เราทุกคนล้วนเป็นญาติกัน: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
740 คำ 148 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: Michael เชื่อมโยงแผนผังครอบครัว การผลัดเปลี่ยนเซลล์ และจำนวนอะตอมมหาศาล เพื่อแสดงว่ามนุษย์สัมพันธ์กันผ่านบรรพบุรุษ บุคคลในประวัติศาสตร์ และอนาคตอันไกลโพ้น ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. couldn't be here without — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจโครงสร้างเงื่อนไขสวนทางกับความจริงแบบกระชับ และใช้บอกว่าเงื่อนไขก่อนหน้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อผลลัพธ์ในปัจจุบัน 2. sure don't. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: ฟังให้ออกว่า sure เน้นคำตอบปฏิเสธที่ละกริยาไว้ กู้กริยาจากบริบท และไม่ตีความเป็นข้อความกลาง ๆ 3. mind-blowing — ความหมายคำศัพท์และระดับภาษา: เรียนรู้คำคุณศัพท์ไม่เป็นทางการที่สื่อว่าข้อเท็จจริงหรือแนวคิดน่าทึ่งและยากจะจินตนาการ พร้อมตัดสินว่าเมื่อใดควรใช้คำกลางกว่า

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey Vsauce, Michael here.

0:03

เฮ้ Vsauce ไมเคิลเองครับ

And you guys are my family.

0:05

และพวกคุณก็คือครอบครัวของผม

Scientifically speaking, วลี

0:10

ถ้าพูดกันในทางวิทยาศาสตร์

geneticists tell us that every single person on Earth ไวยากรณ์

0:12

นักพันธุศาสตร์บอกเราว่า ทุกคนบนโลก

is at the least

0:16

อย่างน้อยก็

50th cousins with everybody else on Earth.

0:17

เป็นญาติระดับลูกพี่ลูกน้องลำดับที่ 50 กับคนอื่นทุกคนบนโลก

วลี

Scientifically speaking: เกริ่นข้อความจากมุมมองของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

Scientifically speaking เป็นวลีเกริ่นนำที่ใช้บอกมุมมอง วลีนี้บอกผู้ฟังให้พิจารณาข้อความที่ตามมาโดยอาศัยหลักฐานหรือการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่อารมณ์หรือความรู้สึกจากชีวิตประจำวัน speaking ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกำลังกล่าวสุนทรพจน์ทางวิทยาศาสตร์ วลีทั้งหมดมีความหมายว่า “หากมองจากมุมวิทยาศาสตร์” และปกติจะตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “หากมองจากมุมวิทยาศาสตร์” ลงในประโยค: ____, regular exercise can improve your mood.

ดูคำตอบ

Scientifically speaking

ไวยากรณ์

Every single person: เน้นว่าไม่มีข้อยกเว้น

every single person หมายถึง “ทุกคนโดยไม่มีใครถูกเว้นไว้” และเน้นเป็นพิเศษว่าไม่มีข้อยกเว้น ในที่นี้ single ใช้เพิ่มน้ำหนักให้ every ไม่ได้แปลว่า “โสด” หรือ “อยู่คนเดียว” โครงสร้างคือ every single + คำนามนับได้เอกพจน์ เช่น every single person และ every single day เนื่องจาก every ชี้ถึงคนหรือสิ่งของทีละหนึ่ง คำนามที่ตามมาจึงเป็นเอกพจน์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ every single ได้ถูกต้องเพื่อเน้นว่าไม่มีข้อยกเว้น?

  1. Every single students brought a pencil.
  2. Every single student brought a pencil.
  3. Every student was single.
ดูคำตอบ

Every single student brought a pencil.

It kind of has to be that way. โน้ต

0:21

มันแทบจะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

kind of ที่ใช้ลดความหนักแน่นในภาษาพูด

ในประโยคนี้ kind of เป็นคำที่ช่วยลดน้ำหนักของคำพูด ทำให้ข้อความที่ค่อนข้างหนักแน่นอย่าง has to be that way ฟังไม่ตรงหรือเด็ดขาดจนเกินไป ผู้พูดยังเชื่อว่าข้อสรุปนั้นจำเป็น แต่พูดด้วยท่าทีที่นุ่มนวลและเป็นกันเองมากขึ้น ในโครงสร้างนี้ kind of วางไว้หน้าส่วนที่ต้องการลดน้ำหนัก และมีความหมายประมาณว่า “ค่อนข้าง” หรือ “ในแง่หนึ่ง” สิ่งที่เปลี่ยนคือระดับความมั่นใจในการพูด ไม่ใช่ข้อสรุปหลัก

แบบฝึกหัด

ในประโยค “It kind of has to be that way,” kind of ทำหน้าที่อะไร?

  1. ออกคำสั่งให้ใครบางคน
  2. บอกประเภทหนึ่งของสถานการณ์
  3. ทำให้ข้อความฟังดูไม่เด็ดขาดเกินไป
ดูคำตอบ

ทำให้ข้อความฟังดูไม่เด็ดขาดเกินไป

ไวยากรณ์

has to be ที่ใช้แสดงข้อสรุปทางตรรกะ

ในประโยคนี้ has to be แสดงความจำเป็นทางตรรกะ กล่าวคือ ข้อเท็จจริงทำให้สิ่งนี้เป็นข้อสรุปที่สมเหตุสมผลเพียงอย่างเดียว be เชื่อม it เข้ากับ that way ซึ่งบอกสภาพที่สถานการณ์จำเป็นต้องเป็น have to ไม่ได้หมายถึงหน้าที่เสมอไป เมื่อผู้พูดให้เหตุผลจากหลักฐานหรืออธิบายว่าทำไมบางสิ่งจึงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ has to be อาจหมายถึง “ตามเหตุผลแล้วต้องเป็น”

แบบฝึกหัด

Mia ตรวจดูทุกห้องแต่หา Leo ข้างในไม่พบ เธอพูดว่า “He has to be outside.” has to be แสดงความหมายอะไร?

  1. แผนว่า Leo จะทำอะไรในภายหลัง
  2. ข้อสรุปที่อิงจากหลักฐาน
  3. คำสั่งที่ Leo ต้องทำตาม
ดูคำตอบ

ข้อสรุปที่อิงจากหลักฐาน

Think of it like this. ลำดับความ

0:24

ลองคิดแบบนี้ดู

ลำดับความ

การใช้ “Think of it like this.” เพื่อเปลี่ยนมุมอธิบาย

“Think of it like this” เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปใช้มุมมอง แบบจำลอง หรือการเปรียบเทียบที่ง่ายกว่า โดยบอกผู้ฟังว่าคำอธิบายถัดไปจะช่วยให้ติดตามแนวคิดเดิมได้ง่ายขึ้น like ในที่นี้หมายถึง “ในลักษณะนี้” หรือ “ผ่านการเปรียบเทียบนี้” ไม่ได้หมายถึง “ชอบ” วลีนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบสิ่งที่จะพูดต่อไป ไม่ได้เพิ่มหลักฐานใหม่ด้วยตัวมันเอง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า “Think of it like this”?

  1. กำลังเสนอวิธีที่ง่ายกว่าในการเข้าใจแนวคิด
  2. กำลังจบคำอธิบายโดยไม่ยกตัวอย่างอีก
  3. กำลังบอกว่าผู้พูดชอบแนวคิดนั้น
ดูคำตอบ

กำลังเสนอวิธีที่ง่ายกว่าในการเข้าใจแนวคิด

You have two biological parents

0:25

คุณมีพ่อแม่ทางสายเลือดสองคน

and four biological grandparents

0:28

มีปู่ย่าตายายทางสายเลือดสี่คน

and eight biological great-grandparents.

0:31

และมีบรรพบุรุษรุ่นทวดทางสายเลือดแปดคน

It keeps doubling. ไวยากรณ์

0:33

จำนวนนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าไปเรื่อย ๆ

ไวยากรณ์

keep + -ing ใน “keeps doubling”

keep + คำกริยา-ing หมายถึงการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อไปหรือเกิดซ้ำ ๆ ใน “keeps doubling” คำว่า keeps ผันให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ it ส่วน doubling ระบุการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินต่อไป doubling หมายถึงการมีขนาดหรือปริมาณเป็นสองเท่าในแต่ละช่วง ดังนั้นประโยคนี้จึงบรรยายรูปแบบที่ดำเนินต่อเนื่อง ไม่ได้หมายถึงการเก็บสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “doubling” ไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย keep + -ing และใช้ double เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง: The number ____ at each stage.

ดูคำตอบ

keeps doubling

Well,

0:35

ทีนี้

if you follow your family tree all the way back วลี

0:35

ถ้าคุณไล่ย้อนแผนผังครอบครัวกลับไปจนถึง

to the time of the ancient Romans,

0:38

ยุคโรมันโบราณ

64 generations ago,

0:41

เมื่อ 64 รุ่นก่อน

that tree would need 1 quintillion separate individuals,

0:43

แผนผังนั้นจะต้องใช้บุคคลที่ไม่ซ้ำกันถึง 1 ควินทิลเลียนคน

วลี

all the way back: ย้อนกลับไปไกลถึงอดีต

ในประโยคนี้ all the way back เน้นช่วงทั้งหมดของการย้อนผ่านเวลา ตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงยุคโรมันโบราณ back ชี้ไปยังเวลาที่ก่อนหน้า ส่วน all the way ทำให้ช่วงเวลานั้นดูยาวไกลมากและย้อนถึงปลายทางอย่างครบถ้วน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ follow or trace something all the way back to + เวลา หรือต้นกำเนิด หมายถึงตรวจสอบประวัติต่อไปจนถึงจุดปลายทางอันห่างไกลนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องมีถนนหรือการเดินทางจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่เน้นช่วงเวลาอันยาวนานทั้งหมดในการย้อนสู่อดีตให้สมบูรณ์: The museum can trace this custom ____ to the fifteenth century.

ดูคำตอบ

all the way back

which is a number that is larger

0:50

ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า

than the number of humans who have ever existed,

0:52

จำนวนมนุษย์ทั้งหมดที่เคยมีชีวิตอยู่

ever.

0:55

เสียอีก

So what does that mean?

0:56

แล้วนั่นหมายความว่าอย่างไร

Well, I think Bill Bryson put it best วลี

0:58

ผมคิดว่าบิล ไบรสันพูดไว้ได้ดีที่สุด

when he said,

1:00

ตอนที่เขาบอกว่า

"You couldn't be here ไวยากรณ์

1:01

“คุณไม่มีทางมาอยู่ตรงนี้ได้

without a little incest."

1:02

ถ้าไม่มีการร่วมประเวณีในหมู่เครือญาติสักหน่อย”

วลี

put it best: พูดได้ดีที่สุด

ใน put it best คำว่า put หมายถึง “แสดงหรือเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูด” ส่วน it หมายถึงความคิดที่กำลังกล่าวถึง Best เป็นรูปขั้นสูงสุด ผู้พูดตัดสินว่าถ้อยคำของบิล ไบรสันเป็นแบบที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ หรือน่าจดจำที่สุด รูปแบบ X put it best when X said ... ทำหน้าที่ทั้งชื่นชมการใช้ถ้อยคำของใครบางคนและนำเข้าสู่คำพูดที่ยกมาหรือถอดความ เป็นเรื่องของการเลือกใช้คำ ไม่ใช่การวางสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าเลนาแสดงความคิดนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นทั้งหมด

  1. Lena put the written plan on the desk.
  2. Lena repeated the plan exactly as she heard it.
  3. Lena put it best when she called the plan simple but brave.
ดูคำตอบ

Lena put it best when she called the plan simple but brave.

ไวยากรณ์

couldn't be here without: แสดงการพึ่งพาเงื่อนไขที่จำเป็น

รูปแบบ couldn't ... without ... บอกว่าผลลัพธ์หนึ่งต้องอาศัยเงื่อนไขที่จำเป็น ในประโยคนี้ be here หมายถึง “มีชีวิตหรือมีตัวตนอยู่ในวันนี้” ผู้พูดนำเสนอสิ่งที่ตามหลัง without ว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็น ถ้าไม่มีสิ่งนั้น คุณก็คงไม่มีตัวตนอยู่ในตอนนี้ could not ตรงนี้ไม่ได้พูดถึงการอนุญาตหรือกฎ แต่แสดงความเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์สมมุติ เมื่อตัดเงื่อนไขหลัง without ออก ผลลัพธ์นั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าแสงแดดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตของต้นไม้นี้

  1. This plant couldn't grow without sunlight.
  2. This plant couldn't grow with sunlight.
  3. This plant could grow without sunlight.
ดูคำตอบ

This plant couldn't grow without sunlight.

Actually,

1:04

ที่จริงแล้ว

quite a lot of incest.

1:05

มีการร่วมประเวณีในหมู่เครือญาติเยอะทีเดียว

Nothing ridiculous, mind you, น้ำเสียง/เจตนา

1:08

แต่ไม่ถึงขั้นพิลึกพิลั่นอะไรขนาดนั้นนะ

น้ำเสียง/เจตนา

mind you: เพิ่มคำเตือนหรือข้อจำกัด

mind you เป็นคำเชื่อมบทสนทนาที่แทรกเข้ามาเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังข้อสังเกตหนึ่ง โดยทั่วไปข้อสังเกตนั้นจะจำกัด แก้ไข หรือแสดงความต่างจากอีกแนวคิดหนึ่ง ในที่นี้ mind you ช่วยป้องกันการตีความที่เกินจริง ผู้พูดเน้นก่อนพูดต่อว่าสถานการณ์นั้น “ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล” ไม่ได้แปลตามตัวอักษรว่า “ใช้ความคิดของคุณ” และไม่ใช่คำถาม do you mind?

แบบฝึกหัด

สำนวนใดใช้เพิ่มคำเตือนหรือข้อจำกัดในการสนทนาแบบไม่เป็นทางการได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. never mind
  2. mind you
  3. do you mind
ดูคำตอบ

mind you

but if you go far enough back in your family tree, ไวยากรณ์

1:10

หากคุณย้อนแผนผังครอบครัวกลับไปไกลพอ

you're going to find that quite frequently

1:12

คุณจะพบอยู่บ่อยทีเดียวว่า

people who were distantly related

1:14

คนที่เป็นญาติห่าง ๆ กัน

had kids.

1:17

มีลูกด้วยกัน

ไวยากรณ์

far enough back: ย้อนกลับไปไกลพอในอดีต

ในประโยคนี้ far enough back หมายถึง “ย้อนกลับไปถึงจุดหนึ่งในอดีตที่ไกลเพียงพอ” far บอกระดับความไกล enough วางหลังคำคุณศัพท์ที่มันขยาย และ back ชี้ไปทางอดีตในเชิงเวลา ไม่ใช่ด้านหลังของใครในเชิงพื้นที่ วลีนี้มักใช้กับ look, go, trace หรือ search โดยกำหนดจุดเกณฑ์ว่า เมื่อการค้นคว้าย้อนเวลาไปถึงระดับนั้น ผลที่กล่าวถึงจึงอาจเกิดขึ้นหรือมองเห็นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่หมายถึง “ย้อนกลับไปถึงจุดหนึ่งในอดีตที่ไกลเพียงพอ”: If you search ____ in the town records, you may discover that the two families were once connected.

ดูคำตอบ

far enough back

In fact,

1:18

ที่จริง

if you are currently dating or married to somebody

1:19

ถ้าตอนนี้คุณกำลังคบหาหรือแต่งงานกับใครสักคน

who is from your own country

1:23

ที่มาจากประเทศเดียวกับคุณ

and is of your own ethnicity,

1:24

และมีชาติพันธุ์เดียวกับคุณ

there's a 1 in 5 chance that the two of you ไวยากรณ์

1:26

มีโอกาสหนึ่งในห้าที่คุณสองคน

share a common family member

1:29

จะมีบรรพบุรุษร่วมกัน

fewer than 10 generations ago. ไวยากรณ์

1:31

เมื่อย้อนกลับไปไม่ถึง 10 รุ่น

ไวยากรณ์

there's a 1 in 5 chance that: บอกความน่าจะเป็น

there's a 1 in 5 chance that ใช้นำเสนอเหตุการณ์ที่สมบูรณ์หนึ่งเหตุการณ์ในรูปของความน่าจะเป็น โครงสร้างคือ there's a + probability + chance that + clause โดยอนุประโยคที่ตามมาระบุเหตุการณ์ที่กำลังวัดความน่าจะเป็น one in five หมายถึงความน่าจะเป็นประมาณ 20% ไม่ได้รับประกันว่าจะต้องเกิดหนึ่งกรณีพอดีในทุกกลุ่มที่มีห้า แต่เป็นการสรุปโอกาสจากกรณีที่เปรียบเทียบกันได้จำนวนมาก

แบบฝึกหัด

เติมคำพยากรณ์ด้วยโครงสร้างบอกความน่าจะเป็นจากบทเรียน: Based on the current weather model, ____ the outdoor concert will be canceled.

ดูคำตอบ

there's a 1 in 5 chance that

ไวยากรณ์

fewer than กับคำนามนับได้รูปพหูพจน์

fewer than หมายถึงจำนวนที่ต่ำกว่าตัวเลขซึ่งตามหลังมา ในที่นี้ใช้เพราะ generations เป็นคำนามนับได้รูปพหูพจน์ โดยนับได้ว่า one generation, two generations และต่อไปเรื่อย ๆ ใช้ fewer than หน้าคนหรือสิ่งของหลายสิ่งที่นับแยกกันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีมาตรฐานที่หมายถึง “จำนวนต่ำกว่า” เมื่ออยู่หน้าคำนามนับได้รูปพหูพจน์: The class has ____ thirty students.

ดูคำตอบ

fewer than

Furthermore,

1:35

ยิ่งไปกว่านั้น

because our society is becoming more and more mobile, ไวยากรณ์

1:36

เพราะผู้คนในสังคมเดินทางและย้ายถิ่นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

our most recent common ancestor การใช้คำ

1:40

บรรพบุรุษร่วมคนล่าสุดของเรา

is becoming more recent.

1:43

ก็ยิ่งอยู่ใกล้ยุคปัจจุบันมากขึ้น

ไวยากรณ์

more and more mobile เพื่อบอกแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

more and more + คำคุณศัพท์ แสดงว่าคุณสมบัติหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเวลา ในที่นี้ more and more mobile หมายถึงผู้คนในสังคมสามารถหรือมีแนวโน้มที่จะย้ายไปมาระหว่างสถานที่และสร้างความสัมพันธ์ข้ามภูมิภาคได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย mobile ไม่ได้เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ more ทั้งสองคำเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนี้ more mobile เป็นการเปรียบเทียบครั้งเดียว แต่ more and more mobile แสดงแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง more and more + คำคุณศัพท์ แบบเต็มเพื่อเติมประโยค: With every lesson, Mia became ____. (graceful)

ดูคำตอบ

more and more graceful

การใช้คำ

Most recent common ancestor: บรรพบุรุษร่วมล่าสุด

most recent common ancestor คือบรรพบุรุษที่อยู่ใกล้ยุคปัจจุบันที่สุด ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุ่มที่กำหนดสืบเชื้อสายมาจากบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ในวิชาลำดับวงศ์ตระกูล วิวัฒนาการ และพันธุศาสตร์ประชากร common หมายถึง “ที่มีร่วมกัน” ไม่ใช่ “ธรรมดา” most recent เปรียบเทียบบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตนี้กับบรรพบุรุษร่วมที่เก่ากว่า คำนี้บอกความใกล้กับยุคปัจจุบันในด้านเวลา ไม่ได้บอกอายุของบรรพบุรุษหรือว่าบุคคลนั้นเป็นญาติที่อายุน้อย ในที่นี้ our หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่กำลังกล่าวถึง ส่วน is becoming more recent หมายความว่าช่วงเวลาที่ประเมินว่าบรรพบุรุษร่วมผู้นั้นมีชีวิตอยู่กำลังขยับเข้าใกล้ปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าบรรพบุรุษกำลังอายุน้อยลงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมศัพท์เทคนิคที่หมายถึงบรรพบุรุษในอดีตซึ่งอยู่ใกล้ปัจจุบันที่สุดและทุกคนในกลุ่มมีร่วมกัน: Researchers identified the group's ____.

ดูคำตอบ

most recent common ancestor

Mathematical models are now showing us that

1:45

ตอนนี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า

for everybody,

1:47

สำหรับทุกคน

every human on Earth right now,

1:48

สำหรับมนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตอยู่บนโลกในตอนนี้

our most recent common ancestor

1:50

บรรพบุรุษร่วมคนล่าสุดของเรา

probably lived only 2 to 4,000 years ago.

1:52

น่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อเพียง 2,000 ถึง 4,000 ปีก่อน

A recent study, it's a great one,

1:56

มีงานวิจัยล่าสุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งยอดเยี่ยมมาก

you should read it,

1:57

คุณควรไปอ่านดู

found that there was a person alive

1:58

งานวิจัยนี้พบว่ามีคนคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่

as early as 300 BC วลี

2:02

ย้อนไปไกลถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล

who is related to every single person

2:05

ซึ่งเป็นญาติกับทุกคน

alive on Earth today.

2:08

ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกทุกวันนี้

วลี

As early as 300 BC: sớm từ năm 300 TCN

รูปแบบ as early as + เวลา นำเสนอวันที่หรือเวลาว่าเร็วอย่างน่าประหลาดใจ หรือเป็นจุดเวลาที่เร็วที่สุดที่อาจเป็นไปได้ ในประโยคนี้ as early as 300 BC หมายความว่าบุคคลนั้นอาจมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เก่าไกลถึง 300 ปีก่อนคริสตกาล นี่ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าเท่ากันแบบ as ... as ตามปกติ as early as เป็นรูปแบบเน้นความหมายแบบตายตัวที่วางไว้หน้าคำบอกเวลา ในข้อความทางประวัติศาสตร์ รูปแบบนี้เน้นว่าหลักฐานหรือค่าประมาณย้อนกลับไปในอดีตได้ไกลเพียงใด ส่วนเมื่อใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต มักบอกเวลาที่เร็วที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสามคำที่หมายถึง “ในเวลาที่เร็วอย่างน่าประหลาดใจและอาจเป็นไปได้”: The package could arrive ____ Tuesday.

ดูคำตอบ

as early as

Their study also found that

2:11

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่า

that person most likely lived in Taiwan,

2:12

คนคนนั้นน่าจะอาศัยอยู่ในไต้หวัน

near a busy port city,

2:16

ใกล้กับเมืองท่าที่คึกคัก

so their descendants could quickly spread around the world.

2:17

ลูกหลานของคนคนนั้นจึงแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

Now, all that said, ลำดับความ

2:20

แต่ถึงอย่างนั้น

you only receive half of your genetic information

2:22

คุณได้รับข้อมูลทางพันธุกรรมเพียงครึ่งหนึ่ง

from your mother and half from your father.

2:24

จากแม่ และอีกครึ่งหนึ่งจากพ่อ

ลำดับความ

all that said, วลีเชื่อมเพื่อยอมรับก่อนเปลี่ยนประเด็น

All that said เป็นวลีเชื่อมเพื่อเปลี่ยนทิศทางของเนื้อหา โดย all that ย้อนอ้างถึงคำอธิบายทั้งหมดก่อนหน้า ส่วน said ทำให้คำอธิบายนั้นเป็นสิ่งที่ได้กล่าวและยอมรับไว้แล้วในการสนทนา วลีนี้ยอมรับเนื้อหาก่อนหน้า แล้วจึงนำเสนอข้อจำกัดหรือประเด็นที่ช่วยถ่วงดุล ควรเข้าใจว่า “ประเด็นก่อนหน้ายังคงถูกต้อง แต่สิ่งที่จะกล่าวต่อไปก็สำคัญเช่นกัน”

แบบฝึกหัด

เติมวลีเชื่อมสามคำที่ยอมรับประเด็นก่อนหน้าแล้วจึงเพิ่มข้อจำกัดให้สมบูรณ์: The plan could save time and money. ____, we need to test it before using it everywhere.

ดูคำตอบ

All that said

And as you go up your tree,

2:27

และเมื่อคุณไล่ย้อนแผนผังครอบครัวขึ้นไป

it's quite possible that distant, distant ancestors วลี

2:29

ก็เป็นไปได้มากว่าบรรพบุรุษที่ห่างไกลมาก ๆ

had literally no contribution to your genome.

2:31

ไม่ได้มีส่วนในจีโนมของคุณเลยแม้แต่น้อย

วลี

it's quite possible that สำหรับบอกความเป็นไปได้อย่างมีระดับ

it's quite possible that + อนุประโยค ใช้นำเสนอข้อความว่ามีโอกาสจริงและมากพอสมควรที่จะเป็นความจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นยืนยันอย่างแน่นอน เป็นกรอบแสดงจุดยืนที่สมบูรณ์ โดย possible ใช้ประเมินความเป็นไปได้ quite เพิ่มน้ำหนัก และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุว่าอะไรอาจเป็นจริง ในประโยคนี้ ผู้พูดมองการไม่มีส่วนทางพันธุกรรมเลยว่าเป็นความเป็นไปได้ที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว กรอบนี้จึงเหมาะกับการเสนอข้อสรุปที่มีเหตุผลพร้อมระบุระดับความแน่นอนให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมกรอบแสดงจุดยืนสี่คำที่บอกถึงความเป็นไปได้ที่มีน้ำหนักโดยไม่ยืนยันความแน่นอน: ____ the meeting will end early, but we do not know yet.

ดูคำตอบ

It's quite possible that

So,

2:37

ดังนั้น

who are you?

2:38

คุณคือใครกันแน่

I've said this before,

2:41

ผมเคยพูดเรื่องนี้มาก่อน

but because bacteria are so much smaller than the average human body cell, ไวยากรณ์

2:43

แต่เพราะแบคทีเรียเล็กกว่าเซลล์โดยเฉลี่ยในร่างกายมนุษย์มาก

your body contains more bacteria

2:48

ร่างกายของคุณจึงมีแบคทีเรียมากกว่า

than it contains its own cells.

2:51

เซลล์ของตัวเองเสียอีก

ไวยากรณ์

so much smaller than: แสดงความแตกต่างด้านขนาดอย่างมาก

ใน so much smaller than คำว่า much ขยายคำคุณศัพท์ขั้นกว่า smaller และหมายถึง “แตกต่างกันในระดับมาก” ภาษาอังกฤษมักใช้คำบอกระดับ เช่น much, far หรือ a lot เพื่อเน้นคำขั้นกว่า ไม่ใช้ very ในที่นี้ so เน้นระดับความแตกต่างอย่างมากภายในอนุประโยคที่มี because และทำให้ความแตกต่างนั้นเป็นเหตุผลของข้อสรุปที่ตามมา ขนาดที่เล็กมากของแบคทีเรียช่วยอธิบายว่าทำไมร่างกายจึงมีแบคทีเรียแต่ละตัวได้มากกว่าเซลล์มนุษย์ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ so much + comparative + than ... ซึ่งช่วยปูทางไปสู่ผลลัพธ์หรือคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปรียบเทียบเป้าหมายสี่คำ ความแตกต่างด้านขนาดอย่างมากอธิบายผลลัพธ์ที่ตามมา: The model car is ____ the real car that it fits in your hand.

ดูคำตอบ

so much smaller than

And forget about trying to remember น้ำเสียง/เจตนา

2:54

และเลิกคิดที่จะพยายามจดจำ

every individual cell and bacteria in your body,

2:56

เซลล์ทุกเซลล์และแบคทีเรียทุกตัวในร่างกายได้เลย

น้ำเสียง/เจตนา

forget about trying to...: ปฏิเสธความพยายามที่ไม่สมจริง

Forget about trying to remember เป็นประโยคคำสั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งสูญเสียความทรงจำไปแล้ว โครงสร้าง forget about + -ing บอกให้ผู้ฟังเลิกทำสิ่งหนึ่งหรือไม่ต้องคิดจะทำตั้งแต่แรก ในประโยคนี้ การจดจำเซลล์และแบคทีเรียทุกตัวถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องไม่สมจริง ผู้พูดจึงกล่าวอย่างติดตลกว่า “ไม่ต้องลองเลย” การสื่อสารที่นำไปใช้ต่อได้คือ forget about trying to + verb ซึ่งใช้ปฏิเสธความพยายามที่เสนอมาเพราะทำได้ยากเกินจริง

แบบฝึกหัด

“Forget about trying to finish all five hundred pages tonight” มีความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดว่าอย่างไร

  1. ผู้พูดกำลังเตือนให้อีกคนเริ่มอ่านทันที
  2. ผู้พูดคิดว่าเป้าหมายไม่สมจริงและแนะนำว่าอย่าพยายามทำ
  3. ผู้พูดจำไม่ได้ว่าอ่านหน้าต่าง ๆ เสร็จแล้วหรือยัง
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดว่าเป้าหมายไม่สมจริงและแนะนำว่าอย่าพยายามทำ

they're constantly dying and being replaced. ไวยากรณ์

2:59

เพราะพวกมันตายและถูกแทนที่อยู่ตลอดเวลา

ไวยากรณ์

constantly dying and being replaced: กระบวนการกระทำและถูกกระทำที่ขนานกัน

ใน they're constantly dying and being replaced คำว่า are ใช้ร่วมกับรูป -ing ที่เชื่อมแบบขนานกันสองรูป คือ dying และ being replaced ส่วน constantly บอกว่าทั้งสองกระบวนการเกิดซ้ำหรือดำเนินต่อเนื่อง dying เป็นรูปกระทำ โดยเซลล์และแบคทีเรียเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง ส่วน being replaced เป็นรูปถูกกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ โดย being + กริยาช่องที่สาม replaced แสดงว่ามีสิ่งอื่นมาแทนที่พวกมัน การเชื่อมสองรูปนี้ทำให้โครงสร้างขนานกัน แต่ยังคงบทบาทที่ต่างกันไว้

แบบฝึกหัด

เติมรูปถูกกระทำแบบ -ing ของ replace เพื่อให้ขนานกับ losing: The old batteries are slowly losing power and ____ by new ones.

ดูคำตอบ

being replaced

Even cells like brain cells,

3:01

แม้แต่เซลล์อย่างเซลล์สมอง

which seem to live for a very long time,

3:03

ที่ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่ได้นานมาก

still take in new nutrients and expel waste, กริยาวลี

3:06

ก็ยังรับสารอาหารใหม่และขับของเสียออกมา

กริยาวลี

take in ในความหมายว่า “ดูดซึม”

ในที่นี้ take in เป็นกริยาวลีที่หมายถึงดูดซึมหรือรับบางสิ่งเข้าสู่ร่างกายหรือระบบ เซลล์สมองที่มีอายุยืนรับสารอาหารที่นำไปใช้ได้ ไม่ได้หมายถึงการถือสิ่งของเข้าไปในสถานที่จริง ๆ take และ in ทำงานร่วมกันเป็นหน่วยความหมายเดียว ความหมายนี้ใช้ได้กับรากพืชที่ดูดซึมน้ำหรือเครื่องจักรที่รับอากาศเข้าไป โดยสิ่งหนึ่งเคลื่อนจากด้านนอกเข้าสู่สิ่งมีชีวิตหรือระบบ

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีสองคำจากบทนี้ที่หมายถึง “ดูดซึม”: During exercise, your lungs ____ more oxygen.

ดูคำตอบ

take in

meaning that within about every 5 years, ไวยากรณ์

3:09

นั่นหมายความว่าทุก ๆ ราว 5 ปี

every single atom that used to make up your body โน้ต

3:13

อะตอมทุกอะตอมที่เคยประกอบเป็นร่างกายของคุณ

has been exchanged.

3:17

จะถูกเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ไวยากรณ์

meaning that เพื่อบอกผลที่สรุปจากข้อความก่อนหน้า

ในประโยคนี้ meaning that นำเสนอข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการทั้งหมดก่อนหน้า นั่นคือเซลล์รับสารอาหารและขับของเสียอย่างต่อเนื่อง อะตอมในร่างกายจึงค่อย ๆ ถูกแทนที่ ประธานโดยนัยของ meaning คือสถานการณ์ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่แค่คำนาม waste ที่อยู่ติดกัน รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ ข้อความ, meaning that + อนุประโยค อนุประโยค -ing นี้ช่วยเพิ่มผลลัพธ์หรือการตีความอย่างกระชับ โดยไม่ต้องเริ่มประโยคใหม่ด้วย This means that

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด: The school is closed because of the storm, _____ today's game is canceled.

  1. meaning that
  2. for example
  3. even though
ดูคำตอบ

meaning that

ไวยากรณ์

used to สำหรับสภาพในอดีตที่ไม่เป็นจริงแล้ว

ในอนุประโยคขยายนี้ used to + make บอกสภาพในอดีต อะตอมเหล่านั้นเคยประกอบเป็นร่างกาย แต่หลังจากถูกแลกเปลี่ยนแล้วก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีก ความแตกต่างกับปัจจุบันทราบได้จากบริบท รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ used to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกการกระทำที่เกิดซ้ำในอดีตหรือสภาพในอดีตที่สิ้นสุดแล้ว ในที่นี้ make ยังคงเป็นรูปพื้นฐานหลัง used to

แบบฝึกหัด

มายาเคยอาศัยอยู่ใกล้สถานีในอดีต แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว ประโยคใดแสดงความหมายนี้?

  1. Maya used to live near the station.
  2. Maya's apartment is used to house visitors.
  3. Maya is used to living near the station.
ดูคำตอบ

Maya used to live near the station.

กริยาวลี

make up: หมายถึง “ประกอบเป็น”

ในที่นี้ make up หมายถึง “ประกอบเป็น” อะตอมคือส่วนประกอบ และร่างกายของคุณคือสิ่งทั้งหมดที่ส่วนเหล่านั้นประกอบขึ้น เมื่อใช้ในความหมายนี้ โครงสร้างคือ ส่วนประกอบ + make up + สิ่งทั้งหมด บริบทเป็นตัวกำหนดความหมายนี้ และในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “แต่งเรื่อง” “แต่งหน้า” หรือ “คืนดีกัน”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึง “ประกอบเป็น”: Many small cells ____ the leaf.

ดูคำตอบ

make up

Do you remember what you were like 5 years ago? ไวยากรณ์

3:19

คุณจำได้ไหมว่าเมื่อ 5 ปีก่อนคุณเป็นอย่างไร

ไวยากรณ์

what you were like: ถามถึงลักษณะและสภาพในอดีต

what you were like ใช้ถามถึงลักษณะนิสัย บุคลิก พฤติกรรมเคยชิน หรือสภาพโดยรวมของคุณในอดีต ไม่ได้ถามเฉพาะรูปลักษณ์ ในโครงสร้างนี้ like เป็นคำบุพบทที่สื่อว่า “มีลักษณะอย่างไร” ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่า “ชอบ” เนื่องจากคำถามนี้ซ้อนอยู่หลัง Do you remember จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what + ประธาน + be + like คำถามตรง What were you like? จึงเปลี่ยนเป็น Do you remember what you were like? เมื่ออยู่ในประโยคซ้อน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามอย่างถูกต้องให้อีกฝ่ายนึกถึงลักษณะและสภาพโดยรวมตอนเรียนประถม ไม่ใช่เฉพาะรูปลักษณ์

  1. Do you remember what you looked like at primary school?
  2. Do you remember what were you like at primary school?
  3. Do you remember what you were like at primary school?
ดูคำตอบ

Do you remember what you were like at primary school?

Well, the atoms that make up your body,

3:23

แต่อะตอมที่ประกอบเป็นร่างกายของคุณ

they sure don't. น้ำเสียง/เจตนา

3:25

จำไม่ได้แน่นอน

น้ำเสียง/เจตนา

sure don't ในคำตอบปฏิเสธสั้น ๆ ที่เน้นหนัก

ใน they sure don't คำว่า sure เน้นการปฏิเสธให้หนักแน่นขึ้น หมายความว่าผู้พูดมั่นใจว่าคำตอบคือไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าอะตอมเหล่านั้นรู้สึกมั่นใจด้วยตัวเอง Don't เป็นกริยาช่วยที่ใช้แทนคำซึ่งเข้าใจได้จากคำถามก่อนหน้า ในที่นี้แทน don't remember ภาษาอังกฤษมักละวลีกริยาที่กล่าวซ้ำหลังคำกริยาช่วยในคำตอบสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบปฏิเสธสั้น ๆ ที่เน้นหนักด้วย sure และรูปย่อของ do not: "Do these old batteries still hold a charge?" "No, they ____."

ดูคำตอบ

sure don't

This is a little existentially scary,

3:27

เรื่องนี้ชวนให้หวั่นใจในเชิงอัตถิภาวนิยมอยู่บ้าง

but it leads to a very good question. วลี

3:29

แต่มันนำไปสู่คำถามที่ดีมาก

วลี

leads to สำหรับการนำไปสู่ผลลัพธ์หรือคำถาม

ใน leads to a very good question คำว่า leads to หมายถึงทำให้เกิดหรือนำเข้าสู่สิ่งหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ แนวคิดก่อนหน้าสร้างเหตุผลให้คำถามนั้นตามมา ไม่ได้มีใครกำลังนำทางใครไปยังสถานที่จริง ๆ รูปแบบคือ lead to + คำนามหรือรูป -ing ใช้แสดงผลที่ตามมาและใช้เปลี่ยนจากแนวคิดหนึ่งไปสู่อีกแนวคิดหนึ่งในการอธิบายได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ lead to: One unclear instruction often ____ unnecessary mistakes.

ดูคำตอบ

leads to

How many atoms are inside

3:31

ว่าเดิมทีมีอะตอมอยู่กี่อะตอม

my body to begin with? วลี

3:33

ภายในร่างกายของผมกันแน่

วลี

to begin with ในคำถามเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานตั้งต้น

ในคำถามนี้ to begin with หมายถึง “ในฐานะจุดเริ่มต้น” หรือ “ก่อนที่จะคำนวณเรื่องอื่นได้” วลีนี้พาการสนทนากลับไปยังข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อน นั่นคือจำนวนอะตอมทั้งหมดในร่างกาย เมื่ออยู่ท้ายคำถาม วลีนี้ยังมีความหมายทำนองว่า “ตั้งแต่แรก” หรือ “ก่อนอื่น” ได้ด้วย เป็นการถามถึงข้อสันนิษฐานพื้นฐาน ไม่ได้หมายความว่าการกระทำบางอย่างกำลังจะเริ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ to begin with เพื่อย้อนกลับไปยังข้อสันนิษฐานพื้นฐานก่อนให้เหตุผลต่อไป?

  1. First of all, check the fuel level.
  2. At first, the trip seemed shorter than it was.
  3. Before estimating the trip, we need to know how far we're traveling to begin with.
ดูคำตอบ

Before estimating the trip, we need to know how far we're traveling to begin with.

How much is a billion atoms?

3:35

อะตอมหนึ่งพันล้านอะตอมมีมากแค่ไหน

Well,

3:38

เอาละ

here's one way to think about this. ลำดับความ

3:39

มีวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เห็นภาพ

ลำดับความ

one way to think about this ในฐานะกรอบคำอธิบาย

one way to think about this บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีแบบจำลองความคิดหรือมุมมองที่ช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นตามมา วลีนี้เปลี่ยนประเด็นนามธรรมให้อยู่ในรูปที่เข้าใจง่ายกว่า คำว่า one มีความสำคัญ เพราะผู้พูดกำลังเสนอกรอบความคิดหนึ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่คำอธิบายที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว วลีนี้จัดโครงสร้างคำอธิบายด้วยการบอกล่วงหน้าว่าควรตีความข้อมูลต่อไปอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงตามต้นฉบับและใช้เพื่อนำเสนอแบบจำลองความคิดหนึ่งที่เป็นไปได้: The data looks confusing, but here's ____.

ดูคำตอบ

one way to think about this

If you were to count one number greater every second, ไวยากรณ์

3:41

ถ้าคุณนับเลขเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งทุกวินาที

it would take you 12 days

3:44

คุณจะต้องใช้เวลา 12 วัน

to count to a million.

3:47

จึงจะนับถึงหนึ่งล้าน

ไวยากรณ์

If you were to ... it would take: เงื่อนไขและผลลัพธ์ที่สมมติขึ้น

If you were to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เปิดสถานการณ์ที่สมมติขึ้น were to ไม่ได้ทำให้การกระทำเป็นอดีต แต่ทำให้เงื่อนไขฟังดูเป็นเรื่องสมมติอย่างชัดเจน อนุประโยคผลลัพธ์ใช้ would + กริยารูปพื้นฐาน โดย it would take บอกผลที่คำนวณได้ในสถานการณ์สมมตินั้น ทั้งสองส่วนช่วยให้เราพิจารณาว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยไม่ได้บอกว่าการกระทำนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคการทดลองทางความคิดด้วยโครงสร้างคู่เดียวกัน: If you ____ draw one circle every second, it ____ take ten seconds to draw ten circles.

ดูคำตอบ

were to · would

But if you wanted to count to a billion,

3:49

แต่ถ้าคุณอยากนับถึงหนึ่งพันล้าน

that would take you 32 years.

3:51

จะต้องใช้เวลาถึง 32 ปี

So, a billion is a very large number,

3:56

ดังนั้น หนึ่งพันล้านจึงเป็นจำนวนที่ใหญ่มาก

but not when it comes to atoms. วลี

3:59

แต่ไม่ใช่เมื่อพูดถึงอะตอม

วลี

when it comes to: จำกัดข้อความให้อยู่ในหัวข้อเดียว

when it comes to หมายถึง “เมื่อเราพิจารณาหรือพูดถึง” หลังวลีนี้จะตามด้วยหัวข้อ ซึ่งในประโยคนี้คือ atoms วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้อความก่อนหน้า กล่าวคือ หนึ่งพันล้านเป็นจำนวนที่ใหญ่มากในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ใหญ่เมื่อมองในระดับอะตอม comes ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี when it comes to เพื่อจำกัดการเปรียบเทียบไว้ที่หัวข้อเดียว?

  1. When the bus comes, Ana will show us her drawing.
  2. When it comes to drawing, Ana is the fastest in our group.
  3. Ana comes to art club after school.
ดูคำตอบ

When it comes to drawing, Ana is the fastest in our group.

Atoms are so inconceivably small ไวยากรณ์

4:01

อะตอมเล็กเสียจนยากจะจินตนาการ

that even if you had a billion, ไวยากรณ์

4:05

ต่อให้คุณมีอะตอมถึงหนึ่งพันล้านอะตอม

say, sodium atoms, ลำดับความ

4:06

อย่างเช่นอะตอมโซเดียม

their entire weight would only be 38 femtograms.

4:08

น้ำหนักรวมทั้งหมดก็มีเพียง 38 เฟมโตกรัม

ไวยากรณ์

so inconceivably small that: ระดับที่สูงมากและผลลัพธ์

โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์/คำวิเศษณ์ + that เชื่อมระดับที่สูงมากเข้ากับผลที่เกิดขึ้น ในประโยคนี้ so ... small that แสดงว่าความเล็กอย่างยิ่งของอะตอมนำไปสู่ผลที่น่าประหลาดใจซึ่งกล่าวไว้หลัง that inconceivably ช่วยเน้น small ว่าอะตอมไม่ได้เพียงแค่เล็ก แต่เล็กจนจินตนาการได้ยาก ในโครงสร้างนี้ that ใช้นำอนุประโยคบอกผล ไม่ได้แปลว่า “สิ่งนั้น”

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกระดับและผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: The suitcase was ____ heavy ____ I could barely lift it.

ดูคำตอบ

so · that

ไวยากรณ์

even if: เงื่อนไขสมมุติที่ไม่เปลี่ยนข้อสรุป

even if ใช้นำเงื่อนไขที่สมมุติขึ้น ยังไม่แน่นอน หรือยังเป็นเรื่องในอนาคต และบอกว่าผลหลักจะยังคงเป็นจริง ในที่นี้ อะตอมโซเดียมหนึ่งพันล้านอะตอมเป็นกรณีสมมุติที่มากสุดขั้ว แต่แม้เช่นนั้นน้ำหนักรวมก็ยังน้อยมาก even ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ความหมาย เงื่อนไขอาจฟังดูรุนแรงหรือน่าประหลาดใจ แต่ไม่เปลี่ยนข้อสรุป ส่วน if แบบธรรมดามักแสดงว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขจะเกิดขึ้นหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสองคำจากบทเรียนเพื่อแสดงว่าฝนจะไม่เปลี่ยนแผน: The picnic will continue ____ it rains.

ดูคำตอบ

even if

ลำดับความ

say, ที่ใช้เป็นคำแทรกเพื่อยกตัวอย่าง

say ในที่นี้หมายถึง “ตัวอย่างเช่น” หรือ “สมมติว่าเลือก” โดยแทรกอะตอมโซเดียมเป็นชนิดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการประมาณอะตอมหนึ่งพันล้านอะตอม say เป็นคำแทรกที่ช่วยจัดข้อมูล เมื่อตัดออก โครงสร้างประโยคยังสมบูรณ์อยู่ จึงไม่ใช่กริยาหลักและไม่ใช่คำสั่งให้ใครพูด

แบบฝึกหัด

เติมคำแทรกหนึ่งคำที่หมายถึง “ตัวอย่างเช่น” เพื่อทำให้ประโยคประมาณการสมบูรณ์: The repair could take, ____, three days.

ดูคำตอบ

say

Each individual cell in your body,

4:14

เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของคุณ

too small to be even seen by the eye, ไวยากรณ์

4:17

เล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น

contains 100 times more atoms ไวยากรณ์

4:19

มีอะตอมมากกว่าถึง 100 เท่า

than there are stars in the Milky Way Galaxy.

4:23

เมื่อเทียบกับจำนวนดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือก

ไวยากรณ์

too small to be even seen: too ... to กับ infinitive รูปถูกกระทำ

ในโครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + to-infinitive ระดับของคำคุณศัพท์สูงจนทำให้การกระทำใน infinitive เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น too small to be even seen จึงหมายถึงเซลล์เล็กจนตามองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าแค่ “เล็กมาก” to be seen เป็น infinitive รูปถูกกระทำ เพราะเซลล์เป็นสิ่งที่ถูกมองเห็น even วางหน้า seen เพื่อเน้นข้อจำกัดที่น่าประหลาดใจว่า แม้แต่การมองเห็นด้วยตาเปล่าก็ทำไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ see และวาง even ในตำแหน่งเดียวกับวลีที่เน้นไว้: The crack is too small ____ without a microscope.

ดูคำตอบ

to be even seen

ไวยากรณ์

100 times more atoms than there are stars: การเปรียบเทียบปริมาณแบบทวีคูณ

โครงสร้าง number + times + more + คำนามนับได้พหูพจน์ + than ใช้เปรียบเทียบปริมาณสองค่า ในประโยคนี้ 100 times more ขยาย atoms ส่วน than there are stars นำเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบเข้ามา นั่นคือจำนวนดาวที่มีอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก สิ่งที่เปรียบเทียบกันคือจำนวน ไม่ได้หมายความว่าอะตอมกับดาวมีคุณสมบัติเดียวกัน แต่หมายความว่าจำนวนแรกมากกว่าจำนวนที่สองอย่างมหาศาล

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่สร้างโครงสร้างเปรียบเทียบที่เรียนมาให้สมบูรณ์: A research lab stores ten times ____ samples ____ there are drawers in the cabinet.

ดูคำตอบ

more · than

Multiply that by the number of cells การใช้คำ

4:27

คูณจำนวนนั้นด้วยจำนวนเซลล์

that make up what we call ourselves,

4:29

ที่ประกอบกันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าตัวตนของเรา

and each human body contains more atoms

4:31

แล้วร่างกายมนุษย์แต่ละคนจะมีอะตอมมากกว่า

than there are stars in the known universe.

4:35

จำนวนดาวในเอกภพที่เรารู้จัก

การใช้คำ

Multiply that by: โครงสร้าง multiply A by B

Multiply A by B เป็นโครงสร้างมาตรฐานทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงการคำนวณ A คูณ B โดย multiply เป็นคำกริยาที่ใช้สั่งให้คำนวณ A คือปริมาณที่ถูกนำไปคูณ และ by นำตัวคูณตัวที่สองเข้ามา ใน Multiply that by คำว่า that หมายถึงปริมาณที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน by ในที่นี้ใช้ระบุตัวคูณ ไม่ได้บอกวิธี สถานที่ หรือผู้กระทำในประโยคกรรมวาจก

แบบฝึกหัด

กล่องหนึ่งมีสีเทียน 8 แท่ง และมีทั้งหมด 6 กล่อง เติมคำสั่งคำนวณมาตรฐานให้สมบูรณ์: Multiply 8 ____ 6 to find the total number of crayons.

ดูคำตอบ

by

Numbers that large lead to some pretty mind-blowing truths. การใช้คำ

4:39

ตัวเลขที่ใหญ่ขนาดนั้นนำไปสู่ความจริงชวนตะลึงหลายอย่าง

การใช้คำ

mind-blowing สำหรับสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง

mind-blowing เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการและให้ภาพชัด หมายถึง น่าประหลาดใจอย่างยิ่งหรือยากเกินจะจินตนาการ ในประโยคนี้ คำนี้ใช้ประเมินว่าความจริงที่ได้จากตัวเลขมหาศาลนั้นน่าทึ่งมาก ภาพที่สื่อนั้นเป็นเชิงเปรียบเทียบ คือข้อมูลทรงพลังจนเหมือนทำให้สมองรับไม่ไหว จึงแสดงปฏิกิริยาที่แรงกว่าการพูดเพียงว่า interesting หรือ surprising มาก

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The view from the telescope was mind-blowing. mind-blowing หมายความว่าอะไร

  1. ทำให้สับสนเล็กน้อยแต่นอกนั้นก็ธรรมดา
  2. น่าประหลาดใจอย่างยิ่งและยากจะจินตนาการ
  3. เป็นอันตรายต่อสมองจริง ๆ
ดูคำตอบ

น่าประหลาดใจอย่างยิ่งและยากจะจินตนาการ

For instance, this one mentioned by Bill Bryson. ลำดับความ

4:44

ตัวอย่างเช่น เรื่องนี้ที่บิล ไบรสันกล่าวไว้

ลำดับความ

For instance, เพื่อยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง

For instance เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากข้อความทั่วไปไปสู่ตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งตัวอย่าง คำนี้บอกผู้ฟังให้มองเนื้อหาที่ตามมาเป็นหลักฐานหรือสิ่งประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ข้ออ้างใหม่ที่แยกออกมา มักวางไว้ต้นตัวอย่างและตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ในประโยคนี้ this one ชี้ไปยังความจริงข้อหนึ่งที่ถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เหมาะที่สุดเพื่อเชื่อมจากข้อความทั่วไปไปยังตัวอย่าง: Many planets have extreme weather. _____ Neptune has winds that can exceed 2,000 kilometers per hour.

  1. For instance,
  2. However,
  3. As a result,
ดูคำตอบ

For instance,

Because our bodies contain so many atoms

4:47

เพราะร่างกายของเรามีอะตอมมากมาย

and because we so vigorously recycle them,

4:51

และเพราะเราหมุนเวียนนำอะตอมเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

statistically speaking,

4:54

ในทางสถิติแล้ว

about 1 billion of the atoms inside your body

4:55

อะตอมประมาณหนึ่งพันล้านอะตอมในร่างกายของคุณ

used to belong to Shakespeare.

5:00

เคยเป็นของเชกสเปียร์

A billion of your atoms used to belong to Beethoven.

5:03

อะตอมหนึ่งพันล้านอะตอมของคุณเคยเป็นของเบโทเฟน

A billion of the atoms in your body,

5:06

อะตอมหนึ่งพันล้านอะตอมในร่างกายของคุณ

right now as you sit and watch this, ลำดับความ

5:09

ขณะที่คุณกำลังนั่งดูวิดีโอนี้อยู่ในตอนนี้

used to be inside the body of Buddha.

5:11

เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธเจ้า

ลำดับความ

ณ ตอนนี้ ขณะที่คุณนั่งดูสิ่งนี้อยู่

วลี “right now as you sit and watch this” เป็นกรอบเวลาและกรอบที่ดึงผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งแทรกอยู่ในประโยค วลีนี้ย้ายความสนใจจากข้อความเชิงนามธรรมมายังประสบการณ์ของผู้ชมในขณะนี้ชั่วครู่ ทำให้ข้อความรู้สึกใกล้ตัวและเกิดขึ้นตรงหน้า โดยข้อเท็จจริงหลักยังคงอยู่ในประโยคหลัก ในวลีนี้ “as” หมายถึง “while” หรือ ‘ในขณะที่’ กล่าวคือ การนั่งดูเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ที่กล่าวถึง ไม่ได้บอกเหตุผล จึงไม่ควรเข้าใจว่าแปลว่า ‘เพราะคุณนั่งดูสิ่งนี้’

แบบฝึกหัด

วลีแทรก “right now as you sit and watch this” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. อธิบายว่าการดูวิดีโอเป็นสาเหตุให้อะตอมเหล่านี้อยู่ในร่างกายของผู้ชม
  2. เชื่อมข้อความเข้ากับกิจกรรมที่ผู้ชมกำลังทำอยู่และทำให้รู้สึกว่าเกิดขึ้นตรงหน้า
  3. ย้ายข้อความทั้งหมดไปยังเวลาในอนาคตที่ไม่ได้ระบุชัด
ดูคำตอบ

เชื่อมข้อความเข้ากับกิจกรรมที่ผู้ชมกำลังทำอยู่และทำให้รู้สึกว่าเกิดขึ้นตรงหน้า

You can also think of it this way.

5:15

คุณอาจคิดอีกแบบได้ว่า

A thousand years from now, วลี

5:17

ในอีกหนึ่งพันปีข้างหน้า

when humans first land on a planet outside of our solar system,

5:19

เมื่อมนุษย์ลงจอดบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราเป็นครั้งแรก

that first person to step onto the surface of the alien planet, ไวยากรณ์

5:24

คนแรกที่เหยียบลงบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ต่างดาวดวงนั้น

their body will contain a billion atoms

5:29

จะมีอะตอมหนึ่งพันล้านอะตอมอยู่ในร่างกาย

that are in you right now.

5:33

ซึ่งเป็นอะตอมที่อยู่ในตัวคุณตอนนี้

วลี

อีกหนึ่งพันปีนับจากตอนนี้

“A thousand years from now” กำหนดให้เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากปัจจุบันหนึ่งพันปี ระยะเวลาจะอยู่หน้า “from now” และทั้งวลีสามารถใช้วางกรอบเวลาให้กับการคาดการณ์หรือเรื่องเล่าในอนาคตได้ จุดอ้างอิงคือ ‘ตอนนี้’ ของผู้พูด ไม่ได้หมายถึงการนับย้อนกลับจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในอนาคต

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่เชื่อมเวลาในอนาคตกับปัจจุบันให้สมบูรณ์: This tree will be much taller twenty years ____.

ดูคำตอบ

from now

ไวยากรณ์

first person to step onto: เลขลำดับ + คำนามบุคคล + to-infinitive

ใน “that first person to step onto the surface” วลี infinitive “to step onto the surface” วางอยู่หลัง “person” เพื่อระบุว่าเป็นคนใด นั่นคือคนที่จะทำกริยานั้นก่อนคนอื่น ที่นี่ “step onto” หมายถึงวางเท้าลงบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกำหนด + เลขลำดับ + คำนามที่หมายถึงบุคคล + to-infinitive เช่น “the first student to finish” โดย to-infinitive บอกการกระทำที่ทำให้บุคคลนั้นอยู่ในลำดับดังกล่าว ไม่ได้บอกจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งของบุคคลนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูป infinitive ของ “solve”: Priya was the first student ____ the riddle.

ดูคำตอบ

to solve

And as always,

5:37

และเช่นเคย

thanks for watching.

5:38

ขอบคุณที่รับชมครับ