วิธีออกเสียง CAN และ CAN'T ในภาษาอังกฤษแบบบริติช (ครบทั้ง 4 แบบ!): บทเรียนภาษาอังกฤษ
Pronunciation with Emma
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนการออกเสียงแบบบริติชอธิบายว่า ความยาวของสระ การลงน้ำหนักเสียง การลดรูปเสียง และเสียงกักที่เส้นเสียง ช่วยแยก can ออกจาก can't ในคำพูดต่อเนื่องได้อย่างไร ก่อนทดสอบความเข้าใจด้วยแบบฝึกฟังสี่ข้อ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. instead of saying /kɑːnt/, they say /kɑːnʔ/. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้โครงสร้าง “แทนที่จะพูด A พวกเขาพูด B” เพื่อเปรียบเทียบการออกเสียงที่คาดไว้กับรูปที่ผู้พูดใช้จริง พร้อมสังเกตว่าผู้พูดชาวอังกฤษบางคนแทนเสียง T ที่ปล่อยออกมาใน can't ด้วยเสียงกักที่เส้นเสียง ไม่ได้ตัด T ทิ้งไปทั้งหมด 2. the strong form, / the weak form, /kən/. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจศัพท์การออกเสียงที่หมายถึงรูปเน้นเสียงและรูปไม่เน้นเสียง แยก /kæn/ ที่ถูกเน้นออกจาก /kən/ สั้นและเบาซึ่งมักได้ยินในประโยค และใช้ทั้งน้ำหนักเสียงกับคุณภาพของสระเพื่อตัดสินว่าเป็น can บอกเล่าหรือ can't ปฏิเสธที่มักเด่นชัดกว่า 3. there is absolutely no shame in asking. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจวลีนี้ว่าเป็นคำพูดให้กำลังใจซึ่งช่วยลดความอายและยืนยันว่าการถามซ้ำเป็นเรื่องปกติ เมื่อตนเองหรือคู่สนทนาไม่แน่ใจจากเสียงที่ได้ยินว่าผู้พูดกล่าว can หรือ can't
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Hello and welcome back to pronunciation with Emma วลี
0:00สวัสดีค่ะและยินดีต้อนรับกลับสู่บทเรียนการออกเสียงกับ Emma
welcome back to + ซีรีส์หรือกิจกรรมที่จัดเป็นประจำ
Welcome back to ... ใช้ต้อนรับผู้ที่กลับมาร่วมรายการ ชั้นเรียน ช่อง หรือกิจกรรมที่จัดเป็นประจำอีกครั้ง ในประโยคนี้ Emma กำลังเริ่มบทเรียนการออกเสียงตอนใหม่สำหรับผู้ชมที่เคยดูช่องของเธอแล้ว Back สื่อถึงการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินทางกลับมายังสถานที่จริง หลัง to ให้ใส่ชื่อหรือประเภทของซีรีส์ กิจกรรม หรือสถานที่ที่ผู้ฟังกลับมา
แบบฝึกหัด
เติมคำต้อนรับมาตรฐานสำหรับผู้ฟังที่กลับมาฟังพอดแคสต์รายสัปดาห์: ____ our weekly science podcast.
ดูคำตอบ
Welcome back to
or welcome if you're brand new to my channel. วลี
0:02หรือยินดีต้อนรับหากคุณเพิ่งเคยเข้ามาที่ช่องของฉันนะคะ
you're brand new to my ...: เป็นผู้มาใหม่อย่างแท้จริง
ใน you're brand new to my channel คำว่า brand new to หมายถึงเพิ่งเริ่มรู้จักบางสิ่งหรือยังใหม่กับสิ่งนั้นอย่างมาก ผู้ที่ใหม่คือผู้ชมซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับช่อง ไม่ใช่ตัวช่องที่เพิ่งสร้าง ใช้ be brand new to + สถานที่ กลุ่ม กิจกรรม เครื่องมือ หรือสาขา เพื่อบอกว่าบุคคลหนึ่งแทบไม่มีประสบการณ์กับสิ่งนั้นมาก่อน Brand ช่วยเน้นความหมายของ new ให้แรงขึ้น
แบบฝึกหัด
I'm brand new to this app หมายความว่าอย่างไร?
- ฉันเพิ่งเริ่มใช้แอปนี้
- แอปนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้น
- ฉันเปลี่ยนแอปนี้เป็นแอปที่ใหม่กว่าแล้ว
ดูคำตอบ
ฉันเพิ่งเริ่มใช้แอปนี้
In today's ... lesson: บอกหัวข้อของบทเรียนนี้
วลี In today's English pronunciation lesson เป็นกรอบประโยคเปิดบทเรียน โดยบอกผู้ฟังก่อนว่าบทเรียนนี้มีหัวข้ออะไร แล้วผู้พูดจึงค่อยบอกว่าจะได้เรียนอะไร รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ In today's + topic + lesson ในที่นี้ today's มักหมายถึง “บทเรียนนี้” หรือ “ตอนนี้ของรายการ” ไม่จำเป็นต้องเน้นวันที่จริงตามปฏิทิน
แบบฝึกหัด
ใช้ today's เติมประโยคเปิดที่หมายถึงบทเรียนปัจจุบันให้สมบูรณ์: In ____ music lesson, we'll learn a new rhythm.
ดูคำตอบ
today's
you're going to learn how to pronounce can and can't in English. วลี
0:07พวกคุณจะได้เรียนรู้วิธีการออกเสียง can และ can't ในภาษาอังกฤษค่ะ
you're going to learn how to pronounce: บอกทักษะการออกเสียงที่จะได้เรียน
วลี you're going to learn how to pronounce ... บอกผู้ฟังว่าต่อไปจะได้เรียนทักษะอะไร ในที่นี้ be going to แสดงว่าเนื้อหาการเรียนถูกวางแผนไว้หรือกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ รูปแบบคือ be going to + learn how to + คำกริยารูปพื้นฐาน หลัง pronounce ให้ใส่คำหรือวลีที่ผู้เรียนจะพูด
แบบฝึกหัด
ใช้ learn how to pronounce เติมเป้าหมายของบทเรียนให้สมบูรณ์: You're going to ____ these new names.
ดูคำตอบ
learn how to pronounce
You will learn how to pronounce the difference between can and can't in sentences, วลี
0:11คุณจะได้เรียนรู้วิธีการออกเสียงความแตกต่างระหว่าง can และ can't ในประโยค
the difference between A and B: การบอกความแตกต่างระหว่าง A กับ B
รูปแบบ the difference between A and B ใช้บอกว่าสองสิ่งแตกต่างกันอย่างไร ในประโยคนี้ A คือ can และ B คือ can't หลัง between ให้ระบุทั้งสองสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ แล้วเชื่อมด้วย and: the difference between A and B รูปแบบนี้ใช้เปรียบเทียบคำ เสียง ตัวเลือก วิธีการ และสิ่งอื่นที่เป็นคู่ได้
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบการเปรียบเทียบเป้าหมายให้สมบูรณ์: The chart shows ____ summer ____ winter.
ดูคำตอบ
the difference between · and
as well as the two ways how you can pronounce can. วลี
0:16รวมถึง 2 วิธีที่คุณสามารถออกเสียงคำว่า can ได้ค่ะ
as well as: การเพิ่มอีกรายการหนึ่ง
as well as ใช้เพิ่มอีกหนึ่งรายการจากสิ่งที่กล่าวไปแล้ว ในที่นี้ใช้เพิ่มหัวข้อบทเรียนเรื่องการออกเสียง can สองแบบ ต่อจากหัวข้อก่อนหน้าเกี่ยวกับ can และ can't ความหมายใกล้กับ and also แต่สิ่งที่ตามหลัง as well as มักฟังเหมือนข้อมูลที่เสริมเข้ามา มากกว่าจะเป็นประเด็นหลักใหม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึง “และ...ด้วย”: The club teaches drawing ____ painting.
ดูคำตอบ
as well as
If you're interested in improving your English pronunciation, น้ำเสียง/เจตนา
0:19หากคุณสนใจที่จะพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณ
then why not download my free English pronunciation pack?
0:22ลองดาวน์โหลดชุดฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษฟรีของฉันดูไหมคะ?
If you're interested in..., then why not...?: การเสนอแนะอย่างนุ่มนวล
อนุประโยคที่มี if บอกความสนใจที่ทำให้คำแนะนำต่อมามีความเกี่ยวข้อง ส่วนประโยคหลัก then why not + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอแนวคิดที่ผู้ฟังเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ โดย then ช่วยเชื่อมสองส่วนให้ชัดเจนและสามารถละได้ ในที่นี้ why not download...? หมายถึง “ฉันขอแนะนำให้ดาวน์โหลด” ไม่ใช่ “อธิบายว่าทำไมคุณยังไม่ดาวน์โหลด” หลัง interested in ใช้คำนามหรือรูป -ing และหลัง why not ใช้กริยารูปพื้นฐานโดยไม่มี to
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบนี้เพื่อเสนอคำแนะนำอย่างนุ่มนวลและให้ผู้ฟังเลือกได้?
- If you're interested in photography, then why not join our club?
- Why aren't you interested in photography?
- If you're interested in photography, you are required to join our club.
ดูคำตอบ
If you're interested in photography, then why not join our club?
The pack includes everything you need to get started with English pronunciation. วลี
0:26ชุดฝึกนี้มีทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อเริ่มต้นกับการออกเสียงภาษาอังกฤษค่ะ
everything you need to get started with...: สิ่งพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้น
Everything you need หมายถึงสิ่งของหรือข้อมูลสำคัญทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับจุดประสงค์ซึ่งกล่าวต่อมา ในโครงสร้างประโยค you need ทำหน้าที่ขยาย everything รูปเต็มอาจเป็น everything that you need แต่โดยทั่วไปมักละ that Get started with + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงเริ่มเรียนรู้ ใช้ หรือทำบางสิ่ง ในประโยคนี้หมายความว่าชุดฝึกมีพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเริ่มเรียนการออกเสียง ไม่ได้หมายถึงการออกเดินทางจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าคู่มือมีพื้นฐานทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการเริ่มเรียนเขียนโค้ด?
- This guide gives you everything you need to get started with coding.
- This guide explains why you should stop coding.
- This guide gives you one advanced coding tip.
ดูคำตอบ
This guide gives you everything you need to get started with coding.
find ... mistakes and correct them: ค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาด
find your current pronunciation mistakes and correct them อธิบาย 2 ขั้นตอน: ขั้นแรก ระบุปัญหาการออกเสียงที่คุณยังมีอยู่ในตอนนี้ แล้วจึงแก้ปัญหาเดิมเหล่านั้น ในที่นี้ find หมายถึง “สังเกตพบหรือระบุได้” ไม่ใช่ “ตามหาสิ่งที่หายไปจนพบ” current บอกว่าข้อผิดพลาดเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในช่วงการเรียนรู้ปัจจุบัน them ย้อนกลับไปหมายถึงคำพหูพจน์ mistakes คุณสามารถนำรูปแบบ find mistakes or errors and correct them ไปใช้เมื่อตรวจงานเขียนหรืองานอื่นได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าให้ระบุข้อผิดพลาดก่อน แล้วจึงแก้ไขข้อผิดพลาดเดิมเหล่านั้น?
- Review the report to find any mistakes and count them.
- Review the report to find any mistakes and explain them.
- Review the report to find any mistakes and correct them.
ดูคำตอบ
Review the report to find any mistakes and correct them.
To download your free English pronunciation pack,
0:36หากต้องการดาวน์โหลดชุดฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษฟรีของคุณ
just click the link down below in the description. วัฒนธรรม
0:38แค่คลิกลิงก์ด้านล่างในคำอธิบายได้เลยค่ะ
the link down below in the description: ลิงก์ในช่องคำอธิบายด้านล่าง
บนแพลตฟอร์มวิดีโอ the link down below in the description หมายถึงลิงก์ที่คลิกได้ในช่องคำอธิบายของวิดีโอ ซึ่งมักแสดงอยู่ใต้หรือใกล้กับวิดีโอ ในที่นี้ description เป็นชื่อส่วนหนึ่งของหน้า ไม่ได้หมายถึงเพียงการบรรยายสิ่งของทั่วไป down below ชี้ไปยังตำแหน่งบนหน้าจอหรือหน้าเว็บ การจัดวางอาจเปลี่ยนไปตามอุปกรณ์ ดังนั้นใจความสำคัญคือให้ไปหาลิงก์ในช่องคำอธิบายของวิดีโอ
แบบฝึกหัด
ในวิดีโอ the link down below in the description บอกให้ผู้ชมไปหาลิงก์ที่ไหน?
- ในคำบรรยายที่แสดงบนวิดีโอ
- ในคำอธิบายภายในหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่ม
- ในช่องคำอธิบายของวิดีโอ
ดูคำตอบ
ในช่องคำอธิบายของวิดีโอ
By the way: ใช้เสริมข้อมูลแทรก
By the way เป็นคำเชื่อมในการสนทนาที่บอกว่าจะพูดแทรกสั้น ๆ โดยผู้พูดกำลังเพิ่มคำเตือนหรือข้อมูลเสริม แทนที่จะพูดประเด็นหลักต่อทันที มักวางไว้หน้าข้อมูลที่เสริม ในที่นี้เป็นสัญญาณว่าจะมีคำเตือนเกี่ยวกับช่วงท้ายของวิดีโอ ให้เข้าใจทั้งวลีเป็นก้อนเดียว เพราะ way ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ถนน” หรือ “เส้นทาง”
แบบฝึกหัด
By the way ใน “By the way, the library closes at five” บอกอะไรแก่ผู้ฟัง
- ผู้พูดกำลังจบการสนทนาและปฏิเสธหัวข้อนี้
- ผู้พูดกำลังอธิบายเส้นทางไปห้องสมุด
- ผู้พูดกำลังเพิ่มข้อมูลสั้น ๆ อีกหนึ่งเรื่อง
ดูคำตอบ
ผู้พูดกำลังเพิ่มข้อมูลสั้น ๆ อีกหนึ่งเรื่อง
make sure you stay until the end: ย้ำให้ดูต่อจนจบ
make sure you stay until the end บอกผู้ฟังว่าการอยู่หรือดูต่อจนจบเป็นเรื่องสำคัญ โครงสร้าง make sure + ประธาน + กริยา หมายถึงการตรวจสอบหรือลงมือทำให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ในที่นี้เป็นคำเตือนย้ำที่ค่อนข้างชัด ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “สร้างความแน่ใจ” stay หมายถึงอยู่ต่อหรือดูต่อ ส่วน until the end ระบุจุดสิ้นสุด โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ make sure + อนุประโยค เช่น make sure you stay
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนสำคัญด้วยวลีสองคำจากบทเรียน: ____ you lock the door before you leave.
ดูคำตอบ
Make sure
because there'll be a little quiz for you to test your listening skills. ไวยากรณ์
0:44เพราะจะมีแบบทดสอบเล็ก ๆ ให้คุณทดสอบทักษะการฟังด้วยค่ะ
there'll be ... for you to ... สำหรับบอกกิจกรรมที่จะมีขึ้น
there'll be ในที่นี้เป็นรูปย่อของ there will be ใช้บอกว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งในประโยคนี้คือแบบทดสอบสั้น ๆ โครงสร้าง there will be + สิ่งของหรือกิจกรรม + for + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แจ้งกิจกรรมที่วางแผนไว้ พร้อมบอกว่าใครจะทำและทำเพื่ออะไร ในประโยคนี้ for you to test your listening หมายถึงแบบทดสอบเปิดโอกาสให้คุณทดสอบทักษะการฟัง ไม่ได้หมายความว่าแบบทดสอบเป็นของคุณ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปย่อของ there will be และเติม to หน้าคำกริยาที่บอกการกระทำ: ____ a short puzzle for you ____ solve.
ดูคำตอบ
There'll be · to
with the lesson on how to pronounce can and can't in English.
0:49กับบทเรียนเกี่ยวกับวิธีการออกเสียง can และ can't ในภาษาอังกฤษค่ะ
Now, let's get started: คำเปลี่ยนเข้าสู่เนื้อหาหลัก
Now, let's get started บอกว่าช่วงเกริ่นนำหรือเตรียมตัวจบแล้ว และกำลังจะเข้าสู่เนื้อหาหลักของบทเรียน Now แสดงการเปลี่ยนช่วง ส่วน let's ชวนทั้งผู้พูดและผู้ฟังให้เดินหน้าต่อไปด้วยกัน Get started หมายถึง “เริ่ม” ไม่ได้หมายถึง “ถูกเปิดเครื่อง” ส่วน With + กลุ่มคำนาม ใช้ระบุกิจกรรมหรือหัวข้อที่จะเริ่ม เช่น get started with the lesson
แบบฝึกหัด
ผู้ดำเนินรายการพูดว่า “Now, let's get started with today's topic.” ผู้ดำเนินรายการกำลังทำอะไร?
- เปลี่ยนจากช่วงเกริ่นนำเข้าสู่เนื้อหาหลัก
- สรุปเนื้อหาที่จบไปแล้ว
- หยุดบทเรียนชั่วคราวเพื่อพัก
ดูคำตอบ
เปลี่ยนจากช่วงเกริ่นนำเข้าสู่เนื้อหาหลัก
as this only has one way to pronounce it. ลำดับความ
0:55เนื่องจากคำนี้มีวิธีออกเสียงเพียงวิธีเดียวค่ะ
as this only has one way to pronounce it: การบอกเหตุผล
ในประโยคนี้ as ใช้นำเหตุผลที่ผู้พูดเริ่มจากคำว่า can't อนุประโยคนี้หมายความว่าคำนี้มีวิธีออกเสียงเพียงแบบเดียว จึงอธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงเลือกจัดลำดับบทเรียนเช่นนั้น as ในที่นี้ช่วยจัดข้อมูลโดยบอกการตัดสินใจก่อน แล้วจึงบอกเหตุผลตามมา ในการอธิบาย การใช้แบบนี้เชื่อมการกระทำหรือข้อกล่าวเข้ากับเหตุผลเบื้องหลัง ไม่ได้หมายถึง “เมื่อ”
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่างนี้ as หมายความว่าอะไร
- when
- because
- although
ดูคำตอบ
because
Now, what may be confusing:เกริ่นจุดที่อาจยาก
ในประโยคนี้ Now แสดงการเปลี่ยนไปสู่ประเด็นใหม่ ส่วน What may be confusing เป็นโครงสร้างที่ใช้เกริ่น หมายถึง “สิ่งที่อาจทำให้สับสน” และข้อมูลหลัง is จะระบุว่าสิ่งนั้นคืออะไร นั่นคือผู้พูดภาษาแม่บางคนอาจทำให้ T เป็นเสียงกักที่เส้นเสียง โครงสร้างนี้ไม่ได้บอกว่าผู้พูดเหล่านั้นเป็นคนที่ทำให้สับสน โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดส่งสัญญาณถึงจุดที่อาจเข้าใจยากก่อนจะอธิบายรายละเอียดต่อไป คำว่า may ทำให้คำเตือนฟังดูไม่เด็ดขาด หมายความว่าปรากฏการณ์นี้อาจทำให้ผู้เรียนสับสน แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนสับสนแน่นอน
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง วลี What may be confusing ทำหน้าที่อะไร
- ถามคำถามโดยตรง
- เกริ่นจุดที่อาจยาก
- จบคำอธิบาย
ดูคำตอบ
เกริ่นจุดที่อาจยาก
glottalize that T: ออกเสียง /t/ เป็นเสียงกักที่เส้นเสียง
ในบริบทนี้ glottalize that T หมายถึงการออกเสียง /t/ ตัวที่กำลังกล่าวถึงเป็นเสียงกักที่เส้นเสียง /ʔ/ โดยใช้การปิดเส้นเสียงชั่วขณะแทนการปิดทางลมในช่องปากแบบที่ใช้กับ /t/ ตามปกติ นี่เป็นคำอธิบายเชิงเทคนิคว่าเสียงนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ไม่ได้หมายถึงเพียงการลบตัวอักษร T ส่วน that T หมายถึงเสียง /t/ ตัวที่ระบุไว้ในการอธิบายการออกเสียง
แบบฝึกหัด
glottalize that T ในที่นี้หมายความว่าอะไร
- เขียนตัวอักษร T ตัวนั้นเป็นตัวพิมพ์ใหญ่
- ไม่ออกเสียง T ทุกตัวเลย
- ออกเสียง /t/ ตัวนั้นด้วยการปิดที่เส้นเสียง
ดูคำตอบ
ออกเสียง /t/ ตัวนั้นด้วยการปิดที่เส้นเสียง
What does that mean?: เปลี่ยนจากการบอกคำศัพท์ไปสู่การอธิบาย
What does that mean? ใช้ขอคำอธิบายสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึง ในประโยคนี้ that ย้อนกลับไปหมายถึง glottalize the T ดังนั้นคำถามนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากการบอกชื่อกระบวนการออกเสียงไปสู่การอธิบายกระบวนการนั้น ผู้นำเสนอสามารถพูดคำถามที่ผู้ฟังน่าจะสงสัยแล้วตอบเองได้ ในที่นี้ Emma เรียกชื่อตัวเอง เธอกำลังจัดลำดับคำอธิบายของตน ไม่ได้ถามผู้พูดอีกคน
แบบฝึกหัด
เติมคำถามมาตรฐานสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย What ใช้ that และถามความหมายให้สมบูรณ์: The guide says the pass is nontransferable. ____?
ดูคำตอบ
What does that mean
instead of saying A, they say B: ใช้ B แทน A
ในโครงสร้าง instead of saying A, they say B การกระทำที่อยู่หลัง instead of คือการกระทำที่ถูกแทนที่ ในที่นี้ saying /kɑːnt/ คือการออกเสียงที่พวกเขาไม่ได้ใช้ ประโยคหลักบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแทนคืออะไร ซึ่งก็คือ they say /kɑːnʔ/ ใช้ instead of + -ing เพื่อเปรียบเทียบการกระทำที่ไม่ได้ทำกับการกระทำที่นำมาใช้แทน
แบบฝึกหัด
ใช้ instead of กับคำกริยา say เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ “no,” Mia says “not yet.”
ดูคำตอบ
Instead of saying
It's not A, but it's B: ไม่ใช่ A แต่เป็น B
ในโครงสร้าง not A, but B ผู้พูดจะปฏิเสธ A ก่อน แล้วจึงบอกว่า B คือข้อมูลที่ถูกต้อง จุดเน้นอยู่ที่ B ในที่นี้ /kɑːn/ หมายถึงการออกเสียงจบลงที่ /n/ แต่รูปที่ต้องการคือ /kɑːnʔ/ ซึ่งมีเสียงกักที่เส้นเสียงหลัง /n/
แบบฝึกหัด
ประโยคใดแก้ความเข้าใจที่ว่างานนี้เป็นการแข่งขัน และบอกว่างานนี้เป็นเกม
- It's neither a race nor a game.
- It's not only a race, but also a game.
- It's not a race, but it's a game.
ดูคำตอบ
It's not a race, but it's a game.
If you'd like to learn how to pronounce the glottal stop น้ำเสียง/เจตนา
1:33หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการออกเสียงกักฐานเส้นเสียง
If you'd like: การเสนอทางเลือกอย่างสุภาพ
If you'd like เป็นคำขึ้นต้นแบบมีเงื่อนไขที่สุภาพ หมายถึง “ถ้าคุณต้องการ” หรือ “ถ้าคุณสะดวก” ในประโยคนี้ ผู้พูดเปิดทางให้ผู้ฟังเลือกว่าจะเรียนต่อหรือไม่ และกำลังเสนอแหล่งเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้บังคับให้ผู้ฟังต้องดู โดยทั่วไปจะตามด้วย to และคำกริยารูปพื้นฐาน เช่น If you'd like to learn more เมื่อเทียบกับ if you want แล้ว มักฟังดูนุ่มนวลและกดดันน้อยกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเสนอความช่วยเหลือที่เป็นทางเลือกอย่างสุภาพ
- If you like me, I can explain it again.
- You must want me to explain it again.
- If you'd like, I can explain it again.
ดูคำตอบ
If you'd like, I can explain it again.
decide whether ... or ...:การเลือกระหว่างสองทางเลือก
Decide whether A or B ใช้แสดงการเลือกว่าจะตัดสินใจระหว่างสองทางเลือก ในประโยคนี้ ทางเลือกคือออกเสียงโดยใช้เสียง T หรือออกเสียงโดยใช้ glottal stop whether ใช้เกริ่นนำการเลือก และ or ใช้เชื่อมทางเลือกที่สอง เมื่อใช้สองส่วนนี้ร่วมกัน ความสัมพันธ์แบบ A หรือ B จะชัดเจน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้าง decide whether ... or ... เพื่อแสดงสองทางเลือกอย่างชัดเจน
- Please decide that you want tea or coffee.
- Please decide whether you want tea or coffee.
- Please decide whether you want tea and coffee.
ดูคำตอบ
Please decide whether you want tea or coffee.
It's up to you: การให้อีกฝ่ายเป็นคนเลือก
It's up to you หมายถึง “คุณเป็นคนตัดสินใจได้” ในประโยคนี้ การออกเสียงทั้งสองแบบใช้ได้ ผู้พูดจึงให้ผู้เรียนเลือกเอง up to ในที่นี้ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ หลังจากบอกตัวเลือกหรือให้คำแนะนำแล้ว ประโยคนี้ใช้มอบการตัดสินใจสุดท้ายให้อีกฝ่ายได้
แบบฝึกหัด
คำตอบใดมอบการเลือกขั้นสุดท้ายให้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง
- We can meet at ten or eleven. It's up to you.
- The clock is above you.
- We must meet at ten.
ดูคำตอบ
We can meet at ten or eleven. It's up to you.
a lot of the time: หลายครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง
A lot of the time หมายถึง “บ่อยครั้ง” หรือ “ในหลายโอกาส” ในที่นี้หมายความว่า ในหลายกรณีผู้คนอาจใช้เสียงกักที่เส้นเสียง เมื่อวางไว้ต้นอนุประโยค วลีบอกความถี่นี้ทำให้ข้อความที่ตามมาหมายถึงรูปแบบที่พบได้บ่อย ไม่ใช่กฎตายตัว จึงยังมีข้อยกเว้นได้ ต่างจาก every time
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าบางสิ่งเกิดขึ้นบ่อย แต่ไม่ได้เกิดทุกครั้ง
- Mia always walks to school.
- Mia never walks to school.
- A lot of the time, Mia walks to school.
ดูคำตอบ
A lot of the time, Mia walks to school.
and we don't usually use the strong form in sentences.
2:33และเรามักจะไม่ใช้รูปแบบเสียงหนักในประโยคค่ะ
the strong form ... the weak form /kən/: รูปเน้นเสียงและรูปไม่เน้นเสียง
“Strong form” และ “weak form” เป็นคำศัพท์ด้านการออกเสียงที่ใช้เรียกสองแบบการออกเสียงของคำไวยากรณ์ รูปเน้นเสียงใช้เมื่อคำนั้นได้รับการเน้นหรือพูดแยกเดี่ยว ส่วนรูปไม่เน้นเสียงคือการออกเสียงที่ลดรูปเมื่อคำนั้นไม่ได้รับการเน้นในประโยค ในที่นี้ can มีรูปเน้นเสียงเป็น /kæn/ และรูปไม่เน้นเสียงเป็น /kən/ คำว่า “strong” และ “weak” บอกเรื่องการลงเสียงหนักและการลดรูปสระ ไม่ได้หมายถึงการออกเสียงที่ถูกกับผิด
แบบฝึกหัด
ในการสอนการออกเสียง weak form ของคำไวยากรณ์หมายถึงอะไร
- การออกเสียงแบบลดรูปที่ใช้เมื่อคำนั้นไม่รับเสียงเน้นในคำพูดต่อเนื่อง
- การออกเสียงที่เกิดจากการพูดด้วยเสียงอ่อนแรง
- การออกเสียงที่ผิดหลักไวยากรณ์
ดูคำตอบ
การออกเสียงแบบลดรูปที่ใช้เมื่อคำนั้นไม่รับเสียงเน้นในคำพูดต่อเนื่อง
and it sounds more natural when you use it in sentences. การใช้คำ
3:06และมันฟังดูเป็นธรรมชาติกว่าเมื่อคุณใช้ในประโยคค่ะ
be more likely to hear: มีโอกาสได้ยินมากกว่า
โครงสร้าง be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่า ใน more likely to hear คำว่า hear เป็นคำกริยารูปพื้นฐาน และทั้งวลีหมายถึงมีโอกาสได้ยินบางสิ่งมากกว่า สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบอาจระบุด้วย than หรือเข้าใจได้จากบริบท ในที่นี้หมายถึงมีโอกาสได้ยินรูปไม่เน้นเสียงมากกว่ารูปเน้นเสียง likely กล่าวถึงความเป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึงความชอบหรือความเต็มใจ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง be more likely to จากบทเรียน: In casual conversations, you are ____ hear contractions than in formal presentations.
ดูคำตอบ
more likely to
sounds more natural: ใช้บอกว่าถ้อยคำฟังดูเป็นธรรมชาติกว่า
ใน sounds more natural คำว่า sound เป็นกริยาเชื่อมที่หมายถึงให้ความรู้สึกอย่างหนึ่งเมื่อได้ยิน วลีนี้ใช้ประเมินความรู้สึกที่เกิดจากการเลือกใช้คำหรือการออกเสียง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งหนึ่งทำให้เกิดเสียงมากขึ้น more natural เป็นรูปเปรียบเทียบ หมายความว่าตัวเลือกหนึ่งเข้ากับการใช้ภาษาทั่วไปได้ดีกว่าอีกตัวเลือกหนึ่ง อีกตัวเลือกอาจยังถูกต้องตามไวยากรณ์ ดังนั้นความเป็นธรรมชาติกับความถูกต้องจึงไม่ใช่เกณฑ์เดียวกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ sound กับรูปเปรียบเทียบของ natural: This shorter reply ____ in conversation.
ดูคำตอบ
sounds more natural
I /kɑːnt/ finish the project by tomorrow.
3:40ฉันไม่สามารถ (/kɑːnt/) ทำโปรเจกต์ให้เสร็จภายในพรุ่งนี้ได้
I /kɑːnt/ finish the project by tomorrow.
3:44ฉันไม่สามารถ (/kɑːnt/) ทำโปรเจกต์ให้เสร็จภายในพรุ่งนี้ได้
We /kɑːnt/ visit the museum this weekend.
3:58เราไม่สามารถ (/kɑːnt/) ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สุดสัปดาห์นี้ได้
positive can: รูปบอกเล่าของ can
ใน positive can คำว่า positive เป็นศัพท์ไวยากรณ์ที่หมายถึงรูปบอกเล่าหรือรูปที่ไม่ใช่ปฏิเสธ โดยหมายถึง can ที่ใช้โดยไม่มี not เช่น She can swim. ไม่ได้หมายถึงท่าทีที่ร่าเริงหรือคิดบวก ผู้สอนใช้คำนี้เพื่อแยก can ออกจากรูปปฏิเสธ can't การใช้ positive ในความหมายทางไวยากรณ์นี้ยังพบในคำว่า positive sentence และ positive form
แบบฝึกหัด
ในวลี positive can คำว่า positive หมายถึงอะไร?
- การออกเสียง can ให้ดังขึ้น
- รูปบอกเล่าที่ไม่มี not
- วิธีพูดอย่างร่าเริง
ดูคำตอบ
รูปบอกเล่าที่ไม่มี not
if ..., it's probably ...: สรุปสิ่งที่น่าจะเป็น
อนุประโยคที่มี if ให้เบาะแสว่า คุณได้ยิน can't ชัดมาก ส่วนประโยคหลักให้ข้อสรุปที่มีแนวโน้มสูงว่าเป็นรูปปฏิเสธ probably บอกว่าข้อสรุปนั้นมีแนวโน้มเป็นจริง แต่ไม่แน่นอน เมื่อสัญญาณหนึ่งช่วยให้คาดเดาอย่างระมัดระวังได้ ให้ใช้ if + เบาะแส แล้วตามด้วย probably + ข้อสรุป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้เบาะแสเพื่อสรุปสิ่งที่น่าจะเป็นจริง แต่ยังไม่แน่นอน?
- If the lights are off, the family is probably asleep.
- If the lights are off, the family is certainly asleep.
- The lights are off because the family is always asleep.
ดูคำตอบ
If the lights are off, the family is probably asleep.
there is absolutely no shame in asking: การให้กำลังใจอย่างหนักแน่น
There is no shame in + -ing หมายถึง การทำสิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือผิด ในที่นี้ asking หมายถึงการถามเพื่อขอคำอธิบายให้ชัดเจน absolutely เน้น no shame ให้หนักแน่นขึ้น ผู้พูดกำลังปลอบผู้ฟังอย่างเป็นมิตรว่า การถามนั้นไม่เป็นไรเลย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้กำลังใจด้วยวลีเป้าหมาย: If you do not understand, there is absolutely ____ for help.
ดูคำตอบ
no shame in asking
Native speakers all the time get confused with this.
4:33เจ้าของภาษาก็สับสนเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาเหมือนกันค่ะ
completely fine to say: ทำให้อีกฝ่ายสบายใจว่าคำพูดนั้นยอมรับได้
completely fine to say หมายถึง การพูดคำบางอย่างเป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างเต็มที่และไม่มีปัญหา ในที่นี้ fine หมายถึง “ไม่เป็นไร” และ completely ช่วยเน้นน้ำเสียงที่ทำให้อีกฝ่ายสบายใจมากขึ้น รูปแบบคือ It's completely fine to say + คำพูดหรือข้อความที่ต้องการสื่อ เป็นการอนุญาตและช่วยให้อีกฝ่ายกังวลน้อยลงเมื่อต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคที่ใช้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจด้วยวลีที่เน้นไว้: It's ____ that you need more time.
ดูคำตอบ
completely fine to say
you need to decide if: ระบุภารกิจที่ผู้ฟังต้องตัดสิน
you need to decide if เป็นการมอบหมายงานให้ผู้ฟังเลือกว่าคำตอบใดถูกต้อง ส่วน you need to แสดงว่าผู้ฟังต้องทำงานนั้นให้เสร็จ ในที่นี้ if หมายถึง “ว่า...หรือไม่” หรือ whether ใช้นำสิ่งที่ผู้ฟังต้องหาคำตอบ ไม่ได้ใช้บอกเงื่อนไข รูปแบบคือ decide if + อนุประโยคที่มีประธานและกริยา เช่น decide if the answer is right
แบบฝึกหัด
เติมคำสั่งของงานด้วยคำที่เน้นไว้: For this task, ____ the final sentence is true or false.
ดูคำตอบ
you need to decide if
in total. — การบอกจำนวนทั้งหมด
ในประโยคนี้ in total หมายถึง “รวมทั้งหมด” และบอกว่าสี่ข้อคือจำนวนคำถามทั้งหมดของแบบทดสอบ วลีนี้วางไว้หลังจำนวนเพื่อแสดงว่าเป็นยอดรวมสุดท้าย วลีเดียวกันนี้ใช้บอกจำนวนคน สิ่งของ เงิน หรือเวลาโดยรวมได้ ไม่ได้หมายความว่าจะมีคำถามเพิ่มอีกสี่ข้อ
แบบฝึกหัด
วลีใดเติมในประโยคเพื่อบอกว่าสี่ข้อคือจำนวนทั้งหมด? There are four questions ___ 。
- in total(รวมทั้งหมด)
- in addition(เพิ่มเติม)
- in particular(โดยเฉพาะ)
ดูคำตอบ
in total(รวมทั้งหมด)
let me know in the comments — ชวนผู้ชมตอบกลับ
ในประโยคนี้ let me know หมายถึง “บอกฉัน” หรือ “แจ้งข้อมูลให้ฉันรู้” ไม่ได้หมายถึง “อนุญาตให้ฉันรู้” ส่วน in the comments บอกสถานที่ที่จะตอบ นั่นคือส่วนความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอ เมื่อใช้รวมกัน วลีนี้ขอให้ผู้ชมเขียนบอกว่าตอบถูกกี่ข้อ โดยทั่วไป let me know เป็นวิธีขอให้อีกฝ่ายบอกข้อมูลบางอย่างที่ฟังดูตรงไปตรงมาแต่สุภาพ ส่วนท้ายจะระบุช่องทางการตอบ โดย in the comments หมายถึงการตอบแบบเปิดเผยทางออนไลน์
แบบฝึกหัด
เติมคำขอให้แสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอให้สมบูรณ์: Please ____ which book you would recommend.
ดูคำตอบ
let me know in the comments
a bit of a tricky one: พูดอย่างนุ่มนวลว่าสิ่งหนึ่งค่อนข้างยาก
ในประโยคนี้ a bit of a tricky one หมายถึง “สิ่งที่ค่อนข้างยากหรือต้องคิดเพิ่มอีกหน่อย” a bit of ช่วยลดความแรงของคำประเมิน ผู้พูดจึงไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นยากมาก one ใช้แทนสิ่งที่เป็นเอกพจน์และชัดเจนอยู่แล้วจากบริบท เช่น คำถาม ปริศนา หรือสถานการณ์ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเลข 1
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกล่าวว่า “The final riddle is a bit of a tricky one.” ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไร?
- ปริศนานี้เป็นข้อแรกในรายการ
- ปริศนานี้ค่อนข้างยากและต้องใช้ความคิด
- ปริศนานี้ไม่มีทางแก้ได้เลย
ดูคำตอบ
ปริศนานี้ค่อนข้างยากและต้องใช้ความคิด
keep that in mind: จำและนำประเด็นก่อนหน้าไปพิจารณา
Keep that in mind หมายถึง “ให้จำข้อเท็จจริงนั้นต่อไปและนำไปพิจารณาภายหลัง” that ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อมูลที่เพิ่งบอกไป ซึ่งก็คือคำใบ้เรื่องการลงเสียงหนักในประโยคนี้ ผู้พูดมักใช้วลีนี้หลังคำอธิบาย กฎ คำเตือน หรือคำแนะนำ วลีนี้ช่วยสรุปประเด็นพร้อมบอกว่าข้อมูลดังกล่าวจะสำคัญต่อสิ่งที่จะตามมา
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนให้สมบูรณ์ด้วยวลีสี่คำจากบทเรียน: The shop closes at six, so ____ when you plan your trip.
ดูคำตอบ
keep that in mind
And that's the end of today's English pronunciation lesson.
5:59และนี่ก็คือตอนจบของบทเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษวันนี้ค่ะ
how many out of four did you get correct in the quiz. ไวยากรณ์
6:03ว่าคุณตอบถูกกี่ข้อจากสี่ข้อในแบบทดสอบนี้
how many out of four did you get correct: ทำถูกกี่ข้อจากสี่ข้อ
how many out of four ใช้ถามว่าทำได้กี่ข้อจากทั้งหมดสี่ข้อ ในบริบทแบบทดสอบนี้ four คือจำนวนข้อทั้งหมด ส่วน how many ถามจำนวนข้อที่ตอบถูก และ get correct หมายถึงตอบถูก ใช้ number + out of + total เพื่อบอกผลลัพธ์ได้ เช่น three out of four หมายถึงถูกหรือสำเร็จสามข้อจากทั้งหมดสี่ข้อ ในที่นี้ out of ใช้ระบุจำนวนทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกมาจากข้างในสิ่งใด
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่ระบุว่าสิบคือจำนวนทั้งหมด: I got eight ____ ten correct.
ดูคำตอบ
out of
if you'd like to see more British English pronunciation videos,
6:08หากคุณต้องการดูวิดีโอเกี่ยวกับการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติชเพิ่มเติม
like and subscribe: กดไลก์และกดติดตาม
like and subscribe เป็นคำชวนให้ผู้ชมทำบางอย่างที่พบบ่อยบนแพลตฟอร์มวิดีโอ ทั้งสองคำเป็นคำสั่ง โดย like หมายถึงกดปุ่มไลก์ และ subscribe หมายถึงติดตามช่องเพื่อให้หาวิดีโอใหม่ของช่องได้ง่ายขึ้น ในบริบทนี้ subscribe หมายถึงติดตามช่อง สำนวนนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าผู้ชมต้องซื้อบริการสมัครสมาชิกแบบเสียเงิน
แบบฝึกหัด
ในบริบทของแพลตฟอร์มวิดีโอ like and subscribe ขอให้ผู้ชมทำอะไร
- บอกว่าชอบหนังสือพิมพ์แล้วซื้อหนึ่งฉบับ
- บันทึกวิดีโอแล้วส่งให้ผู้สร้างเนื้อหา
- กดไลก์และกดติดตามช่อง
ดูคำตอบ
กดไลก์และกดติดตามช่อง
see you in the next lesson: คำกล่าวลาเมื่อจบบทเรียน
“See you in the next lesson” เป็นคำปิดท้ายที่เป็นมิตรซึ่งครูหรือผู้สอนใช้เมื่อจบบทเรียน คำนี้เป็นทั้งการกล่าวลาในตอนนี้และการบอกว่าชุดบทเรียนจะดำเนินต่อไป “See you” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการพบกันต่อหน้า ในห้องเรียน ชั้นเรียนออนไลน์ หรือชุดวิดีโอที่บันทึกไว้ “the next lesson” หมายถึงหน่วยการเรียนถัดไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เรียนด้านบน: Great work today. I'll ____.
ดูคำตอบ
see you in the next lesson