อัลกอริทึมคืออะไร? - David J. Malan: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
799 คำ 203 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทนำเรื่องอัลกอริทึมนี้ใช้วิธีนับจำนวนคนที่ปรับปรุงเป็นลำดับ เพื่ออธิบายรหัสเทียม ลูป ความถูกต้อง ประสิทธิภาพ การทดสอบกรณีขอบ บั๊ก และการแตกแขนงตามเงื่อนไข ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. algorithm — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: เข้าใจว่าในวิทยาการคอมพิวเตอร์ คำนี้หมายถึงลำดับคำสั่งที่ชัดเจนสำหรับแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงวิธีการทั่วไป จึงช่วยให้ติดตามคำอธิบายเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการเขียนและการดำเนินกระบวนการได้ 2. corner case — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: รู้จักศัพท์วิศวกรรมที่หมายถึงสถานการณ์ผิดปกติหรือสถานการณ์ขอบซึ่งอาจเปิดเผยข้อบกพร่อง และใช้เมื่อตรวจสอบว่าโปรแกรม กฎ หรือวิธีแก้ยังถูกต้องนอกเหนือจากตัวอย่างทั่วไปหรือไม่ 3. only executes if — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การอธิบายตรรกะแบบมีเงื่อนไขที่คำสั่งหรือแขนงจะทำงานก็ต่อเมื่อเป็นไปตามข้อกำหนด ช่วยให้อธิบายลำดับการทำงานของโปรแกรม การเริ่มใช้กฎ และการจัดการข้อยกเว้นได้อย่างแม่นยำ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

What's an algorithm?

0:15

อัลกอริทึมคืออะไร?

In computer science,

0:16

ในวิทยาการคอมพิวเตอร์

an algorithm is a set of instructions for solving some problem, การใช้คำ

0:17

อัลกอริทึมคือชุดคำสั่งสำหรับแก้ปัญหาบางอย่าง

step by step. วลี

0:20

แบบเป็นขั้นเป็นตอน

การใช้คำ

algorithm: กระบวนการที่ชัดเจนสำหรับแก้ปัญหา

algorithm หมายถึงชุดคำสั่งที่ชัดเจนสำหรับแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงแนวคิดกว้าง ๆ หรือเคล็ดลับ เพราะคนหรือคอมพิวเตอร์สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านั้นได้ ในประโยคนี้ step by step แสดงว่าคำสั่งต่าง ๆ ประกอบกันเป็นกระบวนการที่มีลำดับ ลูปและเงื่อนไขสามารถควบคุมว่าจะทำขั้นตอนไหนซ้ำหรือเลือกขั้นตอนไหน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ algorithm หมายถึงอะไร

  1. ชุดขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับแก้ปัญหา
  2. เครื่องจักรที่ใช้คำนวณ
  3. แนวคิดใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
ดูคำตอบ

ชุดขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับแก้ปัญหา

วลี

step by step: ทีละขั้นตอน

step by step หมายถึงการทำสิ่งหนึ่งเป็นหลายขั้นและทำต่อกันไปตามลำดับ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวแสดงว่าคำสั่งช่วยแก้ปัญหาด้วยกระบวนการที่มีลำดับ ในที่นี้ step หมายถึงขั้นหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่ขั้นบันไดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “ทำทีละขั้น”: To avoid mistakes, follow the checklist ____.

ดูคำตอบ

step by step

Typically, algorithms are executed by computers,

0:21

โดยทั่วไป อัลกอริทึมจะถูกดำเนินการโดยคอมพิวเตอร์

but we humans have algorithms as well. วลี

0:23

แต่มนุษย์เราก็มีอัลกอริทึมเช่นกัน

วลี

as well ท้ายประโยคในความหมายว่า “ด้วย”

ในที่นี้ as well หมายถึง “ด้วย” หรือ “เช่นกัน” วลีนี้อยู่ท้ายอนุประโยค และหลังจากเชื่อมโยงอัลกอริทึมกับคอมพิวเตอร์แล้ว ก็เพิ่มมนุษย์เข้ามาในคำอธิบายว่า มนุษย์ก็มีอัลกอริทึมเช่นกัน ในการใช้นี้ ให้เข้าใจ as well เป็นวลีเดียวที่ใช้เพิ่มข้อมูล ส่วน well ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “อย่างดี”

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ด้วย” หรือ “เช่นกัน” ให้สมบูรณ์: Nina wants to join the game, and Omar wants to join ____.

ดูคำตอบ

as well

For instance, how would you go about counting the number of people in a room? โน้ต

0:26

ตัวอย่างเช่น คุณจะนับจำนวนคนในห้องอย่างไร?

ลำดับความ

For instance สำหรับแนะนำตัวอย่าง

For instance บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงตามมา ในที่นี้ เนื้อหาเปลี่ยนจากแนวคิดทั่วไปที่ว่ามนุษย์ใช้อัลกอริทึม ไปสู่งานที่เป็นรูปธรรมคือนับคนในห้อง วลีนี้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและช่วยให้ผู้ฟังเชื่อมโยงตัวอย่างกับแนวคิดทั่วไปก่อนหน้า ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นหลังจากอีกเหตุการณ์หนึ่ง

แบบฝึกหัด

For instance ทำหน้าที่อะไรในข้อความสั้นนี้? “Many materials can be recycled. For instance, clean glass jars can go in the recycling bin.”

  1. ใช้บอกขั้นตอนถัดไปตามลำดับเวลา
  2. ใช้บอกว่าผู้พูดกำลังแก้ไขข้อผิดพลาดก่อนหน้า
  3. ใช้แนะนำตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงของแนวคิดทั่วไป
ดูคำตอบ

ใช้แนะนำตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงของแนวคิดทั่วไป

วลี

go about counting: ถามว่าจะดำเนินงานอย่างไร

ในโครงสร้าง go about doing something คำว่า go about หมายถึงการเริ่มและจัดการงานด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ในประโยคนี้ how would you go about counting ถามว่าคุณจะใช้วิธีใดนับคน ไม่ได้ถามว่าคุณนับคนเป็นหรือไม่ คำกริยาหลัง about ใช้รูป -ing เช่น go about counting และ go about fixing วลีนี้เน้นวิธีการหรือกระบวนการ ไม่ได้หมายถึงการเดินไปมารอบสถานที่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยรูปที่ถูกต้องของ repair: How should we go about ____ the damaged chair?

ดูคำตอบ

repairing

Well, if you're like me, น้ำเสียง/เจตนา

0:29

เอาล่ะ ถ้าคุณเหมือนกับผม

you probably point at each person,

0:31

คุณก็คงจะชี้ไปที่แต่ละคน

น้ำเสียง/เจตนา

if you're like me: ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกร่วม

If you're like me ตามตัวอักษรเป็นการตั้งเงื่อนไขว่า “ถ้าคุณคล้ายกับฉัน” แต่ในที่นี้เป็นคำเกริ่นสนทนาแบบเป็นกันเอง ผู้พูดกล่าวถึงนิสัยของตนเองเพื่อบอกเป็นนัยว่าผู้ฟังอาจมีนิสัยเดียวกัน วลีนี้ช่วยลดความเด็ดขาดของคำพูด แทนที่จะบอกว่าทุกคนชี้ไปที่คนแต่ละคน ผู้พูดนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ตนทำและผู้ฟังก็อาจทำเช่นกัน โดยทั่วไปเป็นการเปรียบเทียบนิสัยหรือความชอบเพียงอย่างเดียวที่เกี่ยวกับหัวข้อนั้น ไม่ใช่บุคลิกทั้งหมดของทั้งสองคน

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้งาน: ในการนำเสนอที่เป็นกันเอง If you're like me สามารถใช้เกริ่นถึงนิสัยของผู้พูดได้โดยไม่อ้างว่าทุกคนประพฤติแบบเดียวกัน

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

จริง

one at a time, วลี

0:33

ทีละคน

and count up from zero. กริยาวลี

0:34

แล้วนับเริ่มจากศูนย์

วลี

one at a time: หนึ่งคนหรือหนึ่งสิ่งในแต่ละรอบ

one at a time หมายถึงในแต่ละรอบมีเพียงหนึ่งคนหรือหนึ่งสิ่ง ในประโยคนี้ วลีนี้อธิบายวิธีชี้คน คือชี้คนหนึ่งก่อน แล้วจึงชี้คนถัดไป เพื่อให้นับได้ตามลำดับ at a time บอกจำนวนที่ทำในแต่ละรอบ ไม่ได้ระบุเวลาในนาฬิกาหรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ครูต้องการให้เด็ก ๆ เดินมาที่โต๊ะทีละคน ไม่ใช่มาพร้อมกันทั้งหมด คำสั่งใดเหมาะสมที่สุด

  1. Please come to my desk one time.
  2. Please come to my desk at one time.
  3. Please come to my desk one at a time.
ดูคำตอบ

Please come to my desk one at a time.

กริยาวลี

count up: นับจากตัวเลขที่น้อยกว่าไปหาตัวเลขที่มากกว่า

count up หมายถึงการพูดหรือติดตามตัวเลขตามลำดับที่เพิ่มขึ้น เช่น 0, 1, 2, 3 ในประโยคนี้ การนับเริ่มจากศูนย์และเพิ่มขึ้นเมื่อรวมแต่ละคนเข้าไป คำว่า up ทำให้คำกริยามีทิศทางของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบนจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่แสดงว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นให้คำสั่งสมบูรณ์: Start at zero and count ____ to ten.

ดูคำตอบ

up

1 2 3 4 and so forth. วลี

0:35

1 2 3 4 และต่อไปเรื่อยๆ

วลี

and so forth: แสดงว่ารายการหรือรูปแบบที่ชัดเจนยังดำเนินต่อไป

and so forth บอกผู้ฟังว่ารายการหรือรูปแบบนั้นยังดำเนินต่อไปด้วยสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นชนิดเดียวกัน หลังจาก “1 2 3 4” ตัวเลขถัดไปเดาได้ง่าย ผู้พูดจึงไม่ต้องพูดออกมาทั้งหมด ให้เข้าใจวลีนี้เป็นสำนวนหนึ่งชุดที่ใช้ปิดท้ายรายการและหมายความว่ายังมีสิ่งที่คล้ายกันต่อไป ไม่ใช่ตีความตามความหมายตรงตัวของ forth ที่บอกทิศทาง วลีนี้มีความหมายใกล้เคียงกับ and so on

แบบฝึกหัด

ใน “The club offers chess, music, painting, and so forth” คำว่า and so forth แสดงอะไร?

  1. ยังมีสิ่งอื่น ๆ ชนิดเดียวกันตามมา
  2. สิ่งที่แจกแจงไว้เป็นข้อผิดพลาด
  3. รายการได้เปลี่ยนไปเป็นหัวข้อใหม่แล้ว
ดูคำตอบ

ยังมีสิ่งอื่น ๆ ชนิดเดียวกันตามมา

Well, that's an algorithm.

0:38

นั่นแหละครับคืออัลกอริทึม

In fact, let's try to express it a bit more formally in pseudocode, โน้ต

0:39

อันที่จริง เรามาลองแสดงมันให้เป็นทางการขึ้นอีกนิดด้วยซูโดโค้ด (pseudocode)

English-like syntax that resembles a programming language.

0:43

ไวยากรณ์ที่คล้ายภาษาอังกฤษซึ่งดูคล้ายกับภาษาโปรแกรม

วลี

a bit more formally: เพิ่มระดับความเป็นทางการขึ้นเล็กน้อย

a bit more formally หมายถึง “ด้วยวิธีที่เป็นทางการขึ้นเล็กน้อย” more formally บอกว่าจะถ่ายทอดแนวคิดอย่างไร ส่วน a bit จำกัดระดับการเปลี่ยนแปลงให้มีเพียงเล็กน้อย ในที่นี้ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากคำอธิบายทั่วไปไปเป็นรหัสเทียม วลีนี้ทำให้การเปลี่ยนดังกล่าวฟังดูไม่มาก แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการพูดทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “ด้วยวิธีที่เป็นทางการขึ้นเล็กน้อย”: Could you state the rule ____?

ดูคำตอบ

a bit more formally

การใช้คำ

pseudocode: อธิบายตรรกะของอัลกอริทึมโดยไม่ใช้โค้ดที่รันได้

pseudocode หรือรหัสเทียม เป็นวิธีอธิบายขั้นตอนและตรรกะของอัลกอริทึมแบบไม่เป็นทางการที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ง่าย มักดูคล้ายภาษาโปรแกรม แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามไวยากรณ์ของภาษาใดภาษาหนึ่งอย่างเคร่งครัด ในประโยคนี้ in pseudocode บอกว่าแนวคิดจะถูกนำเสนอในรูปแบบใด คำสั่งแบบภาษาอังกฤษที่ตามมามีไว้เพื่ออธิบายอัลกอริทึมให้ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องนำไปรันบนคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

แบบฝึกหัด

ข้อความใดเกี่ยวกับ pseudocode ถูกต้อง

  1. อธิบายอัลกอริทึมในรูปแบบคล้ายโค้ด แต่อาจนำไปรันโดยตรงไม่ได้
  2. เป็น source code ที่ต้องทำตามกฎของภาษาโปรแกรมอย่างเคร่งครัด
  3. เป็นรายการข้อผิดพลาดที่พบขณะโปรแกรมกำลังทำงาน
ดูคำตอบ

อธิบายอัลกอริทึมในรูปแบบคล้ายโค้ด แต่อาจนำไปรันโดยตรงไม่ได้

Let n equal zero. ไวยากรณ์

0:45

ให้ n เท่ากับศูนย์

ไวยากรณ์

Let n equal zero: การตั้งค่าเริ่มต้นของตัวแปร

ในคณิตศาสตร์และ pseudocode ประโยค Let n equal zero. หมายถึงการกำหนดหรือตั้งค่าให้ n มีค่าเป็น 0 เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นก่อนที่ขั้นตอนต่อไปจะใช้หรือเปลี่ยนค่า n let ในที่นี้ใช้เพื่อนำเสนอคำนิยามหรือสมมติฐาน ไม่ได้แปลว่าอนุญาต โครงสร้างคือ Let + variable + equal + value และหลัง let ต้องใช้ equal ในรูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง Let ... equal ... เติมคำสั่ง pseudocode นี้ให้สมบูรณ์: ____ total ____ zero before counting.

ดูคำตอบ

Let · equal

For each person in room, ไวยากรณ์

0:47

สำหรับแต่ละคนในห้อง

ไวยากรณ์

For each person in room: ลูปในรหัสเทียม

For each ... ใช้เริ่มลูป โดยคำสั่งถัดไปจะทำงานหนึ่งครั้งต่อสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ในที่นี้ person in room ระบุกลุ่มที่จะประมวลผล ดังนั้นแต่ละคนจึงทำให้ขั้นตอนถัดไปทำงานหนึ่งครั้ง ในภาษาอังกฤษทั่วไป มักพูดว่า for each person in the room ส่วนรหัสเทียมมักละคำสั้น ๆ อย่าง the เพื่อให้คำสั่งกระชับ

แบบฝึกหัด

ในรหัสเทียมนี้ For each person in room บอกให้ผู้อ่านทำอะไร?

  1. เรียกใช้คำสั่งถัดไปเฉพาะกับคนแรกในห้อง
  2. เรียกใช้คำสั่งถัดไปหนึ่งครั้งสำหรับทุกคนในห้อง
  3. เตรียมห้องหนึ่งห้องให้แต่ละคน
ดูคำตอบ

เรียกใช้คำสั่งถัดไปหนึ่งครั้งสำหรับทุกคนในห้อง

set n = n + 1. การใช้คำ

0:49

กำหนดให้ n = n + 1

การใช้คำ

set n = n + 1: การอัปเดตตัวแปร

ในรหัสเทียม set หมายถึงการกำหนดค่าให้ตัวแปร ขั้นแรกให้คำนวณ n + 1 โดยใช้ค่าปัจจุบันของ n แล้วเก็บผลลัพธ์กลับลงใน n ทุกครั้งที่คำสั่งนี้ทำงาน n จะเพิ่มขึ้น 1 เครื่องหมายเท่ากับในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดค่า ไม่ใช่ข้อความทางคณิตศาสตร์ที่บอกว่า n เท่ากับ n + 1 เสมอ

แบบฝึกหัด

เมื่อเรียกใช้บรรทัดรหัสเทียม set n = n + 1 หนึ่งครั้ง จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. ค่าของ n ถูกลบ
  2. ค่าปัจจุบันของ n เพิ่มขึ้น 1
  3. โปรแกรมตรวจสอบว่า n เท่ากับ n + 1 หรือไม่
ดูคำตอบ

ค่าปัจจุบันของ n เพิ่มขึ้น 1

How to interpret this pseudocode? ลำดับความ

0:52

จะตีความซูโดโค้ดนี้อย่างไรดี?

ลำดับความ

How to interpret ...? ในฐานะคำถามแบบหัวข้อ

ในประโยคนี้ How to interpret this pseudocode? ทำหน้าที่เหมือนคำถามที่ใช้เป็นหัวข้อ โดยพาการอธิบายจากการแสดงรหัสเทียมไปสู่การบอกว่าแต่ละบรรทัดหมายถึงอะไร โครงสร้าง how to + คำกริยารูปพื้นฐาน ชี้ถึงวิธีทำสิ่งหนึ่ง ที่นี่เป็นรูปย่อของคำถามตรงแบบสมบูรณ์ เช่น How should we interpret this pseudocode? และมีหน้าที่หลักในการจัดลำดับเนื้อหาส่วนถัดไปของบทเรียน

แบบฝึกหัด

ถูกหรือผิด: ในบทสอน How to interpret this pseudocode? สามารถทำหน้าที่เป็นช่วงเปลี่ยนเรื่องแบบหัวข้อเพื่อเกริ่นเข้าสู่คำอธิบายได้

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ถูก

Well, line one declares, so to speak, โน้ต

0:54

บรรทัดที่หนึ่งก็คือการประกาศ

น้ำเสียง/เจตนา

so to speak: บอกว่าคำอธิบายเป็นเพียงการกล่าวโดยประมาณหรือเชิงเปรียบเทียบ

so to speak เป็นวลีแทรกที่หมายถึง “ถ้าจะอธิบายแบบนี้” ในที่นี้วลีนี้ช่วยลดความหนักแน่นของคำว่า declares ผู้พูดยืมคำศัพท์ทางเทคนิคที่ช่วยให้เข้าใจง่ายมาใช้ แต่ไม่ได้ยืนยันว่านี่เป็นคำอธิบายเดียวที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด วลีนี้บอกผู้ฟังให้เข้าใจถ้อยคำนั้นในความหมายโดยประมาณหรือเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่เข้าใจตามตัวอักษรว่าเป็นคำสั่งให้พูด

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสามคำที่บอกว่า second home เป็นคำอธิบายที่ไม่ได้หมายตามตัวอักษร: After so many late nights there, the library became our second home, ____.

ดูคำตอบ

so to speak

a variable called n and initializes its value to zero.

0:56

ตัวแปรที่ชื่อ n และกำหนดค่าเริ่มต้นให้เป็นศูนย์

การใช้คำ

declares ... initializes its value to zero ในการเขียนโปรแกรม

ในการอธิบายการเขียนโปรแกรม declares a variable หมายถึงการนำตัวแปรเข้าสู่โค้ดหรือรหัสเทียม โดยปกติจะระบุชื่อและบางครั้งก็ระบุชนิดข้อมูลด้วย ในที่นี้ตัวแปรชื่อ n initializes its value to zero หมายถึงการกำหนดค่าเริ่มต้น 0 ให้ตัวแปรนั้น การประกาศและการกำหนดค่าเริ่มต้นเป็นคนละการกระทำ แม้ว่าบรรทัดเดียวจะทำทั้งสองอย่างได้

แบบฝึกหัด

ผัน declare และ initialize ให้ถูกต้อง: The first line ____ a variable named total and ____ it to zero.

ดูคำตอบ

declares · initializes

This just means that at the beginning of our algorithm,

0:59

นี่หมายความว่าในตอนเริ่มต้นของอัลกอริทึมของเรา

the thing with which we're counting has a value of zero. ไวยากรณ์

1:02

สิ่งที่เราใช้สำหรับนับมีค่าเป็นศูนย์

ไวยากรณ์

with which we're counting: อนุประโยคขยายคำนามแบบเป็นทางการที่วางบุพบทไว้หน้า which

with which we're counting เป็นอนุประโยคขยายคำนาม the thing โดย which ย้อนกลับไปแทน the thing และ with แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับนับ จึงมีความหมายว่า “สิ่งที่เราใช้สำหรับนับ” การวางบุพบทไว้หน้า which ทำให้เกิดโครงสร้าง preposition + which ที่เป็นทางการกว่า ในประโยคนี้ the thing หมายถึงตัวแปร n ซึ่งเป็นตัวนับ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังถูกนับ

แบบฝึกหัด

เติมคำสรรพนามเชื่อมความที่ใช้แทนสิ่งของในอนุประโยคแบบเป็นทางการ: The camera with ____ we filmed the birds was very light.

ดูคำตอบ

which

After all, before we start counting, ลำดับความ

1:05

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ก่อนที่เราจะเริ่มนับ

we haven't counted anything yet. ไวยากรณ์

1:06

เราก็ยังไม่ได้นับอะไรเลย

ลำดับความ

After all: การเพิ่มเหตุผลที่สนับสนุนข้อความก่อนหน้า

After all ใช้นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนหรืออธิบายข้อความก่อนหน้า ในประโยคนี้ คำดังกล่าวชี้ว่าการเริ่มนับจากศูนย์สมเหตุสมผล เพราะยังไม่มีการนับเกิดขึ้น คำนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยบอกข้อสรุปหรือความเห็นก่อน แล้วจึงเตือนผู้ฟังให้นึกถึงเหตุผล ในการใช้นี้มีความหมายประมาณว่า ควรจำข้อเท็จจริงนี้ไว้ ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากทุกสิ่งตามลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ after all เพื่อเพิ่มเหตุผลที่สนับสนุนข้อความก่อนหน้า

  1. After all the work, we went home.
  2. We should check the map; after all, this is our first visit.
  3. We checked the map after all the visitors left.
ดูคำตอบ

We should check the map; after all, this is our first visit.

ไวยากรณ์

haven't counted anything yet: จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้นับ

Haven't counted เป็นรูปปฏิเสธของ present perfect โดยมีโครงสร้าง have not + คำกริยาช่องที่สาม หมายความว่าการนับยังไม่เคยเกิดขึ้นจนถึงเวลาปัจจุบัน ดังนั้นจำนวนในตอนนี้จึงยังเป็นศูนย์ ในประโยคปฏิเสธ anything หมายถึงไม่มีสิ่งใดถูกนับ ส่วน yet ที่ท้ายประโยคบอกว่าจนถึงตอนนี้การกระทำนั้นยังไม่เกิดขึ้น และมักสื่อว่าอาจเกิดขึ้นในภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อ haven't ... yet เพื่อแสดงว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการทดสอบใดเกิดขึ้น: We ____ run any tests ____.

ดูคำตอบ

haven't · yet

Calling this variable n is just a convention. การใช้คำ

1:08

การเรียกตัวแปรนี้ว่า n เป็นเพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ

การใช้คำ

just a convention: แนวปฏิบัติทั่วไป ไม่ใช่กฎบังคับ

ในบริบททางเทคนิคนี้ convention หมายถึงวิธีที่คนทั่วไปใช้ร่วมกัน ไม่ได้หมายถึงการประชุมหรือข้อบังคับ วลี just a convention บอกว่าการตั้งชื่อตัวแปรว่า n เป็นทางเลือกที่พบบ่อย แต่ชื่ออื่นที่ถูกต้องก็ใช้ได้เช่นกัน ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นสิ่งที่เลือกทำได้ เพราะภาษาโปรแกรมไม่ได้บังคับ อย่างไรก็ตาม การทำตามธรรมเนียมก็ช่วยให้คนอื่นอ่านโค้ดได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

just a convention ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร

  1. เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการเรื่องชื่อตัวแปร
  2. เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป แต่สามารถใช้ชื่ออื่นที่ถูกต้องได้
  3. เป็นกฎที่ทุกโปรแกรมต้องทำตาม
ดูคำตอบ

เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป แต่สามารถใช้ชื่ออื่นที่ถูกต้องได้

I could have called it almost anything. ไวยากรณ์

1:10

ผมจะเรียกมันด้วยชื่ออื่นอะไรก็ได้

ไวยากรณ์

could have called it: ชื่อที่เคยเลือกได้ในอดีตแต่ไม่ได้เลือก

Could have called it ใช้โครงสร้าง could have + กริยาช่องสามเพื่อย้อนพูดถึงทางเลือกในอดีตที่ไม่ได้เลือก ผู้พูดมีโอกาสเลือกชื่ออื่น แต่จริง ๆ แล้วเลือก n ในที่นี้ called หมายถึง “ตั้งชื่อให้” โดยมีโครงสร้าง call + กรรม + ชื่อ คำว่า have ทำให้ความเป็นไปได้นั้นอยู่ในอดีต ส่วน could call it โดยทั่วไปหมายถึงทางเลือกในปัจจุบันหรืออนาคต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ could และ call เพื่อแสดงทางเลือกในการตั้งชื่อในอดีตที่ไม่ได้เลือก: We ____ something else, but we chose Horizon.

ดูคำตอบ

could have called it

Now, line two demarks the start of a loop, การใช้คำ

1:12

ทีนี้ บรรทัดที่สองเป็นการทำเครื่องหมายเริ่มต้นของลูป (loop)

a sequence of steps that will repeat some number of times.

1:14

ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนที่จะทำซ้ำเป็นจำนวนกี่ครั้งก็ว่าไป

การใช้คำ

loop: ลำดับขั้นตอนที่ทำซ้ำในโปรแกรม

ในการเขียนโปรแกรม loop หมายถึงโครงสร้างที่สั่งให้ชุดขั้นตอนทำงานซ้ำ วลีหลังคำว่า loop อธิบายความหมายนี้โดยตรงว่าขั้นตอนเหล่านั้นจะเกิดซ้ำหลายครั้ง ในที่นี้ loop อธิบายลำดับการทำงานของโปรแกรม ไม่ได้หมายถึงเพียงรูปทรงวงกลม เมื่อเห็น loop ในโค้ดหรือรหัสเทียม ให้ดูว่าคำสั่งใดอยู่ในบล็อกที่จะทำซ้ำ

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายการเขียนโปรแกรม คำว่า loop ในประโยค “The loop checks every message in the inbox” หมายถึงอะไร

  1. รูปภาพวงกลมบนหน้าจอ
  2. คำสั่งเดียวที่ทำงานได้เพียงครั้งเดียว
  3. โครงสร้างที่ทำชุดคำสั่งซ้ำ
ดูคำตอบ

โครงสร้างที่ทำชุดคำสั่งซ้ำ

So, in our example, the step we're taking is counting people in the room.

1:17

ดังนั้นในตัวอย่างของเรา ขั้นตอนที่เราทำก็คือการนับจำนวนคนในห้อง

Beneath line two is line three,

1:20

ถัดจากบรรทัดที่สองคือบรรทัดที่สาม

which describes exactly how we'll go about counting.

1:22

ซึ่งอธิบายอย่างชัดเจนว่าเราจะนับอย่างไร

The indentation implies that it's line three that will repeat. การใช้คำ

1:25

การเยื้องหน้า (indentation) บ่งบอกว่าบรรทัดที่สามต่างหากที่จะถูกทำซ้ำ

การใช้คำ

The indentation implies: การจัดรูปแบบแสดงโครงสร้างของโค้ด

Indentation หมายถึงช่องว่างที่ต้นบรรทัดซึ่งทำให้เนื้อหาเลื่อนไปทางขวา หรือการเยื้องบรรทัด ในโค้ดหรือรหัสเทียม ระยะห่างนี้อาจแสดงว่าคำสั่งใดอยู่ในบล็อกเดียวกัน The indentation implies that... หมายถึงรูปแบบการจัดวางให้หลักฐานหรือเบาะแสสำหรับข้อสรุปที่ตามมา ในที่นี้ การเยื้องแสดงว่าบรรทัดที่สามอยู่ภายในลูป ดังนั้นบรรทัดที่สามจึงเป็นส่วนที่จะทำซ้ำ

แบบฝึกหัด

“The indentation implies” หมายถึงอะไรในคำอธิบายโค้ด “The indentation implies that the message is part of the loop”

  1. ระยะห่างแสดงว่าข้อความมีข้อผิดพลาด
  2. ระยะห่างให้เบาะแสเกี่ยวกับโครงสร้างของโค้ด
  3. ระยะห่างทำให้โปรแกรมแสดงข้อความ
ดูคำตอบ

ระยะห่างให้เบาะแสเกี่ยวกับโครงสร้างของโค้ด

So, what the pseudocode is saying is that after starting at zero, โน้ต

1:28

ดังนั้น สิ่งที่ซูโดโค้ดกำลังบอกก็คือ หลังจากเริ่มที่ศูนย์

for each person in the room, we'll increase n by one. วลี

1:32

สำหรับแต่ละคนในห้อง เราจะเพิ่มค่า n ขึ้นหนึ่ง

ลำดับความ

what the pseudocode is saying is that...: อธิบายความหมายของรหัสเทียม

โครงสร้าง What X is saying is that... ใช้เปลี่ยนข้อมูลจาก X ให้เป็นคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ในที่นี้ saying หมายถึง “สื่อหรือมีความหมายว่า” ไม่ได้หมายถึงการพูดจริง ๆ อนุประโยค what ระบุแหล่งข้อมูลที่กำลังตีความ ส่วน is that ใช้นำเข้าสู่คำอธิบายความหมาย วิธีนี้ช่วยแยกแหล่งข้อมูลออกจากคำอธิบายที่ตามมาได้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง What X is saying is that... เติมคำอธิบายให้สมบูรณ์: ____ every visitor must sign in.

ดูคำตอบ

What the notice is saying is that

ไวยากรณ์

after starting at zero: ใช้ after + -ing เพื่อแสดงลำดับขั้นตอน

after starting at zero ใช้โครงสร้าง after + -ing เพื่อวางขั้นตอนหนึ่งไว้ก่อนขั้นตอนถัดไป ในประโยคนี้ เราเริ่มนับจากศูนย์ก่อน แล้วจึงเพิ่ม n starting เป็นรูป -ing ที่ใช้หลังคำบุพบท after ไม่ใช่กริยาหลักในรูป present progressive โครงสร้างสั้น ๆ นี้พบบ่อยในคำแนะนำและคำอธิบายกระบวนการ

แบบฝึกหัด

ใช้วลี after + -ing เพื่อแสดงว่าการตรวจสอบเกิดขึ้นก่อน: ____, click Submit.

ดูคำตอบ

After checking the address

วลี

increase n by one: by บอกปริมาณที่เปลี่ยนแปลง

ใน increase n by one นั้น n คือค่าที่ถูกเปลี่ยน และ by one บอกขนาดของการเปลี่ยนแปลง ให้นำ 1 ไปบวกกับค่าปัจจุบัน โดย by one ไม่ได้หมายความว่าค่าสุดท้ายเป็น 1 รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ increase + ค่า + by + ปริมาณ เช่น ถ้า n เท่ากับ 4 เมื่อเพิ่มขึ้นหนึ่งก็จะเป็น 5

แบบฝึกหัด

ตัวนับเปลี่ยนจาก 7 เป็น 8 เติมประโยคโดยใช้ by และคำบอกจำนวนภาษาอังกฤษ: Increase the counter ____.

ดูคำตอบ

by one

Now, is this algorithm correct?

1:35

ทีนี้ อัลกอริทึมนี้ถูกต้องหรือไม่?

Well, let's bang on it a bit. สำนวน

1:38

ลองมาทดสอบกันดูสักหน่อย

สำนวน

bang on it a bit: การลงมือทดสอบแบบไม่เป็นทางการ

ในที่นี้ bang on it a bit เป็นคำเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการในวงการเทคนิค หมายถึงการลองระบบหรือแนวคิดด้วยกรณีต่าง ๆ เพื่อดูว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ไม่ได้หมายถึงการตีสิ่งของจริง ๆ ภาพที่สื่อคือการกดดันหรือทดสอบค่อนข้างหนัก แทนที่จะเพียงตรวจดูเฉย ๆ อย่างไรก็ตาม ในบริบทอื่น bang on it อาจมีความหมายตรงตัวว่าเคาะหรือตีซ้ำ ๆ ได้ ดังนั้นความหมายว่า “ทดสอบ” ในที่นี้จึงมาจากบริบทการสนทนาด้านเทคนิค

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาเรื่องซอฟต์แวร์ "Let's bang on it a bit" น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. ตีคอมพิวเตอร์ซ้ำ ๆ
  2. หยุดทำงานกับมัน
  3. ทดสอบด้วยกรณีต่าง ๆ สักสองสามแบบ
ดูคำตอบ

ทดสอบด้วยกรณีต่าง ๆ สักสองสามแบบ

Does it work if there are two people in the room? ไวยากรณ์

1:39

มันจะใช้งานได้ไหมถ้ามีคนสองคนในห้อง?

ไวยากรณ์

Does it work if ...?:ทดสอบเงื่อนไขหนึ่ง

Does it work if ...? ใช้ถามว่าวิธี ระบบ หรือแผนยังใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ตามหลัง if หรือไม่ ในประโยคนี้ it หมายถึงอัลกอริทึมที่กล่าวถึงก่อนหน้า และ work หมายถึง “ทำงานได้ตามที่ตั้งใจ” หรือ “ใช้ได้ผล” ไม่ใช่ “ทำงานเป็นอาชีพ” ใช้ Does it work if + เงื่อนไข? เพื่อทดสอบข้อสันนิษฐานหรือตรวจสอบว่าทางแก้จะหยุดใช้ได้ผลภายใต้เงื่อนไขใด

แบบฝึกหัด

ผู้ออกแบบต้องการทดสอบว่าสมาร์ตล็อกยังใช้ได้ระหว่างไฟดับหรือไม่ คำถามใดสื่อความหมายนี้

  1. Does it work because the power goes out?
  2. Does it work if the power goes out?
  3. Does it work, so the power goes out?
ดูคำตอบ

Does it work if the power goes out?

Let's see.

1:42

ลองมาดูกัน

In line one, we initialize n to zero.

1:43

ในบรรทัดที่หนึ่ง เรากำหนดค่าเริ่มต้นให้ n เป็นศูนย์

For each of these two people, we then increment n by one. การใช้คำ

1:45

สำหรับคนสองคนนี้แต่ละคน เราจะเพิ่มค่า n ขึ้นทีละหนึ่ง

การใช้คำ

increment n by one:เพิ่มค่าให้ตัวแปร 1

Increment เป็นคำกริยาเชิงเทคนิค หมายถึง “เพิ่มค่าตัวเลขตามจำนวนที่กำหนด” ใน increment n by one นั้น n คือค่าที่ถูกเปลี่ยน และ by one บอกจำนวนที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ ค่าใหม่เท่ากับค่าเดิมบวก 1 ประโยคนี้อธิบายการอัปเดตซ้ำ ๆ: สำหรับแต่ละคน ให้บวก 1 เข้าไปใน n โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ increment + ค่า + by + จำนวนที่เปลี่ยน

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ใช้บอกจำนวนที่เปลี่ยนให้คำสั่งเชิงเทคนิคสมบูรณ์: Increment the retry count ____ one after each failed attempt.

ดูคำตอบ

by

So, on the first trip through the loop, we update n from zero to one. สำนวน

1:49

ดังนั้นในการวนลูปรอบแรก เราอัปเดตค่า n จากศูนย์เป็นหนึ่ง

สำนวน

trip through the loop: การวนลูปหนึ่งรอบ

ในประโยคนี้ a trip through the loop หมายถึงการทำงานของส่วนคำสั่งในลูปหนึ่งครั้ง หรือหนึ่ง iteration ส่วน the first trip คือครั้งแรกที่ขั้นตอนภายในลูปทำงาน trip ใช้การเดินตามเส้นทางเป็นภาพเปรียบเทียบของกระบวนการที่เป็นนามธรรม ลองนึกภาพว่าเข้าไปในลูป ทำตามขั้นตอนหนึ่งครั้ง แล้วออกมา การผ่านครบแต่ละครั้งก็คือ one trip through the loop

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเชิงเทคนิคแบบไม่เป็นทางการที่เน้นไว้: On the second ____, the program removes one duplicate.

ดูคำตอบ

trip through the loop

On the second trip through that same loop, we update n from one to two.

1:52

ในการวนลูปรอบที่สองของลูปเดียวกันนั้น เราอัปเดตค่า n จากหนึ่งเป็นสอง

And so, by this algorithm's end, วลี

1:56

และเมื่ออัลกอริทึมนี้จบลง

n is two, which indeed matches the number of people in the room. ลำดับความ

1:58

n ก็จะเป็นสอง ซึ่งตรงกับจำนวนคนในห้องพอดี

วลี

by this algorithm's end: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในจุดสิ้นสุด

ในที่นี้ by this algorithm's end หมายถึง “ภายในเวลาที่อัลกอริทึมนี้ทำงานเสร็จ” by ทำหน้าที่ระบุจุดสิ้นสุด เมื่อถึงจุดนั้น n ได้เพิ่มเป็นสองแล้ว ในวลีนี้ by ไม่ได้หมายถึง “โดยใช้อัลกอริทึมนี้” this algorithm's end เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ใช้แทน the end of this algorithm โครงสร้าง by + จุดสิ้นสุด ใช้บอกผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์หรือเป็นจริงไม่ช้ากว่าจุดนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ารายงานต้องเสร็จไม่ช้ากว่าเวลา 17.00 น.?

  1. The report must be finished by 5 p.m.
  2. The report must be finished at 5 p.m.
  3. The report must be worked on through 5 p.m.
ดูคำตอบ

The report must be finished by 5 p.m.

ลำดับความ

which indeed matches: ยืนยันว่าผลลัพธ์ก่อนหน้าตรงกัน

ในที่นี้ which ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลเสริม และอ้างถึงผลลัพธ์ทั้งหมดก่อนหน้า คือ n is two ไม่ได้อ้างถึง people หรือ the room อนุประโยคนี้เพิ่มการตรวจสอบว่าผลลัพธ์นั้นตรงกับจำนวนคนจริง indeed เน้นการยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นจริง ดังนั้น which indeed matches... จึงใช้ได้เมื่อบอกผลลัพธ์ก่อน แล้วตรวจเทียบกับข้อมูล สิ่งที่คาดไว้ หรือข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง which อ้างถึงอะไร?

  1. ผลลัพธ์ก่อนหน้า คือ n is two
  2. คำว่า people
  3. ห้อง
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์ก่อนหน้า คือ n is two

So far, so good. สำนวน

2:02

จนถึงตรงนี้ก็ยังโอเคอยู่

สำนวน

So far, so good: การประเมินความคืบหน้าในทางบวกแต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

So far, so good. เป็นสำนวนตายตัวที่หมายความว่าสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดีจนถึงตอนนี้ เป็นการประเมินความคืบหน้าในทางบวก แต่ยังไม่ตัดสินว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร ในที่นี้ ผู้พูดกำลังสรุปผลระหว่างทาง ไม่ได้ประกาศความสำเร็จขั้นสุดท้าย ควรเข้าใจทั้งวลีเป็นสำนวนเดียว แทนที่จะแปล so ทั้งสองคำให้มีหน้าที่เหมือนกัน

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: So far, so good. หมายความว่างานทั้งหมดเสร็จแล้วและจะสำเร็จอย่างแน่นอน

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

How about a corner case though? การใช้คำ

2:03

แล้วถ้าเป็นกรณีข้อยกเว้น (corner case) ล่ะ?

การใช้คำ

corner case: เงื่อนไขทดสอบที่พบไม่บ่อย

ในการสนทนาด้านเทคนิค corner case คือเงื่อนไขหรือข้อมูลนำเข้าที่พบไม่บ่อย ซึ่งอาจเผยให้เห็นปัญหาที่ระบบไม่แสดงออกมาในการใช้งานตามปกติ ในที่นี้เลือกสถานการณ์ที่มี “คนศูนย์คน” เป็นเงื่อนไขทดสอบพิเศษดังกล่าว วลีนี้ไม่ได้หมายถึงมุมจริง ๆ แต่บอกว่ากำลังทดสอบว่าวิธีนับยังทำงานได้หรือไม่เมื่อพบข้อมูลนำเข้าที่สุดขอบหรือเกิดขึ้นได้ยาก

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่จะเรียกว่า corner case ในการทดสอบซอฟต์แวร์มากที่สุด?

  1. ทดสอบว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อรายการมีศูนย์รายการ
  2. เลือกสีใหม่ให้ปุ่มเข้าสู่ระบบ
  3. ทดสอบขั้นตอนเข้าสู่ระบบตามปกติด้วยบัญชีที่ใช้งานได้
ดูคำตอบ

ทดสอบว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อรายการมีศูนย์รายการ

Suppose that there are zero people in the room, ไวยากรณ์

2:05

สมมติว่ามีคนในห้องศูนย์คน

besides me, who's doing the counting.

2:07

ไม่นับรวมผมที่กำลังนับอยู่นะครับ

ไวยากรณ์

Suppose that: การกำหนดเงื่อนไขสมมติ

Suppose that ใช้แนะนำเงื่อนไขที่เราตกลงว่าจะถือว่าเป็นจริงชั่วคราวสำหรับส่วนถัดไปของการสนทนา การคำนวณ หรือการทดสอบ วลีนี้กำหนดจุดเริ่มต้นของการให้เหตุผล ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเดาว่าเงื่อนไขนั้นน่าจะเป็นจริง รูปแบบคือ Suppose that + อนุประโยค โดยสามารถละ that ได้ เช่น Suppose there are zero people มีความหมายเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

ใช้ Suppose that เพื่อกำหนดเงื่อนไขทดสอบสมมตินี้: ____ the phone has no saved contacts. What should the app display?

ดูคำตอบ

Suppose that

In line one, we again initialize n to zero.

2:09

ในบรรทัดที่หนึ่ง เราก็กำหนดให้ n เริ่มที่ศูนย์อีกครั้ง

This time though, line three doesn't execute at all, การใช้คำ

2:12

แต่คราวนี้ บรรทัดที่สามจะไม่ถูกทำงานเลย

since there isn't a person in the room,

2:14

เนื่องจากไม่มีคนอยู่ในห้องเลย

การใช้คำ

doesn't execute at all: โค้ดบรรทัดนี้ไม่ทำงานเลย

ในที่นี้ execute เป็นคำกริยาในบริบทการเขียนโปรแกรม หมายถึง “รัน” หรือ “เรียกใช้” โค้ดหนึ่งบรรทัด Line three doesn't execute หมายความว่าลำดับการทำงานของโปรแกรมไม่เคยมาถึงและรันบรรทัดนั้น at all ช่วยเน้นการปฏิเสธของ doesn't ว่าบรรทัดนี้ทำงานเป็นศูนย์ครั้ง ไม่ได้หมายความว่ามันทำงานแล้วให้ผลลัพธ์ผิด

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาเรื่องการเขียนโปรแกรม “The line doesn't execute at all” หมายความว่าอย่างไร

  1. บรรทัดนี้ไม่ทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
  2. บรรทัดนี้ทำงาน แต่พฤติกรรมหรือผลลัพธ์ไม่ถูกต้อง
  3. บรรทัดนี้ทำงาน แต่ช้ามาก
ดูคำตอบ

บรรทัดนี้ไม่ทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว

and so n remains zero,

2:16

และ n ก็ยังคงเป็นศูนย์

which indeed matches the number of people in the room.

2:18

ซึ่งตรงกับจำนวนคนในห้องพอดี

Pretty simple, right? น้ำเสียง/เจตนา

2:20

ง่ายดีใช่ไหมครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

Pretty simple, right?: การขอคำยืนยันแบบสบาย ๆ

pretty ในที่นี้หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” ดังนั้น pretty simple จึงบอกว่าแนวคิดนี้ดูเข้าใจได้ง่าย pretty ในการใช้นี้ไม่ได้หมายถึง “สวย” คำถามสั้น ๆ right? ที่ท้ายประโยคใช้ขอการยืนยันแบบเบา ๆ ผู้พูดชวนให้ผู้ฟังแสดงว่าเห็นด้วยหรือตามคำอธิบันทัน ในการอธิบายแบบสบาย ๆ คำนี้ช่วยเช็กความเข้าใจอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ถามถึงทิศทางหรือสิทธิ

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของ “right?” ใน “Pretty simple, right?” คืออะไร

  1. พิสูจน์อย่างเป็นทางการว่างานนี้ง่าย
  2. ขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือแสดงว่าตามคำอธิบันทันอย่างเป็นกันเอง
  3. บอกให้ผู้ฟังเคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือแสดงว่าตามคำอธิบันทันอย่างเป็นกันเอง

But counting people one at a time is pretty inefficient too, no?

2:21

แต่การนับคนทีละคนก็ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน ไม่ใช่เหรอ?

Surely we can do better. ลำดับความ

2:25

แน่นอนว่าเราทำได้ดีกว่านี้

ลำดับความ

Surely we can do better: เปลี่ยนการพูดคุยไปสู่การปรับปรุง

Surely we can do better ไม่ได้แค่แสดงความมั่นใจ แต่ยังชี้ว่าวิธีปัจจุบันยังดีไม่พอและน่าจะปรับให้ดีขึ้นได้ เมื่อใช้เป็นประโยคเชื่อม มันพาการพูดคุยจากการชี้ว่าวิธีเดิมไม่มีประสิทธิภาพไปสู่การหาทางออกที่ดีกว่า Surely ทำให้ข้อสรุปนี้ฟังดูสมเหตุสมผลและชวนให้ผู้ฟังเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

ในการนำเสนอ Surely we can do better ทำหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. ประโยคนี้เสนอว่าแนวทางปัจจุบันน่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
  2. ประโยคนี้ขอให้ผู้ฟังอธิบายว่าเหตุใดแนวทางนั้นจึงล้มเหลว
  3. ประโยคนี้บอกว่าแนวทางปัจจุบันดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว
ดูคำตอบ

ประโยคนี้เสนอว่าแนวทางปัจจุบันน่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

Why not count two people at a time? น้ำเสียง/เจตนา

2:26

ทำไมไม่นับทีละสองคนเลยล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Why not count: เสนอแนะด้วย Why not + กริยารูปพื้นฐาน

Why not count...? ใช้โครงสร้าง Why not + กริยารูปพื้นฐานเพื่อเสนอแนะ ในที่นี้ผู้พูดกำลังเสนอให้นับครั้งละสองคน ไม่ได้ต้องการขอคำอธิบายเป็นหลัก รูปคำถามทำให้ยังสามารถพูดคุยเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ได้ ถ้าแนวคิดนี้ใช้ไม่ได้ อีกฝ่ายก็ยังบอกเหตุผลจริง ๆ ได้

แบบฝึกหัด

ใช้ try เติมข้อเสนอแนะให้สมบูรณ์: Why not ____ the simpler method?

ดูคำตอบ

try

Instead of counting 1 2 3 4 5 6 7 8 and so forth, ไวยากรณ์

2:28

แทนที่จะนับ 1 2 3 4 5 6 7 8 และต่อไปเรื่อยๆ

why not count 2 4 6 8 and so on.

2:33

ทำไมไม่นับ 2 4 6 8 และต่อไปล่ะ

ไวยากรณ์

Instead of counting ... why not count: การเสนอทางเลือก

โครงสร้าง Instead of doing X, why not do Y? นำวิธีที่ทำอยู่มาเปรียบกับทางเลือกที่เสนอ ในประโยคนี้ X คือการนับทีละหนึ่ง และ Y คือการนับทีละสอง หลัง instead of ใช้คำนามหรือรูป -ing จึงเป็น counting ส่วนหลัง why not ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน จึงเป็น count โครงสร้างนี้ใช้เสนอวิธีอื่นได้

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน check และ use ให้อยู่ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมคำแนะนำนี้ให้สมบูรณ์: Instead of ____ every email one by one, why not ____ a filter?

ดูคำตอบ

checking · use

It even sounds faster and it surely is.

2:36

มันฟังดูเร็วกว่าด้วยซ้ำ และมันก็เร็วกว่าจริงๆ

Let's express this optimization in pseudocode. การใช้คำ

2:39

เรามาแสดงการปรับปรุงนี้ด้วยซูโดโค้ดกัน

การใช้คำ

optimization: การปรับปรุงที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ

ในประโยคนี้ optimization หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เฉพาะเจาะจงเพื่อทำให้วิธีนับมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประมวลผลครั้งละสองคนแทนที่จะเป็นหนึ่งคน ในบริบททางเทคนิค optimization คือการปรับปรุงอัลกอริทึม โปรแกรม หรือกระบวนการเพื่อเป้าหมาย เช่น เพิ่มความเร็ว ลดการใช้หน่วยความจำ หรือลดงาน เป็นการปรับปรุงอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงพูดกว้าง ๆ ว่าบางอย่างดีขึ้น

แบบฝึกหัด

ในการพูดถึงการทำให้โปรแกรมเร็วขึ้น optimization น่าจะหมายถึงอะไร

  1. การแปลโค้ดเป็นภาษาอื่น
  2. การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. รายการข้อผิดพลาดที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Let n equal zero.

2:41

ให้ n เท่ากับศูนย์

For each pair of people in room,

2:43

สำหรับคนทุกๆ หนึ่งคู่ในห้อง

set n = n + 2.

2:45

กำหนดให้ n = n + 2

Pretty simple change, right?

2:47

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายมากใช่ไหม?

Rather than count people one at a time,

2:49

แทนที่จะนับคนทีละคน

we instead count them two at a time.

2:51

เราเปลี่ยนมานับทีละสองคนแทน

This algorithm is thus twice as fast as the last. ไวยากรณ์

2:53

อัลกอริทึมนี้จึงเร็วกว่าอันที่แล้วถึงสองเท่า

ไวยากรณ์

twice as fast as: ความเร็วเป็นสองเท่าอย่างแน่นอน

twice as fast as หมายความว่าสิ่งหนึ่งมีความเร็วเป็นสองเท่าของสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ในประโยคนี้ ความเร็วของอัลกอริทึมนี้ถูกเปรียบเทียบกับอัลกอริทึมก่อนหน้า โครงสร้างคือ คำบอกจำนวนเท่า + as + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + as + สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ใน twice as fast as the last คำว่า twice บอกจำนวนเท่า fast บอกคุณสมบัติที่เปรียบเทียบ และ as ตัวที่สองนำเข้าสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่หายไปในการเปรียบเทียบนี้: The new scanner is twice ____ fast ____ the old one.

ดูคำตอบ

as · as

But is it correct?

2:56

แต่มันถูกต้องไหม?

Let's see.

2:57

ลองมาดูกัน

Does it work if there are two people in the room?

2:58

มันจะใช้งานได้ไหมถ้ามีคนสองคนในห้อง?

In line one, we initialize n to zero.

3:00

ในบรรทัดที่หนึ่ง เรากำหนดค่าเริ่มต้นให้ n เป็นศูนย์

For that one pair of people, we then increment n by two.

3:02

สำหรับคนคู่นั้นคู่เดียว เราจะเพิ่ม n ขึ้นสอง

And so, by this algorithm's end,

3:06

และเมื่ออัลกอริทึมนี้จบลง

n is two, which indeed matches the number of people in the room.

3:08

n ก็จะเป็นสอง ซึ่งตรงกับจำนวนคนในห้องพอดี

Suppose next that there are zero people in the room.

3:11

ต่อมาสมมติว่ามีคนในห้องศูนย์คน

In line one, we initialize n to zero.

3:13

ในบรรทัดที่หนึ่ง เรากำหนดค่าเริ่มต้นให้ n เป็นศูนย์

As before, line three doesn't execute at all, ลำดับความ

3:16

เช่นเคย บรรทัดที่สามจะไม่ถูกทำงานเลย

ลำดับความ

As before: เชื่อมกับกรณีก่อนหน้าที่เหมือนกัน

As before หมายถึง “ในลักษณะเดียวกับกรณีก่อนหน้า” โดยชี้กลับไปยังข้อมูลที่กล่าวไปแล้วและบอกผู้ฟังว่ากรณีปัจจุบันเป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน ในที่นี้ วลีนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยบรรทัดที่สามยังคงไม่ทำงานเหมือนกับกรณีก่อนหน้า คำว่า As ตรงนี้แสดงความเหมือน ไม่ได้แสดงเหตุผล

แบบฝึกหัด

As before ทำหน้าที่อะไรในข้อความนี้? The first test had no errors. As before, the second test finished without any errors.

  1. วลีนี้เชื่อมผลครั้งนี้กับผลแบบเดียวกันในกรณีก่อนหน้า
  2. วลีนี้บอกเหตุผลที่การทดสอบไม่มีข้อผิดพลาด
  3. วลีนี้บอกว่าจะทำการทดสอบซ้ำในภายหลัง
ดูคำตอบ

วลีนี้เชื่อมผลครั้งนี้กับผลแบบเดียวกันในกรณีก่อนหน้า

since there aren't any pairs of people in the room,

3:18

เนื่องจากไม่มีคนเป็นคู่ๆ อยู่ในห้อง

and so n remains zero,

3:20

และ n ก็ยังคงเป็นศูนย์

which indeed matches the number of people in the room.

3:22

ซึ่งตรงกับจำนวนคนในห้องพอดี

But what if there are three people in the room? ไวยากรณ์

3:24

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนสามคนในห้อง?

ไวยากรณ์

ทดสอบกรณีที่เป็นไปได้ด้วย What if there are ...?

ในประโยคนี้ What if ใช้ตั้งกรณีสมมติว่า มีคนสามคนอยู่ในห้อง ผู้พูดไม่ได้ถามจำนวนคนที่อยู่จริงในตอนนี้ แต่ถามว่าวิธีนั้นจะให้ผลอย่างไรภายใต้เงื่อนไขนี้ there are เป็นส่วนที่บอกการมีอยู่ของคนหรือสิ่งของหลายคนหรือหลายชิ้นในสถานการณ์สมมติ โครงสร้างนี้ใช้ทดสอบได้ว่า เมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขหนึ่งอย่าง ข้อสรุป แผน หรือกระบวนการก่อนหน้ายังใช้ได้หรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยโครงสร้างสี่คำที่เน้นไว้: ____ five passengers in the car?

ดูคำตอบ

What if there are

How does this algorithm fair?

3:27

อัลกอริทึมนี้จะทำงานได้ดีแค่ไหน?

Let's see.

3:29

ลองมาดูกัน

In line one, we initialize n to zero.

3:30

ในบรรทัดที่หนึ่ง เรากำหนดค่าเริ่มต้นให้ n เป็นศูนย์

For a pair of those people, we then increment n by two.

3:33

สำหรับคนหนึ่งคู่ในนั้น เราจะเพิ่ม n ขึ้นสอง

But then what? ลำดับความ

3:36

แต่แล้วยังไงต่อ?

ลำดับความ

ใช้ But then what? เพื่อชี้ให้เห็นขั้นตอนถัดไปที่ขาดอยู่

But แสดงการเปลี่ยนทิศทางจากประเด็นก่อนหน้า ส่วน then ชี้ไปยังขั้นตอนหรือผลลัพธ์ถัดไปตามลำดับ และ what ใช้แทนคำถามที่เต็มกว่า เช่น What happens next? หรือ What do we do next? เมื่อใช้เป็นคำถามสั้น ๆ ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง But then what? จะหยุดคำอธิบายชั่วคราวและเผยให้เห็นช่องว่าง กล่าวคือ มีการอธิบายขั้นตอนหนึ่งแล้ว แต่กระบวนการยังไม่สมบูรณ์ คำถามนี้ช่วยผลักการให้เหตุผลไปข้างหน้าด้วยการเรียกร้องขั้นตอนถัดไปที่ยังขาดอยู่

แบบฝึกหัด

ในการอธิบายกระบวนการ But then what? มักทำหน้าที่อะไร?

  1. ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกี่ยวข้อง
  2. ชี้ว่ากระบวนการมาถึงขั้นตอนถัดไปที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  3. ประกาศว่าทุกขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ดูคำตอบ

ชี้ว่ากระบวนการมาถึงขั้นตอนถัดไปที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

There isn't another full pair of people in the room,

3:37

ไม่มีคนอีกหนึ่งคู่ที่สมบูรณ์อยู่ในห้อง

so line two no longer applies. วลี

3:39

ดังนั้นบรรทัดที่สองจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

วลี

no longer applies: กฎใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ในประโยคนี้ no longer applies หมายความว่าเดิมบรรทัดที่สองเคยใช้กับสถานการณ์นี้ได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะเงื่อนไขที่จำเป็นหายไป apply ในที่นี้หมายถึง “เกี่ยวข้องหรือใช้ได้กับกรณีหนึ่ง” ไม่ใช่ “ยื่นสมัคร” โครงสร้าง no longer + คำกริยา แสดงการเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยเป็นจริงไปเป็นสิ่งที่ไม่จริงแล้วในตอนนี้ เมื่อประธานเป็นกฎ เงื่อนไข คำแนะนำ หรือส่วนลด apply หมายถึงสิ่งนั้นครอบคลุมสถานการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบายด้วย The rule no longer applies ได้เหมาะสมที่สุด

  1. กฎไม่เคยครอบคลุมสถานการณ์นี้เลย
  2. กฎเคยครอบคลุมสถานการณ์นี้ แต่การเปลี่ยนแปลงทำให้ตอนนี้กฎไม่เกี่ยวข้องแล้ว
  3. มีคนกำลังยื่นคำขอให้สร้างกฎใหม่
ดูคำตอบ

กฎเคยครอบคลุมสถานการณ์นี้ แต่การเปลี่ยนแปลงทำให้ตอนนี้กฎไม่เกี่ยวข้องแล้ว

And so, by this algorithm's end,

3:41

และเมื่ออัลกอริทึมนี้จบลง

n is still two, which isn't correct.

3:43

n ก็จะยังคงเป็นสอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

Indeed, this algorithm is said to be buggy, การใช้คำ

3:46

อันที่จริง อัลกอริทึมนี้ถูกเรียกได้ว่ามีบั๊ก (bug)

because it has a mistake.

3:48

เพราะมันมีข้อผิดพลาด

การใช้คำ

buggy: ซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึมที่มีข้อบกพร่อง

ในการพูดคุยด้านเทคนิค buggy เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายความว่าซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม หรือฟีเจอร์มีบั๊ก และอาจให้ผลลัพธ์ผิดหรือทำงานไม่เสถียร ในประโยคนี้ใช้บรรยายอัลกอริทึมที่มีข้อผิดพลาด buggy มีความหมายเฉพาะกว่าแค่ wrong เพราะชี้ถึงข้อบกพร่องในการออกแบบหรือการนำระบบเทคนิคไปใช้ bug ในที่นี้หมายถึงข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์หรือทางวิศวกรรม ไม่ใช่แมลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ buggy อย่างเป็นธรรมชาติในบริบททางเทคนิค

  1. The developer is buggy because she made a typo.
  2. The new app is still buggy and sometimes crashes.
  3. This pencil is buggy because it needs sharpening.
ดูคำตอบ

The new app is still buggy and sometimes crashes.

Let's redress with some new pseudocode. การใช้คำ

3:49

เรามาแก้ไขใหม่ด้วยซูโดโค้ดใหม่กัน

การใช้คำ

redress: แก้ไขหรือเยียวยาปัญหาอย่างเป็นทางการ

ในที่นี้ redress หมายถึงแก้ไขหรือเยียวยาปัญหา ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากการชี้ข้อบกพร่องในอัลกอริทึมไปสู่การพยายามซ่อมแซมด้วยรหัสเทียมชุดใหม่ คำนี้เน้นการทำให้สิ่งที่ผิดกลับมาถูกต้อง ในบริบทนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง redress หมายความว่าอะไร

  1. แก้ไขหรือเยียวยาปัญหา
  2. เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าชุดอื่น
  3. เขียนโค้ดด้วยสีแดง
ดูคำตอบ

แก้ไขหรือเยียวยาปัญหา

Let n equal zero.

3:51

ให้ n เท่ากับศูนย์

For each pair of people in room,

3:52

สำหรับคนทุกๆ หนึ่งคู่ในห้อง

set n = n + 2.

3:55

กำหนดให้ n = n + 2

If one person remains unpaired,

3:57

หากเหลือหนึ่งคนที่ไม่มีคู่

set n = n + 1.

4:00

กำหนดให้ n = n + 1

To solve this particular problem,

4:02

เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะในกรณีนี้

we've introduced in line four a condition, การใช้คำ

4:03

เราได้เพิ่มเงื่อนไขในบรรทัดที่สี่

otherwise known as a branch,

4:06

หรือที่เรียกอีกอย่างว่าการแตกกิ่ง (branch)

that only executes if there's one person we could not pair with another. ไวยากรณ์

4:08

ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อมีคนหนึ่งคนที่เราจับคู่ด้วยไม่ได้

การใช้คำ

a condition, otherwise known as a branch: คำศัพท์การควบคุมลำดับการทำงานสองคำ

ในการอธิบายการเขียนโปรแกรมนี้ condition คือการทดสอบจริงหรือเท็จที่ตัดสินว่าโค้ดส่วนหนึ่งจะทำงานหรือไม่ ส่วน branch คือเส้นทางหรือบล็อกโค้ดที่เลือกตามผลของการทดสอบนั้น วลี otherwise known as ใช้แนะนำ branch ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของส่วนที่มีเงื่อนไขซึ่งกำลังพูดถึง การใช้คำในประโยคนี้ค่อนข้างกว้าง หากพูดให้แม่นยำ condition คือการทดสอบ ส่วน branch คือสิ่งที่โปรแกรมทำเมื่อได้ผลลัพธ์หนึ่ง ในที่นี้ branch ที่เกี่ยวข้องจะทำงานเมื่อมีคนหนึ่งคนยังไม่ได้จับคู่เท่านั้น

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดใช้ condition และ branch ได้แม่นยำที่สุด

  1. condition คือคำอธิบายโค้ด ส่วน branch คือชื่อไฟล์
  2. branch คือการทดสอบจริงหรือเท็จ ส่วน condition คือเส้นทางโค้ดที่เลือกตามผลลัพธ์
  3. condition คือการทดสอบจริงหรือเท็จ ส่วน branch คือเส้นทางโค้ดที่เลือกตามผลลัพธ์
ดูคำตอบ

condition คือการทดสอบจริงหรือเท็จ ส่วน branch คือเส้นทางโค้ดที่เลือกตามผลลัพธ์

ไวยากรณ์

only executes if: ระบุเงื่อนไขกระตุ้นที่จำเป็น

ใน only executes if... คำว่า only จำกัดเงื่อนไขของการทำงาน กล่าวคือ การกระทำจะทำงานได้เมื่อเงื่อนไขในอนุประโยค if เป็นจริงเท่านั้น และจะทำงานไม่ได้เมื่อเงื่อนไขนั้นเป็นเท็จ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นทำงานเพียงครั้งเดียว โครงสร้างนี้ใช้อนุประโยค if เป็นเงื่อนไขกระตุ้นที่จำเป็นสำหรับโค้ด คำสั่ง หรือขั้นตอนอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

ใช้ only executes if เติมเงื่อนไขให้สมบูรณ์: The shutdown command ____ the temperature rises above 40 degrees.

ดูคำตอบ

only executes if

And so now,

4:12

และตอนนี้

whether there's one or three or any odd number of people in the room, ไวยากรณ์

4:12

ไม่ว่าจะมีคนหนึ่งคน สามคน หรือจำนวนคนที่เป็นเลขคี่ใดๆ ในห้อง

this algorithm will now count them.

4:16

อัลกอริทึมนี้ก็จะสามารถนับจำนวนพวกเขาได้แล้ว

ไวยากรณ์

whether there's one or three or any odd number: ครอบคลุมทุกตัวเลือก

ใน whether there's one or three or any odd number... คำว่า whether ใช้เปิดตัวเลือกหลายกรณี และ or แต่ละตัวเพิ่มอีกหนึ่งกรณี ประโยคหลักบอกว่าผลลัพธ์เหมือนกันทุกกรณี กล่าวคือ อัลกอริทึมนับคนได้ในทุกกรณีที่จำนวนคนเป็นเลขคี่ whether ในที่นี้ไม่ได้ใช้ถามคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ one และ three เป็นตัวอย่าง ส่วน any odd number ขยายข้อความให้ครอบคลุมเลขคี่ทั้งหมด ความหมายโดยรวมคือ “ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด”

แบบฝึกหัด

whether there's one or three or any odd number ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. อัลกอริทึมนับคนได้ในทุกกรณีที่จำนวนคนเป็นเลขคี่
  2. ผู้พูดกำลังถามว่ามีคนอยู่ในห้องกี่คน
  3. อัลกอริทึมนับคนเฉพาะเมื่อมีหนึ่งคนหรือสามคนพอดี
ดูคำตอบ

อัลกอริทึมนับคนได้ในทุกกรณีที่จำนวนคนเป็นเลขคี่

Can we do even better?

4:18

เรายังทำได้ดีกว่านี้อีกไหม?

Well, we could count in threes or fours or even fives and tens, วลี

4:19

เอาล่ะ เราอาจนับทีละสาม หรือทีละสี่ หรือแม้กระทั่งทีละห้าหรือสิบ

วลี

count in threes or fours: นับทีละสามหรือทีละสี่

count in threes or fours หมายถึงการนับเป็นกลุ่มหรือเพิ่มทีละสามหรือทีละสี่ ตัวอย่างเช่น การนับทีละสามจะได้ 3, 6, 9, 12 โครงสร้างคือ count in + คำบอกจำนวนรูปพหูพจน์ เช่น count in twos, count in fives, count in tens คำว่า in ในที่นี้บอกขนาดของแต่ละกลุ่มหรือช่วงที่เพิ่มในการนับ ไม่ได้บอกสถานที่

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง in + ตัวเลขรูปพหูพจน์เพื่อให้เป็นการนับเพิ่มทีละสาม: Let's count ____: three, six, nine, twelve.

ดูคำตอบ

in threes

but beyond that it's going to get a little bit difficult to point. โน้ต

4:23

แต่ถ้าเกินกว่านั้น มันก็คงเริ่มชี้ได้ยากแล้ว

วลี

beyond that: เกินขีดจำกัดที่กล่าวไว้

ในประโยคนี้ beyond that หมายถึง “เกินช่วงหรือขีดจำกัดที่เพิ่งกล่าวถึง” คำว่า that ย้อนกลับไปถึงช่วงการนับที่มากขึ้นซึ่งพูดไว้ก่อนหน้า ส่วน beyond บอกว่าหากไปไกลกว่านั้น การชี้จะยากขึ้น beyond ไม่ได้ใช้บอกพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น รูปแบบ beyond that ที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้มักหมายถึง “ถ้าเกินตัวเลข ระดับ ขั้น หรือขีดจำกัดนั้น”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The first ten pages are easy, but beyond that the material gets harder,” beyond that หมายถึงอะไร?

  1. ด้านหลังหนังสือ
  2. หลังจากสิบหน้าแรก
  3. ก่อนจะถึงสิบหน้า
ดูคำตอบ

หลังจากสิบหน้าแรก

ไวยากรณ์

get a little bit difficult to point: เริ่มชี้ได้ยากขึ้นเล็กน้อย

ในที่นี้ get หมายถึง “เริ่ม...ขึ้น” หรือ “กลายเป็น” คือการกระทำที่เดิมยังทำได้ง่ายเริ่มยากขึ้น a little bit ช่วยลดน้ำหนักของ difficult จึงหมายถึง “ยากขึ้นเล็กน้อย” ไม่ใช่ “ทำไม่ได้เลย” รูป to point บอกว่าการกระทำใดเริ่มยากขึ้น ในประโยคนี้ point เป็นคำกริยา หมายถึง “ใช้นิ้วชี้คนทีละคน” ไม่ใช่คำนามที่หมายถึง “ประเด็น” หรือ “คะแนน”

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่มีความหมายว่า “เริ่มทำได้ยากขึ้นเล็กน้อย” ลงในประโยค: When the directions include too many steps, they ____ follow.

ดูคำตอบ

get a little bit difficult to

At the end of the day, สำนวน

4:26

ท้ายที่สุดแล้ว

whether executed by computers or humans, ไวยากรณ์

4:27

ไม่ว่าจะถูกทำงานโดยคอมพิวเตอร์หรือมนุษย์

algorithms are just a set of instructions with which to solve problems. ไวยากรณ์

4:30

อัลกอริทึมก็เป็นเพียงชุดคำสั่งที่ใช้ในการแก้ปัญหา

สำนวน

At the end of the day: เกริ่นข้อสรุปหลัก

At the end of the day เป็นสำนวนที่หมายถึง “หลังจากพิจารณารายละเอียดทั้งหมดแล้ว” หรือ “ท้ายที่สุดแล้ว” สำนวนนี้เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากรายละเอียดประกอบไปสู่ข้อสรุปหลัก ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาในตอนเย็น ในที่นี้ สำนวนดังกล่าวทำให้ข้อความที่ตามมาเป็นคำนิยามสำคัญที่ควรจำ นั่นคือ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์หรือมนุษย์จะเป็นผู้ดำเนินการ อัลกอริทึมก็คือคำสั่งสำหรับแก้ปัญหา

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่ใช้เกริ่นข้อสรุปที่สำคัญในทางปฏิบัติ: ____, the team needs a plan everyone can follow.

ดูคำตอบ

At the end of the day

ไวยากรณ์

whether executed by computers or humans: อนุประโยค whether แบบกรรมวาจกที่ย่อแล้ว

รูปเต็มคือ whether algorithms are executed by computers or humans โดยละประธาน algorithms ที่ซ้ำและรูปของ be ที่จำเป็นในโครงสร้างกรรมวาจก เพราะสามารถเข้าใจได้จากประโยคหลัก อนุประโยคย่อนี้เพิ่มเงื่อนไขว่าไม่สำคัญว่าผู้กระทำจะเป็นฝ่ายใดในสองฝ่าย มันขยาย algorithms และปูทางไปสู่ข้อความหลัก ไม่ใช่ประโยคหลักอีกประโยคหนึ่ง

แบบฝึกหัด

อนุประโยคเต็มข้อใดขยาย whether executed by computers or humans ในตัวอย่างได้ถูกต้องที่สุด

  1. whether they are executed by computers or humans
  2. whether they execute computers or humans
  3. whether computers are executed by humans
ดูคำตอบ

whether they are executed by computers or humans

ไวยากรณ์

with which to solve problems: การบอกเครื่องมือหรือวิธีการอย่างเป็นทางการ

วลี with which to solve problems ขยาย a set of instructions โดย which ย้อนกลับไปอ้างถึงชุดคำสั่งนั้น และ with แสดงว่าคำสั่งเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหา โครงสร้าง คำนาม + บุพบท + which + to-infinitive เป็นวิธีที่กระชับและเป็นทางการในการบอกจุดประสงค์หรือการใช้งานที่เป็นไปได้ ในที่นี้หมายถึงชุดคำสั่งที่ใครบางคนสามารถใช้แก้ปัญหา ไม่ได้ทำให้ instructions เป็นผู้กระทำทางไวยากรณ์ของ solve

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดถอดความ a set of instructions with which to solve problems ได้ดีที่สุด

  1. a set of instructions that someone can use to solve problems
  2. a set of instructions that someone must solve
  3. a set of instructions that solve every problem by themselves
ดูคำตอบ

a set of instructions that someone can use to solve problems

These were just three.

4:33

นี่เป็นเพียงแค่สามตัวอย่างเท่านั้น

What problem would you solve with an algorithm? น้ำเสียง/เจตนา

4:35

คุณจะแก้อะไรด้วยอัลกอริทึมล่ะครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

What problem would you solve...?: การชวนให้จินตนาการถึงทางเลือกเชิงสมมติ

What problem would you solve...? เป็นคำถามปลายเปิดที่ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ และเชื่อมโยงแนวคิดเข้ากับสถานการณ์ของตนเอง คำถามนี้ไม่ได้คาดหวังคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว ในที่นี้ would ใช้สร้างทางเลือกเชิงสมมติว่า ถ้าคุณใช้อัลกอริทึมได้ คุณจะเลือกแก้ปัญหาอะไร ในคำถามนี้ would ไม่ได้กล่าวถึงอดีต

แบบฝึกหัด

ใน What problem would you solve with an algorithm? คำว่า would มีหน้าที่หลักอะไร

  1. สั่งให้ผู้ฟังแก้ปัญหาเฉพาะอย่างหนึ่ง
  2. ถามถึงปัญหาที่แก้ไปแล้วในอดีต
  3. ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงทางเลือกที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงทางเลือกที่เป็นไปได้