คุณสามารถแก้ปริศนาตรรกะตาสีเขียวที่ยากบรรลือโลกได้หรือไม่? - Alex Gendler: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
642 คำ 154 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: ปริศนาตรรกะเกี่ยวกับนักโทษตาสีเขียวหนึ่งร้อยคนแสดงให้เห็นว่า คำพูดที่ประกาศต่อหน้าทุกคนสามารถสร้างความรู้ร่วมกันได้อย่างไร วิดีโอไล่เหตุผลจากกรณีนักโทษสองคนไปสู่สามคน เพื่ออธิบายว่าทำไมทุกคนจึงอนุมานสีตาของตนเองและออกไปพร้อมกันในคืนที่หนึ่งร้อยได้ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. As it happens, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจว่าเป็นคำเชื่อมที่ใช้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งผู้เล่ารู้อยู่แล้ว แต่ตัวละครยังไม่รู้ สามารถใช้เกริ่นสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและทำให้ผู้ฟังต้องตีความฉากตั้งต้นใหม่ 2. if Bill had seen a non-green-eyed person next to him, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตการใช้ past perfect ในเงื่อนไขสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ช่วยแยกสิ่งที่ Bill เห็นจริงออกจากหลักฐานสมมุติ ซึ่งหากเขาได้เห็นก็จะทำให้สรุปต่างออกไปและตัดสินใจออกจากเกาะ 3. was not contained in your statement itself, but in telling it to everyone simultaneously. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้โครงสร้างเปรียบต่าง not...but... เพื่อชี้แหล่งที่แท้จริงของข้อมูลใหม่ ประโยคนี้ทำให้เห็นว่าเนื้อหาคำพูดไม่ได้เพิ่มข้อเท็จจริงส่วนตัว แต่การประกาศพร้อมกันต่อหน้าทุกคนทำให้แต่ละคนรู้ว่าคนอื่นมีความรู้เดียวกัน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Imagine an island where 100 people, ไวยากรณ์

0:06

ลองจินตนาการถึงเกาะแห่งหนึ่งที่มีคน 100 คน

all perfect logicians,

0:09

ซึ่งทั้งหมดเป็นนักตรรกศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ

are imprisoned by a mad dictator.

0:11

ถูกกักขังโดยผู้เผด็จการที่บ้าคลั่ง

ไวยากรณ์

where 100 people, all perfect logicians, ...: เชื่อมสถานที่และเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับคน

ในที่นี้ where นำอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย an island โดยมีความหมายว่า บนเกาะนั้น และเชื่อมสถานที่เข้ากับสถานการณ์ที่บอกด้วย 100 people ... are imprisoned คำว่า all perfect logicians เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ 100 people ส่วนที่อยู่ระหว่างเครื่องหมายจุลภาคนี้เป็นส่วนขยายเสริมแบบแสดงความหมายเดียวกัน ไม่ใช่ประโยคแยก ประธานยังคงเป็น 100 people และกริยาคือ are imprisoned

แบบฝึกหัด

โครงสร้างที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในประโยคต้นฉบับ?

  1. ถามว่าเกาะอยู่ที่ไหน
  2. บอกว่าจอมเผด็จการเป็นหนึ่งในคน 100 คนนั้น
  3. อธิบายสถานการณ์บนเกาะและเสริมว่าคนทั้ง 100 คนเป็นนักตรรกศาสตร์ที่ไร้ที่ติ
ดูคำตอบ

อธิบายสถานการณ์บนเกาะและเสริมว่าคนทั้ง 100 คนเป็นนักตรรกศาสตร์ที่ไร้ที่ติ

There's no escape except for one strange rule. วลี

0:13

ไม่มีทางหนีรอดเว้นแต่จะมีกฎแปลกๆ ข้อหนึ่ง

วลี

except for one strange rule: ระบุข้อยกเว้นเพียงข้อเดียว

Except for เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ยกเว้น” ในประโยคนี้ no escape เป็นข้อความปฏิเสธแบบครอบคลุม แล้ว except for one strange rule จำกัดขอบเขตลงโดยนำเสนอกฎข้อหนึ่งเป็นข้อยกเว้นเพียงข้อเดียวที่เป็นไปได้ ให้เข้าใจ except for เป็นหน่วยเดียวกัน for ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เพื่อ” และ one strange rule เป็นนามวลีที่บอกว่าสิ่งใดคือข้อยกเว้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่แสดงข้อยกเว้นให้สมบูรณ์: The playground was quiet except ____ one barking dog.

ดูคำตอบ

for

Any prisoner can approach the guards at night and ask to leave. วลี

0:18

นักโทษคนใดก็สามารถเดินเข้าไปหายามในตอนกลางคืนและขออนุญาตออกไปได้

วลี

ask to leave: ขออนุญาตให้ตนเองออกไป

ask to leave หมายถึง “ขออนุญาตให้ตนเองออกไป” ในประโยคนี้ นักโทษเป็นผู้ขอ และหากได้รับอนุญาต นักโทษก็เป็นผู้ที่จะออกไปด้วย โครงสร้าง ask to + คำกริยา แสดงการขอทำบางอย่างโดยไม่ได้ระบุบุคคลอื่นให้เป็นผู้ทำสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Leo ขออนุญาตให้ตนเองออกไป?

  1. Leo asked to leave.
  2. Leo asked Maya to leave.
  3. Leo asked about the exit.
ดูคำตอบ

Leo asked to leave.

If they have green eyes,

0:23

ถ้าพวกเขามีตาสีเขียว

they'll be released.

0:24

พวกเขาจะได้รับการปล่อยตัว

If not, they'll be tossed into the volcano. สำนวน

0:26

ถ้าไม่ พวกเขาจะถูกโยนลงไปในภูเขาไฟ

สำนวน

they'll be tossed into the volcano: ภัยคุกคามรูปถูกกระทำที่เห็นภาพชัด

they'll be tossed into the volcano หมายถึง “พวกเขาจะถูกโยนลงไปในภูเขาไฟ” รูปถูกกระทำ they'll be tossed ทำให้ they เป็นฝ่ายรับการกระทำ ส่วนผู้หรือแรงที่โยนไม่ได้ถูกระบุ คำว่า tossed into สร้างภาพของการโยนที่ฉับพลันและรุนแรง แม้ toss อาจใช้กับการโยนเบา ๆ ได้ในบางครั้ง แต่สถานที่ปลายทางและบริบทของการลงโทษทำให้ข้อความนี้เป็นภัยคุกคามถึงชีวิต ไม่ใช่การเล่นสนุก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปถูกกระทำเพื่อบอกว่าลมโยนถังขยะเข้าไปบนถนน?

  1. The trash can tossed the wind into the road.
  2. The trash can was tossed into the road by the wind.
  3. The wind tossed the trash can into the road.
ดูคำตอบ

The trash can was tossed into the road by the wind.

As it happens, ลำดับความ

0:30

บังเอิญว่า

all 100 prisoners have green eyes,

0:31

นักโทษทั้ง 100 คนมีตาสีเขียว

ลำดับความ

As it happens: การเกริ่นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

As it happens เป็นคำเชื่อมเชิงวาทกรรมที่ใช้ขึ้นต้นประโยค ในที่นี้หมายประมาณว่า “บังเอิญว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องคือ...” หรือ “ที่จริงแล้ว ปรากฏว่า...” เพื่อส่งสัญญาณว่าผู้เล่ากำลังจะเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อคำอธิบาย คำว่า it ไม่ได้ชี้ถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง วลีนี้ทำหน้าที่จัดลำดับเรื่อง ไม่ใช่อนุประโยคบอกเวลาที่แปลว่า “เมื่อมันเกิดขึ้น”

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยสำนวนที่ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงซึ่งบังเอิญเกี่ยวข้องพอดี: You need your bike fixed? ____, my neighbor repairs bicycles.

ดูคำตอบ

As it happens

but they've lived there since birth

0:34

แต่พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เกิด

and the dictator has ensured they can't learn their own eye color. ไวยากรณ์

0:36

และเผด็จการได้ทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถรู้สีตาของตัวเองได้

ไวยากรณ์

has ensured they can't learn ...: รับประกันผลที่ยังคงเป็นจริง

เมื่อ ensure ตามด้วยอนุประโยค จะหมายถึงการลงมือจัดการเพื่อรับประกันว่าผลในอนุประโยคนั้นจะเป็นจริง ใน has ensured they can't learn... มีการละ that โดยรูปแบบเต็มคือ has ensured (that) they can't learn... ไม่ได้หมายความเพียงว่าเผด็จการตรวจสอบหรือยืนยันสถานการณ์นั้น Has ensured เป็น present perfect ซึ่งเชื่อมมาตรการที่ทำไว้ก่อนหน้านี้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน กล่าวคือมีการวางข้อจำกัดไว้แล้ว และข้อจำกัดนั้นยังคงทำให้นักโทษไม่สามารถรู้สีตาของตนได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ has ensured ได้ถูกต้องเพื่อแสดงว่าการกระทำก่อนหน้านี้รับประกันผลที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้

  1. The school has ensured about every child entering safely.
  2. The school has ensured that every child can enter safely.
  3. The school has ensured every child to enter safely.
ดูคำตอบ

The school has ensured that every child can enter safely.

There are no reflective surfaces, ไวยากรณ์

0:41

ไม่มีพื้นผิวที่สะท้อนแสงได้

all water is in opaque containers,

0:43

น้ำทั้งหมดอยู่ในภาชนะที่ทึบแสง

ไวยากรณ์

There are no reflective surfaces: บอกว่าไม่มีอยู่เลย

อนุประโยค There are no reflective surfaces เป็นโครงสร้างบอกการมีอยู่ในรูปปฏิเสธ หมายความว่าในสถานที่ที่กำลังอธิบายไม่มีพื้นผิวสะท้อนแสงเลย There are ใช้กับคำนามพหูพจน์ reflective surfaces และ no บอกโดยตรงว่าไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลย ใช้รูปแบบ There are no + คำนามพหูพจน์ เพื่อบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่มีอยู่เลยในสถานที่ สถานการณ์ หรือทรัพยากรที่มีให้ใช้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้รูปแบบ There are no + คำนามพหูพจน์: ____ computers in the library.

ดูคำตอบ

There are no

and most importantly, ลำดับความ

0:46

และที่สำคัญที่สุด

they're not allowed to communicate among themselves,

0:47

พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้สื่อสารกันเอง

ลำดับความ

and most importantly: ระบุประเด็นที่สำคัญที่สุด

วลี and most importantly เป็นสัญญาณที่ใช้จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล คำว่า and เชื่อมประเด็นถัดไปเข้ากับรายการก่อนหน้า ส่วน most importantly ทำเครื่องหมายว่าประเด็นนั้นมีความสำคัญสูงสุด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่ากฎที่ตามมาสำคัญกว่าเงื่อนไขที่กล่าวไปแล้ว เมื่อได้ยินหรืออ่าน most importantly ให้สนใจข้อมูลที่ตามหลัง วลีนี้ใช้จัดระดับความสำคัญของแนวคิด ไม่ได้ใช้อธิบายว่าการกระทำเกิดขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Pack a jacket, bring water, and most importantly, charge your phone. and most importantly ส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. ประเด็นถัดไปเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย
  2. ประเด็นถัดไปมีความสำคัญสูงสุด
  3. ประเด็นถัดไปเกิดขึ้นก่อน
ดูคำตอบ

ประเด็นถัดไปมีความสำคัญสูงสุด

though they do see each other during each morning's head count. ไวยากรณ์

0:50

แม้ว่าพวกเขาจะเห็นหน้ากันในระหว่างการนับยอดทุกเช้าก็ตาม

ไวยากรณ์

though they do see: การยอมรับข้อขัดแย้งและ do ที่ใช้เน้น

Though นำเสนอข้อมูลแบบยอมรับข้อขัดแย้ง โดยเพิ่มข้อเท็จจริงที่ต่างจากข้อจำกัดก่อนหน้าอยู่บางส่วน ในที่นี้ แม้พวกเขาจะสื่อสารกันไม่ได้ แต่ก็ยังมองเห็นกันระหว่างการตรวจนับคนตอนเช้า ใน they do see คำว่า do ใช้เน้นประโยคบอกเล่าเชิงบวกว่าพวกเขาเห็นกันจริง ๆ ไม่ได้ใช้สร้างคำถาม การใช้ do เพื่อเน้นแบบนี้เหมาะสำหรับแก้ความเข้าใจเดิมหรือย้ำว่าบางสิ่งเป็นความจริง

แบบฝึกหัด

ในประโยค Though they do see each other คำว่า do เพิ่มความหมายอะไร?

  1. เปลี่ยนประโยคบอกเล่าให้เป็นคำถาม
  2. เน้นว่าการเห็นกันเกิดขึ้นจริง
  3. แสดงว่าการเห็นเกิดขึ้นในอดีต
ดูคำตอบ

เน้นว่าการเห็นกันเกิดขึ้นจริง

Nevertheless, ลำดับความ

0:54

อย่างไรก็ตาม

they all know no one would ever risk trying to leave ไวยากรณ์

0:55

พวกเขาทุกคนรู้ว่าจะไม่มีใครยอมเสี่ยงที่จะพยายามออกไป

without absolute certainty of success.

0:59

หากไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสำเร็จ

ลำดับความ

Nevertheless: ส่งสัญญาณไปสู่ข้อสรุปที่ตรงข้าม

Nevertheless หมายถึง “แม้จะเป็นอย่างที่เพิ่งกล่าวไป” คำนี้ยอมรับข้อมูลก่อนหน้า แล้วส่งสัญญาณว่าข้อสรุปที่ตามมายังคงเป็นจริง ในที่นี้ การมองเห็นกันไม่ได้เปลี่ยนข้อสรุปของพวกเขาว่าการพยายามออกไปโดยไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จนั้นเสี่ยงเกินไป เมื่ออยู่ต้นประโยค nevertheless จะช่วยจัดระเบียบข้อโต้แย้งด้วยการบอกจุดเปลี่ยนนี้อย่างชัดเจน และในตำแหน่งนี้มักมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดแสดงได้ดีที่สุดว่าข้อเท็จจริงที่สองยังคงเป็นจริงแม้มีข้อเท็จจริงแรก? The route was longer. _____, it was safer.

  1. For example
  2. Therefore
  3. Nevertheless
ดูคำตอบ

Nevertheless

ไวยากรณ์

ถ้าไม่มั่นใจอย่างแน่นอนว่าจะสำเร็จ ก็ไม่มีใครยอมเสี่ยงพยายามออกไป

ใน no one would ever risk trying to leave คำว่า no one หมายถึง “ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว” และ would ever ทำให้ข้อความฟังดูหนักแน่นขึ้น นั่นคือ ภายใต้เงื่อนไขนี้ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยงนั้น risk ต้องตามด้วยกริยาเติม -ing คือ trying ไม่ใช่ to-infinitive และ trying ก็มี to leave เป็นส่วนเติมเต็มของตัวเอง without absolute certainty of success บอกเงื่อนไขที่ทำให้ไม่ลงมือทำ หมายถึง “โดยไม่มีความมั่นใจอย่างแน่นอนว่าจะสำเร็จ” เป็นการตั้งเกณฑ์ที่สูงมาก จึงสื่อว่าการออกไปนั้นอันตรายเกินไปหากยังไม่แน่ใจอย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไป risk doing หมายถึงการยอมรับอันตรายเพื่อทำบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ risk ได้ถูกต้องในความหมายว่า “ยอมรับอันตรายเพื่อทำบางสิ่ง”

  1. Nobody would risk crossing the bridge without a safety check.
  2. Nobody would risk to cross the bridge without a safety check.
  3. Nobody would risk cross the bridge without a safety check.
ดูคำตอบ

Nobody would risk crossing the bridge without a safety check.

After much pressure from human rights groups, วลี

1:02

หลังจากได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

the dictator reluctantly agrees to let you visit the island

1:04

ในที่สุดเผด็จการก็ยอมจำนนให้คุณไปเยี่ยมเกาะนี้

วลี

After much pressure from human rights groups:การตัดสินใจหลังแรงกดดันจากภายนอก

After much pressure from human rights groups เป็นวลีบุพบทที่วางไว้ต้นประโยค After บอกเวลาและลำดับเหตุการณ์ หมายความว่าการยินยอมของเผด็จการเกิดขึ้นหลังจากมีการกดดันแล้ว much pressure ใช้ pressure เป็นคำนามนับไม่ได้ และ from human rights groups บอกแหล่งที่มาของแรงกดดัน ในที่นี้ pressure เป็นแรงกดดันทางสังคมหรือการเมืองในเชิงเปรียบเทียบ เช่น ข้อเรียกร้องของสาธารณชน การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการรณรงค์อย่างเป็นกลุ่ม ไม่ใช่แรงทางกายภาพ วลีนี้ให้ฉากหลังและสาเหตุที่เป็นไปได้ของการตัดสินใจก่อน ส่วนประโยคหลักบอกผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เติมประโยคนี้ได้ถูกต้อง: ___ local residents, the council changed the rule。

  1. After much pressure of
  2. After much pressure from
  3. After many pressure from
ดูคำตอบ

After much pressure from

and speak to the prisoners under the following conditions. วลี

1:08

และพูดคุยกับนักโทษภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

วลี

under the following conditions: การเกริ่นข้อจำกัดอย่างเป็นทางการ

under the following conditions หมายถึง โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จะระบุต่อจากนี้ ในที่นี้ under ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ แต่หมายถึงการอยู่ภายใต้กฎหรือข้อจำกัด วลีนี้ชี้ไปยังข้อมูลที่กำลังจะตามมา โดย following หมายถึงเงื่อนไขที่จะระบุต่อจากนี้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าการอนุญาตให้ไปเยือนและพูดคุยนั้นมีเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

เติมประโยคทางการด้วยวลีที่ใช้เกริ่นรายการเงื่อนไข: You may reserve the equipment ____.

ดูคำตอบ

under the following conditions

You may only make one statement น้ำเสียง/เจตนา

1:12

คุณสามารถพูดได้เพียงประโยคเดียว

and you cannot tell them any new information.

1:14

และคุณไม่สามารถบอกข้อมูลใหม่ใดๆ แก่พวกเขาได้

น้ำเสียง/เจตนา

You may only make one statement: การอนุญาตที่มีขอบเขต

ใน You may only make one statement คำว่า may แสดงการอนุญาต หมายความว่าคุณได้รับอนุญาตให้กล่าวข้อความหนึ่งครั้ง ไม่ได้หมายความว่าการกล่าวข้อความเป็นเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น only จำกัดการอนุญาตนั้นไว้ที่หนึ่งข้อความ ดังนั้นทั้งวลีจึงกำหนดขอบเขตอย่างเป็นทางการว่าผู้ฟังได้รับอนุญาตให้ทำอะไร

แบบฝึกหัด

ในกฎ “Visitors may only enter through the front gate.” คำว่า may only หมายถึงอะไร?

  1. ผู้เข้าชมได้รับอนุญาตให้เข้าทางประตูหน้าเท่านั้น
  2. ผู้เข้าชมเคยเข้าทางประตูหน้าในอดีต
  3. ผู้เข้าชมน่าจะเข้าทางประตูหน้า
ดูคำตอบ

ผู้เข้าชมได้รับอนุญาตให้เข้าทางประตูหน้าเท่านั้น

What can you say to help free the prisoners

1:17

คุณจะพูดอะไรเพื่อช่วยปลดปล่อยนักโทษ

without incurring the dictator's wrath? การใช้คำ

1:20

โดยไม่ทำให้เผด็จการโกรธแค้น?

การใช้คำ

incur และ wrath ใน without incurring the dictator's wrath

incur หมายถึงต้องรับผลที่ไม่พึงประสงค์เพราะสิ่งที่ตนทำ ส่วน wrath หมายถึงความโกรธที่รุนแรงมาก ดังนั้น without incurring the dictator's wrath จึงหมายถึงโดยไม่ทำให้เผด็จการโกรธจัดใส่คุณ หรือทำให้ตนเองต้องรับความโกรธและการลงโทษที่อาจตามมา โครงสร้าง without + -ing เพิ่มเงื่อนไขว่าให้ช่วยปล่อยตัวนักโทษ แต่ต้องทำโดยไม่ก่อให้เกิดผลอันตรายนั้น โครงสร้างนี้ยังใช้กับค่าธรรมเนียม บทลงโทษ หนี้สิน และความโกรธของบุคคลอื่นได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ incur อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่าต้องรับผลที่ไม่พึงประสงค์

  1. Submitting the form late may incur an opportunity.
  2. Submitting the form late may incur a compliment.
  3. Submitting the form late may incur a penalty.
ดูคำตอบ

Submitting the form late may incur a penalty.

After thinking long and hard, วลี

1:23

หลังจากคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

you tell the crowd,

1:25

คุณก็บอกกับฝูงชนว่า

วลี

After thinking long and hard: คิดอย่างรอบคอบก่อนลงมือทำ

think long and hard เป็นสำนวนตายตัว หมายถึงใช้เวลานานพิจารณาบางสิ่งอย่างรอบคอบมาก long หมายถึงระยะเวลาที่ใช้ ส่วน hard หมายถึงความพยายามทางความคิด ทั้งสองคำไม่ได้หมายถึงความยาวหรือความแข็งทางกายภาพ After thinking long and hard เป็นวลีบอกเวลาที่วางไว้ต้นประโยค วลีนี้แสดงว่าการคิดอย่างรอบคอบเกิดขึ้นก่อนการกระทำหลัก และสิ่งที่ตามมาไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “พิจารณาอย่างรอบคอบเป็นเวลานาน” ให้สมบูรณ์: Before choosing a new school, we thought long and ____ about the decision.

ดูคำตอบ

hard

"At least one of you has green eyes." ไวยากรณ์

1:27

"มีอย่างน้อยหนึ่งคนในพวกคุณที่มีตาสีเขียว"

ไวยากรณ์

At least one: การกำหนดจำนวนขั้นต่ำ

At least one หมายถึง “หนึ่งคนหรือหนึ่งสิ่งขึ้นไป” เป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ที่หนึ่ง แต่ไม่ได้บอกจำนวนสูงสุด ในปริศนานี้ ประโยคดังกล่าวตัดกรณีที่ไม่มีคนตาสีเขียวเลยออกไป และทำให้ข้อเท็จจริงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันอย่างเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่ามีคนตาสีเขียวอยู่เพียงหนึ่งคนพอดี

แบบฝึกหัด

เติมกฎด้วยวลีที่หมายถึง “หนึ่งหรือมากกว่า”: ____ adult must remain in the room.

ดูคำตอบ

At least one

The dictator is suspicious,

1:31

เผด็จการสงสัย

but reassures himself that your statement couldn't have changed anything. ลำดับความ

1:33

แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าคำพูดของคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ลำดับความ

but reassures himself that...: จากความระแวงสู่การปลอบใจตัวเอง

คำเชื่อม but แสดงการหักมุมทางความคิด ผู้นำเผด็จการรู้สึกระแวง แต่กลับตอบสนองด้วยการทำให้ตัวเองสบายใจ Reassures himself that... หมายถึงเขาใช้ความคิดในอนุประโยคที่ตามหลัง that เพื่อลดความกังวลของตนเอง Couldn't have changed anything เป็นการตัดสินของเขาเกี่ยวกับผลในอดีต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผู้เล่าเรื่องยืนยัน การจัดข้อมูลแบบนี้ทำให้ผู้อ่านเห็นทั้งความสงสัยและความคิดที่เขาใช้ปัดความสงสัยนั้นออกไป จึงเผยให้เห็นความมั่นใจที่ผิดพลาดของเขา

แบบฝึกหัด

ส่วนที่เน้นแสดงอะไรเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการ?

  1. เขาปลอบใจคนอื่นด้วยการบอกว่าพวกเขาควรรู้สึกระแวง
  2. เขารู้สึกระแวง แล้วทำให้ตัวเองสงบลงด้วยการเชื่อว่าคำพูดนั้นไม่ได้ส่งผลอะไร
  3. เขามั่นใจตั้งแต่แรกว่าคำพูดนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ดูคำตอบ

เขารู้สึกระแวง แล้วทำให้ตัวเองสงบลงด้วยการเชื่อว่าคำพูดนั้นไม่ได้ส่งผลอะไร

You leave and life on the island seems to go on as before. สำนวน

1:37

คุณจากไปและชีวิตบนเกาะก็ดูเหมือนจะดำเนินต่อไปตามปกติ

สำนวน

seems to go on as before: ดูเหมือนดำเนินต่อไปเหมือนเดิม

seems to แสดงสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว go on หมายถึง “ดำเนินต่อไป” และ as before หมายถึง “ในแบบเดียวกับก่อนหน้านี้” เมื่อรวมกัน วลีนี้บอกว่าชีวิตดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมองจากภายนอก ในเรื่องเล่า ความสงบที่เห็นเพียงภายนอกอาจเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่หรือเรื่องน่าประหลาดใจในภายหลัง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After the announcement, life seems to go on as before,” แนวคิดที่เน้นไว้สื่อความหมายอะไร?

  1. ชีวิตกำลังจะหยุดลงทันที
  2. ชีวิตดูเหมือนจะดำเนินต่อไปในแบบเดียวกับก่อนหน้านี้
  3. ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแน่นอนแล้ว
ดูคำตอบ

ชีวิตดูเหมือนจะดำเนินต่อไปในแบบเดียวกับก่อนหน้านี้

But on the 100th morning after your visit, ลำดับความ

1:42

แต่ในเช้าวันที่ 100 หลังจากที่คุณมาเยือน

all the prisoners are gone,

1:45

นักโทษทั้งหมดก็หายตัวไป

ลำดับความ

But on the 100th morning: จุดเปลี่ยนพร้อมเวลาที่แน่นอน

But ดึงความสนใจของผู้ฟังออกจากความคาดหมายก่อนหน้านี้ที่ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และส่งสัญญาณว่าข้อมูลถัดไปจะขัดกับความปกติที่เห็นภายนอก on the 100th morning วางจุดเปิดเผยผลลัพธ์ไว้ที่ตำแหน่งหนึ่งซึ่งชัดเจนในลำดับเวลา เมื่อรวมกัน คำขึ้นต้นนี้จัดเรื่องเป็นความคาดหมาย ตามด้วยจุดเปลี่ยน และผลลัพธ์สำคัญ

แบบฝึกหัด

ผู้เล่าเรื่องบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาเก้าสิบเก้าวัน คำขึ้นต้นใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม ณ เวลาที่แน่นอน?

  1. Because the signal appeared, the wait ended.
  2. But on the 100th morning, the signal appeared.
  3. On many mornings, the signal appeared.
ดูคำตอบ

But on the 100th morning, the signal appeared.

each having asked to leave the previous night. ไวยากรณ์

1:46

โดยแต่ละคนได้ขออนุญาตออกไปเมื่อคืนก่อนหน้านี้

ไวยากรณ์

each having asked to leave the previous night: โครงสร้าง participle แบบ absolute

Each having asked to leave the previous night เป็นโครงสร้าง participle แบบ absolute ที่เชื่อมกับอนุประโยคหลักก่อนหน้า each เป็นประธานของโครงสร้างนี้เอง และ having asked ไม่ใช่กริยาหลัก โครงสร้างนี้เสริมข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษแต่ละคน และเชื่อมคำขอก่อนหน้านั้นกับเหตุผลที่ตอนนี้พวกเขาหายไปแล้ว รูป perfect participle having asked แสดงว่าการขอเกิดก่อนเหตุการณ์ในอนุประโยคหลัก หากเขียนเป็นอนุประโยคเต็ม จะได้ว่า and each had asked to leave the previous night.

แบบฝึกหัด

ใช้ perfect participle ของ finish เติมประโยคให้สมบูรณ์: The runners rested, each ____ the race.

ดูคำตอบ

having finished

So how did you outsmart the dictator? ลำดับความ

1:50

แล้วคุณเอาชนะเผด็จการด้วยความฉลาดกว่าได้อย่างไร?

ลำดับความ

So how did you outsmart the dictator?: คำถามเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงอธิบาย

ในเรื่องเล่านี้ So how did you outsmart the dictator? ทำหน้าที่เป็นประโยคเปลี่ยนช่วง ก่อนหน้านี้มีการนำเสนอผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจแล้ว So เชื่อมกลับไปยังผลลัพธ์นั้น ส่วนคำถามที่ใช้ how ส่งสัญญาณว่ากำลังจะเริ่มอธิบายวิธีการ คำถามนี้ย้ายความสนใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปสู่ว่าทำสำเร็จได้อย่างไร Outsmart หมายถึงการเอาชนะใครบางคนด้วยการตัดสินใจหรือกลยุทธ์ที่ดีกว่า ดังนั้นจุดสนใจตอนนี้จึงอยู่ที่วิธีการ ไม่ใช่ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

So how did you outsmart the dictator? มีหน้าที่หลักอย่างไรในการจัดลำดับเนื้อหาตรงนี้

  1. บอกว่าผลลัพธ์นั้นจะไม่มีคำอธิบาย
  2. เปลี่ยนจากผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจไปสู่การอธิบายวิธีการ
  3. แนะนำตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องและเริ่มเรื่องใหม่
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจไปสู่การอธิบายวิธีการ

It might help to realize that the amount of prisoners is arbitrary. น้ำเสียง/เจตนา

1:54

มันอาจช่วยได้หากเข้าใจว่าจำนวนนักโทษนั้นไม่ตายตัว

น้ำเสียง/เจตนา

It might help to realize... สำหรับการให้คำใบ้อย่างนุ่มนวล

It might help to realize that... นำเสนอแนวคิดที่ตามมาว่าเป็นเบาะแสที่มีประโยชน์ ผู้พูดกำลังบอกว่าการเข้าใจเรื่องนี้อาจทำให้ปัญหาง่ายขึ้น might ทำให้ถ้อยคำไม่แข็งและไม่ฟันธง จึงฟังเหมือนคำแนะนำมากกว่าคำสั่ง รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ It might help to realize that + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

เติมคำใบ้อย่างนุ่มนวลด้วยสำนวนเป้าหมาย: ____ that the two routes lead to the same place.

ดูคำตอบ

It might help to realize

Let's simplify things by imagining just two, ลำดับความ

1:59

มาทำให้เรื่องง่ายขึ้นด้วยการจินตนาการว่ามีแค่สองคน

Adria and Bill.

2:02

เอเดรียและบิล

ลำดับความ

Let's simplify things by imagining... ในฐานะกลวิธีการอธิบาย

Let's simplify things บอกผู้ฟังว่าคำอธิบายจะลดสถานการณ์ที่ซับซ้อนให้เป็นแบบจำลองที่ง่ายขึ้นชั่วคราว ในที่นี้ การจินตนาการถึงคนเพียงสองคนทำให้กลุ่มใหญ่ถูกแทนด้วยกรณีที่ติดตามได้ง่าย รูปแบบ Let's simplify things by + -ing ระบุวิธีที่ใช้ทำให้เรื่องง่ายขึ้น ส่วน Let's ชวนผู้ฟังเข้าร่วมการทดลองทางความคิด จึงช่วยบอกด้วยว่าคำอธิบายส่วนถัดไปจะจัดลำดับอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ imagine: Let's simplify things by ____ only two players.

ดูคำตอบ

imagining

Each sees one person with green eyes

2:04

แต่ละคนเห็นคนหนึ่งที่มีตาสีเขียว

and for all they know, วลี

2:06

และเท่าที่พวกเขารู้

that could be the only one. ไวยากรณ์

2:07

คนๆ นั้นอาจเป็นคนเดียวที่มีตาสีเขียวก็ได้

วลี

for all they know: ความเป็นไปได้ภายใต้ข้อมูลที่จำกัด

For all they know หมายถึง “จากข้อมูลอันจำกัดที่พวกเขามี” ใช้เกริ่นถึงความเป็นไปได้ที่พวกเขายังตัดทิ้งไม่ได้ ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “เพื่อทุกสิ่งที่พวกเขารู้” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวกำหนดมุมมองก่อนข้อความ that could be the only one โครงสร้างคือ for all + ประธาน + know จึงเปลี่ยนประธานได้ เช่น for all I know, for all we know หรือ for all they know

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างตายตัว for all + ประธาน + know ให้สมบูรณ์: ____, the missing book could still be in the classroom.

ดูคำตอบ

For all they know

ไวยากรณ์

could be the only one: ความเป็นไปได้ที่ยังไม่แน่นอน

ในที่นี้ could be หมายถึง “มีความเป็นไปได้ว่าเป็น” ไม่ได้หมายถึง “มีความสามารถที่จะกลายเป็น” ผู้พูดกำลังตัดสินอย่างไม่แน่นอน ไม่ได้กล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริง Could + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงความเป็นไปได้ ใน that could be the only one คำว่า be ยังคงเป็นรูปพื้นฐาน และ the only one ระบุว่าสิ่งของหรือบุคคลหนึ่งอาจเป็นเพียงหนึ่งเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึง “มีความเป็นไปได้ว่านี่คือทางออกเดียว”?

  1. That could open the only exit.
  2. That could be the only exit.
  3. That is the only exit.
ดูคำตอบ

That could be the only exit.

For the first night,

2:09

สำหรับคืนแรก

each stays put. กริยาวลี

2:10

แต่ละคนยังคงอยู่ที่เดิม

กริยาวลี

each stays put: อยู่กับที่

Stay put เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงอยู่ในที่ที่ตนเองอยู่และไม่ขยับ ในประโยคนี้ each stays put หมายความว่าในคืนแรกแต่ละคนยังคงอยู่ที่เดิมของตนเอง โดย put ไม่ได้มีความหมายตามตัวว่า “วาง” Each ถือเป็นประธานเอกพจน์ จึงใช้กริยารูปปัจจุบันเป็น stays สำนวนนี้ยังใช้บอกว่าคนหรือสิ่งของไม่เคลื่อนที่ได้ และในบริบทเกี่ยวกับการตัดสินใจ อาจสื่อว่าเลือกที่จะยังไม่ลงมือทำหรือยังไม่จากไป

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึงอยู่กับที่ลงในประโยค: During the safety drill, everyone should ____.

ดูคำตอบ

stay put

But when they see each other still there in the morning, ไวยากรณ์

2:12

แต่เมื่อพวกเขายังคงเห็นกันและกันอยู่ที่นั่นในตอนเช้า

they gain new information.

2:15

พวกเขาก็ได้รับข้อมูลใหม่

ไวยากรณ์

But when they see each other still there in the morning...: การสังเกตใหม่

when-clause ที่วางไว้ต้นประโยคจะกำหนดเวลาและสถานการณ์ของ main clause โดยบอกว่าการสังเกตใดเป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ กล่าวคือ ในตอนเช้า แต่ละคนเห็นว่าอีกคนยังอยู่ที่นั่น But แสดงการเปลี่ยนจากสถานการณ์ก่อนหน้า รูปแบบ But when + การสังเกต, ผลลัพธ์ จะนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ก่อน แล้วจึงบอกว่าข้อเท็จจริงนั้นเปลี่ยนสิ่งที่คนเหล่านั้นรู้อย่างไร ส่วน still there อธิบายสภาวะที่อีกคนยังคงอยู่ที่เดิม

แบบฝึกหัด

But when they see each other still there in the morning ที่อยู่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกเวลาและการสังเกตที่นำไปสู่ข้อมูลใหม่
  2. บอกว่าพวกเขาออกไปก่อนถึงตอนเช้า
  3. บอกรายชื่อคนในเรื่อง
ดูคำตอบ

บอกเวลาและการสังเกตที่นำไปสู่ข้อมูลใหม่

Adria realizes that if Bill had seen a non-green-eyed person next to him, ไวยากรณ์

2:17

เอเดรียตระหนักได้ว่าถ้าบิลเห็นคนที่มีตาสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียวอยู่ข้างๆ เขา

ไวยากรณ์

if Bill had seen...: เงื่อนไขสมมติที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต

โครงสร้าง if + ประธาน + had + กริยาช่อง 3 วางเงื่อนไขไว้ในอดีตที่สมมติขึ้นและตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในที่นี้ had seen ไม่ได้เพียงรายงานว่าบิลเห็นอะไร แต่ให้เราสมมติว่าเขาเห็นคนที่ไม่ได้มีตาสีเขียว อนุประโยค if นี้เป็นหลักฐานสมมติสำหรับผลลัพธ์ที่ใช้ would have + กริยาช่อง 3 ในการให้เหตุผลแบบตรงข้ามกับความจริงในอดีต เราจะเปลี่ยนเงื่อนไขหนึ่งในอดีต แล้วพิจารณาว่าผลใดน่าจะตามมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคสมมติที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีตด้วยรูปที่ถูกต้องของ see: If Maya ____ the warning, she would have stopped.

ดูคำตอบ

had seen

he would have left the first night ไวยากรณ์

2:22

เขาคงออกไปตั้งแต่คืนแรกแล้ว

after concluding the statement could only refer to himself. วลี

2:24

หลังจากสรุปได้ว่าคำพูดนั้นหมายถึงตัวเขาเองเท่านั้น

ไวยากรณ์

would have left the first night: ผลลัพธ์ในอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้น

โครงสร้าง would have + กริยาช่อง 3 แสดงผลลัพธ์ของเงื่อนไขในอดีตที่ไม่เป็นจริง would have left the first night หมายความว่า หากเงื่อนไขที่สมมติไว้เป็นจริง การออกไปในคืนแรกจะเป็นผลลัพธ์ที่คาดไว้ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้น ในเหตุผลทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ไม่เกิดขึ้นนี้ช่วยให้ย้อนกลับไปหาข้อสรุปได้ เพราะเขาไม่ได้ออกไปในคืนแรก เงื่อนไขที่สมมติไว้จึงไม่อาจอธิบายสิ่งที่เขาเห็นได้

แบบฝึกหัด

เติมผลลัพธ์แบบตรงข้ามกับความจริงในอดีตด้วยรูปที่ถูกต้องของ leave: If Omar had known the building was closed, he ____ sooner.

ดูคำตอบ

would have left

วลี

after concluding (that) ...: ได้ข้อสรุปจากการใช้เหตุผลก่อนเกิดการกระทำถัดไป

after concluding ... หมายถึง “หลังจากตัดสินโดยอาศัยการใช้เหตุผล” ในที่นี้ the statement could only refer to himself คือเนื้อหาของข้อสรุปที่ได้มา ในโครงสร้างนี้ after ตามด้วยรูป -ing คือ concluding โดย concluding นำอนุประโยคที่บอกเนื้อหา และละคำว่า that ไว้: after concluding (that) the statement could only refer to himself โครงสร้างนี้แสดงลำดับที่ชัดเจน คือได้ข้อสรุปก่อน แล้วจึงเกิดเหตุการณ์ถัดไปที่กล่าวไว้ในประโยคที่ใหญ่กว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย after + conclude เพื่อแสดงว่าการตัดสินเกิดก่อนการกระทำ: ____ that the ice was unsafe, the coach canceled practice.

ดูคำตอบ

After concluding

Bill simultaneously realizes the same thing about Adria. วลี

2:28

บิลก็ตระหนักถึงสิ่งเดียวกันเกี่ยวกับเอเดรียในเวลาเดียวกัน

วลี

simultaneously realizes the same thing about ...: ตระหนักถึงข้อสรุปที่ตรงกันในเวลาเดียวกัน

simultaneously ขยาย realizes และหมายความว่า Bill ตระหนักรู้ในเวลาเดียวกับการตระหนักรู้หรือเหตุการณ์อื่นที่กำลังกล่าวถึง คำนี้บอกเรื่องเวลา ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นสื่อสารข้อมูลกัน the same thing ย้อนกลับไปหมายถึงข้อสรุปที่กล่าวไว้แล้ว ส่วน about Adria ระบุว่าข้อสรุปที่ตรงกันของ Bill เกี่ยวข้องกับใคร เมื่อรวมกัน วลีนี้ช่วยย่อการใช้เหตุผลที่เกิดคู่ขนานกัน โดยไม่ต้องกล่าวข้อสรุปทั้งหมดซ้ำ

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? "Rina realized one lock was broken, and Theo simultaneously realized the same thing about the other lock."

  1. Rina และ Theo ได้ข้อสรุปที่ตรงกันเกี่ยวกับกุญแจคนละอันในเวลาเดียวกัน
  2. Theo ซ่อมกุญแจทั้งสองอันก่อนที่ Rina จะสังเกตเห็นปัญหา
  3. Rina บอก Theo ว่าควรคิดอย่างไรเกี่ยวกับกุญแจอันเดียวกัน
ดูคำตอบ

Rina และ Theo ได้ข้อสรุปที่ตรงกันเกี่ยวกับกุญแจคนละอันในเวลาเดียวกัน

The fact that the other person waited ไวยากรณ์

2:32

ความจริงที่ว่าอีกคนยังคงรออยู่

tells each prisoner his or her own eyes must be green. ไวยากรณ์

2:34

ทำให้นักโทษแต่ละคนรู้ว่าตาของพวกเขาเองต้องเป็นสีเขียว

ไวยากรณ์

การใช้ The fact that + อนุประโยคเป็นประธานของประโยค

The fact that + อนุประโยค ทำให้เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่สมบูรณ์กลายเป็นกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ในที่นี้ the other person waited คืออนุประโยค และ The fact that the other person waited ทั้งหมดเป็นประธานของ tells ใช้โครงสร้างนี้เมื่อต้องการถือว่าเหตุการณ์หนึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว แล้วอธิบายว่าข้อเท็จจริงนั้นแสดงถึง หมายถึง หรือทำให้เกิดอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายสามคำ: ____ Nina kept the receipt shows she was careful.

ดูคำตอบ

The fact that

ไวยากรณ์

tells each prisoner...: tell ในความหมายว่า “ทำให้ใครบางคนเข้าใจจากหลักฐาน”

ในที่นี้ tells ไม่ได้หมายความว่ามีใครพูด ประธานของคำนี้คือ The fact that the other person waited ดังนั้นข้อเท็จจริงนั้นเองเป็นสิ่งที่ให้ข้อมูลแก่นักโทษแต่ละคนมากพอที่จะได้ข้อสรุป โครงสร้างที่นำไปใช้ได้ในสถานการณ์อื่นคือ evidence/facts/signs tell someone (that) + อนุประโยค หมายถึงหลักฐานทำให้ใครบางคนตระหนักหรืออนุมานบางอย่างได้ โดยสามารถละคำว่า that หลัง tell ได้เหมือนในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง tells each prisoner หมายความว่าอะไร

  1. ทำให้นักโทษแต่ละคนเข้าใจบางอย่างจากหลักฐาน
  2. สั่งให้นักโทษแต่ละคนทำบางอย่าง
  3. พูดออกเสียงกับนักโทษแต่ละคน
ดูคำตอบ

ทำให้นักโทษแต่ละคนเข้าใจบางอย่างจากหลักฐาน

And on the second morning, ลำดับความ

2:38

และในเช้าวันที่สอง

they're both gone.

2:40

พวกเขาทั้งคู่ก็หายไป

ลำดับความ

And on the second morning: พาเรื่องไปยังจุดเวลาถัดไป

And เชื่อมผลลัพธ์ใหม่เข้ากับขั้นก่อนหน้า ส่วนวลีบอกเวลาที่ขึ้นต้นประโยคอย่าง on the second morning จะพาคำอธิบายไปยังจุดเวลาสำคัญถัดไปในลำดับ ในการให้เหตุผลทีละขั้น วลีบอกเวลาที่มีเลขลำดับช่วยให้ผู้ฟังนับได้ว่าผ่านมากี่ช่วงแล้ว ในที่นี้ the second morning บอกว่าเราได้รับรู้ผลลัพธ์ they're both gone เมื่อใด

แบบฝึกหัด

And on the second morning ทำหน้าที่จัดลำดับข้อมูลหลักอย่างไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าคนสองคนที่กล่าวถึงคือใคร
  2. เชื่อมผลลัพธ์กับขั้นก่อนหน้าและระบุจุดเวลาถัดไป
  3. อธิบายว่าทำไมคนทั้งสองจึงตัดสินใจไป
ดูคำตอบ

เชื่อมผลลัพธ์กับขั้นก่อนหน้าและระบุจุดเวลาถัดไป

Now imagine a third prisoner. ลำดับความ

2:42

ทีนี้ลองจินตนาการถึงนักโทษคนที่สาม

ลำดับความ

Now imagine...: เปิดกรณีสมมติใหม่

now ในที่นี้เป็นสัญญาณเปลี่ยนช่วง โดยบอกว่าคำอธิบายกำลังเข้าสู่ขั้นถัดไป ไม่ได้เพียงบอกเวลา “ตอนนี้” ตามนาฬิกา imagine + นามวลี เชิญชวนให้ผู้ฟังสร้างกรณีสมมติขึ้นในใจ การพูดว่า a third prisoner คือการขยายแบบจำลองโดยเพิ่มคนอีกหนึ่งคน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยคำเปลี่ยนช่วงสองคำที่เรียนในที่นี้: ____ a classroom with no clocks.

ดูคำตอบ

Now imagine

Adria, Bill and Carl each see two green-eyed people,

2:44

เอเดรีย บิล และคาร์ล ต่างก็เห็นคนตาสีเขียวสองคน

but aren't sure if each of the others is also seeing two green-eyed people ไวยากรณ์

2:48

แต่ไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ แต่ละคนก็เห็นคนตาสีเขียวสองคนด้วย

or just one.

2:53

หรือเห็นแค่คนเดียว

ไวยากรณ์

aren't sure if ... or ... สำหรับความไม่แน่ใจระหว่างสองความเป็นไปได้

ในโครงสร้าง aren't sure if A or B คำว่า if ใช้เกริ่นคำถามที่ผู้พูดยังตอบไม่ได้อย่างแน่ใจ และ or ใช้บอกคำตอบที่เป็นไปได้สองแบบ ในประโยคนี้ สิ่งที่ไม่แน่ใจคือคนอื่นแต่ละคนเห็นคนตาสีเขียวสองคนหรือเพียงคนเดียว if ตรงนี้มีความหมายใกล้กับ whether และไม่ได้ใช้ตั้งเงื่อนไข ตัวเลือกที่สองถูกย่อให้สั้นลง โดย just one แทน just one green-eyed person ไม่จำเป็นต้องพูดส่วนที่บอกว่าแต่ละคนเห็นอะไรซ้ำ เพราะความหมายชัดเจนอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง aren't sure if A or B ให้สมบูรณ์: We ____ the museum closes at five or six.

ดูคำตอบ

aren't sure if

They wait out the first night as before, วลี

2:55

พวกเขารอให้ผ่านคืนแรกไปเหมือนเดิม

but the next morning they still can't be sure.

2:57

แต่เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ยังคงไม่แน่ใจ

วลี

wait out the first night: รอจนกว่าช่วงเวลาหนึ่งจะสิ้นสุด

Wait out หมายถึงอยู่รอจนกว่าช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่แน่นอน หรือไม่พึงประสงค์จะสิ้นสุด ดังนั้น wait out the first night จึงหมายถึงรอตลอดคืนแรกจนคืนผ่านไป ไม่ใช่รอให้คืนเริ่มต้น As before หมายถึง “แบบเดียวกับก่อนหน้านี้” แสดงว่าพวกเขารับมือกับคืนนี้ด้วยวิธีเดิมที่เคยใช้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่เดิมจนกว่าพายุจะผ่านไป?

  1. They waited out the storm in the shelter.
  2. They left the shelter before the storm ended.
  3. They waited for the storm to arrive in the shelter.
ดูคำตอบ

They waited out the storm in the shelter.

Carl thinks,

3:00

คาร์ลคิดว่า

"If I have non-green eyes, ไวยากรณ์

3:01

"ถ้าฉันไม่ได้มีตาสีเขียว

Adria and Bill were just watching each other

3:03

เอเดรียและบิลก็แค่กำลังมองดูซึ่งกันและกัน

and will now both leave on the second night." ไวยากรณ์

3:06

และตอนนี้ทั้งคู่ก็จะจากไปในคืนที่สอง"

ไวยากรณ์

If I have non-green eyes: ข้อสมมติที่ยังเปิดอยู่

“If I have non-green eyes” ใช้ตั้งข้อสมมติชั่วคราว ผู้พูดลองสมมติว่าตาของตนไม่ใช่สีเขียว แล้วพิจารณาผลที่ตามมาจากความเป็นไปได้นั้น อนุประโยค if ไม่ได้ยืนยันว่าข้อสมมตินี้เป็นจริง have ในรูป present simple แสดงว่าเงื่อนไขนี้ยังเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับตอนนี้ รูปแบบ if + present simple ใช้ทดสอบความเป็นไปได้ระหว่างการให้เหตุผลก่อนสรุปผลได้

แบบฝึกหัด

“If I have non-green eyes” มีหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้?

  1. บอกข้อเท็จจริงที่ผู้พูดพิสูจน์แล้ว
  2. ตั้งความเป็นไปได้ไว้ทดสอบก่อนสรุปผล
  3. อธิบายเงื่อนไขที่ไม่เกิดขึ้นในอดีต
ดูคำตอบ

ตั้งความเป็นไปได้ไว้ทดสอบก่อนสรุปผล

ไวยากรณ์

will now both leave: ผลที่คาดการณ์ไว้

ใน “will now both leave” คำว่า will แสดงผลที่ผู้พูดคาดการณ์จากข้อสมมติ if ก่อนหน้า ไม่ได้เพียงบอกเวลาในอนาคตอย่างเป็นกลาง แต่เชื่อมข้อสมมติเข้ากับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น both หมายความว่ารวมทั้ง Adria และ Bill และวางตามธรรมชาติหลังคำกริยาช่วย will แต่ก่อน leave ส่วน now ชี้ถึงข้อสรุปที่ได้ในขั้นนี้ของการให้เหตุผล เนื่องจากประโยคระบุ on the second night จึงไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่กำลังจากไปในวินาทีนี้

แบบฝึกหัด

will ใน “will now both leave” แสดงอะไรเป็นหลัก?

  1. การกระทำในอดีตที่เสร็จสิ้นแล้ว
  2. ผลที่คาดการณ์จากข้อสมมติก่อนหน้า
  3. คำสั่งที่บอกให้ทั้งสองคนจากไป
ดูคำตอบ

ผลที่คาดการณ์จากข้อสมมติก่อนหน้า

But when he sees both of them the third morning, ลำดับความ

3:09

แต่เมื่อเขาเห็นพวกเขาทั้งคู่ในเช้าวันที่สาม

ลำดับความ

But when ... the third morning: ปูทางสู่ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนความคาดหวัง

But บอกว่าสิ่งที่สังเกตเห็นต่อจากนี้ไม่ตรงกับสิ่งที่คาดไว้ก่อนหน้านั้น ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when บอกเวลาและข้อเท็จจริงใหม่ นั่นคือ ในเช้าวันที่สาม เขาเห็นคนทั้งสอง ส่วนนี้เป็นอนุประโยคที่อยู่ต้นประโยค จึงเตรียมผู้ฟังให้รอผลหลักที่จะตามมา นั่นคือเขาตระหนักถึงบางอย่าง ในเรื่องเล่าหรือคำอธิบาย But when ... มักพาเรื่องจากความคาดหวังเดิมไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ข้อสรุปเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

อนุประโยคต้นประโยคใน “But when the storm grew stronger, we decided to stay home” ทำหน้าที่อะไร?

  1. นำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ที่หักล้างความคาดหวังเดิมและปูทางไปสู่ผลลัพธ์
  2. บอกเหตุการณ์สองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยไม่แสดงความเชื่อมโยง
  3. บอกว่ามีการตัดสินใจก่อนที่พายุจะเปลี่ยนแปลง
ดูคำตอบ

นำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ที่หักล้างความคาดหวังเดิมและปูทางไปสู่ผลลัพธ์

he realizes they must have been watching him too. ไวยากรณ์

3:12

เขาก็ตระหนักว่าพวกเขาจะต้องกำลังมองดูเขาอยู่เช่นกัน

ไวยากรณ์

must have been watching him too: การอนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับการกระทำที่ดำเนินอยู่ในอดีต

Must have been watching ใช้โครงสร้าง must + have been + verb-ing เพื่ออนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต ผู้พูดไม่ได้บอกข้อเท็จจริงที่ตนรู้โดยตรง แต่หลักฐานที่พบภายหลังทำให้คำอธิบายนี้น่าเชื่อถือที่สุด ในที่นี้ watching him คือกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ในอดีต ส่วน too แสดงว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เขาเฝ้าดูพวกเขา และพวกเขาก็เฝ้าดูเขาเช่นกัน ในการใช้นี้ must แสดงข้อสรุปจากหลักฐาน ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือความจำเป็น

แบบฝึกหัด

ใช้ work และ must have been + verb-ing เพื่ออนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องในอดีต: The report is finished, so they ____ on it all night.

ดูคำตอบ

must have been working

Adria and Bill have each been going through the same process วลี

3:16

เอเดรียและบิลต่างก็ผ่านกระบวนการคิดแบบเดียวกัน

วลี

have each been going through the same process:ต่างก็ผ่านกระบวนการเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง

have each been going through เป็นการใช้ each ร่วมกับ present perfect progressive โดย each แสดงว่าสมาชิกของประธานพหูพจน์ต่างก็เป็นเช่นนั้นแยกกัน ส่วน have been going through แสดงว่ากระบวนการเริ่มขึ้นก่อนหน้านี้และดำเนินต่อมาจนถึงช่วงเวลาที่กำลังพูดถึง go through the same process หมายถึงการประสบหรือดำเนินตามลำดับขั้นตอนเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงการเดินทะลุสิ่งใดสิ่งหนึ่งจริง ๆ ในที่นี้ใช้บอกว่า Adria และ Bill ต่างก็กำลังผ่านกระบวนการใช้เหตุผลแบบเดียวกัน

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคนี้ได้ดีที่สุดเพื่อสื่อว่า Adria และ Bill ต่างก็กำลังประสบกระบวนการเดียวกันต่อเนื่องแยกกันคนละส่วน Adria and Bill ______ the same process.

  1. have each gone through
  2. have each been going through
  3. are each going through
ดูคำตอบ

have each been going through

and they all leave on the third night.

3:19

และพวกเขาก็ล้วนจากไปในคืนที่สาม

Using this sort of inductive reasoning, การใช้คำ

3:22

โดยการใช้เหตุผลเชิงอุปนัยแบบนี้

we can see that the pattern will repeat

3:24

เราสามารถเห็นได้ว่ารูปแบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ

การใช้คำ

Using this sort of inductive reasoning:ใช้การให้เหตุผลแบบอุปนัยเช่นนี้

Inductive reasoning คือการให้เหตุผลแบบอุปนัย ซึ่งเริ่มจากข้อสังเกตหรือตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง แล้วนำไปสู่รูปแบบ กฎ หรือข้อสรุปที่กว้างขึ้นและอาจเป็นจริงได้ ในที่นี้ inductive กับ reasoning รวมกันเป็นคำศัพท์หนึ่งชุดที่เรียกวิธีการนี้ ไม่ใช่แนวคิดสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน วลี Using this sort of inductive reasoning ที่อยู่ต้นประโยคบอกว่าผู้พูดได้ข้อสรุปในประโยคหลักด้วยวิธีใด วลีนี้เชื่อมวิธีการให้เหตุผลเข้ากับ we can see จึงแสดงว่าข้อความถัดไปเป็นข้ออนุมานจากตัวอย่างที่สังเกตได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ inductive reasoning หมายถึงอะไร

  1. ยอมรับคำกล่าวอ้างโดยไม่ตรวจสอบหลักฐาน
  2. อนุมานรูปแบบที่กว้างขึ้นจากตัวอย่างเฉพาะ
  3. นำกฎทั่วไปไปใช้กับกรณีเฉพาะหนึ่งกรณี
ดูคำตอบ

อนุมานรูปแบบที่กว้างขึ้นจากตัวอย่างเฉพาะ

no matter how many prisoners you add. ไวยากรณ์

3:26

ไม่ว่าคุณจะเพิ่มจำนวนนักโทษเข้าไปอีกกี่คนก็ตาม

ไวยากรณ์

no matter how many prisoners you add: ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน

no matter how many + คำนามนับได้พหูพจน์ใช้แสดงการยอมรับว่าจำนวนอาจแตกต่างกัน ในประโยคนี้ จำนวนผู้ต้องขังอาจเปลี่ยนไป แต่รูปแบบก็ยังเกิดซ้ำ ส่วนที่เน้นบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทำให้ข้อสรุปเปลี่ยน สำนวนนี้เน้นว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิมแม้จำนวนจะแตกต่างกัน สามารถนำไปใช้พูดว่ากฎหรือผลลัพธ์ยังคงเดิมไม่ว่าจะเพิ่มคนหรือสิ่งของกี่ชิ้นก็ตาม

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เติมประโยคแล้วสื่อว่าผลลัพธ์ไม่เปลี่ยนแม้จำนวนสมาชิกทีมจะเปลี่ยน: The result will stay the same _____ people join the team.

  1. no matter how often
  2. no matter how much
  3. no matter how many
ดูคำตอบ

no matter how many

The key is the concept of common knowledge, โน้ต

3:28

กุญแจสำคัญคือแนวคิดเรื่องความรู้ร่วมกัน

ลำดับความ

The key is the concept of common knowledge: ประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่องความรู้ร่วมกัน

ในการอธิบายนี้ The key is... เป็นโครงสร้างเชิงเปรียบเทียบที่บอกว่าแนวคิดถัดไปคือปัจจัยหลักที่จำเป็นต่อการเข้าใจผลลัพธ์ โครงสร้างนี้ช่วยจัดระเบียบข้อมูล โดยผู้พูดนำเสนอตัวอย่างก่อน แล้วจึงดึงความสนใจไปที่แนวคิดสำคัญ the concept of common knowledge คือแนวคิดสำคัญนั้น ในที่นี้ common knowledge หมายถึงข้อมูลที่ถือว่าเป็นสิ่งที่คนในกลุ่มมีร่วมกัน และทุกคนรับรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่มีร่วมกัน ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงที่คนคนหนึ่งรู้เป็นการส่วนตัว ส่วน key ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกุญแจจริง

แบบฝึกหัด

ในประโยค The key is the concept of common knowledge, The key is... ทำหน้าที่อะไร

  1. ระบุปัจจัยหรือแนวคิดหลักที่อธิบายผลลัพธ์
  2. แสดงว่าผู้พูดอธิบายแนวคิดนั้นจบแล้ว
  3. ชี้ไปที่กุญแจจริงที่ใช้เปิดบางสิ่ง
ดูคำตอบ

ระบุปัจจัยหรือแนวคิดหลักที่อธิบายผลลัพธ์

coined by philosopher David Lewis.

3:31

ซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยนักปรัชญา เดวิด ลูอิส

วัฒนธรรม

common knowledge: คำศัพท์ที่บัญญัติโดยนักปรัชญา David Lewis

ในตรรกศาสตร์และปรัชญา common knowledge มีความหมายมากกว่าแค่การที่แต่ละคนบังเอิญรู้ข้อเท็จจริงเดียวกัน ทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น ทุกคนรู้ว่าทุกคนรู้ และระดับของการรับรู้ร่วมกันนี้ดำเนินต่อไป การรับรู้นี้ทำให้กลุ่มใช้จุดตั้งต้นสาธารณะเดียวกันในการให้เหตุผล วลี coined by philosopher David Lewis ขยายคำว่า concept และมีความหมายเท่ากับ which was coined by philosopher David Lewis ในที่นี้ coined หมายถึง Lewis สร้างและนำคำศัพท์นี้มาใช้ ไม่ได้หมายถึงการผลิตเหรียญ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดง common knowledge ในความหมายทางตรรกศาสตร์ที่ใช้ในที่นี้ได้ดีที่สุด

  1. คนหนึ่งคนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ มากมาย
  2. ทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น และทุกคนรู้ว่าทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น
  3. ทุกคนใช้วิจารณญาณที่ดีในสถานการณ์ประจำวัน
ดูคำตอบ

ทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น และทุกคนรู้ว่าทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้น

The new information was not contained in your statement itself, ไวยากรณ์

3:35

ข้อมูลใหม่ไม่ได้อยู่ในคำพูดของคุณโดยตรง

but in telling it to everyone simultaneously.

3:39

แต่อยู่ที่การบอกให้ทุกคนรู้พร้อมๆ กัน

ไวยากรณ์

was not contained in A, but in B: ไม่ได้อยู่ใน A แต่อยู่ใน B

โครงสร้าง not A, but B ปฏิเสธว่า A เป็นแหล่งที่มาหรือคำอธิบายที่ถูกต้อง แล้วเน้น B ในประโยคนี้ ข้อมูลไม่ได้อยู่ในถ้อยคำของข้อความ แต่อยู่ในพฤติกรรมที่บอกทุกคนพร้อมกัน ในทางไวยากรณ์ สองส่วนมีโครงสร้างขนานกัน คือ was not contained in A, but [was contained] in B หลัง in ตัวที่สอง telling เป็นรูป -ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม Itself เน้นเฉพาะตัวข้อความเอง ส่วน simultaneously หมายความว่าทุกคนได้รับข้อมูลในเวลาเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบต่างที่ปฏิเสธตำแหน่งแรกและระบุตำแหน่งที่สอง: The problem was ____ in the rule itself, ____ in how the rule was applied.

ดูคำตอบ

not · but

Now,

3:42

ตอนนี้

besides knowing at least one of them has green eyes, ลำดับความ

3:43

นอกจากจะรู้ว่ามีอย่างน้อยหนึ่งคนในพวกเขาที่มีตาสีเขียว

each prisoner also knows that everyone else

3:46

นักโทษแต่ละคนก็ยังรู้ด้วยว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด

is keeping track of all the green-eyed people they can see วลี

3:49

กำลังคอยสังเกตคนตาสีเขียวทุกคนที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้

วลี

Is keeping track of ...: การติดตามอย่างต่อเนื่อง

Keep track of เป็นสำนวนตายตัว หมายถึงติดตาม จดจำ หรือบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้หลงลำดับหรือพลาดการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้ is keeping track of หมายถึงแต่ละคนกำลังคอยสังเกตคนตาสีเขียวทุกคนที่ตนมองเห็นอย่างต่อเนื่อง Present progressive ใน is keeping แสดงว่าการติดตามนั้นกำลังดำเนินอยู่ กรรมของสำนวนนี้อยู่หลัง of: keep track of + คน สิ่งของ ตัวเลข หรือสถานการณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ที่แสดงการกระทำต่อเนื่องของ keep track of: The coach is ____ every runner's time.

ดูคำตอบ

keeping track of

and that each of them also knows this and so on. ลำดับความ

3:54

และแต่ละคนก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน และเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ลำดับความ

Besides knowing ...: เพิ่มข้อมูลขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น

ใน Besides knowing ... คำว่า besides หมายถึง “นอกจากจะรู้...แล้ว ยัง...” อนุประโยค -ing วางข้อเท็จจริงที่เป็นจริงอยู่แล้วไว้เป็นข้อมูลพื้นหลัง จากนั้นประโยคหลักจึงเพิ่มข้อเท็จจริงอีกอย่างด้วย each prisoner also knows โดยไม่ได้ตัดข้อเท็จจริงแรกออก โครงสร้าง Besides + คำนามหรือรูป -ing ตามด้วยประโยคหลักช่วยจัดระเบียบคำอธิบายที่ซับซ้อน ในที่นี้เนื้อหาเคลื่อนจากสิ่งที่นักโทษแต่ละคนรู้โดยตรง ไปสู่อีกชั้นหนึ่ง คือสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นกำลังติดตามอยู่

แบบฝึกหัด

Besides knowing the answer, Lina also knows why it works. แสดงโครงสร้างข้อมูลแบบใด

  1. อธิบายว่าลีนายืนอยู่ข้างคำตอบ
  2. นำเสนอว่าลีนารู้คำตอบเป็นข้อเท็จจริง แล้วเพิ่มข้อเท็จจริงอีกอย่าง
  3. บอกว่าลีนาไม่รู้คำตอบ
ดูคำตอบ

นำเสนอว่าลีนารู้คำตอบเป็นข้อเท็จจริง แล้วเพิ่มข้อเท็จจริงอีกอย่าง

ลำดับความ

and that each of them also knows this ... and so on: การต่อชั้นของความรู้

อนุประโยค and that each of them also knows this เพิ่มความรู้อีกหนึ่งชั้นจากข้อความก่อนหน้าที่กล่าวว่านักโทษรู้อะไรบ้าง โดย this อ้างกลับไปถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้น ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่านักโทษแต่ละคนก็รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วย and so on บอกให้ผู้ฟังคิดต่อโดยใช้ความสัมพันธ์ด้านความรู้แบบเดิมซ้ำ ๆ คือพวกเขารู้ รู้ว่าคนอื่นรู้ และรู้ว่าคนอื่นรู้ว่าพวกเขารู้ สำนวนนี้จึงย่อสายความรู้ที่ยังต่อไปได้โดยไม่ต้องบอกทุกชั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ and so on บอกให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างไร

  1. สรุปว่านักโทษแต่ละคนรู้ข้อเท็จจริงเพียงเรื่องเดียวที่แยกจากกัน
  2. มองส่วนถัดไปเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  3. คิดต่อด้วยชั้นเดิมว่าใครรู้ว่าคนอื่นก็รู้
ดูคำตอบ

คิดต่อด้วยชั้นเดิมว่าใครรู้ว่าคนอื่นก็รู้

What any given prisoner doesn't know ลำดับความ

3:58

สิ่งที่นักโทษคนใดคนหนึ่งไม่รู้ก็คือ

is whether they themselves are one of the green-eyed people ไวยากรณ์

4:00

ตัวพวกเขาเองนั้นเป็นหนึ่งในคนตาสีเขียว

the others are keeping track of

4:04

ที่คนอื่นๆ กำลังคอยสังเกตอยู่หรือไม่

ลำดับความ

What any given prisoner doesn't know ... is ...: นำเสนอสิ่งที่ยังไม่รู้ก่อน

What any given prisoner doesn't know เป็นอนุประโยค What ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค หมายถึง “สิ่งที่นักโทษคนใดคนหนึ่งไม่รู้” ส่วนข้อมูลหลัง is จะบอกว่าสิ่งที่ไม่รู้นั้นคืออะไร นั่นคือ นักโทษคนนั้นเป็นหนึ่งในคนตาสีเขียวหรือไม่ รูปแบบ What ... is ... ช่วยจัดคำอธิบายที่ซับซ้อน โดยนำเสนอข้อมูลที่ยังขาดอยู่ก่อน แล้วจึงเปิดเผยเนื้อหาหลัง is ส่วน any given prisoner หมายถึงนักโทษคนใดก็ตามที่เลือกมาพิจารณา ไม่ใช่นักโทษเฉพาะคนที่ระบุไว้แล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบเน้น What ... is ... ได้ถูกต้องเพื่อนำเสนอข้อมูลที่ยังไม่รู้

  1. The team doesn't know how long the delay will last.
  2. What the team doesn't know is how long the delay will last.
  3. What doesn't the team know?
ดูคำตอบ

What the team doesn't know is how long the delay will last.

ไวยากรณ์

is whether they themselves are one of...: การบอกข้อเท็จจริงแบบใช่หรือไม่ที่ยังไม่แน่นอน

อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย whether วางหลัง is และบอกข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ว่า พวกเขาเป็นหนึ่งในคนตาสีเขียวหรือไม่ อนุประโยค whether สามารถอยู่ในตำแหน่งคล้ายคำนามได้ เมื่อประโยคต้องการระบุคำถามที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่ they themselves ใช้ themselves เพื่อเน้น they จึงเน้นความไม่แน่ใจของพวกเขาเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับคนอื่น

แบบฝึกหัด

ใน “is whether they themselves are one of the green-eyed people” อนุประโยค whether ทำหน้าที่อะไร?

  1. ระบุข้อเท็จจริงแบบใช่หรือไม่ที่ยังไม่แน่นอนหลัง is
  2. อธิบายว่าเหตุใดกลุ่มจึงตัดสินใจไปแล้ว
  3. ระบุว่ากลุ่มจะพบกันเมื่อใด
ดูคำตอบ

ระบุข้อเท็จจริงแบบใช่หรือไม่ที่ยังไม่แน่นอนหลัง is

until as many nights have passed ไวยากรณ์

4:06

จนกว่าจำนวนคืนจะผ่านไป

as the number of prisoners on the island.

4:09

เท่ากับจำนวนนักโทษบนเกาะ

ไวยากรณ์

as many nights ... as the number of prisoners: จำนวนที่เท่ากัน

โครงสร้าง as many + คำนามนับได้พหูพจน์ + as... ใช้เปรียบเทียบจำนวนสองจำนวนและบอกว่าทั้งสองเท่ากัน ในที่นี้ จำนวนคืนที่ผ่านไปต้องเท่ากับจำนวนผู้ต้องขัง as ทั้งสองคำประกอบกันเป็นกรอบการเปรียบเทียบเดียว จึงต้องเข้าใจร่วมกัน until ระบุจุดสิ้นสุด โดยสถานการณ์ก่อนหน้าจะดำเนินต่อไปจนถึงเวลาที่เงื่อนไขจำนวนเท่ากันนี้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบเทียบจำนวนที่เท่ากันด้วย as many ... as: The club ordered ____ shirts ____ there were players.

ดูคำตอบ

as many · as

Of course, น้ำเสียง/เจตนา

4:12

แน่นอนว่า

you could have spared the prisoners 98 days on the island ไวยากรณ์

4:13

คุณสามารถช่วยให้นักโทษไม่ต้องรอถึง 98 วันบนเกาะได้

ไวยากรณ์

could have spared someone time: เวลาที่น่าจะประหยัดได้ในอดีตแต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

Could have spared ประกอบด้วย could have + กริยาช่องที่สาม เพื่อกล่าวถึงความเป็นไปได้ในอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ในประโยคนี้ นักโทษไม่ได้ประหยัดเวลา 98 วันนั้นจริง ๆ โครงสร้าง spare someone + ระยะเวลา หมายถึงช่วยให้คนนั้นไม่ต้องใช้หรือทนกับช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น spare the prisoners 98 days จึงหมายถึงทำให้พวกเขารอสั้นลง 98 วัน ไม่ใช่ให้เวลาเพิ่มอีก 98 วัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้ ที่อยู่ถูกส่งช้า จึงไม่ได้ประหยัดเวลาจริง: Sending the address earlier ____ us two hours.

ดูคำตอบ

could have spared

by telling them "At least 99 of you have green eyes."

4:17

โดยบอกพวกเขาว่า "มีอย่างน้อย 99 คนในพวกคุณที่มีตาสีเขียว"

น้ำเสียง/เจตนา

Of course, สำหรับเสริมสิ่งที่ชัดเจนด้วยน้ำเสียงหยอกเล็กน้อย

Of course ใช้บอกว่าความคิดเห็นที่ตามมาเป็นสิ่งที่ผู้พูดมองว่าชัดเจนหรือยอมรับได้ง่าย ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนจากการอธิบายวิธีแก้หลักไปเสริมทางเลือกที่เร็วกว่า เพราะทางเลือกนั้นทำให้การรออันยาวนานดูเหมือนไม่จำเป็น วลีนี้จึงมีน้ำเสียงหยอกเล็กน้อย ไม่ได้เป็นเพียงการเห็นด้วยอย่างสุภาพเท่านั้น ท่าทีที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: Of course ฟังดูอบอุ่นและสุภาพเสมอ ไม่ว่าบริบทหรือน้ำเสียงจะเป็นอย่างไร

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

But when mad dictators are involved, ลำดับความ

4:21

แต่เมื่อต้องเข้าไปพัวพันกับเผด็จการที่บ้าคลั่ง

you're best off with a good headstart. สำนวน

4:23

การมีเวลาให้คุณหลบหนีไปก่อนแต่เนิ่นๆ ย่อมดีที่สุด

ลำดับความ

But when ... are involved: เกริ่นเงื่อนไขที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทางเลือก

But แสดงว่าความคิดกำลังเปลี่ยนทิศทาง ส่วน when mad dictators are involved กำหนดสถานการณ์ที่ทำให้คำแนะนำเปลี่ยนไป จากนั้นประโยคหลักจึงบอกทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดภายใต้เงื่อนไขนั้น When X is involved หมายถึง X เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์หรือมีความเกี่ยวข้อง รูปแบบนี้วางข้อยกเว้นหรือปัจจัยสำคัญไว้ก่อนข้อสรุปเพื่อจัดระเบียบข้อมูล ไม่ได้หมายความว่า X กำลังเข้าร่วมเกม

แบบฝึกหัด

วลีเปิด But when mad dictators are involved, ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าเผด็จการกำลังเข้าร่วมการแข่งขัน
  2. เกริ่นเงื่อนไขที่ทำให้ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเปลี่ยนไป
  3. บอกว่าเหตุผลทั้งหมดก่อนหน้านี้ผิดโดยสิ้นเชิง
ดูคำตอบ

เกริ่นเงื่อนไขที่ทำให้ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเปลี่ยนไป

สำนวน

You're best off with a good headstart: มีเวลาหรือระยะทางล่วงหน้าไว้ดีที่สุด

You're best off with + คำนาม หมายถึงการมีสิ่งนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยหรือได้เปรียบที่สุด ในที่นี้ a good head start หมายถึงการมีเวลาหรือระยะทางล่วงหน้ามากพอที่จะหนีไปก่อนที่อันตรายจะตามทัน ประโยคนี้มีอารมณ์ขันเพราะพูดถึงการรีบหนีล่วงหน้าราวกับเป็นคำแนะนำที่สงบและใช้ได้จริง ในภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐาน head start มักเขียนแยกเป็นสองคำ

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วยวลีที่หมายความว่าการมีแบตเตอรี่สำรองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด: For a long trip, you're ____ a backup battery.

ดูคำตอบ

best off with