วิธีใช้สรรพนามสะท้อนและสรรพนามเน้นย้ำ – บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
508 คำ 171 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: ผู้พูดใช้การแสดงสแตนด์อัปจำลองเกี่ยวกับระบบบริการตนเองในสนามบิน เพื่อเปรียบเทียบสรรพนามสะท้อนกลับกับสรรพนามเน้นย้ำ อธิบายตำแหน่งของคำ และเปลี่ยนภาระงานที่ตกอยู่กับผู้โดยสารให้เป็นมุกปิดท้าย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. do everything yourself. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะเข้าใจว่า yourself ย้อนกลับไปหาประธานเมื่อผู้ทำกริยาและผู้ที่ได้รับผลจากกริยาเป็นคนเดียวกัน อีกทั้งยังสื่อว่าเจ้าตัวทำงานนั้นเองโดยไม่มีใครทำแทน จึงนำรูปแบบนี้ไปใช้กับกิจวัตรหรือหน้าที่ที่ทำด้วยตนเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. passengers themselves — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะมองออกว่า themselves ซึ่งวางต่อท้ายกลุ่มคำนามทันทีทำหน้าที่เป็นสรรพนามเน้นย้ำ ในบริบทนี้คำดังกล่าวเน้นว่าผู้โดยสารเอง ไม่ใช่สายการบิน เป็นผู้ทำงาน จึงช่วยระบุผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเปลี่ยนใจความของการกระทำ 3. going on holiday, not getting a second job. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: คุณจะใช้โครงสร้างเปรียบต่างแบบกระชับ A, not B เพื่อวางความคาดหวังคู่กับความจริงที่ชวนเหลือเชื่อได้ ความขัดแย้งระหว่างการไปพักร้อนกับการต้องทำงานราวกับได้งานที่สองสร้างจังหวะขำและทำให้คำบ่นคมชัดขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hi everyone.

0:00

สวัสดีทุกคน

So, I've never tried stand-up comedy before, ไวยากรณ์

0:01

ฉันไม่เคยลองเล่นเดี่ยวไมโครโฟนมาก่อนเลย

ไวยากรณ์

I've never tried ... before: ประสบการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจนถึงตอนนี้

I've never tried ... before ใช้ present perfect ซึ่งประกอบด้วย have และกริยาช่องที่ 3 tried โครงสร้างนี้ครอบคลุมเวลาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ และบอกว่าประสบการณ์นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย before ทำให้กรอบเวลาของประสบการณ์สิ้นสุดที่ปัจจุบัน ในประโยคนี้จึงสื่อว่าการลองครั้งต่อไปของผู้พูดจะเป็นครั้งแรก ไม่ได้ระบุเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตที่จบไปแล้ว

แบบฝึกหัด

ใช้ have never tried ... before เพื่อบอกว่านี่จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของคุณ: I ____ this board game before.

ดูคำตอบ

have never tried

but I'm going to try today ไวยากรณ์

0:04

แต่วันนี้ฉันจะมาลองดู

ไวยากรณ์

I'm going to try: แผนที่ตัดสินใจไว้แล้ว

I'm going to try ใช้ be going to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกความตั้งใจหรือแผนที่มีอยู่แล้ว today แสดงว่าการกระทำที่วางแผนไว้น่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ going to ในที่นี้เป็นเครื่องหมายบอกอนาคต ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ใด รูปของ be เปลี่ยนตามประธาน แต่ going to try ยังคงอยู่ด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ใช้ be going to สำหรับแผนที่ตัดสินใจไว้แล้ว: I ____ a new recipe tonight.

ดูคำตอบ

am going to try

while also teaching you about reflexive and emphatic pronouns. ไวยากรณ์

0:05

พร้อมกับสอนคุณเรื่องสรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำไปด้วย

ไวยากรณ์

while also teaching: การกระทำเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

while also teaching เป็นอนุประโยค while แบบย่อ โครงสร้าง while + รูป -ing แสดงว่า teaching เกิดขึ้นพร้อมกับการกระทำหลัก และ also บอกว่านี่เป็นการกระทำที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้เขียนประธานของ teaching เพราะเข้าใจว่าเป็นประธานเดียวกับประโยคหลัก โครงสร้างแบบกระชับนี้ช่วยไม่ให้ต้องกล่าวประธานและรูปหนึ่งของ be ซ้ำ

แบบฝึกหัด

ใช้ while also และรูป -ing ของ listen เติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya did her homework ____ to music.

ดูคำตอบ

while also listening

What could be funnier than that? น้ำเสียง/เจตนา

0:09

จะมีอะไรน่าสนุกไปกว่านี้อีกล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What could be funnier than that?: คำถามเชิงวาทศิลป์

ในที่นี้ that ย้อนกลับไปหมายถึงการนำการแสดงตลกมารวมกับบทเรียนไวยากรณ์ What could be funnier than that? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดจึงไม่ได้คาดหวังคำตอบ รูปเปรียบเทียบนี้ใช้พูดเกินจริงว่าสถานการณ์นั้นตลกมาก การพูดเกินจริงนี้มีทั้งความขี้เล่นและการล้อเลียนตัวเอง เพราะโดยทั่วไปบทเรียนไวยากรณ์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการแสดงตลกที่ไม่มีอะไรเทียบได้

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในบริบทนี้ What could be funnier than that? มีจุดประสงค์หลักเพื่อขอให้ผู้ฟังบอกสิ่งที่ตลกกว่านี้

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

So, recently I went to the airport

0:16

คือว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันไปสนามบินมา

and they have this new bag scanning system. การใช้คำ

0:19

และพวกเขามีระบบสแกนกระเป๋าแบบใหม่

การใช้คำ

bag scanning system: system คือคำนามหลัก

bag scanning system เป็นนามวลีที่ประกอบด้วยหลายคำ คำสุดท้ายคือ system ซึ่งเป็นคำนามหลักและบอกว่าสิ่งที่กำลังกล่าวถึงคืออะไร ส่วน bag scanning บอกหน้าที่ของระบบ นั่นคือ “ระบบที่ใช้สแกนกระเป๋า” scanning ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหน้าที่ของระบบ ไม่ได้บอกว่ามีใครกำลังสแกนกระเป๋าอยู่ตอนนี้ เมื่อเจอคำนามเรียงกันแบบนี้ ให้ดูคำนามตัวสุดท้ายก่อน แล้วใช้คำข้างหน้าระบุประเภทหรือจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

ในวลี bag scanning system คำใดบอกว่าสิ่งหลักคืออะไร

  1. system
  2. scanning
  3. bag
ดูคำตอบ

system

You have to do everything yourself. ไวยากรณ์

0:22

คุณต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

ไวยากรณ์

do everything yourself: เน้นว่าใครเป็นคนลงมือทำ

ใน do everything yourself คำว่า everything เป็นกรรมของ do ส่วน yourself ใช้เน้นว่าผู้ฟังต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แทนที่จะให้คนอื่นทำให้ yourself ในที่นี้ย้อนกลับไปหาประธาน you และไม่ได้เป็นกรรมอีกตัวหนึ่ง รูปแบบเดียวกันจะเปลี่ยนตามประธาน: I did it myself; they did it themselves.

แบบฝึกหัด

เติมรูป -self ที่ตรงกับ you: You can pack your school bag ____.

ดูคำตอบ

yourself

I have to book my flight myself, ไวยากรณ์

0:24

ฉันต้องจองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง

ไวยากรณ์

book my flight myself: myself ที่ใช้เน้น

ใน book my flight myself คำว่า my flight เป็นกรรมของ book ส่วน myself สอดคล้องกับประธาน I และเพิ่มความหมายว่าฉันเป็นคนทำด้วยตัวเอง myself ในที่นี้เป็นคำสรรพนามที่ใช้เน้น ไม่ใช่กรรมของ book เมื่อตัดออก ประโยคยังสมบูรณ์อยู่ แต่จะไม่มีการเน้นเป็นพิเศษว่าใครเป็นคนจอง

แบบฝึกหัด

เติมคำสรรพนามที่ใช้เน้นและสอดคล้องกับ I ให้สมบูรณ์: I booked my flight ____.

ดูคำตอบ

myself

take myself to the airport,

0:26

พาตัวเองไปสนามบิน

and then check in my bag myself. กริยาวลี

0:28

แล้วก็เช็คอินกระเป๋าด้วยตัวเอง

กริยาวลี

check in my bag ที่สนามบิน

ที่สนามบิน check in my bag หมายถึงการมอบกระเป๋าให้สายการบินนำไปขนส่งเป็นสัมภาระโหลดใต้เครื่อง สิ่งที่ถูกเช็กอินคือกระเป๋า ไม่ใช่ตัวผู้โดยสาร in ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี check in ไม่ใช่คำบอกสถานที่ เมื่อกรรมเป็นคำนาม สามารถพูดว่า check my bag in ได้เช่นกัน แต่ถ้าใช้คำสรรพนาม ให้พูดว่า check it in

แบบฝึกหัด

ที่สนามบิน check in my bag ในที่นี้หมายความว่าอะไร

  1. เช็กอินเฉพาะตัวฉันในฐานะผู้โดยสารโดยไม่จัดการกระเป๋า
  2. มอบกระเป๋าของฉันให้สายการบินในฐานะสัมภาระโหลดใต้เครื่อง
  3. ค้นหาบางอย่างข้างในกระเป๋าของฉัน
ดูคำตอบ

มอบกระเป๋าของฉันให้สายการบินในฐานะสัมภาระโหลดใต้เครื่อง

This should be paying me. น้ำเสียง/เจตนา

0:31

แบบนี้ควรจะต้องจ่ายเงินให้ฉันสิ

น้ำเสียง/เจตนา

This should be paying me: การสลับบทบาทเพื่อบ่นแบบขำ ๆ

ในประโยคนี้ This should be paying me ไม่ใช่การขอเงินจริง ๆ คำว่า This หมายถึงระบบบริการตนเอง และผู้พูดพูดเล่นราวกับว่าระบบนั้นเป็นนายจ้าง มุกนี้เกิดจากการสลับบทบาทที่ควรจะเป็น เมื่อลูกค้าต้องทำงานที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ ผู้พูดจึงบอกว่าระบบควรจ่ายเงินให้ตน สามารถใช้ should be paying me เพื่อบ่นแบบเกินจริงได้เมื่อเครื่อง บริษัท หรือขั้นตอนใดทำให้รู้สึกว่ากำลังทำงานแทนมัน

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ผู้พูดหมายความจริง ๆ ว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า This should be paying me?

  1. ระบบกำลังให้ผู้พูดทำงานที่ดูเหมือนควรเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ
  2. ผู้พูดต้องการใช้ระบบเพื่อจ่ายเงินให้คนอื่น
  3. ระบบได้จ้างผู้พูดและยังค้างค่าจ้างอยู่
ดูคำตอบ

ระบบกำลังให้ผู้พูดทำงานที่ดูเหมือนควรเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ

Let's pause there for a second. ลำดับความ

0:34

ขอหยุดพักตรงนี้สักแป๊บนะ

ลำดับความ

Let's pause there for a second: หยุดเพื่อทบทวน

Let's pause there for a second เป็นประโยคเปลี่ยนช่วงของการพูด ประโยคนี้หยุดการดำเนินเรื่องหรือคำอธิบายไว้ชั่วคราว และส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะทบทวน อธิบาย หรือวิเคราะห์สิ่งที่เพิ่งพูดไป ในที่นี้ there หมายถึงจุดที่การสนทนาดำเนินมาถึง ไม่ใช่สถานที่จริง For a second หมายถึงช่วงสั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเท่ากับหนึ่งวินาทีพอดี และ Let's ทำให้การเปลี่ยนช่วงฟังเหมือนเป็นสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังทำร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อใช้ Let's pause there for a second?

  1. สัญญาว่าจะพูดต่อหลังจากหนึ่งวินาทีพอดี
  2. บอกให้ผู้ฟังไปยังสถานที่จริงอีกแห่งหนึ่ง
  3. หยุดการดำเนินเนื้อหาชั่วคราวเพื่อทบทวนหรือวิเคราะห์จุดที่เพิ่งพูดถึง
ดูคำตอบ

หยุดการดำเนินเนื้อหาชั่วคราวเพื่อทบทวนหรือวิเคราะห์จุดที่เพิ่งพูดถึง

Did you notice what I did?

0:36

คุณสังเกตไหมว่าฉันทำอะไรลงไป?

Apart from my brilliant comedy show. วลี

0:38

นอกเหนือจากการโชว์ตลกที่ยอดเยี่ยมของฉัน

วลี

apart from ในความหมายว่า “ยกเว้น”

ในที่นี้ apart from หมายถึง “ยกเว้น” หรือ “พักเรื่องนี้ไว้ก่อน” ผู้พูดพักเรื่องการแสดงตลกไว้ เพื่อให้การสนทนากลับไปยังประเด็นหลัก apart from เป็นคำบุพบทที่ตามด้วยกลุ่มคำนาม my brilliant comedy show ในประโยคนี้ไม่ได้สื่อถึงระยะห่างทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Apart from one small error, the poster is excellent. apart from หมายความว่าอะไร?

  1. ไม่นับข้อผิดพลาดเล็กน้อยหนึ่งจุดเพราะเป็นข้อยกเว้น
  2. เพิ่มข้อผิดพลาดอีกหนึ่งจุดลงในโปสเตอร์
  3. บอกว่าโปสเตอร์อยู่ไกลจากข้อผิดพลาดนั้น
ดูคำตอบ

ไม่นับข้อผิดพลาดเล็กน้อยหนึ่งจุดเพราะเป็นข้อยกเว้น

I used the words myself and yourself.

0:41

ฉันใช้คำว่า myself และ yourself

Myself and yourself are reflexive and emphatic pronouns. การใช้คำ

0:44

myself และ yourself คือสรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำ

การใช้คำ

สรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำ: การใช้รูป -self สองแบบ

สรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำเป็นสองหน้าที่ของรูปคำอย่าง myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves, yourselves และ themselves สรรพนามสะท้อนกลับมักทำหน้าที่เป็นกรรมและอ้างกลับไปยังประธาน เช่น I hurt myself. ส่วนสรรพนามเน้นย้ำใช้เน้นคนหรือสิ่งของ เช่น I made it myself. เมื่อตัดสรรพนามเน้นย้ำออก ประโยคพื้นฐานยังคงสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The chef baked the cake himself. himself ทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นสรรพนามเน้นย้ำที่บอกว่าเชฟเป็นคนทำด้วยตัวเอง
  2. เป็นสรรพนามสะท้อนกลับที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของ baked
  3. ใช้แทนประธาน the chef
ดูคำตอบ

เป็นสรรพนามเน้นย้ำที่บอกว่าเชฟเป็นคนทำด้วยตัวเอง

These also include herself,

0:47

ซึ่งรวมถึง herself

himself,

0:50

himself

ourselves,

0:51

ourselves

yourselves,

0:52

yourselves

and themselves.

0:53

และ themselves ด้วย

Did you notice that for the plural, ไวยากรณ์

0:54

คุณสังเกตไหมว่าสำหรับรูปพหูพจน์

the 'f' at the end changes to '-ves'?

0:56

ตัว 'f' ตอนท้ายจะเปลี่ยนเป็น '-ves' ?

ไวยากรณ์

ตัว 'f' ท้ายคำเปลี่ยนเป็น '-ves': -self → -selves

ในกฎที่เน้นไว้ for the plural หมายถึง เมื่อรูปนี้กล่าวถึงคนหรือสิ่งของมากกว่าหนึ่ง จะเปลี่ยนท้ายคำจาก -self เป็น -selves โดยเปลี่ยน f ตัวสุดท้ายเป็น ves เช่น yourself เปลี่ยนเป็น yourselves ดังนั้นคำสรรพนามสะท้อนกลับรูปพหูพจน์จึงลงท้ายด้วย -selves เช่น ourselves, yourselves และ themselves ต้องเขียนเป็น -selves ไม่ใช่เพียงเติม s หลัง -self กฎนี้เป็นกฎการสะกดของส่วนท้าย self/selves ไม่ใช่กฎสำหรับคำภาษาอังกฤษทุกคำที่ลงท้ายด้วย f

แบบฝึกหัด

เติมรูปพหูพจน์เพื่อให้การเปลี่ยนการสะกดสมบูรณ์: yourself → ____

ดูคำตอบ

yourselves

You do it yourself.

1:00

คุณทำด้วยตัวเอง (You do it yourself)

I was talking about checking your bag in at the airport.

1:01

ฉันกำลังพูดถึงการเช็คอินกระเป๋าของคุณที่สนามบิน

With the new system,

1:04

ด้วยระบบใหม่

the passenger does this,

1:05

ผู้โดยสารเป็นคนทำ

not the airport.

1:07

ไม่ใช่สนามบิน

So, I used yourself and myself

1:08

ดังนั้น ฉันจึงใช้ yourself และ myself

to show that the object and the subject ไวยากรณ์

1:11

เพื่อแสดงให้เห็นว่ากรรมและประธาน

in the sentence are the same.

1:13

ในประโยคคือสิ่งเดียวกัน

ไวยากรณ์

เมื่อกรรมและประธานเป็นคนหรือสิ่งเดียวกัน

ข้อความที่เน้นไว้บอกวิธีหลักในการตรวจสอบสรรพนามสะท้อนกลับที่ทำหน้าที่เป็นกรรม ประธานเป็นผู้ทำกริยา และกรรมชี้กลับไปยังคนหรือสิ่งเดียวกับประธาน ใน Maya blamed herself คำว่า Maya เป็นประธาน ส่วน herself เป็นกรรม และทั้งสองคำหมายถึง Maya ให้ดูหน้าที่ของคำในประโยค ไม่ใช่ดูแค่คำลงท้าย -self หรือ -selves เพราะคำรูป self สามารถใช้เพื่อเน้นได้เช่นกัน คำนั้นจึงเป็นสรรพนามสะท้อนกลับในกรณีนี้ก็ต่อเมื่อทำหน้าที่เป็นกรรมและชี้กลับไปยังประธาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำรูป self เป็นกรรมและชี้กลับไปยังประธานของประโยค

  1. Lena blamed herself for the mistake.
  2. Lena blamed her for the mistake.
  3. Lena herself explained the mistake.
ดูคำตอบ

Lena blamed herself for the mistake.

You do it for you.

1:15

คุณทำเพื่อตัวคุณ

I did it for myself. ไวยากรณ์

1:16

ฉันทำเพื่อตัวฉันเอง

ไวยากรณ์

for myself: การอ้างกลับไปยังประธาน I

ใน I did it for myself คำว่า myself อยู่หลัง for และอ้างกลับไปยังประธาน I ผู้ที่ทำการกระทำกับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นเป็นคนเดียวกัน วลีนี้มักเน้นความหมายว่า “เพื่อประโยชน์หรือความต้องการของฉันเอง” และบางครั้งใช้เปรียบต่างกับการทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่แค่รูปที่เน้นกว่า for me เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับผู้รับประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมคำสรรพนามสะท้อนที่อ้างกลับไปยังประธาน I ให้ประโยคสมบูรณ์: I made this lunch for ____.

ดูคำตอบ

myself

Other reflexive pronouns I used were

1:18

สรรพนามสะท้อนกลับคำอื่น ๆ ที่ฉันใช้คือ

I booked my flight myself

1:20

ฉันจองตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง

because I did that with my computer,

1:22

เพราะฉันทำผ่านคอมพิวเตอร์ของฉัน

and I take myself to the airport.

1:25

และฉันพาตัวเองไปที่สนามบิน

Do you think I got a taxi วลี

1:28

คุณคิดว่าฉันนั่งแท็กซี่ไป

or did I drive there?

1:29

หรือว่าฉันขับรถไปเอง?

วลี

got a taxi: การหาและนั่งแท็กซี่

ในคำถามเรื่องการเดินทางนี้ got a taxi หมายถึงจัดหา หา หรือเรียกแท็กซี่ แล้วใช้แท็กซี่คันนั้นในการเดินทาง เป็นการบอกตัวเลือกว่านั่งแท็กซี่ ซึ่งต่างจากการขับรถไปเอง get ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “เป็นเจ้าของ” หรือ “ซื้อ” Get a taxi เป็นสำนวนที่ใช้ทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบบริติชเมื่อพูดถึงการหาแท็กซี่เป็นพาหนะ และ got เป็นรูปอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get a taxi: It was raining, so I ____ instead of driving.

ดูคำตอบ

got a taxi

I drove myself to the airport. ไวยากรณ์

1:31

ฉันขับรถไปที่สนามบินด้วยตัวเอง

ไวยากรณ์

drive myself to + place: ขับรถไปยังสถานที่หนึ่งด้วยตัวเอง

drive someone to + สถานที่ หมายถึง ขับรถพาใครบางคนไปยังจุดหมาย ใน I drove myself to the airport คำว่า myself ย้อนกลับไปอ้างถึง I ดังนั้นคนขับกับคนที่ไปสนามบินจึงเป็นคนเดียวกัน ความหมายที่เป็นธรรมชาติคือผู้พูดขับรถไปสนามบินเอง ไม่ใช่ “ขับตัวเอง” ตามความหมายตรงตัว โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อประธานเป็นคนขับและเป็นคนที่เดินทางไปยังจุดหมายด้วย

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายที่เป็นธรรมชาติของ I drove myself to the airport.

  1. ผู้พูดเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน
  2. ผู้พูดขับรถพาคนอื่นไปสนามบิน
  3. ผู้พูดขับรถและไปสนามบิน
ดูคำตอบ

ผู้พูดขับรถและไปสนามบิน

Notice the position of the pronoun.

1:34

สังเกตตำแหน่งของคำสรรพนามนะ

It's do something yourself. ไวยากรณ์

1:35

มันคือ ทำบางสิ่งด้วยตัวเอง (do something yourself)

So, the pronoun is placed

1:38

ดังนั้น คำสรรพนามจะถูกวางไว้

after the verb or verb phrase.

1:39

ตามหลังคำกริยาหรือวลีกริยา

ไวยากรณ์

do something yourself: วาง yourself หลังวลีกริยา

ใน do something yourself คำว่า something เป็นกรรมของ do และ yourself อยู่หลังวลีกริยาทั้งชุด do something ตรงนี้ yourself ใช้เน้นว่าคุณเป็นคนลงมือทำเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นทำแทน สามารถใช้ลำดับนี้กับการกระทำอื่นได้ เช่น fix the bike yourself หรือ cook dinner yourself โดยให้วลีกริยาอยู่ด้วยกัน แล้วตามด้วยรูป -self ที่ตรงกับประธาน

แบบฝึกหัด

เติมรูป -self ที่ใช้เน้นและตรงกับประธาน: You can decorate the card ____.

ดูคำตอบ

yourself

I myself have to check in my bag. ไวยากรณ์

1:41

ตัวฉันเองต้องเช็คอินกระเป๋า (I myself have to check in my bag)

ไวยากรณ์

I myself: การเน้นตัวประธาน

ใน I myself คำว่า myself เป็นคำสรรพนามเน้นย้ำที่วางติดกับประธาน I ทำให้จุดเน้นอยู่ที่ I และหมายถึง “ตัวฉันเอง” โดยมักสื่อถึงการเปรียบเทียบกับคนอื่น myself ไม่ใช่ประธานตัวที่สอง และไม่ใช่กรรมของ check in เมื่อตัดออก I have to check in my bag ก็ยังเป็นประโยคที่สมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์ หน้าที่ของคำนี้ในที่นี้คือการเน้น

แบบฝึกหัด

ใช้คำสรรพนามเน้นย้ำที่สอดคล้องกับ I: I ____ packed the lunches.

ดูคำตอบ

myself

In the sentence,

1:44

ในประโยค

I myself have to check in my bag,

1:45

ตัวฉันเองต้องเช็คอินกระเป๋า

the word myself is used for emphasis.

1:47

คำว่า myself ถูกใช้เพื่อเน้นย้ำ

So, notice the position of the pronoun here.

1:50

ดังนั้น สังเกตตำแหน่งของคำสรรพนามตรงนี้

It comes directly after the subject.

1:53

มันจะตามหลังประธานโดยตรง

Because I'm emphasizing

1:56

เพราะฉันกำลังเน้นย้ำ

that I am the one who did this. ไวยากรณ์

1:57

ว่าฉันคือคนที่ทำสิ่งนี้

ไวยากรณ์

I am the one who did this: ระบุผู้ที่ลงมือทำ

ใน I am the one who did this คำว่า the one ระบุบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ส่วน who did this เป็นอนุประโยคขยายที่บอกว่าหมายถึงบุคคลใด เมื่อรวมกัน โครงสร้างนี้หมายถึง “ฉันคือคนที่ทำสิ่งนี้” การพูดแบบนี้เน้นอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือทำ สามารถใช้เพื่อรับผลงาน ยอมรับความรับผิดชอบ หรือแก้ความเข้าใจที่คิดว่าคนอื่นเป็นผู้ทำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ the one who เพื่อระบุว่าผู้พูดคือคนที่พบลูกสุนัข?

  1. I am the one who found the puppy.
  2. I know the one who found the puppy.
  3. I found the puppy.
ดูคำตอบ

I am the one who found the puppy.

Let's watch the next part of the comedy show

1:59

เรามาดูโชว์ตลกส่วนต่อไปกัน

and see if you can spot วลี

2:02

และดูว่าคุณจะหา

the reflexive and emphatic pronouns.

2:03

สรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำเจอไหม

วลี

see if you can spot: การตั้งโจทย์ให้สังเกตและค้นหา

see if you can spot + กรรม ใช้ตั้งโจทย์สังเกตสั้น ๆ โดยให้ดู ฟัง หรืออ่าน แล้วพยายามหาเป้าหมายที่ระบุ ในประโยคนี้ เป้าหมายคือสรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำ spot ในที่นี้เป็นคำกริยาที่หมายถึงสังเกตพบหรือระบุได้ ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงจุดหรือรอย วลีนี้ต้องการผลลัพธ์ว่าเจอเป้าหมาย ส่วนการพูดเพียง look แค่ชี้นำความสนใจเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอให้ใครสักคนตรวจดูบางสิ่งและหาข้อผิดพลาดได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. See if you can watch the error.
  2. Look at the error carefully.
  3. See if you can spot the error.
ดูคำตอบ

See if you can spot the error.

Remember,

2:05

จำไว้นะ

they all end with self or selves. การใช้คำ

2:06

พวกมันทั้งหมดจะลงท้ายด้วย self หรือ selves

การใช้คำ

end with self or selves: เบาะแสด้านรูปคำ

โครงสร้าง end with + ตัวอักษร เสียง หรือส่วนหนึ่งของคำ ใช้บอกว่าสิ่งใดอยู่ท้ายคำ ในที่นี้ self และ selves เป็นส่วนท้ายที่มองเห็นได้ในคำอย่าง myself, herself, ourselves และ themselves นี่เป็นเบาะแสด้านรูปคำที่ช่วยค้นหาสรรพนามสะท้อนกลับหรือสรรพนามเน้นย้ำได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้บอกว่าสรรพนามนั้นทำหน้าที่ใด ต้องดูจากประโยคว่ามันย้อนกลับไปหาประธานหรือใช้เพิ่มการเน้นย้ำ

แบบฝึกหัด

ข้อความใดใช้เบาะแสด้านรูปคำของ themselves ได้ถูกต้อง

  1. The word themselves ends with selves.
  2. The word themselves begins with selves.
  3. The word themselves ends with self.
ดูคำตอบ

The word themselves ends with selves.

They should be paying me.

2:10

พวกเขาควรจะจ่ายเงินให้ฉันสิ

Next, they'll want me

2:11

ต่อไป พวกเขาคงจะอยากให้ฉัน

to fly the plane myself as well. วลี

2:12

ขับเครื่องบินด้วยตัวเองแน่ ๆ

วลี

as well: เพิ่มอีกหนึ่งอย่างไว้ท้ายประโยค

as well ในที่นี้หมายถึง “ด้วย” หรือ “เช่นกัน” เมื่ออยู่ท้ายอนุประโยค จะเป็นการเพิ่มเรื่องการขับเครื่องบินเข้าไปในรายการสิ่งอื่น ๆ ที่ผู้พูดคิดว่าจะถูกขอให้ทำ ในวลีตายตัวนี้ well ไม่ได้บอกว่าทำสิ่งนั้นได้ดีเพียงใด ให้เข้าใจ as well เป็นวลีเดียวที่ใช้เพิ่มข้อมูล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เรียนในบทนี้ซึ่งหมายถึง “ด้วย”: My brother wants to come ____.

ดูคำตอบ

as well

So, let's go back to that airport. ลำดับความ

2:14

เอาล่ะ กลับไปที่สนามบินนั้นกัน

ลำดับความ

go back to that airport: พาเรื่องกลับไปยังฉากก่อนหน้า

go back to that airport ในที่นี้เป็นคำเชื่อมเปลี่ยนช่วงของเรื่อง โดยพาเรื่องกลับไปยังฉากสนามบินที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดกำลังเดินทางกลับไปยังสถานที่นั้นจริง ๆ go back to ใช้จัดข้อมูลได้ด้วยการกลับไปยังหัวข้อ ตัวอย่าง คำถาม หรือประเด็นก่อนหน้า ส่วน that ชี้ถึงสนามบินที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วย go back to that airport?

  1. พาเรื่องกลับไปยังฉากสนามบินก่อนหน้า
  2. ประกาศว่าจะเดินทางไปสนามบินจริง ๆ
  3. จบหัวข้อสนามบินอย่างสิ้นเชิง
ดูคำตอบ

พาเรื่องกลับไปยังฉากสนามบินก่อนหน้า

Remember,

2:17

จำไว้นะ

I was talking about this new self-check-in system. วัฒนธรรม

2:18

ฉันกำลังพูดถึงระบบเช็คอินด้วยตัวเองแบบใหม่นี้

วัฒนธรรม

self-check-in system: เช็กอินโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ช่วย

ที่สนามบิน self-check-in system ช่วยให้ผู้โดยสารทำขั้นตอนเช็กอินด้วยตนเอง โดยปกติจะทำที่ตู้บริการหรือทางออนไลน์ ระบบนี้อาจเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการที่ใหญ่กว่า ซึ่งรวมถึงการจัดการกระเป๋าและการสแกนหนังสือเดินทาง ในที่นี้ check-in หมายถึงการลงทะเบียนสำหรับเที่ยวบินก่อนเดินทาง ไม่ได้หมายถึงการตรวจทางเข้าแบบตรงตัว ส่วน self- แสดงว่าผู้โดยสารเป็นผู้ทำขั้นตอนต่าง ๆ เอง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: At the airport, Leo used the ____ instead of going to a staffed desk.

ดูคำตอบ

self-check-in system

So, I have to check in the bag myself,

2:21

ฉันเลยต้องเช็คอินกระเป๋าเอง

weigh the bag myself, วลี

2:24

ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเอง

tag the bag myself, วลี

2:26

ติดแท็กกระเป๋าเอง

scan my passport myself. วลี

2:28

สแกนพาสปอร์ตด้วยตัวเอง

วลี

weigh the bag: weigh เป็นคำกริยาที่หมายถึงการชั่ง

Weigh the bag หมายถึงวัดว่ากระเป๋าหนักเท่าไร weigh เป็นคำกริยา ส่วน the bag คือสิ่งที่ถูกชั่ง รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ weigh + สิ่งของ เช่น weigh the luggage, weigh a package หรือ weigh the ingredients

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่หมายถึง “วัดน้ำหนักของ” ในคำแนะนำที่สนามบิน: Please ____ the bag before attaching the tag.

ดูคำตอบ

weigh

วลี

tag the bag: ติดป้ายสัมภาระที่เป็นป้ายจริง

ใน tag the bag คำว่า tag เป็นคำกริยา หมายถึงติดป้ายสัมภาระที่พิมพ์ออกมาเข้ากับกระเป๋า ป้ายนี้ช่วยให้สนามบินระบุและส่งกระเป๋าไปยังจุดหมายที่ถูกต้องได้ ในที่นี้ tag หมายถึงป้ายจริง ไม่ใช่แท็กบนอินเทอร์เน็ต โครงสร้าง tag + สิ่งของ ยังใช้เพื่อบอกว่าติดป้ายระบุข้อมูลให้สิ่งของอื่นได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ใช้ tag ร่วมกับสิ่งของที่ระบุเพื่อเติมคำสั่งให้สมบูรณ์: Weigh the bag, ____, and place it on the belt.

ดูคำตอบ

tag the bag

วลี

scan my passport: ให้เครื่องอ่านข้อมูลในหนังสือเดินทาง

ใน scan my passport คำว่า scan เป็นคำกริยาที่แสดงการกระทำ ส่วน my passport ระบุเอกสารที่เครื่องอ่าน วลีนี้หมายถึงการใช้เครื่องที่สนามบินอ่านข้อมูลในหนังสือเดินทาง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ scan + เอกสาร เช่น scan a passport หรือ scan a ticket

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่หมายถึงให้ตู้บริการอ่านเอกสาร: Please ____ your passport at the kiosk.

ดูคำตอบ

scan

Since when do the passengers themselves โน้ต

2:30

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้โดยสาร (themselves)

have to do the work of the airline? วลี

2:32

ต้องมาทำงานของสายการบินเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

Since when do ...? เพื่อทักท้วงการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจ

Since when do ...? ดูเหมือนเป็นคำถามว่าเรื่องหนึ่งเริ่มขึ้นเมื่อไร แต่ในประโยคนี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ต้องการวันที่ แต่กำลังแสดงความประหลาดใจและไม่พอใจที่ผู้โดยสารถูกคาดหวังให้ทำงานของสายการบิน โครงสร้าง Since when + do/does + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน...? ใช้ตั้งคำถามต่อกฎ นิสัย หรือการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น ไม่สมเหตุผล หรือผิดไปจากปกติ โดยทั่วไปไม่ได้คาดหวังคำตอบเป็นเวลาที่เจาะจง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเชิงวาทศิลป์ด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้ตั้งคำถามว่ากฎอันน่าประหลาดใจนี้เริ่มขึ้นเมื่อไร: ____ do visitors have to bring their own chairs?

ดูคำตอบ

Since when

ไวยากรณ์

passengers themselves: เน้นว่าคือผู้โดยสารเอง

ใน passengers themselves คำว่า themselves อยู่ต่อจากคำนามทันที และหมายถึงตัวผู้โดยสารเอง ไม่ใช่พนักงานสายการบินหรือคนอื่น คำนี้เน้นประธานและไม่ได้เป็นกรรมของ do นี่คือการใช้สรรพนามสะท้อนกลับเพื่อเน้น เมื่อตัด themselves ออก ประโยคยังสมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์ แต่จุดเน้นว่าเป็นคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่คนอื่น จะหายไป กลุ่มคำนามที่ตามด้วยสรรพนามสะท้อนกลับที่สอดคล้องกันสามารถเน้นได้ว่าใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง เช่น I myself, the manager herself หรือ the passengers themselves

แบบฝึกหัด

themselves ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? The passengers themselves checked the tickets.

  1. หมายความว่าผู้โดยสารตรวจสอบกันและกัน
  2. เน้นว่าผู้โดยสารเป็นคนทำ ไม่ใช่คนอื่น
  3. เป็นกรรมตรงของ checked
ดูคำตอบ

เน้นว่าผู้โดยสารเป็นคนทำ ไม่ใช่คนอื่น

วลี

do the work of the airline: รับภาระงานที่สายการบินควรรับผิดชอบ

ใน do the work of the airline คำว่า the work of the airline หมายถึงงานหรือบริการที่สายการบินมีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้โดยสารถูกขอให้ทำหน้าที่เหล่านั้นด้วยตนเอง ในที่นี้ work ไม่ได้หมายถึงความพยายามโดยทั่วไป โครงสร้าง do the work of + บุคคลหรือองค์กร ใช้บ่นได้ว่าฝ่ายหนึ่งกำลังทำงานที่ควรเป็นหน้าที่ของอีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

do the work of the airline ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. ผู้โดยสารกำลังรับหน้าที่ที่สายการบินควรจัดการ
  2. ผู้โดยสารได้งานเป็นพนักงานของสายการบิน
  3. ผู้โดยสารเพียงแค่พยายามระหว่างการเดินทาง
ดูคำตอบ

ผู้โดยสารกำลังรับหน้าที่ที่สายการบินควรจัดการ

I thought I was going on holiday, ลำดับความ

2:34

ฉันนึกว่าฉันกำลังจะไปเที่ยววันหยุด

not getting a second job.

2:35

ไม่ใช่ไปหางานที่สองทำซะหน่อย

ลำดับความ

going on holiday, not getting a second job: ใช้ A, not B เปรียบเทียบความคาดหวังกับความจริง

โครงสร้าง A, not B วางแนวคิดสองอย่างที่มีรูปแบบเข้าคู่กันไว้ด้วยกัน A คือแผนที่คาดไว้ going on holiday ส่วน B คือภาพเปรียบเทียบที่ไม่ต้องการ getting a second job ลำดับนี้ทำให้เห็นความต่างระหว่างสิ่งที่คาดกับความจริงได้ทันที Getting a second job เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ผู้พูดหมายความว่าสิ่งที่ผู้โดยสารต้องทำให้ความรู้สึกเหมือนมีงานเพิ่ม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง A, not B: I came here to relax, ____ to work.

ดูคำตอบ

not

Tough crowd. สำนวน

2:41

ผู้ชมนี่เอาใจยากจัง

สำนวน

Tough crowd.: มุกเกี่ยวกับผู้ชมที่ไม่ค่อยตอบสนอง

Tough crowd. เป็นคำพูดสั้น ๆ เชิงขำขัน หมายถึงผู้ชมกลุ่มนี้ทำให้หัวเราะหรือประทับใจได้ยาก ในที่นี้ crowd หมายถึงผู้ชม ไม่ใช่คนกลุ่มใดก็ได้ นักแสดงหรือผู้พูดอาจพูดคำนี้หลังจากผู้ชมแทบไม่มีปฏิกิริยา โดยมากเป็นการแซวตัวเอง แทนที่จะตำหนิผู้ชมตรง ๆ ผู้พูดเปลี่ยนความเงียบที่น่าอึดอัดให้กลายเป็นมุกอีกหนึ่งมุก

แบบฝึกหัด

นักแสดงพูดมุกแล้วไม่มีใครหัวเราะ จึงพูดว่า Tough crowd. เขาหมายความว่าอย่างไร?

  1. ผู้ชมทำให้หัวเราะได้ยาก
  2. เคลื่อนที่ผ่านฝูงชนได้ยาก
  3. ผู้ชมแข็งแรงทางร่างกาย
ดูคำตอบ

ผู้ชมทำให้หัวเราะได้ยาก

Did you spot them?

2:43

คุณหาเจอไหม?

How many were there?

2:44

มีกี่คำเอ่ย?

I said fly the plane myself,

2:45

ฉันพูดว่า ขับเครื่องบินด้วยตัวเอง

scan my passport myself,

2:47

สแกนพาสปอร์ตด้วยตัวเอง

tag the bag myself,

2:49

ติดแท็กกระเป๋าเอง

weigh the suitcase myself.

2:50

ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทางเอง

So, that's four reflexive pronouns.

2:52

ดังนั้น นั่นคือสรรพนามสะท้อนกลับ 4 คำ

Why did I use these reflexive pronouns?

2:54

ทำไมฉันถึงใช้สรรพนามสะท้อนกลับพวกนี้ล่ะ?

I wanted to show that these were actions

2:56

ฉันต้องการแสดงให้เห็นว่านี่คือการกระทำ

I'm doing for me.

2:59

ที่ฉันกำลังทำให้ตัวฉันเอง

Then I added,

3:00

แล้วฉันก็เสริมว่า

"Since when did the passengers themselves

3:01

"ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้โดยสาร (themselves)

have to do the work of the airline?"

3:04

ต้องมาทำงานของสายการบินเนี่ย?"

That was an emphatic pronoun.

3:06

นั่นคือสรรพนามเน้นย้ำ

Why did I use that here?

3:07

ทำไมฉันถึงใช้มันตรงนี้ล่ะ?

I wanted to emphasize

3:09

ฉันต้องการเน้นย้ำ

that it's the passengers doing the work ไวยากรณ์

3:10

ว่าผู้โดยสารต่างหากที่เป็นคนทำงาน

when I think it should be the airline.

3:13

ทั้งที่ฉันคิดว่ามันควรจะเป็นงานของสายการบิน

ไวยากรณ์

it's the passengers doing the work: เน้นผู้ที่ลงมือทำจริง

ใน it's the passengers doing the work โครงสร้างภาษาพูด It's + จุดเน้น + อนุประโยค -ing วางจุดเน้นที่หนักที่สุดไว้ที่ the passengers หมายความว่าผู้โดยสารคือคนที่ทำงานจริง ๆ ไม่ใช่คนอื่น ในที่นี้ it ไม่ได้ชี้ถึงสิ่งของ แต่ช่วยสร้างโครงสร้างเน้นข้อมูล การเปรียบต่างกับ the airline ในช่วงหลังแสดงให้เห็นความต่างระหว่างฝ่ายที่กำลังทำงานกับฝ่ายที่ผู้พูดคิดว่าควรเป็นผู้ทำ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเน้นข้อมูลให้สมบูรณ์ด้วย Mia และรูป -ing ของ carry: It's ____ the boxes, not Leo.

ดูคำตอบ

Mia carrying

So, give us a like and subscribe วัฒนธรรม

3:15

ดังนั้น ฝากกดไลก์และกดติดตามเราด้วยนะ

if you understand

3:17

ถ้าคุณเข้าใจ

how to use reflexive and emphatic pronouns

3:18

วิธีการใช้สรรพนามสะท้อนกลับและสรรพนามเน้นย้ำ

better now.

3:21

ได้ดีขึ้นแล้ว

วัฒนธรรม

give us a like and subscribe ในฐานะคำเชิญชวนบนแพลตฟอร์ม

ในภาษาที่ใช้บนแพลตฟอร์มวิดีโอ give us a like and subscribe เป็นคำเชิญชวนให้ผู้ชมทำบางอย่าง ไม่ได้เป็นเพียงการบอกว่าผู้ชมชอบผู้สร้างเนื้อหา give us a like หมายถึงให้กดปุ่มไลก์ ส่วน subscribe หมายถึงให้สมัครติดตามช่อง โดยเข้าใจช่องที่กล่าวถึงได้จากบริบท คำว่า us หมายถึงผู้สร้างเนื้อหาหรือทีมงานของช่อง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชิญชวนในวิดีโอด้วยวลีที่ตรงกับบทเรียน: If this lesson helped you, ____.

ดูคำตอบ

give us a like and subscribe

How do you think I did น้ำเสียง/เจตนา

3:22

คุณคิดว่าฉันทำผลงาน

at my first comedy show?

3:22

โชว์เดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง?

น้ำเสียง/เจตนา

การถามถึงผลงานด้วย How do you think I did?

How do you think I did? ใช้ถามความคิดเห็นของผู้ฟังว่าผู้พูดทำผลงานได้ดีเพียงใดในกิจกรรมที่จบไปแล้ว ในที่นี้ did หมายถึง “ทำผลงาน” ไม่ได้ถามว่าผู้พูดทำการกระทำอะไร รูปแบบคือ How do you think + ประธาน + did ...? หลัง do you think ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ I did ไม่ใช่ did I คำถามปลายเปิดนี้ช่วยให้ได้เหตุผลและความคิดเห็นที่ละเอียดกว่าคำถามง่าย ๆ ที่ตอบเพียงใช่หรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามปลายเปิดด้วยรูปแบบจากบทเรียน: ____ in the interview?

ดูคำตอบ

How do you think I did

Pretty good, eh? น้ำเสียง/เจตนา

3:24

ค่อนข้างดีใช่มั้ยล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Pretty good, eh? การขอให้อีกฝ่ายเห็นด้วยแบบกันเอง

ในที่นี้ ผู้พูดประเมินผลงานของตัวเองว่า pretty good หรือค่อนข้างดี คำว่า eh? ท้ายประโยคชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วยหรือตอบสนอง และทำให้คำพูดฟังดูเบา ๆ แบบหยอกล้อ eh? เป็นคำเสริมท้ายประโยคในการสนทนาที่มีรูปคงที่ ต่างจากคำถามพ่วงแบบเต็มอย่าง isn't it? ตรงที่ไม่ต้องเปลี่ยนตามประธานหรือกริยา และเติมหลังความเห็นสั้น ๆ ได้ ที่นี่ไม่ได้ใช้เพื่อถามข้อมูลใหม่

แบบฝึกหัด

ผู้พูดนำโมเดลที่ทำเองให้เพื่อนดูแล้วพูดว่า “Pretty good, eh?” คำว่า eh? ท้ายประโยคทำหน้าที่อะไรในที่นี้?

  1. เปลี่ยนความคิดเห็นนั้นให้เป็นการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการ
  2. ชวนให้เพื่อนเห็นด้วยหรือตอบสนองแบบสบาย ๆ
  3. แสดงว่าผู้พูดไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด
ดูคำตอบ

ชวนให้เพื่อนเห็นด้วยหรือตอบสนองแบบสบาย ๆ