วิธีให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการเป็นภาษาอังกฤษ - มินิคลาสเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
492 คำ 176 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เปรียบเทียบบทสนทนาในที่ทำงานที่ตรงเกินไปกับแบบที่นุ่มนวลกว่า เพื่อสอนสี่วิธีในการอธิบายปัญหาและขอเวลาเพิ่มจากหัวหน้า ได้แก่ ใช้ถ้อยคำเกริ่นเพื่อลดความกระด้างของข่าวร้าย ลดน้ำหนักของคำนามเชิงลบ ใช้รูปถูกกระทำเพื่อเลี่ยงการกล่าวโทษ และใช้ past continuous เพื่อขออย่างสุภาพ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. I'm afraid that, — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าเป็นถ้อยคำเกริ่นอย่างสุภาพก่อนแจ้งข่าวร้าย แก้ไขข้อมูล หรือปฏิเสธ และนำไปใช้เพื่อให้คำตอบเชิงลบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ฟังไม่ห้วนหรือแข็งกระด้างเกินไป 2. I was asked to, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้โครงสร้างถูกกระทำนี้เพื่ออธิบายว่างานมาจากคำขอของผู้อื่น โดยเน้นที่ภารกิจมากกว่าตัวผู้สั่ง และช่วยไม่ให้คำอธิบายฟังเหมือนกำลังตำหนิหรือโยนความผิด 3. I was wondering if. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้การเปิดคำขอในลักษณะคำถามเชิงหยั่งท่าทีแทนการเรียกร้องตรง ๆ โดยเฉพาะเมื่อขอความยืดหยุ่นจากหัวหน้า ผู้มีอำนาจ หรือคนที่ยังไม่คุ้นเคย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Do you want to know the secret วลี

0:00

คุณอยากรู้เคล็ดลับ

to getting what you want

0:01

ในการได้สิ่งที่คุณต้องการ

from your boss

0:02

จากเจ้านาย

or a person in a position of authority? การใช้คำ

0:03

หรือคนที่มีอำนาจเหนือกว่าไหม?

วลี

the secret to getting what you want: รูปแบบ the secret to + -ing

ในวลี the secret to getting what you want คำว่า secret หมายถึงวิธีการหรือหลักสำคัญที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ ไม่ได้หมายถึงข้อมูลลับ คำถามนี้ใช้วลีดังกล่าวเพื่อบอกเป็นนัยว่าจะมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ตามมาและทำให้ผู้ฟังอยากรู้ต่อ รูปแบบคือ the secret to + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วย getting ไม่ใช่คำกริยารูปพื้นฐาน get

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ the secret to + -ing อย่างถูกต้องเพื่อนำเสนอวิธีการสำคัญ

  1. The secret to improving your writing is reading every day.
  2. The secret for improve your writing is reading every day.
  3. The secret to improve your writing is reading every day.
ดูคำตอบ

The secret to improving your writing is reading every day.

การใช้คำ

a person in a position of authority: ผู้ที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ

A person in a position of authority คือผู้ที่มีอำนาจหรือความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการในการตัดสินใจ ออกคำสั่ง อนุมัติคำขอ หรือจัดการปัญหา คำว่า position ในที่นี้หมายถึงบทบาทหรือสถานะในองค์กร ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ ในคำถามนี้ วลีดังกล่าวขยายความหมายของ boss ให้ครอบคลุมผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องคนอื่น ๆ เช่น ครู หัวหน้างาน ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือเจ้าหน้าที่

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ a person in a position of authority หมายถึงอะไร Please ask a person in a position of authority to approve the form.

  1. ผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งทางกายภาพแห่งหนึ่ง
  2. ผู้ที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการในการตัดสินใจ
  3. ผู้ที่กำลังหางานใหม่
ดูคำตอบ

ผู้ที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการในการตัดสินใจ

In this video,

0:05

ในวิดีโอนี้

I'm going to tell you about four different ways

0:06

ผมจะมาบอกวิธี 4 แบบ

you can sound more diplomatic วลี

0:08

ที่จะทำให้คุณดูมีวาทศิลป์มากขึ้น

and achieve a positive outcome วลี

0:10

และได้ผลลัพธ์ที่ดี

in a difficult situation.

0:12

ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

วลี

sound more diplomatic: sound + คำคุณศัพท์

ในที่นี้ sound + คำคุณศัพท์ หมายถึง “ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างเมื่อคนอื่นได้ยินคุณพูด” You can sound more diplomatic หมายความว่า การเลือกคำและน้ำเสียงของคุณอาจฟังดูรอบคอบและมีชั้นเชิงมากขึ้น ส่วน sound ไม่ได้หมายถึง “ทำให้เกิดเสียง” โครงสร้างนี้บอกว่าผู้ฟังรับรู้คำพูดของคุณอย่างไร more diplomatic หมายถึงพูดอย่างระมัดระวังและมีชั้นเชิงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออาจเกิดความเห็นไม่ตรงกันหรือความตึงเครียด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ทำให้ฟังดูมีชั้นเชิงมากขึ้นเมื่อพูด”: Careful wording can help you ____ in a tense meeting.

ดูคำตอบ

sound more diplomatic

วลี

achieve a positive outcome: บรรลุผลลัพธ์ที่ดี

Achieve a positive outcome หมายถึง “บรรลุผลลัพธ์สุดท้ายที่ดีได้สำเร็จ” achieve สื่อว่าความพยายามหรือการกระทำที่มีประสิทธิภาพช่วยทำให้ผลนั้นเกิดขึ้น ส่วน outcome คือสิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดหลังจากกระบวนการหรือสถานการณ์หนึ่ง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวแสดงว่าการสื่อสารอย่างมีชั้นเชิงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ยากลำบากจบลงด้วยดี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำเป้าหมายที่หมายถึง “บรรลุผลลัพธ์สุดท้ายที่ดีได้สำเร็จ”: A clear plan can help the team ____.

ดูคำตอบ

achieve a positive outcome

Sometimes at work,

0:21

บางครั้งในที่ทำงาน

you might have to deal with a tricky situation. กริยาวลี

0:22

คุณอาจจะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่รับมือยาก

กริยาวลี

deal with a tricky situation: จัดการสถานการณ์ที่ยุ่งยาก

ในประโยคนี้ deal with หมายถึง “จัดการ” หรือ “ลงมือรับมือกับ” ไม่ใช่ “ทำข้อตกลงทางธุรกิจ” คำที่ตามมาบอกว่าสิ่งที่ต้องจัดการคือ a tricky situation Tricky ใช้บอกสิ่งที่จัดการได้ยากเพราะอาจต้องอาศัยความระมัดระวัง วิจารณญาณที่ดี หรือการตอบสนองอย่างรอบคอบ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ deal with + ปัญหา บุคคล หรือสถานการณ์

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่มีความหมายว่า “จัดการสถานการณ์ที่ยาก” ให้สมบูรณ์: A good team leader stays calm when they have to ____.

ดูคำตอบ

deal with a tricky situation

Check out how direct Neeraj

0:24

มาดูกันว่า Neeraj คนพูดตรง

deals with his boss.

0:26

รับมือกับเจ้านายของเขาอย่างไร

Does he get what he wants?

0:27

เขาได้ในสิ่งที่ต้องการไหม?

Okay, let's get down to business. สำนวน

0:29

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

สำนวน

let's get down to business: เริ่มงานหลัก

Let's get down to business เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้จบการคุยเล่นหรือการเตรียมตัว แล้วเริ่มงานหลักหรือประเด็นจริงจัง ในที่นี้ get down to หมายถึง “เริ่มตั้งใจทำอย่างจริงจัง” ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนลงด้านล่าง Let's ทำให้ประโยคนี้เป็นข้อเสนอให้ทุกคนเริ่มพร้อมกัน และยังใช้ get down to หน้างานหรือกิจกรรมได้ เช่น get down to work และ get down to planning

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่ใช้เปลี่ยนการประชุมเข้าสู่หัวข้อหลัก: Everyone is here, so let's ____.

ดูคำตอบ

get down to business

I'd like to get some feedback น้ำเสียง/เจตนา

0:31

ผมอยากได้ข้อเสนอแนะ

about your presentations.

0:32

เกี่ยวกับงานนำเสนอของคุณ

น้ำเสียง/เจตนา

I'd like to get some feedback: การเปิดคำขออย่างสุภาพ

I'd like to เป็นรูปย่อของ I would like to และใช้บอกความต้องการในปัจจุบันอย่างสุภาพ ในที่นี้ get some feedback หมายถึงการรับความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานนำเสนอ ผู้พูดจึงกำลังเปิดประเด็นนี้โดยไม่ให้ฟังดูห้วน ใช้โครงสร้าง I'd like to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อเกริ่นสิ่งที่ต้องการทำ โดยทั่วไปจะฟังดูนุ่มนวลและเป็นมืออาชีพกว่า I want to

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างงานอย่างสุภาพ

  1. I liked to get some feedback on my draft.
  2. I want feedback on my draft now.
  3. I'd like to get some feedback on my draft.
ดูคำตอบ

I'd like to get some feedback on my draft.

Can you give me some preview?

0:33

คุณให้ผมดูตัวอย่างก่อนได้ไหม?

Oh, I can't, boss.

0:35

โอ้ ผมทำไม่ได้ครับบอส

You know, I've got a problem.

0:37

คือว่า ผมมีปัญหาครับ

But these presentations

0:39

แต่งานนำเสนอพวกนี้

have to be ready ไวยากรณ์

0:40

จะต้องเสร็จ

by the end of this week.

0:41

ภายในสิ้นสัปดาห์นี้นะ

ไวยากรณ์

have to be ready by ...: ความจำเป็นพร้อมเส้นตาย

Have to แสดงความจำเป็น ส่วน be ready บอกสภาพที่ต้องเป็น เมื่อรวมกัน have to be ready หมายความว่างานนำเสนอต้องเตรียมเสร็จสมบูรณ์ By the end of this week กำหนดเวลาช้าที่สุดที่ยอมรับได้ งานอาจพร้อมก่อนหน้านั้นได้ แต่ห้ามช้ากว่านั้น และ by ไม่ได้หมายถึงตลอดทั้งสัปดาห์

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง have to be ready by ให้ครบเพื่อเติมประโยคที่มีเส้นตาย: The costumes ____ Friday afternoon.

ดูคำตอบ

have to be ready by

What's the problem?

0:42

มีปัญหาอะไรล่ะ?

Well, you know, Adam from IT,

0:43

ก็คือว่า Adam จากแผนก IT

he asked me if I could help him ไวยากรณ์

0:46

เขาขอให้ผมไปช่วย

with his birthday party

0:48

จัดงานปาร์ตี้วันเกิดของเขา

ไวยากรณ์

asked me if I could help him: การเล่าคำขอแบบอ้อม

asked me if I could help him เป็นการเล่าคำขอที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแบบอ้อม ในบริบทนี้ if นำใจความที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่ คือ “ฉันช่วยได้ไหม” ไม่ได้แปลว่าเป็นเงื่อนไข โครงสร้างคือ ask + คน + if/whether + ประธาน + กริยาช่วย + กริยารูปพื้นฐาน คำขอโดยตรงอย่าง Can you help me? สามารถเล่าเป็น He asked me if I could help him. ได้ เมื่อใช้ asked ซึ่งเป็นอดีต can มักเปลี่ยนเป็น could อนุประโยคแบบอ้อมใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า และสรรพนามจะเปลี่ยนตามมุมมองของผู้เล่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเล่าคำขอนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ: Could you help me carry this box?

  1. She asked me if I could helped her carry the box.
  2. She asked me if I could help her carry the box.
  3. She asked me if could I help her carry the box.
ดูคำตอบ

She asked me if I could help her carry the box.

and in between decorating the canteen ไวยากรณ์

0:50

และระหว่างที่ตกแต่งโรงอาหาร

and blowing up balloons กริยาวลี

0:53

แล้วก็เป่าลูกโป่ง

กริยาวลี

blowing up balloons: เป่าลูกโป่งให้พอง

ใน blowing up balloons คำว่า blow up หมายถึง “เติมลมเข้าไปในลูกโป่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้น” ลูกโป่งเป็นกรรมของการกระทำ และบริบทการเตรียมงานเลี้ยงก็สนับสนุนความหมายนี้ กริยาวลีเดียวกันอาจหมายถึงการระเบิดได้ด้วย จึงต้องดูโครงสร้างไวยากรณ์และกรรมเพื่อเลือกความหมาย เมื่อใครคนหนึ่ง blow up a balloon คนนั้นกำลังเป่าลูกโป่งให้พอง แต่เมื่อสิ่งของ blows up ขึ้นมาเอง สิ่งนั้นอาจระเบิด

แบบฝึกหัด

ในงานเลี้ยง มีคนถามว่า “Could you blow up these balloons?” เขาต้องการให้คุณทำอะไร

  1. ทำให้ลูกโป่งระเบิด
  2. เติมลมเข้าไปในลูกโป่ง
  3. ทิ้งลูกโป่ง
ดูคำตอบ

เติมลมเข้าไปในลูกโป่ง

and making a cake,

0:55

รวมถึงทำเค้ก

ไวยากรณ์

in between decorating ... blowing up ... making a cake: รายการงานที่แน่น

ในที่นี้ in between กล่าวถึงเวลาและภาระงาน ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ งานตกแต่ง เป่าลูกโป่ง และทำเค้กทำให้ตารางของผู้พูดเต็ม จึงสื่อว่าแทบไม่มีเวลาว่าง รูป -ing ทั้งสามคำคือ decorating, blowing up และ making วางขนานกันหลัง in between เนื่องจากคำบรรยายเริ่มด้วย and และลงท้ายด้วยเครื่องหมายจุลภาค ส่วนนี้จึงทำหน้าที่ให้ข้อมูลพื้นหลังแก่ใจความหลัก ไม่ได้สื่อข้อความทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in between กับกิจกรรมที่ขนานกันเพื่ออธิบายตารางที่ยุ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. In between answering calls and writing emails, I prepared the report.
  2. In between answer calls and writing emails, I prepared the report.
  3. In between answered calls and wrote emails, I prepared the report.
ดูคำตอบ

In between answering calls and writing emails, I prepared the report.

I just haven't had time วลี

0:56

ผมก็เลยไม่มีเวลา

to look at my computer.

0:57

มาดูคอมพิวเตอร์ของผมเลย

วลี

haven't had time to look: จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเวลาดู

ใน haven't had time to look คำว่า haven't had เป็น present perfect ซึ่งบอกว่าตั้งแต่ช่วงหนึ่งในอดีตจนถึงตอนนี้ ผู้พูดยังหาเวลามากพอที่จะทำสิ่งนั้นไม่ได้ รูปแบบคือ haven't/hasn't had time to + กริยารูปพื้นฐาน รูปแบบนี้มักใช้เพื่ออธิบายอย่างนุ่มนวลว่าทำไมบางอย่างจึงยังไม่ได้ทำ ในที่นี้ look หมายถึงตรวจดูหรือพิจารณา ไม่ใช่เพียงหันสายตาไปมอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย haven't had time to: I ____ read the report yet.

ดูคำตอบ

haven't had time to

Really?

0:59

จริงเหรอ?

You do understand ไวยากรณ์

1:00

คุณเข้าใจใช่ไหม

we're on a deadline here? วลี

1:01

ว่าเรามีกำหนดส่งงานนะ?

ไวยากรณ์

do understand: การใช้ do เพื่อเน้น

ในที่นี้ do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นและวางหน้ากริยารูปเดิม understand ทำให้ข้อความยืนยันหนักแน่นขึ้น หมายถึงอีกฝ่ายเข้าใจจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการถามแบบเป็นกลาง ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า You do understand เมื่อใช้ร่วมกับน้ำเสียงคำถาม จะเป็นการขอให้อีกฝ่ายยืนยัน ในคำเตือนนี้ ผู้พูดคาดว่าอีกฝ่ายควรเข้าใจอยู่แล้ว จึงทำให้คำพูดมีแรงกดดัน

แบบฝึกหัด

ใน You do understand the rule? คำว่า do ทำหน้าที่อะไร

  1. สร้างคำถามแบบเป็นกลาง Do you understand?
  2. แสดงว่าการกระทำเกิดขึ้นในอดีต
  3. เน้นอย่างมากว่าอีกฝ่ายเข้าใจ
ดูคำตอบ

เน้นอย่างมากว่าอีกฝ่ายเข้าใจ

วลี

on a deadline: ทำงานภายใต้กรอบเวลา

Be on a deadline หมายถึงการทำงานภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปมีแรงกดดันให้เสร็จตรงเวลา เป็นการบอกสถานการณ์ของบุคคลหรือทีม ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ ในประโยคนี้ we're on a deadline อธิบายว่าทำไมจึงเลื่อนงานไม่ได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be + on a deadline และเติม tight เมื่อเวลาที่มีอยู่สั้นเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึงมีเวลาจำกัดลงในประโยค: We need to finish the posters today because we're ____.

ดูคำตอบ

on a deadline

Yeah, sure, boss.

1:02

ครับ แน่นอนครับบอส

I'll get it done. ไวยากรณ์

1:04

ผมจะจัดการให้เสร็จ

ไวยากรณ์

I'll get it done: สัญญาว่าจะทำให้เสร็จ

ในโครงสร้าง get + กรรม + กริยาช่องที่สาม get หมายถึงการทำให้หรือรับรองว่ากรรมนั้นไปถึงสภาพที่กริยาช่องที่สามระบุไว้ ดังนั้น get it done จึงเน้นผลลัพธ์ว่างานจะเสร็จ ไม่ใช่แค่จะลองทำ ในประโยคนี้ it หมายถึงงานนำเสนอหรืองานที่พูดถึงกันอยู่แล้ว ส่วน I'll ทำให้ประโยคเป็นคำมั่นที่ชัดเจน ผู้พูดอาจทำงานเองหรือจัดให้คนอื่นทำจนเสร็จก็ได้ตามบริบท ประเด็นสำคัญคือผู้พูดรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสัญญาอย่างชัดเจนที่สุดว่างานที่รู้อยู่แล้วจะเสร็จสมบูรณ์

  1. I'll get it done.
  2. I'll look at it.
  3. I'll get it started.
ดูคำตอบ

I'll get it done.

Can I have a couple more days? น้ำเสียง/เจตนา

1:06

ขอเวลาเพิ่มอีกสักสองสามวันได้ไหมครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can I have a couple more days?: การขอเวลาเพิ่ม

Can I have ...? เป็นวิธีขอให้อีกฝ่ายให้หรืออนุญาตบางอย่างที่ตรงไปตรงมาและใช้กันทั่วไป เมื่อใช้กับเวลา have หมายถึงการได้รับหรือได้รับอนุญาตให้ใช้เวลานั้น ดังนั้นผู้พูดจึงกำลังขอขยายเวลา ไม่ได้พูดถึงการครอบครองสิ่งของ A couple more days โดยพื้นฐานหมายถึงเพิ่มอีกสองวัน ในภาษาพูดแบบสบาย ๆ a couple อาจใช้แบบกว้าง ๆ เพื่อหมายถึงจำนวนเล็กน้อยได้ ดังนั้นเมื่อกำหนดส่งมีความสำคัญ การระบุวันที่แน่นอนจะชัดเจนกว่า

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: Can I have a couple more days? เป็นภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ แต่เมื่อพูดกับผู้จัดการเกี่ยวกับกำหนดส่งที่แน่นอน อาจฟังตรงเกินไปหากไม่เพิ่มบริบทหรือทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้น

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

จริง

No chance. น้ำเสียง/เจตนา

1:07

ไม่มีทาง

น้ำเสียง/เจตนา

No chance. ในฐานะคำปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อใช้ No chance. ตอบคำขอ จะหมายถึง “ไม่ได้เด็ดขาด” หรือ “เรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้น” ในประโยคนี้ ผู้พูดปฏิเสธคำขอทันที ไม่ได้อธิบายโอกาสสำเร็จอย่างเป็นกลาง เพราะคำตอบสั้นและไม่มีถ้อยคำลดความแข็งกร้าว จึงเป็นการปิดการสนทนา และอาจสื่อถึงความตึงเครียดหรืออำนาจ

แบบฝึกหัด

เด็กขอไม่นอนจนถึงตีสอง และผู้ปกครองตอบว่า No chance. คำตอบนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ผู้ปกครองปฏิเสธอย่างหนักแน่นและแทบไม่เปิดโอกาสให้พูดคุยต่อ
  2. ผู้ปกครองคิดว่าอาจเป็นไปได้และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม
  3. ผู้ปกครองกำลังประเมินอย่างเป็นกลางว่ามีโอกาสน้อย
ดูคำตอบ

ผู้ปกครองปฏิเสธอย่างหนักแน่นและแทบไม่เปิดโอกาสให้พูดคุยต่อ

Get those presentations done

1:08

ทำงานนำเสนอพวกนั้นให้เสร็จ

by Friday.

1:09

ภายในวันศุกร์

No excuses. น้ำเสียง/เจตนา

1:10

ห้ามมีข้ออ้าง

น้ำเสียง/เจตนา

No excuses. ในฐานะการกำหนดขอบเขตที่เข้มงวด

เมื่อใช้ No excuses. เป็นคำสั่งเดี่ยว ๆ จะหมายถึง “ฉันจะไม่ยอมรับเหตุผลที่ทำสิ่งนี้ไม่สำเร็จ” เป็นการตั้งกฎ ไม่ใช่การรายงานว่าตอนนี้ไม่มีใครมีข้อแก้ตัว การละประธานและกริยาทำให้คำพูดนี้สั้นและหนักแน่น เมื่อหัวหน้า โค้ช หรือผู้มีอำนาจคนอื่นพูด จะสร้างแรงกดดันให้ผู้ฟังทำงานให้เสร็จ

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งที่เข้มงวดของโค้ชด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงจะไม่ยอมรับเหตุผลใด ๆ: ____. Be on time.

ดูคำตอบ

No excuses

So how did direct Neeraj do?

1:13

แล้ว Neeraj คนพูดตรงเป็นยังไงบ้าง?

Did he get what he wanted?

1:14

เขาได้ในสิ่งที่ต้องการไหม?

No.

1:16

ไม่

He was too direct. การใช้คำ

1:17

เขาพูดตรงเกินไป

การใช้คำ

too direct: ตรงและแข็งเกินระดับที่เหมาะสม

ในประโยคนี้ direct บอกลักษณะการพูด คือเขาพูดสิ่งที่ต้องการสื่ออย่างตรงไปตรงมาโดยแทบไม่ได้ทำให้ถ้อยคำอ่อนลง ไม่ได้หมายถึงเส้นทางตรงหรือทิศทาง too + คำคุณศัพท์ หมายถึงลักษณะนั้นเกินระดับที่เหมาะสม ดังนั้น too direct จึงสื่อว่าถ้อยคำของเขาตรงและแข็งกว่าที่สถานการณ์ควรจะเป็น และอาจทำให้ผลลัพธ์แย่ลง

แบบฝึกหัด

too direct ในประโยค "His reply was too direct" หมายความว่าอย่างไร

  1. ถ้อยคำของเขาตรงและแข็งกว่าที่สถานการณ์ควรจะเป็น
  2. เขาบอกเส้นทางที่ตรงที่สุดให้ใครบางคน
  3. ถ้อยคำของเขาชัดเจนมากโดยไม่ได้สื่อว่าไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ถ้อยคำของเขาตรงและแข็งกว่าที่สถานการณ์ควรจะเป็น

He wasn't diplomatic enough. ไวยากรณ์

1:18

เขาไม่มีวาทศิลป์มากพอ

ไวยากรณ์

wasn't diplomatic enough: not + คำคุณศัพท์ + enough

Wasn't diplomatic enough ใช้โครงสร้าง not + คำคุณศัพท์ + enough เพื่อบอกว่าคุณสมบัติหนึ่งยังไม่ถึงระดับที่ต้องการ ในที่นี้ diplomatic หมายถึงการพูดอย่างมีชั้นเชิงและคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ได้หมายถึงการทูตระหว่างประเทศ enough เมื่อขยายคำคุณศัพท์จะวางหลังคำคุณศัพท์ เช่น diplomatic enough, clear enough หรือ polite enough โครงสร้างปฏิเสธคือ be + not + คำคุณศัพท์ + enough

แบบฝึกหัด

ใช้ not + คำคุณศัพท์ + enough เติมประโยคให้สมบูรณ์: The instructions were not clear ____ for a first-time user.

ดูคำตอบ

enough

So now let me give you some tips

1:20

งั้นตอนนี้ผมจะให้เคล็ดลับบางอย่าง

to make your communication

1:21

เพื่อให้การสื่อสารของคุณ

more diplomatic.

1:23

ดูมีวาทศิลป์มากขึ้น

Tip number one:

1:24

เคล็ดลับข้อที่ 1:

Use a softening phrase น้ำเสียง/เจตนา

1:25

ใช้วลีที่ช่วยให้ฟังดูนุ่มนวลขึ้น

before some bad news.

1:27

ก่อนจะแจ้งข่าวร้าย

น้ำเสียง/เจตนา

วลีช่วยลดความกระทบก่อนบอกข่าวร้าย

วลีช่วยลดความกระทบคือคำเกริ่นอย่างสุภาพที่วางไว้ก่อนการปฏิเสธ ปัญหา การแก้ไขข้อมูล หรือข้อมูลอื่นที่ผู้ฟังอาจไม่อยากได้ยิน วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังมีเวลาเตรียมใจเล็กน้อยและทำให้ข้อความฟังไม่ห้วนเกินไป สิ่งที่ถูกทำให้นุ่มนวลลงคือผลกระทบและน้ำเสียง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง รูปแบบที่ใช้ได้ดีคือเริ่มด้วยวลีสั้น ๆ เพื่อช่วยลดความกระทบ แล้วจึงบอกข่าวร้ายให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลีช่วยลดความกระทบก่อนบอกข่าวร้ายอย่างชัดเจนได้ดีที่สุด

  1. I'm sorry, but your appointment has been cancelled.
  2. Your appointment has been cancelled.
  3. I hope you enjoy your appointment.
ดูคำตอบ

I'm sorry, but your appointment has been cancelled.

I'm afraid that, น้ำเสียง/เจตนา

1:28

ผมเกรงว่า (I'm afraid that),

น้ำเสียง/เจตนา

I'm afraid that ... สำหรับเกริ่นข่าวร้ายอย่างสุภาพ

ในที่นี้ I'm afraid that ใช้เกริ่นข่าวร้าย การปฏิเสธ หรือคำตอบที่น่าผิดหวังอย่างสุภาพ ความหมายใกล้เคียงกับ unfortunately หรือ I'm sorry to say และโดยทั่วไปไม่ได้หมายถึงความกลัวในการใช้แบบนี้ That ใช้นำอนุประโยคที่มีข้อความจริง เช่น I'm afraid that we can't help today. ในบทสนทนาทั่วไปมักละ that ได้ เช่น I'm afraid we can't help today.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเกริ่นสุภาพแบบตรงตามที่เรียน: ____ we cannot accept returns without a receipt.

ดูคำตอบ

I'm afraid that

I'm sorry, but, น้ำเสียง/เจตนา

1:30

ผมขอโทษนะ แต่ (I'm sorry, but),

น้ำเสียง/เจตนา

I'm sorry, but ...: เริ่มการปฏิเสธหรือแจ้งข่าวร้ายอย่างสุภาพ

โครงสร้าง I'm sorry, but ... วางคำขอโทษสั้น ๆ หรือการแสดงความเสียใจก่อนข้อความหลัก ส่วนอนุประโยคหลัง but จะเป็นส่วนที่บอกการปฏิเสธ การแก้ไขข้อมูล หรือข่าวร้าย ในที่นี้ sorry ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าผู้พูดเป็นคนก่อปัญหา แต่อาจใช้แสดงความใส่ใจต่อความผิดหวังของผู้ฟัง และทำให้การเปลี่ยนเข้าสู่ข้อความหลักไม่ห้วนเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้เริ่มการปฏิเสธเพื่อทำโครงสร้างเป้าหมายให้สมบูรณ์: I'm sorry, ____ I can't approve this request.

ดูคำตอบ

but

unfortunately.

1:32

โชคร้ายที่ (unfortunately)

Tip number two:

1:33

เคล็ดลับข้อที่ 2:

Use a softening quantifier การใช้คำ

1:34

ใช้คำบอกปริมาณที่ช่วยลดความรุนแรง

before a negative noun.

1:36

หน้าคำนามที่เป็นความหมายเชิงลบ

การใช้คำ

softening quantifier before a negative noun: ทำให้ปัญหาฟังดูเล็กลง

คำสั่งนี้หมายถึงให้วางสำนวนที่บอกปริมาณน้อยหรือระดับต่ำไว้หน้าคำนามที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ใน a bit of a problem, a slight delay และ a minor issue คำที่ช่วยลดน้ำหนักทำให้ปัญหาดูจำกัดและจัดการได้ง่ายขึ้น ในที่นี้ quantifier ถูกใช้ในความหมายกว้าง ๆ a bit of บอกปริมาณ ส่วน slight และ minor เป็นคำคุณศัพท์บอกระดับ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ระดับต่ำ + คำนามเชิงลบ โดย negative หมายถึงความหมายของคำนามเป็นเชิงลบ ไม่ใช่การปฏิเสธทางไวยากรณ์อย่าง not

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำลดน้ำหนักหน้าคำนามเชิงลบได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. There may be a delay slight before the lesson starts.
  2. There may be a slight delay before the lesson starts.
  3. There may be a serious delay before the lesson starts.
ดูคำตอบ

There may be a slight delay before the lesson starts.

For example,

1:38

ตัวอย่างเช่น

a bit of a problem, วลี

1:39

มีปัญหาเล็กน้อย (a bit of a problem),

วลี

a bit of a problem: เกริ่นถึงปัญหาอย่างนุ่มนวล

ในวลีนี้ a bit of ช่วยลดน้ำหนักของคำนามเชิงลบ problem ทำให้สถานการณ์ดูจำกัดหรือพอจัดการได้ จึงฟังน่าตกใจน้อยกว่าการบอกตรง ๆ ว่ามีปัญหา วลีนี้มักเป็นการพูดให้นุ่มนวลเพื่อความสุภาพ ไม่ใช่การวัดระดับที่แน่นอน ปัญหาอาจยังสำคัญอยู่ เมื่อใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์ โครงสร้างคือ a bit of a + คำนาม เช่น a bit of a problem

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนลดน้ำหนักจากบทเรียนนี้: We've got ____ with the payment system.

ดูคำตอบ

a bit of a problem

a slight delay, วลี

1:41

ล่าช้าไปนิดหน่อย (a slight delay),

วลี

a slight delay: บอกถึงความล่าช้าเล็กน้อย

ในที่นี้ slight เป็นคำคุณศัพท์ที่ขยายคำนาม delay หมายถึงเล็กน้อยในด้านระดับ ระยะเวลา หรือผลกระทบ วลีนี้บอกขนาดของความล่าช้าอย่างเจาะจงและพอประมาณ แทนที่จะเพียงประกาศว่าจะมีความล่าช้าโดยไม่บอกระดับ เนื่องจาก delay เป็นข่าวด้านลบ slight จึงช่วยลดผลกระทบของข่าวต่อผู้ฟังด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำคุณศัพท์จากบทเรียนนี้ที่หมายถึงมีระดับเล็กน้อย: There may be a ____ delay before boarding.

ดูคำตอบ

slight

or a minor setback. การใช้คำ

1:42

หรือ มีอุปสรรคเล็กน้อย (a minor setback)

การใช้คำ

a minor setback: อุปสรรคเล็ก ๆ ต่อความคืบหน้า

ในที่นี้ a minor setback หมายถึงอุปสรรคเล็ก ๆ ที่ทำให้ความคืบหน้าช้าลงหรือหยุดชั่วคราว setback เป็นคำนาม หมายถึงสิ่งที่กำลังก้าวหน้าแต่พบปัญหาจนออกนอกเส้นทางไปช่วงหนึ่ง minor ช่วยลดความรุนแรงของข่าวร้าย โดยทำให้ปัญหาดูมีขอบเขตและจัดการได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เครื่องพิมพ์ขัดข้องทำให้ทีมล่าช้าไปยี่สิบนาที แล้วจึงทำงานต่อ รายงานใดใช้ a minor setback ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The printer fault was a minor setback, but work soon continued.
  2. The printer fault was a total success, but work soon continued.
  3. The printer fault was a permanent failure, although work soon continued.
ดูคำตอบ

The printer fault was a minor setback, but work soon continued.

Tip number three:

1:44

เคล็ดลับข้อที่ 3:

Use the passive

1:46

ใช้รูปประโยคแบบถูกกระทำ (passive voice)

to sound less confrontational การใช้คำ

1:47

เพื่อให้ฟังดูเหมือนการเผชิญหน้าน้อยลง

and less like you're blaming somebody.

1:49

และดูเหมือนคุณกำลังโทษใครสักคนน้อยลง

การใช้คำ

to sound less confrontational: ลดน้ำเสียงที่ก้าวร้าว

ใน to sound less confrontational คำว่า sound หมายถึง “สร้างความรู้สึกอย่างหนึ่งแก่ผู้ฟัง” ส่วน less confrontational หมายถึงท้าทาย เป็นปฏิปักษ์ หรือตำหนิน้อยลง วลีนี้อธิบายความรู้สึกที่เกิดจากถ้อยคำหรือน้ำเสียง ไม่ได้หมายถึงการที่คนอยู่ต่อหน้ากันจริง ๆ ในประโยคนี้ การใช้รูปประโยคถูกกระทำช่วยย้ายความสนใจจากผู้รับผิดชอบไปยังสิ่งที่เกิดขึ้น จึงลดความรู้สึกว่ากำลังกล่าวโทษได้ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรายงานปัญหาในลักษณะที่เผชิญหน้าน้อยที่สุด

  1. You lost the documents again.
  2. How could you be so careless with the documents?
  3. The documents were lost, so let's work out what happened.
ดูคำตอบ

The documents were lost, so let's work out what happened.

For example,

1:51

ตัวอย่างเช่น

I was told that, ไวยากรณ์

1:52

ผมได้รับแจ้งมาว่า (I was told that),

ไวยากรณ์

I was told that...: ถ่ายทอดข้อมูลโดยไม่ระบุแหล่ง

I was told that... เป็นรูปอดีตแบบถูกกระทำของ tell หมายถึงมีคนให้ข้อมูลแก่ฉัน ส่วน that ใช้นำเข้าสู่ข้อมูลที่ได้รับ และโดยปกติจะตามด้วยอนุประโยคที่มีประธานและกริยาของตัวเอง เช่น I was told that the gate was closed. รูปถูกกระทำนี้ไม่ระบุแหล่งข้อมูล จึงเน้นที่ข้อความ นอกจากนี้ยังทำให้การแก้ความเข้าใจหรือการแสดงความเห็นต่างฟังดูตรงน้อยกว่าการพูดว่า You told me that....

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย I + รูปอดีตแบบถูกกระทำของ tell + that: ____ the library closes at six today.

ดูคำตอบ

I was told that

I was asked to, ไวยากรณ์

1:54

ผมถูกขอให้ (I was asked to),

ไวยากรณ์

I was asked to...: บอกงานที่ได้รับโดยไม่ระบุคนที่ขอ

I was asked to... เป็นโครงสร้างอดีตแบบถูกกระทำ หมายถึงมีคนขอหรือสั่งให้ฉันทำบางอย่าง รูปแบบคือ I + was asked + to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น I was asked to open the window. เนื่องจากไม่ได้ระบุคนที่ขอ ประโยคจึงเน้นงานที่ฉันได้รับ asked อาจหมายถึงคำขอที่สุภาพหรือคำสั่งอย่างเป็นทางการก็ได้ โดยบริบทจะบอกว่ามีน้ำหนักมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย I + รูปอดีตแบบถูกกระทำของ ask + to: ____ check the equipment before the event.

ดูคำตอบ

I was asked to

I was informed that. ไวยากรณ์

1:56

ผมได้รับแจ้งข้อมูลว่า (I was informed that)

ไวยากรณ์

I was informed that...: การรายงานแบบกรรมวาจกที่เป็นทางการ

โครงสร้างกรรมวาจก I was informed that... หมายความว่ามีคนให้ข้อมูลบางอย่างแก่ผู้พูด อนุประโยคที่ตามหลัง that บอกเนื้อหาของข้อมูล และไม่จำเป็นต้องระบุว่าใครเป็นผู้ให้ข้อมูล ในประโยคนี้ informed ทำให้การบอกข้อมูลฟังดูเป็นทางการมากกว่าสำนวนทั่วไปอย่าง I was told that.... กรรมวาจกทำให้จุดเน้นอยู่ที่ข้อมูลที่ได้รับ ไม่ใช่แหล่งที่มาของข้อมูล

แบบฝึกหัด

เติมรายงานแบบเป็นทางการด้วยโครงสร้างกรรมวาจกที่มี informed: ____ the delivery had been delayed.

ดูคำตอบ

I was informed that

Tip number four:

1:58

เคล็ดลับข้อที่ 4:

When making requests or suggestions,

1:59

เมื่อมีการร้องขอหรือเสนอแนะ

try using verbs

2:02

ลองใช้คำกริยา

in the past continuous.

2:03

ในรูป past continuous

For example,

2:04

ตัวอย่างเช่น

I was thinking about, น้ำเสียง/เจตนา

2:05

ผมกำลังคิดอยู่ว่า (I was thinking about),

น้ำเสียง/เจตนา

I was thinking about...: ทำให้ข้อเสนอฟังดูนุ่มนวล

I was thinking about... ใช้เกริ่นความคิดหรือข้อเสนอแบบไม่ฟันธงได้ แม้กริยาจะอยู่ในรูป past continuous แต่หน้าที่หลักในที่นี้ไม่ใช่การระบุว่ากำลังคิดอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต รูปนี้ช่วยสร้างระยะห่าง ทำให้ความคิดฟังดูไม่ตรงเกินไปและเปิดให้พูดคุยกันได้มากขึ้น หลัง about ใช้คำนามหรือรูป -ing: I was thinking about a different route. I was thinking about leaving earlier.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเกริ่นข้อเสนอแบบไม่ฟันธงได้ถูกต้อง แทนที่จะออกคำสั่งโดยตรง?

  1. I was thinking about moving the meeting to Friday.
  2. Move the meeting to Friday.
  3. I was thinking about move the meeting to Friday.
ดูคำตอบ

I was thinking about moving the meeting to Friday.

I was hoping to, น้ำเสียง/เจตนา

2:07

ผมหวังว่า (I was hoping to),

น้ำเสียง/เจตนา

I was hoping to... เพื่อทำให้ความต้องการและคำขอนุ่มนวลขึ้น

I was hoping to... ใช้เกริ่นถึงสิ่งที่ผู้พูดอยากทำ โดยมักวางไว้ก่อนคำขอหรือข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนการนัดหมาย โครงสร้างคือ I was hoping to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น I was hoping to change the time. Past continuous ไม่ได้หมายความว่าความหวังนั้นจบไปแล้วเสมอไป ในที่นี้ was hoping สร้างระยะห่างอย่างสุภาพ ทำให้ความต้องการในปัจจุบันฟังดูไม่ยืนยันเกินไปและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบได้

แบบฝึกหัด

เติมคำขอที่สุภาพด้วยโครงสร้าง I was hoping + to-infinitive: ____ move my appointment to Friday.

ดูคำตอบ

I was hoping to

I was wondering if. น้ำเสียง/เจตนา

2:09

ผมสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้า (I was wondering if)

น้ำเสียง/เจตนา

I was wondering if... สำหรับคำขอทางอ้อมที่สุภาพ

I was wondering if... ใช้เปิดคำถามทางอ้อมที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ได้ ในคำขอมีความหมายใกล้เคียงกับ “ผม/ฉันอยากถามว่า...” และเป็นการเตรียมผู้ฟังให้รับคำขอ ไม่ใช่เพียงบอกว่าผู้พูดสงสัย หลัง if ต้องตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ โดยมักเป็น you could..., we could... หรือ it would be possible.... Past continuous ทำให้การเกริ่นนุ่มนวลและสร้างระยะห่างอย่างสุภาพ ใช้เปิดคำขอเกี่ยวกับปัจจุบันหรืออนาคตได้ จึงไม่ได้หมายความว่าคำถามนั้นมีอยู่เฉพาะในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมคำขอที่สุภาพด้วยโครงสร้าง I was wondering + if-clause: ____ we could start ten minutes later.

ดูคำตอบ

I was wondering if

Okay, now I've given you these four tips,

2:11

เอาล่ะ ตอนนี้ผมได้ให้เคล็ดลับ 4 ข้อนี้ไปแล้ว

let's see if diplomatic Neeraj

2:14

มาดูกันว่า Neeraj ผู้มีวาทศิลป์

can put them into practice วลี

2:15

จะนำไปใช้จริง

and get what he wants.

2:16

และได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่

วลี

put them into practice: นำแนวคิดไปใช้จริง

put them into practice หมายถึงนำคำแนะนำหรือวิธีที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ไปใช้จริง ในประโยคนี้ them หมายถึงเคล็ดลับทั้งสี่ข้อ โครงสร้างคือ put + something + into practice ในสำนวนนี้ practice หมายถึงการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง โดยเน้นการเปลี่ยนจากการรู้แนวคิดไปสู่การลงมือทำ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ put them into practice หมายความว่าอะไร?

  1. ท่องคำซ้ำ ๆ จนจำได้
  2. จดเคล็ดลับไว้โดยไม่นำไปใช้
  3. ใช้เคล็ดลับในสถานการณ์จริง
ดูคำตอบ

ใช้เคล็ดลับในสถานการณ์จริง

Okay, let's get down to business.

2:18

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

I'd like to get some feedback

2:20

ผมอยากได้ข้อเสนอแนะ

about your presentations.

2:21

เกี่ยวกับงานนำเสนอของคุณ

Can you give me some preview?

2:22

คุณให้ผมดูตัวอย่างก่อนได้ไหม?

I'd love to, น้ำเสียง/เจตนา

2:24

ผมยินดีมากครับ

but I'm afraid I can't.

2:25

แต่ผมเกรงว่าผมคงทำให้ไม่ได้

น้ำเสียง/เจตนา

I'd love to, but I'm afraid I can't: แสดงความเต็มใจก่อนปฏิเสธอย่างสุภาพ

I'd love to แสดงความเต็มใจหรือความรู้สึกขอบคุณต่อคำเชิญ แต่ but เปลี่ยนทิศทางของประโยค และ I'm afraid I can't คือคำตอบจริง ซึ่งเป็นการปฏิเสธ ในที่นี้ I'm afraid ช่วยทำให้ข่าวที่ไม่น่ายินดีฟังดูนุ่มนวลขึ้น และโดยทั่วไปไม่ได้หมายถึงความกลัวตามตัวอักษร รูปแบบนี้แยกท่าทีที่เป็นมิตรออกจากการตัดสินใจสุดท้าย จึงทำให้พูดอย่างเป็นมิตรได้พร้อมกับปฏิเสธอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เพื่อนชวนคุณออกไปข้างนอก แต่คุณไม่ว่าง คำตอบใดแสดงความสนใจก่อนปฏิเสธอย่างสุภาพ?

  1. Yes, I'd love to come tonight.
  2. I can't come tonight, and I don't want to.
  3. I'd love to, but I'm afraid I can't come tonight.
ดูคำตอบ

I'd love to, but I'm afraid I can't come tonight.

I've got a bit of a problem.

2:26

ผมมีปัญหาเล็กน้อยครับ

But these presentations

2:27

แต่งานนำเสนอพวกนี้

have to be ready

2:29

จะต้องเสร็จ

by the end of the week.

2:29

ภายในสิ้นสัปดาห์นะ

What's the problem?

2:30

มีปัญหาอะไรล่ะ?

So on Monday,

2:31

คือเมื่อวันจันทร์

I was asked to help out กริยาวลี

2:32

ผมถูกขอให้ไปช่วยงาน

with an upcoming office event.

2:34

กิจกรรมออฟฟิศที่กำลังจะจัดขึ้นครับ

กริยาวลี

help out: ช่วยลงมือทำ

Help out เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “ให้ความช่วยเหลือในทางปฏิบัติ” หรือ “ช่วยลงมือทำ” มักใช้เมื่องานใดงานหนึ่งต้องการคนช่วย ในประโยคนี้ ผู้พูดถูกขอให้ช่วยเตรียมงานของสำนักงาน คำว่า out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้บอกทิศทางการเคลื่อนที่ รูปแบบที่พบบ่อยคือ help out with + งาน และ help + คน + out

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอให้ใครสักคนช่วยเตรียมการประชุมบางส่วนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Could you help the chairs out before the meeting?
  2. Could you help out with the chairs before the meeting?
  3. Could you assist out with the chairs before the meeting?
ดูคำตอบ

Could you help out with the chairs before the meeting?

So unfortunately,

2:37

ดังนั้น โชคร้ายนิดหน่อย

I haven't been able to progress ไวยากรณ์

2:38

ผมเลยไม่สามารถคืบหน้างาน

as much as I would have liked. น้ำเสียง/เจตนา

2:39

ได้มากเท่าที่ผมตั้งใจไว้

ไวยากรณ์

haven't been able to progress: ความคืบหน้าถูกจำกัดจนถึงตอนนี้

Haven't been able to progress ใช้รูป present perfect ของ be able to แล้วตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน progress โครงสร้างนี้บอกว่าตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้จนถึงตอนนี้ สถานการณ์บางอย่างได้จำกัดความสามารถหรือโอกาสของผู้พูดในการทำให้งานเดินหน้า ในที่นี้ progress เป็นกริยาที่หมายถึง “เดินหน้า” หรือ “มีความคืบหน้า” ส่วนการเปรียบเทียบ as much as I would have liked แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ปริมาณความคืบหน้า จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าไม่มีความคืบหน้าเลย

แบบฝึกหัด

วันนี้เป็นวันศุกร์ และข้อมูลที่ขาดหายไปจำกัดการทำงานของคุณมาตั้งแต่วันจันทร์ ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าปัญหานี้ยังส่งผลต่อความคืบหน้าของคุณอยู่ในตอนนี้

  1. I haven't been able to progress with the analysis as much as I wanted.
  2. I don't progress with the analysis.
  3. I couldn't progress with the analysis on Monday.
ดูคำตอบ

I haven't been able to progress with the analysis as much as I wanted.

น้ำเสียง/เจตนา

as much as I would have liked: ต่ำกว่าระดับที่หวังไว้

ในประโยคนี้ as much as I would have liked ทำให้การเปรียบเทียบระดับหลัง haven't been able to progress สมบูรณ์ โดยหมายความว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจริงน้อยกว่าระดับที่ผู้พูดหวังว่าจะทำได้ would have liked ในที่นี้ชี้ถึงความต้องการหรือผลลัพธ์ในอุดมคติที่ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเคยชอบบางสิ่งในอดีต แต่เป็นวิธียอมรับอย่างนุ่มนวลว่าผลลัพธ์ยังไม่ดีเท่าที่หวัง

แบบฝึกหัด

as much as I would have liked บอกอะไรเกี่ยวกับความคืบหน้าของผู้พูด?

  1. ตรงกับปริมาณที่คนอื่นทุกคนคาดไว้
  2. ต่ำกว่าระดับที่ผู้พูดหวังไว้
  3. ผู้พูดเคยชอบการสร้างความคืบหน้า
ดูคำตอบ

ต่ำกว่าระดับที่ผู้พูดหวังไว้

Okay, but you do understand

2:41

โอเค แต่คุณเข้าใจใช่ไหม

we're on a deadline here.

2:42

ว่าเรามีกำหนดส่งงานกันนะ

I was wondering น้ำเสียง/เจตนา

2:44

ผมกำลังสงสัยว่า

if it'd be okay

2:45

จะเป็นไปได้ไหม

if I could have

2:47

ถ้าผมขอเวลา

a couple more days?

2:48

เพิ่มอีกสักสองสามวัน?

น้ำเสียง/เจตนา

I was wondering if it'd be okay if I could ...: คำขอที่ลดความตรงอย่างรอบคอบ

ประโยคนี้ลดความตรงของคำขอเวลาเพิ่มด้วยการพูดสามชั้น คือ I was wondering if ใช้เปิดคำขออย่างระมัดระวัง it'd be okay if ใช้ถามว่าผู้ฟังอนุญาตหรือไม่ และ could ทำให้ I could have ฟังตรงน้อยกว่าการเรียกร้องแบบธรรมดา คำขอที่แท้จริงคือขอเวลาเพิ่มอีกสองสามวัน รูปอดีต was และ could ในที่นี้ไม่ได้ใช้เพื่อวางคำขอไว้ในอดีตเป็นหลัก แต่สร้างระยะห่างที่สุภาพและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอเวลาเพิ่มจากหัวหน้าอย่างระมัดระวังและให้เกียรติ?

  1. I was wondering if it'd be okay if I could have two more days to finish the report.
  2. I need two more days to finish the report.
  3. Give me two more days to finish the report.
ดูคำตอบ

I was wondering if it'd be okay if I could have two more days to finish the report.

All right, you've got the weekend. การใช้คำ

2:49

ตกลง คุณใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ได้

การใช้คำ

you've got the weekend: ให้เวลาช่วงสุดสัปดาห์เพื่อทำงานให้เสร็จ

ในบริบทนี้ you've got the weekend หมายถึงคุณใช้ช่วงสุดสัปดาห์เพื่อทำงานให้เสร็จได้ ผู้พูดกำลังให้เวลา ไม่ใช่เพียงบอกว่าผู้ฟังเป็นเจ้าของช่วงสุดสัปดาห์หรือว่างในตอนนั้น have got มักหมายถึง “มี” เมื่อผู้จัดการ ครู หรือคนอื่นที่กำหนดเส้นตายได้ใช้โครงสร้าง you've got + ช่วงเวลา ช่วงเวลานั้นก็คือเวลาที่ผู้ฟังใช้ได้

แบบฝึกหัด

ผู้จัดการพูดว่า You've got the afternoon. Send me the final version at five. คำว่า you've got the afternoon หมายถึงอะไร?

  1. คุณต้องหยุดพักตลอดช่วงบ่าย
  2. คุณซื้อกิจกรรมสำหรับช่วงบ่ายไว้แล้ว
  3. คุณใช้ช่วงบ่ายเพื่อทำงานให้เสร็จได้
ดูคำตอบ

คุณใช้ช่วงบ่ายเพื่อทำงานให้เสร็จได้

But I want the presentation

2:51

แต่ผมต้องการงานนำเสนอ

first thing on Monday morning. วลี

2:53

เป็นสิ่งแรกในเช้าวันจันทร์

วลี

first thing on Monday morning: ตอนเริ่มต้นของช่วงเช้า

first thing on Monday morning เป็นวลีบอกเวลาที่หมายถึงช่วงเริ่มต้นของเช้าวันจันทร์ ก่อนงานตามปกติอย่างอื่น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวกำหนดให้งานนำเสนอมีเส้นตายที่เร็วและต้องทำก่อน ส่วน thing ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ โครงสร้าง first thing + คำบอกเวลา หมายถึงเวลาที่เหมาะสมและเร็วที่สุดในช่วงนั้น เช่น first thing tomorrow, first thing in the morning หรือ first thing on Monday morning

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ first thing เพื่อสื่อว่าให้ทำทันทีที่เช้าวันจันทร์เริ่มต้น: Please send me the report ____ Monday morning.

ดูคำตอบ

first thing on

Sure thing, boss. น้ำเสียง/เจตนา

2:55

ได้เลยครับบอส

น้ำเสียง/เจตนา

Sure thing สำหรับตอบรับอย่างเป็นมิตร

Sure thing เป็นคำตอบแบบกันเองที่ใช้เป็นสำนวนตายตัว หมายถึง “ได้เลย” หรือ “ไม่มีปัญหา” ในประโยคนี้ ผู้พูดยอมรับคำสั่งหรือข้อตกลงอย่างเต็มใจ thing ในวลีนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ให้จำทั้งวลีว่าเป็นคำตอบเชิงบวกต่อคำขอ คำถาม หรือคำสั่ง

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบที่เป็นมิตรด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้: Alex: Can you help me carry these books? Sam: ____, I'll take this box.

ดูคำตอบ

Sure thing

So next

2:57

ดังนั้นในครั้งหน้า

time you're in a tight spot at work, สำนวน

2:58

เมื่อคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในที่ทำงาน

สำนวน

in a tight spot สำหรับสถานการณ์ยากที่มีทางเลือกจำกัด

in a tight spot เป็นสำนวนที่หมายถึง “อยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและแทบไม่มีทางเลือกที่ง่าย” ในประโยคนี้ ใช้บรรยายปัญหาในที่ทำงานที่จัดการได้ยาก วลีนี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ โดย tight สื่อว่ามีพื้นที่ให้ลงมือน้อย ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่แคบจริง ๆ รูปแบบพื้นฐานคือ be in a tight spot และเหตุการณ์หนึ่งก็สามารถ put someone in a tight spot หรือ leave someone in a tight spot ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำจากบทเรียนนี้: The surprise repair bill put us ____.

ดูคำตอบ

in a tight spot

use these four tips

3:00

ลองใช้เคล็ดลับ 4 ข้อนี้

to communicate diplomatically

3:02

ในการสื่อสารอย่างมีวาทศิลป์

and you'll always come out shining. สำนวน

3:04

แล้วคุณจะโดดเด่นและผ่านพ้นมันไปได้เสมอ

สำนวน

you'll always come out shining: จบลงด้วยผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

ใน you'll always come out shining คำว่า shining เป็นอุปลักษณ์เชิงบวก หมายถึงหลังการสนทนา คุณจะดูเหมือนทำได้สำเร็จและสร้างความประทับใจที่ดีมาก ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเปล่งแสงจริง ๆ ตรงนี้ come out ตามด้วย shining เพื่อบอกสภาพหรือภาพที่คนอื่นมองเห็นเมื่อผ่านเหตุการณ์หนึ่งไปแล้ว ทั้งประโยคเป็นการให้กำลังใจว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้คุณจบสถานการณ์ได้อย่างโดดเด่น

แบบฝึกหัด

you'll come out shining ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. คุณจะจบลงด้วยผลลัพธ์หรือความประทับใจที่ยอดเยี่ยม
  2. คุณจะจากไปโดยไม่พูดกับใครเลย
  3. คุณจะเริ่มเปล่งแสงจริง ๆ
ดูคำตอบ

คุณจะจบลงด้วยผลลัพธ์หรือความประทับใจที่ยอดเยี่ยม

If you want more tips

3:06

หากคุณต้องการเคล็ดลับเพิ่มเติม

on how to be more polite in English,

3:07

เกี่ยวกับวิธีใช้ภาษาอังกฤษให้สุภาพมากขึ้น

check out George's mini English lesson here. กริยาวลี

3:09

เข้าไปดูบทเรียนภาษาอังกฤษขนาดสั้นของ George ได้ที่นี่

กริยาวลี

check out: ไปดูเนื้อหาที่แนะนำ

ในประโยคนี้ check out หมายถึงไปดู รับชม หรือสำรวจ เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ดึงความสนใจไปยังบทเรียนของ George กรรมของกริยาช่วยบอกความหมายได้ เมื่อใช้กับ lesson, video, link หรือ website คำว่า check out มักใช้เพื่อแนะนำบางสิ่ง แต่ในบริบทอื่นอาจมีความหมายต่างออกไป เช่น ออกจากโรงแรมหลังสิ้นสุดการเข้าพัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแนะนำให้ใครสักคนดูวิดีโอได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. Check out this short video.
  2. Check out of the hotel by noon.
  3. Check this short video for errors.
ดูคำตอบ

Check out this short video.

Catch you later. น้ำเสียง/เจตนา

3:11

แล้วเจอกันใหม่

น้ำเสียง/เจตนา

Catch you later: คำบอกลาแบบไม่เป็นทางการ

“Catch you later.” เป็นวลีบอกลาแบบไม่เป็นทางการที่ใช้เป็นสำนวนตายตัว มีความหมายใกล้กับ “See you later.” ตรงนี้ catch ไม่ได้หมายถึงการจับใครจริง ๆ แต่ทั้งวลีหมายถึง “ไว้เจอกันหรือคุยกันอีก” “Later” ทำให้คำลาฟังสบาย ๆ และสื่อถึงการพบกันในอนาคต แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นการนัดหมายเวลาที่แน่นอน ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อปิดท้ายวิดีโออย่างเป็นกันเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบอกลาแบบไม่เป็นทางการสามคำที่ขึ้นต้นด้วย Catch: I need to leave now. ____.

ดูคำตอบ

Catch you later

Bye.

3:12

บ๊ายบาย