คำแนะนำของชายชรา: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bernard Albertson

ความยากในการเรียน
640 คำ 170 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ผู้พูดสูงวัยเล่าถึงวัยเด็กที่ยากลำบาก การเรียนรู้ด้วยตนเอง การทำงานตลอดหกสิบปี และเส้นทางจากการอาศัยอยู่ในรถเก่าจนมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง เพื่อสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สร้างทักษะที่เป็นประโยชน์ และลงมือกำหนดอนาคตของตนเอง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. not the sharpest tack in the box — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่านี่เป็นวิธีพูดเชิงขบขันและถ่อมตัวว่าคนหนึ่งไม่ได้ฉลาดหรือชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เรียนจึงจับได้ว่าผู้พูดกำลังล้อเลียนความไม่ถนัดของตนในการใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ ไม่ได้กล่าวถึงหมุดและกล่องตามความหมายตรงตัว 2. you're not getting ahead, / to get ahead. — กริยาวลี: เรียนรู้ว่า get ahead หมายถึงการก้าวหน้าในชีวิต หน้าที่การงาน หรือฐานะทางการเงิน การกล่าวซ้ำทั้งในรูปปฏิเสธและรูปบวกช่วยเชื่อมปัญหากับทางรับมือ หากยังไม่ก้าวหน้า คนคนนั้นอาจต้องเพิ่มทักษะหรือลงมือทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างโอกาสที่ดีขึ้น 3. I don't care if / I don't care where — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: แยกแยะได้ว่า I don't care ในบริบทนี้มีความหมายครอบคลุม ไม่ใช่การแสดงความเฉยเมย เมื่อใช้กับเงื่อนไขและสถานที่ ผู้พูดกำลังบอกว่าสารนี้ใช้กับเยาวชนไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด และเน้นว่าทุกคนมีบทบาทร่วมกันในฐานะผู้นำแห่งอนาคต

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Good morning.

0:02

สวัสดีครับ

Whoops.

0:03

อุ๊ย

It's raining.

0:04

ฝนตกซะแล้ว

Hold on a minute. วลี

0:05

รอสักครู่นะครับ

วลี

Hold on a minute: ขอให้อีกฝ่ายรอสักครู่

Hold on a minute เป็นสำนวนพูดแบบตายตัวที่หมายถึง “รอสักครู่” หรือ “หยุดไว้สักครู่” ในที่นี้ hold on ไม่ได้หมายถึงการจับสิ่งของไว้จริง ๆ a minute เป็นการบอกเวลาโดยประมาณ โดยทั่วไปหมายถึงการรอช่วงสั้น ๆ ไม่ใช่หกสิบวินาทีพอดี สำนวนทั้งชุดใช้หยุดการกระทำหรือบทสนทนาชั่วคราว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรในสถานการณ์นี้? “Hold on a minute. I need to check the address.”

  1. หยุดพูดเป็นเวลาหกสิบวินาทีพอดี
  2. รอสักครู่ระหว่างที่ฉันตรวจสอบ
  3. ถือที่อยู่นั้นไว้ในมือต่อไป
ดูคำตอบ

รอสักครู่ระหว่างที่ฉันตรวจสอบ

There.

0:07

เอาล่ะ

I thought I'd talk to you a little bit of this morning about น้ำเสียง/เจตนา

0:09

เช้านี้ผมคิดว่าจะมาคุยกับพวกคุณสักหน่อยเกี่ยวกับ...

น้ำเสียง/เจตนา

I thought I'd talk: การเกริ่นแผนอย่างนุ่มนวล

I thought I'd talk... เป็นรูปย่อของ I thought I would talk... ในที่นี้ thought ที่เป็นรูปอดีตไม่ได้เน้นการเล่าความเชื่อเก่าที่ผิด แต่ทำให้แผนปัจจุบันของผู้พูดดูเหมือนเป็นสิ่งที่คิดไว้แล้ว การวางกรอบแบบนี้ทำให้การเปิดเรื่องนุ่มนวลขึ้น แทนที่จะประกาศตรง ๆ ว่า I will talk... ผู้พูดค่อย ๆ เกริ่นสิ่งที่กำลังจะพูดถึง โครงสร้าง I thought I'd + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เกริ่นแผน ข้อเสนอแนะ หรือข้อเสนอได้ โดยไม่สื่อว่าแผนนั้นถูกยกเลิกแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย thought รูปย่อของ I would และ talk to: I ____ you about our class project.

ดูคำตอบ

thought I'd talk to

Oh, by the way, ลำดับความ

0:13

อ้อ อีกอย่าง

this is a new computer

0:13

นี่เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่

ลำดับความ

Oh, by the way: การแทรกข้อมูลเสริม

Oh, by the way เป็นคำเชื่อมบทสนทนาที่บอกว่าผู้พูดกำลังจะเพิ่มข้อมูลเสริมหรือเปลี่ยนหัวข้อชั่วครู่ คำว่า oh ข้างหน้าทำให้ฟังเหมือนเพิ่งนึกเรื่องนั้นขึ้นได้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้ this is a new computer เป็นข้อมูลที่แทรกเข้ามา ไม่ใช่หัวข้อหลัก เมื่อได้ยินวลีนี้ ให้เข้าใจว่าข้อมูลถัดไปเป็นการออกจากประเด็นหลักชั่วครู่

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมจากบทเรียนที่ใช้เพิ่มคำเตือนเสริมให้สมบูรณ์: Oh, ____, the library closes at five.

ดูคำตอบ

by the way

and it does all kinds of things,

0:15

และมันทำอะไรได้หลายอย่างเลย

so I have to be careful.

0:17

ผมเลยต้องระวังหน่อย

I'm not the sharpest tack in the box สำนวน

0:19

ผมไม่ได้หัวไวที่สุด

when it comes to this new equipment. วลี

0:21

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ใหม่พวกนี้

สำนวน

not the sharpest tack in the box: การพูดลดตัวเองอย่างขำ ๆ

Not the sharpest tack in the box เป็นสำนวนขำ ๆ ที่หมายถึงไม่ใช่คนที่ฉลาดหรือคิดได้เร็วที่สุด ภาพเปรียบเทียบนี้นำความเฉียบคมทางความคิดไปเทียบกับปลายหมุดที่แหลมคม ไม่ได้หมายถึงหมุดหรือกล่องจริง ๆ ในประโยคนี้ when it comes to this new equipment จำกัดการตำหนิตัวเองไว้เฉพาะเรื่องการใช้อุปกรณ์ ผู้พูดใช้มุกที่ลดคุณค่าตัวเองเพื่อยอมรับว่าตนไม่ถนัดโดยไม่ทำให้ประโยคฟังจริงจังเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนขำ ๆ แบบเต็มจากบทเรียน: I'm ____ when it comes to fixing bicycles.

ดูคำตอบ

not the sharpest tack in the box

วลี

when it comes to this new equipment: จำกัดขอบเขตของหัวข้อ

when it comes to + คำนามหรือรูป -ing หมายถึง “เมื่อพูดถึงหัวข้อนั้น” หรือ “ในด้านนั้น” วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อความเกี่ยวกับความสามารถ ความคิดเห็น ความชอบ หรือลักษณะอื่น โดยข้อความนั้นอาจอยู่ก่อนหรือหลังวลีก็ได้ ในประโยคนี้ ผู้พูดจำกัดความหมายของ “I'm not the sharpest tack in the box” ไว้เฉพาะเรื่องการใช้อุปกรณ์ใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ฉลาดในทุกด้าน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจำกัดหัวข้อจากบทเรียน: ____ organizing digital photos, Ben is very patient.

ดูคำตอบ

When it comes to

You're talking to a guy or a guy is speaking to you now ลำดับความ

0:24

คุณกำลังคุยกับชายคนหนึ่ง หรือชายคนหนึ่งกำลังพูดกับคุณอยู่

that started driving a Model A car. วัฒนธรรม

0:28

คนที่เริ่มขับรถตั้งแต่รุ่น Model A

ลำดับความ

You're talking to a guy: แนะนำตัวเองจากมุมมองของผู้ฟัง

You're talking to a guy ... เป็นวิธีพูดแบบสนทนาที่ผู้พูดกล่าวถึงตัวเองจากมุมมองของผู้ฟัง หมายถึง “คนที่คุณกำลังคุยด้วยคือคนที่...” ส่วนอนุประโยคหลัง guy ให้ข้อมูลภูมิหลังของผู้พูดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น กรอบประโยคนี้นำตัวตนหรือประสบการณ์ของผู้พูดขึ้นมาก่อนรายละเอียด ในประโยคนี้ มันทำให้ประสบการณ์อันยาวนานของเขากับรถยนต์ดูใกล้ตัวขึ้น และเพิ่มน้ำหนักให้กับสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป

แบบฝึกหัด

You're talking to a guy ... มีผลหลักอย่างไรในประโยคนี้?

  1. ขอให้ผู้ฟังระบุตัวผู้ชายที่ไม่รู้จัก
  2. รายงานว่าคนอื่นอีกสองคนกำลังสนทนากัน
  3. นำเสนอประสบการณ์ของผู้พูดเองจากมุมมองของผู้ฟัง
ดูคำตอบ

นำเสนอประสบการณ์ของผู้พูดเองจากมุมมองของผู้ฟัง

วัฒนธรรม

Model A car ในฐานะเครื่องหมายของยุคเก่า

Model A car ในที่นี้หมายถึง Ford Model A ซึ่งเป็นรถยนต์ยุคแรกที่เชื่อมโยงกับช่วงปลายทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1930 คำนี้เป็นชื่อรุ่นรถ ไม่ได้หมายถึงรถประเภท A โดยทั่วไป การบอกว่าเขาเริ่มขับรถด้วยรถรุ่นนี้ทำให้ประสบการณ์ของผู้พูดอยู่ในช่วงเก่าแก่ของประวัติศาสตร์รถยนต์ การกล่าวถึงรุ่นรถนี้ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจช่วงชีวิตอันยาวนานของเขาและขนาดของความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เขาได้เห็น

แบบฝึกหัด

การกล่าวถึง Model A car ในประโยคนี้ช่วยบอกอะไรแก่ผู้ฟังเป็นหลัก?

  1. ทำให้รู้ว่าประสบการณ์ของผู้พูดอยู่ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์รถยนต์
  2. แสดงว่าผู้พูดกำลังเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่
  3. ระบุว่าผู้พูดเป็นพนักงานขายรถยนต์
ดูคำตอบ

ทำให้รู้ว่าประสบการณ์ของผู้พูดอยู่ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์รถยนต์

I remember the first jet airplane

0:30

ผมจำเครื่องบินเจ็ทลำแรกได้

and many first things.

0:32

และของที่เป็น 'ครั้งแรก' อีกหลายอย่าง

The iceman delivering ice to an icebox วัฒนธรรม

0:34

คนส่งน้ำแข็งที่เอาน้ำแข็งไปใส่ตู้แช่

taking it off of a mule-drawn wagon.

0:38

ขนลงมาจากเกวียนที่ลากด้วยล่อ

วัฒนธรรม

The iceman delivering ice to an icebox: ชีวิตก่อนตู้เย็นไฟฟ้า

iceman ในที่นี้คือคนงานที่ส่งก้อนน้ำแข็ง ส่วน icebox คือตู้ที่มีฉนวนและใช้ก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นทำให้ภายในเย็น นี่เป็นวิธีเก็บอาหารให้เย็นที่พบได้ทั่วไปก่อนตู้เย็นไฟฟ้าจะแพร่หลาย เมื่อรวมกันแล้ว The iceman delivering ice to an icebox สร้างภาพชีวิตประจำวันในอดีต ประเด็นไม่ได้มีเพียงว่ามีคนกำลังขนน้ำแข็ง แต่ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าความทรงจำของผู้พูดย้อนกลับไปไกลเพียงใด

แบบฝึกหัด

The iceman delivering ice to an icebox บรรยายวิถีชีวิตในอดีตแบบใด?

  1. พ่อค้ากำลังขายไอศกรีมจากรถขายอาหารสมัยใหม่
  2. ช่างกำลังซ่อมตู้เย็นไฟฟ้า
  3. มีการส่งก้อนน้ำแข็งเพื่อเก็บอาหารให้เย็นใน icebox
ดูคำตอบ

มีการส่งก้อนน้ำแข็งเพื่อเก็บอาหารให้เย็นใน icebox

So, but I like to speak to you a little bit this morning

0:40

เอาล่ะ แต่เช้านี้ผมอยากจะพูดกับคุณสักหน่อย

about young people in particular.

0:44

โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว

About accomplishing things.

0:47

เกี่ยวกับการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ

When I was young, as you know,

0:51

เมื่อตอนที่ผมยังหนุ่ม อย่างที่รู้กัน

I had a difficult childhood,

0:56

ผมมีวัยเด็กที่ยากลำบาก

but there's no excuse for people ไวยากรณ์

0:57

แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับผู้คน

not being able to do what they want to do.

1:02

ที่จะไม่สามารถทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ

ไวยากรณ์

but there's no excuse for people not being able to do: for + อนุประโยค -ing

คำเชื่อม but นำวัยเด็กที่ยากลำบากมาเปรียบต่างกับข้อสรุปหลักของผู้พูด There's no excuse for people not being able to do... หมายความว่าผู้พูดไม่ยอมรับว่า “ทำไม่ได้” เป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการละทิ้งเป้าหมาย หลัง for คืออนุประโยค -ing ทั้งชุด people not being able to do.... people คือผู้ที่ทำไม่ได้ ส่วน being เป็นรูป -ing รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ there's no excuse for + บุคคล + not being able to + คำกริยา และไม่ใช้คำกริยารูปพื้นฐานต่อจาก for โดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง there is no excuse for + บุคคล + not being able to + คำกริยาได้ถูกต้อง

  1. There is no excuse for us not being able to finish the project.
  2. There is no excuse to us not being able to finish the project.
  3. There is no excuse for us not be able to finish the project.
ดูคำตอบ

There is no excuse for us not being able to finish the project.

You can do anything that you want to do. ไวยากรณ์

1:04

คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ

ไวยากรณ์

anything that you want to do: anything + อนุประโยคขยาย

Anything แสดงตัวเลือกที่เปิดกว้างเกี่ยวกับสิ่งของหรือการกระทำ จากนั้นอนุประโยคขยาย that you want to do จะจำกัดขอบเขตกว้างนั้นให้หมายถึงสิ่งที่คุณอยากทำ ภายในอนุประโยค that เป็นกรรมของ do ซึ่งมองได้จาก you want to do that เพราะ that เป็นกรรม จึงละได้ในภาษาอังกฤษที่ใช้ทั่วไป: anything you want to do โดยความหมายไม่เปลี่ยน

แบบฝึกหัด

ใน anything that fits in the box ส่วน that fits in the box ทำหน้าที่อะไร

  1. เปลี่ยน anything ให้เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคล
  2. จำกัด anything ให้หมายถึงสิ่งที่ใส่ในกล่องได้
  3. แสดงว่าการใส่ลงในกล่องเกิดขึ้นในอดีต
ดูคำตอบ

จำกัด anything ให้หมายถึงสิ่งที่ใส่ในกล่องได้

For example, as I've told you before,

1:09

ตัวอย่างเช่น อย่างที่ผมเคยบอกคุณไปแล้ว

I lived in the back of an old car.

1:12

ผมเคยอาศัยอยู่ที่เบาะหลังของรถเก่าๆ

I taught myself to read and write. วลี

1:14

ผมสอนตัวเองให้อ่านและเขียน

วลี

taught myself to read and write:สำนวนการเรียนอ่านเขียนด้วยตัวเอง

teach oneself to do something หมายถึง เรียนรู้ที่จะทำบางสิ่งด้วยการสอนตัวเอง ในประโยคนี้ taught เป็นรูปอดีตของ teach, myself หมายถึงประธาน I และ to read and write บอกทักษะที่เรียนรู้ โครงสร้างนี้เน้นว่าผู้พูดเป็นคนกำกับการเรียนรู้ของตัวเอง ไม่ได้เรียนจากครู เมื่อประธานเปลี่ยน คำสรรพนามสะท้อนกลับก็เปลี่ยนด้วย เช่น she taught herself to code

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างที่หมายถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเองให้สมบูรณ์: I taught ____ to read and write

ดูคำตอบ

myself

So if you're young, don't give up. กริยาวลี

1:18

ดังนั้นถ้าคุณยังหนุ่มยังสาว อย่าเพิ่งยอมแพ้

กริยาวลี

give up:ไม่ยอมแพ้

Give up เป็น phrasal verb ที่หมายถึง หยุดพยายาม ล้มเลิกเป้าหมาย หรือหยุดทำบางสิ่ง ในประโยค Don't give up ไม่มีการบอกกรรมไว้ จึงต้องใช้บริบทเพื่อเข้าใจว่าหมายถึงอย่าล้มเลิกความพยายามหรือเป้าหมายใด ในที่นี้ประโยคคำสั่งใช้เพื่อให้กำลังใจ ผู้พูดบอกคนหนุ่มสาวให้พยายามต่อไป คำว่า up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้หมายถึงขึ้นด้านบนตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'Maya took a break but didn't give up' give up หมายถึงอะไร

  1. เลิกพยายาม
  2. ยอมตามแรงกดดันของใครบางคน
  3. ขยับบางสิ่งขึ้นด้านบน
ดูคำตอบ

เลิกพยายาม

Don't say the world is just against me. สำนวน

1:22

อย่าบอกว่าโลกใบนี้ต่อต้านฉัน

สำนวน

the world is just against me: รู้สึกว่าทุกสิ่งกำลังต่อต้านตน

ใน the world is just against me คำว่า the world ถูกทำให้เหมือนเป็นบุคคลที่เป็นศัตรู ความหมายคือ “ทุกอย่างดูเหมือนจะผิดพลาดสำหรับฉัน” หรือ “ฉันรู้สึกว่าทุกคนและทุกสิ่งกำลังต่อต้านฉัน” ไม่ได้หมายความว่าโลกอยู่ในตำแหน่งที่ต่อต้านผู้พูดทางกายภาพ ถ้อยคำนี้เป็นการพูดเกินจริงด้วยอารมณ์ ใน Don't say... ผู้พูดกำลังบอกอีกฝ่ายว่าอย่ามองปัญหาที่เกิดขึ้นติดต่อกันว่าเป็นหลักฐานว่าทั้งชีวิตเป็นศัตรูกับตน

แบบฝึกหัด

the world is just against me ในประโยคนี้สื่อถึงความรู้สึกแบบใด

  1. ผู้พูดกำลังอธิบายว่าโลกอยู่ตรงไหนในทางกายภาพ
  2. ผู้พูดรู้สึกว่าทุกคนและทุกสิ่งกำลังขัดขวางหรือต่อต้านตน
  3. ผู้พูดต้องการเดินทางรอบโลก
ดูคำตอบ

ผู้พูดรู้สึกว่าทุกคนและทุกสิ่งกำลังขัดขวางหรือต่อต้านตน

That's not true.

1:25

นั่นไม่จริงเลย

I taught myself to read and write.

1:29

ผมสอนตัวเองให้อ่านและเขียน

I've had five books published. ไวยากรณ์

1:31

ผมตีพิมพ์หนังสือมาแล้วห้าเล่ม

ไวยากรณ์

I've had five books published: have + กรรม + past participle

I've had เป็นรูป present perfect ของ have ในที่นี้ had ไม่ได้แปลว่า “เป็นเจ้าของ” ในโครงสร้าง have + object + past participle คำว่า five books เป็นกรรม และ published บอกว่าหนังสือเหล่านั้นได้รับการกระทำอะไร โครงสร้างนี้นำเสนอผลที่เกิดจากการจัดการหรือความพยายามจนสำเร็จ ประโยคนี้หมายความว่าหนังสือของผู้พูดห้าเล่มได้รับการตีพิมพ์แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าผู้พูดเป็นคนทำงานตีพิมพ์ด้วยตนเอง present perfect แสดงว่าความสำเร็จนี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์จนถึงปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ repair เพื่อเติมโครงสร้าง have + object + past participle ให้สมบูรณ์: I had my laptop ____ yesterday.

ดูคำตอบ

repaired

I went to college,

1:34

ผมได้เข้าวิทยาลัย

got a little bit of college.

1:36

ได้รับการศึกษาระดับวิทยาลัยมาบ้าง

I've studied scripture for many, many years.

1:40

ผมศึกษาพระคัมภีร์มาหลายปีมากๆ

I've raised five children.

1:44

ผมเลี้ยงลูกมาห้าคน

I've buried a mother, father, sister, brother, wife, and daughter. การใช้คำ

1:47

ผมฝังศพแม่ พ่อ พี่สาว น้องชาย ภรรยา และลูกสาวมาแล้ว

การใช้คำ

I've buried ...: bury เมื่อพูดถึงสมาชิกครอบครัว

ในประโยคนี้ I've buried ... หมายความว่าผู้พูดเคยประสบกับการเสียชีวิตของสมาชิกครอบครัวเหล่านี้และเป็นผู้ฝังศพพวกเขา เมื่อ bury มีคนเป็นกรรม คำนี้มีความหมายหนักแน่นว่าเป็นการฝังผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ไม่ใช่เพียงการนำสิ่งของไปฝังในดิน รูป have buried ใน I've buried เป็น present perfect ซึ่งนำเสนอการสูญเสียเหล่านี้ในฐานะประสบการณ์ชีวิตของผู้พูดจนถึงปัจจุบัน การไล่รายชื่อญาติยาว ๆ ยังทำให้เห็นความสูญเสียจำนวนมากได้ชัดเจนขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค I've buried a mother, father, sister, brother, wife, and daughter คำว่า buried สื่อความหมายหลักว่าอะไร

  1. ผู้พูดนำสิ่งของบางอย่างไปฝังในดิน
  2. ผู้พูดย้ายออกไปจากสมาชิกครอบครัวเหล่านี้
  3. ผู้พูดประสบกับการเสียชีวิตของสมาชิกครอบครัวเหล่านี้และฝังศพพวกเขา
ดูคำตอบ

ผู้พูดประสบกับการเสียชีวิตของสมาชิกครอบครัวเหล่านี้และฝังศพพวกเขา

So, a person can accomplish anything that they want. ไวยากรณ์

1:52

ดังนั้น คนเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

ไวยากรณ์

a person ... they: singular they หลัง a person

ใน So, a person can accomplish anything that they want คำว่า a person เป็นคำนามเอกพจน์ตามไวยากรณ์ แต่ they ยังคงหมายถึงคนคนเดียวกัน คำนี้เรียกว่า singular they เป็นสรรพนามที่ไม่ระบุเพศ ใช้เมื่อไม่ทราบเพศของบุคคลนั้น เพศไม่สำคัญ หรือจงใจไม่ระบุเพศ ในที่นี้ they ไม่ได้หมายถึงหลายคน แม้จะหมายถึงคนเพียงคนเดียว แต่กริยายังคงใช้รูปที่ใช้กับ they ตามปกติ คือ they want ไม่ใช่ they wants

แบบฝึกหัด

ตัดสินว่าถูกหรือผิด: ใน So, a person can accomplish anything that they want คำว่า they สามารถอ้างถึงคำนามเอกพจน์ a person ได้

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ถูก

One time, to prove to myself that I was not an ignorant person, วลี

1:58

ครั้งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์กับตัวเองว่าผมไม่ใช่คนเขลา

วลี

to prove to myself: จุดประสงค์และการยืนยันกับตนเอง

ในที่นี้ to prove บอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงทำสิ่งที่ตามมา ส่วน to myself ระบุว่าคนที่ต้องการความมั่นใจคือผู้พูดเอง ไม่ใช่คนอื่น โครงสร้างที่ใช้บ่อยคือ prove to oneself that + อนุประโยค หมายถึงการทำบางอย่างเพื่อยืนยันกับตนเองว่าความเชื่อหรือความสามารถนั้นเป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง prove to oneself: I entered the race ____ that I could finish it.

ดูคำตอบ

to prove to myself

I bought a blackboard.

2:03

ผมซื้อกระดานดำมา

And I purchased a correspondence course for computer programming, วัฒนธรรม

2:06

และผมซื้อคอร์สเรียนทางไกลสำหรับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

วัฒนธรรม

correspondence course: การเรียนทางไกลแบบดั้งเดิมผ่านไปรษณีย์

correspondence course คือการศึกษาทางไกลรูปแบบหนึ่งที่แต่เดิมเรียนผ่านไปรษณีย์ ผู้เรียนรับบทเรียนและงานจากระยะไกล แล้วส่งงานที่ทำเสร็จกลับไป แทนที่จะเข้าเรียนในห้องเรียนเป็นประจำ ในประโยคนี้ คำนี้บอกวิธีจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ได้หมายถึงหลักสูตรเกี่ยวกับการสื่อสาร คำนี้เชื่อมโยงเป็นพิเศษกับการศึกษาในยุคก่อนที่หลักสูตรออนไลน์จะแพร่หลาย

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบาย correspondence course แบบดั้งเดิมได้ดีที่สุด?

  1. ผู้เรียนพบกันในห้องเรียนเดียวกันทุกวัน
  2. หลักสูตรนี้สอนเฉพาะวิธีเขียนจดหมายที่เป็นมิตร
  3. บทเรียนและงานถูกส่งไปมาทางไปรษณีย์
ดูคำตอบ

บทเรียนและงานถูกส่งไปมาทางไปรษณีย์

and I completed it with the blackboard.

2:13

และผมก็เรียนจบด้วยกระดานดำแผ่นนั้น

So, forge ahead. กริยาวลี

2:17

ดังนั้น จงมุ่งไปข้างหน้า

กริยาวลี

forge ahead: เดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่น

forge ahead หมายถึงเดินหน้าหรือทำให้สิ่งต่าง ๆ คืบหน้าต่อไปอย่างมุ่งมั่น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ยากลำบาก ในที่นี้ forge กับ ahead รวมกันเป็นวลีกริยาตายตัว โดย forge ไม่ได้ใช้ความหมายแยกที่ว่าทำของปลอม ในประโยคคำสั่งสั้น ๆ นี้ ผู้พูดให้กำลังใจอย่างหนักแน่นว่าอย่าท้อเพราะความยากลำบากและให้เดินหน้าต่อ เมื่อเทียบกับ continue ที่เป็นกลาง forge ahead สื่อถึงความพยายาม เป้าหมาย และการฝ่าอุปสรรค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย forge ahead: The first attempt failed, but we will ____.

ดูคำตอบ

forge ahead

Don't stop.

2:24

อย่าหยุด

Never stop learning. ไวยากรณ์

2:26

อย่าหยุดเรียนรู้

ไวยากรณ์

stop learning: โครงสร้าง stop + -ing

ใน stop learning คำว่า learning เป็น gerund หรือรูป -ing ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของ stop โครงสร้าง stop + -ing หมายถึงยุติกิจกรรมหนึ่ง ดังนั้น stop learning จึงหมายถึงหยุดกิจกรรมการเรียนรู้ Never ทำให้คำสั่งปฏิเสธหนักแน่นเป็นพิเศษ: Never stop learning เป็นการให้กำลังใจให้ผู้ฟังเรียนรู้ต่อไป หลักเดียวกันใช้กับ stop worrying และ stop trying ได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ talk หลัง stop เพื่อสื่อว่าต้องยุติการกระทำนี้: Please stop ____ while the teacher is speaking.

ดูคำตอบ

talking

Always reach out to better yourself, สำนวน

2:28

พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

สำนวน

reach out to better yourself: ลงมือพัฒนาตัวเองอย่างกระตือรือร้น

ในประโยคนี้ reach out ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยสื่อถึงการพยายามก้าวให้ไกลกว่าจุดที่ตนอยู่ในปัจจุบันเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการติดต่อคนอื่น วลีบอกจุดประสงค์ to better yourself หมายถึงเพื่อพัฒนาความสามารถ นิสัย หรือชีวิตของตนเอง ทั้งวลีเป็นการกระตุ้นให้ลงมือรับผิดชอบการเติบโตของตัวเอง รูป infinitive to better yourself อธิบายจุดประสงค์ของ reach out

แบบฝึกหัด

reach out to better yourself ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ยื่นมือไปหาสิ่งของชิ้นหนึ่ง
  2. พยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อพัฒนาตัวเอง
  3. ติดต่อคนอื่นทางโทรศัพท์หรือข้อความ
ดูคำตอบ

พยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อพัฒนาตัวเอง

because when you do that, things expand.

2:32

เพราะเมื่อคุณทำเช่นนั้น สิ่งต่างๆ จะขยายตัวออกไป

You understand more.

2:38

คุณจะเข้าใจมากขึ้น

You're happier.

2:40

คุณจะมีความสุขมากขึ้น

You're healthier.

2:41

คุณจะมีสุขภาพดีขึ้น

This old saying that if you don't use it, you lose it, สำนวน

2:43

คำโบราณที่ว่า ถ้าคุณไม่ใช้มัน คุณจะเสียมันไป

is absolutely true.

2:50

เป็นความจริงอย่างที่สุด

สำนวน

if you don't use it, you lose it: ทักษะจะลดลงหากไม่ฝึก

If you don't use it, you lose it เป็นสำนวนตายตัว หมายความว่าทักษะ ความสามารถ ความจำ หรือสมรรถภาพทางกายอาจลดลงเมื่อไม่ได้ฝึกหรือใช้งาน lose it มักหมายถึงสูญเสียความสามารถนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงทำสิ่งของหาย ความหมายของสรรพนาม it ขึ้นอยู่กับบริบท โดยอาจแทนความสามารถภาษาอังกฤษ การทรงตัว ความแข็งแรง ความจำ หรือความสามารถอื่นที่ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่กล่าวถึงความสามารถซึ่งลดลงเมื่อไม่ได้ฝึกให้สมบูรณ์: If you don't ____ it, you ____ it.

ดูคำตอบ

use · lose

If you don't use that brain that God put in your head,

2:52

ถ้าคุณไม่ใช้สมองที่พระเจ้ามอบให้

one of these days, you'll be sitting on a front porch somewhere, วลี

2:58

วันหนึ่ง คุณจะนั่งอยู่หน้าระเบียงบ้านที่ไหนสักแห่ง

วลี

one of these days: เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ไม่ระบุแน่ชัด

one of these days หมายถึงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด ไม่ได้ชี้ไปยังวันที่ที่แน่นอน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวใช้เกริ่นการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในที่สุด เนื้อหาที่ตามมาอาจทำให้วลีนี้ฟังดูมีความหวัง ขำเล่น หรือเป็นคำเตือน และในที่นี้การคาดการณ์มีน้ำเสียงเตือน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึง “ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตที่ไม่ระบุแน่ชัด”: ____, I'll learn to make my own bread.

ดูคำตอบ

One of these days

and you won't hardly know what's going on. โน้ต

3:05

และคุณแทบจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การใช้คำ

you won't hardly know: รูปปฏิเสธที่ไม่เป็นมาตรฐาน

ในประโยคนี้ you won't hardly know เป็นรูปปฏิเสธที่ไม่เป็นมาตรฐานหรือเป็นภาษาถิ่น ความหมายที่ผู้พูดต้องการสื่อใกล้เคียงกับ you will hardly know คือคุณแทบจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น hardly มีความหมายว่า “แทบจะไม่” อยู่แล้ว ภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเขียนจึงหลีกเลี่ยงการเติม won't ไว้ข้างหน้า แม้รูปปฏิเสธแบบนี้จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติในภาษาอังกฤษพูดบางกลุ่มก็ตาม เวลาฟังให้เข้าใจตามเจตนาในภาษาถิ่น ไม่ใช่ตีความตามตรรกะทางไวยากรณ์ของปฏิเสธซ้อน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นภาษาอังกฤษมาตรฐานและหมายถึงว่าคุณแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์เลย

  1. You will hardly know what is happening.
  2. You won't hardly know what is happening.
  3. You won't know what is happening.
ดูคำตอบ

You will hardly know what is happening.

วลี

what's going on: เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน

What's going on หมายถึง “เกิดอะไรขึ้น” หรือ “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร” ในที่นี้ go on หมายถึง “เกิดขึ้น” ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนที่ต่อไปจริง ๆ เมื่ออยู่หลัง know กลุ่มคำ what's going on จะบอกข้อมูลที่คนคนหนึ่งอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เช่น know what's going on ในประโยคนี้ไม่ได้ใช้เป็นคำถามตรง ๆ แต่เป็นเรื่องที่คนนั้นอาจไม่รู้

แบบฝึกหัด

อ่านประโยค I heard a crash, but I don't know what's going on. แล้ว what's going on หมายถึงอะไร

  1. ใครกำลังจะออกไป
  2. อะไรกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า
  3. กำลังเกิดอะไรขึ้น
ดูคำตอบ

กำลังเกิดอะไรขึ้น

So, don't don't give up.

3:10

ดังนั้น อย่า อย่าเพิ่งยอมแพ้

If times are hard, วลี

3:15

หากช่วงเวลามันยากลำบาก

วลี

If times are hard: หากเป็นช่วงเวลาหรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ใน times are hard คำว่า times หมายถึงช่วงเวลาและสภาพการณ์ที่ผู้คนกำลังเผชิญ ส่วน hard หมายถึง “ยากลำบาก” วลีนี้บอกว่าชีวิต การเงิน หรือสถานการณ์โดยรวมลำบาก ไม่ได้หมายความว่าเวลาแข็งในทางกายภาพ If ใช้เปิดเงื่อนไข If times are hard หมายถึง “ถ้าผู้คนกำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก” และประโยคหลักที่ตามมาจะบอกผลหรือวิธีรับมือ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ times are hard เพื่ออธิบายว่าสภาพการณ์โดยรวมยากลำบาก

  1. The clock is hard to read.
  2. When times are hard, neighbors often share food.
  3. Maya is having a hard time solving the puzzle.
ดูคำตอบ

When times are hard, neighbors often share food.

good things nor bad things last forever.

3:17

ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายไม่มีอะไรอยู่ตลอดไป

But most generally, we are in control of our own destiny. สำนวน

3:22

แต่โดยทั่วไปแล้ว เราเป็นผู้ควบคุมชะตาชีวิตของตัวเราเอง

สำนวน

in control of our own destiny: กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง

Be in control of something หมายถึงมีอำนาจกำหนดทิศทางหรือมีอิทธิพลต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในที่นี้ our own destiny หมายถึงทิศทางโดยรวมของชีวิตเรา วลีนี้จึงมองว่าชีวิตเป็นสิ่งที่การเลือกและการกระทำของเราช่วยกำหนดได้ ไม่ได้หมายความว่าคนเราควบคุมทุกเหตุการณ์ได้ ผู้พูดกำลังเน้นความสามารถในการตัดสินใจและลงมือทำของแต่ละคน แม้สถานการณ์จะจำกัดเรา แต่สิ่งที่เราเลือกและทำก็ยังส่งผลต่อทิศทางชีวิตได้

แบบฝึกหัด

we are in control of our own destiny ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. อนาคตของเราถูกกำหนดไว้แล้ว ดังนั้นการเลือกของเราจึงไม่สำคัญ
  2. เราควบคุมทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวได้
  3. การเลือกและการกระทำของเราช่วยกำหนดทิศทางชีวิตของเราได้
ดูคำตอบ

การเลือกและการกระทำของเราช่วยกำหนดทิศทางชีวิตของเราได้

And when I say that, I mean this. ลำดับความ

3:30

และเมื่อผมพูดแบบนั้น ผมหมายความว่าอย่างนี้

ลำดับความ

when I say that, I mean this: จากแนวคิดกว้าง ๆ ไปสู่คำอธิบาย

ใน when I say that คำว่า that ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดกว้าง ๆ ที่เพิ่งพูดไป ส่วนใน I mean this คำว่า this ชี้ไปข้างหน้าถึงคำอธิบายที่กำลังจะตามมา ประโยคนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทางในการพูด โดยพาผู้ฟังจากข้อความกว้าง ๆ ไปสู่ความหมายที่ชัดเจน เมื่อได้ยินโครงสร้างนี้ ให้คาดว่าจะมีคำจำกัดความ ตัวอย่าง หรือคำชี้แจงตามมา

แบบฝึกหัด

when I say that, I mean this ทำหน้าที่อะไรในการพูดช่วงนี้?

  1. จบหัวข้อโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
  2. เชื่อมแนวคิดกว้าง ๆ ที่พูดก่อนหน้าเข้ากับคำอธิบายที่ตามมา
  3. แสดงว่าผู้พูดกำลังถอนคำพูดทุกอย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

เชื่อมแนวคิดกว้าง ๆ ที่พูดก่อนหน้าเข้ากับคำอธิบายที่ตามมา

If you're not getting ahead, กริยาวลี

3:37

ถ้าคุณไม่ก้าวหน้า

you need to do something to allow yourself to get ahead.

3:41

คุณต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองก้าวหน้า

กริยาวลี

you're not getting ahead ... to get ahead: ก้าวหน้า

get ahead หมายถึงก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จมากขึ้นในเรื่องงาน การเรียน การเงิน หรือชีวิต โดยทั่วไปหมายถึงการทำให้สถานการณ์ของตนดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่การเคลื่อนตัวไปอยู่ข้างหน้าใครในทางกายภาพ ประโยคนี้ใช้วลีเดิมซ้ำในรูปแบบ “ปัญหา–เป้าหมาย” โดย you're not getting ahead ระบุปัญหา ส่วน to get ahead ระบุผลลัพธ์ที่การลงมือทำควรช่วยให้เกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จมากขึ้น”: Nina is taking a computer class because she wants to ____ at work.

ดูคำตอบ

get ahead

For example,

3:45

ตัวอย่างเช่น

excuse me.

3:48

ขอโทษที

For example, if you want a good job,

3:49

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการงานที่ดี

if you want a secure future,

3:54

ถ้าคุณต้องการอนาคตที่มั่นคง

you have to have something to offer a prospective employer. โน้ต

3:56

คุณต้องมีบางอย่างที่จะเสนอให้นายจ้างในอนาคต

วลี

something to offer: คุณค่าหรือทักษะที่เป็นประโยชน์

something to offer หมายถึงคุณค่าที่เป็นประโยชน์ซึ่งบุคคลหนึ่งสามารถมอบหรือมีส่วนช่วยได้ ในบริบทการสมัครงานนี้ อาจหมายถึงทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ หรือคุณลักษณะส่วนตัว ไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ โครงสร้างคือ something + to-infinitive โดย something to offer หมายถึงบางสิ่งที่บุคคลนั้นสามารถมอบให้ได้ และนายจ้างที่อาจรับเขาเข้าทำงานจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Kai has something to offer the robotics team," วลี something to offer หมายถึงอะไร

  1. ข้อเสนองานที่ทีมส่งให้เขา
  2. ทักษะหรือคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์ซึ่งเขาสามารถช่วยมอบให้ได้
  3. ของขวัญที่เขาต้องซื้อให้ทีม
ดูคำตอบ

ทักษะหรือคุณลักษณะที่เป็นประโยชน์ซึ่งเขาสามารถช่วยมอบให้ได้

การใช้คำ

prospective employer: นายจ้างที่อาจรับเข้าทำงาน

prospective employer หมายถึงบุคคลหรือบริษัทที่อาจรับคุณเข้าทำงานในอนาคต หรือก็คือ “นายจ้างที่มีโอกาสจะจ้างคุณ” ในที่นี้ prospective บอกถึงความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ในการจ้างงานในอนาคต ไม่ได้หมายความว่านายจ้างรายนั้นมีอนาคตดี สำนวนนี้ค่อนข้างเป็นทางการและใช้ในบริบทการหางาน การสรรหาบุคลากร และการสื่อสารทางธุรกิจ การจ้างงานยังไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ในสำนวน prospective employer คำว่า prospective อธิบายอะไร

  1. นายจ้างที่อาจรับคุณเข้าทำงาน
  2. นายจ้างที่คุณทำงานด้วยอยู่แล้ว
  3. นายจ้างที่ดูมีอนาคตดี
ดูคำตอบ

นายจ้างที่อาจรับคุณเข้าทำงาน

Now, I'm not saying you need a PhD or a master's degree, น้ำเสียง/เจตนา

4:02

ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องมีปริญญาเอกหรือปริญญาโท

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not saying: การจำกัดขอบเขตของข้ออ้าง

I'm not saying เป็นกรอบคำพูดที่ใช้จำกัดขอบเขตของข้ออ้างที่ผู้พูดกำลังกล่าว ในทางปฏิบัติหมายถึง “ฉันไม่ได้กำลังเสนอความหมายที่แรงกว่าซึ่งคุณอาจคาดไว้” จึงช่วยไม่ให้ผู้ฟังเข้าใจคำแนะนำว่าเป็นจุดยืนที่สุดโต่งหรือตายตัว ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้บอกว่าปริญญาเอกหรือปริญญาโทเป็นสิ่งจำเป็น กรอบคำพูดนี้ตัดความเข้าใจดังกล่าวออกก่อน แล้วจึงนำไปสู่ประเด็นที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ แต่ตัวกรอบคำพูดเองไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าข้อความตรงข้ามเป็นความจริง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อใช้ I'm not saying you need a PhD

  1. แสดงว่าปริญญาเอกไม่มีประโยชน์อย่างแน่นอน
  2. จำกัดข้ออ้างเพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจว่าเป็นข้อกำหนดที่เคร่งครัด
  3. บอกว่าผู้พูดไม่ได้พูดอะไรเลย
ดูคำตอบ

จำกัดข้ออ้างเพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจว่าเป็นข้อกำหนดที่เคร่งครัด

but you do have to have something to offer. ไวยากรณ์

4:06

แต่คุณต้องมีบางอย่างที่จะนำเสนอ

ไวยากรณ์

you do have to have: do ที่ใช้เน้น have to

ในประโยคบอกเล่า สามารถใช้ do เพื่อเพิ่มน้ำหนักได้ ตรงนี้ you do have to have หมายถึง “คุณจำเป็นต้องมีจริง ๆ” โดย do เน้นความจำเป็นที่ have to แสดงอยู่ ไม่ได้ใช้สร้างประโยคคำถาม have สองคำทำหน้าที่ต่างกัน have คำแรกเป็นส่วนหนึ่งของ have to ที่หมายถึง “ต้อง” ส่วนคำที่สองหมายถึง “มี” “ครอบครอง” หรือ “สามารถมอบให้ได้” หากตัด do ออก ประโยคยังถูกต้องตามไวยากรณ์ แต่ความหนักแน่นจะลดลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ do แบบเน้นความหมายและ have to + have: To join the trip, you ____ a signed permission form.

ดูคำตอบ

do have to have

There's going to be a time in this country ไวยากรณ์

4:08

มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งในประเทศนี้

ไวยากรณ์

There's going to be a time: การนำเสนอช่วงเวลาในอนาคต

There's going to be a time ใช้คาดการณ์ว่าจะมีช่วงเวลาหนึ่งเกิดขึ้นในอนาคต There's เป็นรูปย่อของ There is และ going to แสดงการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต โครงสร้างนี้นำเสนอช่วงเวลาในอนาคตก่อน จากนั้นข้อความที่ตามมาจึงระบุตำแหน่งหรืออธิบายช่วงเวลานั้นได้ โดย in this country ให้ขอบเขตของสถานการณ์ ส่วนอนุประโยคที่ใช้ when อธิบายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างที่เน้นไว้เติมคำคาดการณ์ให้สมบูรณ์: ____ when clean energy powers most homes.

ดูคำตอบ

There's going to be a time

that people that know how to work with their hands, การใช้คำ

4:14

ที่คนที่รู้วิธีทำงานด้วยมือของพวกเขา

การใช้คำ

know how to work with their hands: มีทักษะการลงมือทำ

ในประโยคนี้ know how to work with their hands หมายถึงมีทักษะเชิงปฏิบัติในการทำ สร้าง ซ่อม หรือทำงานอื่นที่ต้องลงมือจริง มักสื่อถึงงานช่างฝีมือหรือวิชาชีพช่าง ไม่ได้หมายเพียงแค่ขยับหรือใช้มือเท่านั้น โครงสร้าง know how to + คำกริยา บอกว่าบุคคลนั้นได้เรียนรู้ความสามารถหรือวิธีที่จำเป็นต่อการทำบางสิ่งแล้ว คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามประธาน เช่น she knows how to work with her hands

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ know how to work with their hands หมายความว่าอย่างไร?

  1. รู้วิธีออกคำสั่งให้คนอื่น
  2. มีทักษะเชิงปฏิบัติในการทำ สร้าง หรือซ่อมสิ่งของ
  3. ใช้มือระหว่างทำงานทุกประเภท
ดูคำตอบ

มีทักษะเชิงปฏิบัติในการทำ สร้าง หรือซ่อมสิ่งของ

plumbers, electricians, carpenters, cement layers, machine operators, mechanics,

4:19

ช่างประปา ช่างไฟ ช่างไม้ ช่างปูน คนคุมเครื่องจักร ช่างเครื่อง

people that know how to work with their hands are going to be in great demand. วลี

4:28

คนที่รู้วิธีทำงานด้วยมือจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก

วลี

in great demand: เป็นที่ต้องการอย่างมาก

Be in great demand เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงมีคนจำนวนมากต้องการบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อใช้กับคนทำงานหรือทักษะ จะหมายถึงมีโอกาสมากเพราะนายจ้างต้องการคนหรือทักษะเหล่านั้น ในที่นี้ great เพิ่มระดับความหมายของ demand ให้หมายถึงความต้องการที่สูงมาก Demand ในสำนวนนี้เป็นคำนาม ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึงการยืนกรานเรียกร้องบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก”: Experienced mechanics are ____ across the region.

ดูคำตอบ

in great demand

Yes, it's true.

4:36

ใช่ มันเป็นเรื่องจริง

You have to have education and training

4:37

คุณต้องมีการศึกษาและการฝึกอบรม

to be an engineer or a doctor or a lawyer.

4:40

เพื่อจะเป็นวิศวกร หรือหมอ หรือทนายความ

But I'll tell you the truth. น้ำเสียง/เจตนา

4:44

แต่ผมจะบอกความจริงให้

น้ำเสียง/เจตนา

I'll tell you the truth: เกริ่นก่อนพูดอย่างตรงไปตรงมา

ในประโยคนี้ I'll tell you the truth เป็นคำเกริ่นในการสนทนา หมายถึง “ฉันกำลังจะพูดอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา” ช่วยเตรียมผู้ฟังว่าจะได้ยินความคิดเห็นที่เปิดเผย คำสารภาพ หรือประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าก่อนหน้านี้ผู้พูดกำลังโกหก หน้าที่หลักของวลีนี้คือบอกผู้ฟังให้รับรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนั้นจริงใจหรือตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

ก่อนที่ผู้พูดจะพูดต่อ I'll tell you the truth ให้สัญญาณหลักว่าอย่างไร?

  1. ผู้พูดกำลังนำเสนอหลักฐานทางกฎหมาย
  2. ผู้พูดยอมรับว่าคำพูดก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็นเท็จ
  3. ผู้พูดกำลังจะพูดอย่างตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังจะพูดอย่างตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ

I spent 60 years working. ไวยากรณ์

4:47

ผมใช้เวลา 60 ปีในการทำงาน

ไวยากรณ์

I spent 60 years working: spend + ระยะเวลา + doing

spend + ระยะเวลา + doing ใช้บอกว่าคนหนึ่งใช้เวลาเท่าไรกับกิจกรรมหนึ่ง ในที่นี้ spent เป็นรูปอดีตของ spend, 60 years คือระยะเวลา และ working คือกิจกรรม หลังคำบอกระยะเวลาให้ใช้รูป -ing: spent 60 years working ประโยคนี้เน้นช่วงเวลายาวนานที่ใช้ไปกับการทำงาน ไม่ได้หมายถึงการใช้เงิน

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ work เพื่อเติมโครงสร้าง spend + time + doing ให้สมบูรณ์: Maya spent five years ____ as a nurse.

ดูคำตอบ

working

I was successful.

4:50

ผมประสบความสำเร็จ

I started a couple of businesses. การใช้คำ

4:52

ผมเริ่มธุรกิจมาสองสามอย่าง

การใช้คำ

a couple of businesses: จำนวนเล็กน้อยโดยประมาณ

ในประโยคนี้ a couple of businesses หมายถึงธุรกิจจำนวนไม่มาก โดยปกติคือประมาณสองแห่ง ในบทสนทนาแบบสบาย ๆ a couple of อาจใช้แบบไม่เคร่งครัดเพื่อหมายถึงสองหรือไม่กี่แห่งได้ ผู้พูดจึงไม่ได้กำลังบอกจำนวนที่แน่นอนเสมอไป ความแม่นยำของคำนี้ขึ้นอยู่กับบริบท หากจำเป็นต้องระบุจำนวนให้แน่นอน a couple of อาจหมายถึงสองพอดี แต่ในที่นี้เพียงสื่อว่ามีจำนวนไม่มาก

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนาแบบสบาย ๆ "I started a couple of businesses" น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด

  1. เขาก่อตั้งธุรกิจจำนวนไม่มาก น่าจะประมาณสองแห่ง
  2. เขาทำงานให้ธุรกิจหนึ่งแห่ง แต่ไม่ได้ก่อตั้งธุรกิจเองเลย
  3. เขาก่อตั้งธุรกิจสิบสองแห่งพอดี
ดูคำตอบ

เขาก่อตั้งธุรกิจจำนวนไม่มาก น่าจะประมาณสองแห่ง

I'm not a wealthy man, but I'm a guy that came from living in the back of an old car ไวยากรณ์

4:54

ผมไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ผมเป็นคนที่มาจากเบาะหลังของรถเก่าๆ

to having a nice retirement

5:02

จนมีชีวิตเกษียณที่ดี

ไวยากรณ์

came from living ... to having: การเปลี่ยนจาก X ไปสู่ Y

ในที่นี้ came from living ... to having ... นำเสนอสถานการณ์ชีวิตสองช่วงในฐานะจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง from นำเข้าสู่จุดเริ่มต้นที่ยากลำบาก ส่วน to นำเข้าสู่ผลลัพธ์ภายหลังที่สบายกว่า ทั้งสองฝั่งเป็นอนุประโยค -ing ที่มีรูปแบบขนานกัน ได้แก่ living in the back of an old car และ having a nice retirement รูปแบบที่ขนานกันนี้ทำให้ติดตามความแตกต่างได้ง่าย และนำไปใช้เล่าเส้นทางชีวิตของบุคคลอื่นได้

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน sleep และ own เป็นรูป -ing ที่ขนานกันตามที่ต้องใช้หลัง from และ to: He came from ____ in a shelter to ____ his own apartment.

ดูคำตอบ

sleeping · owning

and to be able to talk to you on this thing.

5:04

และสามารถคุยกับพวกคุณผ่านเจ้าเครื่องนี้ได้

So, I'm going to close, ลำดับความ

5:08

เอาล่ะ ผมจะจบแล้ว

ลำดับความ

I'm going to close ที่เป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ช่วงจบการพูด

close ในที่นี้หมายถึง “จบการพูดของฉัน” ไม่ใช่ “ปิดสิ่งของบางอย่าง” I'm going to close เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายและจะไม่ขยายหัวข้อหลักใหม่อีก สัญญาณบอกโครงสร้างแบบนี้ช่วยให้ผู้ฟังตามลำดับการพูดได้ หลังจากนั้นมักเป็นข้อความสุดท้าย บทสรุป คำขอ หรือคำอำลา

แบบฝึกหัด

ในการนำเสนอ I'm going to close บอกอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ผู้พูดกำลังเริ่มหัวข้อหลักใหม่
  2. ผู้พูดกำลังจะปิดสิ่งของที่อยู่ใกล้ ๆ
  3. ผู้พูดกำลังเข้าสู่ช่วงจบ
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเข้าสู่ช่วงจบ

but I just wanted to share that with you this morning.

5:09

แต่ผมแค่อยากจะแบ่งปันสิ่งนี้กับคุณในเช้านี้

Young people, I love you.

5:12

คนหนุ่มสาวทั้งหลาย ผมรักพวกคุณ

I do. น้ำเสียง/เจตนา

5:15

จริงๆ นะ

น้ำเสียง/เจตนา

I do ที่ใช้รับความหมายเดิมและเน้นย้ำ

ใน I do คำว่า do ทำหน้าที่แทนกลุ่มคำกริยาในประโยคก่อนหน้า คือ love you ความหมายเต็มมีน้ำหนักเท่ากับ I really do love you แต่ผู้พูดไม่ต้องพูดทุกคำซ้ำอีกครั้ง เมื่อวางเป็นประโยคสั้น ๆ ตามหลัง I do จะยืนยันและเน้นข้อความก่อนหน้าให้หนักแน่นขึ้น หากต้องการเข้าใจรูปแบบนี้ ให้ย้อนหาการกระทำที่ละไว้จากประโยคก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยหนึ่งคำเพื่อให้การยืนยันแบบเน้นย้ำสมบูรณ์: I appreciate your patience. I really ____.

ดูคำตอบ

do

I love young people.

5:15

ผมรักคนหนุ่มสาว

My grandmother always said, "You know, when a baby smiles, the angels sing." สำนวน

5:18

ย่าของผมมักจะพูดเสมอว่า "รู้ไหม เวลาที่ทารกยิ้ม เหล่าทูตสวรรค์จะร้องเพลง"

สำนวน

when a baby smiles, the angels sing: การกล่าวเกินจริงเชิงกวี

ในประโยคนี้ when a baby smiles, the angels sing เป็นการกล่าวเกินจริงเชิงกวี ไม่ได้ยืนยันว่ารอยยิ้มของทารกทำให้ทูตสวรรค์ร้องเพลงจริง ๆ ภาพที่จินตนาการขึ้นทำให้รอยยิ้มนั้นดูพิเศษและงดงามมาก ภาพของทูตสวรรค์ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสนาช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและให้กำลังใจ โดยทั่วไป ภาษาลักษณะนี้ใช้ผลลัพธ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือเหมือนเวทมนตร์เพื่อแสดงความชื่นชม ความยินดี หรือความเอ็นดูอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ "when a baby smiles, the angels sing" สื่อความหมายหลักว่าอะไร?

  1. รอยยิ้มของทารกเป็นสัญญาณว่าต้องเริ่มพิธีทางศาสนา
  2. รอยยิ้มของทารกน่ายินดีและมีค่ามากจนทำให้เกิดภาพเชิงกวี
  3. ทารกสามารถทำให้ทูตสวรรค์ร้องเพลงจนผู้คนได้ยิน
ดูคำตอบ

รอยยิ้มของทารกน่ายินดีและมีค่ามากจนทำให้เกิดภาพเชิงกวี

And that's true.

5:22

และนั่นเป็นเรื่องจริง

I believe.

5:23

ผมเชื่ออย่างนั้น

But young people, you're the backbone of this country. สำนวน

5:25

แต่คนหนุ่มสาว คุณคือกระดูกสันหลังของประเทศนี้

สำนวน

you're the backbone of this country: backbone ในความหมายเชิงอุปมา

ในที่นี้ backbone เป็นอุปมาหมายถึงกำลังหลักที่ค้ำจุนกลุ่มหรือระบบ You're the backbone of this country หมายความว่าคนหนุ่มสาวถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแกร่งและอนาคตของประเทศ ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในร่างกาย การเรียกคนว่าเป็น backbone ของสิ่งใดเป็นการยกย่องความสำคัญของพวกเขา และมักแสดงถึงการยอมรับงาน พลัง หรือความรับผิดชอบที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ X is/are the backbone of Y

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “กำลังหลักที่ค้ำจุน”: In this small clinic, the nurses are ____ the whole operation.

ดูคำตอบ

the backbone of

You're the backbone of the world.

5:28

คุณคือกระดูกสันหลังของโลก

I don't care if you're in Asia, Africa, Korea, Japan, น้ำเสียง/เจตนา

5:30

ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะอยู่ในเอเชีย แอฟริกา เกาหลี ญี่ปุ่น

I don't care where you are, the United States.

5:34

ผมไม่สนว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สหรัฐอเมริกา

น้ำเสียง/เจตนา

I don't care if ... I don't care where: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

ในประโยคนี้ I don't care if และ I don't care where หมายถึง “ไม่สำคัญว่า...” และ “ไม่สำคัญว่าอยู่ที่ไหน” ผู้พูดกำลังรวมผู้คนจากทุกสถานที่ที่กล่าวถึง ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นไม่สำคัญ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ I don't care + อนุประโยค if/where โดยอนุประโยคจะบอกเงื่อนไข และผู้พูดบอกว่าเงื่อนไขนั้นจะไม่เปลี่ยนข้อความ การตัดสินใจ หรือผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ I don't care where you are หมายความว่าอะไร

  1. ผู้พูดไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน
  2. ผู้พูดไม่ห่วงใยคุณในฐานะบุคคลหนึ่ง
  3. สถานที่ที่คุณอยู่ไม่ได้เปลี่ยนว่าข้อความนี้ใช้กับใคร
ดูคำตอบ

สถานที่ที่คุณอยู่ไม่ได้เปลี่ยนว่าข้อความนี้ใช้กับใคร

You are the leaders, the future leaders of this world. ลำดับความ

5:36

พวกคุณคือผู้นำ คือผู้นำในอนาคตของโลกใบนี้

ลำดับความ

the leaders, the future leaders of this world: การกล่าวซ้ำเพื่อเน้นย้ำ

the future leaders of this world หมายถึงคนกลุ่มเดียวกับ the leaders นี่คือการกล่าวซ้ำแบบส่วนขยายคำนาม โดยผู้พูดกล่าวคำนามสำคัญซ้ำ แล้วทำให้ความหมายเฉพาะเจาะจงขึ้นด้วยการเพิ่ม future และ of this world ลำดับนี้ช่วยให้ผู้ฟังรับใจความหลักก่อน แล้วจึงได้ฟังรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การกล่าวซ้ำสร้างจังหวะและการเน้นย้ำ ไม่ได้แนะนำคนอีกกลุ่มหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the future leaders of this world ทำหน้าที่อะไร

  1. แก้คำว่า the leaders เพราะวลีแรกพูดผิด
  2. กล่าว the leaders ซ้ำให้เฉพาะเจาะจงขึ้นและเพิ่มการเน้นย้ำ
  3. แนะนำผู้นำอีกกลุ่มหนึ่ง
ดูคำตอบ

กล่าว the leaders ซ้ำให้เฉพาะเจาะจงขึ้นและเพิ่มการเน้นย้ำ

So, reach out.

5:41

ดังนั้น จงยื่นมือออกไป

Be yourselves. น้ำเสียง/เจตนา

5:42

จงเป็นตัวของตัวเอง

น้ำเสียง/เจตนา

Be yourselves: ให้กำลังใจกลุ่มคนให้เป็นตัวของตัวเอง

Be yourselves เป็นคำให้กำลังใจโดยตรงแก่คนหลายคน ให้ทำตัวเป็นธรรมชาติและแสดงตัวตนที่แท้จริง แทนที่จะเสแสร้งหรือเลียนแบบคนอื่น ในที่นี้ yourselves ย้อนกลับไปหาประธานพหูพจน์ you ที่ละไว้ในประโยคคำสั่ง เมื่ออยู่หลัง be คำนี้บอกว่าผู้ฟังควรเป็นตัวเอง ไม่ใช่กรรมทั่วไปที่เป็นผู้รับการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมคำสรรพนามสะท้อนที่ถูกต้องสำหรับกลุ่มคนให้ประโยคสมบูรณ์: Relax, be ____, and enjoy the show.

ดูคำตอบ

yourselves

Don't be afraid to go after what you need. กริยาวลี

5:44

อย่ากลัวที่จะไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการ

กริยาวลี

go after what you need: ลงมือไขว่คว้าสิ่งที่จำเป็น

go after เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการมุ่งตามหาหรือพยายามให้ได้บางสิ่งมาอย่างจริงจัง ใน go after what you need ส่วน what you need ทำหน้าที่เป็นกรรมและหมายถึงสิ่งที่คุณต้องการ วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไปอยู่ข้างหลังสิ่งใด ถ้อยคำนี้กระตุ้นให้ลงมือทำ คือระบุสิ่งที่จำเป็นแล้วพยายามให้ได้มา แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวหยุดคุณ

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “มุ่งตามหาอย่างจริงจัง” ให้ประโยคสมบูรณ์: If you want the role, ____ it.

ดูคำตอบ

go after

So, I love you.

5:49

ผมรักพวกคุณ

Have a great day, and I'll see you tomorrow.

5:50

ขอให้เป็นวันที่ดี แล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับ