วินตันชอบทำตัวตลก! 🤪 | คลิปบูลอี้สุดฮาจากตอน Stories - ซีซั่น 3 🌈 | Bluey: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
246 คำ 152 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: อินดี้สูญเสียความมั่นใจเมื่อม้าที่ทำจากขี้ผึ้งถูกมองว่าเป็นวัว แต่เพื่อน ๆ ไม่ชอบเรื่องที่จบลงด้วยการที่เธอยอมแพ้ และเสนอให้เปลี่ยนตอนจบของเรื่อง ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่สำคัญ: 1. First, / then / then / and finally — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การจัดการกระทำหลายอย่างให้เป็นลำดับที่ชัดเจน โครงสร้างนี้ช่วยอธิบายขั้นตอนงานประดิษฐ์ เล่าว่าสิ่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างไร หรือถ่ายทอดเหตุการณ์ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเชื่อมทุกขั้นด้วย and เพียงคำเดียว 2. told herself she wasn't very good. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เข้าใจว่า tell oneself หมายถึงการพูดกับตัวเองในใจหรือทำให้ตนเชื่อบางอย่าง ไม่ใช่การพูดกับผู้อื่น จึงใช้บรรยายบทสนทนาภายในใจ การโน้มน้าวตนเอง และผลของการประเมินตัวเองในแง่ลบที่มีต่อการตัดสินใจภายหลังได้ 3. why don't you tell a different story? — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: สังเกตว่า why don't you...? ใช้เสนอแนะอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ถามหาเหตุผลตามตัวอักษร สามารถใช้เมื่อเสนอทางเลือกอื่น ให้กำลังใจอย่างนุ่มนวล หรือชวนให้อีกฝ่ายทบทวนการตัดสินใจ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

One day Indy's class were making animals out of beeswax. โน้ต

0:00

วันหนึ่ง ชั้นเรียนของ Indy กำลังปั้นสัตว์จากขี้ผึ้ง

ลำดับความ

One day สำหรับเปิดเรื่อง

เมื่ออยู่ต้นเรื่อง One day ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันหนึ่งที่ไม่ได้เจาะจงในอดีต และส่งสัญญาณว่าเรื่องกำลังเริ่มต้น วลีนี้ช่วยจัดประโยคให้เป็นการเปิดเรื่อง ไม่ได้บอกวันที่ตามปฏิทิน จากนั้นผู้เล่าสามารถนำเข้าสู่เหตุการณ์แรกได้ คุณใช้ One day ก่อนเหตุการณ์แรกในเรื่องสั้นที่เล่าถึงอดีตได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงวันหนึ่งในอดีตซึ่งไม่ได้ระบุแน่ชัดเพื่อเปิดเรื่อง: ____, a lost puppy followed Nina home.

ดูคำตอบ

One day

วลี

making animals out of beeswax: โครงสร้าง make ... out of ...

วลีนี้ใช้โครงสร้าง make + สิ่งที่ทำเสร็จ + out of + วัสดุ โดย animals คือสิ่งที่ทำขึ้น ส่วน beeswax คือวัสดุที่นักเรียนปั้นให้เป็นสิ่งเหล่านั้น ในโครงสร้างนี้ out of ใช้บอกวัสดุที่กลายเป็นชิ้นงาน ไม่ได้หมายถึง “ออกจาก” หรือ “จากไป” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ make something out of something

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ใช้บอกวัสดุในโครงสร้าง make + สิ่งที่ทำเสร็จ + วลี + วัสดุ: They made a kite ____ newspaper.

ดูคำตอบ

out of

The terriers were making piranhas.

0:04

พวกเทอร์เรียกำลังปั้นปลาปิรันย่า

Bluey was making a whale.

0:09

Bluey กำลังปั้นปลาวาฬ

Winton was...

0:11

Winton กำลัง...

Well,

0:15

เอาล่ะ

Winton was Winton. น้ำเสียง/เจตนา

0:16

Winton ก็คือ Winton

น้ำเสียง/เจตนา

Winton was Winton: ยังคงเป็นเขาในแบบที่ทุกคนคุ้นเคย

“Winton was Winton” ไม่ใช่ประโยคระบุตัวตนตามความหมายตรง การพูดชื่อเดิมซ้ำสื่อว่าเขาทำตัวอย่างที่คนรู้จักเขาคาดไว้ หรือเป็นตัวเขาในแบบเดิมที่ทุกคนจำได้ รูปแบบ “X was X” อาศัยความรู้ร่วมกันเพื่อเติมลักษณะนิสัยหรือความเคยชินที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ความหมายแฝงอาจเป็นความเอ็นดู ความขบขัน ความปลง หรือคำวิจารณ์เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาระหว่างคนที่รู้จัก Alex ดี “Alex was Alex” น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด

  1. Alex ทำตัวในแบบเดิมที่ทุกคนคุ้นเคยและจำได้
  2. Alex เพิ่งแนะนำตัวด้วยการบอกชื่อ
  3. Alex กลายเป็นคนละคนไปแล้ว
ดูคำตอบ

Alex ทำตัวในแบบเดิมที่ทุกคนคุ้นเคยและจำได้

And Indy, the hero of this story, ลำดับความ

0:18

และ Indy นางเอกของเรื่องนี้

ลำดับความ

the hero of this story: ระบุว่าตัวละครใดเป็นตัวเอก

นามวลี “the hero of this story” เป็นส่วนขยายที่วางต่อจาก Indy เพื่อบอกบทบาทของ Indy ไม่ได้แนะนำบุคคลใหม่ เครื่องหมายจุลภาคที่อยู่รอบวลีแสดงว่านี่เป็นข้อมูลเสริม ในที่นี้ “hero” หมายถึงตัวละครหลักหรือตัวเอก วลีนี้ทำให้ Indy เป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่องและส่งสัญญาณว่าเหตุการณ์ต่อไปจะดำเนินไปรอบตัวเธอ โดยไม่จำเป็นว่าเธอต้องเคยทำสิ่งที่กล้าหาญมาแล้ว

แบบฝึกหัด

ใน “And Indy, the hero of this story,” วลี “the hero of this story” ทำหน้าที่หลักอะไร

  1. บอกว่า Indy เคยช่วยใครคนหนึ่งไว้แล้ว
  2. แนะนำตัวละครอีกคนที่ชื่อ Hero
  3. ระบุว่า Indy เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง
ดูคำตอบ

ระบุว่า Indy เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง

was making a horse.

0:20

กำลังปั้นม้า

She worked at it very hard. วลี

0:22

เธอตั้งใจปั้นมันมากๆ

วลี

worked at it: พยายามทำต่อไปอย่างจริงจัง

work at something หมายถึงพยายามทำงานหรือฝึกทักษะนั้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นต้องใช้เวลาหรือทำได้ยาก ในประโยคนี้ worked at it บอกว่าเธอพยายามทำม้าขี้ผึ้งต่อไปอย่างตั้งใจ และ very hard เน้นว่าเธอพยายามมาก ในที่นี้ it หมายถึงงานที่กล่าวถึงก่อนหน้า คือการทำม้าขี้ผึ้ง ส่วน at it ไม่ได้บอกสถานที่ รูปแบบคือ work at + งาน ทักษะ หรือปัญหา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ work at it: Learning the guitar is hard, but Leo ____ every day.

ดูคำตอบ

works at it

First, she made the horse's body, ลำดับความ

0:24

เริ่มแรก เธอปั้นตัวม้า

then its legs,

0:27

จากนั้นก็ปั้นขา

then she made the tail,

0:28

แล้วเธอก็ปั้นหาง

and finally the head.

0:30

และสุดท้ายก็คือหัว

ลำดับความ

First ... then ... then ... and finally: เรียงลำดับขั้นตอน

First ทำหน้าที่บอกขั้นตอนแรก then พาไปยังขั้นตอนตรงกลาง และ finally บอกขั้นตอนสุดท้าย การใช้ then ซ้ำเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อกระบวนการมีการกระทำช่วงกลางมากกว่าหนึ่งอย่าง ในประโยคนี้ คำเชื่อมเหล่านี้เรียงลำดับเวลาว่าม้าถูกทำขึ้นอย่างไร โครงสร้างลำดับแบบนี้ช่วยให้ผู้ฟังติดตามกระบวนการได้ชัดเจนกว่าการเชื่อมทุกการกระทำด้วย and เพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่หายไปให้ลำดับสมบูรณ์: First, wash the strawberries; ____ cut them; ____ put them in a bowl; and ____, add yogurt. ใช้ then สำหรับขั้นตอนตรงกลาง และใช้ finally สำหรับขั้นตอนสุดท้าย

ดูคำตอบ

then · then · finally

Horsey.

0:32

ม้าน้อย

She was very pleased with it. วลี

0:34

เธอภูมิใจกับมันมาก

วลี

very pleased with it: พอใจกับผลลัพธ์มาก

Be pleased with something หมายถึงรู้สึกพอใจกับบางสิ่ง หรือคิดว่าสิ่งนั้นออกมาดี ในประโยคนี้ it หมายถึงม้าขี้ผึ้งที่เธอทำขึ้น Very ใช้เพิ่มระดับของ pleased ส่วน with ใช้นำหน้าสิ่งที่ถูกประเมิน โครงสร้าง be pleased with + คำนามหรือคำสรรพนามใช้พูดถึงผลงาน ผลลัพธ์ ตัวเลือก หรือผลการทำงานได้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ใช้ใน be pleased with ให้สมบูรณ์: After checking the finished model, Mia was pleased ____ the result.

ดูคำตอบ

with

Hey, Bluey. Look.

0:36

นี่ Bluey ดูสิ

Oh, wow.

0:37

โอ้ ว้าว

But there was a problem. ลำดับความ

0:38

แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

ลำดับความ

But there was a problem: การนำเสนอจุดหักเหของเรื่อง

But เชื่อมประโยคนี้กับสถานการณ์ก่อนหน้าที่ดูเหมือนสำเร็จหรือเรียบร้อยดี แล้วพลิกความคาดหมายนั้น There was a problem นำเสนออุปสรรคใหม่ ทำให้ผู้ฟังรู้ว่าเรื่องกำลังเปลี่ยนจากช่วงปูพื้นไปสู่ความขัดแย้ง ยังไม่มีการอธิบายว่าปัญหาคืออะไร ประโยคสั้นนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง โดยหยุดความคืบหน้าที่ราบรื่นและทำให้ผู้ฟังคาดว่าเหตุการณ์ถัดไปจะเปิดเผยว่าเกิดอะไรผิดพลาด

แบบฝึกหัด

ในเรื่องเล่า But there was a problem. มักส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. ผู้เล่ากำลังบอกเวลาที่แน่นอนของเหตุการณ์
  2. เรื่องกำลังเปลี่ยนจากความคืบหน้าที่ราบรื่นไปสู่อุปสรรค
  3. เรื่องจบลงโดยไม่มีความขัดแย้ง
ดูคำตอบ

เรื่องกำลังเปลี่ยนจากความคืบหน้าที่ราบรื่นไปสู่อุปสรรค

That's a great cow, Indy.

0:40

ปั้นวัวได้สวยมาก Indy

Cow?

0:42

วัวเหรอ?

Indy's horse looked like a cow. วลี

0:44

ม้าของ Indy ดูเหมือนวัว

วลี

looked like a cow: บอกความคล้ายกันทางรูปลักษณ์

ใน looked like a cow คำว่า look หมายถึง “ดูเหมือน” หรือ “ปรากฏว่าเป็น” ในที่นี้เป็นกริยาเชื่อม ไม่ใช่การหันสายตาไปมองบางสิ่ง รูปอดีต looked บอกว่าม้าตัวนั้นดูเป็นอย่างไรในตอนนั้น ใช้ look like + คนหรือสิ่งของ เพื่อบอกว่าคนหรือสิ่งหนึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายอีกสิ่งหนึ่ง: A looks like B.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ look like: This funny rock ____ a tiny face.

ดูคำตอบ

looks like

Nice cow, Indy.

0:45

วัวสวยดีนะ Indy

It's not a cow. น้ำเสียง/เจตนา

0:47

ไม่ใช่วัวนะ

It's a horse.

0:48

นี่คือม้า

น้ำเสียง/เจตนา

It's not X. It's Y.: แก้ชื่อที่เข้าใจผิด

ใช้ It's not X. It's Y. เพื่อแก้ชื่อ ตัวตน หรือประเภทที่เข้าใจผิด ประโยคแรกปฏิเสธ X ที่ไม่ถูกต้อง แล้วประโยคที่สองบอก Y ที่ถูกต้อง การแก้ไขแบบสองส่วนนี้ชัดเจนกว่าการพูดเพียง No เพราะบอกผู้ฟังทั้งว่าส่วนใดผิดและคำตอบที่ถูกคืออะไร

แบบฝึกหัด

มีคนเรียกสิ่งของนี้ว่า spoon แต่จริง ๆ แล้วมันคือ fork จงเติมคำแก้ไขให้สมบูรณ์: It's ____. It's ____.

ดูคำตอบ

not a spoon · a fork

No, that's a cow.

0:49

ไม่ นั่นมันวัว

Winton.

0:52

Winton

Yes?

0:53

ว่าไง?

Winton.

0:54

Winton

Winton, why can't you just be good? น้ำเสียง/เจตนา

0:56

Winton ทำไมเธอถึงไม่ทำตัวดีๆ บ้างล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

why can't you just be good? ในฐานะคำตำหนิอย่างไม่อดทน

ในที่นี้ why can't you just...? ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อถามเหตุผล แต่เป็นคำตำหนิอย่างหงุดหงิดและคำสั่งทางอ้อม ผู้พูดต้องการให้ Winton เปลี่ยนพฤติกรรม just สื่อว่าสิ่งที่ขอน่าจะทำได้ง่ายหรือเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว จึงเพิ่มน้ำเสียงไม่อดทน เมื่อพูดกับเด็ก be good มักหมายถึงทำตัวดี ทำตามกฎ หรือหยุดก่อเรื่อง ไม่ได้เน้นตัดสินว่าเด็กเป็นคนดีในแง่ศีลธรรมหรือไม่

แบบฝึกหัด

ตัดสินว่าถูกหรือผิด: Why can't you just wait? สามารถสื่อความไม่อดทนหรือการตำหนิ แทนที่จะถามเหตุผลอย่างเป็นกลาง

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ถูก

'cause I'm not good. การใช้คำ

0:59

เพราะผมเป็นเด็กไม่ดีไง

การใช้คำ

'cause: รูปย่อแบบไม่เป็นทางการของ because

'Cause เป็นรูปย่อในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ because และยังคงใช้เพื่อบอกเหตุผล เครื่องหมายอะพอสทรอฟีแสดงว่าส่วนต้นของคำเต็มถูกตัดออกไป ไม่ได้เพิ่มความหมายใหม่ ในประโยคนี้ 'cause I'm not good บอกเหตุผลโดยตรงเพื่อตอบคำถามก่อนหน้า เมื่อเห็น 'cause ในบทสนทนาหรือคำบรรยาย ให้เข้าใจโดยขยายกลับเป็น because

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบแบบเป็นกันเองด้วยรูปที่มีอะพอสทรอฟีซึ่งเรียนในข้อนี้และหมายถึง because: Why did you leave early? I left early ____ I felt sick.

ดูคำตอบ

'cause

Indy was very upset.

1:00

Indy เสียใจมาก

She was so upset

1:04

เธอเสียใจมาก

when her teacher came to see if she was all right. วลี

1:06

เมื่อคุณครูมาดูว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า

วลี

see if she was all right: ตรวจดูว่าใครบางคนโอเคไหม

see if + อนุประโยค หมายถึง “ตรวจดูหรือหาคำตอบว่าสถานการณ์ในอนุประโยคนั้นเป็นจริงหรือไม่” ตรงนี้ครูเดินเข้ามาเพื่อตรวจดูอาการของเธอ คำว่า see ไม่ได้หมายถึงแค่ “มอง” ใน she was all right คำว่า all right หมายถึงสภาพอารมณ์หรือสภาพโดยรวมว่า “ไม่เป็นไร” อนุประโยคหลัง if บอกสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ตรวจดูว่า...หรือไม่”: Could you ____ the library is still open?

ดูคำตอบ

see if

Indy said,

1:08

Indy พูดว่า

"I don't want to make animals out of beeswax ever again." ไวยากรณ์

1:09

"หนูไม่อยากปั้นสัตว์จากขี้ผึ้งอีกแล้ว"

ไวยากรณ์

don't want to ... ever again: การปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ทำอีก

don't want to + คำกริยา + ever again หมายถึงผู้พูดไม่ต้องการทำสิ่งนั้นอีกไม่ว่าเมื่อใดในอนาคต ever again ทำให้การปฏิเสธหนักแน่นกว่าการพูดเพียง don't want to มาก รูปแบบนี้มักใช้หลังประสบการณ์ที่แย่หรือทำให้เสียใจ ในประโยคนี้ผู้พูดกำลังปฏิเสธกิจกรรมทั้งหมดด้วยอารมณ์ ไม่ได้แค่บอกว่าตอนนี้ไม่อยากทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ไม่ว่าเมื่อใดในอนาคต”: After that awful meal, I don't want to eat there ____.

ดูคำตอบ

ever again

Oh, goodness me. น้ำเสียง/เจตนา

1:13

โธ่เอ๊ย

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ Oh, goodness me. เพื่อแสดงความประหลาดใจหรือความเป็นห่วงอย่างนุ่มนวล

“Oh, goodness me.” เป็นคำอุทานที่นุ่มนวล ในประโยคนี้ใช้แสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างอ่อนโยน คือความประหลาดใจที่ปนกับความเป็นห่วงหรือความเห็นใจ ไม่ใช่การตอบสนองที่รุนแรงหรือหยาบคาย คำว่า goodness ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติของการเป็นคนดี วลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นคำอุทานที่ใช้กันเป็นปกติ ส่วนความรู้สึกที่แน่นอนต้องดูจากบริบทและน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

เมื่อครูได้ยินว่าเด็กกำลังเสียใจแล้วพูดว่า “Oh, goodness me.” ประโยคนี้น่าจะทำหน้าที่ใดมากที่สุด

  1. กล่าวชมอย่างเป็นทางการว่าเด็กเป็นคนดี
  2. แสดงความประหลาดใจและความเป็นห่วงอย่างนุ่มนวล
  3. สั่งให้เด็กออกไปทันที
ดูคำตอบ

แสดงความประหลาดใจและความเป็นห่วงอย่างนุ่มนวล

Tell me why, Indy?

1:14

บอกฉันสิว่าทำไม Indy?

Because my horse looks like a cow.

1:16

เพราะม้าของหนูดูเหมือนวัว

And why do you think that is? น้ำเสียง/เจตนา

1:18

แล้วหนูคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ why do you think that is? เพื่อชวนให้อีกฝ่ายไตร่ตรอง

“Why do you think that is?” เป็นคำถามที่ขอให้ผู้ฟังคิดและอธิบายสาเหตุของสถานการณ์ที่กล่าวถึงไปแล้ว ผู้พูดไม่ได้บอกสาเหตุเอง แต่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้คิด ในที่นี้ why ใช้ถามหาเหตุผล do you think แสดงว่าต้องการความคิดเห็นของผู้ฟัง และ that is อ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวไป ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่อยู่ไกลออกไป

แบบฝึกหัด

เติมคำถามต่อเนื่องด้วยวลีที่ตรงตามต้นฉบับซึ่งใช้ชวนให้อีกฝ่ายอธิบายสถานการณ์: The printer works upstairs but not downstairs. ____?

ดูคำตอบ

Why do you think that is

Because

1:20

เพราะว่า

And then Indy said something very sad.

1:22

แล้ว Indy ก็พูดสิ่งที่น่าเศร้ามากออกมา

I'm not very good. การใช้คำ

1:25

หนูทำได้ไม่ค่อยดีเลย

การใช้คำ

not very good: การละ at it

ในที่นี้ not very good เป็นการประเมินความสามารถของผู้พูดในกิจกรรมที่กล่าวถึงก่อนหน้า ความหมายเต็มคือ I'm not very good at it โดยละ at it ไว้เพราะบริบทบอกชัดแล้วว่าหมายถึงกิจกรรมใด เมื่อพูดถึงทักษะ good หมายถึงทำได้ดีหรือมีความสามารถ ไม่ได้หมายถึงเป็นคนดีทางศีลธรรมในประโยคนี้ และ not very ยังทำให้การตำหนิตัวเองเบากว่า I'm bad at it ที่ตรงกว่า

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ประโยค "I'm not very good." หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้พูดคิดว่าตนไม่เก่งกิจกรรมที่กำลังพูดถึง
  2. ผู้พูดกำลังบอกว่าตัวกิจกรรมนั้นไม่ดี
  3. ผู้พูดกำลังบอกว่าตนเป็นคนไม่ดีทางศีลธรรม
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดว่าตนไม่เก่งกิจกรรมที่กำลังพูดถึง

So, rather than work at it, ไวยากรณ์

1:31

ดังนั้น แทนที่จะพยายามต่อไป

ไวยากรณ์

rather than work at it: การนำเสนอการกระทำที่ไม่ได้เลือก

ในที่นี้ rather than ใช้นำเสนอการกระทำที่ไม่ได้เลือก rather than work at it หมายถึงแทนที่จะพยายามทำสิ่งนั้นต่อไป ส่วน work at something หมายถึงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทำได้ดีขึ้นหรือมีความคืบหน้า หลัง rather than ใช้กริยารูปพื้นฐาน work เมื่อวางวลีนี้ไว้หน้าประโยคหลัก จะเกิดการเปรียบต่างโดยเสนอทางเลือกที่ไม่ได้เลือกก่อน แล้วจึงตามด้วยการกระทำที่เกิดขึ้นจริง โครงสร้างนี้สื่อถึงการเลือกหรือการใช้สิ่งอื่นแทน ไม่ใช่เวลา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่นำเสนอการกระทำที่ไม่ได้เลือก: Maya decided to ask for help ____ pretend she understood.

ดูคำตอบ

rather than

Indy never made anything out of beeswax ever again. ไวยากรณ์

1:32

Indy ก็ไม่เคยปั้นอะไรจากขี้ผึ้งอีกเลย

ไวยากรณ์

never ... ever again: จุดจบที่ไม่ทำอีกเลย

never ... ever again หมายความว่า ตั้งแต่จุดหนึ่งในอดีตเป็นต้นมา การกระทำนั้นไม่เกิดขึ้นอีกเลย ในประโยคนี้ made anything out of beeswax หมายถึง “ทำอะไรก็ตามจากขี้ผึ้ง” และ never กับ ever again ที่ใช้ร่วมกันเน้นว่า Indy เลิกทำสิ่งนี้อย่างเด็ดขาด คำว่า ever ในที่นี้ไม่ใช่คำปฏิเสธคำที่สอง ในการเล่าเรื่อง โครงสร้างนี้ทำให้ผลระยะยาวจากเหตุการณ์หนึ่งฟังเหมือนเป็นบทสรุปที่ชัดเจน จึงฟังดูเน้นและเด็ดขาดกว่าการพูดเพียงว่าเธอไม่ได้ทำอีก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สื่อว่าการกระทำนั้นหยุดลงอย่างถาวรหลังเหตุการณ์ในอดีต: She never touched that paint ____.

ดูคำตอบ

ever again

What?

1:36

อะไรนะ?

Why?

1:37

ทำไมล่ะ?

Because she told herself she wasn't very good. วลี

1:38

เพราะเธอบอกตัวเองว่าเธอทำได้ไม่ค่อยดี

วลี

told herself she wasn't very good: การพูดกับตัวเองและการประเมินตัวเอง

ใน told herself she wasn't very good คำว่า told ใช้กับสรรพนามสะท้อนกลับ herself ซึ่งหมายความว่าคนที่รับคำพูดนั้นเป็นคนเดียวกับ she ส่วนประโยคย่อย she wasn't very good แสดงความคิดเกี่ยวกับความสามารถของตัวเองที่เธอพูดซ้ำหรือยอมรับ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวแสดงการประเมินตัวเองที่ช่วยอธิบายการตัดสินใจของเธอ มันบอกว่าเธอพูดอะไรกับตัวเอง ไม่ได้ยืนยันว่าเธอไม่มีความสามารถจริง ๆ Tell oneself ใช้ได้ทั้งกับการพูดในใจและการพูดออกเสียงกับตัวเอง แต่ในบริบทนี้เข้าใจได้อย่างเป็นธรรมชาติว่าเป็นการพูดคุยกับตัวเองในใจ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Because she told herself she wasn't very good" told herself แสดงอะไร

  1. เธอขอให้คนอื่นประเมินความสามารถของเธอ
  2. เธอพูดสิ่งนี้กับตัวเองในฐานะความเชื่อหรือการประเมินตัวเอง
  3. เธอพูดสิ่งนี้กับผู้หญิงอีกคน
ดูคำตอบ

เธอพูดสิ่งนี้กับตัวเองในฐานะความเชื่อหรือการประเมินตัวเอง

Oh, yeah.

1:40

โอ้ ใช่

I did.

1:41

หนูเป็นคนพูดเอง

And it's true.

1:42

และมันก็จริงด้วย

I'm not.

1:43

หนูทำไม่เก่ง

ลำดับความ

The end. ในฐานะสำนวนปิดเรื่อง

The end. เป็นสำนวนตายตัวที่บอกผู้ฟังว่าเรื่องเล่าจบแล้ว ในที่นี้สำนวนนี้ทำหน้าที่เป็นสัญญาณปิดเรื่อง ไม่ใช่วลีนามทั่วไปที่ใช้เรียกตอนจบ เมื่อวางไว้หลังเหตุการณ์สุดท้าย สำนวนนี้จะแบ่งขอบเขตระหว่างเรื่องเล่ากับบทสนทนาที่ตามมา ผู้ฟังจึงรู้ว่าคำพูดถัดไปเป็นความคิดเห็นต่อเรื่องที่เล่าจบแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนปิดเรื่องที่ใช้ตามปกติหลังเรื่องสั้นนี้: The rabbit found its way home at last. ____.

ดูคำตอบ

The end

I don't like that story, Calypso. น้ำเสียง/เจตนา

1:48

หนูไม่ชอบเรื่องนั้นเลย Calypso

น้ำเสียง/เจตนา

don't like that story: บอกว่าไม่ชอบอย่างตรงไปตรงมา

don't like that story เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง I don't like + คำนาม โครงสร้างนี้แสดงความเห็นเชิงลบอย่างชัดเจน โดยผู้พูดบอกตรง ๆ ว่าตนไม่ชอบเรื่องนั้น ในที่นี้ that story หมายถึงเรื่องที่เพิ่งถูกกล่าวถึงและทั้งสองฝ่ายรู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องใด that สามารถย้อนกลับไปชี้สิ่งที่ทั้งคู่รู้อยู่แล้วได้ ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าสิ่งนั้นอยู่ไกลในทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เพื่อนสองคนเพิ่งฟังเรื่องหนึ่งจบ ประโยคใดบอกโดยตรงว่าผู้พูดไม่ชอบเรื่องที่เฉพาะเจาะจงนั้น

  1. I don't like stories.
  2. I don't like that story.
  3. That story doesn't like me.
  4. I don't know that story.
ดูคำตอบ

I don't like that story.

Me neither. น้ำเสียง/เจตนา

1:50

ฉันก็เหมือนกัน

น้ำเสียง/เจตนา

Me neither. สำหรับเห็นด้วยกับข้อความปฏิเสธ

Me neither. เป็นคำตอบสั้น ๆ ในภาษาพูด หมายถึง “ฉันก็ไม่...” ใช้เพื่อเห็นด้วยกับข้อความปฏิเสธของอีกคน ในบทสนทนานี้ ประโยคก่อนหน้าคือ I don't like that story ผู้ตอบจึงกำลังบอกว่าตนเองก็ไม่ชอบเรื่องนั้นเช่นกัน neither เป็นคำที่แสดงความหมายปฏิเสธ ทำให้คำตอบคงท่าทีปฏิเสธแบบเดียวกับประโยคก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบของ B ด้วยสำนวนมาตรฐานสองคำที่ขึ้นต้นด้วย Me และใช้เห็นด้วยกับข้อความปฏิเสธ A: I don't enjoy crowded buses. B: ____.

ดูคำตอบ

Me neither

But it's your story. น้ำเสียง/เจตนา

1:51

แต่นี่มันเรื่องของเธอนะ

น้ำเสียง/เจตนา

it's your story: มอบอำนาจตัดสินใจให้ผู้ฟัง

ใน it's your story คำว่า your แสดงว่าเรื่องนั้นเป็นของผู้ฟัง ในบริบทนี้ ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ได้เพียงระบุความเป็นเจ้าของ แต่ยังให้สิทธิ์ผู้ฟังตัดสินใจว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรหรือให้จบอย่างไรด้วย But ทำให้ประโยคนี้เป็นคำตอบต่อความไม่พอใจของผู้ฟัง แม้ผู้ฟังจะไม่ชอบฉบับปัจจุบัน แต่ก็สามารถเข้าควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ ประโยคนี้ส่งเสริมการเลือกและการเป็นฝ่ายลงมือเอง ไม่ได้กำลังแก้ว่าใครเป็นคนเขียนเรื่อง

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งต้องการเปลี่ยนตอนจบ ใน But it's your story คำว่า your สื่อความหมายใดเด่นที่สุด?

  1. ผู้ฟังสามารถตัดสินใจได้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร
  2. เรื่องนี้ผ่านการตรวจสอบแล้วและเป็นเรื่องจริงทั้งหมด
  3. ผู้ฟังต้องคืนเรื่องนี้ให้เจ้าของ
ดูคำตอบ

ผู้ฟังสามารถตัดสินใจได้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร

I liked how I was in it. ไวยากรณ์

1:53

ผมชอบนะที่ผมอยู่ในเรื่องด้วย

ไวยากรณ์

liked how + อนุประโยค: ชื่นชมลักษณะหรือการจัดวางที่เฉพาะเจาะจง

like how + อนุประโยค ใช้ระบุลักษณะ วิธีการ หรือการจัดวางที่คุณชอบอย่างเจาะจง ในประโยคนี้ how I was in it บอกจุดที่ผู้พูดชอบ นั่นคือการที่ตนเองปรากฏอยู่ในเรื่อง ตรงนี้ how ไม่ได้ใช้สร้างคำถาม แต่ใช้เริ่มข้อความบอกเล่า ส่วน in it หมายถึง “อยู่ในเรื่อง” ไม่ใช่เข้าไปอยู่ภายในสถานที่จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง like how + อนุประโยคให้สมบูรณ์: I liked ____ the coach encouraged us.

ดูคำตอบ

how

I don't like how Indy gives up. โน้ต

1:54

หนูไม่ชอบที่ Indy ยอมแพ้เลย

ไวยากรณ์

don't like how + อนุประโยค: วิจารณ์การกระทำหรือพัฒนาการที่เฉพาะเจาะจง

don't like how + อนุประโยค ใช้ชี้ถึงพฤติกรรม วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้น หรือพัฒนาการของเรื่องที่ผู้พูดไม่ชอบอย่างเฉพาะเจาะจง ในที่นี้ปัญหาคือ Indy gives up หรือการที่ Indy ยอมแพ้ ไม่ใช่การไม่ชอบตัว Indy เอง ตรงนี้ how ไม่ได้ใช้สร้างคำถาม แต่ใช้เริ่มข้อความบอกเล่า จึงต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่าปกติว่า Indy gives up ไม่ใช่ does Indy give up

แบบฝึกหัด

ประโยคใดวิจารณ์พฤติกรรมของ Leo โดยไม่ได้บอกว่าผู้พูดไม่ชอบตัว Leo เอง?

  1. I don't like how Leo talks to his teammates.
  2. I don't like Leo.
  3. I asked how Leo talks to his teammates.
ดูคำตอบ

I don't like how Leo talks to his teammates.

กริยาวลี

gives up: หยุดพยายาม

ในที่นี้ gives up หมายถึงหยุดพยายามหรือยอมแพ้ Indy ตัดสินใจไม่ทำสัตว์จากขี้ผึ้งต่อ เพราะคิดว่าตัวเองทำได้ไม่ดี give up เป็นกริยาวลี ดังนั้นความหมายนี้จึงไม่ใช่การนำความหมายตรงตัวของ give และ up มารวมกัน เมื่อประธาน Indy เป็นบุรุษที่สามเอกพจน์ give จึงเปลี่ยนเป็น gives: Indy gives up.

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ give up เติมประโยคให้สมบูรณ์: When the puzzle gets difficult, Mia always ____.

ดูคำตอบ

gives up

Well, why don't you tell a different story? น้ำเสียง/เจตนา

1:56

งั้น ทำไมเธอไม่เล่าเรื่องอื่นล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Why don't you tell a different story?: การเสนอแนะ

Why don't you + คำกริยารูปพื้นฐาน...? มักใช้เพื่อเสนอแนะ ในที่นี้ผู้พูดกำลังเสนอให้ผู้ฟังเล่าเรื่องแบบอื่นเพื่อเป็นทางแก้ ไม่ได้เรียกร้องให้อธิบายว่าทำไมก่อนหน้านี้จึงยังไม่ทำเช่นนั้น หลัง don't you ให้ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน จึงใช้ tell ไม่ใช่ tells, told หรือ telling ประโยคนี้เข้าใจได้ในความหมายเดียวกับ How about telling a different story?

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอแนะที่เป็นมิตรด้วยรูปประโยคเป้าหมาย: ____ ask the librarian for help?

ดูคำตอบ

Why don't you

Yeah, and make me really muscly. ไวยากรณ์

1:58

ใช่ แล้วทำให้ผมมีกล้ามโตๆ ด้วยนะ

ไวยากรณ์

make me really muscly: make + กรรม + คำคุณศัพท์

ใน make me really muscly คำว่า make หมายถึง “ทำให้กลายเป็นหรืออยู่ในสภาพหนึ่ง” ไม่ใช่ “สร้าง” โครงสร้างคือ make + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย me คือผู้ที่ได้รับผล และ muscly บอกสภาพผลลัพธ์ ส่วน really ช่วยเน้นคำคุณศัพท์ ใช้โครงสร้างนี้เมื่อคนหรือสิ่งหนึ่งทำให้คนหรือสิ่งของอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง เช่น make me happy, make it clear หรือ make the room quiet

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make + กรรม + คำคุณศัพท์ ให้มีความหมายว่า “มุกนี้ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขได้”: The joke can ____.

ดูคำตอบ

make me happy

Please? น้ำเสียง/เจตนา

2:01

ขอร้องนะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Please? ที่ใช้เดี่ยว ๆ เพื่ออ้อนวอนหลังคำขอ

เมื่อ Please? อยู่เดี่ยว ๆ หลังคำขอ จะเป็นการเสริมคำอ้อนวอนสั้น ๆ ผู้พูดไม่ได้ถามว่า please แปลว่าอะไร แต่กำลังขอให้อีกฝ่ายยอมรับหรือตอบกลับ เครื่องหมายคำถามช่วยแสดงว่าผู้พูดยังรอคำตอบอยู่ เมื่อเทียบกับ please ที่อยู่ในประโยคขอร้องเต็ม ๆ Please? ที่แยกออกมามักมีอารมณ์มากกว่า

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้ Please? เดี่ยว ๆ เพื่อย้ำคำขอและรอให้อีกฝ่ายยอมตกลง?

  1. Can I stay five more minutes? Please?
  2. Please close the door.
  3. The magic word is please.
ดูคำตอบ

Can I stay five more minutes? Please?

Um, okay. น้ำเสียง/เจตนา

2:02

อืม ได้สิ

น้ำเสียง/เจตนา

Um, okay. เพื่อยอมรับแบบลังเล

คำว่า okay เป็นส่วนที่สื่อถึงการยอมรับ กล่าวคือ ผู้พูดตกลงกับข้อเสนอหรือยอมทำตาม ส่วนคำเติมเสียง um ที่อยู่ข้างหน้าแสดงว่าผู้พูดกำลังคิดหรือลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ เมื่อรวมกัน Um, okay. จึงหมายถึงผู้พูดลังเลชั่วครู่แล้วจึงยอมรับ โดยมักฟังดูไม่ตอบรับทันทีหรือไม่กระตือรือร้นเท่ากับการพูด Okay. ตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เพื่อนเสนอให้เปลี่ยนแผน คำตอบใดแสดงว่าลังเลชั่วครู่แล้วจึงยอมรับ?

  1. No, thanks.
  2. Absolutely!
  3. Um, okay.
ดูคำตอบ

Um, okay.