คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในอดีต: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Vsauce
ภาพรวม: ตั้งแต่การทดลองการรับรู้ถึงหนังยุคแรก วิดีโอแสดงความล่าช้า 80 มิลลิวินาทีของ “ปัจจุบัน” ที่รับรู้ และที่มาของ chick flick ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. it was hypothesized that — ความหมายและระดับภาษา: รู้จักรูปถูกกระทำแบบเป็นทางการสำหรับสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์ 2. become used to — ความหมายและระดับภาษา: บอกการค่อย ๆ ชิน แยกจาก used to do และใช้ -ing หลัง to ที่เป็นคำบุพบท 3. were called flicks, which is where we get the word chick flick. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทจริง: เชื่อม flick กับภาพกะพริบของหนัง แล้วไปสู่ chick flick ซึ่งอาจมีนัยเหมารวมทางเพศ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Michael here and today we are going to be talking about the past.
0:01Michael เองครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องอดีต
what we call now: การตั้งชื่อให้แนวคิด
ในประโยคนี้ call หมายถึง “ตั้งชื่อให้” หรือ “เรียกว่า” ไม่ใช่ “โทรศัพท์” อนุประโยค what we call now หมายถึง “สิ่งหรือแนวคิดที่เราเรียกว่า ‘now’” ในที่นี้ now ทำหน้าที่เป็นชื่อที่ถูกตั้งให้ แม้โดยปกติจะเป็นคำวิเศษณ์บอกเวลา รูปแบบ what we call + ชื่อ ใช้เสนอชื่อเรียกภายในประโยคที่ใหญ่กว่า เหมาะสำหรับการนิยามคำศัพท์หรืออธิบายว่าผู้คนตั้งชื่อแนวคิดหนึ่งว่าอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่ใช้ตั้งชื่อ: This tiny opening is ____ a pore.
ดูคำตอบ
what we call
And the fact that we can never really be aware of or live in what we call now
0:12และความจริงที่ว่าเราไม่อาจรับรู้หรือใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ตอนนี้” ได้อย่างแท้จริง
because it takes time for our brain to process the information about what's happening now.
0:18เพราะสมองต้องใช้เวลาในการประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้
And it takes time for that information to get from the rest of our body to our brain.
0:24และข้อมูลนั้นก็ต้องใช้เวลาเดินทางจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปถึงสมอง
why do we call emotional relationship-based movies targeted at females,
0:38ทำไมเราถึงเรียกหนังอารมณ์ซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงว่า
David Eagleman has done some amazing research on this effect.
0:49David Eagleman ได้ทำงานวิจัยที่น่าทึ่งเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้
It's what occurs when a participant looks at a ring moving around in a circle.
0:53ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อผู้เข้าร่วมมองวงแหวนที่เคลื่อนที่ไปตามแนววงกลม
This is exactly what the photons landing on their retinas represent.
1:02นี่ตรงกับภาพจากโฟตอนที่ตกกระทบจอตาของพวกเขาทุกประการ
when asked: อนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อมา
When asked เป็นอนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อมา ในที่นี้สามารถขยายเป็น when they were asked โดย they หมายถึง participants ซึ่งเป็นประธานของประโยคหลัก การย่อนี้ตัดประธานที่ซ้ำและรูปของ be ออก แต่ยังคงความหมายแบบถูกกระทำไว้ คือมีคนถามผู้เข้าร่วม รูปแบบที่กระชับนี้ใช้ได้เมื่อประธานที่เข้าใจโดยนัยของอนุประโยคย่อเป็นคนหรือสิ่งเดียวกับประธานของประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยอนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อเป็นสองคำ: ____ about the delay, Maya explained the problem.
ดูคำตอบ
When asked
it was hypothesized that people said this because our brains guess ahead. การใช้คำ
1:13มีสมมติฐานว่าที่คนตอบเช่นนั้น เพราะสมองของเราคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า
for the longest time: เน้นว่านานมาก ไม่ได้หมายถึงนานที่สุดตามตัวอักษร
for the longest time หมายถึง “เป็นเวลานานมาก” หรือ “ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนถึงช่วงเวลาที่กำลังกล่าวถึง” ในที่นี้บอกว่าคำอธิบายนี้ถูกเสนอกันมาเป็นเวลานานมาก คำว่า longest ใช้เพื่อเน้น ไม่ได้หมายความว่ามีใครวัดช่วงเวลาหลายช่วงแล้วพิสูจน์ว่าช่วงนี้ยาวนานที่สุดตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
ในประโยค “For the longest time, I thought bats were blind,” วลีที่ขึ้นต้นประโยคหมายความว่าอย่างไร?
- ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่แน่นอน
- เป็นเวลานานมาก
- เป็นเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดูคำตอบ
เป็นเวลานานมาก
it was hypothesized that: รายงานคำอธิบายที่ยังไม่ได้ทดสอบ
it was hypothesized that หมายถึง “มีการเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้” คำว่า hypothesized แสดงว่าแนวคิดนั้นสามารถนำไปทดสอบได้ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง ในโครงสร้าง it + was hypothesized + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that คำว่า it ไม่ได้แทนสิ่งใดโดยเฉพาะ รูปประโยคกรรมวาจกไม่ระบุว่าใครเป็นผู้เสนอแนวคิด และเน้นที่ตัวแนวคิดกับสถานะของหลักฐาน รูปอดีต was ใช้รายงานสิ่งที่นักวิจัยเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้
แบบฝึกหัด
นักวิทยาศาสตร์เสนอคำอธิบายหนึ่ง แต่การทดลองยังไม่ได้ทดสอบคำอธิบายนั้น ประโยคใดรายงานแนวคิดนี้ได้ถูกต้อง?
- It was confirmed that the new material would stay cooler.
- It was hypothesized that the new material would stay cooler.
- It was shown that the new material would stay cooler.
ดูคำตอบ
It was hypothesized that the new material would stay cooler.
and figured it would be safer to go ahead and say that the ring was already a bit ahead of the light. วลี
1:21และคิดว่าการบอกว่าวงแหวนอยู่เลยแสงวาบไปเล็กน้อยแล้วน่าจะปลอดภัยกว่า
อนุประโยค what ใน continue doing what it had been doing
ใน continue doing what it had been doing คำว่า continue ตามด้วย doing ซึ่งเป็นรูป -ing อนุประโยค what ทั้งก้อนทำหน้าที่เป็นกรรมของ doing โดย what it had been doing หมายถึง “กิจกรรมที่มันทำต่อเนื่องมาก่อนหน้านั้น” ตรงนี้ what ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม had been doing เป็น past perfect progressive ใช้มองย้อนจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีตไปยังกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ก่อนช่วงเวลานั้น ในประโยคนี้ การเคลื่อนที่ก่อนหน้าของวงแหวนเป็นข้อมูลพื้นหลังให้สมองคาดการณ์ รูปนี้ไม่ได้หมายความว่าการกระทำยังดำเนินอยู่ในตอนนี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ what เป็นอนุประโยคซ้อนอย่างถูกต้อง และแสดงว่ากิจกรรมดำเนินอยู่ก่อนช่วงเวลาหนึ่งในอดีตแล้ว
- The robot continued doing what it had been doing.
- The robot continued doing what it has been doing.
- The robot continued doing what had it been doing.
ดูคำตอบ
The robot continued doing what it had been doing.
go ahead and say: ดำเนินไปสู่การกระทำถัดไป
go ahead and + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงดำเนินต่อและทำการกระทำนั้น ใน go ahead and say ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจริง ๆ แต่เป็นการทำให้สมองดูเหมือนคนที่เลือกจะกล่าวคำคาดการณ์นั้นออกไปเลย คำกริยาหลัง and ยังคงเป็นรูปพื้นฐาน เช่น go ahead and say, go ahead and ask และ go ahead and start
แบบฝึกหัด
อนุญาตให้อีกฝ่ายพูดอย่างเป็นมิตร เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำที่หมายถึง “ดำเนินต่อแล้วพูดออกมา”: If you know the answer, ____ it.
ดูคำตอบ
go ahead and say
if when that flash of light occurred in the middle of the ring,
1:28หากในจังหวะที่แสงวาบขึ้นตรงกลางวงแหวน
all of a sudden — ทันใดนั้น
“All of a sudden” เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่แปลว่า “ทันใดนั้นและไม่มีสัญญาณเตือน” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนทิศของวงแหวนดูฉับพลันและน่าประหลาดใจ กลุ่มคำทั้งสี่คำทำหน้าที่ขยาย “reversed direction” ให้มองเป็นหน่วยเดียว ในภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐานควรเรียนและใช้รูปตายตัว “all of a sudden” อย่าประกอบวลีขึ้นใหม่ทีละคำหรือทำ sudden ให้เป็นพหูพจน์
แบบฝึกหัด
เติมเรื่องด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึง “ทันใดนั้นและไม่มีสัญญาณเตือน”: The street was quiet. ____, everyone started running.
ดูคำตอบ
All of a sudden
what would happen if ...? — ถ้า…จะเกิดอะไรขึ้น?
ใน “what would happen if” คำว่า what ใช้ถามผลลัพธ์ would แสดงว่าผลลัพธ์นั้นเป็นสิ่งที่สมมติขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนแล้ว และ if ใช้เริ่มเงื่อนไข ในที่นี้ would บอกผลลัพธ์เชิงสมมติ ไม่ได้บอกนิสัยที่เกิดซ้ำในอดีต สามารถซ้อนอนุประโยคบอกเวลาไว้ในเงื่อนไขได้ เช่น “what would happen if, when X occurred, Y changed?” ให้เข้าใจ if-clause ทั้งหมด รวมถึง when-clause ข้างใน ว่าเป็นสถานการณ์สมมติ และเข้าใจ “what would happen” ว่าเป็นคำถามถึงผลของสถานการณ์นั้น
แบบฝึกหัด
เติมคำถามเชิงสมมติด้วยรูปแบบเป้าหมาย: ____ we turned off the fan?
ดูคำตอบ
What would happen if
If ..., participants should ...: การคาดการณ์เชิงตรรกะ
ในการคาดการณ์แบบมีเงื่อนไขนี้ อนุประโยค if เสนอสมมติฐานว่าสมองกำลังคาดเดาล่วงหน้า ส่วนประโยคหลักระบุผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากสมมติฐานนั้นถูกต้อง นั่นคือผู้เข้าร่วมน่าจะยังรายงานว่าเห็น “สิ่งนี้” should ในที่นี้หมายถึง “คาดว่าจะ” ทำให้สามารถนำข้ออ้างไปตรวจสอบกับสิ่งที่ผู้เข้าร่วมรายงานจริงได้ ไม่ได้แสดงคำแนะนำ หน้าที่ หรือคำสั่งแก่ผู้เข้าร่วม
แบบฝึกหัด
เติมคำกริยาช่วยที่หมายถึง “คาดว่าจะ” ให้ประโยคคาดการณ์สมบูรณ์: If the treatment works, patients ____ recover faster.
ดูคำตอบ
should
how could they have seen this if they had no way of knowing that the ring was going to reverse direction? วลี
1:52พวกเขาเห็นภาพนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีทางรู้เลยว่าวงแหวนกำลังจะกลับทิศ
no way of knowing: ไม่มีวิธีใดให้รู้ได้
No way of knowing หมายถึงไม่มีวิธี หลักฐาน หรือโอกาสใดที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมรู้ล่วงหน้าได้ ในโครงสร้าง no way of + -ing คำว่า way หมายถึง “วิธี” หรือ “ความเป็นไปได้” ไม่ใช่ถนน ถ้อยคำนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าพวกเขาไม่มีข้อมูล แต่บอกว่าการรู้เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ในที่นี้ไม่มีเบาะแสล่วงหน้าว่าวงแหวนจะเปลี่ยนทิศทาง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่มีวิธีใดให้รู้ได้”: Before the announcement, we had ____ that the schedule had changed.
ดูคำตอบ
no way of knowing
As it turns out, ในฐานะคำบอกการค้นพบและการแก้ความเข้าใจ
As it turns out เป็นคำเชื่อมเชิงวาทกรรมที่วางต้นประโยค เพื่อเกริ่นข้อเท็จจริงที่เพิ่งทราบหลังจากมีความไม่แน่นอน การตรวจสอบ หรือการคาดเดาก่อนหน้า ในประโยคนี้ คำดังกล่าวส่งสัญญาณว่าคำตอบคือไม่ใช่ และแก้ไขความเป็นไปได้ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คำนี้พาผู้ฟังจากคำถามหรือความคาดหวังไปสู่ข้อสรุปที่แท้จริง turn out ในที่นี้หมายถึง “ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้น” หรือ “ถูกค้นพบว่า” ไม่ได้หมายถึงการหันตัวแล้วเดินออกไปจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมคำเชื่อมสี่คำที่ใช้เกริ่นผลลัพธ์ซึ่งเพิ่งค้นพบให้ประโยคสมบูรณ์: We expected the road to be open. ____, it was closed for repairs.
ดูคำตอบ
As it turns out
What's really happening here is that our eyeballs are receiving an image,
2:04สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือดวงตาของเรากำลังรับภาพหนึ่ง
But then our brains wait a little bit to make sure that we have the full story. สำนวน
2:11แต่จากนั้นสมองจะรอสักครู่เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับเรื่องราวครบถ้วน
The full story ในความหมายว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
The full story หมายถึงข้อเท็จจริงและบริบททั้งหมดที่จำเป็นต่อการเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในประโยคนี้ story ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่ง แต่สำนวนนี้หมายถึงข้อมูลที่ครบถ้วนซึ่งสมองรอรับก่อนจะสรุปการตีความ สำนวนนี้มีประโยชน์เมื่อหลักฐานเพียงบางส่วนอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิด โดยแสดงว่าความเข้าใจยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะได้รับรายละเอียดที่ขาดหายไป
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ประโยคสมบูรณ์: Before we decide who is responsible, we need ____.
ดูคำตอบ
the full story
that new information is incorporated into what we actually sense, วลี
2:20ข้อมูลใหม่นั้นก็ถูกรวมเข้าไปในสิ่งที่เรารับรู้จริง
information is incorporated into: การผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวม
Incorporate X into Y หมายถึงทำให้ X เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Y และช่วยประกอบเป็นภาพรวม ในประโยคนี้ ข้อมูลใหม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คนเรารับรู้ในท้ายที่สุด ไม่ได้หมายถึงเพียงวางข้อมูลไว้ข้าง ๆ การรับรู้นั้น โครงสร้างกรรมวาจก X is incorporated into Y เน้น X ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกนำไปรวม ใช้เมื่อกระบวนการหรือผลลัพธ์สำคัญกว่าผู้ที่ทำการรวม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปกรรมวาจกของ incorporate และคำบุพบทที่ถูกต้อง: The new survey results ____ the final report.
ดูคำตอบ
are incorporated into
Eagleman was able to determine that what we are aware of as now,
2:32Eagleman พบว่าสิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็น “ตอนนี้”
By doing ... was able to determine that: การเชื่อมวิธีกับผลลัพธ์
By + -ing ใช้บอกวิธีที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ ในที่นี้ by doing more studies อธิบายว่าอีเกิลแมนได้ข้อสรุปมาอย่างไร ไม่ได้บอกว่างานวิจัยเกิดขึ้นเมื่อใดหรือที่ไหน เราเข้าใจว่าประธานหลัก Eagleman เป็นคนเดียวกับผู้ที่ทำการศึกษา Was able to determine that แสดงว่าเขาสามารถหาข้อสรุปได้สำเร็จ และ that นำเข้าสู่เนื้อหาของข้อสรุปที่ตามมา โครงสร้างนี้จึงจัดข้อมูลโดยบอกวิธีก่อน แล้วจึงบอกสิ่งที่ค้นพบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคที่เชื่อมวิธีกับผลลัพธ์ ในช่องแรกให้ใช้ By กับรูป -ing ของ compare และในช่องที่สองให้ใช้ was able to determine that: ____ the two maps, Maya ____ the shorter route was safer.
ดูคำตอบ
By comparing · was able to determine that
or even living anywhere but slightly in the past.
2:55หรือแม้แต่ใช้ชีวิตอยู่ ณ เวลาอื่นใดนอกจากในอดีตอันใกล้
รูป -ing ที่ขนานกันหลัง no physical way of
หลัง no physical way of ประโยคนี้เชื่อมรูป -ing สามรูปแบบขนานกัน ได้แก่ knowing, being aware of และ living ทั้งสามส่วนใช้โครงสร้างเดียวกันคือ way of + -ing จึงต้องคงรูปไวยากรณ์ให้ขนานกัน ตัวเชื่อม or even ก่อนรายการสุดท้ายทำให้ living เป็นขั้นที่หนักแน่นและน่าประหลาดใจที่สุด รูปแบบนี้ช่วยไล่แนวคิดจากระดับที่เบากว่าไปสู่ระดับที่แรงกว่า โดยยังรักษาความสมดุลของรายการ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดคงรายการทั้งหมดหลัง no way of ให้อยู่ในรูป -ing ที่ขนานกัน และใช้ or even กับประเด็นสุดท้ายที่แรงที่สุด
- There was no way to checking the address, calling the driver, or even finding the building.
- There was no way of checking the address, call the driver, or even to find the building.
- There was no way of checking the address, calling the driver, or even finding the building.
ดูคำตอบ
There was no way of checking the address, calling the driver, or even finding the building.
Nerve impulses travel through our body at a top speed of around 250 mi/h. วลี
3:00กระแสประสาทเดินทางผ่านร่างกายเราด้วยความเร็วสูงสุดราว 250 ไมล์ต่อชั่วโมง
at a top speed of + ตัวเลขและหน่วย
at a top speed of ใช้บอกความเร็วสูงสุดที่สิ่งหนึ่งสามารถทำได้ โครงสร้างคือ at a top speed of + ตัวเลขและหน่วย ในประโยคนี้ around แสดงว่า 250 mi/h เป็นค่าโดยประมาณ ส่วน top speed หมายถึงขีดจำกัดสูงสุด ไม่ใช่ความเร็วปกติหรือความเร็วเฉลี่ย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่ใช้บอกความเร็วสูงสุด: The drone can fly ____ 70 kilometers per hour.
ดูคำตอบ
at a top speed of
which means that this guy on a motorcycle is traveling faster than my brain can even figure out what now is.
3:17หมายความว่าชายบนมอเตอร์ไซค์คนนี้เคลื่อนที่เร็วกว่าที่สมองผมจะทันคิดเสียอีกว่า “ตอนนี้” คืออะไร
Keep in mind that 250 mi/h is the top speed for neural impulses within our body. น้ำเสียง/เจตนา
3:27จำไว้ว่าความเร็วสูงสุดของกระแสประสาทในร่างกายเราคือ 250 ไมล์ต่อชั่วโมง
Keep in mind that: การเน้นย้ำข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญ
Keep in mind that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟังไม่ควรมองข้าม อนุประโยคที่ตามหลัง that ระบุข้อมูลที่ควรจำไว้ ในประโยคนี้ ความเร็วที่กล่าวถึงเป็นค่าสูงสุด จึงมีความสำคัญต่อการให้เหตุผลต่อจากนั้น สำนวนนี้เป็นการเตือนอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่คำสั่งให้คิดถึงข้อเท็จจริงนั้นตลอดเวลา ผู้พูดใช้สำนวนนี้เพื่อให้ผู้ฟังคำนึงถึงเงื่อนไข ข้อจำกัด หรือคำเตือนขณะพิจารณาสิ่งที่จะกล่าวต่อไป
แบบฝึกหัด
ใน “Keep in mind that the road may be icy” ผู้พูดกำลังทำอะไรอยู่
- เปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงความทรงจำที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บอกว่าผู้ฟังลืมถนนไปแล้ว
- สั่งให้ผู้ฟังคิดถึงถนนตลอดเวลาโดยไม่หยุด
- ขอให้ผู้ฟังอย่ามองข้ามข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างสุภาพ
ดูคำตอบ
ขอให้ผู้ฟังอย่ามองข้ามข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างสุภาพ
even though there is no physical way that the brain could actually be receiving that.
3:42ทั้งที่ในทางกายภาพ สมองไม่มีทางรับสัญญาณทั้งสองพร้อมกันจริง ๆ
the message has to travel across the entire length of my body.
3:51สัญญาณต้องเดินทางผ่านความยาวทั้งหมดของร่างกาย
The brain waits momentarily to make sure that there's nothing else going on or coming in
3:55สมองจะรอสักครู่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรอื่นกำลังเกิดขึ้นหรือส่งเข้ามา
and then corroborates all that information and we become aware that the taps were indeed instantaneous. การใช้คำ
4:00แล้วจึงตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน ทำให้เรารับรู้ว่าการแตะทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันจริง
corroborates all that information: สนับสนุนด้วยหลักฐานอิสระ
การ corroborate ข้อมูลหมายถึงการสนับสนุนข้อมูลนั้นด้วยการเปรียบเทียบกับหลักฐานหรือแหล่งข้อมูลอื่นที่ชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกัน คำกริยานี้มีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่าการรวบรวมหรือกล่าวข้อมูลซ้ำเท่านั้น ในที่นี้ สมองถูกบรรยายราวกับว่ากำลังตรวจสอบสัญญาณที่เข้ามาเทียบกันก่อนที่เราจะรับรู้อย่างมีสติ การเลือกคำนี้เน้นว่าสัญญาณหลายอย่างสนับสนุนกัน ไม่ใช่แค่มีการยืนยันเพียงครั้งเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ corroborate ได้ถูกต้อง
- Independent lab results corroborate the original findings.
- Please corroborate the paragraph aloud so everyone can hear it.
- The designer corroborated the wall blue.
- The assistant corroborated the documents into one folder.
ดูคำตอบ
Independent lab results corroborate the original findings.
But we don't become aware of that tap until the brain is sure,
4:07แต่เราจะยังไม่รับรู้ถึงการแตะนั้นจนกว่าสมองจะแน่ใจ
the longer the brain has to wait for that physical message to come from your toes,
4:13สมองก็ยิ่งต้องรอสัญญาณทางกายภาพจากนิ้วเท้านานขึ้นเท่านั้น
the further behind you technically are in actually feeling the touch.
4:17และในทางเทคนิค คุณก็ยิ่งล่าช้าในการรู้สึกถึงสัมผัสนั้นจริง ๆ
The taller ..., the longer ..., the further ... กับการเปรียบเทียบที่เชื่อมโยงกัน
รูปแบบที่ซ้ำกันคือ the + อนุประโยคขั้นกว่า, the + อนุประโยคขั้นกว่า ซึ่งใช้เชื่อมปัจจัยที่เปลี่ยนไปด้วยกัน ในประโยคนี้ เมื่อส่วนสูงเพิ่มขึ้น เวลาที่ต้องรอสัญญาณก็เพิ่มขึ้น และทำให้รับรู้สัมผัสช้าลงตามไปด้วย คำว่า the หน้า taller, longer และ further เป็นเครื่องหมายตายตัวของโครงสร้างนี้ ไม่ใช่คำนำหน้าคำนามแบบชี้เฉพาะ โครงสร้างนี้มีอนุประโยคที่เชื่อมกันมากกว่าสองส่วนได้ แต่ละช่วงมักเริ่มด้วย the + รูปขั้นกว่า และคั่นด้วยจุลภาค กล่าวคือ ยิ่งปัจจัยหนึ่งเปลี่ยน อีกปัจจัยก็ยิ่งเปลี่ยน และผลลัพธ์ที่สามก็ยิ่งเปลี่ยนตาม
แบบฝึกหัด
เติมเครื่องหมายที่ซ้ำกันเพื่อทำรูปแบบการเปรียบเทียบแบบเชื่อมโยงให้สมบูรณ์: ____ taller the tree grows, ____ more shade it provides.
ดูคำตอบ
The · the
When there's a delay like that between sensory information or brain processing,
4:26เมื่อข้อมูลจากประสาทสัมผัสหรือการประมวลผลของสมองมีความล่าช้าเช่นนี้
we become used to that delay and begin to just see them as instantaneous events, โน้ต
4:30เราจะชินกับความล่าช้านั้น และเริ่มมองว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกันทันที
become used to + คำนามหรือรูป -ing
ในประโยคนี้ become used to that delay หมายถึงการค่อย ๆ เข้าสู่สภาวะที่ความล่าช้านั้นให้ความรู้สึกเป็นเรื่องปกติหรือคุ้นเคย Become เน้นการเปลี่ยนแปลงตามเวลา ส่วน used เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “คุ้นเคย” และ to เป็นคำบุพบทที่นำหน้ากรรม กรรมอาจเป็นคำนามได้ เช่น become used to the delay หากกรรมเป็นการกระทำ ให้ใช้รูป -ing เช่น become used to waiting
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ wake up: After a few weeks, she became used to ____ before sunrise.
ดูคำตอบ
waking up
see A as B ใน “see them as instantaneous events”
ในประโยคนี้ “see them as instantaneous events” หมายถึงการตีความเหตุการณ์ทางประสาทสัมผัสที่มีความล่าช้าว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีความล่าช้าที่สังเกตได้ see ในที่นี้แสดงการตัดสินหรือความเข้าใจ ไม่ใช่การมองด้วยตา โครงสร้างคือ see + A + as + B โดย A คือบุคคลหรือสิ่งที่ถูกตีความ ส่วน B คือสถานะ ประเภท หรือคุณสมบัติที่กำหนดให้ A
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง see A as B: Mia ____ the rainy day ____ a chance to read.
ดูคำตอบ
sees · as
If participants are pushing a button that causes a light to flash with a delay between the two actions of about 80 milliseconds,
4:38หากผู้เข้าร่วมกดปุ่มที่ทำให้ไฟวาบขึ้น โดยสองเหตุการณ์นี้ห่างกันราว 80 มิลลิวินาที
But if the researchers shorten that distance so that now when the button is pushed,
4:49แต่ถ้านักวิจัยลดช่วงห่างนั้นลง จนเมื่อกดปุ่มแล้ว
"No way, that came on before I pushed the button. น้ำเสียง/เจตนา
5:03“ไม่มีทาง ไฟติดก่อนที่ฉันจะกดปุ่มเสียอีก
come on ในความหมายว่า “ติดขึ้นหรือเริ่มทำงาน”
เมื่อ the light เป็นประธาน “come on” หมายถึงติดขึ้นหรือเริ่มทำงาน ผู้เข้าร่วมกำลังบอกว่าไฟเริ่มทำงานก่อนที่จะมีการกดปุ่ม ในการใช้นี้ สิ่งที่เริ่มทำงานเป็นประธาน: The light came on. คำนี้เป็นกริยาวลีแบบอกรรม จึงไม่รับ the light เป็นกรรม
แบบฝึกหัด
ใช้ come on เติมประโยคให้สมบูรณ์: When the door opens, the display will ____ automatically.
ดูคำตอบ
come on
“No way” ในความหมายปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“No way” เป็นคำพูดตอบโต้แบบตายตัวที่ใช้กันเอง ในที่นี้หมายถึง “เป็นไปไม่ได้” หรือ “ฉันไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดเรื่องนี้แน่นอน” ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าหาเส้นทางไม่ได้ ผู้พูดใช้วลีนี้ตอบสนองต่อสิ่งที่ตนคิดว่าไม่น่าเชื่อ ประโยคถัดมา “I didn't do it” ยืนยันว่าในที่นี้เป็นการปฏิเสธอย่างหนักแน่น ซึ่งแรงกว่า no ธรรมดา
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ “No way” แสดงอะไร?
- การปฏิเสธอย่างสงบและเป็นทางการ
- การถามทางอย่างสุภาพ
- ความไม่เชื่ออย่างมากและการปฏิเสธ
ดูคำตอบ
ความไม่เชื่ออย่างมากและการปฏิเสธ
But light bulbs don't receive a continuous direct stream of electricity through the wire.
5:10แต่หลอดไฟไม่ได้รับกระแสไฟตรงที่ไหลต่อเนื่องผ่านสายไฟ
they receive alternating current in most businesses and households. วัฒนธรรม
5:16หลอดไฟในสถานประกอบการและบ้านเรือนส่วนใหญ่ได้รับไฟฟ้ากระแสสลับ
“alternating current”: ไฟฟ้าที่กลับทิศทางไปมา
“Alternating current” หรือไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) คือกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนทิศทางไปมาเป็นรอบซ้ำ ๆ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงประเภทของไฟฟ้าที่จ่ายให้บ้านและธุรกิจส่วนใหญ่ตามปกติ ในที่นี้ alternating ไม่ได้หมายความเพียงว่าคนสองคนหรือสิ่งสองสิ่งผลัดกันทำ แต่บอกว่าทิศทางของกระแสไฟฟ้ากลับไปกลับมาซ้ำ ๆ
แบบฝึกหัด
“alternating current” ในที่นี้หมายถึงอะไร?
- กระแสไฟฟ้าที่กลับทิศทางอย่างสม่ำเสมอ
- กระแสไฟฟ้าที่ไหลไปในทิศทางเดียวเสมอ
- ไฟฟ้าที่ใช้เฉพาะในธุรกิจเท่านั้น
ดูคำตอบ
กระแสไฟฟ้าที่กลับทิศทางอย่างสม่ำเสมอ
the filament is actually being excited and then left alone about 50 to 60 times a second. การใช้คำ
5:21ไส้หลอดจึงถูกจ่ายไฟแล้วปล่อยให้ไร้กระแส สลับกันราว 50 ถึง 60 ครั้งต่อวินาที
being excited ในบริบททางฟิสิกส์
ในประโยคนี้ being excited หมายถึง “กำลังได้รับพลังงานและถูกยกระดับเข้าสู่ภาวะถูกกระตุ้น” ไส้หลอดไม่ได้มีอารมณ์ โดย excited ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเทคนิคทางฟิสิกส์ รูป being + คำกริยาช่องที่ 3 ทำให้เป็นโครงสร้างถูกกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ กล่าวคือ ในกระบวนการนี้พลังงานกระทำต่อไส้หลอดซ้ำ ๆ ไส้หลอดเป็นฝ่ายรับการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายก่อให้เกิดการกระทำ
แบบฝึกหัด
ในประโยคเกี่ยวกับไส้หลอด being excited หมายถึงอะไร
- มันรู้สึกตื่นเต้น
- มันกำลังได้รับพลังงานซ้ำ ๆ
- มันกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยตัวเอง
ดูคำตอบ
มันกำลังได้รับพลังงานซ้ำ ๆ
But mainly because that filament continues to be super hot during that little gap in time.
5:31แต่เหตุผลหลักคือไส้หลอดยังคงร้อนจัดตลอดช่วงว่างสั้น ๆ นั้น
การจัดลำดับเหตุผลด้วย for a few reasons. One, ... But mainly because
ผู้พูดส่งสัญญาณก่อนว่ามีคำอธิบายหลายข้อด้วย for a few reasons จากนั้น One, จึงนำเสนอเหตุผลแรกที่มีความสำคัญรองลงมา นั่นคือการกะพริบเกิดเร็วเกินกว่าจะสังเกตเห็น But mainly because เปลี่ยนลำดับความสำคัญของเหตุผล ไม่ได้แย้งว่าเหตุผลแรกผิด โดยบอกผู้ฟังว่าสาเหตุถัดไป ซึ่งก็คือไส้หลอดยังคงร้อนในช่วงว่าง มีน้ำหนักในการอธิบายมากกว่า ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ One สามารถนำเสนอหนึ่งข้อได้ แม้ผู้พูดจะไม่ได้กล่าว Two ต่ออย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมคำอธิบายแบบภาษาพูดด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่ทำให้สาเหตุถัดไปเป็นสาเหตุหลัก: The delay had a few causes. One, the forms arrived late. But ____ the server was down.
ดูคำตอบ
mainly because
when a light bulb is being turned on or off so it's cooler.
5:40ถ่ายขณะหลอดไฟกำลังเปิดหรือปิด ซึ่งเป็นตอนที่มันเย็นกว่า
วิธีเดียวที่จะมองเห็นการกะพริบนี้ได้อย่างชัดเจนจริง ๆ คือใช้…
โครงสร้าง The only way to do X is to do Y เชื่อมเป้าหมาย X เข้ากับวิธีเดียวที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งก็คือ Y ในประโยคนี้ เป้าหมายคือการมองเห็นการกะพริบอย่างชัดเจนจริง ๆ และวิธีเริ่มต้นด้วย to use a high frame rate camera คำว่า to ทั้งสองคำอยู่หน้าคำกริยารูปพื้นฐานและเริ่มวลีกริยาแบบ infinitive สองชุด Really เน้นความหมายของ see ว่ามองเห็นการกะพริบได้ชัดหรือมองเห็นได้สำเร็จ ไม่ได้หมายถึง “มองอย่างซื่อตรง” ต้องคง is ไว้ระหว่างเป้าหมายกับวิธี
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่บอกว่ามีเพียงวิธีเดียว: The ____ open this locked box ____ use the key.
ดูคำตอบ
only way to · is to
แต่คุณรู้ไหมว่ามีอะไรอีกที่กะพริบ
But เชื่อมคำถามนี้กับการกะพริบที่เพิ่งพูดถึง Else หมายถึงคนหรือสิ่งอื่นที่เพิ่มจากสิ่งแรก ดังนั้น You know what else flickers? จึงเปิดช่องสำหรับตัวอย่างที่สอง ผู้พูดกำลังสร้างความคาดหวัง ไม่ได้มุ่งทดสอบว่าผู้ฟังรู้คำตอบหรือไม่ คำถามนี้ทำให้คำอธิบายหยุดชั่วครู่ แล้วผู้พูดจึงเปิดเผยคำตอบได้
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดสร้างความคาดหวังได้เป็นธรรมชาติที่สุดก่อนแนะนำสัตว์อีกชนิดที่เรืองแสงได้
- Do fireflies or jellyfish glow at night?
- Fireflies glow at night. But you know what else glows? Some jellyfish.
- Fireflies glow at night. Some jellyfish glow too.
ดูคำตอบ
Fireflies glow at night. But you know what else glows? Some jellyfish.
It's easy to think that a film projector works merely because a roll of film is dragged across a light source. ลำดับความ
5:49เราอาจคิดได้ง่าย ๆ ว่าเครื่องฉายภาพยนตร์ทำงานเพียงเพราะม้วนฟิล์มถูกลากผ่านแหล่งกำเนิดแสง
It's easy to think that ... merely because ...: การวางกรอบคำอธิบายที่ง่ายเกินไป
‘It's easy to think that...’ ไม่ได้หมายความว่าเครื่องฉายใช้งานได้ง่าย แต่หมายความว่าคนเราเชื่อคำอธิบายแรกได้ง่าย เพราะฟังดูชัดเจนและน่าเชื่อ ‘Merely because’ บอกว่าเหตุผลที่ตามมานั้นง่ายเกินไปหรือยังไม่เพียงพอเมื่อใช้เพียงเหตุผลเดียว เมื่อใช้สองส่วนนี้ร่วมกัน ผู้พูดจะยอมรับความคิดที่ดูน่าเชื่อก่อน แล้วจึงเตรียมผู้อ่านให้พร้อมรับคำอธิบายที่แก้ไขความคิดนั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้างนี้เพื่อเสนอคำอธิบายที่ดูน่าเชื่อแต่ยังไม่สมบูรณ์
- The lake is safe because the water looks clear.
- It's easy to think that the lake is safe merely because the water looks clear.
- It's easy to see the clear water in the lake.
ดูคำตอบ
It's easy to think that the lake is safe merely because the water looks clear.
a movie screen would be a blur of fast-moving images.
5:56จอภาพยนตร์ก็จะมีแต่ภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ที่พร่าปนกัน
If that were the case, ... would ...: การทดสอบคำกล่าวที่ขัดกับข้อเท็จจริง
‘If that were the case’ หมายถึง “ลองสมมติว่าคำกล่าวก่อนหน้านั้นเป็นจริง” ในที่นี้ผู้พูดไม่ได้ยอมรับคำกล่าวนั้น แต่กำลังนำมาทดสอบในฐานะความคิดที่ไม่ตรงกับความจริง อนุประโยคที่มี if ใช้ were และอนุประโยคผลลัพธ์ใช้ would + คำกริยารูปพื้นฐาน: if that were the case, a movie screen would be.... รูปแบบนี้คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากความคิดนั้นเป็นจริง ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดว่าผิดช่วยแสดงว่าความคิดเดิมก็ผิดด้วย รูปแบบนี้แสดงการสมมติ ไม่ได้บอกเวลาในอดีต
แบบฝึกหัด
เด็กคนหนึ่งอ้างว่ากุญแจทุกดอกสามารถเปิดประตูบานเดียวกันได้ เติมรูปแบบสมมติที่ถูกต้องเพื่อทดสอบคำกล่าวนี้: If that ____, every key ____ the door.
ดูคำตอบ
were the case · would open
The shutter opens and closes to let an image hit the screen
6:02ชัตเตอร์จะเปิดและปิดเพื่อให้ภาพหนึ่งตกกระทบบนจอ
early films were shot at only about 16 frames per second. การใช้คำ
6:11ภาพยนตร์ยุคแรกถ่ายด้วยความเร็วเพียงประมาณ 16 เฟรมต่อวินาที
were shot at ... frames per second: ถ่ายทำที่ ... เฟรมต่อวินาที
ในภาษาภาพยนตร์ shoot หมายถึง “บันทึกภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้อง” Were shot เป็นรูปกรรมวาจก เพราะภาพยนตร์ยุคแรกเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทำ At ใช้นำหน้าอัตราการถ่ายทำ ซึ่งในที่นี้คือประมาณ 16 เฟรมต่อวินาที About บอกว่าตัวเลขเป็นค่าประมาณ ส่วน only เน้นว่าอัตรานี้ต่ำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปกรรมวาจกของ shoot และคำบุพบทที่ใช้หน้าอัตราการถ่ายทำ: “The old movies ____ about 18 frames per second.”
ดูคำตอบ
were shot at
you would see a bright image flashed 16 times on the screen,
6:16คุณจะเห็นภาพสว่างวาบขึ้นบนจอ 16 ครั้งต่อวินาที
which was not fast enough to not be noticeable. ไวยากรณ์
6:20ซึ่งยังไม่เร็วพอที่จะไม่ให้เราสังเกตเห็น
not fast enough to not be noticeable: ไม่เร็วพอที่จะทำให้มองไม่เห็น
Which ย้อนกลับไปหมายถึงความถี่ที่ภาพกะพริบบนจอ 16 ครั้ง ในโครงสร้าง not fast enough to... คำว่า not ตัวแรกบอกว่าความถี่นี้ยังไม่ถึงความเร็วที่จำเป็น ส่วน not ตัวที่สองเป็นส่วนหนึ่งของผลที่ต้องการ คือ not be noticeable เพราะความถี่นี้ทำให้เกิดผลดังกล่าวไม่ได้ ผู้ชมจึงยังเห็นการกะพริบอยู่ not ทั้งสองคำทำหน้าที่คนละระดับในโครงสร้าง จึงไม่ได้หักล้างกันอย่างง่าย ๆ
แบบฝึกหัด
“The flashes were not fast enough to not be noticeable” หมายความว่าอย่างไร
- ยังมองเห็นการกะพริบได้เพราะความถี่ต่ำเกินไป
- ภาพหยุดปรากฏบนจอ
- มองไม่เห็นการกะพริบเพราะความถี่สูงเพียงพอ
ดูคำตอบ
ยังมองเห็นการกะพริบได้เพราะความถี่ต่ำเกินไป
การถูกเรียกว่า flicks ... ที่มาของ chick flick
ในที่นี้ flicks เป็นคำไม่เป็นทางการที่หมายถึงภาพยนตร์ ประโยคนี้เชื่อมโยงคำดังกล่าวกับอาการภาพกะพริบที่มองเห็นได้ในการฉายภาพยนตร์ยุคแรก ๆ กล่าวคือภาพยนตร์เกิดการ flicker จึงถูกเรียกว่า flicks chick flick เกิดขึ้นภายหลังจากคำว่า flick โดย chick เป็นคำเรียกผู้หญิงแบบไม่เป็นทางการและค่อนข้างล้าสมัย คำนี้ใช้ติดป้ายภาพยนตร์ที่ถูกมองว่าน่าจะดึงดูดผู้หญิงเป็นพิเศษ ประวัติของคำจึงพัฒนาจากปรากฏการณ์ทางภาพเชิงเทคนิคไปเป็นป้ายกำกับประเภทภาพยนตร์ทางวัฒนธรรม
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับประวัติของคำในประโยคนี้มากที่สุด
- เดิม flick หมายถึงภาพยนตร์สำหรับผู้หญิง แล้วจึงเติม chick ภายหลังเพื่อทำให้คำนี้เป็นทางการ
- chick flick หมายถึงการเคลื่อนไหวมืออย่างรวดเร็วที่ใช้เปิดเครื่องฉายภาพยนตร์ยุคแรก
- ภาพยนตร์ยุคแรกมีภาพกะพริบอย่างเห็นได้ชัด จึงเริ่มเรียกภาพยนตร์อย่างไม่เป็นทางการว่า flick และต่อมาจึงสร้างคำว่า chick flick จาก flick
ดูคำตอบ
ภาพยนตร์ยุคแรกมีภาพกะพริบอย่างเห็นได้ชัด จึงเริ่มเรียกภาพยนตร์อย่างไม่เป็นทางการว่า flick และต่อมาจึงสร้างคำว่า chick flick จาก flick
I mean I will leave 80 milliseconds before you become aware that I've left.
6:34หมายถึงผมจะจากไป 80 มิลลิวินาทีก่อนที่คุณจะรับรู้ว่าผมไปแล้ว
now ... ใน by now, I mean
now คำแรกมีความหมายตามปกติว่าเกิดขึ้นทันที ผู้พูดบอกว่าเขากำลังจะออกไปในขณะนี้ ใน by now, I mean... คำว่า by นำเข้าสู่คำว่า now ที่ผู้พูดกำลังกำหนดความหมาย ส่วนนี้เข้าใจได้ว่าเป็น by “now,” I mean... หรือ “เมื่อผมใช้คำว่า now ผมหมายถึง...” ไม่ใช่เพียงคำวิเศษณ์บอกเวลาตามปกติ by now ที่หมายถึง “จนถึงตอนนี้” เขาพูดติดตลกโดยกำหนดให้ now หมายถึงการออกไปก่อนที่ผู้ชมจะรับรู้อย่างมีสติ 80 มิลลิวินาที ทำให้ประโยคปิดเชื่อมกับแนวคิดเรื่องการรับรู้ที่ล่าช้า
แบบฝึกหัด
by now ในประโยคนี้มีหน้าที่ตามที่ผู้พูดตั้งใจไว้อย่างไร
- หมายความว่าผู้พูดออกไปนานมากก่อนกล่าวข้อความนี้
- เป็นการนำเข้าสู่นิยามพิเศษที่ผู้พูดกำหนดให้คำว่า now
- ใช้วลีบอกเวลาปกติ by now เพื่อบอกว่าผู้ชมน่าจะออกไปแล้ว
ดูคำตอบ
เป็นการนำเข้าสู่นิยามพิเศษที่ผู้พูดกำหนดให้คำว่า now
I put three links to previous Vsauce videos in the description
6:39ผมใส่ลิงก์ไปยังวิดีโอ Vsauce ก่อนหน้านี้สามรายการไว้ในคำอธิบาย
One is about why time feels like it's going faster as we get older.
6:44รายการหนึ่งพูดถึงสาเหตุที่เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น