได้เป็นการคุกคามอะไร
has been interpreted by you as non-threatening to: โครงสร้างกรรมวาจก interpret A as B
interpret A as B หมายถึง “เข้าใจว่า A มีความหมายหรือคุณสมบัติแบบ B” ในที่นี้ that คือ A และ non-threatening to you คือ B นี่เป็นการตัดสินของผู้ฟัง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง has been interpreted เป็น present perfect ในรูปกรรมวาจก โดยวางสิ่งที่ถูกตัดสินไว้ก่อน แล้วใช้ by you บอกว่าใครเป็นผู้ตัดสิน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A has been interpreted by someone as B
แบบฝึกหัด
เติมรูป present perfect กรรมวาจกของ interpret ให้สมบูรณ์: The message ____ by Leo as a warning.
ดูคำตอบ
has been interpreted
see him as insulting you: การตัดสินด้วย see X as Y
see X as Y หมายถึง “มองหรือพิจารณาว่า X เป็น Y” ในที่นี้ see ไม่ได้หมายถึงการมองด้วยตา โดย him คือคนที่ถูกประเมิน และ insulting you คือพฤติกรรมที่ผู้ฟังไม่ได้คิดว่าเขากำลังทำ วลี -ing อย่าง insulting you อยู่ในตำแหน่ง Y ดังนั้น You don't see him as insulting you จึงหมายถึงผู้ฟังไม่ได้ตัดสินว่าพฤติกรรมของเขาเป็นการดูถูก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายถึงคุณตัดสินว่าพฤติกรรมของเขาเป็นการดูถูก แทนที่จะหมายถึงคุณเห็นการกระทำนั้นโดยตรง?
- You see him insulting you.
- You see him as insulting you.
ดูคำตอบ
You see him as insulting you.
and you're actually quite kindly disposed to that person.
2:54และจริง ๆ แล้วคุณค่อนข้างจะรู้สึกดีกับคน ๆ นั้นด้วยซ้ำ
So, you haven't interpreted it as offensive or aggressive.
2:57คุณจึงไม่ได้ตีความว่ามันเป็นการก้าวร้าวหรือหยาบคาย
You've said, I think you described it as being quite civil, actually. การใช้คำ
3:00คุณยังบอกด้วยว่า ฉันคิดว่าคุณอธิบายว่ามันค่อนข้างจะสุภาพด้วยซ้ำ
quite civil: ค่อนข้างสุภาพและสำรวม
ในที่นี้ quite civil หมายถึงค่อนข้างสุภาพ ให้เกียรติ และไม่แสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน คำว่า civil ใช้ประเมินพฤติกรรมทางสังคมว่าบุคคลนั้นยังอยู่ในขอบเขตของมารยาทพื้นฐานและการควบคุมตนเอง ในภาษาอังกฤษแบบบริติช quite ที่อยู่หน้าคำคุณศัพท์อย่าง civil มักให้การประเมินแบบพอดี ๆ คล้าย fairly หรือ rather ไม่ได้ทำให้ civil หมายถึง formal หรือ “เป็นทางการ” และ civil ตรงนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพลเมืองหรือกฎหมายแพ่ง
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง quite civil มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด
- ค่อนข้างสุภาพและไม่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน
- เป็นทางการและมีพิธีรีตองอย่างมาก
- เกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่ง
ดูคำตอบ
ค่อนข้างสุภาพและไม่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน
Michael Rosen didn't feel that the boy was insulting him.
3:03Michael Rosen ไม่ได้รู้สึกว่าเด็กผู้ชายคนนั้นกำลังดูถูกเขา
To insult someone means to be rude or offensive to them. การใช้คำ
3:06การดูถูก (insult) ใครสักคนหมายถึงการทำตัวหยาบคายหรือล่วงเกินพวกเขา
insult someone: ดูหมิ่นหรือเหยียดหยามใครบางคน
To insult someone หมายถึงพูดหรือทำบางอย่างที่ไม่ให้เกียรติบุคคลนั้นอย่างรุนแรง โดยมักเป็นการดูถูกหรือทำให้อับอาย โดยทั่วไปมีความหมายแรงกว่าการเสียมารยาทเพียงเล็กน้อย ในที่นี้ insult เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม ผู้ที่ได้รับผลจึงตามหลังคำกริยาโดยตรง คือ insult someone ไม่ใช่ insult to someone
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงการไม่ให้เกียรติผู้อื่นอย่างรุนแรง: You can disagree without trying to ____.
ดูคำตอบ
insult someone
Michael thought the boy was actually pleased to see him,
3:12แต่ Michael กลับคิดว่าจริง ๆ แล้วเด็กชายดีใจที่ได้เจอเขา
Although his speech was very informal: ใช้ although เพื่อแสดงการยอมรับข้อขัดแย้ง
Although his speech was very informal เป็นอนุประโยคแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดกับผลลัพธ์ ประโยคนี้ยอมรับก่อนว่าเด็กชายพูดแบบไม่เป็นทางการ แล้วประโยคหลักจึงให้ข้อสรุปที่ต่างออกไป การพูดแบบไม่เป็นทางการอาจทำให้คาดว่าเขาหยาบคาย แต่ที่นี่ปฏิเสธความคาดหมายนั้น ใช้ although เพื่อสื่อว่าข้อเท็จจริงหนึ่งเป็นจริง แต่อีกประเด็นก็ยังเป็นจริงเช่นกัน ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน ปกติไม่เขียน Although ..., but ... เพราะ although แสดงความขัดแย้งอยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย although: ____ the path was steep, the children reached the top.
ดูคำตอบ
Although
Michael was well disposed to the boy. การใช้คำ
3:16Michael รู้สึกเป็นมิตร (well disposed) กับเด็กคนนั้น
well disposed to the boy: มีท่าทีเชิงบวกต่อเด็กชาย
Be well disposed to someone หมายถึงมีท่าทีที่เป็นมิตรหรือเป็นบวกต่อคนนั้น ประโยคนี้บอกว่า Michael มองเด็กชายในแง่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันเสมอไป โครงสร้างคือ be + well disposed + to/towards + คนหรือสิ่งของ มักใช้บอกแนวโน้มโดยรวมที่จะมองใครบางคนในแง่ดีหรือพร้อมรับแนวคิดหนึ่งอย่างเป็นบวก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “มีท่าทีเชิงบวกต่อ”: Before the vote, the chair was ____ the proposal.
ดูคำตอบ
well disposed to
So, you could say that politeness is subjective. การใช้คำ
3:21คุณอาจจะพูดได้ว่าความสุภาพเป็นเรื่องของอัตวิสัย
politeness is subjective: การตัดสินเรื่องความสุภาพอาจแตกต่างกัน
ในที่นี้ politeness is subjective หมายความว่า การที่สิ่งหนึ่งจะดูสุภาพหรือไม่นั้นอาจขึ้นอยู่กับความรู้สึก มุมมอง หรือความคาดหวังของแต่ละคน คนต่างกันจึงอาจตัดสินคำพูดหรือพฤติกรรมเดียวกันต่างกันได้ subjective มักใช้อธิบายความคิดเห็นหรือการประเมิน มากกว่าข้อเท็จจริงที่ทุกคนตรวจสอบได้ด้วยวิธีเดียวกันทุกประการ แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎเกณฑ์ทางสังคมไม่สำคัญเลย
แบบฝึกหัด
subjective ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- ทุกคนยอมรับการตัดสินนั้น
- การตัดสินขึ้นอยู่กับมุมมองหรือความรู้สึกส่วนบุคคลบางส่วน
- การตัดสินพิสูจน์ได้ด้วยการวัดแบบตายตัวเพียงวิธีเดียว
ดูคำตอบ
การตัดสินขึ้นอยู่กับมุมมองหรือความรู้สึกส่วนบุคคลบางส่วน
If..., then where...?: เชื่อมข้อสมมติกับการตั้งข้อสงสัย
อนุประโยค if ให้จุดตั้งต้นหรือข้อสมมติว่า Michael ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคือง ส่วน then เชื่อมข้อสมมตินี้เข้ากับคำถามที่ตามมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ฟังคิดว่าหากยอมรับข้อสมมตินั้นแล้ว จะได้ข้อสรุปอย่างไร Where is the offense? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ได้ถามหาสถานที่ แต่ตั้งข้อสงสัยว่ามีการล่วงเกินจริงหรือมีเหตุผลรองรับชัดเจนหรือไม่ สามารถละ then ได้ แต่การใส่ไว้จะทำให้ความเชื่อมโยงจากข้อสมมติไปสู่ข้อสรุปชัดขึ้น
แบบฝึกหัด
คำถามแบบ if...then... นี้มีหน้าที่หลักอย่างไร?
- ประโยคนี้ถามหาสถานที่จริงที่เกิดการล่วงเกิน
- ประโยคนี้ให้ข้อสมมติ แล้วตั้งข้อสงสัยว่ามีการล่วงเกินจริงหรือไม่
- ประโยคนี้รายงานว่า Michael ได้ร้องเรียนแล้ว
ดูคำตอบ
ประโยคนี้ให้ข้อสมมติ แล้วตั้งข้อสงสัยว่ามีการล่วงเกินจริงหรือไม่
Then why do we teach children to be polite at all?
3:28ถ้างั้นทำไมเราถึงยังต้องสอนเด็ก ๆ ให้สุภาพกันด้วย
It's to do with...: บอกว่าสิ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับอะไร
โครงสร้างเต็มคือ be + to do with + สิ่งหนึ่งหรือหัวข้อหนึ่ง เช่นใน it's to do with the rules of society ซึ่งหมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” ในที่นี้ the rules of society บอกว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ส่วน do ไม่ได้หมายถึง “ลงมือทำสิ่งหนึ่ง” ใช้โครงสร้างนี้เพื่อบอกว่าสถานการณ์ ปัญหา หรือความคิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือเชื่อมโยงกับอะไร
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายถึง “อาจเกี่ยวข้องกับ”: The strange noise may ____ the fan.
ดูคำตอบ
be to do with
they enjoy the benefits of being accepted in society. วลี
3:39จะทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากการเป็นที่ยอมรับในสังคม
by teaching...: แสดงวิธีด้วย by + -ing
ใน by teaching our kids politeness โครงสร้าง by + -ing ระบุวิธีที่ใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ จากบริบท เราเข้าใจว่าผู้ใหญ่เป็นผู้สอน และเด็ก ๆ เป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่กล่าวถึงภายหลัง หลัง by ใช้รูป -ing เช่น teaching, practicing หรือ asking ไม่ใช้รูปพื้นฐานอย่าง teach วลี by + -ing วางก่อนหรือหลังผลลัพธ์ได้ แต่ประโยคควรทำให้ชัดว่าใครเป็นผู้ทำกริยานั้น
แบบฝึกหัด
ใช้ by + รูป -ing ของ practice เพื่อแสดงวิธี: Leo improved his spelling ____ every day.
ดูคำตอบ
by practicing
being accepted in society: รูป -ing แบบถูกกระทำ
Being accepted คือรูป -ing แบบถูกกระทำของ accept หมายถึงบุคคลนั้นได้รับการยอมรับ ไม่ใช่เป็นฝ่ายยอมรับใครหรือสิ่งใดด้วยตนเอง ในที่นี้ society หมายถึงชุมชนหรือสังคมโดยรวม ดังนั้น being accepted in society จึงหมายถึงการได้รับการมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเข้ากับสังคมได้ เมื่ออยู่หลังคำบุพบท of วลีทั้งหมดทำหน้าที่เรียกสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำบุพบท + being + กริยาช่องที่ 3 เช่น the benefits of being accepted
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป -ing แบบถูกกระทำของ accept: The article discusses the benefits of ____ in society.
ดูคำตอบ
being accepted
when her 2-year-old daughter repeatedly ignored the cook at her nursery school
3:46ตอนที่ลูกสาววัย 2 ขวบของเธอเมินเฉยต่อแม่ครัวที่โรงเรียนอนุบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
So, imagine how embarrassed she felt: การพาผู้ฟังเข้าสู่เรื่องราว
So เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากข้อเท็จจริงก่อนหน้าไปสู่ผลทางอารมณ์ของข้อเท็จจริงเหล่านั้น จากนั้น imagine เชิญให้ผู้ฟังนึกภาพสถานการณ์โดยตรง ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวามากขึ้นและสร้างความรู้สึกร่วมก่อนเล่ารายละเอียดต่อ How embarrassed she felt ไม่ใช่คำถาม วลีนี้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ คือ she felt ไม่ใช่ did she feel และทำหน้าที่คล้ายคำอุทานที่แทรกอยู่ในประโยคเพื่อเน้นระดับความอับอาย
แบบฝึกหัด
“So, imagine how embarrassed she felt” ทำหน้าที่อะไรในเรื่องนี้
- เป็นการเชิญให้ผู้ฟังนึกภาพอารมณ์ของผู้หญิงคนนั้นก่อนที่เรื่องจะดำเนินต่อ
- เป็นการบอกว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง
- เป็นการขอให้ผู้ฟังคำนวณว่าเหตุการณ์นั้นกินเวลานานเท่าใด
ดูคำตอบ
เป็นการเชิญให้ผู้ฟังนึกภาพอารมณ์ของผู้หญิงคนนั้นก่อนที่เรื่องจะดำเนินต่อ
refused to say hello: ปฏิเสธที่จะทำบางอย่าง
Refused to say hello หมายถึง “ไม่ยอมทักทายใครสักคนและไม่ได้ทำ” ส่วน say hello หมายถึงการทักทายในฐานะพฤติกรรมทางสังคม ไม่ใช่เพียงการพูดคำว่า hello เท่านั้น โครงสร้างคือ refuse + to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น refuse to say, refuse to answer และ refuse to go ส่วน refused แสดงว่าเป็นเหตุการณ์ในอดีต
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ refuse และเครื่องหมาย infinitive ที่จำเป็น: Even after Mia was asked to greet the visitor, she ____ say hello.
ดูคำตอบ
refused to
Here's Louise Melanie telling the story to BBC Radio 4's Word of Mouth.
3:53นี่คือ Louise Mullany ที่กำลังเล่าเรื่องนี้ในรายการ Word of Mouth ของ BBC Radio 4 ค่ะ
skipping and skipping and jumping past going, "Hello." ลำดับความ
4:04ที่กระโดดโลดเต้นผ่านไปมาแล้วพูดว่า "สวัสดีค่ะ/ครับ"
it felt to me like: บอกว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัว
It felt to me like ใช้เกริ่นถึงความรู้สึกหรือภาพที่ผู้พูดรับรู้เป็นการส่วนตัว ในที่นี้ผู้พูดกำลังนึกย้อนถึงความรู้สึกว่ามีเด็กคนอื่นจำนวนมากเดินผ่านและทักทาย ถ้อยคำนี้ไม่ได้เสนอภาพดังกล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการวัดแล้ว to me จำกัดการตัดสินว่าเป็นมุมมองของผู้พูด ส่วน like นำเข้าสิ่งที่สถานการณ์ดูเหมือนจะเป็น โครงสร้างคือ it felt to me like + อนุประโยค กรอบนี้ทำให้คำกล่าวไม่ฟันธงจนเกินไป
แบบฝึกหัด
กรอบคำพูดตอนต้นมีความหมายอย่างไรในประโยคนี้? It felt to me like everyone had already left.
- รายงานว่าทุกคนกลับไปแล้วในฐานะข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว
- นำเสนอว่าทุกคนกลับไปแล้วในฐานะความรู้สึกส่วนตัวของผู้พูด
- บรรยายสิ่งที่ผู้พูดสัมผัสด้วยมือ
ดูคำตอบ
นำเสนอว่าทุกคนกลับไปแล้วในฐานะความรู้สึกส่วนตัวของผู้พูด
skipping and skipping and jumping past going: สร้างกระแสการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา
การพูดซ้ำใน skipping and skipping ไม่ได้เพิ่มข้อมูลใหม่ แต่ทำให้การเคลื่อนไหวดูยาวนานขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาของเด็ก ๆ รู้สึกต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังนึกภาพฉากที่คึกคักได้ รูป -ing ที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่ skipping, jumping และ going นำเสนอการเคลื่อนไหวและคำพูดเป็นลำดับเดียวที่ไหลต่อเนื่องกัน ในที่นี้ going ใช้นำคำพูด “Hello” ซึ่งมีความหมายคร่าว ๆ ว่าเด็ก ๆ พูดเช่นนั้นขณะเดินผ่านไป รูปแบบการเล่าเรื่องด้วยภาษาพูดนี้จัดการกระทำตามภาพที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ไม่ใช่เรียงเป็นรายการเหตุการณ์แยกกันอย่างเป็นระเบียบ
แบบฝึกหัด
“skipping and skipping and jumping past going” ในที่นี้สร้างผลหลักต่อการเล่าเรื่องอย่างไร?
- ใช้ going เพื่อบรรยายการเดินทางไปยังอีกสถานที่หนึ่งเท่านั้น
- บอกว่าเด็กแต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพียงครั้งเดียว
- ทำให้การกระทำกลายเป็นฉากที่มีชีวิตชีวาและต่อเนื่อง
ดูคำตอบ
ทำให้การกระทำกลายเป็นฉากที่มีชีวิตชีวาและต่อเนื่อง
make excuses for her: ให้เหตุผลเพื่อปกป้องใครบางคน
make excuses for her หมายถึงการให้เหตุผลเพื่อปกป้องหรือแก้ต่างให้พฤติกรรมของเธอเมื่อพฤติกรรมนั้นอาจถูกวิจารณ์ ประธาน we คือผู้ให้เหตุผล ส่วน for her ระบุว่าใครคือคนที่ถูกปกป้องไม่ให้ถูกตำหนิ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ make excuses for someone วลีนี้มักสื่อว่าเหตุผลเหล่านั้นเป็นการแก้ตัวหรือไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แทนที่จะเป็นคำอธิบายอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ให้เหตุผลเพื่อปกป้องใครบางคน”: Whenever Mia breaks a rule, her brother tries to ____ her.
ดูคำตอบ
make excuses for
teething: การที่ฟันใหม่กำลังขึ้น
Teething หมายถึงช่วงที่ฟันใหม่ของทารกหรือเด็กเล็กกำลังงอกผ่านเหงือก ในประโยคนี้ she's teething บอกสาเหตุทางร่างกายที่อาจอธิบายพฤติกรรมหรือความรู้สึกของเด็กได้
แบบฝึกหัด
teething ในประโยค She's teething. หมายความว่าอะไร
- เธอกำลังกัดบางอย่าง
- เธอกำลังแปรงฟัน
- ฟันใหม่ของเธอกำลังขึ้น
ดูคำตอบ
ฟันใหม่ของเธอกำลังขึ้น
and I felt awful walking back past the kitchen on my way out. โน้ต
4:18และฉันก็รู้สึกแย่สุด ๆ ตอนที่ต้องเดินผ่านห้องครัวอีกครั้งตอนขาออก
Because the embarrassment was so strong: การบอกเหตุผล
Because ใช้เพื่อบอกเหตุผล ใน Because the embarrassment was so strong อนุประโยค the embarrassment was so strong แสดงว่าความอับอายอย่างรุนแรงเป็นเหตุผลของปฏิกิริยาของผู้พูด Strong บอกระดับความรุนแรงของอารมณ์ ไม่ใช่กำลังทางร่างกาย การวางอนุประโยค because ไว้ข้างหน้าทำให้ผู้ฟังได้ยินเหตุผลก่อนผลลัพธ์หรือปฏิกิริยา โครงสร้างคือ Because + ประธาน + กริยา, ประโยคหลัก ในภาษาเขียนที่เป็นระเบียบ ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นหลังอนุประโยคบอกเหตุผลที่ขึ้นต้นประโยค
แบบฝึกหัด
อนุประโยคขึ้นต้น Because the embarrassment was so strong ทำหน้าที่อะไร
- เริ่มหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บอกผลลัพธ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของผู้พูด
- บอกเหตุผลของปฏิกิริยาของผู้พูด
ดูคำตอบ
บอกเหตุผลของปฏิกิริยาของผู้พูด
felt awful walking...: feel + คำคุณศัพท์ + -ing
ใน felt awful walking back past the kitchen ส่วน felt awful บอกความรู้สึกด้านลบของผู้พูด ส่วนวลี -ing walking back past the kitchen บอกว่าผู้พูดกำลังทำอะไรตอนที่เกิดความรู้สึกนั้น ใช้โครงสร้าง feel + คำคุณศัพท์ + -ing เพื่อบอกว่าคนหนึ่งรู้สึกอย่างไรขณะทำสิ่งหนึ่ง โดยปกติคนที่รู้สึกจะเป็นคนเดียวกับคนที่ทำกริยา -ing ในที่นี้ผู้พูดทั้งรู้สึกแย่และกำลังเดินอยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ talk: I felt nervous ____ to the class.
ดูคำตอบ
talking
on my way out: ระหว่างทางออกไป
on my way out หมายถึง “ขณะที่ฉันกำลังออกไป” หรือ “ในระหว่างที่กำลังออกจากสถานที่” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าการเดินผ่านห้องครัวเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้พูดกำลังออกไป โครงสร้างคือ on + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + way + ทิศทางหรือสถานที่ เช่น on her way in และ on our way home คำว่า out หมายถึงการออกห่างจากสถานที่ปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงการออกไปกลางแจ้งเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “ขณะที่ฉันกำลังออกไป”: I switched off the lights ____.
ดูคำตอบ
on my way out
hide my face: อายจนอยากหลบสายตาคนอื่น
ในประโยคนี้ hide my face แสดงความอายว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็น อาจหมายถึงการปิดหน้าหรือหันหน้าหนีจริง ๆ ก็ได้ แต่ใจความสำคัญในที่นี้คือความรู้สึก ผู้พูดอายมากจนอยากหลบสายตาของคนอื่น สำนวนนี้เปลี่ยนความรู้สึกภายในให้เป็นภาพของการเคลื่อนไหวทางร่างกาย และอาจเป็นการพูดเกินจริงแม้ว่าผู้พูดไม่ได้ซ่อนหน้าจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ในประโยค "I wanted to hide my face after I said the wrong name," คำว่า hide my face น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด
- เธอต้องการปกป้องใบหน้าจากอากาศหนาว
- เธอกำลังพยายามจำว่าคนคนหนึ่งหน้าตาอย่างไร
- เธอรู้สึกอายและอยากให้คนอื่นมองไม่เห็นเธอ
ดูคำตอบ
เธอรู้สึกอายและอยากให้คนอื่นมองไม่เห็นเธอ
you try to explain the reasons for their behavior.
4:32คุณพยายามจะอธิบายเหตุผลสำหรับพฤติกรรมของพวกเขา
For example, Louise said her daughter was tired.
4:35ตัวอย่างเช่น Louise บอกว่าลูกสาวเธอกำลังเหนื่อย
The idiom this and that can be used to describe various unspecified things.
4:41สำนวน this and that สามารถใช้เพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุเจาะจงได้
For example, if someone asks what you did this afternoon,
4:45ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนถามว่าบ่ายนี้คุณทำอะไรมา
this and that: สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุอย่างเจาะจง
ใน I did this and that คำว่า this and that เป็นการสรุปแบบไม่เจาะจง หมายถึงกิจกรรมหรืองานเล็ก ๆ หลายอย่างที่ไม่ได้บอกชื่อ ผู้พูดรวมรายละเอียดหลายอย่างเข้าด้วยกันแทนที่จะพูดทีละอย่าง ในที่นี้คำคู่นี้ไม่ได้หมายถึงการนับว่ามีสองการกระทำพอดี แต่แสดงว่ารายละเอียดเหล่านั้นไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นต้องแจกแจง
แบบฝึกหัด
ใน "We chatted about this and that," คำว่า this and that หมายถึงอะไร
- การกระทำสองอย่างที่ตรงข้ามกัน
- สิ่งที่ระบุไว้ก่อนหน้าเพียงสองอย่างพอดี
- สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชื่อทีละอย่าง
ดูคำตอบ
สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชื่อทีละอย่าง
but we still like it when people are polite to us.
4:56แต่เราก็ยังชอบใจเวลาที่ผู้คนทำตัวสุภาพกับเรา
different things to different people: ความหมายต่างกันไปในแต่ละคน
ในรูปแบบ X means different things to different people แนวคิดเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันสำหรับแต่ละคน ในประโยคนี้หมายความว่า ผู้คนอาจเห็นไม่ตรงกันว่าอะไรถือเป็นความสุภาพ คำว่า things หมายถึงความหมายหรือวิธีทำความเข้าใจที่แตกต่างกัน ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริง ๆ ใช้รูปแบบนี้กับแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยม หรือลำดับความสำคัญของแต่ละคน
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนเป้าหมาย different things to different people เติมประโยคให้สมบูรณ์: Success means ____.
ดูคำตอบ
different things to different people
And I think the polite thing to do now is reveal the answer to my question, ไวยากรณ์
4:59และผมคิดว่าสิ่งที่สุภาพควรทำในตอนนี้ก็คือการเฉลยคำตอบของคำถามผมนะ
the polite thing to do now is reveal: the ... thing to do is + คำกริยารูปพื้นฐาน
รูปแบบ the + คำคุณศัพท์ + thing to do is + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกการกระทำและประเมินการกระทำนั้นไปพร้อมกัน ในประโยคนี้ polite บอกว่าการกระทำนั้นแสดงถึงมารยาทที่ดี now บอกเวลา และ reveal นำเข้าสิ่งที่ผู้พูดจะทำต่อไป หลัง is รูปแบบนี้ใช้คำกริยารูปพื้นฐานได้ เช่น is reveal ส่วน is to reveal ก็ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เช่นกัน รูปแบบนี้ช่วยเชื่อมจากการประเมินด้วยคำอย่าง right, best หรือ polite ไปสู่การกระทำถัดไปที่ชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้คำกริยารูปพื้นฐานของ wait เติมรูปแบบให้สมบูรณ์: The best thing to do now is ____.
ดูคำตอบ
wait
Neil. So, the idiom that we use to remind someone to be polite
5:03Neil คะ สำนวนที่เราใช้เพื่อเตือนใครสักคนให้ทำตัวสุภาพ
Mind your P's and Q's: คำเตือนให้รักษามารยาท
Mind your P's and Q's เป็นสำนวนตายตัว หมายถึง “ใส่ใจมารยาทและการวางตัวของตนให้ดี” ในที่นี้ mind หมายถึง “ใส่ใจ” ส่วน P's and Q's เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนทั้งชุด ไม่ใช่คำสั่งตามตัวอักษรให้สนใจตัว P กับ Q เมื่อใช้เป็นคำสั่งตรง ๆ สำนวนนี้บอกให้อีกฝ่ายประพฤติตัวอย่างสุภาพและเหมาะสม ควรจำทั้งสำนวนเป็นก้อนเดียว
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่หมายถึง “ระวังเรื่องมารยาท” ลงในประโยค: At the awards dinner, remember to ____.
ดูคำตอบ
mind your P's and Q's
That's a shame: การตอบข่าวร้ายอย่างนุ่มนวล
That's a shame. เป็นคำตอบแบบนุ่มนวลเมื่อได้ยินข่าวที่น่าผิดหวังหรือเรื่องที่ไม่ดี ในที่นี้หมายถึง “น่าเสียดาย” หรือ “เสียใจด้วยที่ได้ยินแบบนั้น” และใช้แสดงความผิดหวังเล็กน้อยหรือความเห็นใจได้ ในการใช้งานนี้ shame ไม่ได้กล่าวหาว่าใครประพฤติตัวไม่ดี ผู้พูดกำลังบอกว่าสถานการณ์นั้นน่าเสียดาย ไม่ได้ตัดสินนิสัยของบุคคล
แบบฝึกหัด
เพื่อนพูดว่า “The school trip has been cancelled.” คำตอบใดแสดงความผิดหวังเล็กน้อยหรือความเห็นใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ?
- You should be ashamed.
- That's shameful.
- That's a shame.
ดูคำตอบ
That's a shame.
Okay, now let's recap the vocabulary we've learnt, ลำดับความ
5:17เอาล่ะ ตอนนี้เรามาทบทวนคำศัพท์ที่ได้เรียนรู้กันเถอะ
Let's recap the vocabulary we've learnt: สัญญาณเข้าสู่ช่วงทบทวน
Let's recap the vocabulary we've learnt เป็นสัญญาณว่าจะเปลี่ยนจากเนื้อหาใหม่ไปสู่การทบทวนสั้น ๆ recap หมายถึงการกลับไปดูประเด็นสำคัญอีกครั้ง ส่วน let's เป็นการชวนผู้ฟังให้ทำสิ่งนั้นไปพร้อมกับผู้พูด the vocabulary we've learnt ระบุสิ่งที่จะทบทวน ซึ่งก็คือคำศัพท์ที่เรียนไปก่อนหน้านี้ ทั้งประโยคช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจว่าส่วนต่อไปจะดำเนินอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมสัญญาณเริ่มทบทวนของครูโดยใช้ let's และคำกริยา recap: ____ the three words from today's lesson.
ดูคำตอบ
Let's recap
an informal word that's used if you can't remember someone's or something's name.
5:23เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้ในกรณีที่คุณจำชื่อคนหรือสิ่งของไม่ได้
People also use the slang words what's-his-name or what's-her-name for the same reason. การใช้คำ
5:28ผู้คนยังใช้คำสแลงอย่าง what's-his-name หรือ what's-her-name ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้
what's-his-name / what's-her-name: ใช้แทนชื่อคนที่นึกไม่ออก
What's-his-name และ what's-her-name เป็นคำนามแทนชื่อแบบไม่เป็นทางการ ใช้เมื่อผู้พูดจำชื่อของใครคนหนึ่งไม่ได้ ตามธรรมเนียม what's-his-name ใช้กับผู้ชายหรือเด็กผู้ชาย ส่วน what's-her-name ใช้กับผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิง แม้แต่ละสำนวนจะดูเหมือนคำถาม แต่เครื่องหมายยัติภังค์แสดงว่าสำนวนทั้งหมดถูกใช้เป็นหน่วยเดียว ในประโยค สำนวนนี้ใช้แทนชื่อคนได้ ไม่ได้ใช้เพื่อถามว่าคนนั้นชื่ออะไร
แบบฝึกหัด
ในการสนทนาแบบกันเอง คุณจำชื่อช่างประปาผู้ชายไม่ได้ ประโยคใดใช้คำแทนชื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- I called what's-his-name, the plumber who fixed our sink.
- I called what's-her-name, the male plumber who fixed our sink.
- I called what's-its-name, the plumber who fixed our sink.
ดูคำตอบ
I called what's-his-name, the plumber who fixed our sink.
In it is a short form of the tag question isn't it? การใช้คำ
5:34In it (innit) เป็นคำย่อของ tag question ว่า isn't it?
tag question: คำถามสั้น ๆ หลังประโยคบอกเล่า
tag question คือคำถามสั้น ๆ ที่เติมท้ายประโยคบอกเล่า เช่น isn't it? โดยทั่วไปใช้ขอให้อีกฝ่ายยืนยันหรือเห็นด้วยกับข้อความนั้น ในที่นี้ isn't it? ถูกเรียกว่า tag question ส่วน innit ในภาษาพูดอธิบายว่าเป็นรูปย่อที่ไม่เป็นทางการมากและเกี่ยวข้องกับ isn't it? ไม่ใช่วลี in it ตามปกติ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดมี tag question?
- The game was fun, wasn't it?
- Where is my coat?
- Please close the door.
ดูคำตอบ
The game was fun, wasn't it?
The adjective insulting means rude or offensive.
5:40คำคุณศัพท์ insulting หมายถึง หยาบคาย หรือ ล่วงเกิน
And finally, the idiom this and that describes various unspecified things.
5:52และสุดท้าย สำนวน this and that ใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่ได้เจาะจง
but why not test yourself with the program quiz and worksheet available now on our website, น้ำเสียง/เจตนา
5:59แต่ทำไมไม่ลองทดสอบตัวเองด้วยควิซและแบบฝึกหัดของรายการที่มีอยู่บนเว็บไซต์ของเราล่ะ
why not test yourself with... สำหรับการเสนอแนะอย่างสบาย ๆ
Why not + กริยารูปพื้นฐาน เป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปในการเสนอแนะอย่างสบาย ๆ ในประโยคนี้ why not test yourself... เป็นการชวนผู้ฟังให้ลองทำแบบทดสอบ ไม่ได้ถามหาเหตุผลจริง ๆ Test yourself with + แบบทดสอบ ใบงาน หรือสื่ออื่น หมายถึงใช้สื่อนั้นตรวจสอบว่าตนเองรู้อะไรบ้าง
แบบฝึกหัด
เติมคำขึ้นต้นสองคำจากบทเรียนให้เป็นคำแนะนำที่เป็นมิตร: ____ test yourself with this short quiz?
ดูคำตอบ
Why not