วิทยาศาสตร์ของรุ้งกินน้ำ! ... และทำไมหูฟังถึงชอบพันกันนัก: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
973 คำ 173 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Michael อธิบายว่าตำแหน่งสายรุ้งขึ้นอยู่กับผู้สังเกต แล้วแยก rainbow เป็น rain กับ bow เพื่อพูดถึงปมและกลิ่น petrichor ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Where you are dictates where the rainbow will appear to you. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจอนุประโยค where สองส่วนว่าทำหน้าที่คล้ายคำนามรอบ dictates เพื่อบอกว่าสถานที่หนึ่งกำหนดอีกสถานที่หนึ่ง 2. made up of — กริยาวลี: เข้าใจว่า “ประกอบด้วย” และใช้บอกส่วนของวัสดุ กลุ่ม ระบบ หรือแนวคิด 3. the blood of stone. The blood of the earth, of the ground. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เชื่อมภาพเชิงกวีกับ petrichor ไม่ใช่เลือดจริง และหลีกเลี่ยงการแปลอุปมาอธิบายแบบเดียวกันตรงตัวเกินไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey Vsauce,

0:00

เฮ้ Vsauce,

Michael here and I'm celebrating the holidays in my mom's basement.

0:01

ไมเคิลเองครับ และผมกำลังฉลองวันหยุดอยู่ในห้องใต้ดินบ้านแม่

But a few days ago,

0:05

แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน

MadmegzOfEpic @tweetsauce this question.

0:06

MadmegzOfEpic ส่งคำถามนี้มาที่ @tweetsauce

Now at first I was like, การใช้คำ

0:10

ตอนแรกผมก็คิดว่า

"The end of a rainbow?

0:12

“ปลายสายรุ้งเหรอ

การใช้คำ

ใช้ was like, “...” เพื่อนำเข้าปฏิกิริยาในอดีต

ในการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ was like ใช้นำเข้าปฏิกิริยา ความคิด หรือคำพูดของผู้พูดในขณะนั้น ในประโยคนี้ใช้นำเข้าความคิดว่า“The end of a rainbow?” ไม่ได้หมายถึงว่า “คล้ายกับ” โครงสร้าง be like + คำพูดหรือความคิดที่ยกมา ทำให้เรื่องเล่าดูมีชีวิตชีวา เนื้อหาที่อ้างอาจเป็นคำพูดจริงทุกคำ หรือเป็นเพียงการถ่ายทอดคร่าว ๆ ว่าคนนั้นคิดหรือพูดอะไร

แบบฝึกหัด

เติมเรื่องเล่าแบบไม่เป็นทางการด้วยวลีเป้าหมายที่ใช้แสดงปฏิกิริยาในอดีต: When the rabbit vanished, I ____, "Where did it go?"

ดูคำตอบ

was like

Of course you can't get there.

0:13

แน่นอนว่าเราไปถึงตรงนั้นไม่ได้

Everybody knows that."

0:14

ใคร ๆ ก็รู้”

But then I said,

0:15

แต่แล้วผมก็ถามว่า

"Why?

0:17

“ทำไมล่ะ

I mean, น้ำเสียง/เจตนา

0:18

คือว่า

what would happen if I saw a rainbow and I fired a camera bullet at the rainbow? ไวยากรณ์

0:18

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมเห็นสายรุ้ง แล้วยิงกระสุนติดกล้องไปที่สายรุ้ง

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ I mean, เพื่อชี้แจงหรือขยายความคิด

ในที่นี้ I mean เป็นคำเชื่อมในบทสนทนาที่ช่วยให้ผู้พูดปรับคำถามกว้าง ๆ ให้เป็นคำถามที่เจาะจงขึ้น หลังจากถามว่า “Why?” ผู้พูดใช้คำนี้เพื่อนำเข้าสมมติฐานโดยละเอียดเกี่ยวกับการเห็นสายรุ้งแล้วทำการยิงกระสุนกล้องไปที่สายรุ้ง ในการสนทนา I mean ใช้ชี้แจง แก้ไข หรือขยายสิ่งที่เพิ่งพูดไปได้ หน้าที่ของมันในที่นี้คือ “ขอพูดให้ชัดขึ้น” ไม่ใช่คำกริยา mean ในความหมายว่า “หมายถึง”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I mean เพื่อนำเข้าคำอธิบายความคิดของผู้พูดที่เจาะจงมากขึ้น?

  1. Her silence means she is upset.
  2. What does this symbol mean?
  3. We need to arrive early. I mean, before eight o'clock.
ดูคำตอบ

We need to arrive early. I mean, before eight o'clock.

ไวยากรณ์

What would happen if ...? สำหรับถามผลเชิงสมมติ

“What would happen if ...?” ใช้เปิดสถานการณ์สมมติและถามถึงผลที่จะเกิดขึ้น โครงสร้างคือ What would happen if + ประธาน + กริยารูปอดีต? ในที่นี้ saw และ fired แสดงระยะห่างเชิงสมมติ ผู้พูดกำลังจินตนาการถึงการทดลองที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีต ส่วน would happen ใช้บอกผลที่จินตนาการไว้

แบบฝึกหัด

คุณกำลังถามเกี่ยวกับโลกในจินตนาการ เติมคำถามให้สมบูรณ์: What ____ if nobody needed sleep?

ดูคำตอบ

would happen

What would the footage look like?" ไวยากรณ์

0:24

ภาพที่บันทึกได้จะเป็นอย่างไร”

ไวยากรณ์

What would the footage look like? ในฐานะคำถามเชิงสมมติ

“What would X look like?” ใช้ถามว่าสิ่งหนึ่งจะมีหน้าตาอย่างไร หรือผลที่มองเห็นได้จะออกมาในรูปแบบใดภายใต้สถานการณ์สมมติ X อาจเป็นวัตถุ งานออกแบบ ภาพ กราฟ หรือผลลัพธ์อื่น ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะใบหน้าหรือรูปร่างของคน ในประโยคนี้ X คือ footage ซึ่งหมายถึงวิดีโอที่บันทึกไว้ would เชื่อมต่อกับการทดลองทางความคิดก่อนหน้าและบอกผลเชิงสมมติ ไม่ได้ใช้เพื่อทำให้คำขอสุภาพ

แบบฝึกหัด

ใช้ would และ it เติมคำถามเชิงสมมติให้สมบูรณ์: What ____ look like?

ดูคำตอบ

would it

Well,

0:26

เอาล่ะ

I found that in this impossible journey to a rainbow,

0:26

ผมพบว่าในการเดินทางที่เป็นไปไม่ได้ไปหาสายรุ้งนี้

you can learn a lot.

0:29

เราเรียนรู้อะไรได้มากมาย

For instance,

0:31

ตัวอย่างเช่น

the rainbow that you see is unique to you. วลี

0:32

สายรุ้งที่คุณเห็นเป็นสายรุ้งเฉพาะสำหรับคุณ

วลี

unique to you: จำกัดเฉพาะผู้สังเกตคนเดียว

ในประโยคนี้ unique to you หมายความว่าสายรุ้งที่คุณเห็นสัมพันธ์กับตำแหน่งที่คุณมองโดยเฉพาะ คนที่อยู่คนละตำแหน่งจะไม่ได้เห็นแบบเดียวกันทุกประการ รูปแบบ be unique to + บุคคล สถานที่ กลุ่ม หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หมายถึง “มีอยู่ เกิดขึ้น หรือใช้ได้กับสิ่งนั้นเท่านั้น” ไม่ได้หมายเพียงว่า “รู้สึกพิเศษมาก”

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “จำกัดเฉพาะ” ลงในประโยค: This exact view is ____ people standing on the roof.

ดูคำตอบ

unique to

That's right.

0:36

ใช่แล้ว

Anybody nearby will also see a rainbow,

0:36

ทุกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็จะเห็นสายรุ้งเช่นกัน

but their rainbow will be slightly different.

0:39

แต่สายรุ้งของพวกเขาจะแตกต่างออกไปเล็กน้อย

There's a different rainbow for everybody.

0:41

ทุกคนมีสายรุ้งที่แตกต่างกัน

And that's because rainbows are apparent phenomena. การใช้คำ

0:43

นั่นเป็นเพราะสายรุ้งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ตามมุมมอง

การใช้คำ

apparent phenomena: ภาพปรากฏที่เกิดตามเงื่อนไขการสังเกต

ในที่นี้ apparent ใช้บรรยายสิ่งที่ปรากฏต่อผู้สังเกตภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง เรามองเห็นสายรุ้งได้ แต่ตำแหน่งที่มันดูเหมือนอยู่ขึ้นอยู่กับผู้สังเกต แสง และหยดน้ำ ดังนั้น apparent phenomena ไม่ได้หมายถึง “ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัด” ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นี้ apparent เน้นภาพที่ผู้สังเกตมองเห็น ไม่ใช่วัตถุชิ้นเดียวที่อยู่ในตำแหน่งตายตัว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “This light ring is an apparent phenomenon that changes with the viewer’s position,” apparent หมายความว่าอะไร

  1. มันเป็นสิ่งที่จินตนาการขึ้นและมองไม่เห็น
  2. มันปรากฏภายใต้เงื่อนไขการสังเกตบางอย่าง
  3. ทุกคนสังเกตเห็นมันได้ง่าย
ดูคำตอบ

มันปรากฏภายใต้เงื่อนไขการสังเกตบางอย่าง

Where you are dictates where the rainbow will appear to you. ไวยากรณ์

0:47

ตำแหน่งที่คุณอยู่กำหนดว่าสายรุ้งจะปรากฏตรงไหนสำหรับคุณ

ไวยากรณ์

Where you are dictates where...: อนุประโยค where ที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม

Where you are เป็นอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย where และทำหน้าที่คล้ายคำนาม ไม่ใช่คำถามโดยตรง อนุประโยคทั้งหมดเป็นประธานของ dictates ซึ่งในที่นี้หมายถึง determines จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ you are ไม่ใช่ are you อนุประโยค where ส่วนที่สองบอกตำแหน่งของผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดโดยตำแหน่งแรก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Where + ประธาน + กริยา + determines หรือ dictates + where + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค where ส่วนหนึ่งเป็นประธาน และใช้อีกส่วนหลัง determines ได้ถูกต้อง

  1. Where you stand determines where can the camera see you?
  2. Where do you stand determines where can the camera see you?
  3. Where you stand determines where the camera can see you.
ดูคำตอบ

Where you stand determines where the camera can see you.

Rainbows happen because sunlight behind your body

0:52

สายรุ้งเกิดขึ้นเพราะแสงอาทิตย์จากด้านหลังตัวคุณ

enters into raindrops in front of you

0:55

ส่องเข้าไปในหยดฝนตรงหน้าคุณ

that then reflect it back into your eyeballs.

0:57

แล้วหยดฝนก็สะท้อนแสงนั้นกลับเข้าสู่ดวงตา

And there's a rainbow because raindrops not only reflect light, ไวยากรณ์

1:00

สายรุ้งปรากฏขึ้นเพราะหยดฝนไม่เพียงสะท้อนแสง

they also refract it.

1:03

แต่ยังหักเหแสงด้วย

ไวยากรณ์

not only reflect light ... also refract it: การเพิ่มข้อเท็จจริงที่ขนานกัน

Not only ... also เชื่อมการกระทำสองอย่างที่ขนานกันของหยดฝน คือ reflect light และ refract it โดย not only บอกว่าจะมีข้อเท็จจริงอีกอย่างตามมา ส่วน also ทำเครื่องหมายข้อเท็จจริงที่เพิ่มเข้ามาและได้รับการเน้น คำสรรพนาม it อ้างกลับไปถึง light ในการสนทนา สามารถละ but ได้เมื่ออนุประโยคที่สองมี also ดังเช่นประโยคนี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + not only + วลีกริยา, ประธานหรือคำสรรพนาม + also + วลีกริยา

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างแบบคู่สมบูรณ์: This jacket not only keeps me warm; it ____ keeps me dry.

ดูคำตอบ

also

Refraction occurs whenever any type of wave enters a new medium

1:06

การหักเหเกิดขึ้นเมื่อคลื่นชนิดใดก็ตามเข้าสู่ตัวกลางใหม่

where its speed is changed.

1:10

ซึ่งทำให้ความเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป

And in order to change speed, วลี

1:12

และหากจะเปลี่ยนความเร็ว

that wave must change direction.

1:14

คลื่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนทิศทาง

วลี

in order to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกจุดประสงค์อย่างชัดเจน

in order to ใช้เสนอเป้าหมายและเชื่อมเป้าหมายนั้นกับการกระทำที่จำเป็นต่อการทำให้สำเร็จ ในประโยคนี้ การเปลี่ยนทิศทางถูกเสนอว่าเป็นสิ่งที่คลื่นต้องทำเพื่อให้ความเร็วเปลี่ยนไป โดย order ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำสั่งหรือลำดับ โครงสร้างคือ in order to + กริยารูปพื้นฐาน เมื่อเทียบกับ infinitive ที่ใช้เพียง to โครงสร้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์ด้านจุดประสงค์ชัดเจนกว่า จึงมีประโยชน์ในการอธิบายขั้นตอนและกลไก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยเครื่องหมายบอกจุดประสงค์สามคำที่ชัดเจนซึ่งเรียนในข้อนี้: The sensor adjusts its angle ____ receive a stronger signal.

ดูคำตอบ

in order to

So when white light from the sun enters a raindrop,

1:16

ดังนั้น เมื่อแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์เข้าสู่หยดฝน

it is refracted.

1:19

แสงนั้นจะหักเห

It changes direction.

1:21

หรือก็คือเปลี่ยนทิศทาง

And different wavelengths of light,

1:22

และแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกัน

which means different colors, ลำดับความ

1:24

ซึ่งหมายถึงสีที่ต่างกัน

are refracted differently.

1:26

จะหักเหแตกต่างกัน

ลำดับความ

which means สำหรับให้คำอธิบายแบบเข้าใจง่ายทันที

which means ใช้กล่าวความคิดก่อนหน้าใหม่ทันทีด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ในประโยคนี้ different colors เป็นคำอธิบายแบบง่ายของ different wavelengths of light ไม่ใช่ผลลัพธ์ใหม่ที่แยกต่างหาก และ which ก็ไม่ได้เป็นคำแสดงคำถาม ส่วน which means ที่คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาคจะแทรกเข้ามาในโครงสร้างประโยคใหญ่ชั่วครู่ แล้วพาผู้ฟังกลับสู่ใจความหลักว่า different wavelengths of light are refracted differently วิธีนี้ทำให้ผู้พูดบอกคำเชิงเทคนิคก่อน แล้วอธิบายทันทีโดยไม่ต้องเริ่มประโยคใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่ใช้เริ่มคำอธิบายแบบเข้าใจง่ายทันที: The fabric is waterproof, ____ water cannot pass through it.

ดูคำตอบ

which means

So they get separated into what we know as ROY G. BIV. The geometry of a spherical raindrop means วัฒนธรรม

1:27

จึงแยกออกเป็นสีต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า ROY G. BIV รูปทรงเรขาคณิตของหยดฝนทรงกลมทำให้

วัฒนธรรม

ROY G. BIV. วิธีช่วยจำลำดับสี

ROY G. BIV. เป็นวิธีช่วยจำที่เขียนให้ดูคล้ายชื่อคน ตัวอักษรแต่ละตัวแทนชื่อสีภาษาอังกฤษ red, orange, yellow, green, blue, indigo และ violet ตามลำดับ ในประโยคนี้ ป้ายชื่อที่ดูเหมือนชื่อคนใช้ระบุลำดับสีที่คุ้นเคยเมื่อสเปกตรัมแยกออกจากกัน การรู้จักคำช่วยจำนี้ทำให้ไม่เข้าใจผิดว่า Roy G. Biv เป็นบุคคลจริง

แบบฝึกหัด

ROY G. BIV. ช่วยให้ผู้ใช้ภาษาอังกฤษจำอะไรได้?

  1. ชื่อของคนเจ็ดคน
  2. ทิศต่าง ๆ บนเข็มทิศ
  3. ลำดับสีภาษาอังกฤษ red, orange, yellow, green, blue, indigo และ violet
ดูคำตอบ

ลำดับสีภาษาอังกฤษ red, orange, yellow, green, blue, indigo และ violet

that this spectrum of colors will only be visible to you

1:34

คุณมองเห็นสเปกตรัมสีนี้ได้เพียง

from a very specific angle relative to where you are. วลี

1:38

จากมุมที่เฉพาะเจาะจงมากเมื่อเทียบกับตำแหน่งของคุณ

วลี

relative to: ใช้จุดอ้างอิง

ใน relative to where you are คำว่า relative to หมายถึง เมื่อเทียบกับบางสิ่ง หรือใช้บางสิ่งเป็นจุดอ้างอิง มุมมองที่ต้องการจึงกำหนดจากตำแหน่งของผู้สังเกต ไม่ใช่ทิศทางแบบตายตัว รูปแบบคือ relative to + นามวลี หรือคำถามซ้อนอย่าง where you are สามารถนำไปใช้เมื่อ ตำแหน่ง การวัด การเคลื่อนไหว หรือการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับเกณฑ์อ้างอิงที่ระบุไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึงการใช้บางสิ่งเป็นจุดอ้างอิง: The camera's angle is adjusted ____ the horizon.

ดูคำตอบ

relative to

And that angle is about 40 to 42 degrees

1:41

และมุมนั้นอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 42 องศา

from the angle of your head to your head's shadow.

1:45

จากแนวศีรษะของคุณไปยังเงาของศีรษะคุณ

Here's a way to think about it. ลำดับความ

1:48

ลองคิดแบบนี้ดู

ลำดับความ

Here's a way to think about it: การนำเสนอแบบจำลองทางความคิด

ประโยคนี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเสนอแบบจำลองทางความคิดหรือมุมมองที่ช่วยให้แนวคิดซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น Here's เป็นรูปย่อของ here is และ it หมายถึงหัวข้อที่กำลังพูดถึงอยู่ก่อนแล้ว ในบริบทนี้ think about it ไม่ใช่คำสั่งให้พิจารณาการตัดสินใจอย่างรอบคอบขึ้น ทั้งประโยคทำหน้าที่จัดลำดับคำอธิบายโดยนำเสนอวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจหัวข้อนั้น

แบบฝึกหัด

เมื่อผู้พูดกล่าวว่า Here's a way to think about it. โดยทั่วไปกำลังส่งสัญญาณอะไร

  1. กำลังจะมีการนำเสนอมุมมองหรือแบบจำลองทางความคิดที่เป็นประโยชน์
  2. ผู้พูดกำลังจบคำอธิบาย
  3. ผู้ฟังต้องตัดสินใจทันที
ดูคำตอบ

กำลังจะมีการนำเสนอมุมมองหรือแบบจำลองทางความคิดที่เป็นประโยชน์

The spectrum of a rainbow is firing out of raindrops

1:49

สเปกตรัมของสายรุ้งพุ่งออกมาจากหยดฝน

between the angle of 40 and 42 degrees.

1:52

ในช่วงมุม 40 ถึง 42 องศา

So if you move forward,

1:55

ดังนั้น ถ้าคุณเดินไปข้างหน้า

you'll just see that rainbow coming from different drops,

1:57

คุณก็จะเห็นสายรุ้งนั้นมาจากหยดฝนชุดอื่น

except light that reflects more than one time inside the raindrop.

2:00

ยกเว้นแสงที่สะท้อนมากกว่าหนึ่งครั้งภายในหยดฝน

Now,

2:05

ทีนี้

in order for this light to get to your eyes, ไวยากรณ์

2:06

แสงนี้จะเดินทางมาถึงดวงตาของคุณได้

it has to reflect at a very specific angle.

2:07

ก็ต่อเมื่อสะท้อนในมุมที่เฉพาะเจาะจงมาก

ไวยากรณ์

in order for this light to get to your eyes: การระบุประธานของ infinitive

in order for + คำนาม/คำสรรพนาม + to + คำกริยา ใช้บอกจุดประสงค์หรือผลลัพธ์ที่จำเป็น พร้อมระบุประธานเชิงความหมายของ infinitive อย่างชัดเจน ในที่นี้ this light คือสิ่งที่ต้อง get to your eyes ส่วน for ไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นทำเพื่อประโยชน์ของแสง จากนั้นประโยคหลักจะบอกเงื่อนไขที่จำเป็นว่าแสงต้องสะท้อนในมุมที่เฉพาะเจาะจงมาก โครงสร้างนี้มีประโยชน์มากเมื่อประธานของ infinitive ต่างจากประธานในประโยคหลัก หรือเมื่อจำเป็นต้องระบุประธานนั้นให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย in order for + noun + to โดยใช้ voice search และ work: ____, the app must have permission to use the microphone.

ดูคำตอบ

In order for voice search to work

So it's only visible about 50 to 53 degrees from your perspective. วลี

2:10

ดังนั้น จากมุมมองของคุณ จึงมองเห็นได้เฉพาะที่ประมาณ 50 ถึง 53 องศา

วลี

from your perspective: มุมมองทางกายภาพหรือจุดยืนส่วนบุคคล

ในที่นี้ from your perspective หมายถึง “จากตำแหน่งที่คุณมองอยู่จริง” มุมดังกล่าววัดโดยอ้างอิงจากจุดที่คุณในฐานะผู้สังเกตกำลังมองอยู่ ดังนั้นข้อความนี้จึงขึ้นอยู่กับจุดสังเกตเฉพาะ ไม่ได้อธิบายมุมสากลที่เหมือนกันสำหรับทุกคน วลีเดียวกันนี้ยังใช้เกริ่นถึงวิธีที่คนคนหนึ่งเข้าใจสถานการณ์ได้ด้วย บริบทจะเป็นตัวกำหนดว่า perspective หมายถึงมุมมองทางกายภาพหรือความคิดเห็น ในประโยคนี้ ตัวเลขและการมองเห็นแสดงชัดว่าเป็นความหมายเชิงพื้นที่

แบบฝึกหัด

“from your perspective” ในประโยคตัวอย่างหมายถึงอะไร?

  1. ตามความชอบส่วนตัวของคุณ
  2. ที่มุมคงที่สากลสำหรับผู้สังเกตทุกคน
  3. จากตำแหน่งที่คุณมองอยู่จริง
ดูคำตอบ

จากตำแหน่งที่คุณมองอยู่จริง

And this, my friends,

2:14

และนี่แหละครับ ทุกคน

is the double rainbow.

2:15

คือสายรุ้งสองชั้น

Now again,

2:17

ขอย้ำอีกครั้งว่า

because of spherical geometry,

2:18

เนื่องจากรูปทรงเรขาคณิตแบบทรงกลม

these raindrops are not going to be able to reflect light to your eyeballs

2:20

หยดฝนเหล่านี้จึงไม่สามารถสะท้อนแสงเข้าสู่ดวงตาของคุณ

between 42 to 50 degrees,

2:23

ในช่วงมุม 42 ถึง 50 องศาได้

which means that the area between a primary and secondary rainbow

2:26

นั่นหมายความว่าบริเวณระหว่างสายรุ้งปฐมภูมิกับสายรุ้งทุติยภูมิ

is darker than the rest of the sky.

2:29

จะมืดกว่าส่วนอื่นของท้องฟ้า

This area is known as Alexander's dark band. วลี

2:32

บริเวณนี้เรียกว่าแถบมืดของอเล็กซานเดอร์

วลี

is known as: การแนะนำชื่อที่ยอมรับกัน

is known as เป็นโครงสร้างรูปถูกกระทำ be known as + ชื่อหรือสมญา หมายความว่าโดยทั่วไปผู้คนเรียกหรือระบุสิ่งหนึ่งด้วยชื่อที่ตามหลัง as ในที่นี้ Alexander's dark band คือชื่อที่ยอมรับกันของบริเวณดังกล่าว เปลี่ยน be ให้สอดคล้องกับกาลและประธาน เช่น is known as, was known as หรือ are known as โครงสร้างนี้ใช้แนะนำศัพท์เฉพาะ ชื่ออื่น หรือสมญาทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นสิ่งที่ได้รับชื่อมากกว่าผู้ที่ตั้งชื่อ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be known as: The yearly meteor shower ____ the Perseids.

ดูคำตอบ

is known as

Oh, and there's way more than we can even cover here.

2:37

อ้อ และยังมีเรื่องอีกมากจนเราเล่าในที่นี้ได้ไม่หมด

For instance,

2:39

ตัวอย่างเช่น

if the sun is already set,

2:40

หากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว

but the moon is behind you producing enough light,

2:41

แต่ดวงจันทร์อยู่ด้านหลังคุณและให้แสงสว่างมากพอ

you can get a moonbow.

2:44

คุณก็อาจเห็นสายรุ้งแสงจันทร์ได้

Also cool,

2:47

อีกอย่างที่เจ๋งก็คือ

reflection rainbows.

2:48

สายรุ้งสะท้อน

If one of these occurs with a normal rainbow,

2:49

หากสายรุ้งชนิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสายรุ้งปกติ

you'll have two rainbows that don't line up, กริยาวลี

2:51

คุณจะเห็นสายรุ้งสองเส้นที่ไม่ตรงแนวกัน

that aren't parallel.

2:54

และไม่ขนานกัน

กริยาวลี

don't line up สำหรับตำแหน่งที่ไม่ตรงแนวกัน

ในที่นี้ don't line up หมายความว่าภาพรุ้งทั้งสองไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สอดคล้องกันหรือไม่ได้เรียงตามแนวเดียวกัน กริยาวลีนี้ใช้อธิบายตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ เมื่อเทียบกัน เมื่อใช้กับรูปทรง ข้อความ ขอบ หรือเครื่องหมาย line up หมายถึงอยู่ในแนวเดียวกัน ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงคนเข้าแถว

แบบฝึกหัด

ป้ายสองป้ายควรเริ่มที่ตำแหน่งแนวนอนเดียวกัน แต่ป้ายหนึ่งเลื่อนไปทางขวา ประโยคใดอธิบายปัญหาได้แม่นยำที่สุด

  1. The labels don't line up.
  2. The labels don't match in color.
  3. The labels aren't parallel.
ดูคำตอบ

The labels don't line up.

The reason is that one of these rainbows is not coming from sunlight behind the viewer, ไวยากรณ์

2:55

เหตุผลก็คือสายรุ้งเส้นหนึ่งไม่ได้เกิดจากแสงอาทิตย์ด้านหลังผู้มอง

but instead from sunlight reflected from the lake below.

3:00

แต่เกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากทะเลสาบด้านล่าง

ไวยากรณ์

The reason is that + อนุประโยคสมบูรณ์

The reason is that ใช้เกริ่นคำอธิบายของผลลัพธ์หรือสถานการณ์ที่กล่าวถึงไปแล้ว ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าข้อมูลต่อไปจะอธิบายว่าเหตุใดภาพรุ้งทั้งสองจึงแตกต่างกัน ในทางไวยากรณ์ หลัง that ต้องเป็นอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาของตนเอง เช่น one of these rainbows is not coming.... โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ The reason is that + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างอธิบายสาเหตุจากบทเรียนให้ตรงรูปเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The picnic moved indoors; ____ heavy rain was expected.

ดูคำตอบ

the reason is that

Because you can only see a rainbow from a certain angle,

3:05

เนื่องจากคุณมองเห็นสายรุ้งได้จากมุมหนึ่งเท่านั้น

if you move your body,

3:07

หากคุณขยับตัว

you will continue to see that rainbow from the same angle,

3:09

คุณจะยังคงเห็นสายรุ้งนั้นจากมุมเดิม

which means the rainbow will move with you.

3:11

ซึ่งหมายความว่าสายรุ้งจะขยับไปพร้อมกับคุณ

It will appear to be following you. ไวยากรณ์

3:14

มันจะดูเหมือนกำลังตามคุณอยู่

ไวยากรณ์

appear to be following: การกระทำที่สังเกตเห็นแต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นจริง

“Appear to be following” หมายความว่า จากสิ่งที่คุณมองเห็น มันดูเหมือนกำลังตามคุณอยู่ โครงสร้าง “appear to be + -ing” ใช้บอกการกระทำที่ดูเหมือนกำลังเกิดขึ้น แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ “Appear” ในที่นี้หมายถึง “ดูเหมือน” ไม่ใช่ “ปรากฏขึ้น” ประโยคนี้อธิบายสิ่งที่เห็นอย่างระมัดระวัง โดยไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นเคลื่อนที่ตามคุณจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง “appear to be + -ing” ที่หมายถึง “ดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่”: From the train, the moon ____ beside us.

ดูคำตอบ

appears to be moving

Now this is particularly apparent when you're flying in an airplane

3:16

เรื่องนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษเมื่อคุณนั่งเครื่องบิน

high above the ground, moving quickly.

3:20

บินอย่างรวดเร็วอยู่สูงเหนือพื้นดิน

Now because you're so far off the ground,

3:22

เพราะคุณอยู่ห่างจากพื้นดินมาก

the rainbow,

3:25

สายรุ้ง

which is centered around your shadow, วลี

3:25

ซึ่งมีเงาของคุณเป็นจุดศูนย์กลาง

วลี

centered around: ระบุศูนย์กลางหรือจุดสำคัญหลัก

“Is centered around” หมายถึงสิ่งหนึ่งมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นศูนย์กลาง ในประโยคนี้ เงาคือจุดศูนย์กลางทางเรขาคณิต คำว่า “around” ไม่ได้หมายถึงเพียง “อยู่ใกล้ ๆ ที่ไหนสักแห่ง” โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกหัวข้อหรือจุดสำคัญหลักได้ด้วย เช่น กิจกรรมหนึ่งอาจมีดนตรีเป็นหัวใจหลัก ในทั้งสองความหมาย คำนามหลัง “around” เป็นศูนย์กลางที่กำหนดรูปแบบ กิจกรรม หรือการสนทนาทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย “is centered around” เพื่อบอกจุดสำคัญหลักของกิจกรรม: Our science fair ____ the theme of clean energy.

ดูคำตอบ

is centered around

is actually 100% completely visible,

3:27

จึงมองเห็นได้ครบถ้วน 100%

which means none of it is hiding below the horizon,

3:31

หมายความว่าไม่มีส่วนใดซ่อนอยู่ใต้เส้นขอบฟ้า

which means you see a circular rainbow.

3:33

คุณจึงเห็นสายรุ้งเป็นวงกลม

And as you can see, ลำดับความ

3:36

และอย่างที่คุณเห็น

as the plane flies through the clouds,

3:37

ขณะที่เครื่องบินบินผ่านก้อนเมฆ

the rainbow continues to be in the same apparent position.

3:39

สายรุ้งยังคงปรากฏอยู่ในตำแหน่งเดิม

ลำดับความ

as you can see: ชี้ความสนใจไปยังหลักฐานที่มองเห็นได้

“as you can see” เป็นคำเชื่อมเชิงวาทกรรมที่ชี้นำความสนใจของผู้ฟังไปยังหลักฐานที่มองเห็นได้ในขณะนั้นหรือเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน เมื่อวางไว้ก่อนข้อความสังเกต คำนี้จะจัดลำดับคำอธิบายให้เป็นหลักฐานก่อน แล้วจึงตามด้วยข้อสรุป ไม่ใช่คำถามว่าผู้ฟังสามารถมองเห็นได้หรือไม่

แบบฝึกหัด

ในประโยค “As you can see, the blue line falls after noon,” วลี “as you can see” ทำหน้าที่อะไร

  1. ชี้นำผู้ฟังไปยังหลักฐานที่มองเห็นได้ซึ่งสนับสนุนข้อความนั้น
  2. ถามว่าสายตาของผู้ฟังดีพอหรือไม่
  3. หมายความว่าเส้นสีน้ำเงินลดลงเพราะผู้ฟังมองมัน
ดูคำตอบ

ชี้นำผู้ฟังไปยังหลักฐานที่มองเห็นได้ซึ่งสนับสนุนข้อความนั้น

So if I fired a bullet camera right at a rainbow,

3:43

ดังนั้น ถ้าผมยิงกระสุนติดกล้องตรงไปที่สายรุ้ง

the rainbow would not get closer.

3:46

สายรุ้งก็จะไม่ได้ใกล้เข้ามา

Instead,

3:48

ตรงกันข้าม

it would appear to recede just as fast as the camera approached it. ไวยากรณ์

3:48

มันจะดูเหมือนถอยห่างออกไปเร็วเท่ากับที่กล้องเคลื่อนเข้าใกล้

ไวยากรณ์

just as fast as: เน้นว่าความเร็วเท่ากัน

“just as fast as” ใช้โครงสร้าง just as + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + as เพื่อเปรียบเทียบการกระทำหรือสิ่งสองสิ่งว่ามีระดับเท่ากัน ในที่นี้ fast บอกว่ารุ้งดูเหมือนถอยห่างออกไปเร็วเพียงใด และ as ตัวที่สองนำการเคลื่อนเข้าใกล้ของกล้องมาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ just เน้นความเท่ากัน โดยความเร็วที่มองเห็นทั้งสองตรงกัน ในโครงสร้างเปรียบเทียบนี้ as ทั้งสองตัวไม่ได้แปลว่า “เพราะว่า”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบความเท่ากันที่ตรงกับความหมายว่า “ด้วยความเร็วเท่ากัน”: “Lena cycled ____ her brother.”

ดูคำตอบ

just as fast as

Rainbow is a classic compound word, การใช้คำ

3:53

“Rainbow” เป็นตัวอย่างคลาสสิกของคำประสม

a word that is made up of two or more words that can stand on their own. โน้ต

3:55

คือคำที่เกิดจากคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปซึ่งแต่ละคำใช้เดี่ยว ๆ ได้

การใช้คำ

compound word: คำที่สร้างจากคำอิสระ

คำประสมคือหน่วยคำศัพท์หนึ่งหน่วยที่เกิดจากคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปซึ่งแต่ละคำสามารถใช้ได้อย่างอิสระ ในประโยคนี้ rainbow คือคำประสมทั้งคำ ส่วน rain และ bow คือส่วนประกอบสองส่วนของคำนี้ การสังเกตคำประสมช่วยให้เราแยกคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยออกเป็นส่วนที่มีความหมายและคาดเดาความหมายเบื้องต้นได้ แต่การคาดเดานั้นเป็นเพียงเบาะแส ไม่ใช่สิ่งรับประกัน เพราะความหมายที่ใช้กันจริงของคำประสมอาจเฉพาะเจาะจงกว่าความหมายตรงตัวของแต่ละส่วน

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดเป็นคำประสมที่สร้างจากคำสองคำซึ่งสามารถใช้เป็นคำเดี่ยวได้?

  1. toothbrush เกิดจาก tooth + brush
  2. quickly เกิดจาก quick + -ly
  3. very tall เป็นวลีทั่วไปที่มีสองคำ
ดูคำตอบ

toothbrush เกิดจาก tooth + brush

กริยาวลี

be made up of: การบอกส่วนประกอบ

ในโครงสร้าง be made up of สิ่งที่เป็นองค์รวมจะอยู่หน้าวลีนี้ และส่วนประกอบจะตามหลัง of ในที่นี้ a word คือองค์รวม ส่วน two or more independent words คือส่วนประกอบ รูปแบบคือ be + made up of + ส่วนประกอบ มีความหมายว่า “ประกอบด้วย” ในโครงสร้างนี้ made up ไม่ได้หมายถึง “แต่งขึ้น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ประกอบด้วย”: The committee is ____ volunteers from five neighborhoods.

ดูคำตอบ

made up of

สำนวน

stand on their own: ทำงานหรือใช้ได้อย่างเป็นอิสระ

ในประโยคนี้ stand on their own หมายถึง “เป็นหรือทำหน้าที่เป็นคำอิสระได้ โดยไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนที่ใหญ่กว่า” เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการยืนจริง ๆ โครงสร้าง X can stand on its/their own บอกว่า X สมบูรณ์ เข้าใจได้ น่าเชื่อถือ หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่น คำแสดงความเป็นเจ้าของต้องสอดคล้องกับ X

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ”: The two proposals are clear enough to ____.

ดูคำตอบ

stand on their own

So let's unpack these a bit beginning with bow, สำนวน

3:59

เรามาแยกดูคำเหล่านี้กัน โดยเริ่มจากคำว่า “bow”

a decorative knot.

4:02

ซึ่งหมายถึงปมสำหรับตกแต่ง

สำนวน

unpack these: แยกวิเคราะห์แนวคิดทีละขั้น

ในที่นี้ unpack these หมายถึงการพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้ทีละขั้นและอธิบายว่าแต่ละอย่างประกอบด้วยอะไรหรือหมายถึงอะไร Unpack เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้มีการเปิดกระเป๋าเดินทางหรือหีบห่อจริง ๆ โครงสร้าง unpack + หัวข้อ/แนวคิด/ปัญหา มักใช้เมื่อผู้พูดเปลี่ยนจากภาพรวมที่อัดแน่นหรือซับซ้อนไปสู่การวิเคราะห์ที่ชัดเจนขึ้น ในที่นี้ these หมายถึงส่วนต่าง ๆ ของคำที่กำลังพูดถึง

แบบฝึกหัด

ในการประชุม มีคนพูดว่า “Let's unpack these concerns one at a time.” ในที่นี้ unpack หมายถึงอะไร?

  1. เลื่อนการอภิปรายเกี่ยวกับข้อกังวลออกไป
  2. พิจารณาและอธิบายข้อกังวลอย่างละเอียด
  3. นำข้อกังวลออกจากกระเป๋าเดินทาง
ดูคำตอบ

พิจารณาและอธิบายข้อกังวลอย่างละเอียด

Here are some brand new headphones.

4:04

นี่คือหูฟังใหม่เอี่ยม

They're perfectly together,

4:07

มันเก็บรวมกันไว้อย่างเรียบร้อย

everything's fine,

4:09

ทุกอย่างไม่มีปัญหา

and uh they're perfectly straight.

4:10

และเอ่อ สายก็ตรงสนิท

But quickly,

4:12

แต่ไม่นาน

after being in my pocket or in a backpack,

4:13

หลังจากอยู่ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าเป้

headphones inevitably tie themselves up into weird knots.

4:15

หูฟังก็ย่อมพันตัวเองเป็นปมประหลาด ๆ

The same goes for Christmas tree lights and electrical wires. วลี

4:18

เช่นเดียวกับสายไฟประดับต้นคริสต์มาสและสายไฟฟ้า

วลี

ใช้ 'The same goes for ...' เพื่อเพิ่มกรณีที่เหมือนกัน

The same goes for + นามวลี หมายความว่าข้อความหรือข้อสรุปที่เพิ่งกล่าวไปนั้นเป็นจริงกับบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์อื่นด้วย ในประโยคนี้ ลักษณะที่พันกันง่ายถูกขยายไปยังไฟประดับต้นคริสต์มาสและสายไฟ รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดเพิ่มกรณีที่เหมือนกันได้โดยไม่ต้องกล่าวข้อความทั้งหมดซ้ำ ในที่นี้ goes เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่ขยายกฎข้อแรกไปยังสถานที่แห่งที่สองให้สมบูรณ์: The front door must stay locked at night. ____ the back door.

ดูคำตอบ

The same goes for

Why does that happen?

4:21

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

I mean,

4:22

คือว่า

are there some kind of like weird evil elves sneaking around

4:22

มีเอลฟ์ชั่วร้ายประหลาด ๆ แอบย่องไปมา

when we're not looking

4:25

ตอนที่เราไม่ได้มอง

tying wires into knots?

4:26

แล้วผูกสายไฟให้เป็นปมหรือ

Hmm.

4:28

อืม

Maybe,

4:29

ก็อาจจะ

but probably not.

4:29

แต่คงไม่ใช่

Instead,

4:30

ที่จริงแล้ว

the answer lies in mathematics. สำนวน

4:31

คำตอบอยู่ในคณิตศาสตร์

สำนวน

ใช้ 'The answer lies in ...' เพื่อระบุแหล่งที่มาของวิธีแก้ปัญหา

The answer lies in + นามวลี หมายความว่าคำตอบ คำอธิบาย หรือวิธีแก้ปัญหาพบได้ในสาขา สาเหตุ วิธีการ หรือองค์ประกอบสำคัญนั้น ในที่นี้คณิตศาสตร์ถูกนำเสนอว่าเป็นแหล่งที่มาของคำอธิบาย Lies เป็นการใช้ lie ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึง “ตั้งอยู่” หรือ “พบได้” ไม่ได้หมายถึง “พูดไม่จริง” หรือการนอนลงจริง ๆ รูปแบบนี้ชี้ความสนใจไปยังพื้นฐานสำคัญของคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ lies in เพื่อระบุแหล่งที่มาของวิธีแก้ปัญหา

  1. The final decision lies with the director.
  2. The answer lies in better training.
  3. The spare key lies on the top shelf.
ดูคำตอบ

The answer lies in better training.

Mathematicians have jiggled strings around inside boxes

4:34

นักคณิตศาสตร์เขย่าเส้นเชือกไปมาในกล่อง

to determine not only what types of knots will randomly occur, ไวยากรณ์

4:37

เพื่อหาทั้งว่าปมชนิดใดจะเกิดขึ้นแบบสุ่ม

but how often they will.

4:40

และจะเกิดบ่อยแค่ไหน

ไวยากรณ์

โครงสร้าง not only what ... but how often ...

หลัง determine โครงสร้าง not only ... but ... เชื่อมอนุประโยคคำถามแฝงสองส่วนแบบขนานกัน ได้แก่ what types of knots will randomly occur และ how often they will ประโยคกล่าวถึงมิติแรกคือชนิดของปม แล้วเพิ่มมิติที่สองคือความถี่ โดย determine ครอบคลุมทั้งสองอนุประโยค คำถามแฝงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ดังนั้นส่วนที่สองจึงเป็น how often they will (occur) ไม่ใช่ how often will they occur คำว่า occur หลัง will ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากอนุประโยคแรก

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง not only ... but ให้สมบูรณ์: The traffic study determined ____ which routes drivers chose, but how often they used them.

ดูคำตอบ

not only

And of course,

4:42

และแน่นอนว่า

what they found is that it's much more likely for a string to fall into a knotted position ไวยากรณ์

4:42

สิ่งที่พวกเขาพบคือเชือกมีโอกาสอยู่ในสภาพที่เป็นปมมากกว่าอย่างยิ่ง

than a relatively rare unknotted one.

4:47

เมื่อเทียบกับสภาพที่ไม่มีปมซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย

ไวยากรณ์

what they found is that ...: การเน้นผลลัพธ์

ในที่นี้ what they found เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์อิสระหรืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม มีความหมายว่า “สิ่งหรือผลที่พวกเขาพบ” โดย what ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค หลังคำกริยาเชื่อม is เป็นอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่อบอกเนื้อหาของข้อค้นพบ โครงสร้าง What X found is that ... ทำให้ข้อสรุปเด่นขึ้นก่อนจะบอกเนื้อหา จึงเป็นธรรมชาติในคำอธิบายและรายงานการวิจัย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างนำเสนอผลเพื่อเน้นข้อสรุปของทีมได้ถูกต้อง

  1. The team found what is that the new schedule reduced delays.
  2. What the team found is that the new schedule reduced delays.
  3. What did the team find is that the new schedule reduced delays.
ดูคำตอบ

What the team found is that the new schedule reduced delays.

ไวยากรณ์

much more likely for ... to ... than: มีแนวโน้มสูงกว่ามากที่จะ...

ในโครงสร้าง it is much more likely for A to do X than Y ส่วน for A ใช้ระบุสิ่งหรือผู้ที่กำลังถูกประเมินความเป็นไปได้ของการกระทำหรือผลลัพธ์ ในที่นี้ a string คือสิ่งที่ตกอยู่ในหนึ่งในสองตำแหน่ง more likely ... than ใช้เปรียบเทียบความน่าจะเป็นของผลลัพธ์สองแบบ และ much แสดงว่าความแตกต่างนั้นมาก one ที่ท้ายประโยคใช้แทน position ดังนั้นสิ่งที่เปรียบเทียบคือสภาพเป็นปมกับสภาพไม่เป็นปม ไม่ใช่เชือกกับตำแหน่ง

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบความน่าจะเป็นด้วย much more likely for ... to ... than: It is ____ a flight ____ be delayed in winter ____ in summer.

ดูคำตอบ

much more likely for · to · than

Furthermore,

4:50

ยิ่งไปกว่านั้น

once a string is knotted,

4:51

เมื่อเชือกเกิดเป็นปมแล้ว

it resists being untied, ไวยากรณ์

4:54

มันก็ไม่ยอมคลายออกง่าย ๆ

ไวยากรณ์

resists being untied: คลายออกได้ยาก

หลัง resist ต้องใช้รูป -ing ไม่ใช่ to-infinitive ใน resists being untied คำว่า being untied เป็นกริยานามรูปถูกกระทำ โดยเชือกเป็นฝ่ายรับการกระทำของการแก้ปม วลีนี้หมายความว่าปมทำให้เชือกคลายออกได้ยาก resist ไม่ได้หมายความว่าเชือกต่อต้านอย่างมีสติ สิ่งไม่มีชีวิตก็สามารถ resist การกระทำได้ หากคุณสมบัติของมันทำให้การกระทำนั้นยากขึ้นหรือได้ผลน้อยลง

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยา damage เติมกริยานามรูปถูกกระทำหลัง resists: This protective coating resists ____.

ดูคำตอบ

being damaged

which is pretty much the definition of a knot. วลี

4:55

ซึ่งแทบจะเป็นนิยามของปมเลยทีเดียว

วลี

ใช้ pretty much เพื่อบอกการประเมินโดยประมาณ

pretty much เป็นวลีบอกระดับแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “เกือบจะ” “แทบจะ” หรือ “โดยพื้นฐานแล้ว” ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกว่าการแกะออกยากนั้นใกล้เคียงกับคำจำกัดความของปมมากพอ พร้อมกับเว้นพื้นที่ไว้เล็กน้อยสำหรับการพูดเกินจริง pretty ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “สวย” คำสองคำนี้ทำงานร่วมกันเป็นคำขยายที่ทำให้คำกล่าวไม่เด็ดขาดจนเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีไม่เป็นทางการเป้าหมายที่หมายถึง “เกือบจะหรือโดยพื้นฐานแล้ว”: With one piece left, the puzzle is ____ finished.

ดูคำตอบ

pretty much

So,

4:57

ดังนั้น

it'll remain knotted and twisted up until a person comes along and unties it. กริยาวลี

4:58

มันจะยังคงเป็นปมและพันกันอยู่ จนกว่าจะมีคนมาคลายออก

กริยาวลี

comes along ในความหมายว่า “ปรากฏตัวหรือมาถึง”

comes along ในที่นี้หมายถึง “ปรากฏตัวหรือมาถึงในภายหลัง” โดยมักเกิดขึ้นในเวลาที่เป็นประโยชน์หรือสำคัญ อนุประโยคที่มี until แสดงว่าการมาถึงของบุคคลนั้นเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ ในการเล่าเรื่อง someone comes along สามารถนำบุคคลใหม่เข้ามาในเรื่องโดยไม่ต้องอธิบายว่าเขามาจากที่ไหนอย่างชัดเจน ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกำลังเดินทางไปกับคนอื่นอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “We waited by the locked door until a teacher came along,” คำว่า came along หมายถึงอะไร?

  1. ครูคนหนึ่งบอกให้เรารีบ
  2. ครูคนหนึ่งมีความก้าวหน้า
  3. ครูคนหนึ่งมาถึงหรือปรากฏตัว
ดูคำตอบ

ครูคนหนึ่งมาถึงหรือปรากฏตัว

But what about rain? ลำดับความ

5:04

แล้วฝนล่ะ

ลำดับความ

ใช้ But what about ...? เพื่อเปลี่ยนหัวข้อ

But what about rain? ใช้รูปแบบ But what about + คำนามหรือแนวคิด เพื่อยกส่วนที่เกี่ยวข้องแต่ยังไม่ได้พูดถึงขึ้นมา ในที่นี้ ผู้พูดเปลี่ยนคำอธิบายจากส่วน bow ของ rainbow ไปยังส่วน rain นี่เป็นคำถามที่ช่วยจัดลำดับข้อมูล ไม่ใช่การขอข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับฝน ผู้พูดใช้เพื่อส่งสัญญาณว่าต่อไปจะพิจารณาอีกส่วนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายนี้ ผู้พูดใช้ “But what about rain?” เพื่อทำอะไร?

  1. นำเสนออีกส่วนหนึ่งของคำที่ยังต้องอธิบาย
  2. อ้างว่าฝนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายรุ้งเลย
  3. ถามพยากรณ์อากาศของวันพรุ่งนี้
ดูคำตอบ

นำเสนออีกส่วนหนึ่งของคำที่ยังต้องอธิบาย

Well,

5:05

เอาล่ะ

we know that rain is part of what's responsible for the visual experience of a rainbow. การใช้คำ

5:06

เรารู้ว่าฝนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นภาพของสายรุ้ง

การใช้คำ

what's responsible for: ระบุสาเหตุ

ในประโยคนี้ what's responsible for หมายถึงสิ่งที่ช่วยทำให้บางอย่างเกิดขึ้น ฝนถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราเห็นภาพของสายรุ้ง รูปแบบ X is responsible for Y ใช้ระบุสาเหตุได้ โดยเฉพาะเมื่อ X เป็นสิ่งของ เหตุการณ์ หรือกระบวนการ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าฝนมีหน้าที่หรือสมควรถูกตำหนิ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “A software bug was responsible for the delay.” คำว่า “was responsible for” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ทำให้หรือมีส่วนทำให้เกิดความล่าช้า
  2. ถูกค้นพบหลังจากเกิดความล่าช้า
  3. มีหน้าที่จัดการความล่าช้า
ดูคำตอบ

ทำให้หรือมีส่วนทำให้เกิดความล่าช้า

But what about the olfactory sensation of rain? การใช้คำ

5:11

แต่แล้วสัมผัสทางกลิ่นจากฝนล่ะ

The smell of rain.

5:15

กลิ่นของฝน

การใช้คำ

“Olfactory sensation”: ภาษาทางการสำหรับการรับกลิ่น

“Olfactory” หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประสาทรับกลิ่น ดังนั้น “olfactory sensation” จึงหมายถึงประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่รับรู้ผ่านจมูก ในที่นี้หมายถึงว่าฝนมีกลิ่นอย่างไร ไม่ใช่ลักษณะที่มองเห็นหรือรสชาติของฝน ผู้พูดเริ่มด้วยนามวลีที่เป็นทางการและฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วกล่าวใหม่ทันทีว่า “the smell of rain” การเปลี่ยนจากถ้อยคำทางการเป็นถ้อยคำธรรมดาช่วยให้ผู้ฟังเชื่อมโยงศัพท์เฉพาะกับสำนวนในชีวิตประจำวันได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นการกล่าวใหม่แบบภาษาทั่วไปที่ชัดเจนที่สุดของ “the olfactory sensation of rain”?

  1. What about the color of rain?
  2. What about the smell of rain?
  3. What about the taste of rain?
ดูคำตอบ

What about the smell of rain?

There's actually a name for the way rain smells.

5:17

ที่จริงแล้ว กลิ่นของฝนมีชื่อเรียก

It's called petrichor. การใช้คำ

5:21

มันเรียกว่าเพทริคอร์

การใช้คำ

“Petrichor”: กลิ่นหลังฝนตกบนพื้นดินแห้ง

คำนาม “petrichor” เป็นชื่อเฉพาะของกลิ่นดินอันโดดเด่นที่สังเกตได้หลังจากฝนตกลงบนพื้นดินแห้ง คำนี้เป็นชื่อของกลิ่น ไม่ได้หมายถึงตัวฝน พื้นดิน หรือน้ำมันจากพืช ในประโยคนี้ “It’s called petrichor” ตอบคำถามเรื่องชื่อโดยตรง โดยนำคำเฉพาะคำเดียวมาแทนคำอธิบายทั่วไปว่า “the way rain smells”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเฉพาะสำหรับกลิ่นดินหลังฝนตกลงบนพื้นแห้ง: After the first shower in weeks, the air was filled with ____.

ดูคำตอบ

petrichor

Naturalists have given the smell of rain a name

5:22

นักธรรมชาติวิทยาตั้งชื่อให้กลิ่นของฝน

because they have found a specific cause for the smell of rain.

5:25

เพราะพวกเขาพบสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เกิดกลิ่นนี้

During dry times,

5:29

ในช่วงที่อากาศแห้ง

plants exude in oil.

5:30

พืชจะหลั่งน้ำมันออกมา

And the point of this oil is to slow down seed germination and plant growth โน้ต

5:32

น้ำมันนี้มีหน้าที่ชะลอการงอกของเมล็ดและการเติบโตของพืช

ไวยากรณ์

the point of this oil is to ...: บอกจุดประสงค์หรือหน้าที่

ในประโยคนี้ the point of this oil หมายถึง “จุดประสงค์หรือหน้าที่ของน้ำมันนี้” วลีนี้ใช้บอกว่าน้ำมันมีไว้ทำไมหรือควรให้ผลอย่างไร ในที่นี้ point ไม่ได้หมายถึง “ประเด็นสำคัญ” หรือ “ปลายแหลม” โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ the point of + คำนาม + is to + คำกริยารูปพื้นฐาน ผู้พูดสามารถระบุสิ่งหนึ่งก่อน แล้วจึงบอกจุดประสงค์หรือหน้าที่ของสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกจุดประสงค์ที่เรียนมา: ____ the safety rule ____ prevent accidents.

ดูคำตอบ

The point of · is to

กริยาวลี

slow down: ลดความเร็วของกระบวนการหรือการเคลื่อนที่

Slow down หมายถึง “ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นหรือพัฒนาด้วยความเร็วที่ลดลง” ในที่นี้เป็นกริยาที่มีกรรม โดยน้ำมันทำให้กระบวนการสองอย่าง ได้แก่ การงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืช ดำเนินไปช้าลง Down เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีและไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนลงด้านล่าง ผลที่ได้คือความเร็วหรืออัตราลดลง ไม่จำเป็นต้องหยุดโดยสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ทำให้บางสิ่งเคลื่อนที่ช้าลง”: Too many cars can ____ the school bus.

ดูคำตอบ

slow down

so they can wait until there's more water.

5:36

เพื่อให้พวกมันรอจนกว่าจะมีน้ำมากขึ้นได้

But once the rain comes, ไวยากรณ์

5:38

แต่เมื่อฝนตกลงมา

this oil is washed into the air and we smell it,

5:40

น้ำมันนี้จะถูกชะให้ฟุ้งขึ้นสู่อากาศและเราก็ได้กลิ่น

creating petrichor, ไวยากรณ์

5:43

ทำให้เกิดเพทริคอร์

the smell of rain.

5:44

หรือกลิ่นของฝน

ไวยากรณ์

once the rain comes, ในฐานะอนุประโยคบอกเวลาแบบมีเงื่อนไขกระตุ้น

Once นำหน้าอนุประโยคบอกเวลา: once the rain comes หมายถึง ‘ทันทีที่ฝนมา’ หรือ ‘หลังจากฝนเริ่มตก’ คำนี้ทำให้การมาของฝนเป็นเงื่อนไขกระตุ้น ไม่ได้หมายถึงจำนวนหนึ่งครั้ง ประโยคหลักบอกสิ่งที่เกิดตามมาหลังเงื่อนไขนั้น โครงสร้าง once + ประธาน + กริยารูปปัจจุบันพบได้บ่อยในการอธิบายกระบวนการหรือให้คำสั่ง แม้ผลลัพธ์จะเป็นเรื่องในอนาคต อนุประโยคบอกเวลาก็มักใช้กริยารูปปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำสันธานหนึ่งคำจากบทเรียนนี้ เพื่อแสดงว่าการเปลี่ยนสีของไฟเป็นเงื่อนไขกระตุ้น: ____ the light turns green, press the button.

ดูคำตอบ

Once

ไวยากรณ์

creating petrichor, ในฐานะอนุประโยค -ing ที่บอกผลลัพธ์

ใน creating petrichor คำว่า creating เป็น present participle ที่ขึ้นต้นอนุประโยค -ing แบบไม่ผัน หลังเครื่องหมายจุลภาค อนุประโยคนี้เสริมผลลัพธ์ของกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า คือ น้ำมันถูกพาเข้าสู่อากาศ เราได้กลิ่น และกระบวนการนี้ทำให้เกิดเพทริคอร์ creating ในที่นี้ไม่มีกาลแบบกริยาแท้และไม่มีประธานของตัวเองที่ระบุไว้ จึงไม่ใช่กริยาหลักของประโยค และไม่ได้หมายความว่าน้ำมันตั้งใจสร้างสิ่งใด โครงสร้างเครื่องหมายจุลภาค + -ing ช่วยเชื่อมเหตุการณ์กับผลที่ตามมาอย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ create เพื่อเติมผลลัพธ์ของปฏิกิริยา: The two chemicals reacted, ____ a bright blue color.

ดูคำตอบ

creating

So the next time you smell rain,

5:46

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณได้กลิ่นฝน

think about this word petrichor and where it comes from.

5:47

ให้นึกถึงคำว่า “เพทริคอร์” และที่มาของมัน

You're not just smelling nature or certain plant oils,

5:50

คุณไม่ได้กำลังได้กลิ่นเพียงธรรมชาติหรือน้ำมันจากพืชบางชนิด

you are smelling by definition วลี

5:53

ตามความหมายของคำแล้ว คุณกำลังได้กลิ่น

the blood of stone. สำนวน

5:55

เลือดของหิน

วลี

by definition: สิ่งที่จำเป็นต้องตามมาจากความหมายของคำศัพท์

ในประโยคนี้ by definition หมายถึง “ตามความหมายอย่างเคร่งครัดของคำหรือแนวคิด” ผู้พูดกำลังบอกว่าข้อความที่ตามมานั้นสรุปได้จากความหมายของชื่อ petrichor ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ใหม่ว่าส่วนประกอบทางกายภาพของกลิ่นมีอะไรบ้าง นอกจากนี้ วลีนี้ยังจัดข้อมูลให้เปลี่ยนจากคำบรรยายทั่วไปไปสู่ข้อสรุปเชิงกวีที่อาศัยคำนิยาม หากเข้าใจคำศัพท์นี้ผ่านรากศัพท์ กลิ่นดังกล่าวก็สามารถกล่าวใหม่ได้ว่าเป็น “เลือดของหิน” โดยทั่วไปใช้ by definition เมื่อข้อความหนึ่งต้องเป็นจริงเพราะวิธีที่คำศัพท์นั้นถูกนิยามไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ในฐานะผลที่จำเป็นจากความหมายของคำศัพท์”: A triangle has three sides ____.

ดูคำตอบ

by definition

The blood of the earth,

5:58

เลือดของผืนโลก

of the ground.

6:00

ของผืนดิน

สำนวน

the blood of stone ... the blood of the earth ในฐานะอุปลักษณ์เชิงกวี

the blood of stone เป็นอุปลักษณ์เชิงกวี ไม่ใช่ข้อความตามตัวอักษรที่บอกว่าหินมีเลือดอยู่จริง การมอบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของสิ่งมีชีวิตให้แก่หิน ผืนดิน และพื้นดิน ทำให้ผู้พูดสร้างบุคลาธิษฐานให้แผ่นดิน และเปลี่ยนความหมายที่เกี่ยวข้องกับ petrichor ให้เป็นภาพแทนกลิ่นหลังฝนตก ส่วนประโยคสั้น ๆ ที่ตามมาซ้ำ The blood of ... และขยายภาพจาก stone ไปยัง earth และ ground การขยายซ้ำเช่นนี้ทำให้คำอธิบายจบลงอย่างมีจังหวะและทรงพลัง ในข้อความอื่น โครงสร้างนี้อาจบอกว่าผู้เขียนกำลังกล่าวอุปลักษณ์ใหม่และขยายความ ไม่ได้กำลังแจกแจงส่วนประกอบจริงเพิ่มเติม

แบบฝึกหัด

การตีความใดอธิบายถ้อยคำที่เน้นไว้ในประโยคได้ดีที่สุด

  1. เตือนว่าการดมกลิ่นพื้นดินเปียกเป็นอันตราย
  2. กล่าวว่าเลือดจริงเป็นส่วนประกอบทางกายภาพของกลิ่น
  3. ใช้ภาพเปรียบเทียบเชิงกวีและการขยายความแบบซ้ำเพื่อเชื่อม petrichor เข้ากับผืนดิน
  4. แจกแจงชื่อทางวิทยาศาสตร์ของน้ำมันจากพืชสามชื่อ
ดูคำตอบ

ใช้ภาพเปรียบเทียบเชิงกวีและการขยายความแบบซ้ำเพื่อเชื่อม petrichor เข้ากับผืนดิน

And as always,

6:01

และเช่นเคย

thanks for watching.

6:02

ขอบคุณที่รับชม