เดจาวู (Déjà vu) คืออะไร?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
1,097 คำ 185 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเดจาวูอาจเกิดจากจังหวะเวลาที่คลาดกันเล็กน้อยระหว่างกระบวนการต่าง ๆ ในสมอง และเชื่อมไปถึงอาการนึกคำที่ติดอยู่ปลายลิ้นไม่ออกกับ jamais vu ซึ่งทำให้สิ่งคุ้นเคยดูแปลกใหม่ จึงชี้ว่าความรู้สึกคุ้นเคยไม่ได้เชื่อถือได้เสมอไป ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. tapers off - กริยาวลี: เข้าใจว่าหมายถึงความถี่หรือความรุนแรงที่ค่อย ๆ ลดลง ไม่ใช่หยุดทันที และนำไปใช้กับอาการ กิจกรรม หรือแนวโน้มได้ 2. what it means is that - ไวยากรณ์และรูปประโยค: เชื่อมข้อเท็จจริงหรือหลักฐานก่อนหน้าไปสู่การตีความหรือผลลัพธ์ด้วยกรอบอธิบายที่ชัดเจน 3. for the life of you - สำนวนและภาษาภาพพจน์: เน้นว่าแม้พยายามอย่างมากก็ยังนึกไม่ออกหรือทำไม่ได้ โดยไม่ตีความคำว่า life ตามตัวอักษร

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey Vsauce, Michael here and today we're going to discuss déjà vu.

0:00

สวัสดี Vsauce ไมเคิลเองครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องเดจาวู

What is it and why does it occur?

0:05

มันคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้น?

You know, those moments where the current situation feels like it's happened before. วลี

0:07

คุณคงรู้จักช่วงเวลาที่สถานการณ์ตรงหน้ารู้สึกเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน

วลี

feels like + อนุประโยค เพื่อแสดงความรู้สึกเชิงอัตวิสัย

ในที่นี้ feels like หมายถึง “ให้ความรู้สึกว่า” หรือ “ดูราวกับว่า” ประธาน the current situation ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงอัตวิสัย และอนุประโยคเต็ม it's happened before ระบุว่าเป็นความรู้สึกแบบใด โครงสร้างคือ feel like + อนุประโยค ใช้เมื่อประสบการณ์หรือสัญชาตญาณทำให้บางสิ่งดูเหมือนจริง โดยไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ feel like เพื่อแสดงความรู้สึกเชิงอัตวิสัย: “This room ____ it has been empty for years.”

ดูคำตอบ

feels like

You're certain it has, but you don't know when or how it became so familiar.

0:12

คุณมั่นใจว่ามันเคยเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร หรือมันกลายเป็นเรื่องคุ้นเคยได้อย่างไร

It's difficult to scientifically study déjà vu because there's no reliable way to cause it to happen in people's heads in a laboratory.

0:16

การศึกษาเดจาวูในเชิงวิทยาศาสตร์ทำได้ยาก เพราะไม่มีวิธีที่เชื่อถือได้ในการทำให้มันเกิดขึ้นในหัวของคนภายในห้องทดลอง

But here's what we do know. ลำดับความ

0:24

แต่สิ่งที่เรารู้มีดังนี้

ลำดับความ

here's what we do know: เปลี่ยนไปสู่ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

Here's what ใช้นำเสนอข้อมูลที่ผู้พูดกำลังจะกล่าวต่อไป จึงทำหน้าที่เป็นคำเปลี่ยนประเด็นที่พาจากการสนทนาก่อนหน้าไปสู่ข้อเท็จจริงที่ทราบแล้ว ใน what we do know คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น know ให้หมายถึง “สิ่งที่เรารู้จริง ๆ หรือรู้อย่างแน่นอน” มักใช้หลังจากเพิ่งยอมรับความไม่แน่นอนหรือข้อจำกัด และไม่ได้หมายถึงการกระทำอีกอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใน “But here's what we do know,” คำว่า do เพิ่มความหมายอะไร?

  1. หมายถึงการกระทำที่ผู้พูดเป็นผู้ทำ
  2. เน้นว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่รู้จริง แม้ก่อนหน้านี้จะมีความไม่แน่นอน
  3. เปลี่ยน know ให้กลายเป็นคำถาม
ดูคำตอบ

เน้นว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่รู้จริง แม้ก่อนหน้านี้จะมีความไม่แน่นอน

Humans don't seem to experience déjà vu until they're at least 8 or 9 years old.

0:25

ดูเหมือนว่ามนุษย์จะยังไม่พบกับเดจาวูจนกว่าจะมีอายุอย่างน้อย 8 หรือ 9 ขวบ

It's most frequent in your teens and 20s and then tapers off as you get older. กริยาวลี

0:31

มันเกิดบ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่นและวัย 20 กว่า ๆ แล้วจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

กริยาวลี

tapers off: ค่อย ๆ ลดลง

ในประโยคนี้ tapers off หมายถึง “ค่อย ๆ เกิดน้อยลง” เมื่ออายุมากขึ้น เป็นการบอกแนวโน้มที่ลดลงอย่างช้า ๆ ไม่ใช่หยุดทันที และไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งนั้นจะหายไปทั้งหมด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something tapers off โดยประธานเป็นปริมาณ ความถี่ ความรุนแรง อาการ หรือกิจกรรมที่ค่อย ๆ ลดลง

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุดและแสดงถึงการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป? After the lunch rush, the number of orders began to ...

  1. taper off
  2. shut down
  3. take off
ดูคำตอบ

taper off

So it might have something to do with brain development. วลี

0:35

ดังนั้น มันอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของสมอง

วลี

have something to do with: ความเชื่อมโยงที่อาจเป็นไปได้

Have something to do with หมายถึง “เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับ” ในประโยคนี้ might ทำให้คำกล่าวไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน โดยเสนอว่าพัฒนาการของสมองเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ ไม่ใช่สาเหตุที่พิสูจน์แล้ว รูปแบบคือ A has or have something to do with B คำว่า something ไม่ได้ระบุชนิดหรือระดับความสัมพันธ์อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับการเสนอคำอธิบายอย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเสนอความเชื่อมโยงที่อาจเป็นไปได้อย่างระมัดระวัง โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่ามีข้อพิสูจน์?

  1. Dehydration definitely caused the headaches.
  2. The headaches have nothing to do with dehydration.
  3. The headaches might have something to do with dehydration.
ดูคำตอบ

The headaches might have something to do with dehydration.

In fact, we should probably go get ourselves a brain.

0:38

ที่จริง เราน่าจะไปหาสมองมาใช้กันสักก้อนนะ

That was easy.

0:42

ง่ายดีแฮะ

Now, like a stomach ache, déjà vu may be a symptom with many possible causes.

0:43

เอาละ เช่นเดียวกับอาการปวดท้อง เดจาวูอาจเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ

A lot of the popular theories about what causes it involve

0:48

ทฤษฎียอดนิยมมากมายเกี่ยวกับสาเหตุของมันพูดถึง

a disconnect that may be occurring between the deep structures of the brain that process our experiences unconsciously

0:51

การขาดการเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโครงสร้างส่วนลึกของสมอง ซึ่งประมวลผลประสบการณ์ของเราโดยไม่รู้ตัว

and the parts of the brain that are conscious of what we experience, process it, and then tell us what we're seeing.

0:58

กับส่วนของสมองที่รับรู้ถึงประสบการณ์ของเรา ประมวลผลมัน แล้วบอกเราว่ากำลังเห็นอะไร

For the sake of simplicity, let's begin with the visual system. วลี

1:04

เพื่อให้อธิบายง่าย เรามาเริ่มจากระบบการมองเห็นกัน

วลี

For the sake of simplicity: สัญญาณว่ากำลังทำให้ง่ายลง

For the sake of simplicity หมายถึงเพื่อทำให้คำอธิบายง่ายและชัดเจนขึ้น วลีนี้บอกว่าผู้พูดเลือกจุดเริ่มต้นที่ง่ายกว่าและพักรายละเอียดที่ซับซ้อนบางส่วนไว้ก่อน เมื่ออยู่ต้นประโยค วลีนี้ช่วยจัดเนื้อหาที่ตามมาโดยบอกเหตุผลของการเลือกนั้น และต้องตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ในวลีตายตัวนี้ sake หมายถึงจุดประสงค์หรือประโยชน์ ไม่เกี่ยวกับเครื่องดื่มญี่ปุ่นที่เรียกว่า sake

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าผู้พูดกำลังตั้งใจทำให้คำอธิบายง่ายลง

  1. For the simple sake, we'll use a two-step model.
  2. For the sake of simplicity, we'll use a two-step model.
  3. For the result of simplicity, we'll use a two-step model.
ดูคำตอบ

For the sake of simplicity, we'll use a two-step model.

Now, the brain sits in your head like this and your eyeballs are over here seeing things,

1:07

สมองวางอยู่ในหัวแบบนี้ ส่วนลูกตาอยู่ตรงนี้ คอยมองสิ่งต่าง ๆ

sending that signal to the back of the brain, the occipital lobe, where visual cortex is.

1:12

แล้วส่งสัญญาณไปยังด้านหลังของสมอง ซึ่งก็คือกลีบท้ายทอย ที่ตั้งของคอร์เทกซ์การมองเห็น

That's where the image is processed and we become aware of what we're seeing.

1:17

ภาพจะถูกประมวลผลที่นั่น และเราจึงรับรู้ว่าตัวเองกำลังเห็นอะไร

But visual cortex isn't the first stop that information makes. สำนวน

1:21

แต่คอร์เทกซ์การมองเห็นไม่ใช่จุดแรกที่ข้อมูลแวะไป

สำนวน

First stop: ขั้นแรกที่ไปถึง

First stop ใช้ภาพเปรียบเทียบกับการเดินทาง โดย stop คือสถานที่ที่ไปถึงตามเส้นทาง ดังนั้น first stop ในที่นี้จึงหมายถึงบริเวณประมวลผลแรกที่ข้อมูลไปถึง ใน the first stop that information makes ข้อมูลถูกมองเหมือนนักเดินทางที่เคลื่อนผ่านบริเวณประมวลผลต่าง ๆ เนื่องจากประโยคบอกว่า visual cortex isn't the first stop จึงหมายความว่าข้อมูลไปถึงบริเวณอื่นก่อน คำว่า stop ไม่ได้หมายความว่าการประมวลผลสิ้นสุดลง แต่หมายถึงจุดหนึ่งบนเส้นทาง

แบบฝึกหัด

พัสดุไปที่ศูนย์คัดแยกก่อนเดินทางไปสนามบิน วลีใดเรียกศูนย์คัดแยกว่าเป็นสถานที่แรกที่พัสดุไปถึงตามเส้นทาง

  1. first step
  2. first stop
  3. final stop
ดูคำตอบ

first stop

Instead, we know that it stops in lots of other places.

1:25

ที่จริง เรารู้ว่ามันแวะไปยังจุดอื่นอีกมากมาย

For instance, the amygdala, where it may be processed at an involuntary emotional level.

1:28

ตัวอย่างเช่น อะมิกดะลา ซึ่งข้อมูลอาจถูกประมวลผลในระดับอารมณ์โดยอัตโนมัติ

And this fun little part right here, number 31, the tectum.

1:33

และส่วนเล็ก ๆ ที่น่าสนใจตรงนี้ หมายเลข 31 เทกตัม

It's involved in preliminary visual processing and helps control eye movements.

1:36

มันเกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาพขั้นต้น และช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา

Now that fact is incredibly important

1:41

ข้อเท็จจริงนี้สำคัญอย่างยิ่ง

because what it means is that people with blindness caused by brain damage to the visual cortex cannot see anything. ไวยากรณ์

1:44

เพราะมันหมายความว่า ผู้ที่ตาบอดจากความเสียหายในคอร์เทกซ์การมองเห็นของสมองจะมองไม่เห็นอะไรเลย

ไวยากรณ์

what it means is that: ใช้เกริ่นการตีความหรือข้อสรุป

“what it means is that” ใช้เกริ่นความหมาย ผลที่ตามมา หรือข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลซึ่งเพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ “it” ย้อนกลับไปหมายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเปลือกสมองส่วนการมองเห็น ไม่ได้หมายถึงคำศัพท์ที่ต้องหาคำนิยาม โครงสร้างคือ what it means is that + อนุประโยคที่สมบูรณ์ โครงสร้างนี้ทำให้เหตุผลชัดเจน โดยบอกข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงบอกว่าสรุปอะไรได้จากข้อเท็จจริงนั้น

แบบฝึกหัด

เติมคำอธิบายด้วยโครงสร้างจากบทเรียน: The final train has been canceled. ____ we will need another way home.

ดูคำตอบ

What it means is that

They don't report seeing or recognizing anything.

1:52

พวกเขาไม่ได้รายงานว่ามองเห็นหรือจดจำอะไรได้

However, the other preliminary parts of the brain that get that message are still healthy.

1:55

อย่างไรก็ตาม ส่วนอื่น ๆ ของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลขั้นต้นและได้รับข้อความนั้นยังเป็นปกติดี

And so, despite being legally blind, these people exhibit what is known as blindsight. วัฒนธรรม

2:00

ดังนั้น แม้ตามกฎหมายจะถือว่าตาบอด คนเหล่านี้ก็แสดงสิ่งที่เรียกว่า “การมองเห็นโดยไม่รู้ตัว”

They can defy all odds and avoid an obstacle course on the ground. สำนวน

2:07

พวกเขาสามารถผ่านด่านสิ่งกีดขวางบนพื้นโดยไม่ชนอะไรเลยได้อย่างเหลือเชื่อ

วัฒนธรรม

blindsight: ตอบสนองได้โดยไม่มีการมองเห็นอย่างรู้ตัว

Blindsight เป็นปรากฏการณ์ทางระบบประสาทที่ผู้มีความเสียหายต่อเปลือกสมองส่วนการมองเห็นไม่มีประสบการณ์การเห็นอย่างรู้ตัวในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังตอบสนองต่อข้อมูลภาพบางอย่างได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างการหลบสิ่งกีดขวางแสดงการประมวลผลแบบจำกัดและไม่รู้ตัวนี้ ไม่ได้หมายความว่าการมองเห็นตามปกติกลับคืนมา หรือบุคคลนั้นมองเห็นสิ่งกีดขวางอย่างรู้ตัว

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ blindsight มากที่สุด

  1. การมองเห็นตามปกติของบุคคลกลับคืนมาหลังจากเปลือกสมองส่วนการมองเห็นหายสนิท
  2. บุคคลจงใจแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง
  3. บุคคลไม่มีการมองเห็นอย่างรู้ตัว แต่ยังตอบสนองต่อเบาะแสทางสายตาบางอย่างได้
ดูคำตอบ

บุคคลไม่มีการมองเห็นอย่างรู้ตัว แต่ยังตอบสนองต่อเบาะแสทางสายตาบางอย่างได้

สำนวน

Defy all odds: ประสบความสำเร็จแม้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

“Defy all odds” หมายถึงประสบความสำเร็จหรือทำสิ่งที่น่าทึ่งได้ แม้โอกาสสำเร็จจะดูน้อยมาก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเน้นความสามารถที่เหนือความคาดหมายแม้จะมีข้อจำกัดร้ายแรง “odds” ในที่นี้หมายถึงโอกาสหรือเงื่อนไขที่ไม่เอื้อต่อความสำเร็จ ไม่ได้หมายถึงเลขคี่ วลีนี้ให้น้ำหนักและอารมณ์ที่เข้มกว่าการพูดเพียงว่าสิ่งหนึ่งทำได้ยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ประสบความสำเร็จแม้ดูเหมือนแทบเป็นไปไม่ได้”: With no map and very little food, the hikers managed to ____ and reach the village safely.

ดูคำตอบ

defy all odds

They can also be presented faces showing joy or anxiety and fear

2:11

นอกจากนี้ เมื่อให้พวกเขาดูใบหน้าที่แสดงความยินดี ความวิตก หรือความกลัว

and feel without knowing why at all on Earth they feel that way a similar emotion.

2:15

พวกเขาก็รู้สึกถึงอารมณ์คล้ายกันได้ โดยไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกเช่นนั้น

So a lot is going on when we look at things. กริยาวลี

2:21

ดังนั้น เวลาเรามองสิ่งต่าง ๆ จึงมีหลายอย่างเกิดขึ้น

กริยาวลี

A lot is going on: มีหลายอย่างกำลังเกิดขึ้น

“A lot is going on” หมายถึงมีกิจกรรม การเปลี่ยนแปลง หรือกระบวนการทางความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวใช้สรุปองค์ประกอบหลายส่วนของการมองเห็นโดยไม่ต้องแจกแจงซ้ำ “go on” ในที่นี้หมายถึง “เกิดขึ้น” หรือ “ดำเนินอยู่” ไม่ใช่ “ทำต่อ” โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อรายละเอียดซับซ้อน ไม่ทราบแน่ชัด หรือไม่จำเป็นต้องแจกแจงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: “A lot is going on behind the scenes before the school play.” “a lot is going on” หมายถึงอะไร

  1. มีกิจกรรมหนึ่งดำเนินต่อเป็นเวลานาน
  2. ทุกคนถูกบอกให้พูดต่อ
  3. มีกิจกรรมหลายอย่างกำลังเกิดขึ้น
ดูคำตอบ

มีกิจกรรมหลายอย่างกำลังเกิดขึ้น

And if those preliminary structures in the vision system allow certain blind people to be oddly and unconsciously aware of what they're looking at,

2:24

และถ้าโครงสร้างขั้นต้นเหล่านั้นในระบบการมองเห็นทำให้คนตาบอดบางคนรับรู้สิ่งที่กำลังมองได้อย่างประหลาดและโดยไม่รู้ตัว

we may have the ingredients we need for this disconnect.

2:32

เราก็อาจมีองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการขาดการเชื่อมโยงนี้แล้ว

Think of it this way. ลำดับความ

2:35

ลองคิดแบบนี้

ลำดับความ

Think of it this way: คำเกริ่นให้มองแนวคิดจากอีกมุม

Think of it this way ชวนให้ผู้ฟังมองแนวคิดที่กำลังพูดถึงจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งมักเป็นมุมที่เข้าใจง่ายกว่า it ย้อนกลับไปหมายถึงหัวข้อหรือแนวคิดนั้น ไม่ได้สั่งให้จินตนาการถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ประโยคนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีการเปรียบเทียบ แบบจำลอง หรือตัวอย่างที่ทำให้ง่ายขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Think of it this way: + คำอธิบายใหม่

แบบฝึกหัด

คุณกำลังจะอธิบายพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ด้วยการเปรียบเทียบที่ง่ายกว่า ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเกริ่นวิธีทำความเข้าใจแบบใหม่

  1. Think of it this way: cloud storage is like a locker you can open from anywhere.
  2. Forget it for now: cloud storage is like a locker you can open from anywhere.
  3. Write it down this way: cloud storage is like a locker you can open from anywhere.
ดูคำตอบ

Think of it this way: cloud storage is like a locker you can open from anywhere.

If I experience event A and then B and then C

2:36

ถ้าผมพบกับเหตุการณ์ A แล้วก็ B แล้วก็ C

and the inner parts of my brain commit it to memory and generate an emotional response, วลี

2:41

และส่วนลึกในสมองของผมบันทึกมันไว้ในความทรงจำ พร้อมสร้างการตอบสนองทางอารมณ์

วลี

commit ... to memory: วางกรรมไว้ภายในโครงสร้าง

ใน commit something to memory คำว่า commit หมายถึงการฝังหรือเก็บข้อมูลไว้ในความทรงจำเพื่อให้เรียกคืนได้ในภายหลัง ในที่นี้ข้อมูลที่กำลังประมวลผลถูกเก็บไว้ในความจำ โดย commit ไม่ได้หมายถึงการให้คำมั่นหรือก่ออาชญากรรม โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ commit + กรรม + to memory เช่น commit the poem to memory หรือ commit it to memory กรรมต้องอยู่ระหว่าง commit กับ to memory

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ commit ... to memory และสรรพนามแทน the lines: Before opening night, Leo practiced his lines every day to ____.

ดูคำตอบ

commit them to memory

but then a fraction of a second later out of sync, โน้ต

2:45

แต่พอผ่านไปเพียงเสี้ยววินาทีแบบไม่ตรงจังหวะกัน

วลี

a fraction of a second later: เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา

ในประโยคนี้ a fraction of a second later หมายถึงหลังจากเกิดความล่าช้าที่สั้นมาก คือไม่ถึงหนึ่งวินาที คำว่า fraction ในที่นี้หมายถึงส่วนที่เล็กมาก ไม่ใช่เศษส่วนที่เจาะจง เช่น one-half วลีนี้ทำหน้าที่บอกเวลา โดยวางสถานะถัดไปไว้หลังเหตุการณ์ก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย จึงสื่อว่ากระบวนการต่าง ๆ เกิดขึ้นเกือบพร้อมกัน แต่ไม่พร้อมกันอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “หลังจากล่าช้าเพียงชั่วขณะ” ลงในประโยค: The screen went dark, and ____, the backup lights came on.

ดูคำตอบ

a fraction of a second later

สำนวน

out of sync: ไม่ตรงจังหวะกัน

Out of sync หมายถึงสิ่งตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปที่ควรทำงานร่วมกัน แต่เวลา หรือสถานะไม่ตรงกัน ในที่นี้ กระบวนการต่าง ๆ มีจังหวะเวลาคลาดกันเพียงเล็กน้อย โครงสร้างที่พบบ่อยคือ be out of sync with something: The audio is out of sync with the video. นอกจากนี้ยังใช้บรรยายการเคลื่อนไหว นาฬิกา ข้อมูล หรือคนที่การกระทำไม่ประสานกันแล้วได้

แบบฝึกหัด

ภาพปรากฏก่อนเสียงเล็กน้อย ประโยคใดอธิบายปัญหานี้ได้ถูกต้อง?

  1. The picture is out of order.
  2. The picture is out of sync with the sound.
  3. The picture is out of date.
ดูคำตอบ

The picture is out of sync with the sound.

my visual cortex finally gets around to telling me, the conscious aware part of my brain, what I'm seeing, กริยาวลี

2:47

คอร์เทกซ์การมองเห็นของผมจึงเพิ่งมาบอกผม ซึ่งเป็นส่วนที่มีสติรับรู้ของสมอง ว่ากำลังเห็นอะไร

กริยาวลี

get around to telling: ในที่สุดก็ทำงานที่ผัดผ่อนไว้

ใน “gets around to telling” โครงสร้าง get around to doing something หมายถึง ในที่สุดก็ได้ทำบางอย่างหลังจากผัดผ่อนหรือไปจัดการเรื่องอื่นก่อน คำวิเศษณ์ “finally” ในที่นี้ยิ่งเน้นความหมายว่ามีความล่าช้า โครงสร้างคือ get around to + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ “telling” เป็นรูป -ing และมีการทำให้เปลือกสมองส่วนการมองเห็นดูเหมือนเป็นคนอย่างขบขัน ราวกับว่ามันรายงานสิ่งที่ผู้พูดเห็นช้าไป

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่แสดงว่าในที่สุดก็ได้ทำงานที่เลื่อนมานานให้สมบูรณ์: After weeks of postponing it, I finally ____ replying to the message.

ดูคำตอบ

got around to

it'll say, "Okay guys,

2:53

มันก็จะพูดว่า “เอาละทุกคน

we're looking at A and then B and then"

2:55

เรากำลังมอง A แล้วก็ B แล้วก็...”

and the brain says, "Woah, woah, woah.

2:57

แล้วสมองก็พูดว่า “เดี๋ยว ๆ ๆ

Wait, wait.

2:59

รอก่อน ๆ

And then C, right?

2:59

แล้วต่อไปคือ C ใช่ไหม?

I mean, it's already happened,

3:01

คือว่ามันเกิดขึ้นไปแล้วนี่

I thought. Wait, wait."

3:03

ฉันนึกว่ามันเกิดไปแล้วเสียอีก เดี๋ยว ๆ”

And that may be déjà vu.

3:05

และนั่นอาจเป็นเดจาวู

But what could cause these processes dealing with the same information to get temporarily out of sync like that?

3:08

แต่อะไรทำให้กระบวนการที่จัดการข้อมูลเดียวกันเหล่านี้คลาดจังหวะกันชั่วคราวแบบนั้นได้?

Well, it's probably a neurological abnormality,

3:14

ก็น่าจะเป็นความผิดปกติทางระบบประสาท

possibly an epileptic episode where neurons all fire in sync. การใช้คำ

3:18

อาจเป็นอาการชักจากโรคลมชัก ซึ่งเซลล์ประสาททั้งหมดส่งสัญญาณพร้อมกัน

การใช้คำ

fire: การสร้างกระแสประสาทไฟฟ้า

ในประสาทวิทยา เมื่อเซลล์ประสาท fires หมายถึงเซลล์นั้นสร้างกระแสประสาทไฟฟ้าและส่งสัญญาณ ใน “neurons all fire in sync” คำกริยานี้บอกว่าเซลล์ประสาททั้งหมดเกิดกิจกรรมทางไฟฟ้าพร้อมกัน นี่เป็นความหมายเชิงเทคนิคที่ขยายมาจาก fire ไม่ได้หมายถึงยิงอาวุธหรือเผาไหม้ วลี “in sync” เพิ่มความหมายว่ากิจกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The neurons fire in sync,” คำว่า fire หมายถึงอะไร?

  1. เซลล์ยิงอาวุธ
  2. เซลล์เริ่มเผาไหม้
  3. เซลล์สร้างกิจกรรมทางไฟฟ้าและส่งสัญญาณ
ดูคำตอบ

เซลล์สร้างกิจกรรมทางไฟฟ้าและส่งสัญญาณ

We also know that patients who experience chronic and persistent déjà vu tend to have brain damage in the temporal lobes of their brain. ไวยากรณ์

3:22

เรายังรู้ด้วยว่า ผู้ป่วยที่มีอาการเดจาวูเรื้อรังและต่อเนื่องมักมีความเสียหายที่กลีบขมับของสมอง

ไวยากรณ์

การใช้ tend to เพื่อสรุปอย่างระมัดระวัง

tend to แสดงว่าสิ่งหนึ่งเป็นรูปแบบที่มักเกิดขึ้นหรือมีโอกาสเกิดมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจริงในทุกกรณี ในประโยคนี้ใช้สรุปอย่างระมัดระวังถึงสิ่งที่มักสังเกตพบในผู้ป่วยที่มีอาการเดจาวูเรื้อรังและต่อเนื่อง โครงสร้างคือ ประธาน + tend to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น patients ... tend to have โครงสร้างนี้บอกความสัมพันธ์หรือแนวโน้ม แต่ตัวมันเองไม่ได้พิสูจน์ว่าภาวะหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกภาวะหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมบทสรุปงานวิจัยด้วยสำนวนสองคำที่แสดงรูปแบบทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว: “Children ____ learn new words faster when they hear them often.”

ดูคำตอบ

tend to

These lobes on either side.

3:31

ก็คือกลีบสองข้างนี้

Well, that sounds kind of bad, right? น้ำเสียง/เจตนา

3:33

ฟังดูไม่ค่อยดีเลย ใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ that sounds kind of bad, right? เพื่อลดความแรงของความกังวลและขอความเห็นพ้อง

That sounds ... ใช้แสดงปฏิกิริยาต่อข้อมูลที่เพิ่งได้ยิน kind of ช่วยลดความแรงของ bad ทำให้การประเมินในทางลบไม่ตรงหรือเด็ดขาดเกินไป และฟังดูไม่แน่ชัดมากขึ้น right? ท้ายประโยคขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือมีปฏิกิริยาร่วมกับผู้พูด เป็นการตรวจสอบความเห็นพ้องในบทสนทนา ไม่ใช่คำถามเรื่องทิศทางหรือการขอให้เลือกคำตอบที่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่าการซ่อมง่าย ๆ จะมีค่าใช้จ่าย 2,000 ดอลลาร์ ในสถานการณ์นี้ “That sounds kind of bad, right?” ทำหน้าที่อย่างไร

  1. ช่วยลดความแรงของปฏิกิริยาในทางลบและชวนให้เพื่อนเห็นด้วย
  2. ยืนยันอย่างแน่นอนว่าการซ่อมแซมนั้นเป็นไปไม่ได้
  3. ถามว่าเพื่อนได้ยินคำว่า bad ถูกต้องหรือไม่
ดูคำตอบ

ช่วยลดความแรงของปฏิกิริยาในทางลบและชวนให้เพื่อนเห็นด้วย

I mean, when I experience déjà vu, should I run to the doctor right away? วลี

3:35

หมายความว่าเวลาผมเกิดเดจาวู ควรรีบวิ่งไปหาหมอทันทีไหม?

วลี

right away: ลงมือโดยไม่ชักช้า

ในคำถามนี้ right away หมายถึง “ทันที” หรือ “โดยไม่ชักช้า” โดยขยาย run to the doctor และถามว่าควรเริ่มลงมือเมื่อใด ไม่ได้ถามว่าคนนั้นควรเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน ใช้ right away เมื่อการลงมือให้ทันเวลาเป็นเรื่องสำคัญ กล่าวคือ คำขอ การตอบสนอง การตัดสินใจ หรืองานนั้นควรเริ่มเดี๋ยวนี้หรือโดยเร็วที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นว่าไม่ควรชักช้า: “Please call me ___ if the alarm goes off.”

  1. quickly
  2. right away
  3. on the right
ดูคำตอบ

right away

Well, not at all. น้ำเสียง/เจตนา

3:38

ไม่เลย

น้ำเสียง/เจตนา

not at all: การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในคำตอบ

ในที่นี้ not at all เป็นคำตอบปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง หมายถึง “ไม่เลย ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย” ใจความที่ละไว้สามารถเข้าใจได้จากคำถามก่อนหน้า คำตอบสั้น ๆ นี้จึงฟังเป็นธรรมชาติและช่วยให้ผู้ฟังสบายใจ ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทของบทสนทนา หลังคำขอบคุณ Not at all อาจหมายถึง “ไม่เป็นไร” แต่ในที่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่เช่นนั้น

แบบฝึกหัด

เลือกคำตอบที่ทำให้ผู้พูดสบายใจอย่างเต็มที่: “Do I need to worry about this minor mistake?”

  1. Thanks a lot.
  2. Not really.
  3. Not at all.
ดูคำตอบ

Not at all.

In fact, minor epileptic events are quite common.

3:40

ที่จริง อาการชักเล็กน้อยพบได้ค่อนข้างบ่อย

You've probably experienced a similar phenomenon known as a hypnagogic jerk. วัฒนธรรม

3:43

คุณอาจเคยพบปรากฏการณ์คล้ายกันที่เรียกว่า “อาการสะดุ้งก่อนหลับ”

วัฒนธรรม

hypnagogic jerk: การเคลื่อนไหวฉับพลันขณะกำลังหลับ

hypnagogic jerk หรืออาการกระตุกก่อนหลับ คือการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อช่วงสั้น ๆ โดยไม่ตั้งใจ ขณะที่คนกำลังเคลิ้มเข้าสู่การนอน อาจรู้สึกเหมือนร่างกายสะดุ้งกะทันหันและบางครั้งมีความรู้สึกเหมือนกำลังตกลงมา ในที่นี้ jerk เป็นคำนาม หมายถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและฉับพลัน คำเต็มนี้เป็นชื่อของปรากฏการณ์ทั่วไปช่วงเริ่มหลับ ไม่ได้ใช้เรียกคนที่นิสัยไม่ดี

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ hypnagogic jerk หมายถึงอะไร

  1. การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลันโดยไม่ตั้งใจขณะกำลังหลับ
  2. ช่วงหลับลึกเป็นเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหว
  3. การยืดตัวโดยตั้งใจหลังจากตื่นนอน
ดูคำตอบ

การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลันโดยไม่ตั้งใจขณะกำลังหลับ

That's a fancy name for what occurs when you're about to fall asleep โน้ต

3:48

นี่เป็นชื่อหรู ๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นตอนคุณกำลังจะหลับ

วลี

a fancy name for: ทำให้ศัพท์ฟังดูไม่น่ากลัวเกินไป

ในโครงสร้าง a fancy name for X คำว่า fancy สื่อว่าชื่อนั้นฟังดูเป็นศัพท์เฉพาะ เป็นทางการ หรือน่าประทับใจกว่าแนวคิดง่าย ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง วลีนี้ใช้เกริ่นคำอธิบายแบบภาษาทั่วไปว่า “ศัพท์ที่ฟังดูซับซ้อนนั้นจริง ๆ แล้วหมายถึง X” วลีนี้ยังสร้างน้ำเสียงสบาย ๆ และติดเล่นเล็กน้อย พร้อมส่งสัญญาณว่าผู้ฟังไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะทาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำที่กล่าวแบบเบา ๆ ว่าชื่อทางเทคนิคฟังดูน่าประทับใจกว่าความหมายง่าย ๆ ของมัน: “Photosynthesis is ____ the way plants use light to make food.”

ดูคำตอบ

a fancy name for

ไวยากรณ์

about to fall asleep: การกระทำที่กำลังจะเกิดขึ้น

โครงสร้าง be about to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคาดว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ในที่นี้ about to fall asleep หมายถึงคนคนนั้นอยู่ในช่วงก่อนเริ่มหลับพอดี about เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตายตัว be about to ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ประมาณ” หรือ “เกี่ยวกับ” รูปของ be อยู่หน้าคำที่ไฮไลต์ โดย are ใน you're ทำให้เป็น you are about to fall asleep

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนที่บอกว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าเพื่อเติมประโยค: The baby is ____ fall asleep.

ดูคำตอบ

about to

and then all of a sudden you feel like you're falling or that you tripped and your body jolts itself awake. วลี

3:51

แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนกำลังตกลงไปหรือสะดุดอะไรบางอย่าง จนร่างกายกระตุกและทำให้ตื่น

วลี

all of a sudden: การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

all of a sudden เป็นวลีตายตัวที่หมายถึง “อย่างกะทันหัน” หรือ “โดยไม่มีสัญญาณเตือน” ในประโยคนี้ วลีนี้แสดงการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเริ่มจะหลับไปเป็นความรู้สึกเหมือนกำลังตกลงไป ใช้ทั้งวลีเป็นหน่วยเดียวเพื่อเน้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในเรื่องเล่า วลีนี้ให้น้ำหนักในการเล่าเรื่องมากกว่าการใช้คำว่า suddenly เพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้เหมาะที่สุดเพื่อเน้นเหตุการณ์พลิกผันที่ไม่คาดคิด? The room was quiet. Then, ___, the lights went out.

  1. little by little
  2. all of a sudden
  3. as usual
ดูคำตอบ

all of a sudden

What's going on there is that as you fall asleep, ไวยากรณ์

3:57

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะที่คุณกำลังหลับ

ไวยากรณ์

What's going on there is that...: ชี้สถานการณ์แล้วอธิบาย

What's going on there is that เป็นโครงสร้างภาษาพูดที่ใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เข้าใจยาก What's going on there ชี้ไปที่สถานการณ์ และ that นำเข้าสู่คำอธิบายที่ตามมา ในที่นี้ going on หมายถึง “กำลังเกิดขึ้น” ไม่ใช่ “ดำเนินต่อไป” ส่วน there ชี้ไปยังสถานที่หรือสถานการณ์ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ จึงทำให้โครงสร้างทั้งหมดเชื่อมเหตุการณ์ที่สังเกตเห็นเข้ากับสาเหตุหรือวิธีการทำงานของสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของโครงสร้าง What's going on there is that the printer has no paper คืออะไร

  1. บอกว่าคนคนหนึ่งกำลังเคลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
  2. ขอให้ใครบางคนทำบางสิ่งต่อไป
  3. ชี้ไปที่สถานการณ์หนึ่งแล้วอธิบายว่าอะไรเป็นสาเหตุ
ดูคำตอบ

ชี้ไปที่สถานการณ์หนึ่งแล้วอธิบายว่าอะไรเป็นสาเหตุ

your muscles relax and some part of your brain that's still awake notices that and feels like you're no longer supported. ไวยากรณ์

4:00

กล้ามเนื้อจะคลายตัว และสมองบางส่วนที่ยังตื่นอยู่สังเกตเห็น จึงรู้สึกว่าร่างกายไม่ได้รับการพยุงอีกต่อไป

ไวยากรณ์

no longer: บอกว่าสภาวะที่เคยมีได้สิ้นสุดลงแล้ว

no longer หมายความว่าสภาวะหนึ่งเคยเป็นจริงมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในประโยคนี้ you're no longer supported อธิบายว่าสมองรู้สึกว่าการรองรับได้สิ้นสุดลงแล้ว วลีนี้บอกการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ ไม่ได้บอกระยะเวลา สามารถวางไว้หน้าคำบอกลักษณะ รูปคำอย่าง supported หรือกริยาหลักได้ เช่น no longer safe, no longer connected, no longer works

แบบฝึกหัด

เติมคำในช่องว่างให้สมบูรณ์: The light used to be on, but now it is ____.

ดูคำตอบ

no longer

You must be falling and it sends out a huge signal that causes all of your muscles to twitch, waking you up. โน้ต

4:06

สมองจึงคิดว่าคุณต้องกำลังตก และส่งสัญญาณรุนแรงที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมดกระตุกจนคุณตื่น

กริยาวลี

send out: ปล่อยหรือส่งบางสิ่งออกไป

ในประโยคนี้ sends out หมายถึง “ปล่อยออกมา” หรือ “ส่งออกไป” สมองสร้างสัญญาณขนาดใหญ่แล้วส่งออกไปยังกล้ามเนื้อ ไม่ได้หมายถึงการส่งคนออกไปที่อื่น รูปแบบคือ send out + สิ่งของ เช่น send out a signal, warning, message หรือ invitation คำว่า out เพิ่มความหมายว่าสิ่งนั้นเคลื่อนจากแหล่งกำเนิดไปยังปลายทางหนึ่งแห่งหรือหลายแห่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “ส่งออกไป”: The weather satellite ____ data to stations on the ground.

ดูคำตอบ

sends out

ไวยากรณ์

cause + กรรม + to + กริยา

ใน causes all of your muscles to twitch คำว่า causes ตามด้วยกรรม all of your muscles และ to-infinitive คือ to twitch โครงสร้าง cause + กรรม + to + กริยา หมายถึงสิ่งหนึ่งทำให้คนหรือสิ่งอื่นเกิดการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้สัญญาณคือสาเหตุ และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อคือผลลัพธ์ รูปแบบนี้มีประโยชน์ในการอธิบายกลไกและผลที่ตามมา: X causes Y to happen

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ shut down: The power outage caused the computers ____ unexpectedly.

ดูคำตอบ

to shut down

Oh, and déjà vu is not the only vu out there.

4:12

อ้อ และเดจาวูไม่ใช่ “วู” แบบเดียวที่มีอยู่

There's also something known as presque vu or tip of the tongue. สำนวน

4:16

ยังมีสิ่งที่เรียกว่า presque vu หรืออาการ “คำติดปลายลิ้น”

สำนวน

tip of the tongue: เกือบจะนึกคำออก

ในประโยคนี้ tip of the tongue หมายถึงภาวะที่เรารู้ว่าตนเองรู้คำ ชื่อ หรือข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่ชั่วขณะหนึ่งกลับพูดออกมาไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางกายภาพบนลิ้น ในการสนทนาทั่วไป แนวคิดนี้มักใช้ในโครงสร้าง be on the tip of someone's tongue: Her name is on the tip of my tongue.

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสำหรับชื่อที่คุณเกือบจะนึกออก: I know the actor's name; it's on the ____.

ดูคำตอบ

tip of my tongue

And this is what happens when you're familiar with something, วลี

4:21

มันเกิดขึ้นเมื่อคุณคุ้นเคยกับอะไรบางอย่าง

วลี

familiar with: รู้จักหรือมีประสบการณ์กับบางสิ่ง

Be familiar with หมายถึงรู้จักบางสิ่งจากการเคยสัมผัสหรือมีประสบการณ์มาก่อน ประธานคือคนที่มีความรู้นั้น ส่วน with นำหน้าหัวข้อ เครื่องมือ บุคคล หรือขั้นตอนที่คนนั้นรู้จัก ในคำบรรยายนี้ you're familiar with something หมายความว่าประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งที่คุณรู้จักอยู่แล้ว แม้ว่ารายละเอียดบางอย่างอาจยังไม่ผุดขึ้นมาในใจทันที

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้คู่กันตามมาตรฐาน: Before you use the lab equipment, make sure you are familiar ____ the safety rules.

ดูคำตอบ

with

you know you know it, but for the life of you at that moment you cannot recall it. สำนวน

4:23

คุณรู้ว่าตัวเองรู้ แต่ในตอนนั้นกลับนึกไม่ออก ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม

สำนวน

for the life of you: ทำไม่ได้เลยแม้จะพยายามแล้ว

ในประโยคนี้ for the life of you เน้นความหมายของ cannot recall ให้แรงขึ้น หมายถึง “ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน” คนคนนั้นรู้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่ก็นึกออกมาไม่ได้ สำนวนนี้ไม่ได้พูดถึงอันตรายหรือชีวิตของใคร สรรพนามจะเปลี่ยนตามบุคคลเป็น for the life of me, you, him, her, us หรือ them

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน” ให้สมบูรณ์: I can't, ____, remember where I put the key.

ดูคำตอบ

for the life of me

It's like "What's that actor's name from that movie?

4:28

เหมือนกับว่า “นักแสดงจากหนังเรื่องนั้นชื่ออะไรนะ?

I've seen it 18 times.

4:31

ฉันดูมา 18 รอบแล้ว

How can I not remember it? น้ำเสียง/เจตนา

4:32

ทำไมถึงจำไม่ได้ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

How can I not remember it? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์

ในบริบทนี้ How can I not remember it? ไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบจริง ๆ แต่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ถามวิธีหรือกำลังตรวจสอบความสามารถในการจำอย่างเป็นกลาง How can ... not ทำให้การจำไม่ได้ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ความหมายที่แฝงอยู่คือ “ฉันควรจำได้ แต่กลับจำไม่ได้” รูปแบบนี้ใช้แสดงความแปลกใจ ความรำคาญ หรือความหงุดหงิดเมื่อความจริงขัดกับความคาดหวังอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ How can I not remember it? สื่อความหมายจริง ๆ ว่าอะไร?

  1. ฉันควรจำได้ ดังนั้นการที่ฉันลืมจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ
  2. ฉันไม่แน่ใจว่าเคยเห็นเรื่องนี้หรือไม่
  3. ฉันอยากให้ใครสักคนสอนวิธีลืมเรื่องนี้
ดูคำตอบ

ฉันควรจำได้ ดังนั้นการที่ฉันลืมจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ

Wow."

4:33

โอ้โฮ”

One explanation of how that happens is that other words similar to the target word are being remembered

4:35

คำอธิบายหนึ่งของปรากฏการณ์นี้คือ เรากำลังนึกถึงคำอื่น ๆ ที่คล้ายกับคำเป้าหมาย

and to help you out, your brain is actively blocking other stuff around it, including the word you're actually looking for. กริยาวลี

4:42

และเพื่อช่วยคุณ สมองจึงปิดกั้นสิ่งอื่นรอบ ๆ อย่างแข็งขัน รวมถึงคำที่คุณกำลังตามหาอยู่จริง ๆ

กริยาวลี

to help you out: ให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเมื่อมีปัญหา

ใน to help you out นั้น help ... out หมายถึง “ให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแก่คนที่กำลังประสบปัญหา” ในที่นี้กรรมอยู่ระหว่าง help กับ out คือ help + you + out ส่วน out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่หรือสถานที่ รูป infinitive คือ to help you out บอกจุดประสงค์ที่สมองตั้งใจไว้ ประโยคนี้ทำให้สมองดูเหมือนคนที่กำลังพยายามช่วยคุณอย่างขบขัน แม้ว่าวิธีของมันกลับปิดกั้นคำที่คุณต้องการ โดยทั่วไปใช้ help someone out เมื่อการช่วยเหลือนั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาหรืองานที่เฉพาะเจาะจง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ help ... out และวางคำสรรพนาม you ไว้ตรงกลาง: I know moving is stressful, so I came over to ____.

ดูคำตอบ

help you out

Now, this explanation is really nice because it might help explain why presque vu has a shared or social aspect.

4:48

คำอธิบายนี้ดีมาก เพราะอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไม presque vu จึงมีลักษณะที่หลายคนมีร่วมกันหรือมีมิติทางสังคม

Even a bunch of people in a group, all with separate brains,

4:55

แม้คนหลายคนในกลุ่มต่างก็มีสมองแยกกันคนละก้อน

if they're given the same blocking words that are related,

4:58

หากทุกคนได้รับคำที่เกี่ยวข้องกันชุดเดียวกันซึ่งทำหน้าที่ปิดกั้น

no one in the group can come up with the name until the subject is changed กริยาวลี

5:01

ก็จะไม่มีใครในกลุ่มนึกชื่อนั้นออก จนกว่าจะเปลี่ยนเรื่อง

กริยาวลี

come up with: คิดหาหรือนึกคำตอบออก

come up with + คำนาม หมายถึง “สร้าง หา หรือนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ผ่านการคิด” ในประโยคนี้ สิ่งที่ตามหลัง with คือ the name จึงหมายความว่าไม่มีใครนึกหรือบอกชื่อนั้นได้จนกว่าจะเปลี่ยนหัวข้อ ไม่ได้มีการเคลื่อนที่ทางกายภาพ รูปแบบคือ come up with + idea/answer/plan/name/explanation ความหมายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับกรรมและบริบท หากใช้กับแผนใหม่ มักหมายถึงคิดค้นหรือออกแบบ แต่หากใช้กับชื่อที่รู้อยู่แล้ว ก็อาจหมายถึงนึกออกได้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสามคำที่หมายถึง “สร้างขึ้นผ่านการคิด”: After two hours, the team finally ____ a solution that everyone accepted.

ดูคำตอบ

came up with

and those words are no longer blocked and then all of a sudden someone goes,

5:05

แล้วคำเหล่านั้นไม่ถูกปิดกั้นอีกต่อไป จากนั้นจู่ ๆ ใครสักคนก็พูดว่า

"Oh, Gary Sinise, that's who it was. ไวยากรณ์

5:08

“อ๋อ Gary Sinise นี่เอง

ไวยากรณ์

That's who it was: ระบุคนที่เพิ่งนึกออก

That's who it was หมายถึง “คนนั้นคือคนที่ฉันพยายามนึกถึงหรือระบุตัวตน” ผู้พูดเพิ่งนึกชื่อ Gary Sinise ที่นึกไม่ออกได้ ในโครงสร้างนี้ it ย้อนถึงคำตอบเรื่องตัวตนที่กำลังหาอยู่ ไม่ได้หมายความว่า Gary Sinise เป็นสิ่งของ โครงสร้าง That's + อนุประโยค wh ใช้เติมข้อมูลที่ขาดไป ถ้าเป็นคนให้ใช้ who: That's who it was. ถ้าเป็นตัวตนในปัจจุบันแทนที่จะเป็นอดีต สามารถเปลี่ยนกริยาเป็น That's who it is.

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยวลีที่ใช้ยืนยันตัวตนของคนหลังจากนึกออกแล้ว: I couldn't remember our guide's name. Oh, Maya—that's ____.

ดูคำตอบ

who it was

Yeah, there you go." น้ำเสียง/เจตนา

5:10

ใช่ นั่นแหละ”

น้ำเสียง/เจตนา

There you go: ยืนยันว่าอีกฝ่ายหาคำตอบเจอแล้ว

ในบทสนทนานี้ there you go หมายถึง “ใช่ แบบนั้นแหละ” หรือ “คุณหาคำตอบเจอแล้ว” อีกฝ่ายเพิ่งพูดชื่อที่ทุกคนพยายามนึกให้ออก นี่เป็นคำตอบในการสนทนาที่บอกว่าขั้นตอนหนึ่งสำเร็จแล้ว ความหมายเกิดจากการโต้ตอบกัน ดังนั้น there ในที่นี้จึงไม่ได้บอกจุดหมายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใด There you go มีความหมายชัดเจนที่สุดว่า “Yes, that's the answer”?

  1. ในที่สุดก็มีคนพูดชื่อที่คุณทั้งคู่พยายามนึกให้ออก
  2. คุณยื่นใบเสร็จที่ลูกค้าขอให้ลูกค้า
  3. คุณชี้ไปที่ประตูและบอกให้ใครบางคนออกไป
ดูคำตอบ

ในที่สุดก็มีคนพูดชื่อที่คุณทั้งคู่พยายามนึกให้ออก

Okay, finally, jamais vu.

5:12

เอาละ สุดท้ายคือ jamais vu

This is when something that you know,

5:14

นี่คือเวลาที่สิ่งที่คุณรู้จัก

something that you're familiar with, all of a sudden seems brand new and bizarre. วลี

5:16

สิ่งที่คุณคุ้นเคย จู่ ๆ กลับดูใหม่เอี่ยมและแปลกประหลาด

วลี

brand new: ใหม่เอี่ยม

Brand new หมายถึงใหม่เอี่ยมหรือยังไม่เคยผ่านการใช้งาน ในที่นี้ brand ทำหน้าที่เน้นความหมายของ new ไม่ได้หมายถึงยี่ห้อสินค้าหรือบริษัท วลีนี้สร้างความขัดแย้งกับ familiar คือสิ่งที่เคยรู้จักดีกลับให้ความรู้สึกใหม่ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ใหม่เอี่ยม”: The game is still in its sealed package, so it is ____.

ดูคำตอบ

brand new

Schizophrenic patients will sometimes see people they know and insist that it's not the person they know. วลี

5:20

บางครั้งผู้ป่วยโรคจิตเภทจะเห็นคนที่ตัวเองรู้จัก แต่ยืนกรานว่านั่นไม่ใช่คนที่พวกเขารู้จัก

วลี

insist that + อนุประโยค

หลัง insist that จะตามด้วยอนุประโยคที่บอกเนื้อหาซึ่งผู้พูดยืนยันอย่างหนักแน่น โดยมีโครงสร้าง insist that + ประธาน + กริยา ในประโยคนี้ ผู้ป่วยยืนยันหนักแน่นว่าคนที่ดูคุ้นเคยไม่ใช่คนที่ตนรู้จักจริง ๆ โครงสร้างนี้แสดงความมั่นใจอย่างมาก และมักใช้เมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วย ในที่นี้เป็นการบอกข้อยืนยัน ไม่ใช่คำขอแบบสุภาพ และมีน้ำหนักมากกว่าการพูดหรือคิดธรรมดา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ insist that: Even after checking the map twice, Omar ____ the station was to the east.

ดูคำตอบ

insisted that

Instead, it's an imposter.

5:26

แต่เป็นตัวปลอมต่างหาก

But all of us have probably experienced jamais vu to a certain extent. วลี

5:28

แต่พวกเราทุกคนน่าจะเคยพบกับ jamais vu มาบ้างในระดับหนึ่ง

วลี

to a certain extent: จำกัดขอบเขตของคำกล่าว

ในประโยคนี้ to a certain extent ใช้จำกัดขอบเขตของคำกล่าว คนทั่วไปอาจเคยสัมผัสสิ่งที่คล้ายกับ jamais vu แต่ไม่จำเป็นว่าจะเป็นปรากฏการณ์แบบเต็มรูปแบบหรือในระดับทางคลินิก ใช้วลีนี้เพื่อบอกว่าคำกล่าวหนึ่งเป็นจริงเพียงบางส่วนหรือภายในขอบเขตจำกัด วลีนี้เป็นการกล่าวอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ระดับที่วัดได้อย่างแม่นยำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่เน้นไว้: The new study supports the idea ____, but more evidence is needed.

ดูคำตอบ

to a certain extent

For instance, when you repeat a word over and over and over and over and over and over again, วลี

5:31

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณพูดคำหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก

วลี

over and over: ทำซ้ำหลายครั้ง

Over and over หมายถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือหลายครั้ง ในที่นี้ใช้บอกการพูดคำเดิมซ้ำ ๆ โดย over ไม่ได้หมายถึงการข้ามหรือการอยู่เหนือสิ่งใด ผู้พูดพูดคำว่า over ซ้ำหลายครั้ง รูปแบบของถ้อยคำจึงเลียนแบบการทำซ้ำยาวนานที่กำลังอธิบายอยู่ รูปที่ยาวกว่าและใช้กันทั่วไปคือ over and over again ซึ่งมีความหมายพื้นฐานเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

over and over หมายถึงอะไรในประโยคนี้? Mia checked the lock over and over before leaving the house.

  1. Mia ตรวจล็อกหลายครั้ง
  2. Mia ตรวจล็อกเพียงครั้งเดียว
  3. Mia ตรวจบริเวณที่อยู่เหนือล็อก
ดูคำตอบ

Mia ตรวจล็อกหลายครั้ง

the word starts to lose its meaning and you start to think, วลี

5:37

คำนั้นจะเริ่มสูญเสียความหมาย และคุณจะเริ่มคิดว่า

วลี

lose its meaning: สูญเสียความหมาย

ในประโยคนี้ lose its meaning หมายถึง “เริ่มไม่รู้สึกว่ามีความหมาย หรือไม่ทำหน้าที่สื่อความหมายอีกต่อไป” เมื่อพูดคำเดิมซ้ำ ๆ ความเชื่อมโยงที่คุ้นเคยระหว่างคำนั้นกับแนวคิดหนึ่งจะอ่อนลงชั่วคราว ไม่ได้มีสิ่งของใดสูญหายจริง ๆ โครงสร้าง X loses its meaning ใช้อธิบายคำพูด คำสัญญา กฎ สัญลักษณ์ หรือการกระทำที่ไม่สื่อความหมายหรือไม่ให้ผลเหมือนเดิมแล้ว starts to lose แสดงว่านี่เป็นกระบวนการ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสร็จสิ้นแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่ตรงกับความหมายว่า “ค่อย ๆ หยุดสื่อแนวคิดเดิม” ให้สมบูรณ์: After years of empty repetition, the promise began to ____.

ดูคำตอบ

lose its meaning

"What? How is this even a word? น้ำเสียง/เจตนา

5:40

“อะไรนะ? นี่เป็นคำได้ยังไง?

น้ำเสียง/เจตนา

How is this even a word?: นี่จะนับว่าเป็นคำได้ยังไงกัน?

even ในที่นี้เป็นคำวิเศษณ์เน้นจุดสำคัญที่ทำให้คำถามเข้มขึ้น โดยบอกว่าความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะนับว่าเป็นคำได้นั้นน่าประหลาดใจหรือแทบไม่น่าเชื่อ จึงมีน้ำหนักประมาณว่า “นี่จะเป็นคำได้ยังไงกัน?” คำถามนี้เป็นคำอุทานแสดงความไม่เชื่อมากกว่าจะเป็นการถามเกณฑ์ของพจนานุกรมอย่างเป็นกลาง โครงสร้าง How/Why/What ... even ...? ที่นำไปใช้ต่อได้จะเน้นส่วนที่ผู้พูดรู้สึกว่าเข้าใจหรือยอมรับได้ยาก

แบบฝึกหัด

ใน “How is this even a word?” คำว่า even เพิ่มความหมายอะไร?

  1. บอกว่าคำนั้นมีจำนวนตัวอักษรเป็นเลขคู่
  2. ถามถึงต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ของคำนั้น
  3. เน้นความไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะนับว่าเป็นคำได้
ดูคำตอบ

เน้นความไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะนับว่าเป็นคำได้

It's so weird."

5:41

แปลกชะมัด”

Well, scientists believe that happens because continuing to excite the neurons responsible for that word

5:43

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเกิดขึ้น เพราะการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่รับผิดชอบคำนั้นอย่างต่อเนื่อง

causes them to become inhibited and further use is less intense.

5:48

ทำให้เซลล์เหล่านั้นถูกยับยั้ง การตอบสนองเมื่อใช้คำนั้นต่อไปจึงอ่อนลง

It's just crazy to think that there's so much out there in the world, in the universe, น้ำเสียง/เจตนา

5:54

แค่คิดว่าในโลกและในจักรวาลมีสิ่งต่าง ๆ มากมายขนาดนี้ก็น่าเหลือเชื่อแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

It's just crazy to think that: การแสดงความทึ่ง

ในที่นี้ It's just crazy to think that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ผู้พูดรู้สึกว่าน่าทึ่งหรือยากจะจินตนาการ คำว่า crazy เป็นคำเพิ่มน้ำหนักแบบไม่เป็นทางการ ไม่ได้ใช้ตัดสินสุขภาพจิตของใครตามความหมายตรงตัว ใช้โครงสร้าง It's crazy to think that + อนุประโยค เพื่อเกริ่นสิ่งที่เพิ่งตระหนักและรู้สึกประหลาดใจ คำว่า just ช่วยเน้นและทำให้ปฏิกิริยาฟังดูเป็นธรรมชาติทันที

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า “It's crazy to think that one tiny seed can grow into a huge tree.” ผู้พูดหมายความว่าอย่างไร

  1. เป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์
  2. ผู้พูดคิดว่าต้นไม้ประพฤติตัวไม่ดี
  3. เป็นเรื่องน่าทึ่งและยากจะจินตนาการ
ดูคำตอบ

เป็นเรื่องน่าทึ่งและยากจะจินตนาการ

that we don't know, that we don't understand, that we haven't yet discovered. ลำดับความ

5:58

สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ และยังค้นไม่พบ

ลำดับความ

that we don't know ... that we haven't yet discovered: การลงท้ายด้วยโครงสร้างขนาน

อนุประโยค that ทั้งสามส่วนขยาย so much จากประโยคก่อนหน้า การกล่าว that ซ้ำทำให้แต่ละความคิดมีรูปแบบไวยากรณ์เหมือนกัน ผู้ฟังจึงได้ยินรายการที่ชัดเจน ได้แก่ สิ่งที่เราไม่รู้ สิ่งที่เราไม่เข้าใจ และสิ่งที่เรายังไม่ได้ค้นพบ รายการนี้ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักไปสู่อนุประโยคสุดท้าย ซึ่งชี้ถึงการค้นพบที่อาจยังเกิดขึ้นในอนาคต Haven't yet discovered เป็น present perfect โดย yet หมายถึง “จนถึงตอนนี้” และยังเปิดความเป็นไปได้ว่าจะมีการค้นพบในอนาคต จังหวะขนานทำให้ตอนจบชัดเจนและหนักแน่นขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคขนานที่ชัดเจนสามส่วน และหมายความว่ายังมีการค้นพบบางอย่างที่ไม่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้

  1. There is still so much we discovered yesterday, so now we know it all.
  2. There is still so much that we don't know, understanding it, and haven't discover.
  3. There is still so much that we don't know, that we don't understand, and that we haven't yet discovered.
ดูคำตอบ

There is still so much that we don't know, that we don't understand, and that we haven't yet discovered.

But yet that very feeling of familiarity for what we do know can't always be trusted. ไวยากรณ์

6:02

แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยต่อสิ่งที่เรารู้ก็ไม่ได้เชื่อถือได้เสมอไป

ไวยากรณ์

can't always be trusted: การปฏิเสธเพียงบางส่วน

ใน can't always be trusted คำว่า can't ทำให้โครงสร้างกรรมวาจก be trusted เป็นปฏิเสธ หมายความว่าความรู้สึกนั้นไม่ได้เชื่อถือได้ในทุกกรณี นี่คือการปฏิเสธเพียงบางส่วน not + always แปลว่า “ไม่ใช่ทุกครั้ง” ดังนั้นประโยคยังเปิดโอกาสว่าบางครั้งความรู้สึกนั้นอาจเชื่อถือได้ ไม่ได้หมายความว่า “เชื่อถือไม่ได้เลย”

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ can't always be trusted ได้ตรงที่สุด

  1. เชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์
  2. ไม่น่าเชื่อถือในทุกสถานการณ์
  3. ไม่น่าเชื่อถือในบางสถานการณ์ แต่ในสถานการณ์อื่นอาจเชื่อถือได้
ดูคำตอบ

ไม่น่าเชื่อถือในบางสถานการณ์ แต่ในสถานการณ์อื่นอาจเชื่อถือได้

About the only constant seems to be, ไวยากรณ์

6:08

ดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่แทบไม่เคยเปลี่ยนก็คือ

ไวยากรณ์

About the only constant seems to be: การสรุปอย่างระมัดระวัง

about ในที่นี้หมายถึง “ประมาณ” หรือ “แทบจะ” ไม่ได้หมายถึง “เกี่ยวกับ” ส่วน the only constant หมายถึงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะยังคงเหมือนเดิม และ seems to เพิ่มสัญญาณอีกชั้นว่าผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่าตนแน่ใจอย่างเด็ดขาด วลีนี้ใช้สรุปอย่างระมัดระวัง เนื้อหาหลัง be ต้องบอกหรืออธิบายว่าสิ่งที่ดูเหมือนคงที่นั้นคืออะไร ดังนั้นข้อความนี้จึงเตรียมผู้ฟังสำหรับข้อสรุปที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสรุปอย่างระมัดระวังโดยใช้ทั้ง about และ seems to

  1. It is certain that the deadline keeps moving.
  2. About the only constant seems to be that the deadline keeps moving.
  3. The only constant is that the deadline keeps moving.
ดูคำตอบ

About the only constant seems to be that the deadline keeps moving.

as always, thanks for watching.

6:10

เช่นเคย ขอบคุณที่รับชมครับ