คุณจะจับผิดตรรกะวิบัติที่หลอกหมอทั้งยุคได้หรือไม่? - เอลิซาเบธ ค็อกซ์: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
534 คำ 124 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้ใช้ประวัติการสืบหาสาเหตุของไข้หลังคลอดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายว่า การที่สองปรากฏการณ์เกิดร่วมกันหรือเกิดเรียงตามลำดับเวลาไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลในตัวเอง เนื้อหาเปรียบเทียบทฤษฎีที่ทำให้การสืบสวนหยุดชะงักกับการให้เหตุผลจากหลักฐาน ซึ่งนำไปสู่การฆ่าเชื้อที่มือและการระบุแบคทีเรียต้นเหตุ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. Correlation does not imply causation. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจและใช้หลักการสั้นกระชับนี้เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่นำความสัมพันธ์ทางสถิติหรือลำดับก่อนหลังมาเป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้อีกเหตุการณ์เกิดขึ้น 2. jump to the conclusion — สำนวนและภาษาภาพพจน์: รู้จักอุปมาที่หมายถึงการรีบตัดสินอย่างแน่นอนก่อนมีหลักฐานเพียงพอ และนำไปใช้เมื่อพูดถึงการสืบสวน การถกเถียง หรือข้อสันนิษฐานในชีวิตประจำวัน 3. responsible for many cases of — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: ใช้กลุ่มคำเชิงทางการที่แสดงเหตุและผลนี้เพื่อระบุปัจจัยเบื้องหลังโรค อุบัติเหตุ หรือปัญหาสังคมจำนวนมากได้เจาะจงกว่าการใช้คำกว้าง ๆ อย่าง cause

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Humanity.

0:14

มนุษยชาติ

It's a trainwreck, สำนวน

0:16

มันช่างเป็นความพินาศ

สำนวน

a trainwreck: สถานการณ์ที่เลวร้ายและวุ่นวายมาก

ในที่นี้ a trainwreck เป็นคำเปรียบเทียบถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก วุ่นวาย และกำลังพังไม่เป็นท่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้หมายถึงอุบัติเหตุรถไฟจริง ๆ การเรียกบางสิ่งว่า a trainwreck เป็นการตัดสินในแง่ลบที่รุนแรง และมักสื่อด้วยว่าความล้มเหลวนั้นน่าตกตะลึงมากจนผู้คนยังคงให้ความสนใจ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "It was a trainwreck," คำว่า trainwreck มีความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดว่าอะไร

  1. การเดินทางด้วยรถไฟที่ใช้เวลานานเกินไป
  2. สถานการณ์ที่เลวร้ายและวุ่นวายอย่างมาก
  3. อุบัติเหตุรถไฟที่เกิดขึ้นจริง
ดูคำตอบ

สถานการณ์ที่เลวร้ายและวุ่นวายอย่างมาก

but I can't look away. สำนวน

0:17

แต่ฉันก็ละสายตาไม่ได้

สำนวน

I can't look away: หยุดดูไม่ได้

ในที่นี้ I can't look away หมายถึงผู้พูดหยุดดูไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าดวงตาขยับไม่ได้จริง ๆ แต่มีบางสิ่งที่เลวร้าย น่าอึดอัด หรือน่าตกใจดึงความสนใจเอาไว้ รูปแบบ X is bad, but I can't look away ผสมทั้งความไม่ชอบและความหลงใหล ใช้เพื่อแสดงว่าบางสิ่งไม่น่าพอใจแต่ยังน่าติดตาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ฉันหยุดดูไม่ได้”: The video is awful, but I ____.

ดูคำตอบ

can't look away

It's 1843 and a debate is raging among physicians วลี

0:20

นี่คือปี 1843 และการโต้เถียงกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดในหมู่แพทย์

วลี

a debate is raging: การถกเถียงอย่างดุเดือดกำลังดำเนินอยู่

ใน a debate is raging คำว่า raging หมายถึง “กำลังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นมาก” การถกเถียงนั้นร้อนแรง ยังดำเนินอยู่ และยังไม่ได้ข้อยุติ ไม่ได้หมายความว่าตัวการถกเถียงกำลังโกรธ a debate is raging มักใช้เกริ่นถึงข้อขัดแย้งสำคัญเกี่ยวกับสาธารณะ วิชาการ หรือนโยบาย มีน้ำหนักแรงกว่าการบอกเพียงว่าผู้คนกำลังพูดคุยเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึงการโต้แย้งกำลังดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง: A debate ____ over the proposed school schedule.

ดูคำตอบ

is raging

about one of the most common killers of women,

0:23

เกี่ยวกับหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้หญิง

childbed fever. วัฒนธรรม

0:26

ไข้หลังคลอด

วัฒนธรรม

childbed fever: ชื่อในอดีตของการติดเชื้อหลังคลอด

Childbed fever เป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ของไข้หลังคลอด ซึ่งเป็นการติดเชื้อรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับช่วงหลังการคลอดบุตร ในประโยคนี้ คำดังกล่าวเป็นชื่อโรคที่อยู่ใจกลางการถกเถียงของเหล่าแพทย์ childbed ในที่นี้เป็นคำเก่าที่เกี่ยวข้องกับการคลอดและการฟื้นตัวหลังคลอด ควรเข้าใจ childbed fever เป็นศัพท์การแพทย์คำเดียว ไม่ใช่แปลตรงตัวว่าไข้ที่เกิดจากเตียงของเด็ก

แบบฝึกหัด

ในประวัติศาสตร์การแพทย์ childbed fever หมายถึงอะไร?

  1. ไข้ที่ติดมาจากการนอนบนเตียงของเด็ก
  2. โรคหวัดที่พบบ่อยในเด็ก
  3. การติดเชื้อรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับช่วงหลังการคลอดบุตร
ดูคำตอบ

การติดเชื้อรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับช่วงหลังการคลอดบุตร

Childbed fever strikes within days of giving birth, การใช้คำ

0:28

ไข้หลังคลอดจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันหลังคลอด

การใช้คำ

strikes within days of giving birth: เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่นานหลังคลอด

ในประโยคนี้ strikes หมายถึงโรคเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้คน เป็นการใช้ strike ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตีทางกายภาพ within days of giving birth ระบุว่าโรคเริ่มเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วันหลังคลอด เป็นการบอกกรอบเวลา ไม่ใช่วันที่แน่นอนวันใดวันหนึ่ง

แบบฝึกหัด

strikes within days of giving birth ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร?

  1. โรคนี้ตีคนทางกายภาพขณะคลอดลูก
  2. โรคนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันภายในไม่กี่วันหลังคลอด
  3. โรคนี้เกิดขึ้นในวันที่แน่นอนวันหนึ่งตามปฏิทินเสมอ
ดูคำตอบ

โรคนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันภายในไม่กี่วันหลังคลอด

killing more than 70% of those infected, ไวยากรณ์

0:31

คร่าชีวิตผู้ติดเชื้อไปมากกว่า 70%

ไวยากรณ์

killing more than 70% of those infected: อนุประโยค -ing ที่บอกผลลัพธ์

อนุประโยค -ing killing more than 70% of those infected เชื่อมกับประโยคหลักก่อนหน้าและบอกผลที่ตามมา เป็นการย่อความคิดที่ว่าโรคเกิดขึ้นและส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตดังกล่าว ส่วนนี้ไม่ใช่ประโยคอิสระประโยคใหม่ สาเหตุของ killing ที่เข้าใจได้จากบริบทคือโรค ส่วน those infected หมายถึงผู้ที่ติดเชื้อ

แบบฝึกหัด

killing more than 70% of those infected ทำหน้าที่อะไรในประโยคเต็ม?

  1. ส่วนนี้เริ่มประโยคอิสระใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก่อนหน้า
  2. ส่วนนี้อธิบายว่าผู้ติดเชื้อตั้งใจจะทำอะไร
  3. ส่วนนี้เพิ่มผลที่เกิดจากโรคในประโยคหลัก
ดูคำตอบ

ส่วนนี้เพิ่มผลที่เกิดจากโรคในประโยคหลัก

and nobody knows what causes it.

0:35

และไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดจากอะไร

Obstetrician Charles Meigs has a theory.

0:38

สูติแพทย์ ชาร์ลส์ ไมกส์ มีทฤษฎีหนึ่ง

Having observed abdominal inflammation in patients who go on to develop the fever, โน้ต

0:41

จากการสังเกตพบอาการอักเสบที่ช่องท้องในคนไข้ที่เป็นไข้ในเวลาต่อมา

ไวยากรณ์

Having observed: การกระทำก่อนหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว

Having observed เป็นวลี participle แบบสมบูรณ์ที่สร้างจาก having + past participle โดยแสดงว่าการสังเกตเสร็จสิ้นก่อนการกระทำในประโยคหลัก ในที่นี้ การสังเกตก่อนหน้านั้นถูกนำเสนอเป็นหลักฐานของข้อกล่าวอ้างที่ตามมา โครงสร้างนี้ไม่ใช่ present progressive และวลีไม่ได้ระบุประธานของตนเอง ดังนั้นผู้ที่สังเกตจึงควรเป็นคนเดียวกับประธานในประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป perfect participle ของ observe: ____ the evidence, the detective changed her theory.

ดูคำตอบ

Having observed

วลี

go on to develop: ผลลัพธ์ใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง

ใน go on to develop โครงสร้าง go on to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์ก่อนหน้า ในที่นี้ มีการสังเกตพบการอักเสบในช่องท้องของผู้ป่วยก่อน แล้วผู้ป่วยจึงมีไข้ในภายหลัง วลีนี้เน้นลำดับเวลาและพัฒนาการของเหตุการณ์ การใช้ develop เพียงอย่างเดียวบอกได้ว่าอาการเกิดขึ้นภายหลัง แต่ไม่ได้เน้นความเชื่อมโยงจากสถานการณ์แรกไปสู่ผลลัพธ์ภายหลังโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ go on to เพื่อแสดงความสำเร็จใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง: After winning local contests, she ____ win the national championship.

ดูคำตอบ

went on to

he claims this inflammation is the cause of childbed fever.

0:46

เขาอ้างว่าการอักเสบนี้คือสาเหตุของไข้หลังคลอด

Much of the medical establishment supports his theory. การใช้คำ

0:51

วงการแพทย์ส่วนใหญ่สนับสนุนทฤษฎีของเขา

การใช้คำ

the medical establishment: กลุ่มอำนาจกระแสหลักในวงการแพทย์

the medical establishment เป็นคำเรียกรวมถึงสถาบัน ผู้นำ และผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลและเป็นตัวแทนของวงการแพทย์กระแสหลัก ไม่ได้หมายถึงอาคารหนึ่งหลังหรือองค์กรเพียงแห่งเดียว ในประโยคนี้ much of แสดงว่าคนและองค์กรจำนวนมากในวงการแพทย์ที่มีอำนาจอยู่เดิมสนับสนุนทฤษฎีนี้ รูปแบบเดียวกันนี้ใช้เรียกศูนย์กลางอิทธิพลที่มีอยู่เดิมในแวดวงการเมืองหรือวิทยาศาสตร์ได้

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่างนี้ the medical establishment หมายถึงอะไร

  1. อาคารโรงพยาบาลหนึ่งหลัง
  2. ทุกคนที่ทำงานด้านการดูแลสุขภาพ
  3. บุคคลและสถาบันกระแสหลักที่มีอิทธิพลในวงการแพทย์
ดูคำตอบ

บุคคลและสถาบันกระแสหลักที่มีอิทธิพลในวงการแพทย์

Oh, come on. น้ำเสียง/เจตนา

0:55

โธ่เอ๊ย

น้ำเสียง/เจตนา

Oh, come on.: แสดงความไม่เชื่อและความไม่อดทน

ใน Oh, come on. คำว่า come on ไม่ได้เป็นคำขอให้ใครเดินเข้ามาใกล้ แต่เป็นปฏิกิริยาในภาษาพูดที่ปฏิเสธสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เพราะรู้สึกว่าเชื่อได้ยาก ไม่มีเหตุผล หรือน่ารำคาญ ในที่นี้ Oh เพิ่มอารมณ์ และทั้งประโยคแสดงความไม่เชื่อกับความไม่อดทน ความแรงของคำพูดขึ้นอยู่กับน้ำเสียง ตั้งแต่การประท้วงแบบหยอกล้อไปจนถึงการโต้แย้งอย่างรุนแรงและดูแคลน

แบบฝึกหัด

เมื่อพูด 'Oh, come on.' ในตัวอย่าง ผู้พูดกำลังทำอะไร

  1. เห็นด้วยกับคำพูดก่อนหน้าอย่างใจเย็น
  2. ปฏิเสธความคิดนั้นเพราะไม่มีเหตุผลหรือเชื่อได้ยาก
  3. ขอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้อย่างสุภาพ
ดูคำตอบ

ปฏิเสธความคิดนั้นเพราะไม่มีเหตุผลหรือเชื่อได้ยาก

They really leave me no choice but to teach them some skepticism. วลี

0:56

พวกเขาทำให้ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสอนให้พวกเขารู้จักความกังขาบ้างแล้ว

วลี

leave me no choice but to: บอกการกระทำที่จำเป็นต้องทำ

ใน leave me no choice but to คำว่า leave หมายถึง “ทำให้ใครอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง” ไม่ใช่ “จากไป” โครงสร้างคือ leave + คน + no choice but to + กริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น teach จึงเป็นการกระทำเพียงอย่างเดียวที่ผู้พูดเสนอว่ายังทำได้ ผู้พูดนำเสนอว่าการสอนให้รู้จักตั้งข้อสงสัยเป็นสิ่งที่ถูกบังคับด้วยพฤติกรรมของคนอื่น เมื่อเทียบกับ I have to โครงสร้างนี้ชี้สาเหตุได้ชัดกว่า และอาจสื่อความหงุดหงิดหรือโยนความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายความว่าพายุทำให้จำเป็นต้องยกเลิกการเดินทาง: The storm left us no choice ____ cancel the trip.

ดูคำตอบ

but to

That's better.

1:12

แบบนี้ดีขึ้นหน่อย

Now, Meigs,

1:14

เอาล่ะ ไมกส์

your argument is based on a fallacy, วลี

1:16

ข้อโต้แย้งของคุณตั้งอยู่บนตรรกะวิบัติ

วลี

argument is based on: ระบุพื้นฐานของการให้เหตุผล

ใน argument is based on คำว่า argument หมายถึงแนวการให้เหตุผล ไม่ใช่การทะเลาะกัน โครงสร้าง X is based on Y หมายความว่า X อาศัย Y เป็นหลักฐาน สมมติฐาน หรือข้ออ้างตั้งต้น ในประโยคนี้ a fallacy ถูกระบุว่าเป็นพื้นฐานของข้อโต้แย้ง ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าการให้เหตุผลนั้นตั้งอยู่บนตรรกะที่ผิด โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกได้ด้วยว่าอะไรสนับสนุนคำกล่าวอ้างหรือข้อสรุป

แบบฝึกหัด

เติมวลีมาตรฐานที่ใช้ระบุพื้นฐานของการให้เหตุผล: The lawyer's argument ____ two witness statements.

ดูคำตอบ

is based on

the false cause fallacy. วัฒนธรรม

1:19

ตรรกะวิบัติแบบอ้างเหตุผลผิด

วัฒนธรรม

false cause fallacy: การเข้าใจความเชื่อมโยงผิดว่าเป็นสาเหตุ

false cause fallacy คือข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลที่มองความเชื่อมโยงหรือลำดับของเหตุการณ์ว่าเป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง สองสิ่งอาจเกิดพร้อมกัน หรือสิ่งหนึ่งอาจเกิดก่อน โดยที่สิ่งหนึ่งไม่ได้เป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่งก็ได้ fallacy หมายถึงปัญหาในวิธีให้เหตุผล ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง หากต้องการสังเกตตรรกวิบัตินี้ ให้มองหาข้อสรุปเรื่องเหตุและผลที่อาศัยเพียงลำดับเวลาหรือสหสัมพันธ์ โดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ false cause fallacy?

  1. A student records how many hours they studied.
  2. A scientist compares two groups in a controlled experiment.
  3. A player wore a new cap and then won, so the cap must have caused the win.
ดูคำตอบ

A player wore a new cap and then won, so the cap must have caused the win.

Correlation does not imply causation. ลำดับความ

1:21

ความสัมพันธ์กัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน

ลำดับความ

Correlation does not imply causation: ความแตกต่างระหว่างสหสัมพันธ์กับสาเหตุ

Correlation does not imply causation เป็นหลักการตายตัวสำหรับประเมินหลักฐาน correlation หมายถึงสิ่งสองอย่างเปลี่ยนแปลงหรือปรากฏร่วมกัน ส่วน causation หมายถึงสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ในที่นี้ does not imply หมายความว่า สหสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลได้ตามหลักตรรกะ ในการโต้แย้ง ประโยคนี้ช่วยหยุดการข้ามจากรูปแบบที่สังเกตเห็นไปสู่ข้อสรุปเรื่องเหตุและผล ไม่ได้หมายความว่าความเป็นเหตุเป็นผลเป็นไปไม่ได้ แต่หมายความว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมหลักการตรวจสอบหลักฐานให้สมบูรณ์: Correlation does not imply ____.

ดูคำตอบ

causation

When two phenomena regularly occur together, ไวยากรณ์

1:25

เมื่อปรากฏการณ์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นประจำ

one does not necessarily cause the other.

1:28

สิ่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่งเสมอไป

ไวยากรณ์

When... one does not necessarily cause the other: จำกัดข้อสรุปเรื่องเหตุและผล

When ใช้เปิดสถานการณ์ทั่วไป ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว กล่าวคือ ปรากฏการณ์สองอย่างมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ส่วน one และ the other ในประโยคหลักหมายถึงปรากฏการณ์สองอย่างนั้น not necessarily cause หมายความว่าหลักฐานยังพิสูจน์ความสัมพันธ์แบบเหตุและผลไม่ได้ ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอาจมีอยู่ก็ได้ ประโยคนี้เพียงบอกว่าการเกิดร่วมกันเป็นประจำอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์

แบบฝึกหัด

เติมคำภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้เกิด”: When two trends rise together, one does not ____ the other.

ดูคำตอบ

necessarily cause

So you say women who have inflammation

1:33

ดังนั้นที่คุณบอกว่าผู้หญิงที่มีอาการอักเสบ

also come down with childbed fever. กริยาวลี

1:37

จะเป็นไข้หลังคลอดด้วย

กริยาวลี

come down with: เริ่มป่วยเป็นโรค

Come down with เป็นกริยาวลีที่หมายถึงเริ่มป่วยเป็นโรคหนึ่ง โดยมักเน้นช่วงที่โรคเพิ่งเริ่ม ชื่อโรคจะตามหลัง with เช่น come down with a cold ส่วนที่เปลี่ยนตามกาลคือ come: came down with, has come down with และ is coming down with ในคำบรรยาย วลีนี้หมายถึงผู้หญิงเหล่านั้นป่วยเป็นไข้หลังคลอดด้วย ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนลงด้านล่าง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของกริยาวลีจากบทเรียนเติมประโยค: Several campers ____ the flu after the trip.

ดูคำตอบ

came down with

Therefore, the inflammation caused the fever. ลำดับความ

1:39

ดังนั้นการอักเสบจึงทำให้เกิดไข้

ลำดับความ

Therefore: คำที่บอกข้อสรุป

Therefore เป็นคำบอกข้อสรุป ในประโยคนี้ คำดังกล่าวบอกผู้ฟังว่า “the inflammation caused the fever” กำลังถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลก่อนหน้า จึงช่วยจัดลำดับเหตุผลจากข้อมูลตั้งต้นไปสู่ข้อสรุป คำนี้แสดงเพียงว่าผู้พูดเชื่อมโยงความคิดอย่างไร ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อสรุปนั้นถูกต้อง แม้ข้อมูลตั้งต้นจะไม่หนักแน่นหรือการอนุมานจะผิด ก็ยังสามารถใช้ therefore ได้

แบบฝึกหัด

Therefore ในที่นี้บอกอะไร?

  1. ข้อความถัดไปเป็นเหตุผลที่จะใช้สนับสนุนข้อสรุปในภายหลัง
  2. ข้อความถัดไปเป็นตัวอย่างที่ไม่มีความเชื่อมโยงทางตรรกะกับข้อมูลก่อนหน้า
  3. ข้อความถัดไปถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ข้อความถัดไปถูกนำเสนอเป็นข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลก่อนหน้า

But that's not necessarily true. วลี

1:43

แต่นั่นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป

วลี

Not necessarily true: การโต้แย้งอย่างระมัดระวัง

Not necessarily true หมายความว่าคำกล่าวหนึ่งอาจเป็นจริงได้ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ทำให้แน่ใจ necessarily เชื่อมกับ true โดยผู้พูดปฏิเสธว่าคำกล่าวนั้นจำเป็นต้องจริง ไม่ได้ปฏิเสธว่ามันไม่มีทางเป็นจริง นี่เป็นการโต้แย้งอย่างระมัดระวัง ผู้พูดตั้งคำถามกับข้อสรุปที่ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ โดยไม่กล่าวอย่างหนักแน่นว่าข้อสรุปนั้นผิดแน่นอน

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมทีมพูดว่า “The most expensive option must be the best.” คำตอบใดโต้แย้งข้อสรุปนี้โดยไม่กล่าวว่ามันผิดแน่นอน?

  1. That's definitely false.
  2. That's not necessarily true.
  3. That's always true.
ดูคำตอบ

That's not necessarily true.

Yes, yes, the inflammation comes first,

1:47

ใช่ อาการอักเสบมาก่อน

then the fever,

1:50

แล้วตามด้วยไข้

so it seems like the inflammation causes the fever. วลี

1:51

ดังนั้นดูเหมือนว่าการอักเสบจะทำให้เกิดไข้

วลี

it seems like: แสดงว่าข้อสรุปยังไม่แน่นอน

ในที่นี้ it seems like ใช้นำข้อสรุปจากหลักฐานที่มีอยู่ในตอนนี้ คือการอักเสบดูเหมือนจะทำให้เกิดไข้ ผู้พูดเสนอข้อสรุปนี้เป็นเพียงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ในประโยคนี้ โครงสร้างคือ it seems like + อนุประโยค ใช้แยกสิ่งที่หลักฐานในตอนนี้ดูเหมือนจะบ่งชี้ออกจากสิ่งที่รู้แน่ชัดแล้ว

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ในประโยค “It seems like the battery is dead.” ผู้พูดบอกว่าแบตเตอรี่หมดเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

But by that logic, ลำดับความ

1:55

แต่ด้วยตรรกะแบบนั้น

ลำดับความ

by that logic: ใช้เหตุผลแบบเดียวกันเพื่อโต้แย้ง

by that logic เป็นวลีเชื่อมความหมายว่า “ถ้าเราใช้วิธีให้เหตุผลที่เพิ่งใช้ไป” วลีนี้รับกฎจากข้อความก่อนหน้าและบอกผู้ฟังว่าตัวอย่างถัดไปจะถูกพิจารณาด้วยกฎเดียวกัน ในที่นี้มี But นำหน้า ผู้พูดจึงไม่ได้กำลังเห็นด้วย วลีนี้เตรียมการโต้แย้งว่า เมื่อนำกฎเดียวกันไปใช้กับกรณีอื่น อาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งเผยให้เห็นจุดอ่อนของเหตุผลเดิม

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ by that logic ทำอะไรในคำตอบนี้? “You say one mistake makes a person unreliable. By that logic, no one could ever be trusted.”

  1. ยอมรับข้อกล่าวก่อนหน้าว่าถูกต้องทั้งหมด
  2. นำเหตุผลก่อนหน้าไปใช้กับกรณีสุดโต่งเพื่อเผยให้เห็นจุดอ่อน
  3. เปลี่ยนไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

นำเหตุผลก่อนหน้าไปใช้กับกรณีสุดโต่งเพื่อเผยให้เห็นจุดอ่อน

since babies usually grow hair before teeth, ลำดับความ

1:57

เนื่องจากทารกมักจะผมขึ้นก่อนที่ฟันจะงอก

hair growth must cause tooth growth.

2:00

การงอกของผมก็ต้องเป็นสาเหตุของการงอกของฟันสิ

ลำดับความ

since ... must cause ...: ใช้การเปรียบเทียบที่ไร้เหตุผลเพื่อเปิดโปงเหตุและผลที่ผิด

ประโยคนี้ใช้ since เพื่อเสนอข้อสนับสนุนก่อนว่า โดยปกติผมของทารกจะขึ้นก่อนฟัน จากนั้นใช้ must cause เพื่อสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่จงใจทำให้ไร้เหตุผล ผู้พูดไม่ได้เชื่อว่าการขึ้นของผมทำให้ฟันขึ้น แต่กำลังนำวิธีคิดเดียวกันที่ว่า “เกิดก่อน ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุ” ไปใช้กับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าผิด เพื่อเปิดโปงข้อผิดพลาดว่า ลำดับเวลาก่อนหลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ must cause เพื่อทำอะไรในประโยคนี้?

  1. กล่าวข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพัฒนาการของทารก
  2. สรุปแบบจงใจให้ไร้เหตุผลเพื่อเปิดโปงการอนุมานเหตุและผลที่ผิดพลาด
  3. แสดงความไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน
ดูคำตอบ

สรุปแบบจงใจให้ไร้เหตุผลเพื่อเปิดโปงการอนุมานเหตุและผลที่ผิดพลาด

And we all know that's not true, right? น้ำเสียง/เจตนา

2:03

และเราทุกคนก็รู้ว่านั่นไม่จริงใช่ไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

we all know ... right?: บอกว่าเป็นความรู้ร่วมกันและชวนให้เห็นด้วย

We all know นำเสนอคำตัดสินว่าเป็นความรู้ที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ ส่วน right? ที่ท้ายประโยคเป็นการขอให้ผู้ฟังยืนยันคำตัดสินร่วมกันนั้น ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้ต้องการหาคำตอบที่ตนไม่รู้เป็นหลัก สำนวนนี้ทำให้ผู้ฟังยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้พูด และจบตัวอย่างที่ไร้เหตุผลด้วยการชวนยืนยันความเห็นด้วยอย่างเบา ๆ และเป็นกันเอง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ right? มีหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. เปลี่ยนข้อความให้เป็นคำขอหลักฐานอย่างเป็นทางการ
  2. ชวนผู้ฟังยืนยันคำตัดสินที่เสนอว่าเป็นความรู้ร่วมกัน
  3. ถามหาข้อเท็จจริงใหม่ที่ผู้พูดไม่รู้
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังยืนยันคำตัดสินที่เสนอว่าเป็นความรู้ร่วมกัน

Actually, don't answer that.

2:06

ที่จริง ไม่ต้องตอบหรอก

A couple of different things could be going on here. วลี

2:08

สิ่งต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้หลายทางในกรณีนี้

วลี

could be going on: การเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้

ใน could be going on คำว่า go on หมายถึง “กำลังเกิดขึ้นหรือกำลังทำงานอยู่” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ทางร่างกาย วลีนี้บอกว่าอาจมีสถานการณ์ สาเหตุ หรือกระบวนการที่ยังมองไม่เห็นอย่างน้อยหนึ่งอย่างซึ่งอธิบายสิ่งที่สังเกตเห็นได้ could แสดงความไม่แน่นอน ผู้พูดจึงกำลังเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้หลายทาง ไม่ได้ประกาศข้อสรุป

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ could be going on หมายความว่าอย่างไร

  1. อาจมีหลายคนกำลังเดินออกไป
  2. คำอธิบายนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว
  3. อาจมีสถานการณ์หรือกระบวนการหลายอย่างทำให้เกิดสิ่งที่เราเห็น
ดูคำตอบ

อาจมีสถานการณ์หรือกระบวนการหลายอย่างทำให้เกิดสิ่งที่เราเห็น

First, it's possible that fever and inflammation

2:12

ประการแรก เป็นไปได้ว่าไข้และการอักเสบ

are correlated purely by coincidence. วลี

2:15

มีความสัมพันธ์กันด้วยความบังเอิญล้วนๆ

วลี

correlated purely by coincidence: ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล

Correlated หมายถึงไข้กับการอักเสบถูกสังเกตพบร่วมกัน หรือเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน ส่วน purely by coincidence บอกว่าความบังเอิญเพียงอย่างเดียวอาจอธิบายรูปแบบนั้นได้ วลีนี้แยกความสัมพันธ์ออกจากเหตุและผลอย่างชัดเจน รูปแบบดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงว่าไข้ทำให้เกิดการอักเสบ หรือการอักเสบทำให้เกิดไข้

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ correlated purely by coincidence มากที่สุด

  1. มีการพิสูจน์แล้วว่าไข้ทำให้เกิดการอักเสบ
  2. ไม่เคยสังเกตพบสองสิ่งนี้พร้อมกัน
  3. สองสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกันเพียงเพราะความบังเอิญ
ดูคำตอบ

สองสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกันเพียงเพราะความบังเอิญ

Or there could be a causal relationship

2:19

หรืออาจมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ

that's the opposite of what you think. The fever causes the inflammation

2:23

ที่ตรงกันข้ามกับที่คุณคิด ไข้ทำให้เกิดการอักเสบ

rather than the inflammation causing the fever. ไวยากรณ์

2:28

แทนที่จะเป็นการอักเสบทำให้เกิดไข้

ไวยากรณ์

rather than ... causing ...: ปฏิเสธคำอธิบายสาเหตุข้อที่สอง

rather than ใช้นำหน้าคำอธิบายที่ผู้พูดไม่ยอมรับ ในประโยคนี้ ผู้พูดเลือกทิศทางที่ว่าไข้ทำให้เกิดการอักเสบ และปฏิเสธว่าการอักเสบทำให้เกิดไข้ โครงสร้าง A rather than B เปรียบเทียบสองทางเลือกและเลือก A มากกว่า B เมื่อทางเลือกเป็นคำอธิบาย โครงสร้างนี้ใช้แก้ไขว่าควรยอมรับคำอธิบายใด

แบบฝึกหัด

ในประโยคเดิม ผู้พูดปฏิเสธคำอธิบายใด

  1. ไข้กับการอักเสบไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. การอักเสบทำให้เกิดไข้
  3. ไข้ทำให้เกิดการอักเสบ
ดูคำตอบ

การอักเสบทำให้เกิดไข้

Or both could share a common underlying cause วลี

2:31

หรือทั้งสองอย่างอาจมีสาเหตุเบื้องหลังร่วมกัน

you haven't thought of.

2:36

ที่คุณคิดไม่ถึง

วลี

share a common underlying cause: สาเหตุเบื้องลึกเดียวที่อยู่เบื้องหลังผลสองอย่าง

share a common underlying cause หมายความว่าสิ่งที่สังเกตเห็นสองอย่างอาจเกิดจากปัจจัยเบื้องลึกเดียวกัน underlying ใช้อธิบายสาเหตุที่ไม่สามารถมองเห็นได้ทันทีจากสิ่งที่ปรากฏภายนอก แนวคิดนี้ให้คำอธิบายแบบที่สามสำหรับความเชื่อมโยงระหว่าง A กับ B คือ A อาจไม่ได้ทำให้เกิด B และ B อาจไม่ได้ทำให้เกิด A แต่อาจมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อทั้งสองอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “เกิดจากปัจจัยเบื้องลึกเดียวกัน”: The two problems may ____.

ดูคำตอบ

share a common underlying cause

If I may, น้ำเสียง/เจตนา

2:38

ถ้าฉันจะขอถาม

น้ำเสียง/เจตนา

If I may: วิธีเข้าสู่การอภิปรายอย่างสุภาพ

If I may เป็นคำเกริ่นอย่างสุภาพที่ใช้ก่อนแทรกคำพูด ถามคำถาม หรือเสริมความคิดเห็น ผู้พูดไม่ได้กำลังตั้งเงื่อนไขจริง ๆ แต่กำลังขออนุญาตพูดตามมารยาทอย่างสั้น ๆ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวช่วยให้การเปลี่ยนไปสู่คำถามถัดไปไม่ห้วนเกินไป ทำให้การแทรกคำพูดดูให้เกียรติมากขึ้น แต่ไม่ได้ลบความคมของตัวคำถามเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสุภาพสามคำที่ประกอบด้วย If + I + may: ____, I'd like to add one point.

ดูคำตอบ

If I may

just what do you think causes inflammation? น้ำเสียง/เจตนา

2:40

คุณคิดว่าอะไรทำให้เกิดการอักเสบล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

just what do you think ...?: คาดคั้นเพื่อให้ได้คำตอบ

ใน just what do you think ...? คำว่า just ทำให้คำถามหนักแน่นขึ้น ในที่นี้มีความหมายใกล้กับ “กันแน่” หรือ “แท้จริงแล้ว” ไม่ใช่ “เพียงแค่” และเป็นการกดดันให้ผู้ฟังตอบอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ What do you think ...? รูปประโยคนี้ฟังดูท้าทายกว่า และอาจสื่อถึงความไม่อดทน ความสงสัย หรือแรงกดดัน ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังเรียกร้องคำอธิบายว่าอะไรทำให้เกิดการอักเสบ ไม่ได้ถามความคิดเห็นแบบสบาย ๆ

แบบฝึกหัด

คำถามใดกดดันให้ผู้ฟังอธิบายโดยตรงได้ชัดเจนที่สุด?

  1. Just what do you think caused the failure?
  2. Do you know whether the failure had a cause?
  3. What do you think caused the failure?
ดูคำตอบ

Just what do you think caused the failure?

Hmm, nothing?

2:44

อืม ไม่มีอะไรเหรอ?

It just is. น้ำเสียง/เจตนา

2:46

มันก็แค่เป็นอย่างนั้นเอง

น้ำเสียง/เจตนา

It just is.:ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่อธิบาย

It just is. หมายถึง “มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ” คำว่า just เน้นเพียงข้อเท็จจริงว่าสถานการณ์นั้นมีอยู่ โดยไม่ได้ให้สาเหตุหรือหลักฐาน เมื่อใช้ตอบคำถามที่ถามด้วย why ประโยคนี้จะตัดการค้นหาเหตุผลต่อไป ผู้พูดอาจไม่มีคำอธิบาย คิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบาย หรือกำลังหลบเลี่ยงคำถามก็ได้ แต่ในที่นี้เป็นการเลี่ยงตอบ ไม่ใช่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

เมื่อใช้ It just is. ตอบคำถามที่ถามด้วย why ประโยคนี้ทำหน้าที่อย่างไร

  1. ขอให้อีกฝ่ายอธิบายสถานการณ์
  2. ถือว่าสถานการณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่ให้เหตุผล
  3. ให้เหตุผลของสถานการณ์อย่างละเอียด
ดูคำตอบ

ถือว่าสถานการณ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่ให้เหตุผล

Really?

2:47

จริงเหรอ?

Humor me for a moment in discussing one of your colleague's ideas. สำนวน

2:49

ตามใจฉันสักครู่ เพื่อมาคุยเรื่องแนวคิดของเพื่อนร่วมงานของคุณ

สำนวน

Humor me for a moment:ขอให้อีกฝ่ายร่วมมือชั่วครู่

Humor me หมายถึง “ยอมทำตามคำขอของฉันสักหน่อย แม้จะรู้สึกว่าไม่จำเป็น แปลก หรือไม่น่าเชื่อ” ในที่นี้ humor เป็นคำกริยาที่หมายถึงตามใจหรือยอมคล้อยตาม ไม่ได้หมายถึง “ทำให้ฉันหัวเราะ” ส่วน For a moment จำกัดคำขอไว้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ สำนวนนี้เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับแนวคิดที่เขาอาจไม่เห็นด้วย และขอให้เขาอดทนพอที่จะลองพิจารณา เป็นการขอความร่วมมือชั่วคราว ไม่ได้บอกว่าหัวข้อนั้นตลก

แบบฝึกหัด

เติมคำขอให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ตามใจฉันสักครู่”: ____ and imagine that the budget is unlimited.

ดูคำตอบ

Humor me for a moment

Dr. Oliver Wendell Holmes.

2:54

ดร. โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์

I know, I know you don't like his theory.

2:56

ฉันรู้ ฉันรู้ว่าคุณไม่ชอบทฤษฎีของเขา

You already wrote a scathing letter about it. การใช้คำ

3:00

คุณเคยเขียนจดหมายด่าทอมันไปแล้วนี่

การใช้คำ

scathing letter: จดหมายที่วิจารณ์อย่างรุนแรงและเจ็บแสบ

Scathing หมายถึงการวิจารณ์อย่างรุนแรงและเจ็บแสบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์อับอายหรือเสียความรู้สึกได้ ใน scathing letter คำนี้ขยายโทนและถ้อยคำของจดหมาย ไม่ได้พูดถึงตัวจดหมายในฐานะสิ่งของ วลีนี้แรงกว่าการแค่ไม่เห็นด้วยมาก โดยสื่อว่าจดหมายนั้นโจมตีความคิด การกระทำ หรือบุคคลด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ a scathing letter หมายถึงอะไร?

  1. จดหมายที่วิจารณ์บางสิ่งด้วยถ้อยคำรุนแรงและเจ็บแสบ
  2. จดหมายเป็นกลางที่ให้ข้อเท็จจริงพื้นฐาน
  3. จดหมายเป็นมิตรที่ให้คำแนะนำอย่างอ่อนโยน
ดูคำตอบ

จดหมายที่วิจารณ์บางสิ่งด้วยถ้อยคำรุนแรงและเจ็บแสบ

But let's fill your students in, shall we? โน้ต

3:03

แต่เรามาเล่าให้นักเรียนของคุณฟังกันหน่อยดีไหม?

กริยาวลี

let's fill your students in: บอกข้อมูลที่นักเรียนยังไม่รู้

Fill someone in หมายถึงบอกข้อมูลพื้นหลัง รายละเอียด หรือความคืบหน้าที่อีกฝ่ายยังไม่รู้ ในที่นี้ your students คือกลุ่มคนที่ได้รับข้อมูล กริยาวลีนี้แยกคำได้ โดยวางคนไว้ระหว่าง fill กับ in เช่น fill your students in หรือ fill them in ส่วน let's ทำให้ประโยคนี้เป็นข้อเสนอให้บอกข้อมูลนั้นตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ fill ให้มีความหมายว่า “บอกข้อมูลที่ฉันยังไม่รู้”: I missed the meeting, so please ____ me ____.

ดูคำตอบ

fill · in

น้ำเสียง/เจตนา

shall we? หลัง Let's: การชวนหรือพาไปขั้นต่อไป

ในรูปแบบ Let's ..., shall we? คำถามต่อท้าย shall we? ทำให้ข้อเสนอเป็นคำชวนให้ลงมือทำร่วมกัน และยังช่วยให้ผู้พูดพาเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปอย่างนุ่มนวล ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้ขอการตัดสินใจที่ละเอียดหรือเปิดกว้างจริง ๆ คำถามต่อท้ายนี้พาผู้ฟังเข้าสู่คำอธิบายต่อไปอย่างสุภาพและแฝงความขี้เล่นเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมคำถามต่อท้ายมาตรฐานหลัง Let's: Let's start with the first example, ____?

ดูคำตอบ

shall we

Holmes noticed a pattern.

3:06

โฮล์มส์สังเกตเห็นรูปแบบบางอย่าง

When a patient dies of childbed fever,

3:09

เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตจากไข้หลังคลอด

a doctor performs an autopsy. วลี

3:12

แพทย์จะทำการชันสูตรศพ

วลี

performs an autopsy: กลุ่มคำทางการที่ใช้คู่กันในทางการแพทย์

perform an autopsy เป็นกลุ่มคำมาตรฐานแบบเป็นทางการในบริบทการแพทย์และกฎหมาย หมายถึงการตรวจร่างผู้เสียชีวิตทางการแพทย์ หรือการชันสูตรศพ perform ในที่นี้หมายถึง “ดำเนินกระบวนการวิชาชีพ” ไม่ใช่ “แสดงต่อหน้าผู้ชม”

แบบฝึกหัด

เติมกลุ่มคำที่เน้นไว้ในรูป present simple: A pathologist often ____ to determine the cause of death.

ดูคำตอบ

performs an autopsy

If the doctor then treats a new patient,

3:15

หากแพทย์คนนั้นไปรักษาผู้ป่วยคนใหม่ต่อ

that patient often comes down with the fever.

3:18

ผู้ป่วยคนนั้นมักจะติดไข้ด้วย

Based on this correlation between autopsies of fever victims ลำดับความ

3:22

จากความสัมพันธ์ระหว่างการชันสูตรผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากไข้

and new fever patients,

3:27

กับผู้ป่วยเป็นไข้รายใหม่

he proposes a possible cause.

3:29

เขาได้เสนอสาเหตุที่อาจเป็นไปได้

ลำดับความ

Based on this correlation: ระบุฐานของข้อเสนอ

Based on this correlation เป็นกรอบเปิดประโยคที่บอกฐานของหลักฐาน โดยทำให้ผู้อ่านรู้ว่าข้อเสนอที่ตามมาอาศัยความสัมพันธ์ที่สังเกตพบระหว่างสองสิ่ง ความสัมพันธ์แสดงเพียงว่าสองสิ่งเปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นร่วมกัน แต่ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าสิ่งหนึ่งเป็นเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้น possible cause จึงเสนอสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุปเชิงเหตุและผลที่ได้รับการยืนยันแล้ว

แบบฝึกหัด

Based on this correlation บอกอะไรแก่ผู้อ่าน?

  1. ความสัมพันธ์ที่สังเกตพบไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดถัดไป
  2. ความสัมพันธ์นั้นพิสูจน์แล้วว่าสิ่งหนึ่งเป็นเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง
  3. แนวคิดถัดไปใช้ความสัมพันธ์ที่สังเกตพบเป็นหลักฐาน แต่ยังเป็นเพียงข้อเสนอชั่วคราว
ดูคำตอบ

แนวคิดถัดไปใช้ความสัมพันธ์ที่สังเกตพบเป็นหลักฐาน แต่ยังเป็นเพียงข้อเสนอชั่วคราว

Since there's no evidence that the autopsy causes the fever

3:32

เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าการชันสูตรทำให้เกิดไข้

beyond this correlation,

3:36

นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์นี้

he doesn't jump to the conclusion that autopsy causes fever. สำนวน

3:38

เขาจึงไม่ด่วนสรุปว่าการชันสูตรทำให้เกิดไข้

สำนวน

jump to the conclusion: สรุปก่อนมีหลักฐานเพียงพอ

Jump to the conclusion เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการเชื่อข้อสรุปเร็วเกินไปก่อนตรวจสอบหลักฐาน คำว่า Jump สื่อว่ามีการข้ามขั้นตอนการให้เหตุผลที่จำเป็น ในประโยคนี้ doesn't jump to the conclusion แสดงถึงความยับยั้งชั่งใจที่ดี ผู้พูดถึงสังเกตเห็นความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ถือว่านั่นเป็นหลักฐานว่าสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น รูปแบบ jump to the conclusion that + อนุประโยค ใช้บอกความเชื่อเฉพาะที่เกิดขึ้นเร็วเกินไป

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนจากบทเรียนนี้เติมคำเตือนให้สมบูรณ์: Don't ____ that the missing key was stolen; it may simply have been moved.

ดูคำตอบ

jump to the conclusion

Instead, he suggests that doctors are infecting their patients ลำดับความ

3:43

แต่เขากลับเสนอว่าแพทย์กำลังแพร่เชื้อให้ผู้ป่วย

ลำดับความ

Instead, he suggests: ใช้คำอธิบายใหม่แทนคำอธิบายเดิม

Instead บอกว่าแนวคิดถัดไปจะมาแทนข้อสรุปหรือคำอธิบายก่อนหน้า ในที่นี้คำนี้ส่งสัญญาณให้ผู้อ่านละคำอธิบายเดิมแล้วติดตามคำอธิบายอีกแบบหนึ่ง ใน he suggests that ... คำว่า suggests นำเสนออนุประโยคที่ตามมาว่าเป็นคำอธิบายที่เขาเสนอ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว เมื่อใช้รวมกัน Instead, he suggests จึงเปลี่ยนทิศทางของเหตุผลไปสู่คำอธิบายทางเลือกที่ระมัดระวังกว่า

แบบฝึกหัด

ในเหตุผลนี้ Instead, he suggests ส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. ผู้พูดได้พิสูจน์คำอธิบายถัดไปแล้ว
  2. คำอธิบายถัดไปมาแทนคำอธิบายก่อนหน้า
  3. ประโยคถัดไปเพียงเพิ่มหลักฐานให้คำอธิบายก่อนหน้า
ดูคำตอบ

คำอธิบายถัดไปมาแทนคำอธิบายก่อนหน้า

via an invisible contaminant on their hands การใช้คำ

3:49

ผ่านสิ่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็นบนมือของพวกเขา

and surgical instruments.

3:52

และอุปกรณ์เครื่องมือผ่าตัด

การใช้คำ

via an invisible contaminant: ระบุเส้นทางและตัวการปนเปื้อน

Via นำเข้าสู่เส้นทางหรือวิธีที่ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้น ในที่นี้คำนี้เชื่อมโยงการติดเชื้อกับสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นซึ่งติดอยู่บนมือและเครื่องมือผ่าตัด Contaminant คือสารหรือตัวการที่ทำให้สิ่งหนึ่งปนเปื้อนหรือไม่ปลอดภัย ในคำอธิบายทางการแพทย์ คำนี้อาจหมายถึงแหล่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็น ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งสกปรกทั่วไปที่มองเห็นได้

แบบฝึกหัด

via an invisible contaminant บอกอะไรเราในประโยคนี้?

  1. สารปนเปื้อนนั้นมองเห็นได้และไม่เป็นอันตราย
  2. ตัวการปนเปื้อนที่มองไม่เห็นเป็นเส้นทางหรือตัวกลาง
  3. ไม่มีเส้นทางหรือตัวกลางเกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

ตัวการปนเปื้อนที่มองไม่เห็นเป็นเส้นทางหรือตัวกลาง

This idea outrages most doctors

3:55

แนวคิดนี้ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ที่

who see themselves as infallible. การใช้คำ

3:57

คิดว่าตัวเองไม่มีวันทำผิดพลาดรู้สึกโกรธเคือง

การใช้คำ

see themselves as infallible: มองว่าตนเองไม่มีวันผิด

see themselves as บอกว่าบรรดาแพทย์มองคุณลักษณะของตนเองอย่างไร โครงสร้าง see + สรรพนามสะท้อนกลับ + as + คำนามหรือคำคุณศัพท์ หมายถึงมองตนเองในลักษณะหนึ่ง ในที่นี้ infallible หมายถึงไม่มีทางคิดผิดหรือทำผิดพลาด วลีนี้เป็นการวิจารณ์ ไม่ใช่คำชม โดยสื่อว่าความเชื่อว่าอำนาจของตนไม่มีวันผิดทำให้แนวคิดนี้เป็นสิ่งที่แพทย์เหล่านั้นไม่พอใจอย่างมาก infallible มีความหมายแรงกว่า confident มาก

แบบฝึกหัด

วลีที่เน้นไว้บอกว่าแพทย์เหล่านี้มองตนเองอย่างไร

  1. พวกเขาเชื่อว่ามีเพียงผู้ป่วยเท่านั้นที่ตัดสินใจ
  2. พวกเขาเชื่อว่าตนเองไม่มีทางผิด
  3. พวกเขามั่นใจ แต่คิดว่าตนเองอาจทำผิดพลาดเป็นครั้งคราว
ดูคำตอบ

พวกเขาเชื่อว่าตนเองไม่มีทางผิด

Like Meigs here,

4:00

เหมือนกับไมกส์ตรงนี้

who refuses to consider the possibility วลี

4:02

ผู้ปฏิเสธที่จะพิจารณาความเป็นไปได้

that he's playing a role in his patients' plight. วลี

4:04

ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย

วลี

refuses to consider the possibility: ตั้งใจปฏิเสธที่จะตรวจสอบความเป็นไปได้

refuses to consider the possibility หมายถึงการตั้งใจปฏิเสธที่จะคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับคำอธิบายที่อาจเป็นไปได้ ในที่นี้ consider หมายถึงตรวจสอบหรือคิดพิจารณา ไม่ได้หมายถึงตัดสินว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง โครงสร้างคือ refuse to consider the possibility that + อนุประโยค refuses มีน้ำหนักแรงกว่า does not consider เพราะสื่อว่าการไม่พิจารณาเกิดจากความไม่ยินยอม มักแฝงนัยถึงความดื้อรั้นหรือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย refuses to consider the possibility: The director ____ that the deadline may be unrealistic.

ดูคำตอบ

refuses to consider the possibility

วลี

playing a role in: มีส่วนทำให้เกิดผลลัพธ์

ในประโยคนี้ playing a role in หมายถึงมีส่วนทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะลำบาก หรือมีส่วนรับผิดชอบต่อเรื่องนั้น คำว่า role ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบทบาทของตัวละครในการแสดง โครงสร้าง play a role in + คำนามหรือรูป -ing ใช้กล่าวว่าคนหรือปัจจัยหนึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “มีส่วนทำให้เกิด”: Poor communication played ____ the delay.

ดูคำตอบ

a role in

His flawed argument doesn't leave any path forward for further investigation, สำนวน

4:08

ข้อโต้แย้งที่มีช่องโหว่ของเขาไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการสืบสวนเพิ่มเติม

but Holmes's does.

4:13

แต่ของโฮล์มส์ทำได้

สำนวน

doesn't leave any path forward: ไม่เหลือขั้นตอนถัดไปที่ใช้ได้จริง

ในที่นี้ doesn't leave any path forward หมายถึงข้อโต้แย้งที่มีข้อบกพร่องไม่ได้เสนอวิธีที่ใช้ได้จริงในการสืบสวนต่อ path เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงวิธี ทิศทาง หรือขั้นตอนถัดไป ไม่ใช่ถนนจริง โครงสร้าง not leave any path forward ใช้บรรยายความคิด การตัดสินใจ หรือสถานการณ์ที่ขัดขวางความคืบหน้า เหมาะเมื่อประเด็นสำคัญคือยังมีสิ่งที่ทำต่อได้จริงหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำเป้าหมายที่หมายถึง “วิธีที่ใช้ได้จริงเพื่อดำเนินต่อ” ลงในประโยค: The decision doesn't leave ____ for further discussion.

ดูคำตอบ

any path forward

It's 1847 and physician Ignaz Semmelweis

4:24

ขณะนี้คือปี 1847 และนายแพทย์ อิ๊กนาซ เซมเมลไวสส์

has reduced the number of childbed fever deaths ไวยากรณ์

4:27

ได้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หลังคลอด

in a clinic from 12% to 1%

4:29

ในคลินิกแห่งหนึ่งจาก 12% เหลือเพียง 1%

by requiring all medical personnel to disinfect their hands การใช้คำ

4:32

โดยกำหนดให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนฆ่าเชื้อที่มือ

การใช้คำ

medical personnel: คำเรียกรวมแบบเป็นทางการ

medical personnel เป็นคำเรียกรวมแบบเป็นทางการสำหรับผู้ที่ทำงานด้านการแพทย์ ในประโยคนี้ all medical personnel หมายถึงคนทั้งกลุ่มที่อยู่ภายใต้กฎด้านสุขอนามัย ไม่ได้หมายถึงบุคคลคนเดียว personnel เป็นคำนามที่หมายถึงกำลังคนหรือกลุ่มพนักงาน ไม่ใช่ personal ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงเรื่องส่วนตัวหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งคน

แบบฝึกหัด

วลีภาษาอังกฤษใดเป็นคำเรียกรวมแบบเป็นทางการสำหรับผู้ที่ทำงานด้านการแพทย์

  1. medical equipment
  2. medical personnel
  3. personal medical information
ดูคำตอบ

medical personnel

after autopsies and between patient examinations.

4:36

หลังการชันสูตรศพและระหว่างการตรวจผู้ป่วย

ไวยากรณ์

has reduced the number ... from 12% to 1% by requiring ...: การลดลง ช่วงตัวเลข และวิธีการ

โครงสร้างคือ reduce the number of A from X to Y by V-ing โดย has reduced แสดงว่าการลดลงได้เกิดขึ้นแล้วและเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่กำลังอธิบาย ส่วน from 12% to 1% บอกค่าเริ่มต้นและค่าสุดท้าย by requiring... ระบุวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้ by หมายถึง “ด้วยการทำสิ่งนี้” จึงตอบว่าการลดลงเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่เกิดขึ้นเมื่อใด

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสามคำที่บอกค่าเริ่มต้น ค่าสุดท้าย และวิธี ตามลำดับ: The clinic reduced the number of missed appointments ____ 40 a week ____ 12 ____ sending text reminders.

ดูคำตอบ

from · to · by

With this initiative,

4:40

ด้วยการริเริ่มนี้

he has proven the contagious nature of childbed fever. การใช้คำ

4:41

เขาได้พิสูจน์ธรรมชาติของการติดต่อของไข้หลังคลอด

การใช้คำ

“contagious nature”: nature ในความหมายว่า “คุณสมบัติสำคัญ”

ในที่นี้ contagious nature หมายถึงคุณสมบัติที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ คำว่า nature หมายถึงลักษณะหรือคุณสมบัติสำคัญของสิ่งนั้น ไม่ได้หมายถึงโลกธรรมชาติ โครงสร้าง the + คำคุณศัพท์ + nature of + คำนาม เป็นวิธีแบบเป็นทางการในการเรียกคุณสมบัติหนึ่ง ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวเปลี่ยนใจความ “childbed fever is contagious” ให้เป็นวลีนามที่เป็นสิ่งซึ่งถูกพิสูจน์ได้

แบบฝึกหัด

ในงานเขียนทางการแพทย์แบบเป็นทางการ the contagious nature of the illness หมายถึงอะไร

  1. อาการเล็กน้อยของโรค
  2. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติรอบโรค
  3. ความสามารถของโรคในการแพร่กระจาย
ดูคำตอบ

ความสามารถของโรคในการแพร่กระจาย

It's 1879 and Louis Pasteur

4:50

ขณะนี้คือปี 1879 และหลุยส์ ปาสเตอร์

has identified the contaminant

4:53

ได้ระบุสิ่งปนเปื้อน

responsible for many cases of childbed fever, วลี

4:54

ที่เป็นสาเหตุของการเกิดไข้หลังคลอดหลายกรณี

วลี

“responsible for many cases of”: การใช้เพื่อบอกสาเหตุ

Responsible for สามารถใช้บอกความเป็นเหตุเป็นผลได้ ไม่ได้หมายถึงหน้าที่ของคนเท่านั้น เมื่อประธานเป็นสิ่งของ เช่น contaminant และข้อความที่ตามมาเป็นผลลัพธ์ เช่น กรณีของโรค be responsible for จึงหมายถึง “ก่อให้เกิด” หรือ “เป็นต้นเหตุของ” ในที่นี้ responsible for many cases of childbed fever เป็นวลีคุณศัพท์ที่ขยาย contaminant และมีความหมายเท่ากับ “the contaminant that caused many cases of childbed fever”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ responsible for เพื่อบอกสาเหตุ แทนที่จะบอกหน้าที่

  1. Nina was responsible for checking the fire doors.
  2. The supervisor was responsible for the evening shift.
  3. The contaminated water was responsible for many cases of illness.
ดูคำตอบ

The contaminated water was responsible for many cases of illness.

hemolytic streptococcus bacteria. วัฒนธรรม

4:58

นั่นคือ แบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสชนิดฮีโมไลติก

วัฒนธรรม

hemolytic streptococcus bacteria: การระบุชื่อสิ่งปนเปื้อน

ในที่นี้ hemolytic streptococcus bacteria เป็นชื่อของสิ่งปนเปื้อนที่มองไม่เห็นซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้า streptococcus หมายถึงแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ส่วน hemolytic หมายถึงมีความสามารถทำลายเม็ดเลือดแดง หน้าที่ของวลีนี้คือระบุตัวตน โดยเปลี่ยนจากคำเรียกทั่วไป contaminant เป็นชื่อทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจง เข้าใจความเชื่อมโยงนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะประโยคนี้ไม่ได้จัดจำแนกจุลชีพดังกล่าวอย่างละเอียดทั้งหมด

แบบฝึกหัด

hemolytic streptococcus bacteria มีหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้?

  1. อธิบายว่าแพทย์เก็บเครื่องมือไว้ที่ไหน
  2. ให้คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการล้างมือ
  3. ระบุว่าสิ่งปนเปื้อนที่กล่าวถึงก่อนหน้าคืออะไร
ดูคำตอบ

ระบุว่าสิ่งปนเปื้อนที่กล่าวถึงก่อนหน้าคืออะไร

Hmm, my fries are cold.

5:04

อืม เฟรนช์ฟรายส์ของฉันเย็นชืดหมดแล้ว

Must be because my ice cream melted. ไวยากรณ์

5:07

ต้องเป็นเพราะไอศกรีมฉันละลายแน่ๆ

ไวยากรณ์

Must be because...: การอนุมานอย่างมั่นใจในภาษาพูด

Must be because... เป็นรูปย่อในภาษาพูดของ It must be because.... ในที่นี้ must แสดงการอนุมานอย่างมั่นใจว่า “ฉันค่อนข้างแน่ใจว่านี่คือเหตุผล” ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือคำสั่ง ผู้พูดจงใจยกสาเหตุที่ไร้เหตุผลให้กับอีกเหตุการณ์หนึ่ง ถ้อยคำที่มั่นใจทำให้เหตุผลเชิงเหตุและผลที่ผิดฟังดูเหมือนเป็นเรื่องแน่นอน จึงเกิดเป็นมุก ในบริบทอื่น โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้แสดงการคาดเดาอย่างจริงจังและมั่นใจได้

แบบฝึกหัด

หลังจากเห็นทางเท้าเปียก คำตอบแบบสบาย ๆ ข้อใดคาดเดาสาเหตุอย่างมั่นใจและละ It ที่เข้าใจได้จากบริบท?

  1. You must go inside because it rained.
  2. It might be because it rained.
  3. Must be because it rained.
ดูคำตอบ

Must be because it rained.

So, do you think you can do my job?

5:13

เอาล่ะ คุณคิดว่าคุณจะทำงานของฉันได้ไหม?

Let's find out, shall we?

5:16

มาหาคำตอบกันไหม?

Click here to see if you can outsmart this fallacy. การใช้คำ

5:18

คลิกที่นี่เพื่อดูว่าคุณจะฉลาดกว่าตรรกะวิบัตินี้ได้หรือไม่

การใช้คำ

outsmart this fallacy: คำท้าประลองไหวพริบแบบสนุกสนาน

ในประโยคนี้ outsmart this fallacy หมายถึงการมองเห็นเหตุผลที่ผิดพลาดและไม่หลงเชื่อ ตรรกะวิบัติคิดเองไม่ได้จริง ๆ ผู้พูดจึงเปรียบมันเป็นคู่ต่อสู้ที่เราเอาชนะได้ด้วยการคิดอย่างรอบคอบ คำเติมหน้า out- ใน outsmart เพิ่มความหมายว่า “ทำได้เหนือกว่าคู่ต่อสู้” to outsmart someone or something คือการชนะด้วยความฉลาดกว่าหรือใช้กลยุทธ์ที่ดีกว่า ในที่นี้ภาพของการแข่งขันทำให้ลิงก์ท้ายวิดีโอกลายเป็นคำท้าสำหรับผู้ชม

แบบฝึกหัด

ใน “Click here to see if you can outsmart this fallacy” คำว่า outsmart this fallacy หมายถึงอะไร

  1. อธิบายตรรกะวิบัติเหมือนเป็นคน
  2. ทำให้ตรรกะวิบัติฉลาดขึ้น
  3. มองเห็นเหตุผลที่ผิดพลาดและไม่หลงเชื่อ
ดูคำตอบ

มองเห็นเหตุผลที่ผิดพลาดและไม่หลงเชื่อ