ทฤษฎีการเมือง – Jean-Jacques Rousseau: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
1,207 คำ 169 คำ/นาที

คำแนะนำวิดีโอ: รุสโซโต้แย้งความเชื่อเรื่องความก้าวหน้า และเชื่อมสภาวะธรรมชาติ amour-propre การศึกษา อารมณ์ และแนวคิดโรแมนติก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. a far cry from (สำนวนและภาษาภาพพจน์): เน้นว่าสองสถานที่ ประสบการณ์ หรือความเป็นจริงต่างกันมาก ไม่ใช่เสียงร้องจากที่ไกล 2. what it would have been like (ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค): ใช้ what...like กับ would have been เพื่อจินตนาการอดีตที่ไม่ได้เห็นหรือเป็นสมมติฐาน 3. can directly be traced back to (กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม): เชื่อมแนวคิดปัจจุบันกับต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ เพื่ออธิบายที่มาหรืออิทธิพล

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Modern life is deeply attracted to the idea of progress. วลี

0:08

ชีวิตสมัยใหม่ถูกดึงดูดอย่างมากด้วยแนวคิดเรื่องความก้าวหน้า

วลี

be attracted to the idea of + คำนามหรือรูป -ing

ในที่นี้ be attracted to the idea of หมายถึงรู้สึกว่าแนวคิดหรือความเป็นไปได้บางอย่างน่าสนใจ Modern life ถูกทำให้เป็นบุคคล ราวกับว่าสังคมสามารถรู้สึกถูกดึงดูดได้ โครงสร้างคือ be attracted to + นามวลี ในสำนวนนี้ to เป็นคำบุพบทที่อยู่หน้า the idea และ of ใช้นำเนื้อหาของแนวคิดนั้น: be attracted to the idea of + คำนามหรือรูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายความว่าความเป็นไปได้นั้นดูน่าสนใจ: After years in a crowded city, Maya was ____ moving to a quiet village.

ดูคำตอบ

attracted to the idea of

In the 18th century,

0:13

ในศตวรรษที่ 18

as European societies became ever richer and more technological,

0:14

เมื่อสังคมยุโรปมีความมั่งคั่งและมีเทคโนโลยีมากขึ้น

the conventional view was that mankind was firmly set on a positive trajectory สำนวน

0:17

มุมมองแบบดั้งเดิมคือมนุษยชาติกำลังดำเนินไปบนเส้นทางเชิงบวกอย่างมั่นคง

from savagery and ignorance towards prosperity and civilization.

0:22

จากความป่าเถื่อนและความไม่รู้ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและอารยธรรม

สำนวน

firmly set on a positive trajectory: อยู่บนเส้นทางเชิงบวกอย่างมั่นคง

ในที่นี้ firmly set on a positive trajectory เปรียบพัฒนาการของมนุษย์เสมือนว่าถูกวางไว้บนเส้นทางขาขึ้นแล้ว trajectory ใช้เชิงอุปมา หมายถึงทิศทางหรือรูปแบบการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ไม่ใช่วิถีจริงของวัตถุที่เคลื่อนที่ Firmly set สื่อว่าทิศทางนี้ถูกมองว่ามั่นคงและไม่น่าจะเปลี่ยน ดังนั้นวลีนี้จึงแสดงความมั่นใจอย่างมากว่าจะเคลื่อนจากสภาพที่แย่กว่าไปสู่สภาพที่ดีกว่าอย่างต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

ใน “The recovery is firmly set on a positive trajectory” วลีเป้าหมายหมายความว่าอย่างไร?

  1. การฟื้นตัวดูเหมือนกำลังมุ่งไปสู่การพัฒนาในระยะยาวอย่างมั่นคง
  2. การฟื้นตัวกำลังเคลื่อนไปตามวิถีการบินจริงของวัตถุ
  3. การฟื้นตัวบรรลุผลสำเร็จขั้นสุดท้ายแล้ว
ดูคำตอบ

การฟื้นตัวดูเหมือนกำลังมุ่งไปสู่การพัฒนาในระยะยาวอย่างมั่นคง

But there was at least one 18th century philosopher who violently disagreed

0:27

แต่มีนักปรัชญาในศตวรรษที่ 18 อย่างน้อยหนึ่งคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

and who continues to have very provocative things to say to our own era.

0:32

และยังคงมีสิ่งยั่วยุความคิดมากมายที่จะบอกกับยุคสมัยของเรา

Jean-Jacques Rousseau was born to an educated watchmaker in Geneva in 1712.

0:36

ฌอง-ฌาคส์ รุสโซ เกิดในครอบครัวช่างทำนาฬิกาที่มีการศึกษาในเมืองเจนีวาเมื่อปี 1712

When he was 10,

0:41

เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ

his father got into a legal dispute วลี

0:42

พ่อของเขาเข้าไปพัวพันกับข้อพิพาททางกฎหมาย

and the family was forced to flee Geneva. ไวยากรณ์

0:44

และครอบครัวถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากเจนีวา

วลี

got into a legal dispute: เข้าไปพัวพันกับข้อพิพาททางกฎหมาย

ในที่นี้ got into หมายถึงเข้าไปพัวพันหรือตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง ไม่ได้หมายถึงเข้าไปในสถานที่จริง ๆ ส่วน a legal dispute คือข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ ข้อเรียกร้อง หรือการดำเนินการทางกฎหมาย โครงสร้าง get into + สถานการณ์ที่ยุ่งยาก นำเสนอสถานการณ์ว่าเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นและสร้างปัญหา รูปอดีต got into แสดงว่าพ่อเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get into a legal dispute: After the business partners disagreed over the contract, they ____.

ดูคำตอบ

got into a legal dispute

ไวยากรณ์

was forced to flee Geneva: ถูกบังคับให้หนีออกจากเจนีวา

โครงสร้างกรรมวาจก was forced to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าแรงกดดันจากภายนอกหรือสถานการณ์ทำให้ครอบครัวไม่มีทางเลือกจริง ๆ หลัง forced ตามด้วย to flee ดังนั้น flee จึงคงอยู่ในรูปพื้นฐาน Flee หมายถึงออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อหนีอันตรายหรือปัญหาร้ายแรง คำนี้สามารถรับสถานที่ที่หนีออกมาเป็นกรรมโดยตรงได้ ดังนั้น flee Geneva จึงสมบูรณ์โดยไม่ต้องมี from

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย was forced to flee: When the wildfire reached the valley, the family ____ their home.

ดูคำตอบ

was forced to flee

From that point on, ลำดับความ

0:46

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Rousseau's life was marked by deep instability and isolation. วลี

0:47

ชีวิตของรุสโซก็เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงและโดดเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง

ลำดับความ

From that point on: จุดเปลี่ยนที่มีผลต่อเนื่อง

From that point on กำหนดเส้นแบ่งของเวลา โดยหมายถึง “เริ่มจากช่วงเวลานั้นและดำเนินต่อไปหลังจากนั้น” ในประโยคนี้ ปัญหาทางกฎหมายและการจากไปของครอบครัวคือจุดเปลี่ยน ส่วนความไม่มั่นคงและความโดดเดี่ยวเป็นลักษณะของชีวิตรุสโซในช่วงต่อมา ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ถัดไปเหตุการณ์เดียว เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้เชื่อมเหตุการณ์ก่อนหน้ากับผลที่ต่อเนื่องยาวนาน และช่วยจัดลำดับชีวประวัติหรือเรื่องราวให้แบ่งเป็นช่วง “ก่อน” กับ “หลัง” อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าสถานการณ์ใหม่ดำเนินต่อไปหลังจากจุดเปลี่ยนที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

  1. At that point, Maya checked the schedule once.
  2. From that point on, Maya checked the schedule every morning.
  3. After that, Maya received a message.
ดูคำตอบ

From that point on, Maya checked the schedule every morning.

วลี

was marked by: การนำเสนอลักษณะที่โดดเด่น

ใน was marked by คำว่า marked ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ โครงสร้างกรรมวาจก be marked by + นามวลี หมายถึง “มีคุณสมบัติหรือประสบการณ์นั้นเป็นลักษณะที่เด่นหรือสำคัญ” ในประโยคนี้ ความไม่มั่นคงและความโดดเดี่ยวอย่างมากถูกนำเสนอเป็นลักษณะสำคัญของชีวิตรุสโซในช่วงต่อมา โครงสร้างนี้ช่วยให้ชีวประวัติ งานเขียนประวัติศาสตร์ และงานวิเคราะห์สรุปช่วงเวลาหนึ่งด้วยลักษณะที่สำคัญที่สุด โดยไม่ได้บอกว่าลักษณะเหล่านั้นเป็นสาเหตุของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ was marked by ได้ถูกต้องเพื่อบรรยายลักษณะเด่นของช่วงเวลาหนึ่ง

  1. The season was caused by frequent storms.
  2. The season was marked by frequent storms.
  3. The season was marked with frequent storms.
ดูคำตอบ

The season was marked by frequent storms.

As a young man,

0:51

เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม

Rousseau went to Paris

0:52

รุสโซเดินทางไปยังปารีส

and there was exposed to the opulence and luxury วลี

0:53

และที่นั่นเขาได้สัมผัสกับความมั่งคั่งและความหรูหรา

that was the order of the day in ancien régime Paris. โน้ต

0:56

ซึ่งเป็นเรื่องปกติในปารีสยุคระบอบเก่า (ancien régime)

วลี

be exposed to: ได้สัมผัสและได้รับอิทธิพล

be exposed to หมายถึงการได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งมักมีโอกาสส่งอิทธิพลต่อเรา ในประโยคนี้ รุสโซได้พบกับความมั่งคั่งโอ่อ่าและความหรูหราของชีวิตในปารีส วลีนี้ไม่ได้บอกว่าการสัมผัสนั้นเป็นอันตรายทางกาย โครงสร้างคือ be + exposed + to + คำนามหรือรูป -ing ในรูปประธานเป็นผู้กระทำ ใช้ expose someone to เพื่อระบุคนหรือสิ่งที่ทำให้เกิดการสัมผัสนั้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีรูปประธานเป็นผู้ถูกกระทำที่หมายถึง “ได้สัมผัสกับ”: During the exchange program, Maya ____ several new teaching methods.

ดูคำตอบ

was exposed to

สำนวน

the order of the day: แนวปฏิบัติหลักของยุคนั้น

the order of the day เป็นสำนวนที่หมายถึงแนวปฏิบัติ ทัศนคติ หรือสภาพการณ์ที่พบได้ทั่วไป มีอิทธิพลเด่น หรือถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ในประโยคนี้ ความมั่งคั่งโอ่อ่าและความหรูหราเป็นลักษณะเด่นของชีวิตสังคมในปารีสสมัยระบอบเก่า สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงคำสั่งที่ออกในวันนี้หรือรายการในกำหนดการวันนี้ แต่ใช้บอกว่าสิ่งใดเป็นลักษณะสำคัญของยุคนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนห้าคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “แนวปฏิบัติทั่วไปหรือที่มีอิทธิพลเด่น”: In the company's early years, rapid experimentation was ____.

ดูคำตอบ

the order of the day

วัฒนธรรม

ancien régime Paris: ปารีสภายใต้ระเบียบก่อนการปฏิวัติ

Ancien Régime เป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ที่ใช้เรียกระบอบกษัตริย์และระเบียบทางสังคมโดยรวมของฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ใน ancien régime Paris คำนี้ขยาย Paris และหมายถึงปารีสภายใต้ระเบียบก่อนการปฏิวัติดังกล่าว จึงเชื่อมความโอ่อ่าและความหรูหราของเมืองเข้ากับบริบททางสังคมนั้น ไม่ใช่ชื่อย่านหนึ่งในปารีส

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ "ancien régime Paris" หมายถึงอะไร

  1. ปารีสภายใต้รัฐบาลสมัยใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้ง
  2. ย่านหนึ่งในปารีสที่มีชื่อเสียงเรื่องร้านสินค้าหรูหรา
  3. ปารีสภายใต้ระเบียบทางสังคมและการเมืองของฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส
ดูคำตอบ

ปารีสภายใต้ระเบียบทางสังคมและการเมืองของฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส

It was a far cry from his birthplace of Geneva, สำนวน

0:59

มันช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมืองเจนีวาบ้านเกิดของเขา

a city that was sober and deeply opposed to luxury goods.

1:01

ซึ่งเป็นเมืองที่เรียบง่ายและต่อต้านสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง

สำนวน

a far cry from: ความแตกต่างอย่างชัดเจน

A far cry from เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “แตกต่างจากอย่างมาก” รูปแบบทั่วไปคือ X is/was a far cry from Y โดยต้องคงคำนำหน้านาม a ไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน ในที่นี้ สำนวนดังกล่าวเน้นความแตกต่างชัดเจนระหว่างความหรูหราของปารีสกับค่านิยมที่เคร่งครัดของเจนีวา สำนวนนี้กล่าวถึงความแตกต่าง ไม่ใช่เสียงร้องจากที่ไกลหรือเพียงระยะทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำที่หมายถึง “แตกต่างจากอย่างมาก”: The calm village was ____ the noisy capital.

ดูคำตอบ

a far cry from

Then one day in 1749,

1:05

แล้ววันหนึ่งในปี 1749

he read a copy of a newspaper,

1:06

เขาได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

the Mercure de France,

1:08

ชื่อว่า Mercure de France

that contained an advert for an essay

1:09

ซึ่งมีประกาศรับสมัครบทความ

on the subject of whether recent advances in the arts and sciences

1:11

ในหัวข้อที่ว่าความก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้

had contributed to what was called the purification of morals.

1:15

ได้มีส่วนช่วยในสิ่งที่เรียกว่าการชำระศีลธรรมให้บริสุทธิ์ขึ้นหรือไม่

In other words, ลำดับความ

1:19

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ

was the world getting better?

1:20

โลกกำลังดีขึ้นหรือเปล่า?

ลำดับความ

In other words: การกล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น

“In other words” บอกผู้ฟังว่าคำถามถัดไปกำลังสื่อประเด็นพื้นฐานเดิมด้วยวิธีที่ง่ายและตรงกว่า ในที่นี้ “was the world getting better?” สรุปคำถามก่อนหน้าที่ว่าความก้าวหน้าทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ช่วยให้ศีลธรรมดีขึ้นหรือไม่ สำนวนนี้มีหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล ไม่ใช่เพิ่มหลักฐาน โดยเริ่มจากแนวคิดที่ซับซ้อนกว่า แล้วจึงกล่าวใหม่เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นประเด็นสำคัญ

แบบฝึกหัด

“In other words” ในตัวอย่างส่งสัญญาณถึงอะไร

  1. แสดงว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนหัวข้อ
  2. เกริ่นการกล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
  3. เพิ่มเหตุผลใหม่ที่แยกจากเดิม
ดูคำตอบ

เกริ่นการกล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น

Rousseau experienced something of an epiphany. วลี

1:23

รุสโซมีประสบการณ์คล้ายกับการตรัสรู้

วลี

something of an epiphany: คำอธิบายแบบไม่ยืนยันเด็ดขาด

“Something of a/an + noun” หมายความว่า บุคคล สิ่งของ หรือประสบการณ์หนึ่งสามารถอธิบายด้วยคำนามนั้นได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ยืนยันอย่างเด็ดขาด ดังนั้น “something of an epiphany” จึงหมายถึงประสบการณ์ที่คล้ายกับการเกิดความเข้าใจสำคัญอย่างฉับพลันมากพอที่จะเรียกว่า epiphany ได้ แต่ผู้พูดยังคงใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง คำนำหน้านามต้องสอดคล้องกับคำนามที่ตามมา เช่น “something of a surprise” แต่ใช้ “something of an epiphany” ในที่นี้ “epiphany” หมายถึงการเกิดความเข้าใจสำคัญอย่างฉับพลัน ไม่ใช่วันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ของศาสนาคริสต์

แบบฝึกหัด

ใช้ “something of a/an + noun” เพื่อทำให้คำอธิบายระมัดระวังขึ้น แล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์: The unexpected praise came as ____ surprise to her.

ดูคำตอบ

something of a

It struck him that civilization and progress had not in fact improved people. ไวยากรณ์

1:25

เขาตระหนักว่าแท้จริงแล้ว อารยธรรมและความก้าวหน้าไม่ได้ทำให้ผู้คนดีขึ้นเลย

ไวยากรณ์

It struck him that: การตระหนักรู้อย่างฉับพลัน

It struck him that ใช้นำเสนอความคิดที่เกิดขึ้นในลักษณะของการตระหนักรู้อย่างฉับพลันหรือรุนแรง ในที่นี้ it เป็นประธานที่ไม่ได้อ้างถึงคนหรือสิ่งของใด และ struck ก็ไม่ได้หมายถึง “ตี” ใช้โครงสร้าง It struck + คน + อนุประโยค that เพื่อบอกว่าใครเป็นผู้ตระหนักและตระหนักเรื่องอะไร โครงสร้างนี้เน้นแรงกระทบของการเปลี่ยนความคิดมากกว่าการพูดเพียงว่าคนนั้นคิดอะไรบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ใช้ strike ในรูปอดีตแล้วเติมโครงสร้าง It struck + คน + that ให้สมบูรณ์: As Nina reached the station, ____ she had left her ticket at home.

ดูคำตอบ

it struck her that

Instead,

1:30

ในทางกลับกัน

they had exacted a terrible,

1:31

พวกมันได้สร้างผลกระทบอันเลวร้าย

destructive influence on the morality of human beings

1:32

และทำลายล้างต่อศีลธรรมของมนุษย์

who had once been good.

1:36

ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนดี

Rousseau took this insight

1:37

รุสโซนำความเข้าใจเชิงลึกนี้

and turned it into the central thesis กริยาวลี

1:39

มาเปลี่ยนเป็นวิทยานิพนธ์หลัก

of what became his celebrated Discourse on the Arts and Sciences.

1:41

ของสิ่งที่จะกลายมาเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงอย่าง "Discourse on the Arts and Sciences"

กริยาวลี

turned it into: เปลี่ยนบางสิ่งให้เป็นผลลัพธ์ใหม่

Turned it into ใช้ตามรูปแบบ turn + กรรม + into + ผลลัพธ์ หมายถึงมีคนเปลี่ยนหรือพัฒนาสิ่งหนึ่งจนกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ it หมายถึง insight ส่วนผลลัพธ์ที่ตามหลัง into คือ central thesis การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นด้านความคิด ไม่ใช่ทางกายภาพ กล่าวคือ Rousseau พัฒนาแนวคิดหนึ่งให้เป็นข้อเสนอหลักของงานเขียน

แบบฝึกหัด

ใช้ turn ในรูปอดีตกับ it และบุพบทที่ถูกต้อง: The shed was empty, so they ____ a music room.

ดูคำตอบ

turned it into

His argument was simple.

1:45

ข้อโต้แย้งของเขาเรียบง่ายมาก

Individuals had once been good and happy,

1:46

บุคคลเคยเป็นคนดีและมีความสุข

but as people had emerged from their pre-social state and joined society,

1:49

แต่เมื่อผู้คนหลุดพ้นจากสถานะก่อนเข้าสังคมและรวมตัวกันเป็นสังคม

they had become plagued by vice and sin. สำนวน

1:53

พวกเขาก็ถูกรบกวนด้วยความชั่วร้ายและบาป

สำนวน

plagued by vice and sin: ภัยทางศีลธรรมที่ยืดเยื้อ

Be plagued by หมายถึงการได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาร้ายแรงที่ยืดเยื้อหรือเกิดซ้ำ ๆ สำนวนนี้ใช้ภาพของโรคระบาดเพื่อเน้นว่าความเสียหายแผ่กว้างและหลีกหนีได้ยาก แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโรคระบาดจริง ๆ ใน vice and sin คำว่า vice หมายถึงนิสัยหรือพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม ส่วน sin เพิ่มความหมายของการทำผิดในทางศีลธรรมหรือศาสนา ทั้งวลีจึงนำเสนอว่าชีวิตในสังคมถูกความเสื่อมทรามทางศีลธรรมทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ถูกรบกวนซ้ำ ๆ”: For years, the apartment building has been ____ leaks and mold.

ดูคำตอบ

plagued by

In this work

1:56

ในผลงานชิ้นนี้

and in its twin,

1:57

และในผลงานคู่แฝดอย่าง

the Discourse on the Origins and Foundations of Inequality,

1:58

"Discourse on the Origins and Foundations of Inequality"

Rousseau went on to sketch ไวยากรณ์

2:01

รุสโซได้ร่างภาพต่อไปว่า

what it would have been like at the beginning of history, ไวยากรณ์

2:03

จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์น่าจะเป็นเช่นไร

an idyllic period that he called the state of nature. วัฒนธรรม

2:05

ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันงดงามที่เขาเรียกว่า "สภาวะธรรมชาติ"

ไวยากรณ์

went on to sketch: ก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไปและอธิบายโดยสรุป

Go on to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงการเปลี่ยนจากการกระทำหรือหัวข้อก่อนหน้าไปสู่การกระทำถัดไปที่แตกต่างกัน Went เป็นรูปอดีต ในที่นี้วลีดังกล่าวบอกว่ารุสโซเปลี่ยนจากการอภิปรายที่กำลังดำเนินอยู่ไปทำงานใหม่ Sketch ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือให้ภาพรวมสั้น ๆ ไม่ใช่วาดรูป ดังนั้น went on to sketch จึงหมายถึง “จากนั้นจึงอธิบายต่อโดยสรุป”

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนออภิปรายปัญหาจบแล้ว จากนั้นจึงอธิบายหัวข้อถัดไปที่แตกต่างกันอย่างคร่าว ๆ ประโยคใดแสดงลำดับนี้?

  1. The presenter went on to sketch a possible solution.
  2. The presenter avoided sketching a possible solution.
  3. The presenter went on sketching the problem.
ดูคำตอบ

The presenter went on to sketch a possible solution.

ไวยากรณ์

โครงสร้าง what it would have been like

อนุประโยคคำถามแฝง what it would have been like ใช้อธิบายลักษณะของสภาพการณ์ในอดีตที่ถูกจินตนาการขึ้น ในที่นี้ what ... like หมายถึง “สภาพการณ์นั้นเป็นอย่างไร” ไม่ใช่ “ชอบอะไร” would have been ประกอบด้วย would + have + been เพื่อมองย้อนกลับไปยังสภาวะในอดีตแบบสมมติ รุสโซกำลังสร้างภาพของสิ่งที่เขาไม่อาจสังเกตได้โดยตรง ไม่ได้กำลังเล่าความทรงจำที่รู้แน่หรือข้อเท็จจริงที่เขาเห็นด้วยตนเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างเป้าหมายเพื่อจินตนาการถึงสภาพในอดีตที่ไม่อาจสังเกตได้โดยตรง

  1. The historian described what the harbor would be like after the new terminal opens.
  2. The historian described what the harbor was like in the photograph from 1900.
  3. The historian described what the harbor would have been like before the railway arrived.
ดูคำตอบ

The historian described what the harbor would have been like before the railway arrived.

วัฒนธรรม

state of nature หรือสภาวะธรรมชาติ

state of nature หรือ “สภาวะธรรมชาติ” เป็นศัพท์ทางปรัชญาการเมืองที่หมายถึงสภาพมนุษย์ในเชิงสมมติก่อนมีรัฐบาลที่เป็นระบบ กฎหมาย และสถาบันทางสังคม เป็นแบบจำลองทางความคิดที่ใช้ตั้งคำถามว่ามนุษย์และความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีโครงสร้างเหล่านี้ ในประโยคนี้ รุสโซใช้ศัพท์นี้ตั้งชื่อช่วงเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่เขาจินตนาการขึ้น คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ชีวิตกลางแจ้ง และไม่ควรเข้าใจว่าเป็นยุคประวัติศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว

แบบฝึกหัด

ในงานเขียนด้านปรัชญาการเมือง state of nature น่าจะหมายถึงอะไร

  1. สภาพมนุษย์ในเชิงสมมติก่อนมีรัฐบาลและสถาบันทางสังคมที่เป็นระบบ
  2. พื้นที่ป่าคุ้มครองที่มนุษย์ไม่เคยรบกวน
  3. อารมณ์ที่สงบและเป็นธรรมชาติของบุคคล
ดูคำตอบ

สภาพมนุษย์ในเชิงสมมติก่อนมีรัฐบาลและสถาบันทางสังคมที่เป็นระบบ

A long time ago,

2:09

เมื่อนานมาแล้ว

when men and women lived in forests

2:10

ตอนที่ผู้ชายและผู้หญิงอาศัยอยู่ในป่า

and had never entered a shop or read a newspaper,

2:12

และไม่เคยเข้าร้านค้าหรืออ่านหนังสือพิมพ์

the philosopher pictured people more easily understanding their own minds

2:14

นักปรัชญาจินตนาการว่าผู้คนเข้าใจจิตใจของตนเองได้ง่ายขึ้น

and so being drawn towards essential features of a satisfied life,

2:18

และถูกดึงดูดไปสู่คุณลักษณะที่จำเป็นของชีวิตที่พึงพอใจ

a love of family,

2:22

ความรักในครอบครัว

a respect for nature,

2:23

ความเคารพต่อธรรมชาติ

an awe at the beauty of the universe,

2:24

ความเกรงขามต่อความงามของจักรวาล

a curiosity about others,

2:26

ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น

and a taste for music and simple entertainments.

2:28

และรสนิยมในดนตรีรวมถึงความบันเทิงที่เรียบง่าย

The state of nature was moral and guided by spontaneous

2:31

สภาวะธรรมชาติมีศีลธรรมและถูกนำทางด้วยความเป็นธรรมชาติ

pity, empathy for others and their suffering.

2:35

ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและความทุกข์ทรมานของพวกเขา

So what was it about civilization ไวยากรณ์

2:39

แล้วอะไรในอารยธรรม

that Rousseau thought had corrupted people

2:40

ที่รุสโซคิดว่าทำให้ผู้คนทุจริต

and led to moral degeneracy?

2:42

และนำไปสู่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรม?

ไวยากรณ์

What was it about civilization that...?: คำถามที่เจาะจงไปยังคุณลักษณะ

“What was it about civilization that ...?” ใช้ถามว่าคุณลักษณะหรือแง่มุมใดของอารยธรรมทำให้เกิดผลที่กล่าวถึง คำถามนี้เจาะจงกว่าคำถามทั่วไปที่ใช้ why เพราะคำตอบควรชี้สิ่งที่อยู่ในตัวอารยธรรมเอง ตรงนี้ it เป็นส่วนประกอบทางโครงสร้างในรูปคำถาม what was it about X that Y? ไม่ได้ใช้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กล่าวมาก่อน ส่วน was เป็นรูปอดีตให้สอดคล้องกับข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์ของรุสโซ

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยโครงสร้างอดีตที่กำหนด “What was it about ... that ...?”: ____ the speech ____ changed their minds?

ดูคำตอบ

What was it about · that

Rousseau claimed that the march towards civilization สำนวน

2:45

รุสโซอ้างว่าการก้าวไปสู่อารยธรรม

had awakened in people an unhealthy form of self-love,

2:47

ได้ปลุกรูปแบบการรักตัวเองที่ไม่ดีต่อสุขภาพขึ้นมาในตัวผู้คน

amour-propre, he called it, วัฒนธรรม

2:51

เขาเรียกมันว่า amour-propre

สำนวน

The march towards civilization: การเคลื่อนไปสู่อารยธรรม

ในที่นี้ march เป็นอุปลักษณ์ของการเคลื่อนไปข้างหน้าร่วมกันอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ วลี the march towards civilization หมายถึงการที่สังคมพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่สิ่งที่เรียกว่าอารยธรรม ไม่ได้หมายถึงผู้คนที่เดินเป็นขบวนจริง ๆ March มักสื่อถึงความก้าวหน้าที่มุ่งมั่นและหยุดยั้งได้ยาก ภาพที่โดยทั่วไปเป็นบวกนี้จึงสร้างความขัดแย้งในที่นี้ เพราะรุสโซบอกว่า “ความก้าวหน้า” ดังกล่าวปลุกความรักตนเองในรูปแบบที่ไม่ดี

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The march toward cashless payments is changing small businesses,” วลี the march toward cashless payments หมายถึงอะไร?

  1. ขบวนพาเหรดจริงที่สนับสนุนการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด
  2. การตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะเลิกใช้การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด
  3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องไปสู่การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องไปสู่การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด

วัฒนธรรม

amour-propre: ความรักตนเองที่อาศัยการเปรียบเทียบ

amour-propre เป็นศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่รูโซใช้เรียกความรักตนเองชนิดที่ต้องพึ่งพาสังคม บุคคลประเมินคุณค่าของตนผ่านการยอมรับจากผู้อื่นและการเปรียบเทียบสถานะ ความสำเร็จ หรือคุณค่าของตนเอง ในประโยคนี้ unhealthy form บอกว่าคำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเห็นคุณค่าในตนเองหรือการดูแลตนเองที่ดี แนวคิดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชีวิตในสังคมจึงอาจก่อให้เกิดความหยิ่ง ความอิจฉา และความทะนงตน

แบบฝึกหัด

amour-propre ในประโยคนี้มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด

  1. การอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษรถึงนักปรัชญาคนอื่น
  2. การดูแลตนเองที่ดีซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับการยอมรับจากสังคม
  3. ความรักตนเองที่อาศัยการเปรียบเทียบและขึ้นอยู่กับการตัดสินของผู้อื่น
ดูคำตอบ

ความรักตนเองที่อาศัยการเปรียบเทียบและขึ้นอยู่กับการตัดสินของผู้อื่น

something that was artificial

2:53

ซึ่งเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้น

and centered around pride,

2:54

และมีศูนย์กลางอยู่ที่ความเย่อหยิ่ง

jealousy,

2:56

ความอิจฉาริษยา

and vanity.

2:56

และความหลงตัวเอง

Rousseau argued that this destructive form of self-love

2:58

รุสโซแย้งว่ารูปแบบการรักตัวเองที่ทำลายล้างนี้

had emerged as people had moved into cities

3:01

เกิดขึ้นเมื่อผู้คนย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง

and there had begun to compare themselves to others

3:03

และที่นั่นพวกเขาเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

and created their identities solely by reference to their neighbors. วลี

3:06

และสร้างอัตลักษณ์ของตนโดยอ้างอิงจากเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว

วลี

solely by reference to: ใช้สิ่งหนึ่งเป็นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

ใน solely by reference to นั้น by reference to หมายถึงการใช้บางสิ่งเป็นพื้นฐานหรือเกณฑ์สำหรับการเปรียบเทียบหรือการตัดสิน ส่วน solely จำกัดพื้นฐานนั้นไว้เพียงสิ่งเดียวและตัดปัจจัยอื่นทั้งหมดออก ในที่นี้ อัตลักษณ์ของผู้คนถูกสร้างขึ้นตามการเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อนบ้านเท่านั้น ในโครงสร้างนี้ reference ไม่ได้หมายถึงการอ้างอิง การรับรอง หรือการกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่หมายถึงการใช้เพียงสิ่งเดียวเป็นเกณฑ์: The committee judged the proposal ____ its cost.

ดูคำตอบ

solely by reference to

Civilized people had stopped thinking about what they wanted

3:09

คนมีอารยธรรมหยุดคิดว่าพวกเขาต้องการอะไร

and they felt and merely imitated other people,

3:12

และรู้สึกอย่างไร พวกเขาเพียงแค่เลียนแบบผู้อื่น

entering into ruinous competitions for status and money

3:15

เข้าสู่การแข่งขันที่หายนะเพื่อสถานะและเงินทอง

and losing sight of their own sensations. สำนวน

3:18

และสูญเสียการมองเห็นความรู้สึกของตนเอง

สำนวน

Losing sight of: หลงลืมสิ่งที่สำคัญ

ในประโยคนี้ losing sight of หมายถึงการไม่คำนึงถึงสิ่งสำคัญอีกต่อไป เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือ การแข่งขันเพื่อสถานะและเงินทำให้คนละเลยความรู้สึกที่แท้จริงของตน ไม่ได้หมายถึงมองไม่เห็นสิ่งใดจริง ๆ โครงสร้างพื้นฐานคือ lose sight of + คำนามหรือวลีคำนาม มักใช้เมื่อความสนใจเบนไปจากเป้าหมาย คุณค่า เหตุผล หรือความต้องการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ lose sight of: In the rush to meet the deadline, we ____ the project's real purpose.

ดูคำตอบ

lost sight of

Rousseau is forever associated with the term noble savage วัฒนธรรม

3:21

รุสโซมักจะเกี่ยวข้องกับคำว่า คนป่าผู้สูงส่ง เสมอ

because it was his work that described the innocence and morality of our ancestors

3:25

เพราะผลงานของเขาได้บรรยายถึงความไร้เดียงสาและศีลธรรมของบรรพบุรุษของเรา

and contrasted it with modern decadence.

3:29

และนำมาเปรียบเทียบกับความเสื่อมโทรมในยุคสมัยใหม่

วัฒนธรรม

Noble savage: แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อถกเถียง

noble savage เป็นแนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่สร้างภาพในอุดมคติให้ผู้คนซึ่งถูกจินตนาการว่าอยู่นอกอารยธรรมสมัยใหม่เป็นผู้บริสุทธิ์และมีศีลธรรมดีโดยธรรมชาติ โดยนำคนเหล่านี้ไปเปรียบต่างกับสังคมสมัยใหม่ที่ถูกมองว่าเสื่อมทราม ในประโยคนี้ รูโซถูกเชื่อมโยงกับแนวคิดดังกล่าวเพราะประเด็นในผลงานของเขา ถ้อยคำระบุว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับคำนี้ ไม่ได้ระบุว่าเขาเป็นผู้สร้างวลีนี้ขึ้นมาโดยตรง

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ภาษา: นักเขียนด้านการท่องเที่ยวเรียกชุมชนชนพื้นเมืองในปัจจุบันว่า “noble savages” เพื่อเป็นคำชมแบบเป็นกลาง การใช้นี้เหมาะสมหรือไม่?

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

At the time Rousseau was writing,

3:32

ในตอนที่รุสโซกำลังเขียนหนังสือนั้น

European society was fascinated by the plight of the native North American tribes. วลี

3:34

สังคมยุโรปหลงใหลในความยากลำบากของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาเหนือ

วลี

the plight of: ความทุกข์ร้ายแรงที่ควรได้รับความสนใจ

“The plight of” หมายถึงสถานการณ์ที่ร้ายแรงและยากลำบากซึ่งบุคคลหรือกลุ่มคนกำลังเผชิญ โดยทั่วไปวลีนี้ทำให้เกิดความห่วงใยหรือเห็นอกเห็นใจ ในประโยคนี้จึงนำเสนอสภาพของชนเผ่าว่าเป็นความทุกข์ที่ก่อให้เกิดผลเสียและควรได้รับความสนใจ ใช้โครงสร้าง the plight of + บุคคลหรือกลุ่ม เพื่อระบุว่าใครกำลังประสบความทุกข์ วลีนี้มีน้ำหนักและความจริงจังทางอารมณ์มากกว่าการพูดเพียงว่า their situation หรือ a problem

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ “the plight of” ในความหมายปกติที่จริงจังและแสดงความเห็นอกเห็นใจ

  1. The manual explains the plight of pressing the reset button.
  2. The menu describes the plight of three pasta dishes.
  3. The documentary highlights the plight of families displaced by war.
ดูคำตอบ

The documentary highlights the plight of families displaced by war.

Reports of Indian society drawn up in the 16th century กริยาวลี

3:39

รายงานเกี่ยวกับสังคมอินเดียนแดงที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 16

had once described the Indians as materially simple โน้ต

3:42

เคยบรรยายลักษณะของชาวอินเดียนแดงว่าเรียบง่ายในทางวัตถุ

but psychologically very rich and interesting.

3:45

แต่มีความร่ำรวยทางจิตใจและน่าสนใจมาก

กริยาวลี

drawn up: จัดทำขึ้นเป็นเอกสารทางการ

ในประโยคนี้ drawn up หมายถึง “จัดเตรียมและเขียนขึ้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งมักเป็นทางการ” Reports ... drawn up in the 16th century มีความหมายเท่ากับ “reports that were drawn up in the 16th century” Drawn เป็นรูป past participle ของ draw และ drawn up ในที่นี้เป็นอนุประโยค passive แบบย่อที่วางหลัง Reports กริยาวลี draw up มักใช้กับ reports, contracts, plans, lists และเอกสารอื่น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีเป้าหมายที่หมายถึง “เตรียมหรือจัดทำเอกสารทางการ”: The committee will ____ a new set of safety rules.

ดูคำตอบ

draw up

การใช้คำ

Indians ในฐานะชื่อเรียกทางประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือ

ในประโยคนี้ Indians หมายถึงชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือที่กล่าวถึงในบริบททางประวัติศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงผู้คนจากประเทศอินเดีย คำนำหน้านามชี้เฉพาะ the นำเสนอคนเหล่านี้รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง คำนี้เป็นชื่อเรียกแบบยุโรปสมัยเก่าที่เกิดจากความเข้าใจผิดในประวัติศาสตร์ ควรอ่านว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาษาและมุมมองในยุคหนึ่ง ไม่ใช่ตัวอย่างชื่อเรียกที่แม่นยำที่สุดสำหรับการใช้ในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเขียนคำอธิบายทั่วไปในปัจจุบันเกี่ยวกับชุมชนชนพื้นเมืองในอเมริกาเหนือ Indians เป็นชื่อเรียกที่เป็นกลางและเหมาะสมที่สุดหรือไม่

  1. ไม่ใช่ ควรเลือก Indigenous peoples, Native Americans เมื่อเหมาะสม หรือชื่อเฉพาะของชุมชนนั้น
  2. ใช่ เป็นชื่อเรียกที่ชัดเจนและเป็นกลางที่สุดในทุกบริบทปัจจุบัน
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ ควรเลือก Indigenous peoples, Native Americans เมื่อเหมาะสม หรือชื่อเฉพาะของชุมชนนั้น

ลำดับความ

โครงสร้างเปรียบต่าง materially ... but psychologically ...

คำวิเศษณ์ที่ใช้ขนานกันคือ materially และ psychologically บอกว่าแต่ละคำคุณศัพท์กำลังประเมินด้านใด simple ใช้กับชีวิตทางวัตถุหรือทรัพย์สิน ส่วน very rich ใช้กับชีวิตภายใน ความคิด หรืออารมณ์ rich ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงร่ำรวยทางการเงิน but นำสองด้านมาเปรียบต่างกันโดยไม่ทำให้คำบรรยายขัดแย้งกัน รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เขียนแบ่งการประเมินโดยรวมออกเป็นแต่ละด้านได้ คือเป็น X ในด้านหนึ่ง แต่เป็น Y ในอีกด้านหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบาย materially simple but psychologically very rich ในประโยคได้ดีที่สุด

  1. พวกเขามีทรัพย์สินทางวัตถุน้อย แต่มีชีวิตภายในที่ซับซ้อนและน่าสนใจ
  2. พวกเขาร่ำรวยทางการเงิน แต่มีความคิดเรียบง่าย
  3. ทั้งชีวิตทางวัตถุและชีวิตภายในของพวกเขาถูกบรรยายว่าเรียบง่าย
ดูคำตอบ

พวกเขามีทรัพย์สินทางวัตถุน้อย แต่มีชีวิตภายในที่ซับซ้อนและน่าสนใจ

Communities were small,

3:48

ชุมชนมีขนาดเล็ก

close-knit,

3:49

ผูกพันกันอย่างใกล้ชิด

egalitarian,

3:50

มีความเสมอภาค

religious,

3:51

เคร่งศาสนา

playful,

3:52

ขี้เล่น

and martial.

3:53

และชอบการต่อสู้

However,

3:54

อย่างไรก็ตาม

within a few decades of the arrival of the Europeans, วลี

3:54

ภายในไม่กี่ทศวรรษหลังจากการมาถึงของชาวยุโรป

the status system of Indian society had been revolutionized

3:57

ระบบสถานะทางสังคมของชาวอินเดียนแดงได้ถูกปฏิวัติ

through contact with the technology and luxury of European industry.

4:00

ผ่านการติดต่อกับเทคโนโลยีและความหรูหราของอุตสาหกรรมยุโรป

วลี

within a few decades of: ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษนับจาก…

within a few decades of + คำนามหรือเหตุการณ์ ใช้กำหนดกรอบเวลาสูงสุดโดยเริ่มนับจากเหตุการณ์นั้น ในประโยคนี้เริ่มนับจากการมาถึงของชาวยุโรป และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก่อนที่ช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษจะผ่านไปทั้งหมด within หมายถึง “ไม่ช้ากว่าจุดสิ้นสุดของช่วงเวลานั้น” ไม่ได้หมายถึง “หลังจากนั้นไม่กี่ทศวรรษพอดี” โครงสร้างนี้เหมาะเมื่อไม่ทราบหรือไม่จำเป็นต้องระบุปีที่แน่นอน แต่ต้องการเน้นความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกเวลาที่เน้นไว้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ช้ากว่าไม่กี่ทศวรรษหลังการประดิษฐ์: “____ the invention of the internet, online communication had transformed daily life.”

ดูคำตอบ

Within a few decades of

Indians now longed for guns,

4:04

ตอนนี้ชาวอินเดียนแดงปรารถนาปืน

alcohol,

4:06

แอลกอฮอล์

beads,

4:07

ลูกปัด

and mirrors.

4:07

และกระจก

Rates of suicide and alcoholism had risen,

4:08

อัตราการฆ่าตัวตายและการติดสุราเพิ่มสูงขึ้น

communities were fracturing,

4:11

ชุมชนกำลังแตกสลาย

and factions were squabbling.

4:13

และฝักฝ่ายต่างๆ กำลังทะเลาะวิวาทกัน

The modern world had ruined the lives of people

4:14

โลกสมัยใหม่ได้ทำลายชีวิตของผู้คน

who had once lived happily in the state of nature.

4:17

ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสภาวะธรรมชาติ

Rousseau's interest in natural goodness

4:21

ความสนใจของรุสโซในความดีงามตามธรรมชาติ

made him very interested in the idea, ลำดับความ

4:23

ทำให้เขาสนใจในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก

though not quite the reality,

4:25

แม้ว่าจะไม่ใช่ความเป็นจริงทั้งหมดของเรื่อง

of children.

4:26

เกี่ยวกับเด็กๆ

ลำดับความ

แนวคิดเรื่องเด็ก แม้จะไม่ใช่ความเป็นจริงของเด็กทั้งหมด

วลีนามหลักคือ the idea of children ส่วนวลีแทรก though not quite the reality ถูกวางไว้ระหว่าง idea กับ of children ดังนั้นวลี of children เดียวกันจึงเข้าใจว่าเชื่อมกับคำนามทั้งสองคำ: the idea of children, but not quite the reality of children though นำเข้าสู่การยอมรับบางส่วนหรือการแก้ความหมายอย่างรวดเร็ว ส่วน not quite ช่วยลดความตรงของการแก้นั้น ประโยคนี้สื่อว่ารุสโซสนใจเด็กในฐานะอุดมคติหรือหัวข้อมากกว่าการรับมือกับเด็กจริง ๆ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาไม่สนใจความเป็นจริงเลย การแทรกข้อความนี้สร้างน้ำเสียงประชดแบบเรียบ ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีแก้ความหมายแบบแทรกที่เน้นไว้ เพื่อแสดงว่า Lena ชอบแนวคิดมากกว่าประสบการณ์จริง: “Lena liked the idea, ____, of working from home.”

ดูคำตอบ

though not quite the reality

In 1762,

4:27

ในปี 1762

he wrote Émile, or On Education,

4:29

เขาได้เขียน Émile หรือ On Education

perhaps the most successful book ever written

4:31

ซึ่งอาจเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา

about how to raise children.

4:34

เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก

Rousseau suggested that children were born naturally good

4:36

รุสโซเสนอว่าเด็กเกิดมามีความดีงามตามธรรมชาติ

and that the key to raising them ไวยากรณ์

4:39

และกุญแจสำคัญในการเลี้ยงดูพวกเขา

was therefore always to prevent their corruption by society.

4:41

คือการป้องกันไม่ให้สังคมมาทำให้พวกเขาแปดเปื้อนอยู่เสมอ

ไวยากรณ์

โครงสร้าง the key to raising them was ... to prevent

ใน the key to raising them คำว่า to เป็นคำบุพบทที่ตามหลัง key ดังนั้น raising จึงเป็น gerund หรือรูป -ing วลีทั้งหมดระบุกิจกรรมที่กำลังกล่าวถึงวิธีการสำคัญที่สุด ภาคแสดง was therefore always to prevent ... บอกวิธีการนั้น ในที่นี้ to prevent เป็น infinitive ที่ตามหลัง be ส่วน therefore แสดงว่าวิธีนี้เป็นข้อสรุปจากข้อความก่อนหน้า และ always เน้นว่าเป็นหลักที่ใช้เสมอ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ the key to doing X is to do Y

แบบฝึกหัด

ใช้คำที่กำหนดให้ในรูปที่ถูกต้อง: stay focused; remove. The key to ____ during study time is to ____ distractions.

ดูคำตอบ

staying focused · remove

This idea was widely influential.

4:44

แนวคิดนี้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง

Parents who had before this time

4:47

พ่อแม่ซึ่งก่อนหน้านี้

seen their children as wicked

4:49

มองว่าลูกๆ ของตนชั่วร้าย

or at best as blank slates, สำนวน

4:50

หรืออย่างดีที่สุดก็เหมือนผ้าขาว

now viewed them as founts of wisdom สำนวน

4:52

ตอนนี้กลับมองว่าพวกเขาเป็นแหล่งน้ำพุแห่งปัญญา

and tried to give them a childhood full of play

4:54

และพยายามให้พวกเขามีวัยเด็กที่เต็มไปด้วยการเล่น

and visits to forests and lakes.

4:56

และการไปเที่ยวป่าและทะเลสาบ

สำนวน

blank slates: จิตใจที่ไม่มีเนื้อหาเดิม

A blank slate เป็นคำเปรียบเทียบถึงพื้นผิวที่ยังไม่มีอะไรเขียนอยู่ เมื่อนำมาใช้กับจิตใจ หมายถึงการไม่ถือว่ามีความรู้เดิม ความคิดที่กำหนดไว้แล้ว หรือลักษณะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ในประโยคนี้ as blank slates บอกมุมมองเดิมของพ่อแม่ว่าเด็ก ๆ เปิดรับการหล่อหลอมจากประสบการณ์ ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ฉลาด

แบบฝึกหัด

หลักสูตรหนึ่งถือว่าผู้เริ่มต้นไม่มีความรู้เดิม คำอธิบายใดตรงกับสถานการณ์นี้?

  1. blank slates — ผู้เริ่มต้นไม่ฉลาด
  2. blank slates — ถือว่าไม่มีความรู้เดิม
  3. a clean slate — ความผิดในอดีตได้รับการให้อภัย
ดูคำตอบ

blank slates — ถือว่าไม่มีความรู้เดิม

สำนวน

อุปลักษณ์ founts of wisdom

ใน founts of wisdom คำว่า fount หมายถึงแหล่งที่บางสิ่งดูเหมือนจะไหลออกมา การเรียกเด็ก ๆ ว่า founts of wisdom เป็นการเปรียบเปรย โดยพ่อแม่มองว่าพวกเขาสร้างปัญญาได้เองตามธรรมชาติ แทนที่จะมองว่าเด็กว่างเปล่าหรือชั่วร้าย founts เป็นรูปพหูพจน์เพื่อให้สอดคล้องกับ children โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ fount of + คำนามนามธรรม ซึ่งเป็นวิธีที่เป็นทางการและมีน้ำเสียงชื่นชมในการบอกว่าใครหรือสิ่งใดเป็นแหล่งอันอุดมของบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fount ในความหมายเชิงเปรียบเปรยแบบเดียวกับตัวอย่าง

  1. Her grandfather chose a new font for the report.
  2. Her grandfather drank from a fountain in the park.
  3. Her grandfather was a fount of practical knowledge.
ดูคำตอบ

Her grandfather was a fount of practical knowledge.

Rousseau became the inventor of child-centered education. การใช้คำ

4:58

รุสโซกลายเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

การใช้คำ

รูปแบบ X-centered ใน child-centered education

child-centered อธิบายแนวทางที่จัดขึ้นรอบความต้องการ ความสนใจ และพัฒนาการของเด็ก ใน child-centered education คำว่า child ระบุจุดสนใจหลัก และคำคุณศัพท์ประสมทั้งคำขยาย education รูปแบบ X-centered ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หมายถึงการมี X เป็นจุดสนใจหลัก เช่น learner-centered หรือ patient-centered ในที่นี้ centered อธิบายลำดับความสำคัญและวิธีการจัดระบบ ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยนำ learner มารวมกับรูปแบบ -centered แบบเดียวกับใน child-centered: The workshop uses a ____ approach.

ดูคำตอบ

learner-centered

He was also a great proponent of breastfeeding,

5:01

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

declaring,

5:04

โดยประกาศว่า

"Let mothers deign to nurse their children การใช้คำ

5:05

"ขอให้มารดายอมให้นมบุตรของตน

and morals will reform themselves.

5:07

และศีลธรรมจะได้รับการปฏิรูปด้วยตัวมันเอง

การใช้คำ

deign to: การยอมทำแบบเป็นทางการและแฝงท่าทีเหนือกว่า

ในคำกล่าวอ้างนี้ deign to nurse หมายถึง “เห็นว่าการให้นมมีค่าพอที่ตนจะยอมทำ” คำว่า deign นำเสนอการกระทำนี้ราวกับเป็นสิ่งที่บรรดาแม่อาจมองว่าต่ำกว่าสถานะของตน deign to + กริยารูปพื้นฐาน เป็นสำนวนที่เป็นทางการมากและมักฟังดูล้าสมัย อาจสื่อการวิจารณ์หรือการประชดของผู้พูด ไม่ใช่แค่การตัดสินใจหรือยินยอมแบบเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ deign to ในประโยค “The celebrity finally deigned to answer one question” ได้ถูกต้องที่สุด

  1. เธอตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะตอบทุกคำถาม
  2. เธอขอให้คนอื่นตอบอย่างสุภาพ
  3. เธอตอบ แต่ทำท่าราวกับว่าการตอบเป็นสิ่งที่ต่ำกว่าสถานะของเธอ
ดูคำตอบ

เธอตอบ แต่ทำท่าราวกับว่าการตอบเป็นสิ่งที่ต่ำกว่าสถานะของเธอ

Nature's sentiments will be awakened in every heart

5:09

ความรู้สึกตามธรรมชาติจะตื่นขึ้นในทุกหัวใจ

and the state will be repeopled."

5:13

และรัฐจะเต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง"

It was,

5:15

มันเป็น

he knew,

5:16

อย่างที่เขารู้

a bit of hyperbole, การใช้คำ

5:16

การพูดเกินจริงไปสักหน่อย

but it spurred a wave of breastfeeding สำนวน

5:18

แต่มันกระตุ้นให้เกิดกระแสการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

even among the wealthy

5:20

แม้แต่ในหมู่คนร่ำรวย

who had long disdained the practice.

5:21

ที่เคยรังเกียจแนวปฏิบัตินี้มานาน

การใช้คำ

a bit of hyperbole: ชี้ว่าพูดเกินจริงอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ a bit of hyperbole หมายความว่าคำกล่าวก่อนหน้านั้นจงใจพูดเกินจริงอยู่บ้างเพื่อผลทางวาทศิลป์ hyperbole ทำให้แนวคิดดูใหญ่หรือรุนแรงกว่าความจริงตามตัวอักษร และไม่ได้หมายถึงคำโกหกโดยอัตโนมัติ วลี a bit of ทำให้การประเมินเบาลง แทนที่จะกล่าวตรง ๆ ว่าคำพูดนั้นสุดโต่งหรือเป็นเท็จ ผู้พูดให้ความเห็นอย่างพอประมาณและไม่เผชิญหน้ามากนัก

แบบฝึกหัด

“That promise was a bit of hyperbole” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด

  1. มีการพิสูจน์แล้วว่าคำสัญญานั้นเป็นคำโกหกโดยเจตนา และเป็นการกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา
  2. คำสัญญานั้นใช้การพูดเกินจริงโดยเจตนาอยู่บ้าง และคำวิจารณ์ถูกทำให้อ่อนลง
  3. คำสัญญานั้นพูดอย่างพอประมาณและกล่าวต่ำกว่าความจริง
ดูคำตอบ

คำสัญญานั้นใช้การพูดเกินจริงโดยเจตนาอยู่บ้าง และคำวิจารณ์ถูกทำให้อ่อนลง

สำนวน

spurred a wave of + คำนาม

ในประโยคนี้ spurred หมายถึง “กระตุ้นหรือผลักดันให้เกิดขึ้น” ส่วน a wave of breastfeeding บรรยายว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มทำตามแนวปฏิบัตินี้จนเกิดการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้อยคำนี้เปรียบการแพร่กระจายของพฤติกรรมทางสังคมกับคลื่นที่ก่อตัวขึ้น ไม่ได้หมายถึงเดือยหรือคลื่นน้ำตามตัวอักษร รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ spur/spurred a wave of + คำนาม ซึ่งหมายถึง “ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย” คำนามหลัง of มักกล่าวถึงการกระทำ ปฏิกิริยา ความสนใจ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดซ้ำ ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมาย ใช้ spur ในรูปอดีตเพื่อแสดงว่าเหตุการณ์หนึ่งกระตุ้นให้เกิดการกระทำที่คล้ายกันจำนวนมาก: "The documentary ____ community cleanups across the city."

ดูคำตอบ

spurred a wave of

Artists rushed to paint and honor

5:23

ศิลปินต่างเร่งรีบที่จะวาดภาพและยกย่อง

the new vogue for breastfeeding.

5:25

แฟชั่นใหม่ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

Because Rousseau so closely valued human beings in their original state,

5:27

เนื่องจากรุสโซให้คุณค่ากับมนุษย์ในสภาพดั้งเดิมอย่างใกล้ชิด

it followed that in the novels he wrote, ลำดับความ

5:31

ดังนั้นในนวนิยายที่เขาเขียน

Rousseau also constantly celebrated intense feelings

5:33

รุสโซจึงมักจะเฉลิมฉลองความรู้สึกที่เข้มข้นเสมอ

rather than great deeds or social events.

5:36

แทนที่จะเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่หรือกิจกรรมทางสังคม

ลำดับความ

it followed that + ข้อสรุป

ในที่นี้ it followed that บอกผู้อ่านว่าข้อความถัดไปถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปเชิงตรรกะจากข้อสันนิษฐานก่อนหน้า วลีนี้จัดลำดับข้อโต้แย้งเป็น “ข้อสันนิษฐาน → ข้อสรุป” โดย follow หมายถึง “เป็นผลตามตรรกะ” ไม่ใช่การเดินตามทางกายภาพ โครงสร้างคือ it followed that + อนุประโยค โดย it เป็นประธานเชิงไวยากรณ์ที่ชี้ไปยังความสัมพันธ์ของการให้เหตุผล ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุข้อสรุป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมแบบเป็นทางการที่มีสามคำพอดีและใช้เกริ่นข้อสรุปเชิงตรรกะในอดีต: "The team had agreed that safety came first; ____ the damaged bridge would remain closed."

ดูคำตอบ

it followed that

In his novel,

5:40

ในนวนิยายของเขา

Julie,

5:40

Julie

written in 1761,

5:41

ที่เขียนขึ้นในปี 1761

Rousseau depicted the excitement and anguish of an upper-class woman

5:43

รุสโซพรรณนาถึงความตื่นเต้นและความปวดร้าวของหญิงชนชั้นสูง

caught in a love triangle สำนวน

5:46

ที่ติดอยู่ในรักสามเส้า

between her sensitive tutor

5:48

ระหว่างครูสอนพิเศษผู้ละเอียดอ่อนของเธอ

and her boring but socially sanctioned aristocratic match. การใช้คำ

5:49

กับการจับคู่กับชนชั้นสูงที่น่าเบื่อแต่ได้รับการยอมรับทางสังคม

สำนวน

caught in a love triangle: ติดอยู่ในรักสามเส้า

caught in a love triangle หมายถึงการพัวพันอยู่ในสถานการณ์ความรักที่ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ของคนสามคนขัดแย้งกัน ในประโยคนี้ ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างคนสองคนที่อาจเป็นคู่ครองของเธอ caught in สื่อว่าสถานการณ์นั้นหลุดพ้นหรือแก้ไขได้ยาก ไม่ได้หมายถึงถูกจับตัวจริง ๆ ส่วน love triangle เป็นคำเปรียบเทียบเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ใช่รูปสามเหลี่ยมทางเรขาคณิต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงการพัวพันในความขัดแย้งด้านความรักระหว่างคนสามคน: After dating Sam and developing feelings for Riley, Alex realized he was ____.

ดูคำตอบ

caught in a love triangle

การใช้คำ

socially sanctioned: ได้รับการยอมรับจากสังคม

ในประโยคนี้ socially sanctioned หมายถึงได้รับการยอมรับหรือเห็นชอบตามกฎเกณฑ์ทางสังคมในยุคนั้น socially บอกว่าฝ่ายที่มองว่าคู่ครองชนชั้นสูงเหมาะสมคือสังคม ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวผู้หญิงเอง sanction อาจหมายถึงการอนุมัติหรือการลงโทษก็ได้ ในที่นี้คำว่า match และการเปรียบต่างกับครูสอนพิเศษที่เธอชอบทำให้เห็นชัดว่าเป็นความหมายด้านการอนุมัติ ไม่ได้หมายความว่าชนชั้นสูงคนนั้นถูกลงโทษ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Their marriage was socially sanctioned but personally unhappy," socially sanctioned หมายถึงอะไร

  1. ถูกสังคมลงโทษด้วยมาตรการอย่างเป็นทางการ
  2. ถูกเก็บเป็นความลับจากทุกคน
  3. ได้รับการยอมรับจากสังคมรอบข้าง
ดูคำตอบ

ได้รับการยอมรับจากสังคมรอบข้าง

Rousseau's contemporaries might have seen Julie as unwise

5:53

คนรุ่นราวคราวเดียวกับรุสโซอาจมองว่าจูลี่ไม่ฉลาด

and her feelings as a passing fancy, สำนวน

5:56

และความรู้สึกของเธอเป็นเพียงความหลงใหลชั่วครู่

but Rousseau painted her love สำนวน

5:58

แต่รุสโซกลับวาดภาพความรักของเธอ

in a higher light.

6:00

ในมุมมองที่สูงส่งกว่า

สำนวน

a passing fancy: ความกระตือรือร้นหรือความหลงใหลชั่วครู่

a passing fancy หมายถึงความสนใจ ความปรารถนา หรือความรู้สึกเชิงรักใคร่ที่ดูแรงกล้าอยู่ช่วงสั้น ๆ แต่คาดว่าจะไม่ยั่งยืน ในที่นี้ fancy หมายถึงความชอบหรือความดึงดูดใจ ส่วน passing หมายถึงชั่วคราว ในประโยคนี้ คนร่วมสมัยของรุสโซอาจลดคุณค่าความรู้สึกของจูลีว่าไม่จริงจังและอยู่ไม่นาน วลีนี้มักสื่อการตัดสินแบบกังขาของผู้สังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลางว่าความรู้สึกนั้นจะอยู่นานเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงความกระตือรือร้นชั่วครู่: Her sudden interest in sailing was dismissed as ____, something she would soon forget.

ดูคำตอบ

a passing fancy

สำนวน

painted her love in a higher light: นำเสนอความรักของเธอให้สูงส่งยิ่งขึ้น

โครงสร้าง paint something in a particular light หมายถึงการบรรยายหรือนำเสนอบางสิ่งเพื่อให้ผู้คนมองสิ่งนั้นจากมุมที่เลือกไว้ paint และ light เป็นคำเปรียบเทียบ ผู้พูดกำลังสร้างความประทับใจ ไม่ได้วาดภาพจริง ๆ ในที่นี้ in a higher light หมายถึงการนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่สูงส่ง จริงจัง หรือมีคุณค่ามากกว่า รุสโซทำให้ความรักของจูลีดูสูงส่ง แทนที่จะมองว่าเป็น a passing fancy อย่างที่คนอื่นอาจมอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง paint + กรรม + in + ... light: Last night's documentary ____ the disputed decision ____ a more favorable light.

ดูคำตอบ

painted · in

He urged us to see its grandeur,

6:01

เขากระตุ้นให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่

depth,

6:03

ความลึกซึ้ง

and honor.

6:04

และเกียรติยศของมัน

In his writings about his own life,

6:05

ในงานเขียนเกี่ยวกับชีวิตของเขาเอง

Rousseau was similarly romantic

6:07

รุสโซก็มีความโรแมนติกเช่นเดียวกัน

or what one might unkindly call self-absorbed. น้ำเสียง/เจตนา

6:09

หรือสิ่งที่ใครบางคนอาจเรียกว่าการหมกมุ่นอยู่กับตัวเองอย่างโหดร้าย

น้ำเสียง/เจตนา

what one might unkindly call: การลดความรุนแรงของป้ายกำกับ

ในประโยคนี้ what one might unkindly call ใช้นำป้ายกำกับที่เป็นลบมากกว่า คือ self-absorbed คำว่า might ทำให้ป้ายกำกับนี้ฟังดูเป็นเพียงคำบรรยายหนึ่งที่อาจใช้ได้ ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว ส่วน unkindly ยอมรับว่าคำนี้อาจรุนแรง วลีนี้ช่วยสร้างระยะห่าง แต่ไม่ได้ถอนคำวิจารณ์ ผู้พูดจึงสามารถตัดสินอย่างคมคายหรือประชดเล็กน้อย พร้อมแสดงว่าตนรู้ว่าถ้อยคำนั้นรุนแรง

แบบฝึกหัด

ใน “The design is bold—or what one might unkindly call chaotic,” รูปแบบที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไร?

  1. วลีนี้ยกเลิกคำวิจารณ์ทั้งหมดและหันไปชื่นชมการออกแบบ
  2. วลีนี้นำป้ายกำกับที่รุนแรงกว่ามาใช้ พร้อมยอมรับว่าป้ายกำกับนั้นอาจไม่ยุติธรรมหรือไม่สุภาพ
  3. วลีนี้แสดงว่าผู้พูดไม่รู้ว่าคำว่า chaotic หมายถึงอะไร
ดูคำตอบ

วลีนี้นำป้ายกำกับที่รุนแรงกว่ามาใช้ พร้อมยอมรับว่าป้ายกำกับนั้นอาจไม่ยุติธรรมหรือไม่สุภาพ

In his famous Confessions,

6:12

ในหนังสือ Confessions อันโด่งดังของเขา

one of the first ever autobiographies,

6:14

ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตชีวประวัติเล่มแรกๆ ของโลก

Rousseau spent pages exploring his inner life,

6:16

รุสโซใช้หน้ากระดาษมากมายสำรวจชีวิตภายในของเขา

how frustrating he found shopping,

6:19

เขาพบว่าการช้อปปิ้งนั้นน่าหงุดหงิดเพียงใด

the surprising feeling of tenderness for his ex's new partner,

6:21

ความรู้สึกอ่อนโยนที่น่าประหลาดใจต่อคู่รักใหม่ของแฟนเก่า

or the joys of gardening.

6:24

หรือความสุขในการทำสวน

To him,

6:25

สำหรับเขาแล้ว

these weren't trivial or self-absorbed topics,

6:26

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หัวข้อที่ไร้สาระหรือหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง

they were part of an important task,

6:28

แต่เป็นส่วนหนึ่งของงานที่สำคัญ

to show what living is like on the inside. สำนวน

6:30

เพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีชีวิตอยู่ข้างในนั้นเป็นอย่างไร

สำนวน

what living is like on the inside: ประสบการณ์ภายในของการมีชีวิต

โครงสร้าง what living is like ถามว่าการมีชีวิตอยู่ให้ความรู้สึกอย่างไร ไม่ได้ขอคำนิยามของ living ส่วน on the inside ใช้อุปลักษณ์เกี่ยวกับพื้นที่เพื่อหมายถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทางกาย และการรับรู้ส่วนตัว เมื่อรวมกัน วลีนี้หมายถึงประสบการณ์ชีวิตเชิงอัตวิสัยตามที่บุคคลหนึ่งรู้สึก ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คนอื่นสังเกตเห็นได้จากภายนอก

แบบฝึกหัด

ใน “The novel shows what loneliness is like on the inside,” on the inside หมายถึงอะไร?

  1. สถานที่แห่งหนึ่งภายในอาคาร
  2. ความคิดและความรู้สึกส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับความเหงา
  3. ด้านในทางกายภาพของหนังสือ
ดูคำตอบ

ความคิดและความรู้สึกส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับความเหงา

"I have conceived of a new genre of service to render to man,"

6:34

"ข้าพเจ้าได้คิดค้นประเภทของการบริการแบบใหม่เพื่อมอบให้กับมนุษย์"

he boasted,

6:37

เขาคุยโว

"to offer them the faithful image of one amongst them

6:37

"เพื่อเสนอภาพอันซื่อสัตย์ของคนๆ หนึ่งในหมู่พวกเขา

in order for them to learn to know themselves." ไวยากรณ์

6:41

เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตนเอง"

ไวยากรณ์

in order for them to: ระบุผู้ทำการกระทำตามจุดประสงค์

ใน in order for them to learn... คำว่า for them เป็นประธานเชิงความหมายของกริยา infinitive to learn กล่าวคือ ผู้ที่เรียนรู้คือพวกเขา ไม่ใช่ผู้พูดหรือผู้ที่มอบภาพนั้น วลีทั้งหมดบอกจุดประสงค์ของการมอบภาพ ใช้ in order for + คำนาม/คำสรรพนาม + to + กริยา เมื่อผู้ที่ต้องทำการกระทำตามจุดประสงค์ไม่ใช่ประธานของประโยคหลัก หากเป็นคนเดียวกัน โดยทั่วไปใช้เพียง in order to + กริยาก็พอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย in order for ... to: The coach slowed the demonstration ____ the beginners ____ follow each step.

ดูคำตอบ

in order for · to

Rousseau died in 1778,

6:44

รุสโซเสียชีวิตในปี 1778

aged 66.

6:46

ด้วยวัย 66 ปี

His reputation has continued to grow.

6:47

ชื่อเสียงของเขายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

He was from beyond the grave สำนวน

6:49

เขาเป็น

one of the heroes of the French Revolution

6:51

หนึ่งในวีรบุรุษของการปฏิวัติฝรั่งเศสหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

and he became an icon

6:53

และเขากลายเป็นสัญลักษณ์

to a great many artists and writers

6:54

ของศิลปินและนักเขียนจำนวนมาก

of the 19th century.

6:56

ในศตวรรษที่ 19

สำนวน

beyond the grave: อิทธิพลที่ยังคงอยู่หลังความตาย

Beyond the grave หมายถึง “หลังความตาย” โดยเฉพาะเมื่อความคิด เสียง ผลงาน หรืออิทธิพลของบุคคลหนึ่งดูเหมือนจะยังคงอยู่ เมื่อใช้ร่วมกับ from วลีนี้อาจสื่อว่าบางสิ่งมาถึงผู้ที่ยังมีชีวิตราวกับส่งมาจากผู้เสียชีวิต ในที่นี้ ชายคนนั้นเสียชีวิตก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ต่อมาความคิดของเขาทำให้ผู้สนับสนุนการปฏิวัติมองว่าเขาเป็นวีรบุรุษ ถ้อยคำนี้กล่าวถึงอิทธิพลหลังความตาย ไม่ได้หมายความว่าเขาเข้าร่วมการปฏิวัติด้วยตนเอง

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Her unpublished letters let her speak from beyond the grave," วลี "from beyond the grave" หมายถึงอะไร?

  1. เสียงหรืออิทธิพลของเธอยังคงอยู่หลังจากเธอเสียชีวิต
  2. เธอยังมีชีวิตอยู่อย่างลับ ๆ หลังจากผู้คนคิดว่าเธอเสียชีวิตแล้ว
  3. เธอกำลังพูดจากสถานที่แห่งหนึ่งข้างสุสาน
ดูคำตอบ

เสียงหรืออิทธิพลของเธอยังคงอยู่หลังจากเธอเสียชีวิต

Rousseau can be considered as one of the founding figures

6:58

รุสโซสามารถถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ก่อตั้ง

of what we now know as the Romantic Movement, โน้ต

7:00

สิ่งที่เราเรียกว่าขบวนการจินตนิยมในปัจจุบัน

วลี

what we now know as: ใช้ชื่อปัจจุบันเรียกสิ่งในอดีต

ในประโยคนี้ what we now know as the Romantic Movement หมายถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ผู้คนในปัจจุบันเรียกว่าขบวนการโรแมนติก คำว่า now แสดงมุมมองของผู้พูดและนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน สำนวนนี้ช่วยให้ใช้ชื่อที่เกิดขึ้นภายหลังและเป็นที่รู้จักแพร่หลายกับสิ่งที่ในยุคนั้นอาจยังไม่มีชื่อนั้นอย่างชัดเจนหรือยังไม่มีขอบเขตตายตัว ไม่ได้หมายความว่ารูโซใช้ชื่อนี้ด้วยตนเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่บอกว่าเป็นชื่อปัจจุบันของพัฒนาการในอดีต: These early studies led to ____ cognitive science.

ดูคำตอบ

what we now know as

วัฒนธรรม

Romantic Movement: ขบวนการทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ความรักแบบคู่รัก

ในที่นี้ Romantic Movement หมายถึงขบวนการทางวัฒนธรรมและความคิดในวงกว้างที่พัฒนาขึ้นในยุโรปราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขบวนการนี้ให้ความสำคัญกับอารมณ์ จินตนาการ ธรรมชาติ และประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล ส่วนหนึ่งเป็นการตอบโต้การพึ่งพาเหตุผลเพียงอย่างเดียวมากเกินไป Romantic ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่แสดงว่าเป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงเรื่องความรักเท่านั้น และ Movement ก็ไม่ได้หมายถึงชมรมอย่างเป็นทางการที่รูโซเข้าร่วม การเรียกเขาว่าบุคคลผู้วางรากฐานหมายถึงแนวคิดของเขาช่วยปูทางให้ขบวนการนี้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Romantic Movement หมายถึงอะไร?

  1. ชมรมอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ที่กำลังมองหาความสัมพันธ์แบบคู่รัก
  2. ขบวนการทางวัฒนธรรมและความคิดในประวัติศาสตร์ที่เน้นอารมณ์ จินตนาการ ธรรมชาติ และประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล
  3. เรื่องใดก็ตามที่มีความรักแบบคู่รักเป็นหัวข้อหลัก
ดูคำตอบ

ขบวนการทางวัฒนธรรมและความคิดในประวัติศาสตร์ที่เน้นอารมณ์ จินตนาการ ธรรมชาติ และประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล

an ideology responsible for valuing the primitive over the civilized, ไวยากรณ์

7:03

อุดมการณ์ที่มีหน้าที่ในการให้คุณค่ากับสิ่งดั้งเดิมมากกว่าความเจริญรุ่งเรือง

the child over the adult,

7:08

เด็กมากกว่าผู้ใหญ่

the passionate lover over the calmly loyal spouse.

7:10

คนรักที่หลงใหลมากกว่าคู่สมรสที่ซื่อสัตย์อย่างสงบ

ไวยากรณ์

valuing the primitive over the civilized: โครงสร้าง value A over B

ในประโยคนี้ valuing the primitive over the civilized หมายถึงการมองว่าสิ่งดั้งเดิมสำคัญ น่าชื่นชม หรือมีคุณค่ามากกว่าสิ่งศิวิไลซ์ คำว่า over แสดงความชอบหรือลำดับความสำคัญ ไม่ได้บอกตำแหน่งในพื้นที่ โครงสร้าง value A over B จัดให้ A มีความสำคัญเหนือ B การใช้โครงสร้างนี้ซ้ำกับสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบคู่ใหม่ทำให้เกิดการเรียงข้อความแบบขนาน และเน้นคำอธิบายของผู้พูดเกี่ยวกับลำดับคุณค่าของอุดมการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

ใช้คำว่า value, safety และ over เพื่อเติมโครงสร้าง value A over B ให้สมบูรณ์: During a rescue, we ____ speed.

ดูคำตอบ

value safety over

The modern world,

7:13

โลกสมัยใหม่

despite its addiction to status, โน้ต

7:14

แม้จะเสพติดสถานะ

machinery,

7:16

เครื่องจักร

and capitalist values,

7:17

และค่านิยมแบบทุนนิยม

in many ways

7:18

ในหลายๆ ด้าน

continues to be profoundly romantic in its heart.

7:19

ยังคงมีความโรแมนติกอย่างลึกซึ้งในใจ

ไวยากรณ์

despite its addiction to status, machinery, and capitalist values: despite + นามวลี

วลีที่เน้นไว้แสดงการยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดกับข้อความหลัก การที่โลกสมัยใหม่ยึดติดกับสถานะ เครื่องจักร และค่านิยมแบบทุนนิยม ทำให้คาดได้ว่าโลกนี้ไม่น่าจะโรแมนติก แต่ประโยคหลักบอกว่าสิ่งตรงกันข้ามยังคงเป็นจริง ในที่นี้ despite ตามด้วยนามวลี its addiction to status, machinery, and capitalist values โครงสร้าง despite + นามวลี ย่อภูมิหลังที่ขัดกับข้อสรุปหลักไว้ก่อนข้อความหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ despite ได้ถูกต้อง?

  1. Despite the heavy traffic, we arrived on time.
  2. Despite the traffic was heavy, we arrived on time.
  3. Despite was the heavy traffic, we arrived on time.
ดูคำตอบ

Despite the heavy traffic, we arrived on time.

สำนวน

addiction to status ในฐานะคำเปรียบเปรยเชิงวิจารณ์

“Addiction to status” เป็นคำเปรียบเปรยถึงความปรารถนาอย่างรุนแรงและควบคุมได้ยากที่จะมีสถานะทางสังคม ชื่อเสียง หรือการยอมรับที่สูงขึ้น “status” ในที่นี้หมายถึงตำแหน่งและความสำคัญของคนในสังคม ไม่ใช่สถานะออนไลน์หรือสถานะของงาน การใช้คำว่า “addiction” เพิ่มการตัดสินในเชิงลบ โดยนำเสนอว่าการไล่ตามสถานะนั้นมากเกินไปและเป็นสิ่งที่ยังคงขับเคลื่อนชีวิตสมัยใหม่ นี่คือการวิจารณ์สังคม ไม่ใช่การวินิจฉัยทางคลินิก

แบบฝึกหัด

“addiction to status” สื่อความหมายอย่างไรในประโยคนี้?

  1. การวินิจฉัยทางการแพทย์จากกิจกรรมออนไลน์ของบุคคล
  2. ความจำเป็นในทางปฏิบัติที่จะตรวจสอบความคืบหน้าของเครื่องจักร
  3. การไล่ตามสถานะทางสังคมอย่างรุนแรงพร้อมการตัดสินในเชิงลบ
ดูคำตอบ

การไล่ตามสถานะทางสังคมอย่างรุนแรงพร้อมการตัดสินในเชิงลบ

It's astonishing that so much of what we take to be ไวยากรณ์

7:23

เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สิ่งที่เราถือว่าเป็น

commonsense or just natural

7:25

สามัญสำนึกหรือเพียงแค่เรื่องธรรมชาติ

can directly be traced back วลี

7:27

ส่วนใหญ่สามารถสืบย้อนไปได้โดยตรง

to the work of one not always wise ลำดับความ

7:29

ถึงผลงานของนักคิดที่ไม่ค่อยจะฉลาดนัก

but always highly intriguing and provocative thinker.

7:31

แต่เป็นผู้ที่น่าสนใจและกระตุ้นความคิดอย่างสูงเสมอ

ไวยากรณ์

what we take to be: ตัวตนหรือคุณสมบัติที่ถูกสันนิษฐาน

ในรูปแบบ take X to be Y คำว่า take หมายถึง “มองว่า เชื่อว่า หรือสันนิษฐานว่า” ไม่ใช่ “ถือหรือพาไป” X คือสิ่งที่ถูกตัดสิน ส่วน Y คือตัวตนหรือคุณสมบัติที่ถูกกำหนดให้กับ X ใน “what we take to be commonsense or just natural” คำว่า what อยู่ในตำแหน่ง X และหมายถึง “สิ่งที่...” อนุประโยคทั้งหมดหมายถึงสิ่งที่ผู้คนมักจัดว่าเป็นสามัญสำนึกหรือเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดความเป็นไปได้ว่าการจัดประเภทนั้นอาจผิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยเขียน “the things people regard as” ใหม่ด้วยรูปแบบ what + subject + take to be: Researchers often question ____ common sense.

ดูคำตอบ

what people take to be

วลี

can directly be traced back to: การระบุต้นกำเนิด

can be traced back to เป็นโครงสร้างรูปถูกกระทำที่หมายความว่าเราสามารถระบุที่มาของสิ่งหนึ่งได้จากแหล่งที่เก่ากว่า ในประโยคนี้ แนวคิดสมัยใหม่ที่ดูเหมือนเป็นสามัญสำนึกถูกกล่าวว่ามีที่มาชัดเจนจากผลงานของนักคิดคนหนึ่ง directly ทำให้ความเชื่อมโยงนี้หนักแน่นขึ้น โดยนำเสนอว่าแนวคิดเหล่านั้นมาจากแหล่งนั้นโดยตรง ไม่ได้ผ่านสายอิทธิพลที่ยาวนานหรือไม่แน่นอน หลัง to ให้ใส่ต้นกำเนิด เช่น บุคคล ข้อความ เหตุการณ์ สถานที่ หรือช่วงเวลา

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายเติมประโยคให้สมบูรณ์: Historical records show the origin clearly. The ceremony ____ a spring festival held 300 years ago.

ดูคำตอบ

can be traced back to

ลำดับความ

not always ... but always ...: การประเมินอย่างสมดุล

รูปแบบ not always A but always B ใช้เสนอการประเมินที่สมดุล not always wise เป็นคำวิจารณ์ที่มีขอบเขต หมายความว่านักคิดคนนี้ไม่ได้เฉลียวฉลาดในทุกกรณี ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยเฉลียวฉลาดเลย but ทำให้ผู้ฟังหันไปสนใจการประเมินช่วงท้ายที่หนักแน่นกว่า การกล่าว always ซ้ำทำให้ intriguing และ provocative ได้รับการเน้นว่าเป็นลักษณะที่มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ ไม่ว่าเขาจะมีข้อบกพร่องอย่างไร ความคิดของเขาก็ดึงดูดความสนใจและท้าทายให้ผู้คนคิดอยู่เสมอ ในบริบทนี้ provocative หมายถึงกระตุ้นความคิดหรือการถกเถียง ไม่ได้หมายถึงน่ารังเกียจเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความประโยคนี้ได้ตรงที่สุด? The reviewer called the book not always clear but always thought-provoking.

  1. หนังสือเล่มนี้ไม่เคยชัดเจน และให้แนวคิดแก่ผู้อ่านเพียงบางครั้งเท่านั้น
  2. หนังสือเล่มนี้ชัดเจนเสมอ แต่แทบไม่น่าสนใจ
  3. หนังสือเล่มนี้ไม่ชัดเจนในบางครั้ง แต่ทำให้ผู้อ่านคิดอยู่เสมอ
ดูคำตอบ

หนังสือเล่มนี้ไม่ชัดเจนในบางครั้ง แต่ทำให้ผู้อ่านคิดอยู่เสมอ