คุณไม่จำเป็นต้องตาย: บทเรียนภาษาอังกฤษ

CGP Grey

ความยากในการเรียน
673 คำ 159 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: วิดีโอปฏิเสธการยอมรับความชราและความตายเพียงเพราะเป็นธรรมชาติ โดยใช้ยมทูตและความก้าวหน้าทางการแพทย์เสนอว่าเทคโนโลยีอาจต้านความเสื่อมได้ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “fit you in” — กริยาวลี: หมายถึงหาเวลาให้ใครแม้ตารางเต็ม เมื่อนำมาใช้กับยมทูตจึงเกิดมุกตลกร้ายว่าความตายรับนัดได้ทันที 2. “Just because a thing is natural doesn't make it good or necessary.” — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้โครงสร้างนี้ปฏิเสธข้อสรุปผิดว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติต้องดีหรือจำเป็น 3. “keep him at bay,” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจความหมายว่าคอยสกัดภัยโดยไม่ต้องเอาชนะ และเห็นเทคโนโลยีต้านวัยถูกวางเป็นการต่อสู้ระยะยาว

คำอธิบายในบทเรียนนี้

When do you want to die?

0:00

คุณอยากจะตายเมื่อไหร่?

The Reaper is busy,

0:03

ยมทูตนั้นยุ่งมากนะ

but he can fit you in right now. กริยาวลี

0:04

แต่เขาสามารถจัดคิวให้คุณได้เดี๋ยวนี้เลย

กริยาวลี

fit you in: แทรกเวลาให้ในตารางที่แน่น

ในที่นี้ fit you in หมายถึง “หาเวลาช่วงสั้น ๆ ให้คุณในตารางที่เต็มอยู่แล้ว” you คือคนที่ได้รับคิวนัด และ in เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี fit someone in ไม่ได้บอกทิศทางเข้าไปในพื้นที่จริง สำนวนนี้มักสื่อว่าต้องช่วยจัดเวลาเป็นพิเศษหรือใช้ช่วงว่างสุดท้าย มุกในประโยคทำให้การพบกับยมทูตดูเหมือนการนัดกับผู้เชี่ยวชาญที่ยุ่งมากแต่บังเอิญมีคิวว่างตอนนี้

แบบฝึกหัด

พยาบาลกำลังพูดกับคุณโดยตรง เติมประโยคด้วย fit someone in: The clinic is fully booked, but I can ____ at 5 p.m.

ดูคำตอบ

fit you in

Too soon?

0:07

เร็วไปงั้นหรือ?

Later perhaps?

0:08

หรือจะเอาไว้ทีหลังดี?

Future you will keep the appointment, วลี

0:09

ตัวคุณในอนาคตจะไปตามนัดนั้นเอง

วลี

keep the appointment: ไปตามนัดที่ตกลงไว้

keep the appointment หมายถึงการไปประชุม ไปพบ หรือไปตามนัดที่จัดไว้แล้ว โดยปกติจะไปตามเวลาที่ตกลงกันไว้ keep ในที่นี้หมายถึง “ทำตาม” หรือ “รักษาสัญญา” ไม่ใช่ “เก็บไว้” และ appointment อาจเป็นนัดทางการแพทย์ เรื่องงาน หรือการพบกันแบบอื่นที่กำหนดไว้ ไม่ได้หมายถึงนัดเชิงรักใคร่เท่านั้น ประโยคนี้ทำให้การพบกับยมทูตในอนาคตดูเหมือนนัดหมายที่ตัวตนในอนาคตของบุคคลนั้นจะต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แบบฝึกหัด

การไปพบครั้งนี้ถูกกำหนดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ประโยคใดบอกว่า Leo จะไปตามที่ตกลงกันไว้

  1. Leo will move the appointment.
  2. Leo will keep the appointment.
  3. Leo will make an appointment.
ดูคำตอบ

Leo will keep the appointment.

old and with a life fully lived,

0:11

ในวัยชราและใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่าแล้ว

perhaps ever so slightly bored and ready. วลี

0:13

อาจจะรู้สึกเบื่อนิดหน่อยและพร้อมที่จะไปแล้ว

วลี

ever so slightly: การเน้นระดับที่เล็กน้อยมาก

ใน ever so slightly คำว่า ever ไม่ได้หมายถึง “เมื่อใดก็ตาม” หรือ “เคยในอดีต” แต่ใช้เน้น so และทั้งวลีมีความหมายว่า “ในระดับที่น้อยมาก” ถ้อยคำนี้ทำให้ระดับที่เล็กน้อยฟังมีน้ำหนักกว่าการใช้ slightly เพียงคำเดียว ในประโยคนี้ ผู้พูดทำให้ความเบื่อดูแทบไม่มีนัยสำคัญ จึงอาจให้น้ำเสียงพูดให้น้อยกว่าความจริงหรือประชดเบา ๆ

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ ever so slightly ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. เคยเบื่อหลายครั้งในอดีต
  2. เบื่ออย่างเต็มที่และหมดความอดทน
  3. เบื่อในระดับเพียงเล็กน้อยมาก
ดูคำตอบ

เบื่อในระดับเพียงเล็กน้อยมาก

Now you might think that,

0:16

ตอนนี้คุณอาจจะคิดแบบนั้น

but when the appointment whippersnapper you set comes, การใช้คำ

0:17

แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายที่ตัวคุณวัยหนุ่มสาวได้ตั้งเอาไว้

การใช้คำ

whippersnapper: คำเรียกแบบโบราณที่มีน้ำเสียงดูแคลน

Whippersnapper หมายถึงคนหนุ่มสาวที่ผู้พูดมองว่ายังไม่มีประสบการณ์ ทะลึ่ง หรือมั่นใจในตัวเองเกินไป คำนี้แสดงท่าทีดูแคลนของผู้พูด จึงไม่ใช่คำกลาง ๆ ที่มีความหมายเหมือน young person ในที่นี้ ควรเข้าใจว่าเป็นคำเรียกผู้ฟังโดยตรง: “the appointment, whippersnapper, you set” คำนี้ระบุถึงคนที่ผู้พูดกำลังพูดด้วย ไม่ได้ขยายว่าเป็น appointment ประเภทใด

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่สุดกับการเรียกใครว่า whippersnapper

  1. ตัวละครสูงวัยดุคนหนุ่มสาวที่หยิ่งอย่างติดตลก
  2. ผู้จัดการบันทึกอายุของพนักงานอย่างเป็นกลาง
  3. แขกกล่าวขอบคุณผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ด้วยความเคารพ
ดูคำตอบ

ตัวละครสูงวัยดุคนหนุ่มสาวที่หยิ่งอย่างติดตลก

it is not in the future because you don't live in the future.

0:20

มันจะไม่ได้อยู่ในอนาคต เพราะคุณไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในอนาคต

You always live in the now,

0:24

คุณใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันเสมอ

and thus you always die now.

0:27

และด้วยเหตุนี้คุณจึงตายในปัจจุบันเสมอ

Because the Reaper comes for all eventually,

0:30

เพราะในท้ายที่สุดยมทูตจะมาหาทุกคน

humans have formed a relationship with death.

0:33

มนุษย์จึงได้สร้างความสัมพันธ์กับความตาย

Perverse.

0:35

ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยน

Like a hostage who grows to love their kidnapper, ไวยากรณ์

0:36

เหมือนกับตัวประกันที่เริ่มหลงรักผู้ที่ลักพาตัวพวกเขาไป

ไวยากรณ์

grow to + คำกริยาใน grows to love

ในที่นี้ grows to love หมายถึง “ค่อย ๆ รักขึ้นมา” โครงสร้าง grow to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลา โดยเฉพาะความรู้สึก ความคิดเห็น ความรู้ หรือความสามารถ grow ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงร่างกาย “เติบโต” และ to love ก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ โครงสร้างนี้แสดงว่าความรักเป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงอย่างเป็นธรรมชาติว่าความรู้สึกของ Mia ค่อย ๆ เปลี่ยนไป?

  1. At first Mia disliked the club, but she grew for loving it.
  2. At first Mia disliked the club, but she grew to loving it.
  3. At first Mia disliked the club, but she grew to love it.
ดูคำตอบ

At first Mia disliked the club, but she grew to love it.

humans tell themselves the handful of decades the Reaper gives them is just the right length, วลี

0:38

มนุษย์บอกตัวเองว่าเวลาไม่กี่ทศวรรษที่ยมทูตมอบให้นั้นเป็นระยะเวลาที่พอดีแล้ว

วลี

a handful of ใน the handful of decades

ใน a handful of คำว่า handful หมายถึงจำนวนเล็กน้อยที่ไม่เจาะจง ไม่ได้หมายถึงปริมาณที่ถือได้ในมือจริง ๆ และไม่ได้หมายถึงห้าพอดี เมื่อใช้กับ decades จะสื่อว่าชีวิตมนุษย์มีจำกัดเพียงไม่กี่สิบปี รูปแบบปกติคือ a handful of + คำนามนับได้พหูพจน์ ประโยคนี้ใช้ the handful of decades เพราะหมายถึงช่วงเวลาที่จำกัดและเฉพาะเจาะจงซึ่งยมทูตมอบให้มนุษย์ตามเรื่องที่กล่าวไว้ เมื่อต้องการกล่าวถึงจำนวนเล็กน้อยที่ยังไม่เฉพาะเจาะจงเป็นครั้งแรก ให้ใช้ a handful of

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดเติมประโยคได้เป็นธรรมชาติ เมื่อกล่าวถึงอีเมลเป็นครั้งแรกและจำนวนเล็กน้อยที่แน่นอนไม่สำคัญ? We received ____ after the announcement.

  1. the handful of emails
  2. a handful emails
  3. a handful of emails
ดูคำตอบ

a handful of emails

that living a truly long and healthy life would get boring and would be unnatural.

0:44

และการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริงนั้นจะเป็นเรื่องน่าเบื่อและผิดธรรมชาติ

And imagine all the problems if death took a holiday. สำนวน

0:49

และลองจินตนาการถึงปัญหาทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหากความตายขอลาพักร้อนดูสิ

สำนวน

การทำให้ความตายเป็นบุคคลใน death took a holiday

Death took a holiday ทำให้ความตายเป็นเสมือนคนทำงานที่หยุดทำหน้าที่ของตนได้ ในสถานการณ์สมมตินี้ จะไม่มีใครตายอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่ามีใครเสียชีวิตระหว่างเดินทาง วลีทั่วไป take a holiday ถูกนำไปใช้กับพลังที่เป็นนามธรรมเพื่อสร้างภาพสมมติที่ตรงข้ามกับความจริง ภาพนี้ยังมีความประชดแบบมืดมน เพราะปกติวันหยุดฟังดูน่ายินดี แต่การที่ความตายหยุดทำงานกลับก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง

แบบฝึกหัด

death took a holiday ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร

  1. ความตายไปเยือนสถานที่พักร้อนจริง ๆ
  2. มีคนเสียชีวิตระหว่างเดินทาง
  3. ผู้คนหยุดตายชั่วคราว
ดูคำตอบ

ผู้คนหยุดตายชั่วคราว

And so the Reaper of Age whispers that he is your friend,

0:53

ดังนั้นยมทูตแห่งความชราจึงกระซิบว่าเขาคือเพื่อนของคุณ

always near,

0:57

ที่อยู่ใกล้ชิดเสมอ

growing humans bigger,

0:58

คอยทำให้มนุษย์เติบโตขึ้น

stronger,

1:00

แข็งแกร่งขึ้น

healthier, and smarter.

1:00

สุขภาพดีขึ้น และฉลาดขึ้น

At first,

1:02

ในตอนแรกน่ะนะ

then comes his harvest of slow rot. โน้ต

1:03

จากนั้นก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวความเสื่อมสลายอย่างช้าๆ ของเขา

ไวยากรณ์

การสลับลำดับแบบเน้นอารมณ์ด้วย then comes

ใน then comes his harvest คำบอกลำดับ then อยู่ข้างหน้า และกริยา comes อยู่ก่อนประธานทางไวยากรณ์ his harvest นี่คือการสลับตำแหน่งประธานกับกริยาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีโครงสร้าง then + กริยา + ประธานที่เป็นคำนาม ประธานอยู่หลังกริยา ดังนั้น comes จึงสอดคล้องกับคำนามเอกพจน์ harvest ผู้เขียนใช้ลำดับคำนี้เพื่อนำเสนอเหตุการณ์หรือสิ่งถัดไปราวกับกำลังเข้าฉาก ทำให้ลำดับโดดเด่นและมีความน่าตื่นเต้น ส่วนลำดับคำที่เป็นกลางกว่าคือ Then his harvest of slow rot comes.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ then และรูปของ come ที่สอดคล้องกับประธานอย่างถูกต้อง: The warm-up is over; ____ the main event.

ดูคำตอบ

then comes

สำนวน

harvest of slow rot ในฐานะคำเปรียบเทียบที่มืดมน

โดยปกติ harvest หมายถึงพืชผลที่เก็บเกี่ยวแล้ว แต่ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยทำให้ความตายดูเหมือนผู้เก็บเกี่ยว และ “ผลเก็บเกี่ยว” ที่เขาได้รับคือการผุพังอย่างช้า ๆ วลีนี้เปลี่ยนภาพการเกษตรที่สื่อถึงผลผลิตให้กลายเป็นภาพที่มืดมน โดยนำเสนอความเสื่อมของร่างกายว่าเป็นผลลัพธ์ที่ความตายมาเก็บไป ไม่ใช่พืชผลจริงหรือรางวัลที่น่ายินดี

แบบฝึกหัด

harvest of slow rot หมายถึงอะไรในประโยคนี้?

  1. อาหารที่เก็บไว้หลังฤดูทำเกษตร
  2. การผุพังอย่างช้า ๆ ที่จินตนาการว่าความตายมาเก็บเกี่ยวเป็นผลลัพธ์
  3. พืชผลที่ใช้เวลานานกว่าจะสุก
  4. รางวัลเชิงบวกที่ได้จากการมีชีวิตอยู่นานหลายปี
ดูคำตอบ

การผุพังอย่างช้า ๆ ที่จินตนาการว่าความตายมาเก็บเกี่ยวเป็นผลลัพธ์

Death is a part of life,

1:06

"ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต"

he whispers.

1:07

เขากระซิบ

Death gives life meaning. วลี

1:08

"ความตายทำให้ชีวิตมีความหมาย"

วลี

โครงสร้าง give + กรรม + meaning

โครงสร้าง give + something + meaning หมายถึง “ทำให้สิ่งหนึ่งรู้สึกสำคัญหรือมีจุดมุ่งหมาย” ใน Death gives life meaning. คำว่า life คือสิ่งที่ได้รับความสำคัญ ส่วน meaning บอกถึงสิ่งที่มอบให้แก่ life ประโยคนี้กล่าวถึงแนวคิดทั่วไปว่าการที่ชีวิตมีวันสิ้นสุดทำให้ชีวิตมีความสำคัญขึ้น โดยนำเสนอเป็นข้ออ้างหนึ่งเท่านั้น รูปประโยคนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าท้ายที่สุดผู้พูดเห็นด้วยหรือไม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง give + กรรม + meaning ได้ถูกต้อง?

  1. A clear goal gives meaning your work.
  2. A clear goal gives your work meaningful.
  3. A clear goal gives your work meaning.
  4. A clear goal gives your work to meaning.
ดูคำตอบ

A clear goal gives your work meaning.

This is madness.

1:10

นี่มันบ้าบอชัดๆ

Misery doesn't give happiness meaning.

1:11

ความทุกข์ระทมไม่ได้ทำให้ความสุขมีความหมาย

Happiness is meaning itself.

1:14

ความสุขคือความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว

If you tortured people to make them better appreciate the pleasures of life, ไวยากรณ์

1:16

หากคุณทรมานผู้คนเพื่อให้พวกเขาซาบซึ้งกับความสุขของชีวิตได้ดีขึ้น

you would be a monster,

1:20

คุณก็คงจะเป็นสัตว์ประหลาด

ไวยากรณ์

If ... you would be a monster: ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2

นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 โดย if + simple past ใช้ตั้งสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคตที่สมมติขึ้นหรือมีโอกาสเกิดน้อย ส่วน would + กริยารูปพื้นฐานใช้บอกผลลัพธ์ที่สมมติขึ้น ในที่นี้ tortured ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีต รูปอดีตใช้สร้างระยะห่างจากความเป็นจริง ส่วน you would be a monster แสดงการตัดสินทางศีลธรรมของผู้พูดต่อการกระทำที่สมมติขึ้นนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้กริยา harm เติมส่วนผลลัพธ์ของประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 ให้สมบูรณ์: If a school cancelled all its arts classes, it ____ pupils' education.

ดูคำตอบ

would harm

just like this guy.

1:22

เหมือนกับหมอนี่นั่นแหละ

No parent would ask the Reaper of Age to wrinkle their child's skin,

1:23

ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่จะขอให้ยมทูตแห่งความชรามาทำให้ผิวพรรณของลูกเหี่ยวย่น

weaken their bones,

1:27

ทำให้กระดูกของพวกเขาอ่อนแอลง

dim their vision and their minds,

1:28

ทำให้สายตาและสติปัญญาของพวกเขาพร่ามัว

cripple them in a thousand ways over decades to ultimately kill them,

1:30

ทำให้พวกเขาพิการด้วยวิธีนับพันในช่วงหลายสิบปีเพื่อที่จะฆ่าพวกเขาในท้ายที่สุด

to give their life meaning.

1:34

เพียงเพื่อให้ชีวิตของพวกเขามีความหมายหรอก

But what can you do? น้ำเสียง/เจตนา

1:36

แต่คุณจะทำอะไรได้ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

But what can you do?: ใช้แสดงความยอมจำนน

ในบริบทนี้ But what can you do? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ขอให้บอกวิธีแก้ปัญหา แต่มีคำตอบโดยนัยว่า “ทำอะไรไม่ได้มาก” หรือ “ทำอะไรไม่ได้เลย” But นำไปสู่การเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงยอมจำนนและยอมรับชั่วครู่ โดยมองว่าสถานการณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในบริบทอื่น คำพูดเดียวกันอาจเป็นคำถามจริงได้ จึงต้องดูบทสนทนารอบข้างและน้ำเสียงเพื่อตัดสินความหมาย

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า 'The park is closed because of the storm.' คุณตอบว่า 'But what can you do?' คำตอบของคุณน่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด?

  1. ใครเป็นคนทำให้เกิดพายุ?
  2. ทำอะไรไม่ได้มาก จึงต้องยอมรับสถานการณ์
  3. ตอนนี้มีขั้นตอนใดที่ทำได้จริงบ้าง?
ดูคำตอบ

ทำอะไรไม่ได้มาก จึงต้องยอมรับสถานการณ์

The world contains pain and death,

1:37

โลกนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความตาย

and so your brain believes the sweet lies that the horrors you can't avoid are good for you. สำนวน

1:39

สมองของคุณจึงเชื่อคำโกหกแสนหวานที่ว่าความน่าสะพรึงกลัวที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นเป็นผลดีต่อตัวคุณ

สำนวน

การเปรียบเทียบใน sweet lies

ใน sweet lies คำว่า sweet เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงความคิดที่ไม่จริงแต่ให้ความรู้สึกปลอบใจ น่าดึงดูด หรือยอมรับได้ง่าย ไม่ได้หมายถึงรสหวานเหมือนน้ำตาล วลีนี้สื่อได้ว่าคำโกหกน่าดึงดูดก็เพราะมันทำให้ความจริงที่เจ็บปวดยอมรับได้ง่ายขึ้น sweet บอกถึงแรงดึงดูดของคำโกหก ไม่ได้บอกว่าคำโกหกนั้นจริงหรือดีงามทางศีลธรรม

แบบฝึกหัด

ใน "The advertisement offers sweet lies about instant success," คำว่า sweet lies หมายถึงอะไร

  1. คำกล่าวที่ให้ความรู้สึกปลอบใจหรือน่าดึงดูดแต่ไม่เป็นความจริง
  2. คำพูดที่มีเมตตาและเป็นความจริงทั้งหมด
  3. คำกล่าวเท็จที่เกี่ยวกับอาหารหวานโดยเฉพาะ
ดูคำตอบ

คำกล่าวที่ให้ความรู้สึกปลอบใจหรือน่าดึงดูดแต่ไม่เป็นความจริง

And while death is a part of life,

1:45

และแม้ว่าความตายจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

cholera was a part of life until humans developed wells and sewers to separate water from waste.

1:48

อหิวาตกโรคก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเช่นกัน จนกระทั่งมนุษย์สร้างบ่อน้ำและท่อระบายน้ำเพื่อแยกน้ำทิ้งออกจากน้ำดี

Shortsightedness is a part of life until it isn't. ลำดับความ

1:54

สายตาสั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนกระทั่งมันไม่ใช่อีกต่อไป

ลำดับความ

การหักมุมใน until it isn't

ใน until it isn't คำว่า it ย้อนกลับไปแทน shortsightedness และ isn't ใช้แทน isn't a part of life ส่วนเติมเต็มที่ซ้ำกันถูกละไว้เพราะผู้ฟังเข้าใจได้จากอนุประโยคก่อนหน้า ตอนจบสั้น ๆ นี้เริ่มจากนำเสนอสภาพหนึ่งว่าเป็นเรื่องปกติหรือมั่นคง แล้วจึงหักล้างสมมติฐานนั้นอย่างฉับพลัน ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าสายตาสั้นหายไปทันที แต่หมายถึงสถานะที่มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อาจเปลี่ยนแปลงได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยตอนจบแบบหักมุมสามคำจากบทเรียน: This rule seems permanent ____.

ดูคำตอบ

until it isn't

Just because a thing is natural doesn't make it good or necessary. ไวยากรณ์

1:58

เพียงเพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือมีความจำเป็น

ไวยากรณ์

Just because A doesn't make B: แค่ A ยังสรุปเป็น B ไม่ได้

อนุประโยค Just because a thing is natural ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ส่วนที่เหลือบอกว่า ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวว่าสิ่งหนึ่งเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นดีหรือจำเป็น กล่าวอีกอย่างคือ ความเป็นธรรมชาติไม่ได้พิสูจน์คุณค่าหรือความจำเป็นโดยอัตโนมัติ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Just because A doesn't make B ใช้หยุดการกระโดดจากเหตุผลตั้งต้นไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีหลักฐานรองรับ และไม่ได้หมายความว่าผู้พูดยอมรับว่า B เป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบที่ใช้ปฏิเสธข้อสรุปซึ่งไม่มีหลักฐานรองรับ: Just because the instructions are online ____ them accurate.

ดูคำตอบ

doesn't make

It's natural to live lives nasty, วัฒนธรรม

2:02

เป็นเรื่องธรรมชาติที่ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเลวร้าย

brutish,

2:05

โหดร้าย

and short,

2:05

และแสนสั้น

วัฒนธรรม

nasty, brutish, and short: เลวร้าย ป่าเถื่อน และสั้น

ถ้อยคำนี้สะท้อนคำบรรยายอันมีชื่อเสียงของโทมัส ฮอบส์ ซึ่งกล่าวถึงชีวิตในสภาวะธรรมชาติว่า solitary, poor, nasty, brutish, and short ในที่นี้ใช้เพียงคำคุณศัพท์สามคำสุดท้าย แต่ก็ยังสื่อถึงชีวิตที่ไม่น่าพึงพอใจ คล้ายสัตว์หรือไร้อารยธรรม และสั้น ในประโยคนี้ การสะท้อนคำกล่าวดังกล่าวช่วยเน้นข้อโต้แย้งว่า สิ่งที่เป็นธรรมชาติไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ดี Brutish มีความหมายแรงกว่าเพียง difficult เพราะสื่อถึงความหยาบกระด้างหรือความรุนแรงแบบสัตว์ป่า

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ nasty, brutish, and short สื่อว่าชีวิตที่กล่าวถึงมีลักษณะอย่างไร?

  1. ชีวิตเหล่านั้นโหดร้าย ไร้อารยธรรม และสั้น
  2. ชีวิตเหล่านั้นเป็นธรรมชาติ จึงต้องมีประโยชน์
  3. ชีวิตเหล่านั้นธรรมดาและสงบทางอารมณ์
ดูคำตอบ

ชีวิตเหล่านั้นโหดร้าย ไร้อารยธรรม และสั้น

and it's natural for humans to look at what indifferent nature provides as the starting point, สำนวน

2:06

และเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์จะมองสิ่งที่ธรรมชาติอันเฉยเมยมอบให้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

as a to-do list.

2:12

เป็นเหมือนรายการสิ่งที่ต้องทำ

สำนวน

as the starting point, as a to-do list: คำเปรียบเทียบสองอย่างที่วางขนานกัน

วลี as ทั้งสองวลีเป็นส่วนเติมเต็มที่วางขนานกันของ look at กล่าวคือ มนุษย์มองสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ในสองมุมที่เชื่อมโยงกัน starting point หมายความว่าสภาพปัจจุบันเป็นเพียงจุดที่การปรับปรุงเริ่มต้น ส่วน to-do list เป็นคำเปรียบเทียบที่ทำให้ข้อจำกัดและผลเสียต่าง ๆ กลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข เมื่อนำมารวมกัน วลีทั้งสองปฏิเสธความคิดที่ว่าสภาพปัจจุบันของธรรมชาติจะต้องเป็นสภาพสุดท้ายที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

แบบฝึกหัด

ครูเรียกร่างแรกว่า “a starting point and a to-do list” คำนี้สื่อว่าอย่างไร

  1. มันเป็นพื้นฐานและยังเผยให้เห็นว่าส่วนใดต้องปรับปรุงต่อ
  2. มันเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์และไม่ควรเปลี่ยนแปลง
  3. มันเป็นรายการจริงที่ครูเขียนขึ้น
ดูคำตอบ

มันเป็นพื้นฐานและยังเผยให้เห็นว่าส่วนใดต้องปรับปรุงต่อ

Where humans focus,

2:14

เมื่อมนุษย์มุ่งเน้นไปที่สิ่งใด

technology ever improves, การใช้คำ

2:15

เทคโนโลยีก็จะได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ

and with that the ability to make lives better ever improves.

2:17

และนั่นก็ทำให้ความสามารถในการทำให้ชีวิตดีขึ้นพัฒนาตามไปด้วยเสมอ

การใช้คำ

ever improves ... ever improves: ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในที่นี้ ever ขยายคำว่า improves และหมายถึง อย่างต่อเนื่อง หรือ ตลอดเวลา ไม่ได้หมายถึง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต และไม่ได้ทำให้ประโยคเป็น perfect tense การกล่าว ever improves ซ้ำกันสร้างการเน้นแบบขนาน กล่าวคือ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าต่อไป ความสามารถในการทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ก้าวหน้าต่อไปด้วย

แบบฝึกหัด

ใน “With each discovery, our methods ever improve,” คำว่า ever หมายถึงอะไร

  1. อย่างต่อเนื่อง
  2. บางที
  3. ณ เวลาใดเวลาหนึ่งจนถึงปัจจุบัน
ดูคำตอบ

อย่างต่อเนื่อง

And just now some basic tools with real promise to slow or halt the decay are becoming visible on the horizon, สำนวน

2:21

และในตอนนี้ เครื่องมือพื้นฐานบางอย่างที่มีศักยภาพอย่างแท้จริงในการชะลอหรือหยุดความเสื่อมสลายนั้นกำลังปรากฏให้เห็นอยู่ลางๆ

สำนวน

On the horizon: ความเป็นไปได้ในอนาคตที่เริ่มมองเห็น

ในประโยคนี้ on the horizon ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ เครื่องมือที่กล่าวถึงเริ่มดูเหมือนเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในอนาคต แม้ว่ายังไม่พร้อมให้ใช้งานอย่างเต็มที่ก็ตาม สำนวนนี้สร้างภาพของบางสิ่งที่เพิ่งเริ่มมองเห็นได้จากระยะไกล จึงสื่อว่ามีสัญญาณแรกของสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “มีแนวโน้มจะปรากฏขึ้นในอนาคตที่พอคาดการณ์ได้”: A fully recyclable phone may be ____, but it is not available yet.

ดูคำตอบ

on the horizon

which raises the question, วลี

2:29

ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า

วลี

Raises the question: เชื่อมจากหลักฐานไปสู่ประเด็นที่ต้องพิจารณา

ในที่นี้ which ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อเท็จจริงก่อนหน้า นั่นคือเครื่องมือที่มีแนวโน้มดีกำลังเริ่มปรากฏขึ้น ข้อเท็จจริงนั้น raises the question หรือทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ควรพิจารณาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ Raise a question เป็นการจับคู่คำกริยากับคำนามที่ใช้บ่อย ช่วยเชื่อมจากหลักฐานหรือพัฒนาการใหม่ไปสู่ประเด็นที่ต้องอภิปราย ในที่นี้ raise หมายถึง “ยกขึ้นมาพูด” หรือ “ทำให้เกิด” ไม่ใช่ยกสิ่งของขึ้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ผลการทดสอบเผยให้เห็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องอภิปราย เลือกวลีที่เติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด: This result ___ of whether the bridge is safe.

  1. avoids the question
  2. raises the question
  3. answers the question
ดูคำตอบ

raises the question

just how strong is the Reaper of Age?

2:31

ยมทูตแห่งความชรานั้นแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่?

With enough time and attention,

2:34

หากมีเวลาและความสนใจมากพอ

can humans craft these basic tools into shields and swords to keep him at bay, สำนวน

2:35

มนุษย์จะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือพื้นฐานเหล่านี้ให้กลายเป็นโล่และดาบเพื่อสกัดกั้นเขาไว้

possibly indefinitely?

2:41

ซึ่งอาจจะป้องกันไปได้ตลอดกาลเลยหรือไม่?

สำนวน

keep him at bay: กันเขาไม่ให้เข้าใกล้

keep someone or something at bay หมายถึงการป้องกันไม่ให้อันตราย ปัญหา หรือผู้โจมตีเข้ามาใกล้หรือรุนแรงขึ้น สำนวนนี้สื่อถึงการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่ากำจัดภัยนั้นได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ในที่นี้ him ทำให้ความชรามีลักษณะเหมือนศัตรู เครื่องมือในจินตนาการเหล่านี้อาจช่วยยับยั้งความชราไว้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แบบฝึกหัด

เติมสองช่องว่างด้วยสำนวนที่หมายถึง “ยับยั้งภัยคุกคามไว้”: A sturdy fence can ____ wild animals ____.

ดูคำตอบ

keep · at bay

Perhaps.

2:43

บางทีอาจจะทำได้

And if so,

2:44

และถ้าเป็นเช่นนั้น

the first immortal generation may be alive today,

2:45

คนรุ่นแรกที่เป็นอมตะอาจจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว

a generation that lives a healthy adulthood as long as they wish to. ไวยากรณ์

2:50

คนรุ่นที่ใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีได้นานตราบเท่าที่พวกเขาต้องการ

ไวยากรณ์

as long as they wish to: ระยะเวลาและคำที่ละไว้

ในที่นี้ as long as บอกระยะเวลา หมายถึงนานเท่าที่พวกเขาต้องการ ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “ตราบใดที่” ในความหมายของเงื่อนไข ใน wish to มีการละวลีกริยา live a healthy adulthood หลัง to เพราะความหมายชัดเจนจากข้อความก่อนหน้าแล้ว ภาษาอังกฤษมักละวลีกริยาที่จะกล่าวซ้ำในตำแหน่งนี้

แบบฝึกหัด

ส่วนท้ายของประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? “You can use my desk as long as you need to.”

  1. คุณใช้โต๊ะของฉันได้เฉพาะเมื่อคุณจำเป็นต้องใช้เท่านั้น
  2. คุณใช้โต๊ะของฉันได้เพราะคุณใช้มันเสร็จแล้ว
  3. คุณใช้โต๊ะของฉันได้นานเท่าที่คุณจำเป็นต้องใช้
ดูคำตอบ

คุณใช้โต๊ะของฉันได้นานเท่าที่คุณจำเป็นต้องใช้

But to make that happen,

2:55

แต่เพื่อที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้

brains need to be cleared of the millennia of death acceptance.

2:57

สมองจะต้องถูกล้างความเชื่อเรื่องการยอมรับความตายที่มีมานานนับสหัสวรรษออกไปเสียก่อน

Death is not a solution to future problems imagined.

3:02

ความตายไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหาในอนาคตที่จินตนาการขึ้นมา

Faced with the changes longer lives will bring, ไวยากรณ์

3:06

เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นจะนำมาให้

humans will not miss the Reaper and construct one to solve their problems.

3:08

มนุษย์จะไม่คิดถึงยมทูต และจะไม่สร้างยมทูตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของตนเอง

ไวยากรณ์

Faced with ...: วลี participle เชิงถูกกระทำที่ต้นประโยค

Faced with + นามวลี เป็นวลี past participle ที่มีความหมายเชิงถูกกระทำ หมายถึง 'เมื่อเผชิญกับ' หรือ 'เมื่อถูกทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบางสิ่ง' ในประโยคนี้ humans คือผู้ที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ส่วน the changes เป็นเพียงกรรมของ with เมื่อวางไว้หน้าประโยคหลัก วลีนี้จะบอกสถานการณ์เบื้องหลังของสิ่งที่ประธานทำต่อไป ประธานที่ละไว้ในวลีต้องเป็นตัวเดียวกับประธานของประโยคหลัก longer lives will bring ขยาย changes หมายถึง 'การเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตอันยืนยาวขึ้นจะนำมา'

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปิดแบบถูกกระทำที่หมายถึง 'เมื่อทีมเผชิญกับกำหนดเวลาที่กระชั้นชิด': ____, the team simplified the design.

ดูคำตอบ

Faced with a tight deadline

Just as with our larger cities, ลำดับความ

3:13

เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ ของเรา

we don't remix the water to bring back cholera. กริยาวลี

3:16

เราไม่เอาน้ำมาผสมกันใหม่เพื่อให้อหิวาตกโรคกลับมาอีกครั้ง

ลำดับความ

Just as with: การแนะนำกรณีขนาน

Just as with ใช้แนะนำกรณีที่ขนานกับหัวข้อที่กำลังพูดถึง ในที่นี้ our larger cities คือกรณีที่ใช้เปรียบเทียบ ส่วนประโยคหลักที่ตามมาระบุหลักการที่เกี่ยวข้อง และทำให้ผู้ฟังมองเห็นรูปแบบเดียวกันในทั้งสองกรณี just ทำให้ความขนานนี้ฟังดูตรงหรือเกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษ โครงสร้างคือ just as with + นามวลี แล้วตามด้วยประโยคหลัก โครงสร้างนี้จัดลำดับเหตุผลโดยบอกให้ผู้ฟังนำเหตุผลจากกรณีหนึ่งไปใช้กับอีกกรณีหนึ่ง with ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ร่วมกับใครหรือสิ่งใดทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแนะนำ school clubs เป็นกรณีขนานได้ถูกต้อง ก่อนนำหลักการเดียวกันไปใช้กับ sports teams

  1. Together with school clubs, sports teams need clear rules.
  2. Just as with school clubs, sports teams need clear rules.
  3. Just as school clubs, sports teams need clear rules.
ดูคำตอบ

Just as with school clubs, sports teams need clear rules.

กริยาวลี

bring back: ทำให้ปัญหากลับมา

ในที่นี้ bring back หมายถึง “ทำให้กลับมาหรือปรากฏขึ้นอีกครั้ง” อหิวาตกโรคเคยถูกควบคุมไว้แล้ว และการนำสิ่งสกปรกกลับไปผสมในน้ำจะทำให้โรคกลับมา ไม่ได้หมายถึงการขนย้ายอหิวาตกโรคไปยังสถานที่ใดจริง ๆ bring back เป็นกริยาวลีที่ต้องมีกรรม สิ่งที่กลับมาจะเป็นกรรมของกริยา เช่น bring back a custom, a feeling หรือ a problem ต้องดูกรรมและบริบทว่าเป็นการนำสิ่งของกลับมาจริง ๆ หรือเป็นการทำให้สภาวะหรือสถานการณ์หนึ่งกลับมา

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: After years without the disease, poor sanitation could bring it back. ในที่นี้ bring it back หมายถึงอะไร

  1. จำเรื่องโรคนั้นได้อย่างชัดเจน
  2. ขนโรคกลับไปยังสถานที่เดิม
  3. ทำให้โรคกลับมา
ดูคำตอบ

ทำให้โรคกลับมา

Humans must discard the learned helplessness the Reaper and their own brains have imposed on them, การใช้คำ

3:19

มนุษย์ต้องละทิ้งความรู้สึกหมดหนทางที่ยมทูตและสมองของพวกเขาเองยัดเยียดให้

การใช้คำ

learned helplessness: เลิกพยายามหลังจากควบคุมอะไรไม่ได้ซ้ำ ๆ

Learned helplessness หรือภาวะหมดหนทางจากการเรียนรู้ เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาที่หมายถึงรูปแบบความคิดและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากเจอสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ซ้ำ ๆ คนคนนั้นเรียนรู้ว่าพยายามไปก็ไม่ช่วย จึงอาจหยุดพยายาม แม้ในภายหลังจะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้แล้วก็ตาม ในที่นี้ learned หมายถึง “เกิดขึ้นภายหลังจากประสบการณ์” ไม่ได้หมายถึง “มีความรู้มาก” ผู้เขียนมองว่าการยอมรับความเสื่อมถอยเป็นความรู้สึกไร้อำนาจที่ยมทูตและความคิดของมนุษย์ทำให้เรียนรู้ขึ้นมา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ ไม่ใช่การไร้ความสามารถที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดง learned helplessness หรือภาวะหมดหนทางจากการเรียนรู้ได้ชัดเจนที่สุด

  1. Omar เลือกเกมที่ง่ายกว่าเพราะเขาชอบเกมนั้นมากกว่า
  2. Nina ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับคำถามหนึ่งข้อ แล้วทำงานต่อ
  3. หลังจากลองแล้วล้มเหลวหลายครั้ง Leo ก็หยุดพยายาม เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ได้ผล แม้โจทย์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
ดูคำตอบ

หลังจากลองแล้วล้มเหลวหลายครั้ง Leo ก็หยุดพยายาม เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ได้ผล แม้โจทย์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

to instead see the rot and decay not as natural and inevitable, ไวยากรณ์

3:25

และเปลี่ยนมามองความเสื่อมสลายและความร่วงโรยว่าไม่ใช่เรื่องธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้

but as a degenerative disease to be attacked like all the others,

3:29

แต่เป็นโรคความเสื่อมที่ต้องได้รับการโจมตีเหมือนกับโรคอื่นๆ

ไวยากรณ์

see A not as B, but as C: มอง A ไม่ใช่เป็น B แต่เป็น C

รูปแบบ see A not as B, but as C ปฏิเสธวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจ A แล้วแทนที่ด้วยอีกวิธีหนึ่ง ในประโยคนี้ A คือ the rot and decay, B คือ natural and inevitable และ C คือ a degenerative disease คำว่า not ใช้กับส่วนเติมเต็ม as ส่วนแรก ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดมองไม่เห็นความเสื่อมสลายและการผุพัง แต่หมายความว่าผู้พูดปฏิเสธการตีความแบบแรกและเลือกแบบที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ not ... but ... และใส่ as ในทั้งสองส่วน: We should see the delay ____ a failure, ____ a chance to improve the plan.

ดูคำตอบ

not as · but as

as the degenerative disease that affects 100% of the population

3:33

เป็นโรคความเสื่อมที่ส่งผลกระทบต่อประชากร 100%

and is a source of misery untold. การใช้คำ

3:38

และเป็นต้นเหตุของความทุกข์ระทมที่ไม่อาจบรรยายได้

การใช้คำ

misery untold: untold ที่วางหลังคำนาม

ใน misery untold คำว่า untold อยู่หลังคำนามและหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือมีขอบเขตกว้างจนไม่สามารถบรรยายได้ทั้งหมด ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงความทุกข์มหาศาลที่แทบไม่อาจบรรยายได้ ไม่ใช่เพียงความทุกข์ที่ยังไม่มีใครรายงาน การวาง untold หลัง misery ทำให้วลีมีน้ำเสียงกระชับ เข้มข้น และเป็นวรรณกรรม รูปแบบที่วางคำไว้หลังคำนามเช่นนี้ยังพบได้ในวลีอย่าง treasures untold หรือ dangers untold

แบบฝึกหัด

misery untold หมายถึงอะไรในประโยคนี้: The war caused misery untold.

  1. ความทุกข์มหาศาลที่ยากจะบรรยาย
  2. ความทุกข์ที่ไม่มีใครรายงานในข่าว
  3. ความทุกข์ที่เกิดจากการพูด
ดูคำตอบ

ความทุกข์มหาศาลที่ยากจะบรรยาย

Misery not in your distant future, ลำดับความ

3:41

ความทุกข์ระทมที่ไม่ได้อยู่ในอนาคตอันไกลโพ้นของคุณ

but in your now.

3:44

แต่อยู่ในปัจจุบันของคุณนี่แหละ

ลำดับความ

Misery not in your distant future, but in your now: ส่วนประโยคเชิงวาทศิลป์

นี่คือส่วนประโยคที่จงใจใช้แทนประโยคเต็ม ความหมายเต็มที่เข้าใจได้คือ “Misery is not in your distant future, but in your now” โดยละกริยาเชื่อมไว้เพื่อให้จังหวะสั้นและหนักแน่น โครงสร้างคู่ขนาน not in A, but in B ปฏิเสธช่วงเวลาที่ห่างไกลก่อน แล้วแทนที่ด้วยปัจจุบัน การเรียกปัจจุบันว่า your now ทำให้ now ทำหน้าที่เป็นนามวลี และทำให้คำเตือนรู้สึกเร่งด่วนและเจาะจงถึงตัวบุคคล

แบบฝึกหัด

ส่วนประโยค “Misery not in your distant future, but in your now.” สร้างผลอย่างไร?

  1. ข้อความนี้ขอให้ผู้ฟังเลือกระหว่างอนาคตที่เป็นไปได้สองแบบ
  2. ข้อความนี้บอกว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นในอีกนานมากเท่านั้น
  3. ข้อความนี้ปฏิเสธอนาคตอันไกลและวางความทุกข์ไว้ในปัจจุบัน จึงสร้างความรู้สึกเร่งด่วน
ดูคำตอบ

ข้อความนี้ปฏิเสธอนาคตอันไกลและวางความทุกข์ไว้ในปัจจุบัน จึงสร้างความรู้สึกเร่งด่วน

And how soon we start the project of focusing our attention and shaping our tools against the Reaper matters. ไวยากรณ์

3:46

และการที่เราจะเริ่มโครงการเพื่อมุ่งความสนใจและสร้างสรรค์เครื่องมือเพื่อต่อต้านยมทูตได้เร็วแค่ไหนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

ไวยากรณ์

How soon we start ... matters: อนุประโยคทำหน้าที่เป็นประธาน

อนุประโยคทั้งหมด “how soon we start the project of focusing our attention and shaping our tools against the Reaper” เป็นประธานของประโยค ส่วนกริยาหลักอยู่ท้ายประโยค คือ matters ซึ่งหมายถึง “สำคัญ” เนื่องจาก how soon นำคำถามแบบฝัง อนุประโยคจึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how soon + ประธาน + กริยา (how soon we start) ไม่ใช่ลำดับคำแบบคำถามตรง (how soon do we start) รูปแบบนี้ทำให้อนุประโยคยาว ๆ ระบุเรื่องที่ช่วงเวลาเริ่มต้นมีความสำคัญได้

แบบฝึกหัด

นำคำในวงเล็บไปใส่ในตำแหน่งและลำดับที่ถูกต้อง: ____ the experiment ____. (how soon / we start; matters)

ดูคำตอบ

How soon we start · matters

For the difference of but a day might determine what side of the future chasm you find yourself on, โน้ต

3:53

เพราะความแตกต่างเพียงแค่วันเดียวก็อาจตัดสินได้ว่าคุณจะพบว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหนของหุบเหวแห่งอนาคต

การใช้คำ

but a day ในความหมายแบบเป็นทางการว่า “เพียงหนึ่งวัน”

ใน but a day คำว่า but หมายถึง “เพียง” หรือ “ไม่เกิน” ดังนั้นนามวลีนี้จึงหมายถึง “เพียงหนึ่งวัน” และเน้นว่าความต่างของเวลานั้นน้อยมาก การใช้ but เพื่อจำกัดปริมาณแบบนี้จะวางไว้หน้าจำนวนหรือนามวลีโดยตรง ในที่นี้ไม่ได้ใช้เพื่อนำหน้าอนุประโยคที่แสดงความขัดแย้ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “เพียงหนึ่งวัน” ลงในประโยคทางการนี้: A delay of ____ could change the result.

ดูคำตอบ

but a day

ไวยากรณ์

what side ... you find yourself on: ลำดับคำในคำถามซ้อน

คำที่ตามหลัง determine สร้างคำถาม wh แบบซ้อนว่า what side of the future chasm you find yourself on เนื่องจากคำถามนี้ซ้อนอยู่ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what side + ประธาน you + กริยาวลี find yourself on ไม่ใช่ลำดับคำถามที่ใช้ do คำบุพบท on เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน find yourself on a side เมื่อย้าย what side ไปข้างหน้า on จะคงอยู่ท้ายอนุประโยค ซึ่งเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษทั่วไป ภาพเปรียบเทียบนี้ถามว่าท้ายที่สุดคุณจะอยู่ด้านใดของเส้นแบ่งในอนาคต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดซ้อนคำถามไว้หลัง We need to know ได้ถูกต้อง

  1. We need to know what side of the divide will you end up on.
  2. We need to know on what side of the divide will you end up.
  3. We need to know what side of the divide you will end up on.
ดูคำตอบ

We need to know what side of the divide you will end up on.

journeying forever forward or falling backward into the abyss. ลำดับความ

4:01

ระหว่างการเดินทางไปข้างหน้าตลอดกาล หรือการร่วงหล่นลงสู่ห้วงลึก

ลำดับความ

ความเปรียบต่างแบบขนานใน journeying forever forward ... falling backward into the abyss

ข้อความนี้เสนออนาคตที่เป็นไปได้สองแบบผ่านวลี -ing ที่วางขนานกันสองวลี คือ “journeying forever forward” และ “falling backward into the abyss” รูปไวยากรณ์ที่เหมือนกันทำให้สองทางเลือกดูสมดุล แต่ก็แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ในโครงสร้างนี้ journeying/falling และ forward/backward ชี้ไปคนละทิศทาง ภาพแรกสื่อถึงความก้าวหน้าที่ดำเนินต่อไป ส่วนภาพที่สองสื่อถึงความถดถอยหรือความล้มเหลวอย่างร้ายแรง “the abyss” เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่สถานที่ทางภูมิศาสตร์จริง

แบบฝึกหัด

โครงสร้างขนานใน “journeying forever forward or falling backward into the abyss” ทำหน้าที่อะไร?

  1. บอกเส้นทางตามตัวอักษรไปยังห้วงเหวที่มีอยู่จริง
  2. นำเสนอความก้าวหน้าและความล่มสลายเป็นผลลัพธ์ในอนาคตสองแบบที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน
  3. แสดงสองช่วงของการเดินทางที่ประสบความสำเร็จครั้งเดียวกัน
ดูคำตอบ

นำเสนอความก้าวหน้าและความล่มสลายเป็นผลลัพธ์ในอนาคตสองแบบที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน

Is it too late for you?

4:08

มันสายเกินไปสำหรับคุณแล้วหรือยัง?

We probably won't win the war against death because death is all-powerful, สำนวน

4:09

เราอาจจะไม่ชนะสงครามกับความตาย เพราะความตายนั้นมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง

but we might be able to win the battle against the next best thing,

4:13

แต่เราอาจจะสามารถชนะการต่อสู้กับสิ่งที่เลวร้ายรองลงมาได้

aging itself.

4:16

นั่นก็คือความชรานั่นเอง

สำนวน

คำเปรียบเทียบสงครามแบบไล่ระดับใน win the war against death ... win the battle against the next best thing, aging itself

ผู้พูดใช้คำเปรียบเทียบเรื่องสงครามที่มีสองระดับ “Win the war against death” หมายถึงเป้าหมายสูงสุดที่อาจเป็นไปไม่ได้ ส่วน “win the battle against ... aging itself” หมายถึงชัยชนะที่เล็กกว่าและเป็นไปได้มากกว่าในความพยายามเดียวกัน ในที่นี้ “the next best thing” ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ดีเป็นอันดับสองในการจัดอันดับ แต่หมายถึงทางเลือกเชิงปฏิบัติที่ใกล้เคียงที่สุด เมื่อผลลัพธ์ในอุดมคติอย่างการเอาชนะความตายเป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง “Aging itself” ระบุทางเลือกนั้นอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ เหตุใดผู้พูดจึงเปลี่ยนจาก “war” เป็น “battle”?

  1. เพื่อบรรยายความขัดแย้งทางทหารจริงสองครั้ง
  2. เพื่อลดเป้าหมายสูงสุดที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้เหลือส่วนหนึ่งของการต่อสู้เดียวกันที่เป็นไปได้มากกว่า
  3. เพื่อบอกว่าความชราและความตายเป็นปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

เพื่อลดเป้าหมายสูงสุดที่แทบเป็นไปไม่ได้ ให้เหลือส่วนหนึ่งของการต่อสู้เดียวกันที่เป็นไปได้มากกว่า

There's a realistic chance that you might live a longer and healthier life, วลี

4:17

มีโอกาสที่เป็นไปได้จริงที่คุณอาจจะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้น

วลี

There's a realistic chance that: ความเป็นไปได้ที่มีเหตุผลรองรับแต่ยังไม่แน่นอน

There's a realistic chance that + อนุประโยค ใช้บอกว่าผลลัพธ์หนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง เพราะมีข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์รองรับ ในที่นี้ realistic หมายถึง “ไม่ใช่แค่ความหวังลอย ๆ” ไม่ได้แปลว่า likely หรือ certain ส่วน that ใช้นำหน้าข้อความสมบูรณ์ที่กำลังประเมินความเป็นไปได้ ในตัวอย่าง might ยังช่วยคงความไม่แน่นอนของการคาดการณ์ไว้ เมื่อใช้วลีนี้ร่วมกับ might ผู้พูดกำลังประเมินอย่างรอบคอบและมีเหตุผลรองรับว่าชีวิตอาจยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “สิ่งนี้เป็นไปได้จริง แต่ไม่ได้รับประกัน”: ____ the new treatment could improve recovery times.

ดูคำตอบ

There's a realistic chance that

but should we really do it?

4:20

แต่เราควรจะทำมันจริงๆ หรือ?

We explore this in our video.

4:22

เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กันในวิดีโอของเรา