ทำไมเราถึงเลิกสนใจคนที่ชอบเรา: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
422 คำ 159 คำ/นาที

คำแนะนำวิดีโอ: บทความนี้อธิบายว่าความรักที่ได้รับการตอบสนองอาจคุกคามภาพลักษณ์ด้านลบของตนเอง จนทำให้ลดคุณค่าของคนรักหรือชักนำให้ถูกปฏิเสธ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. hold it against people — สำนวนและการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจว่าหมายถึงการโกรธแค้นหรือตำหนิผู้อื่นเพราะสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่การถือของไว้ชิดตัวเขา และใช้บอกความค้างคาใจได้ 2. seen something in us — สำนวนและการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจการมองเห็นคุณค่าหรือศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในใครบางคน และใช้ see something in someone เพื่อแสดงความเชื่อมั่นนั้น 3. not as ... but as — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ปฏิเสธการตีความแบบหนึ่งแล้วแทนด้วยอีกแบบ เพื่อเปรียบต่างคำอธิบายที่ละทิ้งกับมุมมองที่เลือกอย่างชัดเจน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Ostensibly, we all want love, การใช้คำ

0:00

ภายนอกแล้ว เราทุกคนต่างต้องการความรัก

การใช้คำ

Ostensibly: ข้ออ้างที่ดูจริงเพียงผิวเผินและมีความสงสัยแฝงอยู่

Ostensibly ใช้นำเสนอข้อความว่าเป็นจริงในระดับผิวเผินหรือตามคำอธิบายที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมกับเปิดโอกาสไว้ว่าความจริงอาจแตกต่างออกไป ในที่นี้ we all want love ถูกวางเป็นข้ออ้างตั้งต้นที่ดูเหมือนจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ คำวิเศษณ์นี้ทำให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีการจำกัดความหรือหักมุมตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ ostensibly เพื่อนำเสนอข้ออ้างที่ดูจริงเพียงผิวเผินและผู้พูดอาจตั้งคำถามในภายหลัง

  1. Ostensibly, the meeting was called to improve communication, but no one was allowed to speak.
  2. She quietly closed the door.
  3. Obviously, water freezes below 0°C.
ดูคำตอบ

Ostensibly, the meeting was called to improve communication, but no one was allowed to speak.

but oddly, one of the hardest things to do

0:03

แต่แปลกที่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ยากที่สุด

is not hold it against people สำนวน

0:05

คือการไม่รู้สึกอคติกับผู้อื่น

when they do actually turn around กริยาวลี

0:07

เมื่อพวกเขาหันกลับมา

and reciprocate our feelings. วลี

0:09

และตอบสนองความรู้สึกของเราจริงๆ

สำนวน

hold it against people: โกรธเคืองใครต่อเนื่องเพราะการกระทำหนึ่ง

Hold something against someone หมายถึงยังคงโกรธเคือง กล่าวโทษ หรือตัดสินใครในแง่ลบเพราะเรื่องหนึ่ง เป็นสำนวน ไม่ใช่การใช้ hold ในความหมายทางกายภาพว่า “ถือ” ใน hold it against people คำว่า it คือเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นความผิด ส่วน people คือผู้ที่ถูกโกรธเคือง ในที่นี้ it หมายถึงการที่คนอื่นตอบรับความรู้สึกของผู้พูด ประโยคจึงจงใจพูดถึงการตอบรับที่น่ายินดีราวกับเป็นเหตุให้ต้องโกรธเคือง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในบทเรียนที่ใช้ it และหมายถึง “ยังคงโกรธเคืองคุณเพราะเรื่องนี้”: I was disappointed that you canceled, but I won't ____.

ดูคำตอบ

hold it against you

กริยาวลี

turn around ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ: เปลี่ยนการตอบสนองเดิม

ในประโยคนี้ turn around ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการเปลี่ยนท่าทีหรือการตอบสนองเดิม แล้วเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่ต่างออกไป การกระทำที่ตามมาคือ reciprocate our feelings บอกให้รู้ว่าการตอบสนองใหม่คืออะไร เมื่อบริบทแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้มีการตอบสนองที่ตรงกันข้าม โครงสร้าง turn around and + คำกริยา สามารถสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ กล่าวคือ ตอนแรกคนคนหนึ่งไม่ได้ตอบสนองในลักษณะหนึ่ง แต่ภายหลังเปลี่ยนไปและทำเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกี่ยวกับท่าที การตัดสินใจ หรือพฤติกรรม ไม่ใช่ทิศทางของร่างกาย

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The manager rejected the idea at first, then turned around and supported it,” turned around แสดงถึงอะไร?

  1. หมายความว่าผู้จัดการหันร่างกายไปในทิศทางตรงกันข้าม
  2. หมายความว่าผู้จัดการเลื่อนการตัดสินใจทุกอย่างออกไป
  3. แสดงถึงการเปลี่ยนจากจุดยืนหรือการตอบสนองก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

แสดงถึงการเปลี่ยนจากจุดยืนหรือการตอบสนองก่อนหน้านี้

วลี

reciprocate our feelings: ตอบกลับด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน

Reciprocate our feelings หมายถึงอีกฝ่ายมีความรู้สึกแบบเดียวกันต่อเรา เหมือนกับที่เรามีต่อเขา ในที่นี้ reciprocate ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รับรู้หรือยอมรับความรู้สึกเหล่านั้น แต่หมายถึงการตอบกลับด้วยความรู้สึกที่ตรงกัน ในโครงสร้างนี้ reciprocate เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม: reciprocate + someone's feelings วลีแสดงความเป็นเจ้าของระบุบุคคลหรือกลุ่มที่เป็นเจ้าของความรู้สึกเดิม ซึ่งอีกฝ่ายตอบกลับด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาเป้าหมายจากบทเรียนนี้ในรูปที่ถูกต้อง: She cared deeply for him, but he did not ____ her feelings.

ดูคำตอบ

reciprocate

It can be immensely hard ไวยากรณ์

0:11

มันอาจเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

not to think that those who offer us love

0:13

ที่จะไม่คิดว่าคนที่มอบความรักให้เรา

are in some ways weak, วลี

0:16

มีความอ่อนแอในบางมุม

mistaken, needy, craven,

0:17

ผิดพลาด ขาดความรัก ขี้ขลาด

or just defective.

0:20

หรือแค่มีข้อบกพร่อง

ไวยากรณ์

It can be immensely hard not to think that: ความคิดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ในโครงสร้าง It can be immensely hard not to think that + อนุประโยค คำว่า hard บอกถึงความยากในการหลีกเลี่ยงความคิดหนึ่ง ๆ คำปฏิเสธ not เชื่อมกับ to think ดังนั้นวลีนี้หมายความว่าความคิดนั้นต้านทานได้ยาก ไม่ได้หมายความว่าการคิดเป็นเรื่องง่าย Can be นำเสนอว่านี่เป็นความยากที่อาจเกิดขึ้นหรือเกิดซ้ำได้ ไม่ใช่กฎตายตัว Immensely เพิ่มระดับความหมายของ hard ส่วนอนุประโยคที่ตามหลัง that ระบุเนื้อหาทั้งหมดของข้อสรุปที่ยากจะห้ามใจไม่ให้คิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเต็มที่สื่อว่าความคิดนั้นหลีกเลี่ยงได้ยากอย่างยิ่ง: When no one explains the sudden change, ____ something serious has happened.

ดูคำตอบ

it can be immensely hard not to think that

วลี

in some ways: จำกัดการตัดสินไว้ที่บางด้าน

In some ways หมายถึง ในบางด้าน หรือเมื่อมองจากบางมุม วลีนี้จำกัดขอบเขตของการตัดสิน กล่าวคือคำบรรยายอาจเป็นจริงกับคุณลักษณะบางอย่าง แต่ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำบรรยายที่ครอบคลุมทั้งหมด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวขยายคำคุณศัพท์ทั้งหมดที่ตามมา ทำให้การประเมินไม่เด็ดขาดจนเกินไป แต่ไม่ได้หมายถึง sometimes เพราะพูดถึงด้านต่าง ๆ ไม่ใช่ความถี่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าการออกแบบประสบความสำเร็จในบางด้าน ไม่ใช่เพียงประสบความสำเร็จในบางโอกาส?

  1. The design is successful in some ways, but it is too expensive to build.
  2. The design is successful in every way, but it is too expensive to build.
  3. The design is sometimes successful, but it is too expensive to build.
ดูคำตอบ

The design is successful in some ways, but it is too expensive to build.

It can feel a lot easier

0:22

มันอาจจะรู้สึกง่ายกว่ามาก

when love was unrequited, วลี

0:24

เมื่อความรักนั้นเป็นรักข้างเดียว

when our primary preoccupation

0:26

เมื่อสิ่งที่เราหมกมุ่นเป็นหลัก

was a thrilling dread ลำดับความ

0:28

คือความกลัวอันน่าตื่นเต้น

that the admired person

0:30

ที่ว่าคนที่เราชื่นชม

hadn't even noticed us.

0:31

จะไม่ทันได้สังเกตเห็นเราด้วยซ้ำ

วลี

love was unrequited: ความรักที่ไม่ได้รับการตอบรับ

Unrequited หมายถึงความรักหรือความรู้สึกที่ไม่ได้รับการตอบกลับจากคนที่เรามอบความรู้สึกนั้นให้ ใน love was unrequited คำคุณศัพท์ unrequited ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มประธานหลัง was และอธิบาย love สำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่าความรักถูกเก็บเป็นความลับ อีกฝ่ายอาจรู้ถึงความรู้สึกนั้นแล้วก็ได้ ประเด็นสำคัญคืออีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันหรือตอบรับความรักนั้น

แบบฝึกหัด

มายาบอกลีโอว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่ลีโอไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน สำนวนใดอธิบายความรู้สึกของมายาได้ดีที่สุด

  1. a secret crush
  2. unrequited love
  3. mutual love
ดูคำตอบ

unrequited love

ลำดับความ

a thrilling dread: ความกลัวที่ผสมความตื่นเต้น

A thrilling dread นำคำคุณศัพท์ที่สื่อถึงความตื่นเต้นมารวมกับคำนามที่สื่อถึงความกลัวอย่างรุนแรง ความตึงเครียดทางความหมายนี้เกิดขึ้นโดยตั้งใจ เพราะ dread ยังคงมีความหมายเชิงลบ แต่ความไม่แน่นอนก็สร้างความรู้สึกตื่นเต้นวูบหนึ่งด้วย ในที่นี้ วลีดังกล่าวรวบสองอารมณ์ไว้ในวลีนามเดียว ก่อนที่อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that จะอธิบายว่ากลัวเรื่องใด นั่นคือความเป็นไปได้ที่คนที่ตนชื่นชมอาจยังไม่ทันสังเกตเห็นตนเลย การขยายความที่คาดไม่ถึงนี้ช่วยให้ผู้อ่านรับรู้สองอารมณ์พร้อมกัน

แบบฝึกหัด

a thrilling dread ในที่นี้สื่อผลทางอารมณ์แบบใด

  1. ความมั่นใจอย่างสงบว่าตนเป็นที่ชื่นชม
  2. ความกลัวที่ผสมความตื่นเต้น
  3. ความตื่นเต้นที่ไม่มีความกลัวจริง ๆ
ดูคำตอบ

ความกลัวที่ผสมความตื่นเต้น

But now,

0:33

แต่ในตอนนี้

there's finally no doubt anymore. วลี

0:34

ในที่สุดก็ไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีกต่อไป

วลี

no doubt anymore: จากความสงสัยก่อนหน้านี้สู่ความแน่นอน

ใน “there's ... no doubt anymore” คำว่า no doubt หมายความว่าไม่มีความไม่แน่นอนเหลืออยู่แล้ว ผู้พูดถือว่าข้อสรุปนั้นแน่นอน ไม่ได้แค่คิดว่าน่าจะเป็นจริง Anymore แสดงความแตกต่างระหว่างเมื่อก่อนกับตอนนี้ คือก่อนหน้านี้ยังมีข้อสงสัย แต่ตอนนี้หมดไปแล้ว โครงสร้างนี้ใช้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เปลี่ยนจากความไม่แน่นอนไปเป็นความแน่นอนได้

แบบฝึกหัด

“There is no doubt anymore” หมายความว่าอะไร

  1. ผู้คนยังไม่แน่ใจ
  2. ผู้พูดคิดว่าเรื่องนั้นอาจเป็นจริง แต่ยังไม่มั่นใจ
  3. ความไม่แน่นอนก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว
ดูคำตอบ

ความไม่แน่นอนก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว

It's really clear

0:36

มันชัดเจนมาก

they do like us, ไวยากรณ์

0:37

ว่าพวกเขาชอบเราจริงๆ

ไวยากรณ์

do like us: do ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่า

do ในที่นี้ไม่ได้ใช้สร้างคำถาม ในอนุประโยคบอกเล่า they do like us คำนี้ใช้เน้นย้ำว่าพวกเขาชอบพวกเราจริง ๆ โดยเฉพาะหลังจากที่เรื่องนี้เคยถูกสงสัยมาก่อน do ที่ใช้เน้นมักใช้เพื่อยืนยันสิ่งที่ถูกสงสัย แก้ความเข้าใจผิด หรือสร้างความเปรียบต่าง ความหมายหลักยังมาจาก like ส่วน do ทำให้ผู้พูดยืนยันข้อความนั้นหนักแน่นขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปเน้นของกริยาในวงเล็บ: I know Sam seems quiet, but he ____ talking with us. (enjoy)

ดูคำตอบ

does enjoy

and something troubling

0:38

และบางสิ่งที่น่ากังวล

has arisen.

0:39

ก็ได้เกิดขึ้น

We're feeling a bit sick. สำนวน

0:41

เราเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี

สำนวน

feeling a bit sick: ป่วยทางกายหรือไม่สบายใจทางอารมณ์

ในที่นี้ feeling a bit sick บรรยายปฏิกิริยาทางอารมณ์ ผู้พูดรู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล หรือเกือบคลื่นไส้ หลังได้รับความรักที่ขัดกับภาพด้านลบที่มีต่อตัวเอง ไม่ได้แปลว่าป่วยจริงเสมอไป Feel sick อาจหมายถึงอาการคลื่นไส้หรือความไม่สบายทางกายจริง ๆ ก็ได้ แต่ต้องดูจากบริบท ส่วน a bit ช่วยลดความแรงและความตรงของถ้อยคำ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นทางกายเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “When I discovered that my closest friend had lied to me, I felt a bit sick,” felt a bit sick น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด?

  1. การวินิจฉัยโรคที่ยืนยันแล้ว
  2. ความตื่นเต้นจากการได้รับข่าวดี
  3. ความตกใจหรือความทุกข์ทางอารมณ์ที่รู้สึกเกือบเหมือนเกิดขึ้นทางกาย
ดูคำตอบ

ความตกใจหรือความทุกข์ทางอารมณ์ที่รู้สึกเกือบเหมือนเกิดขึ้นทางกาย

We're tempted to say วลี

0:43

เราถูกล่อลวงให้พูดว่า

we got them wrong. สำนวน

0:44

เรามองพวกเขาผิดไป

วลี

tempted to say: แรงกระตุ้นอย่างมากที่อาจห้ามใจไว้

Be tempted to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงรู้สึกมีแรงกระตุ้นอย่างมากให้อยากทำบางอย่าง ใน tempted to say ผู้พูดมีแรงกระตุ้นให้อยากพูดความคิดหนึ่งออกมา และมักตระหนักด้วยว่าการพูดเช่นนั้นอาจไม่ฉลาดหรือไม่เป็นประโยชน์ วลีนี้บอกถึงแรงกระตุ้น ไม่ใช่การกระทำสุดท้าย ผู้พูดอาจพูดจริง อาจห้ามใจไว้ หรือยังตัดสินใจอยู่ก็ได้ ส่วน temptation ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการทำผิดทางศีลธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “รู้สึกอยากพูดอย่างมาก แม้ว่าการพูดอาจไม่ฉลาด”: At first, I ____ the plan would fail, but I decided to stay quiet.

ดูคำตอบ

was tempted to say

สำนวน

got them wrong: แก้การตัดสินที่มีต่อผู้อื่น

ใน get someone wrong คำว่า get หมายถึงการเข้าใจหรือตัดสินใครบางคนผิด โดยกรรมจะอยู่ระหว่าง get กับ wrong ตามโครงสร้าง get + คน + wrong ในที่นี้ got them wrong หมายถึงการตัดสินคนเหล่านั้นก่อนหน้านี้อาจผิดไป เมื่อกรรมเป็นคน สำนวนนี้มักเกี่ยวกับนิสัย แรงจูงใจ หรือคุณค่าของคนนั้น โดยทั่วไปไม่ได้หมายถึงการจำผิดว่าเขาเป็นคนอื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าการตัดสินโดยรวมของผู้พูดเกี่ยวกับ Lina นั้นผิด

  1. I got Lina's answer wrong.
  2. I mistook Lina for her sister.
  3. I got Lina wrong.
ดูคำตอบ

I got Lina wrong.

They can't be the admirable people

0:45

พวกเขาคงไม่ใช่คนที่น่าชื่นชม

we thought they were.

0:47

อย่างที่เราคิดไว้หรอก

But the issue isn't really วลี

0:48

แต่ปัญหาจริงๆ แล้ว

to do with them at all.

0:50

ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเขาเลย

วลี

isn't really to do with them at all: ปฏิเสธความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

Be to do with + คำนามหรือคำสรรพนาม หมายถึงเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสิ่งนั้น ในประโยคนี้ ปัญหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา และ do ไม่ใช่คำกริยาการกระทำทั่วไปที่หมายถึงทำหรือดำเนินการ โครงสร้างปฏิเสธ isn't really ... at all ปฏิเสธความเกี่ยวข้องนั้นอย่างหนักแน่น not really บอกว่าเมื่อพิจารณาให้ดี ความเกี่ยวข้องที่ดูเหมือนมีนั้นไม่เป็นจริง และ at all ช่วยเน้นการปฏิเสธให้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษแบบบริติชที่หมายถึง is related to: The delay ____ a signal problem.

ดูคำตอบ

is to do with

It lies somewhere else entirely, การใช้คำ

0:52

มันอยู่ที่อื่นต่างหาก

in our relationship with ourselves.

0:54

ในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตัวเราเอง

การใช้คำ

lies somewhere else entirely: ต้นตอที่แท้จริงอยู่ที่อื่นโดยสิ้นเชิง

ในประโยคนี้ lies หมายถึง “อยู่” หรือ “มีต้นตอที่แท้จริงอยู่” ไม่ได้หมายถึง “โกหก” คำนี้ทำให้ประเด็นนามธรรมดูเหมือนมีตำแหน่ง กล่าวคือคำอธิบายที่แท้จริงอยู่ที่อื่น จากนั้น in our relationship with ourselves จะระบุว่าสถานที่อื่นนั้นคืออะไร ในการอธิบายเชิงวิเคราะห์ รูปแบบ lie in, lie with, lie beyond และ lie elsewhere ใช้บอกว่าต้นเหตุ คำตอบ ความรับผิดชอบ หรือความสำคัญอยู่ที่ใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “ต้นตอที่แท้จริงอยู่ในที่ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง”: The problem does not lie in the budget; it ____—in the way tasks are assigned.

ดูคำตอบ

lies somewhere else entirely

Their affection seems suspicious,

0:57

ความรักของพวกเขาดูน่าสงสัย

incomprehensible,

0:59

ไม่สามารถเข้าใจได้

and a touch repulsive วลี

1:00

และชวนให้รังเกียจนิดๆ

วลี

a touch repulsive: ชวนให้รู้สึกรังเกียจเล็กน้อย

ในที่นี้ a touch หมายถึง “ในระดับเล็กน้อย” หรือ “ค่อนข้างนิดหน่อย” โดยขยายคำคุณศัพท์ repulsive และไม่ได้หมายถึงการสัมผัสทางร่างกาย Repulsive เป็นการประเมินเชิงลบที่รุนแรง การเติม a touch จะลดระดับความรุนแรงลงโดยไม่เปลี่ยนความหมายหลัก กล่าวคือความรักนั้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ไม่ได้ชวนให้รังเกียจอย่างรุนแรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เล็กน้อย”: The room feels ____ crowded after everyone arrives.

ดูคำตอบ

a touch

because at some level วลี

1:02

เพราะในบางระดับ

this isn't what we're used to. ไวยากรณ์

1:03

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคุ้นเคย

วลี

at some level เพื่อจำกัดน้ำหนักของข้อสรุป

ในที่นี้ at some level หมายความว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงในส่วนหนึ่งหรือชั้นหนึ่งของความคิดหรือความรู้สึกของผู้พูด ชั้นนั้นอาจระบุได้ยากหรือผู้พูดอาจยังไม่ตระหนักถึงมันอย่างเต็มที่ สำนวนนี้ยังช่วยจำกัดน้ำหนักของคำกล่าว ผู้พูดเสนอว่านี่เป็นความจริงเบื้องลึกที่เป็นไปได้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ถ้าผู้พูดต้องการสื่อว่าความกังวลอาจอยู่ในชั้นความคิดที่ซ่อนอยู่บางส่วน ควรเลือกสำนวนใดเติมประโยคนี้? Even after agreeing to the plan, ____ I still do not trust it.

  1. to some extent
  2. at a high level
  3. at some level
ดูคำตอบ

at some level

ไวยากรณ์

what we're used to: อนุประโยค what ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามกับ be used to

what we're used to หมายถึงสิ่งหรือสถานการณ์ที่เราคุ้นเคย what ทำหน้าที่ทั้งนำอนุประโยคสัมพัทธ์แบบรวมและเป็นส่วนเติมเต็มของ to ภายในอนุประโยคนั้น โดยอนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เหมือนนามวลี ใน be used to คำว่า to เป็นคำบุพบท ส่วนเติมเต็มจึงเป็นคำนาม รูป -ing หรืออนุประโยค what ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามได้: we're used to the noise; we're used to waiting; this is what we're used to.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับความหมายว่าสถานการณ์ที่เราคุ้นเคย: Working from home is ____.

ดูคำตอบ

what we're used to

It doesn't tally with our view of ourselves. วลี

1:05

มันไม่สอดคล้องกับมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง

วลี

doesn't tally with: ไม่สอดคล้องกับ

ในที่นี้ doesn't tally with หมายถึง “ไม่ตรงหรือไม่สอดคล้องกับ” ความรักที่ได้รับขัดแย้งกับมุมมองด้านลบที่ผู้พูดมีต่อตัวเอง ในโครงสร้าง tally with + คำนาม ประธานคือข้อเท็จจริง คำบอกเล่า ผลลัพธ์ หรือความเชื่ออย่างหนึ่ง ส่วน with ใช้นำสิ่งที่เอามาเทียบกัน โครงสร้างนี้เน้นความสอดคล้องหรือความไม่ตรงกันระหว่างสองสิ่ง

แบบฝึกหัด

จำนวนเงินแตกต่างกัน เติมประโยคด้วยรูปปฏิเสธแบบย่อของ tally with: The final invoice ____ the amount in our records.

ดูคำตอบ

doesn't tally with

Love can be hard to receive

1:08

ความรักอาจเป็นสิ่งที่รับไว้ได้ยาก

when we're not fundamentally convinced วลี

1:10

เมื่อลึกๆ แล้วเรายังไม่เชื่อ

of our own lovability.

1:12

ว่าตัวเราเองนั้นน่ารัก

วลี

not fundamentally convinced of our own lovability: ไม่เชื่ออย่างลึกซึ้งว่าตนเองคู่ควรกับความรัก

ในที่นี้ not fundamentally convinced of our own lovability หมายความว่า ลึก ๆ แล้วเราไม่ได้เชื่ออย่างแท้จริงว่าเราสามารถทำให้ผู้อื่นรักหรือคู่ควรกับการได้รับความรัก fundamentally ชี้ไปที่ความเชื่อภายในระดับรากฐาน ไม่ใช่ความสงสัยชั่วคราว be convinced of ตามด้วยนามวลี เช่น convinced of our own lovability หากตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ให้ใช้ convinced that เช่น convinced that we are lovable ส่วน lovability เป็นคำนามนามธรรมที่หมายถึงคุณสมบัติของการเป็นที่รัก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย convinced และคำบุพบทที่จำเป็นหน้านามวลี: Despite his progress, Leo is not yet ____ his own ability to lead.

ดูคำตอบ

convinced of

We spend our time

1:14

เราใช้เวลาของเรา

seeking out those who can make us suffer โน้ต

1:15

คอยตามหาคนที่จะทำให้เราเจ็บปวด

in ways that feel familiar,

1:18

ในแบบที่รู้สึกคุ้นเคย

กริยาวลี

seek out: การค้นหาอย่างตั้งใจและมุ่งเป้า

Seek out หมายถึงตั้งใจค้นหาคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ มักใช้เมื่อการไปถึงเป้าหมายนั้นต้องมีการเลือกหรือใช้ความพยายาม ในประโยคนี้ seeking out บอกว่าเราไม่ได้พบคนเหล่านั้นโดยบังเอิญ แต่เราเลือกและค้นหาคนที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแบบที่คุ้นเคยอย่าง主动主动 out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีนี้ ทำให้การค้นหามุ่งไปยังเป้าหมาย ไม่ได้หมายถึงการออกไปข้างนอก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงถึงความพยายามอย่างตั้งใจที่จะตามหาผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งโดยเฉพาะได้ดีที่สุด

  1. The reporter heard that a local scientist had moved away.
  2. The reporter sought out a local scientist for an interview.
  3. The reporter ran into a local scientist at the bus stop.
ดูคำตอบ

The reporter sought out a local scientist for an interview.

ไวยากรณ์

make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน ใน make us suffer

ใน make us suffer คำว่า make เป็นกริยาแสดงการทำให้เกิดการกระทำ โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดยหมายถึงคนเหล่านั้นทำให้เราประสบความทุกข์ ในประโยคกรรตุวาจก กริยาหลังกรรมไม่ใช้ to จึงใช้ make us suffer ไม่ใช่ make us to suffer แต่ในรูปกรรมวาจก to จะกลับมา เช่น we are made to suffer

แบบฝึกหัด

ใช้กริยา leave ในรูปที่ถูกต้อง: The fire alarm made everyone ____ the building.

ดูคำตอบ

leave

and it becomes natural to assume ไวยากรณ์

1:20

และกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะทึกทักไปว่า

that a kind lover has missed something,

1:22

คนรักที่แสนดีคนนี้ต้องพลาดอะไรไปแน่ๆ

ไวยากรณ์

it becomes natural to assume that ...: ข้อสันนิษฐานค่อย ๆ ดูเป็นเรื่องธรรมดา

ในโครงสร้างนี้ it เป็นประธานสมมติที่วางไว้ก่อน เนื้อหาที่แท้จริงอยู่ถัดไปในรูป to assume that + อนุประโยค โดยข้อสันนิษฐานในที่นี้คือคนรักที่แสนดีมองข้ามบางอย่างไป Becomes natural หมายถึงข้อสันนิษฐานนั้นค่อย ๆ รู้สึกว่านึกขึ้นได้ง่ายหรือเป็นสิ่งที่คาดได้ เพราะนิสัยหรือประสบการณ์ของคนคนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าข้อสันนิษฐานนั้นถูกต้องหรือมีหลักฐานรองรับ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อแสดงว่าประสบการณ์ซ้ำ ๆ ทำให้ข้อสันนิษฐานค่อย ๆ ดูเป็นเรื่องธรรมดา: After several buses passed without stopping, ____ the stop has moved.

ดูคำตอบ

it becomes natural to assume that

and perhaps then to try to behave

1:25

แล้วบางทีก็พยายามทำตัว

in disgusting ways

1:26

ในแบบที่น่ารังเกียจ

just to make sure they understand วลี

1:28

เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจ

we're really not who they thought we were,

1:30

ว่าเราไม่ได้เป็นคนที่เขาคิดไว้จริงๆ นะ

วลี

just to make sure ในฐานะวลีบอกจุดประสงค์

Just to make sure ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำที่อยู่ก่อนหน้า ในที่นี้ การทำตัวให้น่ารังเกียจถูกนำเสนอเป็นการกระทำเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าคนรักเข้าใจข้อความที่ต้องการสื่อ Just เพิ่มความหมายว่ามีเหตุผลตรงไปตรงมาและใช้ได้จริงเพียงข้อเดียว กล่าวคือ การกระทำเพิ่มเติมนั้นทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อขจัดความสงสัย โครงสร้างคือ การกระทำ + just to make sure + อนุประโยค และไม่ได้บรรยายผลลัพธ์ของการแน่ใจ

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้ดีที่สุดเพื่อแสดงว่าการตรวจสอบอีกครั้งเป็นจุดประสงค์ของการกระทำ? I checked the address twice ___ I had written it correctly.

  1. just made sure
  2. just make sure
  3. just to make sure
ดูคำตอบ

just to make sure

and that they will therefore leave us

1:32

และนั่นจะทำให้พวกเขาทิ้งเราไป

in painful but somehow psychologically gratifying ways. ลำดับความ

1:33

ในรูปแบบที่เจ็บปวดแต่ก็รู้สึกเติมเต็มทางจิตใจอย่างประหลาด

ลำดับความ

วิธีที่เจ็บปวดแต่กลับให้ความพึงพอใจทางจิตใจอย่างน่าประหลาด

วลีนี้ใช้ but วาง painful ไว้ตรงข้ามกับ psychologically gratifying โดยยอมรับผลที่เห็นชัดก่อนว่ามันสร้างความเจ็บปวด แล้วจึงเพิ่มผลอีกด้านที่มองเห็นได้ยากกว่า นั่นคือประสบการณ์นี้อาจตอบสนองความต้องการทางใจที่ซ่อนอยู่ หรือยืนยันความเชื่อด้านลบเกี่ยวกับตนเองที่คุ้นเคย Somehow ชี้ว่าความพึงพอใจนี้ทั้งคาดไม่ถึงและอธิบายได้ยาก ส่วน Gratifying ขยายผลทางจิตใจ ไม่ใช่ความเจ็บปวดเอง ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าการถูกทำร้ายนั้นน่าพอใจ

แบบฝึกหัด

ความขัดแย้งใน “painful but somehow psychologically gratifying ways” แสดงอะไร

  1. ผู้พูดตัดสินไม่ได้ว่าประสบการณ์นั้นเจ็บปวดหรือไม่
  2. ประสบการณ์นั้นเจ็บปวด แต่อาจตอบสนองความต้องการทางใจที่ซ่อนอยู่
  3. ความเจ็บปวดเองถูกบรรยายว่าน่าพอใจทางร่างกาย
ดูคำตอบ

ประสบการณ์นั้นเจ็บปวด แต่อาจตอบสนองความต้องการทางใจที่ซ่อนอยู่

In short, ลำดับความ

1:38

พูดสั้นๆ ก็คือ

how could anyone be so great

1:38

ใครจะไปแสนดีขนาดนั้นได้

if they have the bad taste วลี

1:40

ถ้าพวกเขามีรสนิยมแย่

to think well วลี

1:42

ที่มาคิดดี

of someone like us.

1:43

กับคนอย่างพวกเรา

ลำดับความ

การใช้ In short เพื่อเกริ่นบทสรุป

In short บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่จะตามมาเป็นบทสรุปสั้น ๆ หรือข้อสรุปจากการอภิปรายก่อนหน้า วลีนี้ใช้ปิดการให้เหตุผล ไม่ได้ใช้เพิ่มเหตุผลสนับสนุนใหม่ ในที่นี้ วลีดังกล่าวย่อคำอธิบายทางจิตวิทยาก่อนหน้าให้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่เยาะตนเองว่า หากใครสักคนมองเราดีขนาดนั้น การตัดสินของคนนั้นจะดีได้สักแค่ไหน วลีนี้ชี้ให้ผู้ฟังมองคำถามดังกล่าวเป็นข้อสรุปสำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเริ่มด้วยวลีที่นำเสนอข้อความว่าเป็นบทสรุปสั้น ๆ ของการให้เหตุผลก่อนหน้า

  1. In short, the plan is too costly to continue.
  2. For a short time, the plan is too costly to continue.
  3. Shortly, the plan is too costly to continue.
ดูคำตอบ

In short, the plan is too costly to continue.

วลี

have the bad taste to + กริยารูปพื้นฐาน

ในประโยคนี้ have the bad taste to think well of หมายถึง “แสดงวิจารณญาณหรือรสนิยมที่แย่ด้วยการมองใครบางคนในทางที่ดี” ผู้พูดนำเสนอการกระทำที่ตามมาว่าเป็นสิ่งที่คนรสนิยมแย่จะทำ โครงสร้างคือ have/has/had the bad taste to + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งแฝงการประเมินเชิงลบของผู้พูด ในที่นี้ใช้เชิงประชด การชื่นชม “someone like us” ถูกเรียกว่าเป็นรสนิยมที่แย่ จึงสะท้อนว่าผู้พูดมองตนเองในแง่ลบ ไม่ใช่การตำหนิเรื่องมารยาทอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ have the bad taste to ในรูปอดีต: “At the formal dinner, he ____ mock the host’s accent.”

ดูคำตอบ

had the bad taste to

วลี

think well of someone: มีความคิดเห็นที่ดีต่อใครบางคน

ในประโยคนี้ think well of someone หมายถึง “มีความคิดเห็นที่ดีต่อใครบางคน” หรือ “มองว่าใครบางคนเป็นคนดีหรือมีคุณค่า” well บอกถึงการประเมินเชิงบวก ไม่ได้หมายถึงการคิดอย่างรอบคอบหรือการหวังให้อีกฝ่ายมีสุขภาพดี กรรมตามหลัง of: think well of + บุคคลหรือสิ่งของ ในที่นี้วลีนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำถามเชิงประชด ผู้พูดมองว่าการที่อีกคนมีความคิดเห็นที่ดีต่อ “us” เป็นหลักฐานว่าคนนั้นมีรสนิยมแย่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ think well of ในรูปอดีต: “After working with Maya for six months, her supervisor said he ____ her.”

ดูคำตอบ

thought well of

But we have to allow ourselves

1:45

แต่เราต้องอนุญาตให้ตัวเอง

to entertain another option. การใช้คำ

1:47

พิจารณาทางเลือกอื่นบ้าง

การใช้คำ

entertain another option: พิจารณาโดยยังไม่เลือก

ในประโยคนี้ entertain หมายถึง “พิจารณาอย่างจริงจัง” หรือ “นำเข้ามาอยู่ในการอภิปราย” entertain another option คือการตรวจสอบคำอธิบายอีกแบบหนึ่งในฐานะความเป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึง “สร้างความบันเทิงให้ใคร” และไม่ได้หมายความว่ายอมรับหรือเลือกทางนั้นแล้ว สำนวนนี้เพียงเปิดความเป็นไปได้นั้นไว้ระหว่างที่กำลังคิดพิจารณา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “พิจารณาความเป็นไปได้อีกทางโดยยังไม่เลือก”: Before we decide, we should ____.

ดูคำตอบ

entertain another option

Perhaps this affection we're receiving

1:50

บางทีความรักที่เรากำลังได้รับอยู่นี้

is not a sign that our kind lover ลำดับความ

1:52

อาจไม่ใช่สัญญาณว่าคนรักที่แสนดีของเรา

is weak or wrong or has no other options.

1:54

อ่อนแอ ผิดพลาด หรือไม่มีทางเลือกอื่น

Perhaps it's a sign

1:57

บางทีมันอาจเป็นสัญญาณ

that they've seen something in us สำนวน

1:58

ว่าพวกเขาได้เห็นบางสิ่งในตัวเรา

ลำดับความ

is not a sign that ... Perhaps it's a sign that: การปรับกรอบคำอธิบายใหม่

โครงสร้าง a sign that ที่กล่าวซ้ำเชื่อมหลักฐานเดียวกัน ซึ่งก็คือการได้รับความรัก เข้ากับคำอธิบายสองแบบ ประโยคแรกปฏิเสธการตีความเดิมว่า ความรักนี้ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าคนรักอ่อนแอ คิดผิด หรือไม่มีทางเลือกอื่น จากนั้น Perhaps it's a sign that เสนอการตีความใหม่ Perhaps ทำให้ข้อสรุปใหม่นั้นระมัดระวัง ไม่ใช่การยืนยันอย่างแน่นอน ส่วนถ้อยคำที่วางขนานกันทำให้ติดตามการเปลี่ยนมุมมองได้ง่าย คือไม่ใช่สัญญาณของ A แต่อาจเป็นสัญญาณของ B

แบบฝึกหัด

รูปแบบที่กล่าวซ้ำว่า is not a sign that ... Perhaps it's a sign that ทำหน้าที่อะไรในข้อความนี้?

  1. บอกว่าคำอธิบายทั้งสองมีโอกาสเป็นจริงเท่ากันและปล่อยไว้เหมือนเดิม
  2. ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งเกี่ยวกับความรัก แล้วเสนออีกคำอธิบายอย่างระมัดระวัง
  3. ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าความรักนั้นมีอยู่
ดูคำตอบ

ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งเกี่ยวกับความรัก แล้วเสนออีกคำอธิบายอย่างระมัดระวัง

which poignantly and tragically

2:00

ซึ่งน่าเศร้าและน่าสะเทือนใจ

we don't yet quite see in ourselves ไวยากรณ์

2:02

ที่เรายังมองไม่ค่อยเห็นในตัวเอง

สำนวน

see something in someone: มองเห็นคุณค่าหรือศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล

ใน see something in someone คำว่า see หมายถึง “มองเห็นคุณค่า” หรือ “รับรู้” ไม่ใช่แค่ “มองด้วยตา” ส่วน something หมายถึงคุณสมบัติ คุณค่า หรือศักยภาพบางอย่างในตัวบุคคลที่ไม่ได้ระบุชัด และเจ้าตัวอาจยังไม่ตระหนักถึงสิ่งนั้น ในประโยคนี้ they've seen something in us แสดงถึงความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้ง คนที่รักเรามองเห็นคุณสมบัติที่ทำให้เราคู่ควรกับความรักก่อนที่เราจะมองเห็นสิ่งนั้นในตัวเอง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ see + something + in + บุคคล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าโค้ชมองเห็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าหรือศักยภาพในตัว Lena

  1. The coach asked Lena to look inside the bag.
  2. The coach sees something in Lena, even though she lacks confidence.
  3. The coach saw Lena in the gym yesterday.
ดูคำตอบ

The coach sees something in Lena, even though she lacks confidence.

ไวยากรณ์

don't yet quite see in ourselves: ตอนนี้ยังตระหนักไม่เต็มที่

โครงสร้าง don't yet quite + คำกริยา หมายถึงบางสิ่งยังไม่เกิดขึ้นหรือยังทำไม่ได้อย่างสมบูรณ์จนถึงตอนนี้ Don't ทำให้ประโยคเป็นปฏิเสธ yet ระบุขอบเขตเวลาว่า “จนถึงตอนนี้” และ quite เพิ่มระดับความหมายว่า “อย่างเต็มที่” เมื่อรวมกันจึงยังเปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ใน don't yet quite see in ourselves คำว่า see หมายถึง “ตระหนักรู้” คนอื่นมองเห็นคุณสมบัติบางอย่างในตัวเราแล้ว แต่ตอนนี้เรายังไม่สามารถตระหนักถึงสิ่งนั้นในตัวเองได้อย่างเต็มที่ โครงสร้างเดียวกันใช้กับคำกริยาอย่าง understand, believe และ accept ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างจากบทเรียนที่หมายถึง “ตอนนี้ยังไม่เข้าใจอย่างเต็มที่”: I ____ why the plan will work.

ดูคำตอบ

don't yet quite see

and have never been allowed to believe in ไวยากรณ์

2:05

และไม่เคยถูกอนุญาตให้เชื่อเลย

by figures in our past, การใช้คำ

2:07

จากบุคคลในอดีตของเรา

that we are deserving วลี

2:09

ว่าเรานั้นสมควร

of love.

2:10

ที่จะได้รับความรัก

ไวยากรณ์

have never been allowed to believe in: โครงสร้าง present perfect รูปถูกกระทำ

โครงสร้าง have/has never been allowed to + คำกริยา คือ present perfect รูปถูกกระทำ: have/has + never + been + กริยาช่องที่สาม ประธานเป็นฝ่ายได้รับข้อจำกัด กล่าวคือ ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ บุคคลอื่นหรืออิทธิพลภายนอกไม่ได้ให้อนุญาตหรือพื้นที่แก่ประธานในการทำสิ่งนั้น ในที่นี้ believe in หมายถึงการสร้างหรือรักษาความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของตนเอง อนุประโยค that ที่ตามมาบอกเนื้อหาของความเชื่อนั้น ส่วน by figures in our past ระบุผู้คนที่มีอิทธิพลจนก่อให้เกิดข้อจำกัด ประโยคนี้จึงเน้นอิทธิพลภายนอกที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน present perfect รูปถูกกระทำที่เน้นไว้: After years of discouragement, they ____ themselves.

ดูคำตอบ

have never been allowed to believe in

การใช้คำ

figures in our past: ผู้มีอิทธิพลจากช่วงก่อนหน้าในชีวิต

ในที่นี้ figures หมายถึงคนที่เคยมีบทบาทสำคัญหรือมีอิทธิพล วลี figures in our past หมายถึงผู้คนจากช่วงก่อนหน้าในชีวิตของเรา ไม่ได้หมายถึงตัวเลข รูปร่างในแผนภาพ หรือรูปร่างของร่างกาย figure เป็นคำเรียกที่ค่อนข้างเป็นทางการและมีความหมายกว้าง โดยเน้นบทบาทหรืออิทธิพลของบุคคลโดยไม่ระบุความสัมพันธ์ที่แน่นอน ในประโยคนี้ figures อาจเป็นผู้ดูแล ผู้มีอำนาจ หรือบุคคลอื่นที่มีอิทธิพล แต่ถ้อยคำไม่ได้ระบุว่าเป็นใครอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ figures in our past มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด?

  1. ผู้มีอิทธิพลจากช่วงก่อนหน้าในชีวิตของเรา
  2. รูปร่างในแผนภาพเก่า
  3. ตัวเลขที่บันทึกไว้นานแล้ว
ดูคำตอบ

ผู้มีอิทธิพลจากช่วงก่อนหน้าในชีวิตของเรา

วลี

deserving of love: be deserving of + คำนาม

ในประโยคนี้ deserving of love หมายถึงคู่ควรที่จะได้รับความรัก ประโยคมองว่าความรักเป็นสิ่งที่คนเราสมควรได้รับเพราะคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่รางวัลจากการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จ โครงสร้างคือ be deserving of + คำนามหรือวลีคำนาม บุพบท of ใช้นำสิ่งที่บุคคลนั้นคู่ควรจะได้รับ ดังนั้นตรงนี้ต้องมี of ระหว่าง deserving กับ love

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย be deserving of + คำนาม: After years of honest work, she is ____ our trust.

ดูคำตอบ

deserving of

There is hope in all this, ลำดับความ

2:12

ในเรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีความหวัง

hope that we can come to trust our lovers ไวยากรณ์

2:13

ความหวังที่เราจะสามารถเริ่มเชื่อใจคนรักของเรา

ลำดับความ

There is hope in all this, hope that ...: การเกริ่นถึงความหวังแล้วระบุเนื้อหาให้ชัด

ใน There is hope in all this โครงสร้างบอกการมีอยู่ There is นำเสนอ hope เป็นจุดเปลี่ยนเชิงบวกใหม่หลังจากปัญหาที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วน in all this รวบปัญหาเหล่านั้นให้เป็นพื้นหลังเดียวกัน hope ที่กล่าวซ้ำไม่ได้เสนอความหวังอีกอย่างหนึ่ง แต่เป็นการกล่าวซ้ำแบบวางเทียบกัน โดย hope that we can ... เปลี่ยนคำนามนามธรรมให้เป็นข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงทันที รูปแบบ “เกริ่น—กล่าวซ้ำ—อธิบาย” นี้ช่วยให้ผู้พูดเปลี่ยนจากข้อความกว้าง ๆ ไปสู่เนื้อหาที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

hope that ที่กล่าวซ้ำในประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. กล่าวย้ำ hope และเปิดอนุประโยคที่ระบุว่าความหวังนั้นคืออะไร
  2. แสดงว่าผู้พูดไม่แน่ใจว่ามีความหวังอยู่หรือไม่
  3. นำเสนอความหวังอีกอย่างหนึ่งที่แยกจากกัน
ดูคำตอบ

กล่าวย้ำ hope และเปิดอนุประโยคที่ระบุว่าความหวังนั้นคืออะไร

more than we trust our own first nervous

2:16

มากกว่าการเชื่อในความกังวลครั้งแรกของเรา

self-destructive impulses.

2:19

และแรงกระตุ้นที่ทำลายตัวเอง

ไวยากรณ์

come to trust: ค่อย ๆ ไว้วางใจผ่านกระบวนการ

come to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าผู้พูดเข้าสู่สภาวะ ความเข้าใจ หรือพฤติกรรมใหม่ผ่านกระบวนการบางอย่าง ในที่นี้ come to trust หมายถึงความไว้วางใจค่อย ๆ พัฒนาและก่อตัวขึ้นในที่สุด โดย come ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง โครงสร้างนี้มักใช้กับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดหรือความรู้สึก เช่น come to realize, come to understand และ come to appreciate

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปสองคำของ come to ที่แสดงว่าความไว้วางใจพัฒนาขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป: After several successful projects together, I ____ trust Nina's judgment.

ดูคำตอบ

came to

ไวยากรณ์

trust A more than I trust B: เปรียบเทียบระดับความไว้วางใจสองระดับ

โครงสร้าง คำกริยา + A + more than + ประธาน + คำกริยา + B ใช้เปรียบเทียบระดับของการกระทำเดียวกันที่มีต่อ A และ B ในประโยคนี้หมายถึงการเชื่อการตัดสินใจของคนรักมากกว่าแรงกระตุ้นที่เกิดจากความกังวลและบ่อนทำลายตนเองของผู้พูด ไม่ได้เปรียบเทียบจำนวนคนรักหรือจำนวนแรงกระตุ้น การกล่าว we trust ซ้ำในส่วนที่สองทำให้ความสัมพันธ์ของการเปรียบเทียบชัดเจน โครงสร้างเต็มนี้มีประโยชน์เมื่อวลี more than ที่สั้นกว่าอาจทำให้ไม่ชัดว่าอะไรคือประธานหรือกรรมตัวที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบให้เปรียบเทียบระดับความไว้วางใจสองระดับอย่างชัดเจน: I trust the safety report ____ I trust anonymous comments.

ดูคำตอบ

more than

We can interpret their love

2:22

เราสามารถตีความความรักของพวกเขาได้

not as a sign of their delusion or weakness, ไวยากรณ์

2:23

ไม่ใช่ในฐานะสัญญาณของภาพลวงตาหรือความอ่อนแอ

but as evidence of an inherent lovability in ourselves

2:26

แต่เป็นหลักฐานของความน่ารักที่มีอยู่ในตัวเรา

ไวยากรณ์

interpret X not as A, but as B: ตีความ X ไม่ใช่เป็น A แต่เป็น B

หลังคำว่า interpret คำว่า as จะนำเข้าสู่ความหมายที่ผู้พูดกำหนดให้กับกรรม โครงสร้าง interpret X not as A, but as B ปฏิเสธการตีความแบบ A แล้วแทนที่ด้วยการตีความแบบ B สิ่งที่เปรียบต่างกันในที่นี้คือคำอธิบายสองแบบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา ไม่ได้ปฏิเสธว่าความรักนั้นมีอยู่จริง โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อต้องการแก้ความเข้าใจแบบหนึ่งและเสนออีกมุมมองที่น่าเชื่อถือกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเปลี่ยนกรอบความคิดสองส่วน not as A, but as B: Interpret the mistake ____ proof that you cannot improve, ____ a clue about what to practice next.

ดูคำตอบ

not as · but as

to which our past histories have blinded us, สำนวน

2:30

ที่อดีตของเราได้ทำให้เราตาบอดต่อสิ่งนี้

yet to which their love and tenderness

2:32

ทว่าความรักและความอ่อนโยนของพวกเขา

can now awaken us.

2:35

สามารถปลุกให้เราตื่นขึ้นได้ในตอนนี้

สำนวน

to which ... blinded us, yet to which ... awaken us: ทำให้มองไม่เห็น แล้วปลุกให้ตระหนัก

to which ทั้งสองตำแหน่งย้อนกลับไปหา an inherent lovability in ourselves คำบุพบท to เป็นส่วนหนึ่งของวลี blind someone to something และ awaken someone to something การใช้โครงสร้างซ้ำจึงทำให้แนวคิดเดิมยังคงเป็นจุดสนใจ blind us to เป็นการใช้เชิงอุปมา หมายถึงประสบการณ์ในอดีตอาจขัดขวางไม่ให้เราตระหนักว่าตนเองคู่ควรแก่การถูกรัก ส่วน awaken us to ทำให้กระบวนการนั้นกลับทิศ เพราะความรักและความอ่อนโยนอาจทำให้เราตระหนักถึงสิ่งนี้ yet เน้นการเปลี่ยนจากการรับรู้ที่ถูกปิดกั้นไปสู่การตระหนักรู้ใหม่

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Fear blinded Maya to the help around her, but counseling awakened her to it," ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ตอนแรกมายาสังเกตเห็นความช่วยเหลือ แต่การปรึกษาทำให้เธอเพิกเฉยต่อมัน
  2. ความกลัวทำลายสายตาของมายา และการปรึกษาทำให้สายตาของเธอกลับคืนมา
  3. ความกลัวทำให้มายาไม่สังเกตเห็นความช่วยเหลือรอบตัว และการปรึกษาช่วยให้เธอตระหนักถึงความช่วยเหลือนั้น
ดูคำตอบ

ความกลัวทำให้มายาไม่สังเกตเห็นความช่วยเหลือรอบตัว และการปรึกษาช่วยให้เธอตระหนักถึงความช่วยเหลือนั้น

We don't invariably ไวยากรณ์

2:37

เราไม่จำเป็นเสมอไป

have to hold it against others

2:38

ที่จะต้องมีอคติกับผู้อื่น

when they see some point in us. สำนวน

2:40

เมื่อพวกเขามองเห็นข้อดีในตัวเรา

ไวยากรณ์

don't invariably have to: การปฏิเสธกฎที่ตายตัว

ในที่นี้ don't ปฏิเสธคำว่า invariably จึงหมายถึง “ไม่จริงที่เราต้องทำเช่นนี้ทุกครั้ง” โครงสร้างนี้ลดความเด็ดขาดของรูปแบบเดิม กล่าวคือ การถือโทษคนอื่นไม่ใช่ปฏิกิริยาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกกรณี ความหมายนี้ไม่เท่ากับ “เราไม่ควรทำเช่นนี้เลย” หรือคำกล่าวกว้าง ๆ ว่า “เราไม่จำเป็นต้องทำ” แต่เป็นการปฏิเสธความจำเป็นที่เกิดขึ้นทุกครั้ง พร้อมเปิดไว้ว่าในบางสถานการณ์ปฏิกิริยานี้อาจยังเกิดขึ้นหรืออาจรู้สึกว่าจำเป็น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ากฎนี้ไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่บางกรณีก็อาจจำเป็นต้องใช้?

  1. We don't invariably have to use the rule.
  2. We invariably have to use the rule.
  3. We never have to use the rule.
ดูคำตอบ

We don't invariably have to use the rule.

สำนวน

see some point in us: การมองเห็นคุณค่าในตัวคน

ในที่นี้ see some point in us หมายถึงการมองเห็นคุณค่า ข้อดี หรือเหตุผลบางอย่างที่จะชื่นชอบเรา point ไม่ได้หมายถึง “ประเด็นโต้แย้ง” หรือ “สถานที่” แต่สื่อว่าในมุมมองของคนอื่น มีบางอย่างในตัวเราที่มีคุณค่า กรรมที่ตามหลัง in เป็นคน ซึ่งเป็นเบาะแสของความหมาย ให้เข้าใจ see some point in + คน ว่าเป็นการมองเห็นข้อดีบางอย่างในคนนั้น ไม่ใช่การเข้าใจจุดประสงค์ของการกระทำ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Maya sees some point in Leo, even though others dislike him," วลี "sees some point in Leo" หมายความว่าอย่างไร?

  1. เธอมองเห็นคุณค่าหรือข้อดีบางอย่างในตัว Leo
  2. เธอเข้าใจข้อโต้แย้งที่ Leo เสนอ
  3. เธอมองเห็น Leo ยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง
ดูคำตอบ

เธอมองเห็นคุณค่าหรือข้อดีบางอย่างในตัว Leo