ความทรงจำทั้งหมดของคุณเป็นเรื่องจริงหรือไม่? - แดเนียล แอล. แชกเตอร์ (Daniel L. Schacter): บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
661 คำ 141 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: งานวิจัยทางจิตวิทยาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การชี้นำ ความสับสนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของข้อมูล ตลอดจนความคิดเห็นและความรู้สึกในปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนความทรงจำในอดีตได้อย่างไร วิดีโอยังเชื่อมโยงกลไกเหล่านี้กับคำให้การของพยาน หลักฐานในศาล และการวินิจฉัยทางการแพทย์ ก่อนสรุปว่าความทรงจำเป็นการรับรู้เชิงอัตวิสัย ไม่ใช่บันทึกความจริงที่สมบูรณ์แบบ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. false memories — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจศัพท์ทางจิตวิทยาที่หมายถึงความทรงจำซึ่งให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งที่เหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น ความรู้นี้ช่วยให้ติดตามการทดลองเรื่องการหลงทางในห้าง และแยกความทรงจำส่วนบุคคลที่คลาดเคลื่อนออกจากข้อมูลเท็จที่จงใจสร้างขึ้นได้ 2. participants misattributed information from one context, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่า misattributed หมายถึงการนำข้อมูลไปเชื่อมกับแหล่งที่มาหรือสถานการณ์ที่ผิด เช่น คิดว่าภาพถ่ายที่เคยเห็นคือความทรงจำว่าตนเคยไปสถานที่นั้นจริง แนวคิดนี้ใช้พูดถึงการทดลอง คำให้การของพยาน และความสับสนเรื่องแหล่งข้อมูลได้ 3. not ironclad representations of reality, but subjective perceptions. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ตีความ ironclad ในเชิงเปรียบเทียบว่าแน่นอนมั่นคงหรือโต้แย้งไม่ได้ และเข้าใจว่ารูปเปรียบต่าง not...but... ถ่ายทอดข้อสรุปหลักว่า ความทรงจำคือการตีความส่วนบุคคล ไม่ใช่บันทึกที่ตรงกับความจริงทุกประการ จึงสามารถกล่าวถึงความน่าเชื่อถือด้วยภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนพร้อมรักษาน้ำหนักของข้อจำกัดไว้ได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

In a study in the 1990s, ลำดับความ

0:06

ในการศึกษาหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1990

ลำดับความ

In a study in the 1990s: วางกรอบหลักฐานด้วยแหล่งที่มาและเวลา

วลีบุพบท In a study ที่ขึ้นต้นประโยคทำให้ข้อความถัดไปอยู่ในบริบทของงานวิจัย โดยบอกว่าหลักฐานมาจากการศึกษาหนึ่ง ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พูด วลีที่สอง in the 1990s ระบุช่วงเวลาของการศึกษานั้น ทั้งสองวลีร่วมกันสร้างกรอบด้านแหล่งที่มาและเวลาก่อนที่จะกล่าวถึงผู้เข้าร่วม วิธีการ หรือผลการศึกษา

แบบฝึกหัด

In a study in the 1990s ที่อยู่ต้นประโยคมีหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. บอกผลลัพธ์สุดท้ายของการศึกษา
  2. บอกว่าผู้พูดเป็นผู้ทำการศึกษานี้ด้วยตนเอง
  3. ระบุแหล่งงานวิจัยและช่วงเวลาของข้อความที่จะตามมา
ดูคำตอบ

ระบุแหล่งงานวิจัยและช่วงเวลาของข้อความที่จะตามมา

participants recalled getting lost in a shopping mall as children. ไวยากรณ์

0:09

ผู้เข้าร่วมการทดลองนึกถึงตอนที่ตัวเองหลงทางในห้างสรรพสินค้าเมื่อตอนเป็นเด็ก

ไวยากรณ์

recalled getting lost: ใช้ recall + -ing เมื่อนึกถึงประสบการณ์ในอดีต

ใน recalled getting lost คำว่า recall ตามด้วยรูป -ing คือ getting โครงสร้าง recall doing something หมายถึงการนึกถึงการกระทำหรือประสบการณ์ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ Getting lost ระบุว่าประสบการณ์ที่นึกถึงคืออะไร ไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าร่วมกำลังจะหลงทางในขณะที่พูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูป -ing แบบธรรมดาของ visit: Maya recalled ____ the museum before.

ดูคำตอบ

visiting

Some shared these memories in vivid detail. วลี

0:14

บางคนเล่าความทรงจำเหล่านี้ได้อย่างเห็นภาพชัดเจน

วลี

in vivid detail: บรรยายด้วยรายละเอียดที่ชัดเจนและมีชีวิตชีวา

in vivid detail บอกว่าความทรงจำเหล่านี้ถูกเล่าอย่างไร คือมีรายละเอียดที่ชัดเจนและมีชีวิตชีวามากจนผู้ฟังนึกภาพตามได้ง่าย วลีนี้มักอยู่หลังคำกริยาที่เกี่ยวกับการบรรยายหรือการจดจำ ใช้บอกวิธีที่คนหนึ่งเล่าเรื่อง นึกถึงฉาก หรืออธิบายเหตุการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่ตรงกับความหมายว่า “ด้วยรายละเอียดที่ชัดเจนและมีชีวิตชีวามากมาย”: The guide described the rescue ____.

ดูคำตอบ

in vivid detail

One even remembered that the old man who rescued him ลำดับความ

0:17

มีคนหนึ่งจำได้แม้กระทั่งว่าชายชราที่มาช่วยเขาไว้

was wearing a flannel shirt.

0:20

สวมเสื้อเชิ้ตผ้าแฟลนเนล

ลำดับความ

even remembered: เน้นรายละเอียดที่น่าประหลาดใจยิ่งขึ้น

even ทำให้การจำได้ดูน่าประหลาดใจกว่าข้อมูลก่อนหน้า คนคนนั้นไม่ได้จำเพียงเหตุการณ์ที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่ยังจำรายละเอียดเฉพาะมากเกี่ยวกับเสื้อของผู้ช่วยชีวิตได้ด้วย เมื่อวาง even ไว้หน้า remembered ผู้เล่าจะพาเรื่องจากคำกล่าวทั่วไปไปสู่รายละเอียดที่ถูกนำเสนอว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ รายละเอียดนี้อาจฟังดูน่าเชื่อในตอนแรก ดังนั้นเมื่อภายหลังเปิดเผยว่าความทรงจำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ความแตกต่างจึงยิ่งชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอว่าการจำรหัสประตูเก่าได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นพิเศษ?

  1. Leo also remembered the old door code.
  2. Leo even remembered the old door code.
  3. Leo remembered the old door code.
ดูคำตอบ

Leo even remembered the old door code.

But none of these people had actually gotten lost in a mall. ไวยากรณ์

0:23

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครเลยที่เคยหลงทางในห้างสรรพสินค้า

ไวยากรณ์

none of these people had actually gotten lost: จำนวนคนเป็นศูนย์ในอดีตที่เกิดก่อน

none of these people หมายถึงไม่มีคนในกลุ่มนี้แม้แต่คนเดียวที่ตรงกับคำบรรยาย เป็นการปฏิเสธทั้งหมด กล่าวคือจำนวนคนที่หลงทางเป็นศูนย์ ไม่ใช่เพียงน้อยกว่าทั้งกลุ่ม had gotten lost เป็น past perfect จึงมองประสบการณ์นั้นจากอีกจุดหนึ่งที่เกิดทีหลังในอดีต ส่วน actually เน้นความต่างระหว่างสิ่งที่มีผู้บอกหรือจำได้กับข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

ผู้นำทางโทรหานักเดินป่าตอนเที่ยง บันทึกแสดงว่าไม่มีนักเดินป่าคนใดหลงทางก่อนการโทรครั้งนั้น ประโยคใดตรงกับสถานการณ์นี้

  1. None of the hikers had gotten lost before the guide called.
  2. None of the hikers got lost after the guide called.
  3. Not all of the hikers had gotten lost before the guide called.
ดูคำตอบ

None of the hikers had gotten lost before the guide called.

They produced these false memories การใช้คำ

0:28

พวกเขาสร้างความทรงจำปลอมเหล่านี้ขึ้นมา

when the psychologists conducting the study ไวยากรณ์

0:30

เมื่อนักจิตวิทยาที่ทำการศึกษา

told them they'd gotten lost. ไวยากรณ์

0:33

บอกว่าพวกเขาเคยหลงทาง

การใช้คำ

false memories: ความทรงจำที่ไม่ถูกต้องแต่รู้สึกเหมือนจริงได้

false memories คือความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือรายละเอียดที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คนคนหนึ่งอาจรู้สึกอย่างจริงใจว่ามันเป็นความทรงจำจริง ในประโยคนี้ คำชี้นำของนักจิตวิทยาทำให้ผู้เข้าร่วมสร้างความทรงจำว่าตนเคยหลงทาง false บอกว่าความทรงจำนั้นแม่นยำหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าบุคคลนั้นตั้งใจหลอกลวง

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของ false memory

  1. คนคนหนึ่งจำได้ชัดเจนว่าเคยพบครูที่โรงเรียนซึ่งตนไม่เคยเรียน
  2. คนคนหนึ่งแชร์ข่าวลือที่ยังไม่ตรวจสอบโดยไม่ได้อ้างว่าตนจำเรื่องนั้นได้
  3. คนคนหนึ่งจงใจแต่งเรื่องเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ
ดูคำตอบ

คนคนหนึ่งจำได้ชัดเจนว่าเคยพบครูที่โรงเรียนซึ่งตนไม่เคยเรียน

ไวยากรณ์

conducting the study: วลีขยาย -ing หลังคำนาม

ในประโยคนี้ conducting the study อยู่ต่อจาก the psychologists และขยายความนักจิตวิทยาเหล่านั้นว่าเป็นผู้ที่กำลังดำเนินการศึกษา วลีนี้เป็นรูปย่อของ who were conducting the study วลี -ing นี้มีความหมายแบบประธานเป็นผู้กระทำ กล่าวคือ psychologists เป็นผู้ทำกริยา conduct ภาษาอังกฤษมักใช้โครงสร้างคำนาม + วลี -ing เพื่อระบุบุคคลหรือสิ่งของอย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

conducting the study ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง?

  1. ระบุว่านักจิตวิทยาเหล่านั้นเป็นผู้ดำเนินการศึกษา
  2. บอกว่าผู้เข้าร่วมกำลังเรียนวิชาจิตวิทยา
  3. บอกว่าการศึกษาเริ่มหลังจากนักจิตวิทยาพูดแล้ว
ดูคำตอบ

ระบุว่านักจิตวิทยาเหล่านั้นเป็นผู้ดำเนินการศึกษา

ไวยากรณ์

told them they'd gotten lost: tell + ผู้รับ + เนื้อหา และ past perfect

รูปแบบกริยาคือ tell + คน + อนุประโยคบอกเนื้อหา Them ระบุผู้ที่ได้รับข้อมูล ส่วน they'd gotten lost คือเนื้อหาที่พวกเขาได้รับการบอกกล่าว ในที่นี้ they'd หมายถึง they had เพราะ gotten เป็นกริยาช่องสาม Past perfect had gotten วางเหตุการณ์หลงทางตามคำกล่าวอ้างไว้ก่อนเวลาที่นักจิตวิทยาบอกเรื่องนี้ โครงสร้างไวยากรณ์เพียงรายงานคำกล่าว ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ past perfect เพื่อแสดงว่านักเรียนสอบผ่านก่อนที่ครูจะบอกพวกเขา?

  1. The teacher told the students they'd passed the exam.
  2. The teacher told the students they were passing the exam.
  3. The teacher told the students they'd pass the exam.
ดูคำตอบ

The teacher told the students they'd passed the exam.

And although they might not remember the incident, ไวยากรณ์

0:35

และถึงแม้พวกเขาอาจจะจำเหตุการณ์ไม่ได้

ไวยากรณ์

might not remember: ความเป็นไปได้ที่ยังไม่แน่นอน

might not remember หมายถึง มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะจำไม่ได้ ผู้พูดไม่ได้ระบุว่าการจำไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงที่ทราบแน่นอน โครงสร้างคือคำกริยาช่วย might + not + กริยารูปพื้นฐาน remember โครงสร้างนี้ใช้เสนอคำอธิบายอย่างระมัดระวัง โดยยังเปิดโอกาสว่าพวกเขาอาจจำได้

แบบฝึกหัด

นักวิจัยไม่แน่ใจว่าเด็กคนหนึ่งจำเหตุการณ์ในอดีตได้หรือไม่ ประโยคใดยังคงแสดงความไม่แน่ใจนี้?

  1. The child might not remember the event.
  2. The child definitely forgot the event.
  3. The child does not remember the event.
ดูคำตอบ

The child might not remember the event.

their parents had confirmed it.

0:37

แต่พ่อแม่ของพวกเขายืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง

ไวยากรณ์

although ..., their parents had confirmed it: ยอมรับข้อมูลที่ดูขัดแย้งก่อนบอกประเด็นหลัก

although ใช้เกริ่นข้อมูลที่ยอมรับสิ่งซึ่งดูขัดแย้งกัน นั่นคือ ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจำเหตุการณ์ไม่ได้อาจดูเหมือนทำให้เรื่องที่กำลังพูดถึงน่าเชื่อน้อยลง จากนั้นอนุประโยคหลักให้ข้อมูลที่ยังคงเป็นจริงแม้มีข้อขัดแย้งนี้ คือพ่อแม่ได้ยืนยันเรื่องนั้นแล้ว โครงสร้างนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยยอมรับสิ่งที่ดูเหมือนชี้ไปอีกทางก่อน แล้วจึงบอกประเด็นหลักที่ผู้พูดยังต้องการเน้น

แบบฝึกหัด

although ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าพ่อแม่ก็จำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เช่นกัน
  2. ยอมรับว่าพวกเขาอาจจำไม่ได้ แล้วเสนอการยืนยันของพ่อแม่เป็นประเด็นหลัก
  3. พิสูจน์ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแน่นอน เพราะทุกคนจำได้
ดูคำตอบ

ยอมรับว่าพวกเขาอาจจำไม่ได้ แล้วเสนอการยืนยันของพ่อแม่เป็นประเด็นหลัก

And it wasn't just one or two people ไวยากรณ์

0:40

และไม่ใช่แค่คนหรือสองคนเท่านั้น

who thought they remembered getting lost.

0:42

ที่คิดว่าตัวเองจำได้ว่าเคยหลงทาง

ไวยากรณ์

It wasn't just one or two people who...: แสดงว่าไม่ใช่กรณีที่เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน

รูปแบบ It wasn't just one or two people who... เริ่มจากการปฏิเสธความคิดที่ว่ามีคนเกี่ยวข้องเพียงจำนวนน้อยมาก ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย who ระบุประสบการณ์ที่คนเหล่านั้นมีร่วมกัน คือพวกเขาคิดว่าตนจำได้ว่าเคยหลงทาง รูปแบบนี้ทำให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีการบอกจำนวนหรือสัดส่วนที่มากกว่านั้นต่อไป ในที่นี้ ประโยคถัดไประบุขนาดที่ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในสี่ของผู้เข้าร่วม

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ It wasn't just one or two... และคำนาม residents เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ who reported the broken streetlight.

ดูคำตอบ

It wasn't just one or two residents

A quarter of the participants did. ไวยากรณ์

0:45

หนึ่งในสี่ของผู้เข้าร่วมต่างรู้สึกแบบนั้น

ไวยากรณ์

A quarter of the participants did.: did ใช้แทนวลีกริยาที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ใน A quarter of the participants did. คำว่า did ใช้แทนวลีกริยาในอดีตที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คือ thought they remembered getting lost จึงไม่ต้องพูดวลียาวนั้นซ้ำ เมื่อต้องการเข้าใจการใช้กริยาช่วยแทนวลีกริยาแบบนี้ ให้ย้อนดูบริบทก่อนหน้าเพื่อหาการกระทำหรือสภาวะที่ถูกละไว้ และตรวจสอบกาลของกริยา ความหมายเต็มในที่นี้คือผู้เข้าร่วมหนึ่งในสี่คิดว่าตนจำได้ว่าเคยหลงทาง

แบบฝึกหัด

ประโยคก่อนหน้าคือ Some employees worked from home. ประโยคต่อไปข้อใดหมายความว่าพนักงานหนึ่งในสามทำงานจากบ้าน

  1. A third of the employees were.
  2. A third of the employees did.
  3. A third of the employees have.
ดูคำตอบ

A third of the employees did.

These findings may sound unbelievable, ลำดับความ

0:48

การค้นพบนี้อาจฟังดูเหลือเชื่อ

but they actually reflect a very common experience.

0:50

แต่จริงๆ แล้วมันสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ที่พบได้บ่อยมาก

ลำดับความ

may sound unbelievable, but they actually reflect: ยอมรับความสงสัยก่อนเสนอประเด็นหลัก

May sound unbelievable แสดงความประทับใจแรกที่ผู้ฟังอาจมี ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายของผู้พูด may ทำให้การยอมรับมุมมองนั้นฟังดูระมัดระวัง และ sound + คำคุณศัพท์ ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งฟังดูหรือดูเหมือนเป็นอย่างไรเมื่อพิจารณา but เปลี่ยนไปสู่ประเด็นหลักของผู้พูด ส่วน actually ชี้ว่าความจริงต่างจากความประทับใจแรก โครงสร้างนี้จัดลำดับเหตุผลโดยยอมรับความสงสัยก่อน แล้วจึงดึงความสนใจไปยังคำอธิบายที่ต้องการเน้น

แบบฝึกหัด

โครงสร้างที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้?

  1. ปฏิเสธข้อค้นพบว่าเป็นไปไม่ได้
  2. ยอมรับความประทับใจแรกที่น่าสงสัย แล้วจึงบอกคำอธิบายหลัก
  3. อ้างว่าประสบการณ์ที่พบได้ทั่วไปทุกอย่างไม่น่าเชื่อ
ดูคำตอบ

ยอมรับความประทับใจแรกที่น่าสงสัย แล้วจึงบอกคำอธิบายหลัก

Our memories are sometimes unreliable. การใช้คำ

0:54

ความทรงจำของเราบางครั้งก็เชื่อถือไม่ได้

การใช้คำ

are sometimes unreliable: บางครั้งไม่น่าเชื่อถือหรือพึ่งพาไม่ได้

Unreliable หมายถึงไม่สามารถเชื่อถือหรือพึ่งพาคนหรือสิ่งนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ในประโยคนี้คำนี้ขยาย memories โดยบอกว่าความทรงจำอาจคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่ใช่บันทึกที่เชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ sometimes จำกัดขอบเขตของข้อความ จึงไม่ได้หมายความว่าความทรงจำผิดอยู่ตลอด คำคุณศัพท์นี้ยังใช้ประเมินความน่าเชื่อถือหรือความสม่ำเสมอของแหล่งข้อมูล หลักฐาน ข้อมูล คำบอกเล่า คน อุปกรณ์ และบริการได้

แบบฝึกหัด

unreliable ใน Our memories are sometimes unreliable. หมายความว่าอย่างไร?

  1. ไม่สามารถเชื่อได้เสมอว่าความทรงจำเหล่านั้นถูกต้อง
  2. ความทรงจำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จำไม่ได้
  3. ความทรงจำเหล่านั้นน่าประหลาดใจแต่เป็นจริงแน่นอน
ดูคำตอบ

ไม่สามารถเชื่อได้เสมอว่าความทรงจำเหล่านั้นถูกต้อง

And though we still don't know precisely ลำดับความ

0:57

และแม้ว่าเราจะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า

what causes this fallibility on a neurological level, การใช้คำ

0:59

อะไรเป็นสาเหตุของความคลาดเคลื่อนนี้ในระดับระบบประสาท

ลำดับความ

And though we still don't know precisely: การกำหนดขอบเขตของหลักฐาน

Though ใช้เปิดข้อความยอมรับข้อจำกัด โดยผู้พูดยอมรับตรง ๆ ว่าสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่เป็นที่ทราบ still แสดงว่าความไม่แน่นอนนี้ยังคงอยู่ ส่วน precisely จำกัดขอบเขตของสิ่งที่ยอมรับว่าไม่รู้ กล่าวคือ สิ่งที่ยังไม่รู้คือคำอธิบายที่แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้อะไรเลย เมื่อวางอนุประโยคนี้ไว้ก่อนประโยคหลัก ผู้พูดกำลังกำหนดขอบเขตของหลักฐาน ทำให้ผู้ฟังแยกได้ว่าส่วนใดยังไม่ทราบและส่วนใดยังกล่าวได้อย่างมั่นใจ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ อนุประโยคเปิดทำหน้าที่อะไร? Though we still don't know precisely why the batteries overheat, the new coating reduces the risk.

  1. จำกัดขอบเขตของข้อความโดยยอมรับว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  2. บอกว่าไม่พบหลักฐานที่มีประโยชน์เลย
  3. บอกว่าสาเหตุที่แน่ชัดได้รับการยืนยันครบถ้วนแล้ว
ดูคำตอบ

จำกัดขอบเขตของข้อความโดยยอมรับว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

การใช้คำ

This fallibility on a neurological level: คุณสมบัติเชิงนามธรรมของการที่อาจผิดพลาดได้

Fallibility คือคุณสมบัติเชิงนามธรรมของการที่สิ่งหนึ่งอาจผิดพลาดได้ ไม่ได้หมายถึงความผิดพลาดครั้งใดครั้งหนึ่งโดยเฉพาะ ในที่นี้ this ย้อนกลับไปยังคุณสมบัติที่มีแนวโน้มจะผิดพลาดซึ่งกล่าวถึงอยู่ก่อนแล้ว On a neurological level กำหนดระดับของคำอธิบาย โดยคำถามมุ่งไปที่กลไกในสมองและระบบประสาท ดังนั้นวลีนี้จึงถามว่ากระบวนการใดในระดับสมองทำให้เกิดแนวโน้มทั่วไปที่จะผิดพลาด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายคุณสมบัติโดยทั่วไปที่ระบบอาจผิดพลาดได้ แทนที่จะกล่าวถึงความผิดพลาดหรือความล้มเหลวครั้งใดครั้งหนึ่ง?

  1. The incident exposed the fallibility of the safety system.
  2. She found a mistake in the safety report.
  3. The safety system failed during one test.
ดูคำตอบ

The incident exposed the fallibility of the safety system.

research has highlighted some of the most common ways our memories วลี

1:03

แต่งานวิจัยก็ได้ชี้ให้เห็นถึงวิธีที่พบบ่อยที่สุดบางประการที่ความทรงจำของเรา

diverge from what actually happened. วลี

1:07

บิดเบือนไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

วลี

research has highlighted: เกริ่นถึงข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัย

Research has highlighted เป็นสำนวนที่ใช้กันทั่วไปเพื่อเกริ่นถึงสิ่งที่งานวิจัยทำให้เห็นเด่นชัดหรือเห็นว่ามีความสำคัญ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าข้อมูลที่ตามมาเป็นรูปแบบที่พบจากงานวิจัย ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว เมื่อ research หมายถึงงานวิจัยโดยทั่วไป จะเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงใช้กับ has รูป present perfect อย่าง has highlighted เชื่อมงานวิจัยก่อนหน้านี้กับความเข้าใจที่ยังเกี่ยวข้องหรือสำคัญในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของ highlight: Recent research ____ the need for safer bike lanes.

ดูคำตอบ

has highlighted

วลี

diverge from what actually happened: เบี่ยงออกจากข้อเท็จจริงที่ใช้อ้างอิง

Diverge from หมายถึงการเบี่ยงออกจากหรือไม่ตรงกับเส้นทาง มาตรฐาน หรือข้อมูลอ้างอิงที่เป็นข้อเท็จจริงอีกต่อไป ในที่นี้ ความทรงจำถูกเทียบกับ what actually happened หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และอาจพัฒนาเป็นเรื่องราวที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์นั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A diverges from B โดย B ระบุสิ่งที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง เช่น หลักฐาน แผน หรือคำบอกเล่าก่อนหน้า สำนวนนี้จึงสื่อถึงการแยกออกจากสิ่งที่เดิมคาดว่าควรตรงกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าคำบอกเล่าค่อย ๆ เบี่ยงออกจากบันทึกข้อเท็จจริงเมื่อเวลาผ่านไป

  1. Over several interviews, his account began to diverge from the documented facts.
  2. Over several interviews, his account remained identical to the documented facts.
  3. Over several interviews, his account was added to the documented facts.
ดูคำตอบ

Over several interviews, his account began to diverge from the documented facts.

The mall study highlights ลำดับความ

1:10

การศึกษาเรื่องการหลงทางในห้างสรรพสินค้าชี้ให้เห็นว่า

how we can incorporate information from outside sources, วลี

1:12

เราสามารถนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายนอก

ลำดับความ

The mall study highlights ...: จากงานวิจัยเฉพาะเรื่องไปสู่กลไกทั่วไป

The mall study กล่าวถึงหลักฐานที่เป็นรูปธรรมซึ่งได้อธิบายไปแล้ว ส่วน highlights ใช้นำเสนอสิ่งที่หลักฐานนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how บอกอย่างเจาะจงว่างานวิจัยเผยให้เห็นอะไร เมื่อรวมกันแล้ว The mall study highlights how ... ทำให้คำอธิบายเปลี่ยนจากงานวิจัยหนึ่งชิ้นไปสู่กระบวนการทั่วไป นี่เป็นวิธีจัดลำดับข้อมูลที่พบบ่อย คือให้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมก่อน แล้วจึงอธิบายกลไกที่กว้างกว่าซึ่งหลักฐานนั้นแสดงให้เห็น

แบบฝึกหัด

The mall study highlights ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ใช้การศึกษาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำเสนอกระบวนการทั่วไปที่การศึกษานั้นเผยให้เห็น
  2. บอกว่างานวิจัยกล่าวถึงเฉพาะตัวอาคารของห้างสรรพสินค้าเท่านั้น
  3. เริ่มบรรยายเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ใช้การศึกษาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อนำเสนอกระบวนการทั่วไปที่การศึกษานั้นเผยให้เห็น

like other people or the news,

1:16

เช่น จากคนอื่นๆ หรือข่าว

into our personal recollections without realizing it. วลี

1:18

เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำส่วนตัวโดยที่เราไม่รู้ตัว

วลี

incorporate information ... into our personal recollections: นำข้อมูลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำส่วนตัว

incorporate A into B หมายถึงการทำให้ A เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็คือ B ในที่นี้ A คือ information from outside sources และ B คือ our personal recollections ส่วน like other people or the news เป็นตัวอย่างของแหล่งข้อมูลภายนอกเหล่านั้น เมื่อต้องการแยกโครงสร้างประโยคยาว ให้จับโครงหลัก incorporate information into recollections ไว้ก่อน แล้วจึงเติมวลีที่บอกแหล่งข้อมูลและรายละเอียดอื่น ๆ ส่วน without realizing it แสดงว่าข้อมูลภายนอกอาจเข้าสู่ความทรงจำโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นตั้งใจแต่งเรื่องความทรงจำขึ้นมา

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปให้ประโยคสมบูรณ์: The team incorporated the new safety rules ____ its training plan.

ดูคำตอบ

into

วลี

without realizing it: ไม่รู้ตัวในขณะที่บางสิ่งเกิดขึ้น

without realizing it หมายถึงบางสิ่งเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าตัวไม่ได้ตระหนักถึงมัน ในประโยคนี้ ข้อมูลจากภายนอกอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนคนหนึ่งโดยที่คนนั้นไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง วลีนี้ใช้โครงสร้าง without + รูป -ing ในที่นี้ realizing หมายถึงการสังเกตหรือตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการเข้าใจแนวคิดหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย without + รูป -ing ของ realize + it: Maya began checking her phone every few minutes ____.

ดูคำตอบ

without realizing it

This kind of suggestibility is just one influence on our memories. โน้ต

1:22

การรับเอาการชักจูงในลักษณะนี้เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความทรงจำของเรา

การใช้คำ

This kind of suggestibility: แนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากการชี้นำ

suggestibility คือแนวโน้มที่จะยอมรับหรือได้รับอิทธิพลจากการชี้นำ โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจเปลี่ยนสิ่งที่คนคนหนึ่งเชื่อหรือจดจำ ในที่นี้ คำนี้ใช้เรียกวิธีที่ข้อมูลจากภายนอกส่งผลต่อความทรงจำส่วนตัว This kind of ย้อนกลับไปกล่าวถึงประเภทที่เพิ่งอธิบายไป วลีนี้เปลี่ยนตัวอย่างเฉพาะให้เป็นแนวคิดทั่วไป และบอกว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความทรงจำ

แบบฝึกหัด

suggestibility ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ความสามารถในการจำรายละเอียดทุกอย่าง
  2. แนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากการชี้นำ
  3. ทักษะในการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์
ดูคำตอบ

แนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากการชี้นำ

วลี

just one influence on our memories: หนึ่งในหลายปัจจัย

ในประโยคนี้ just one หมายถึง “หนึ่งในหลายปัจจัย” ไม่ใช่ “ปัจจัยเดียวเท่านั้น” ผู้พูดเสนอว่าการถูกชักจูงได้ง่ายเป็นปัจจัยหนึ่ง และส่งสัญญาณว่าจะกล่าวถึงปัจจัยอื่นที่มีผลต่อความทรงจำต่อไป ใน influence on our memories คำว่า on นำหน้าสิ่งที่ได้รับผลกระทบ คือ our memories ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความทรงจำ”

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ just one influence on our memories หมายความว่าอย่างไร

  1. ปัจจัยเดียวที่สามารถส่งผลต่อความทรงจำ
  2. วิธีหนึ่งที่ความทรงจำส่งผลต่อคนอื่น
  3. หนึ่งในหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อความทรงจำ
ดูคำตอบ

หนึ่งในหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อความทรงจำ

Take another study, ลำดับความ

1:27

ลองดูการศึกษาอีกเรื่องหนึ่ง

ลำดับความ

Take another study: การแนะนำตัวอย่างถัดไป

Take another study ใช้รูปคำสั่งซึ่งเรียกว่าประโยคคำสั่ง เพื่อนำความสนใจของผู้ฟังไปยังหลักฐานชิ้นใหม่ ในที่นี้ take หมายถึง “ลองดู” หรือ “พิจารณา” ไม่ได้หมายถึงถือหรือขนสิ่งของ และไม่ได้หมายถึงทำงานวิจัยนั้น another เชื่อมงานวิจัยนี้กับตัวอย่างก่อนหน้า วลีนี้จึงย้ายความสนใจไปยังงานวิจัยชิ้นถัดไป โดยยังคงอยู่ในแนวการอธิบายเดิม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ take เพื่อแนะนำตัวอย่างใหม่ให้ผู้ฟังพิจารณา

  1. Conduct another study before you give your conclusion.
  2. Take the example away from the classroom.
  3. Take another example: a child learning a new language.
ดูคำตอบ

Take another example: a child learning a new language.

in which researchers briefly showed a random collection of photographs ไวยากรณ์

1:28

ซึ่งนักวิจัยได้นำคอลเลกชันภาพถ่ายแบบสุ่มมาเปิดให้ดูแบบผ่านๆ

to a group of participants,

1:32

กับกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่ง

ไวยากรณ์

in which: เชื่อมงานวิจัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในงานวิจัย

“In which” ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคสัมพันธ์ที่อธิบายงานวิจัยซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ “Which” ใช้แทนงานวิจัยนั้น ส่วน “in” แสดงว่าการกระทำของนักวิจัยเกิดขึ้นภายในงานวิจัยดังกล่าว เราสามารถขยายอนุประโยคนี้เป็น “In the study, researchers briefly showed ...” ได้ โครงสร้างบุพบทตามด้วยสรรพนามสัมพันธ์นี้เชื่อมรายละเอียดของงานวิจัยเข้ากับคำนามโดยตรง จึงไม่ต้องเริ่มประโยคใหม่

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างสัมพันธ์แบบเป็นทางการที่มีความหมายว่า “ในงานทดลองนั้น” ให้สมบูรณ์: The article describes an experiment ____ volunteers compare two maps.

ดูคำตอบ

in which

including images of a university campus

1:34

โดยในนั้นมีภาพของวิทยาเขตมหาวิทยาลัย

none of them had ever visited. ไวยากรณ์

1:37

ที่ไม่มีใครเคยไปเยือนมาก่อนรวมอยู่ด้วย

ไวยากรณ์

none of them had ever visited: ก่อนหน้านั้นไม่มีใครเคยไปเยือน

“None of them” หมายความว่าไม่มีคนในกลุ่มแม้แต่คนเดียวที่ทำสิ่งนั้น “Had ever visited” เป็น past perfect ซึ่งมองย้อนกลับไปจากจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังในอดีต และบอกว่าไม่มีใครเคยไปเยือนก่อนถึงเวลานั้น วิทยาเขตเป็นกรรมของ “visited” โครงสร้างเต็มคือ “a university campus (that) none of them had ever visited” โดยละสรรพนามสัมพันธ์ “that” ที่ทำหน้าที่เป็นกรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติในภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าไม่มีสมาชิกในทีมแม้แต่คนเดียวที่เคยไปพิพิธภัณฑ์นั้นมาก่อน?

  1. None of them had ever visited the museum before.
  2. Not all of them had visited the museum before.
  3. All of them had visited the museum before.
ดูคำตอบ

None of them had ever visited the museum before.

When shown the images three weeks later, ไวยากรณ์

1:40

เมื่อนำภาพเหล่านั้นมาให้ดูอีกครั้งในสามสัปดาห์ต่อมา

ไวยากรณ์

When shown...: อนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อรูป

When shown the images three weeks later เป็นอนุประโยคบอกเวลาแบบถูกกระทำที่ย่อรูป รูปเต็มคือ when they were shown the images three weeks later คำว่า they หมายถึงผู้เข้าร่วมในประโยคหลัก ส่วน shown เป็นรูปถูกกระทำ คือผู้เข้าร่วมเป็นฝ่ายรับการกระทำ เมื่อประธานของอนุประโยคถูกกระทำที่ใช้ when เป็นคนหรือสิ่งเดียวกับประธานของประโยคหลัก สามารถย่อ when + ประธาน + be + กริยาช่องที่ 3 เป็น when + กริยาช่องที่ 3 ได้ ทำให้การบรรยายขั้นตอนกระชับขึ้น

แบบฝึกหัด

ย่ออนุประโยคบอกเวลาในประโยคนี้: When they were shown the safety video, the visitors became quiet. เติมให้สมบูรณ์: ____, the visitors became quiet.

ดูคำตอบ

When shown the safety video

a majority of participants วลี

1:42

ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่

said that they had probably or definitely การใช้คำ

1:44

บอกว่าพวกเขาอาจจะหรือเคย

visited the campus in the past.

1:47

ไปเยือนวิทยาเขตแห่งนั้นมาแล้วอย่างแน่นอน

วลี

การใช้ a majority of participants เพื่อรายงานผล

A majority of participants หมายถึงผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกขนาดของกลุ่มที่ให้คำตอบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าร่วมทุกคนตอบเช่นเดียวกัน a majority of + คำนามพหูพจน์มีน้ำเสียงเป็นทางการและเน้นข้อมูล จึงมักใช้เมื่อรายงานผลการวิจัย แบบสำรวจ หรือการลงคะแนน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกปริมาณแบบเป็นทางการที่มีสามคำ เริ่มด้วย a และหมายถึงมากกว่าครึ่งหนึ่ง: ____ respondents supported the new schedule.

ดูคำตอบ

A majority of

การใช้คำ

probably or definitely: ความมั่นใจสองระดับ

ในประโยคนี้ probably และ definitely แสดงความมั่นใจสองระดับเกี่ยวกับการเคยไปเยือนวิทยาเขต Probably หมายถึงการไปเยือนนั้นมีแนวโน้มว่าเกิดขึ้น แต่ยังไม่แน่นอน ส่วน definitely หมายถึงผู้ตอบมั่นใจว่าเกิดขึ้นจริง คำว่า or เชื่อมคำตอบทางเลือกในการสำรวจ ไม่ได้หมายถึงการไปเยือนสองครั้ง เมื่อนำคำตอบมารวมกัน คำวิเศษณ์สองคำนี้จะแสดงว่าผู้คนเชื่อในความทรงจำนั้นมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งคาดว่า Lina จะเข้าร่วม แต่ยังสงสัยอยู่เล็กน้อย ประโยคใดตรงกับระดับความมั่นใจนี้

  1. Lina will probably attend the meeting.
  2. Lina will definitely attend the meeting.
  3. Lina will never attend the meeting.
ดูคำตอบ

Lina will probably attend the meeting.

The participants misattributed information from one context, โน้ต

1:50

ผู้เข้าร่วมนำข้อมูลจากบริบทหนึ่งมาเชื่อมโยงอย่างผิดๆ

an image they'd seen,

1:54

ซึ่งก็คือภาพที่พวกเขาเคยเห็น

onto another,

1:55

เข้ากับอีกบริบทหนึ่ง

a memory of something they believed they actually experienced. ไวยากรณ์

1:56

นั่นคือความทรงจำของบางสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเคยมีประสบการณ์ร่วมด้วยจริงๆ

การใช้คำ

participants misattributed information from one context: เชื่อมโยงข้อมูลกับแหล่งที่มาผิด

misattribute information หมายถึงการเชื่อมโยงข้อมูลกับแหล่งที่มา บุคคล สาเหตุ หรือสถานการณ์ที่ผิด ในที่นี้ ผู้เข้าร่วมยังจำข้อมูลจากภาพได้ แต่กลับมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเคยประสบด้วยตัวเอง คำเติมหน้า mis- หมายถึงอย่างผิดพลาด ส่วน from one context ระบุสถานการณ์จริงของข้อมูล และส่วนที่เหลือของประโยคแสดงว่าข้อมูลถูกย้ายไปไว้อีกสถานการณ์หนึ่ง นี่คือความผิดพลาดเรื่องแหล่งที่มา ไม่ใช่เพียงการลืมข้อมูลหรือเข้าใจความหมายผิด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายข้อมูลที่ยังจำได้ แต่ถูกเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาที่ผิด

  1. The reporter misinterpreted the statement and changed its meaning.
  2. The reporter remembered the statement but misattributed it to the wrong witness.
  3. The reporter forgot the statement completely.
ดูคำตอบ

The reporter remembered the statement but misattributed it to the wrong witness.

วลี

from one context ... onto another: จากบริบทหนึ่งไปสู่อีกบริบทหนึ่ง

รูปแบบ from one context ... onto another ระบุแหล่งเดิมและปลายทางใหม่ ในประโยคนี้ข้อมูลมาจากบริบทหนึ่ง แต่ถูกนำไปผูกกับอีกบริบทหนึ่งอย่างผิดพลาด โดย from นำหน้าบริบทเดิม และ onto นำหน้าบริบทที่รับข้อมูลนั้น กลุ่มคำนามหลังเครื่องหมายจุลภาคอธิบายบริบททั้งสอง an image they'd seen อธิบาย one context ส่วน a memory of something ... อธิบาย another รูปแบบนี้ใช้บอกได้ว่าข้อมูล ความรับผิด หรือคุณลักษณะอื่นถูกย้ายหรือนำจาก X ไปผูกกับ Y

แบบฝึกหัด

Case A เป็นแหล่งที่มาจริงของรายละเอียดหนึ่ง แต่ผู้วิจัยนำรายละเอียดนั้นไปผูกกับ Case B อย่างผิดพลาด ประโยคใดแสดงความสัมพันธ์นี้ด้วย from ... onto ...?

  1. The researcher kept the detail in Case A and compared it with Case B.
  2. The researcher mistakenly mapped a detail from Case B onto Case A.
  3. The researcher mistakenly mapped a detail from Case A onto Case B.
ดูคำตอบ

The researcher mistakenly mapped a detail from Case A onto Case B.

ไวยากรณ์

they believed they actually experienced: ความเชื่อเทียบกับข้อเท็จจริง

ใน something they believed they actually experienced อนุประโยคขยาย they believed they actually experienced ขยายคำว่า something แนวคิดเต็มคือ they believed (that) they actually experienced something โดยกรรมที่ละไว้หลัง experienced อ้างกลับไปยัง something ข้างหน้า และละ that หลัง believed สิ่งสำคัญที่สุดคือ believed ทำให้ประสบการณ์นั้นเป็นมุมมองส่วนตัวของพวกเขา actually เน้นความหมายว่าได้ประสบจริงภายในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ แต่ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์นั้นเป็นความจริงอย่างเป็นกลาง ประโยคนี้เพียงบอกว่าสิ่งใดที่พวกเขายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกความเชื่อของบุคคลโดยไม่ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง?

  1. Nina proved that she had met the author.
  2. Nina believed she had actually met the author.
  3. Nina actually met the author at the library.
ดูคำตอบ

Nina believed she had actually met the author.

In another experiment,

2:01

ในการทดลองอีกชิ้นหนึ่ง

people were shown an image of a magnifying glass ไวยากรณ์

2:02

มีการนำภาพแว่นขยายมาให้ผู้คนดู

and then told to imagine a lollipop.

2:05

แล้วบอกให้พวกเขานึกภาพอมยิ้ม

ไวยากรณ์

were shown ... and then told to ...: ขั้นตอนแบบถูกกระทำสองขั้น

ประโยคนี้เชื่อมการกระทำแบบถูกกระทำสองอย่างที่มีประธานเดียวกัน: people were shown an image หมายถึง “ผู้คนได้รับการแสดงภาพให้ดู” และ people were told to imagine something หมายถึง “ผู้คนได้รับคำสั่งให้จินตนาการถึงบางสิ่ง” ผู้เข้าร่วมเป็นฝ่ายรับการกระทำทั้งสอง ส่วนผู้ทำการทดลองไม่ได้ถูกระบุ and then แสดงลำดับของขั้นตอน ในโครงสร้างถูกกระทำส่วนที่สอง ละ were ที่ใช้ร่วมกันไว้ โดยรูปเต็มคือ were shown ... and then (were) told to imagine ... รูปแบบกระชับนี้ใช้บรรยายขั้นตอนและคำสั่งได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูป passive ของ tell เพื่อเติมขั้นตอนสองส่วนให้สมบูรณ์: The visitors were shown the safety exit and then ____ to wait outside.

ดูคำตอบ

told

They frequently recalled that they saw the magnifying glass

2:09

พวกเขามักจะจำได้ว่าตัวเองเห็นทั้งแว่นขยาย

and the lollipop.

2:12

และอมยิ้ม

They struggled to link the objects to the correct context, วลี

2:14

พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะเชื่อมโยงสิ่งของต่างๆ เข้ากับบริบทที่ถูกต้อง

whether they actually saw them ไวยากรณ์

2:17

ไม่ว่าจะเป็นการที่พวกเขาเห็นของสิ่งนั้นจริงๆ

or simply imagined them.

2:19

หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่จินตนาการขึ้นมา

วลี

struggled to link X to Y: ความยากในการจับคู่สิ่งต่าง ๆ กับบริบท

struggled to link X to Y หมายถึง “พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมโยงหรือจับคู่ X กับ Y” struggle to do something สื่อว่าทำสิ่งนั้นได้ยากจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พยายาม ในโครงสร้าง link X to Y นั้น X คือสิ่งที่ต้องเชื่อมโยงหรือจัดหมวดหมู่ ส่วน Y คือแหล่งที่มา หมวดหมู่ หรือบริบทที่ตรงกัน ในประโยคนี้ บริบทที่ต้องระบุคือวัตถุแต่ละชิ้นเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นจริง ๆ หรือเพียงจินตนาการขึ้นมา

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง struggle to link X to Y ให้สมบูรณ์: Maya struggled ____ link the names ____ the correct faces.

ดูคำตอบ

to · to

ไวยากรณ์

whether ... or ...: การเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้สองอย่าง

whether A or B ใช้เสนอทางเลือกสองอย่างในคำถามทางอ้อม ในประโยคนี้ ความเป็นไปได้คือคนเหล่านั้นเห็นสิ่งของจริง ๆ หรือเพียงแค่จินตนาการว่าเห็น actually เน้นว่าการเห็นเกิดขึ้นจริง ส่วน simply แสดงว่าคำอธิบายเดียวคือเป็นเพียงจินตนาการ ใช้ whether ... or ... เมื่อต้องพิจารณาระหว่างความเป็นไปได้สองอย่างที่ระบุไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย whether ... or เพื่อเชื่อมความเป็นไปได้สองอย่าง: We need to know ____ Leo saw the light ____ imagined it.

ดูคำตอบ

whether · or

Another study,

2:21

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง

where a psychologist questioned over 2,000 people วลี

2:22

ที่นักจิตวิทยาได้สอบถามผู้คนกว่า 2,000 คน

on their views about the legalization of marijuana, การใช้คำ

2:25

เกี่ยวกับมุมมองต่อการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย

วลี

questioned people on their views about ...: การสอบถามความคิดเห็นในแบบสำรวจอย่างเป็นทางการ

questioned over 2,000 people on their views about ... หมายถึง “สอบถามคนมากกว่า 2,000 คนอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง” โดย over หมายถึง “มากกว่า” on นำเข้าสู่หัวข้อที่สอบถาม และหลัง views about จะตามด้วยประเด็นที่เจาะจง ในงานเขียนเกี่ยวกับแบบสำรวจหรืองานวิจัย questioned สื่อถึงการตั้งคำถามอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่การถามแบบสบาย ๆ เพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนสำหรับการสำรวจอย่างเป็นทางการจากบทเรียนเพื่อเติมประโยค: Researchers ____ the proposed park.

ดูคำตอบ

questioned residents on their views about

การใช้คำ

legalization of marijuana: การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย

Legalization of marijuana เป็นนามวลีที่ใช้ในบริบทด้านกฎหมายและนโยบายสาธารณะ legalization หมายถึงการเปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้กิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกัญชาได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยปกติยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดต่าง ๆ ในประโยคนี้ views about the legalization of marijuana หมายถึงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนั้น จุดสำคัญอยู่ที่สถานะทางกฎหมายของกิจกรรมดังกล่าว

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ legalization of marijuana หมายถึงอะไร?

  1. คำแนะนำในการซื้อกัญชา
  2. ประสบการณ์การใช้กัญชาของบุคคลหนึ่ง
  3. การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกัญชา
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกัญชา

highlights yet another kind of influence on memory. ลำดับความ

2:29

ได้ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่งอิทธิพลที่มีต่อความทรงจำ

ลำดับความ

highlights yet another kind: เพิ่มอีกหนึ่งหมวดหมู่

highlights ในที่นี้หมายถึง “เน้นให้เห็น” หรือ “ทำให้เห็นชัด” ส่วน yet another kind หมายถึงอีกหนึ่งประเภทนอกเหนือจากประเภทที่กล่าวถึงไปแล้ว โดย yet ให้ความรู้สึกว่ากำลังเพิ่มข้อมูลต่อเนื่องกัน ประโยคนี้ยังช่วยจัดระเบียบคำอธิบายด้วย โดยวางอิทธิพลต่อความจำนี้เป็นหัวข้อถัดไปในชุดข้อมูลที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ได้นำเสนอเป็นตัวอย่างที่แยกออกมาอย่างโดดเดี่ยว

แบบฝึกหัด

yet another ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. เพิ่มอีกหนึ่งประเภทเข้าไปในชุดข้อมูลที่กำลังพูดถึง
  2. ปฏิเสธทุกประเภทที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
  3. บอกว่านี่เป็นอิทธิพลเพียงประเภทเดียว
ดูคำตอบ

เพิ่มอีกหนึ่งประเภทเข้าไปในชุดข้อมูลที่กำลังพูดถึง

Participants answered questions in 1973 and 1982.

2:32

ผู้เข้าร่วมตอบคำถามในปี 1973 และ 1982

Those who said they had supported marijuana legalization in 1973, ไวยากรณ์

2:38

ผู้ที่บอกว่าพวกเขาสนับสนุนให้กัญชาถูกกฎหมายในปี 1973

but reported they were against it in 1982, ลำดับความ

2:43

แต่รายงานว่าพวกเขาต่อต้านในปี 1982

ไวยากรณ์

Those who said they had supported...: การระบุกลุ่มคน

Those who ... หมายถึง “คนเหล่านั้นที่...” โดย Those เป็นคำสรรพนามที่แทนกลุ่มคน และ who เริ่มอนุประโยคสัมพัทธ์ที่ระบุว่าหมายถึงคนกลุ่มใด วลี Those who ... ทั้งวลีสามารถทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคที่ใหญ่กว่าได้ ในที่นี้ said นำเข้าสิ่งที่คนกลุ่มนั้นกล่าวเกี่ยวกับความเห็นก่อนหน้านี้ และ had supported วางการสนับสนุนนั้นไว้ก่อนการพูดหรือรายงานในภายหลัง โครงสร้างนี้พบได้บ่อยเมื่อผลสำรวจจัดกลุ่มคนตามคำกล่าว ประสบการณ์ หรือมุมมองในอดีต

แบบฝึกหัด

โครงสร้าง Those who said they had supported ... ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. แนะนำผู้วิจัยที่เป็นคนถามคำถาม
  2. ระบุกลุ่มคนตามสิ่งที่พวกเขาพูด
  3. บอกว่าทุกคนสนับสนุนนโยบายนี้
ดูคำตอบ

ระบุกลุ่มคนตามสิ่งที่พวกเขาพูด

ลำดับความ

but reported they were against it: การเปรียบต่างจุดยืนตามเวลา

but เชื่อม reported กับกริยาก่อนหน้า said และทำให้คำรายงานครั้งที่สองเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกัน คนกลุ่มเดิมบอกว่าสนับสนุนในปี 1973 แต่คัดค้านในปี 1982 ดังนั้นข้อมูลช่วงหลังจึงถูกนำเสนอว่าขัดกับจุดยืนก่อนหน้า หลัง reported ตามด้วยอนุประโยคบอกเนื้อหาที่ละ that ได้: reported (that) they were against it โดย it หมายถึง marijuana legalization โครงสร้างนี้ช่วยจัดข้อมูลจากคำกล่าวหรือการวัดสองช่วงเวลาให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่สอดคล้อง

แบบฝึกหัด

but ในส่วนที่เน้นแสดงความสัมพันธ์แบบใด?

  1. การสนับสนุนก่อนหน้าของคนกลุ่มเดิมขัดกับการคัดค้านในภายหลัง
  2. รายงานในปี 1973 และ 1982 แสดงจุดยืนเดียวกัน
  3. ประโยคนี้เปรียบเทียบการทำให้กัญชาถูกกฎหมายกับนโยบายอื่น
ดูคำตอบ

การสนับสนุนก่อนหน้าของคนกลุ่มเดิมขัดกับการคัดค้านในภายหลัง

were more likely to recall วลี

2:47

มีแนวโน้มที่จะนึกออกว่า

that they were actually against legalization in 1973,

2:48

จริงๆ แล้วพวกเขาเคยต่อต้านการทำให้ถูกกฎหมายในปี 1973

วลี

were more likely to recall: มีโอกาสจำได้มากกว่า

Were more likely to recall เป็นการใช้โครงสร้าง be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐานร่วมกับ recall หมายความว่ากลุ่มนี้มีโอกาสจำมุมมองในอดีตที่กล่าวถึงได้มากกว่ากลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำแบบนั้น รูปแบบนี้พบได้บ่อยในการสรุปผลการวิจัย โดย more likely บอกแนวโน้มเชิงเปรียบเทียบ และ recall นำเข้าสู่เนื้อหาที่จำได้

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Students who took notes were more likely to recall the main idea.” โครงสร้างที่เน้นไว้บอกอะไร

  1. กลุ่มที่จดบันทึกมีโอกาสจำใจความสำคัญได้มากกว่า
  2. นักเรียนถูกกำหนดให้พูดใจความสำคัญซ้ำทันที
  3. นักเรียนทุกคนในกลุ่มที่จดบันทึกจำใจความสำคัญได้
ดูคำตอบ

กลุ่มที่จดบันทึกมีโอกาสจำใจความสำคัญได้มากกว่า

bringing their old views in line with their current ones. วลี

2:53

ทำให้มุมมองในอดีตของพวกเขาสอดคล้องกับมุมมองในปัจจุบัน

วลี

bringing X in line with Y: ทำให้ X สอดคล้องกับ Y

Bring X in line with Y หมายถึงการเปลี่ยนหรือแสดง X ให้สอดคล้อง ตรงกัน หรือเป็นไปตาม Y ในที่นี้ their old views คือ X และ their current ones คือ Y โดย ones ใช้แทน views อนุประโยค -ing อธิบายผลของความทรงจำที่ระลึกขึ้นมา นั่นคือมุมมองในอดีตถูกจำในแบบที่เข้ากับมุมมองปัจจุบันของบุคคลนั้น คำว่า line ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเส้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใน “The school updated its rules, bringing them in line with the new safety standards.” อนุประโยค -ing หมายความว่าอย่างไร

  1. การปรับปรุงทำให้กฎสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่
  2. โรงเรียนเปรียบเทียบกฎโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง
  3. กฎถูกนำมาเรียงเป็นเส้นจริง ๆ
ดูคำตอบ

การปรับปรุงทำให้กฎสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่

Our current opinions, feelings, and experiences

2:57

ความคิดเห็น ความรู้สึก และประสบการณ์ในปัจจุบันของเรา

can bias our memories of how we felt in the past. การใช้คำ

3:01

สามารถทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับความรู้สึกในอดีตของเราเกิดความลำเอียงได้

การใช้คำ

can bias our memories: bias ที่ใช้เป็นคำกริยา

ใน can bias our memories คำว่า bias เป็นคำกริยา หมายถึง “ทำให้ความทรงจำของเราเอนเอียงไปในทิศทางหนึ่ง” ประธานของประโยคบอกสิ่งที่มีอิทธิพล ส่วน our memories บอกสิ่งที่ได้รับผลกระทบ คำว่า can แสดงว่าเป็นผลที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง ความทรงจำที่มีอคติไม่ได้หมายความว่าแต่งขึ้นหรือผิดทั้งหมดเสมอไป ความทรงจำนั้นอาจเลือกจำบางส่วนหรือเป็นกลางน้อยลง เพราะความคิดเห็น ความรู้สึก และประสบการณ์ในปัจจุบันกำหนดวิธีที่เราจำอดีต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ bias เป็นคำกริยาในความหมายเดียวกับ can bias our memories?

  1. His opinion shows a bias against the new plan.
  2. The report describes a bias in the sample.
  3. The order of the questions can bias the survey results.
ดูคำตอบ

The order of the questions can bias the survey results.

In another study,

3:05

ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง

researchers gave two groups of participants

3:06

นักวิจัยได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสงครามในประวัติศาสตร์

background information on a historical war วลี

3:09

แก่ผู้เข้าร่วมการทดลองสองกลุ่ม

วลี

background information on a historical war: on + หัวข้อ

Background information หมายถึงข้อเท็จจริงและบริบทที่ช่วยให้คนเข้าใจหัวข้อหนึ่ง ใน background information on a historical war วลี on a historical war ระบุหัวข้อของข้อมูล โดย on หมายถึง “เกี่ยวกับ” ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ background information on + หัวข้อ ใช้เกริ่นข้อมูลที่คนต้องรู้ก่อนศึกษา พูดคุย หรือตัดสินใจเกี่ยวกับหัวข้อนั้น

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ background information on + หัวข้อ ให้สมบูรณ์: The report provides background ____ the experiment.

ดูคำตอบ

information on

and asked them to rate the likelihood วลี

3:12

และขอให้พวกเขาประเมินความเป็นไปได้

that each side would win.

3:14

ที่แต่ละฝ่ายจะชนะ

วลี

asked them to rate the likelihood: ขอให้พวกเขาประเมินความเป็นไปได้

Ask someone to do something หมายถึงมอบหมายหรือขอให้คนนั้นทำบางอย่าง ในที่นี้ asked them to rate the likelihood หมายถึงนักวิจัยต้องการให้คนเหล่านั้นตัดสินว่าผลลัพธ์หนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด Rate ในที่นี้หมายถึงการกำหนดระดับ คะแนน หรือหมวดหมู่ โดยมักอิงมาตรวัด ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุผลลัพธ์ที่ต้องประเมิน คือโอกาสที่แต่ละฝ่ายจะชนะ ไม่ได้หมายถึงการตั้งราคา

แบบฝึกหัด

งานใดตรงกับ asked them to rate the likelihood มากที่สุด

  1. ตัดสินว่าเหตุการณ์หนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยมักเลือกระดับหรือคะแนน
  2. จำวันที่ที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
  3. พิสูจน์ว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นแล้ว
ดูคำตอบ

ตัดสินว่าเหตุการณ์หนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยมักเลือกระดับหรือคะแนน

They gave each group the same information,

3:16

พวกเขาให้ข้อมูลที่เหมือนกันแก่ทั้งสองกลุ่ม

except that they only told one group ไวยากรณ์

3:19

ยกเว้นเพียงว่าพวกเขาบอกให้กลุ่มเดียวเท่านั้นได้รู้ว่า

who had actually won the war.

3:21

ใครคือผู้ชนะในสงครามจริงๆ

ไวยากรณ์

except that + อนุประโยคสมบูรณ์

Except that ใช้เปิดประเด็นข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างที่ไม่เป็นไปตามข้อความทั่วไปก่อนหน้า ประโยคนี้บอกก่อนว่าทั้งสองกลุ่มได้รับข้อมูลเดียวกัน แล้วจึงระบุความแตกต่างที่ควบคุมไว้เพียงอย่างเดียว คือมีเพียงกลุ่มเดียวที่รู้ว่าใครชนะจริง หลัง except that ใช้อนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยา โครงสร้างนี้จัดข้อมูลในรูปแบบว่าโดยทั่วไปเหมือนกัน ยกเว้นอยู่หนึ่งเรื่อง จึงมีประโยชน์เมื่อต้องเปรียบเทียบหรืออธิบายการทดลอง

แบบฝึกหัด

เติมตัวเชื่อมสองคำที่ใช้เปิดข้อยกเว้นซึ่งเป็นอนุประโยคสมบูรณ์: The two rooms were identical, ____ one had a window.

ดูคำตอบ

except that

The other group didn't know the real-world outcome. การใช้คำ

3:23

ขณะที่อีกกลุ่มไม่ทราบถึงผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง

การใช้คำ

“real-world outcome”: ผลที่เกิดขึ้นจริงในโลกความเป็นจริง

ในที่นี้ “real-world outcome” หมายถึงผลที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การคาดการณ์หรือการประเมินความน่าจะเป็น อีกกลุ่มหนึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายใดชนะจริง “Real-world” เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่ขยาย “outcome” ช่วยแยกผลที่สังเกตได้จริงออกจากผลที่เป็นเพียงสิ่งที่คาดไว้หรืออาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง “real-world outcome” หมายถึงอะไร

  1. ผลที่อาจเกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
  2. ผลที่ผู้คนต้องการให้เกิดขึ้น
  3. ผลที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง
ดูคำตอบ

ผลที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง

In theory, ลำดับความ

3:27

ในทางทฤษฎี

both groups' answers should be similar

3:28

คำตอบของทั้งสองกลุ่มควรจะคล้ายกัน

because the likelihood of each side winning ไวยากรณ์

3:30

เพราะความเป็นไปได้ที่แต่ละฝ่ายจะชนะ

isn't affected by who actually won.

3:32

ไม่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่ชนะจริงๆ

ลำดับความ

“In theory”: ใช้บอกผลที่คาดไว้ก่อนตรวจสอบความเป็นจริง

คำว่า “In theory” ที่ต้นประโยคใช้บอกสิ่งที่เราควรคาดไว้ตามหลักการหรือเหตุผล นั่นคือทั้งสองกลุ่มควรให้คำตอบที่ใกล้เคียงกัน คำนี้ทำให้รู้ว่านี่เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่การรายงานว่าทั้งสองกลุ่มทำอะไรจริง คำเชื่อมความคิดนี้มักช่วยจัดลำดับเหตุผลโดยวางทฤษฎีเทียบกับความเป็นจริง ประโยคต่อมาอาจแสดงให้เห็นว่าผลจริงแตกต่างออกไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่ใช้บอกความคาดหมายในทางทฤษฎี: ____, both batteries should last equally long.

ดูคำตอบ

In theory

ไวยากรณ์

because ... isn't affected by ...: อธิบายว่าเหตุใดผลลัพธ์จึงไม่เปลี่ยนความเป็นไปได้

อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย because บอกเหตุผลว่าทำไมคำตอบของทั้งสองกลุ่มจึงควรคล้ายกัน โครงสร้างหลักคือ X isn't affected by Y หมายความว่า Y ไม่ได้เปลี่ยนหรือมีอิทธิพลต่อ X ในประโยคนี้ X คือโอกาสที่แต่ละฝ่ายจะชนะ และ Y คือข้อเท็จจริงว่าใครชนะจริง การรู้ผลในภายหลังไม่ได้เปลี่ยนโอกาสที่มีอยู่ก่อนจะทราบผล

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายอนุประโยคที่เน้นไว้ได้ดีที่สุด

  1. ผลสุดท้ายไม่ได้เปลี่ยนโอกาสที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น
  2. ผลสุดท้ายเปลี่ยนโอกาสที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น
  3. ทั้งสองฝ่ายจะชนะแน่นอน
ดูคำตอบ

ผลสุดท้ายไม่ได้เปลี่ยนโอกาสที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น

If there's a 20% chance of thunderstorms ไวยากรณ์

3:35

ถ้ามีโอกาส 20% ที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

and a thunderstorm happens,

3:38

และพายุฝนฟ้าคะนองก็เกิดขึ้นจริงๆ

the chance of thunderstorms

3:40

โอกาสที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

doesn't retroactively go up to 100%. การใช้คำ

3:41

จะไม่ได้มีผลย้อนหลังจนเพิ่มขึ้นเป็น 100%

ไวยากรณ์

If there's a 20% chance of thunderstorms: การระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับความน่าจะเป็น

อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขว่ามีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง 20% There's เป็นรูปย่อของ there is และ there is a ... chance of ... เป็นวิธีทั่วไปในการบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งมีความน่าจะเป็นอยู่ระดับหนึ่ง รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ there is + a + เปอร์เซ็นต์ + chance of + คำนามหรือรูป -ing ตัวเลข 20% เป็นค่าประเมินก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าพายุฝนฟ้าคะนองไม่มีทางเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้คำภาษาอังกฤษ 30 percent และ chance ตามรูปแบบการบอกความน่าจะเป็นที่เป็นธรรมชาติ: According to the forecast, there is ____ snow tonight.

ดูคำตอบ

a 30 percent chance of

การใช้คำ

doesn't retroactively go up to 100%: ไม่เขียนค่าความน่าจะเป็นเดิมใหม่หลังรู้ผล

ในที่นี้ retroactively หมายถึง “ภายหลังเหตุการณ์ โดยให้มีผลย้อนกลับไปในอดีต” แม้ต่อมาจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองจริง ผลนั้นก็ไม่ได้ทำให้ค่าพยากรณ์ก่อนหน้านี้กลายเป็น 100% โครงสร้าง doesn't retroactively go up to 100% บอกว่าข้อมูลใหม่ไม่สามารถย้อนกลับไปเขียนค่าความน่าจะเป็นที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ใหม่ได้ แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้เมื่อกล่าวว่ากฎ การตัดสินใจ หรือการประเมินที่เกิดขึ้นภายหลังมีผลต่อช่วงเวลาก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

retroactively ในตัวอย่างหมายถึงอะไร

  1. พายุฝนฟ้าคะนองไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก
  2. ค่าความน่าจะเป็นเป็น 100% มาตั้งแต่แรก
  3. ผลที่เกิดขึ้นภายหลังไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนค่าความน่าจะเป็นก่อนหน้าได้
ดูคำตอบ

ผลที่เกิดขึ้นภายหลังไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนค่าความน่าจะเป็นก่อนหน้าได้

Still, ลำดับความ

3:45

ถึงกระนั้น

the group that knew how the war ended

3:46

กลุ่มที่รู้ว่าสงครามจบลงอย่างไร

rated the winning side as more likely to win วลี

3:48

ก็ยังประเมินว่าฝ่ายที่ชนะมีโอกาสที่จะชนะสูงกว่า

than the group who did not. ไวยากรณ์

3:51

กลุ่มที่ไม่รู้ผลลัพธ์

ลำดับความ

Still, ที่ต้นประโยค: เปลี่ยนไปสู่ผลที่สวนทางกับความคาดหมายก่อนหน้า

เมื่ออยู่ต้นประโยค Still, หมายถึง “ถึงอย่างนั้น” หรือ “แม้จะเป็นเช่นนั้น” คำนี้ยอมรับประเด็นหรือความคาดหมายก่อนหน้า แล้วส่งสัญญาณว่าผลที่ตามมาสวนทางกับสิ่งนั้น ในที่นี้ Still, นำผู้ฟังจากสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามทฤษฎีไปสู่สิ่งที่การทดลองพบจริง เครื่องหมายจุลภาคช่วยบอกว่า Still เป็นคำเชื่อมที่ทำหน้าที่กับทั้งประโยค

แบบฝึกหัด

Still, ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้: “The bus was late. Still, Maya arrived before the meeting began.”

  1. ใช้บอกเหตุผลที่รถบัสมาช้า
  2. ใช้เพื่อนำเสนอผลที่ขัดกับความคาดหมายก่อนหน้า
  3. ใช้บอกว่า Maya มาถึงก่อนที่รถบัสจะมาช้า
ดูคำตอบ

ใช้เพื่อนำเสนอผลที่ขัดกับความคาดหมายก่อนหน้า

วลี

rated the winning side as more likely to win: โครงสร้าง rate X as Y

Rate X as Y หมายถึงการประเมิน X แล้วกำหนดคำตัดสิน Y ให้กับสิ่งนั้น ในที่นี้ X คือ the winning side และ Y คือ more likely to win กล่าวคือ กลุ่มนี้ประเมินโอกาสชนะของฝ่ายที่ชนะในท้ายที่สุดไว้สูงกว่า รูปเปรียบเทียบ more likely ทำงานร่วมกับวลี than ที่ตามมา โดยเปรียบเทียบการประเมินของกลุ่มนี้กับการประเมินของกลุ่มที่ไม่รู้ผลลัพธ์ ไม่ได้เปรียบเทียบสองฝ่ายในสงคราม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ rate X as Y อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อรายงานการประเมิน

  1. They rated the proposal as more likely to succeed.
  2. They rated the proposal to more likely succeed.
  3. They rated as more likely to succeed the proposal.
ดูคำตอบ

They rated the proposal as more likely to succeed.

ไวยากรณ์

than the group who did not: การละกริยาวลีที่ซ้ำกัน

ใน than the group who did not คำว่า did not แทน did not know how the war ended โดยกริยาช่วย did แสดงอดีตกาลและการปฏิเสธ ส่วนกริยาวลี know how the war ended ที่ซ้ำกันถูกละไว้ไม่พูดออกมา ภาษาอังกฤษมักใช้ do, does หรือ did แบบนี้ในการเปรียบเทียบและการแสดงความแตกต่างเมื่อส่วนที่ละไว้นั้นชัดเจน วิธีนี้ช่วยไม่ให้ประโยคยาวต้องพูดกริยาวลีเดิมซ้ำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบด้วยรูปอดีตของ do ตามด้วย not โดยไม่ใช้รูปย่อ: The runners who warmed up finished faster than the runners who ____.

ดูคำตอบ

did not

All of these fallibilities of memory

3:54

ความผิดพลาดของความทรงจำทั้งหมดนี้

can have real-world impacts. วลี

3:56

สามารถส่งผลกระทบต่อโลกแห่งความเป็นจริงได้

วลี

can have real-world impacts: อาจก่อให้เกิดผลที่เกิดขึ้นจริง

have real-world impacts หมายถึงส่งผลต่อชีวิตของผู้คน สถาบัน หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่มีความสำคัญแค่ในทางทฤษฎี ในที่นี้ วลีนี้เปลี่ยนจากการพูดถึงจุดอ่อนของความทรงจำไปสู่การพิจารณาผลที่อาจเกิดขึ้นนอกบริบทการวิจัย กริยาช่วย can แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน คำว่า real-world ขยาย impacts และเน้นผลที่เกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสี่คำจากบทเรียนที่มีความหมายว่า “อาจก่อให้เกิดผลที่เกิดขึ้นจริง” ลงในประโยค: Even a small error in the safety report ____.

ดูคำตอบ

can have real-world impacts

If police interrogations use leading questions การใช้คำ

3:58

หากการสอบสวนของตำรวจใช้คำถามชี้นำ

with eyewitnesses or suspects,

4:01

กับพยานผู้เห็นเหตุการณ์หรือผู้ต้องสงสัย

การใช้คำ

leading questions: คำถามชี้นำที่บอกเป็นนัยถึงคำตอบ

leading question คือคำถามที่ใช้ถ้อยคำเพื่อบอกเป็นนัยถึงคำตอบที่ผู้ถามคาดหวัง หรือชี้นำให้ผู้ตอบเล่าไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ในประโยคนี้ คำดังกล่าวระบุถึงความเสี่ยงในการสอบสวนของตำรวจ เพราะถ้อยคำของคำถามเองอาจมีอิทธิพลต่อสิ่งที่พยานหรือผู้ต้องสงสัยพูด ในที่นี้ leading หมายถึง “ชี้นำ” ไม่ใช่ “สำคัญที่สุด” หรือ “อยู่ข้างหน้า” วลีนี้เป็นศัพท์มาตรฐานในด้านกฎหมาย จิตวิทยา แบบสำรวจ และการสัมภาษณ์

แบบฝึกหัด

คำถามใดเป็น leading question อย่างชัดเจนที่สุด

  1. You saw the red car leave first, didn't you?
  2. Can you describe the vehicles in your own words?
  3. What did you see after the door opened?
ดูคำตอบ

You saw the red car leave first, didn't you?

suggestibility could result in incorrect identifications วลี

4:03

การถูกชักจูงก็อาจส่งผลให้เกิดการระบุตัวตนที่ผิดพลาด

or unreliable confessions.

4:08

หรือคำสารภาพที่เชื่อถือไม่ได้

วลี

could result in + ผลที่อาจเกิดขึ้น

Could result in + นามวลี หมายถึง “อาจทำให้เกิดผลที่ตามมา” ในที่นี้ could แสดงความเป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต ส่วน result in แสดงความสัมพันธ์จากสาเหตุไปสู่ผลลัพธ์ ประโยคนี้ระบุผลที่อาจเกิดขึ้นสองอย่าง ได้แก่ incorrect identifications และ unreliable confessions สำนวนนี้เหมาะสำหรับอธิบายความเสี่ยงโดยไม่ยืนยันว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นทุกครั้ง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ X could result in Y

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย could, result และคำบุพบทที่ถูกต้อง: Skipping the safety check ____ serious damage.

ดูคำตอบ

could result in

Even in the absence of leading questions, วลี

4:10

แม้ในกรณีที่ไม่มีการใช้คำถามชี้นำ

misattribution can lead to inaccurate eyewitness testimony. การใช้คำ

4:13

การเชื่อมโยงข้อมูลผิดๆ ก็อาจนำไปสู่คำให้การของพยานที่ไม่แม่นยำได้

วลี

Even in the absence of + นามวลี

Even in the absence of + นามวลี หมายถึง “แม้ว่าสิ่งหรือเงื่อนไขนั้นจะไม่มีอยู่” Even สร้างความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อแย้ง กล่าวคือ ผู้อ่านอาจคาดว่าการไม่มีเงื่อนไขนั้นจะทำให้ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้น แต่อนุประโยคหลักบอกว่าผลลัพธ์ยังคงเกิดขึ้นได้ ในที่นี้ leading เป็นคำเริ่มต้นของนามวลี leading questions วลีบุพบทที่ต้นประโยคทำหน้าที่กำหนดเงื่อนไขก่อนเสนอใจความหลัก โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ Even in the absence of X, Y can still happen.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการสี่คำที่หมายถึง “แม้ว่าจะไม่มี”: ____ visible smoke, the alarm should be checked.

ดูคำตอบ

Even in the absence of

การใช้คำ

การระบุที่มาผิดอาจทำให้คำให้การของพยานไม่ถูกต้อง

ในที่นี้ misattribution หมายถึงการจำรายละเอียดได้ แต่ระบุว่ารายละเอียดนั้นมาจากแหล่งที่ผิด รูปแบบ X can lead to Y นำเสนอการระบุที่มาผิดว่าเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะทำให้เกิดผลนั้นเสมอไป Inaccurate eyewitness testimony คือคำบอกเล่าของพยานเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเห็นซึ่งมีข้อผิดพลาด ในบริบททางกฎหมายหรือการวิจัยเรื่องความจำ ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าความผิดพลาดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของความจำอาจกระทบต่อหลักฐานจากพยานได้อย่างไร โดย inaccurate ไม่ได้หมายความในตัวเองว่าพยานกำลังโกหก

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายประโยคนี้ได้ดีที่สุด

  1. การระบุที่มาผิดทำให้คำให้การของพยานทั้งหมดใช้ในศาลไม่ได้
  2. ความผิดพลาดเกี่ยวกับที่มาของความจำอาจทำให้คำบอกเล่าของพยานมีข้อมูลผิดพลาด
  3. พยานทุกคนที่ให้การไม่ถูกต้องกำลังโกหกโดยเจตนา
ดูคำตอบ

ความผิดพลาดเกี่ยวกับที่มาของความจำอาจทำให้คำบอกเล่าของพยานมีข้อมูลผิดพลาด

In a courtroom,

4:17

ในห้องพิจารณาคดี

if a judge rules a piece of evidence inadmissible การใช้คำ

4:18

หากผู้พิพากษาตัดสินว่าพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งไม่สามารถยอมรับได้

and tells jurors to disregard it, การใช้คำ

4:21

และสั่งให้ลูกขุนเพิกเฉยต่อหลักฐานชิ้นนั้น

การใช้คำ

tell jurors to disregard it: สั่งคณะลูกขุนไม่ให้พิจารณาหลักฐาน

ในสำนวนที่ใช้ในศาลนี้ tell someone to do something เป็นโครงสร้างสำหรับออกคำสั่งหรือให้คำแนะนำ กล่าวคือ คณะลูกขุนได้รับคำสั่งให้ disregard it คำว่า disregard หมายถึงการจงใจไม่นำข้อมูลบางอย่างมาพิจารณา ดังนั้นคณะลูกขุนจึงไม่ควรใช้หลักฐานหรือข้อมูลนั้นในการตัดสินใจ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องลบสิ่งนั้นออกจากความทรงจำอย่างสิ้นเชิง แนวคิดที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือการถือว่าข้อมูลนั้นไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ควรใช้ประกอบการตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

ในบริบทของศาล tells jurors to disregard it หมายความว่าอย่างไร?

  1. สั่งให้คณะลูกขุนจำทุกรายละเอียด
  2. ขอให้คณะลูกขุนอภิปรายข้อมูลนั้นต่อสาธารณะ
  3. สั่งคณะลูกขุนว่าอย่านำข้อมูลนั้นมาพิจารณา
ดูคำตอบ

สั่งคณะลูกขุนว่าอย่านำข้อมูลนั้นมาพิจารณา

they may not be able to do so. ไวยากรณ์

4:24

พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

การใช้คำ

วินิจฉัยว่าหลักฐานชิ้นหนึ่งรับฟังไม่ได้

ในที่นี้ rule เป็นคำกริยาทางกฎหมายที่หมายถึงการตัดสินอย่างเป็นทางการ โครงสร้างคือ rule + กรรม + ส่วนเติมเต็มที่เป็นคำคุณศัพท์ โดย a piece of evidence เป็นกรรม และ inadmissible ระบุสถานะทางกฎหมายที่ผู้พิพากษากำหนดให้หลักฐานนั้น หากหลักฐานเป็น inadmissible หลักฐานนั้นจะนำเสนอหรือพิจารณาเป็นพยานหลักฐานตามกฎที่ใช้บังคับไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักฐานนั้นเป็นของปลอมหรือไม่สำคัญเสมอไป และอธิบายได้ว่าทำไมคณะลูกขุนจึงถูกสั่งให้ไม่นำหลักฐานนั้นมาพิจารณา

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ rules a piece of evidence inadmissible หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้พิพากษาเขียนกฎใหม่เพื่ออธิบายว่าทำไมหลักฐานนั้นจึงถูกต้อง
  2. ผู้พิพากษาพิสูจน์ว่าหลักฐานนั้นถูกแต่งขึ้น
  3. ผู้พิพากษาตัดสินอย่างเป็นทางการว่าไม่อาจพิจารณาหลักฐานนั้นได้ตามกฎว่าด้วยพยานหลักฐาน
ดูคำตอบ

ผู้พิพากษาตัดสินอย่างเป็นทางการว่าไม่อาจพิจารณาหลักฐานนั้นได้ตามกฎว่าด้วยพยานหลักฐาน

ไวยากรณ์

may not be able to do so: ใช้ do so ย้อนอ้างถึงการกระทำก่อนหน้า

do so ใช้แทนการกระทำที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ใช้แทน disregard it จึงช่วยให้ประโยคไม่ต้องกล่าววลีกริยาเดิมซ้ำ may not be able to แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน กล่าวคือ คณะลูกขุนอาจไม่สามารถทำการกระทำนั้นได้ เมื่อการกระทำก่อนหน้าชัดเจน do so สามารถใช้ย้อนอ้างถึงการกระทำนั้นได้อย่างกระชับและค่อนข้างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The jurors were told to disregard the comment, but they may not be able to do so. do so ใช้แทนการกระทำใด?

  1. tell the jurors
  2. hear the verdict
  3. disregard the comment
ดูคำตอบ

disregard the comment

In a medical setting, ลำดับความ

4:26

ในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์

ลำดับความ

In a medical setting ในฐานะกรอบบอกบริบท

In a medical setting เป็นคำบอกบริบทที่วางไว้ต้นประโยค โดยบอกผู้อ่านให้ตีความเนื้อหาที่ตามมาในขอบเขตการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เป็นข้อความทั่วไป ผู้เขียนใช้รูปแบบ In a/an ... setting เพื่อจัดระเบียบข้อมูล โดยระบุขอบเขตก่อน แล้วจึงยกตัวอย่างหรือให้คำอธิบายจากขอบเขตนั้น ในที่นี้วลีนี้ส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนไปสู่ตัวอย่างทางการแพทย์

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของ In a medical setting ในข้อความนี้คืออะไร

  1. อธิบายวิธีปรับอุปกรณ์ทางการแพทย์
  2. ประกาศข้อสรุปสุดท้ายของเนื้อหา
  3. กำหนดกรอบให้ข้อความถัดไปใช้กับบริบททางการแพทย์
ดูคำตอบ

กำหนดกรอบให้ข้อความถัดไปใช้กับบริบททางการแพทย์

if a patient seeks a second opinion การใช้คำ

4:27

หากผู้ป่วยต้องการขอความเห็นที่สอง

การใช้คำ

patient seeks a second opinion: การขอให้ตรวจสอบทางการแพทย์อย่างเป็นอิสระ

ใน patient seeks a second opinion นั้น seek a second opinion เป็นสำนวนที่ใช้กันเป็นมาตรฐาน หมายถึงการขอให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติอีกคนหนึ่ง ซึ่งมักเป็นแพทย์อีกคน ตรวจสอบการวินิจฉัยหรือแผนการรักษาอย่างเป็นอิสระหลังจากได้รับความเห็นแรกแล้ว โครงสร้างคือ seek + a second opinion ในที่นี้ second opinion หมายถึงการประเมินเพิ่มเติมอย่างเป็นอิสระจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงการที่ใครสักคนเปลี่ยนใจหรือคิดซ้ำอีกครั้งแบบไม่เป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย seek และสำนวนมาตรฐานที่หมายถึงการขอการประเมินอย่างเป็นอิสระจากผู้เชี่ยวชาญอีกคน: Before starting treatment, Luis decided to ____.

ดูคำตอบ

seek a second opinion

and the second physician is aware of the first one's diagnosis, วลี

4:29

และแพทย์คนที่สองทราบถึงผลการวินิจฉัยของแพทย์คนแรก

วลี

is aware of the first one's diagnosis: be aware of + คำนาม

Be aware of something หมายถึง “รู้เกี่ยวกับบางสิ่ง” หรือ “ตระหนักว่าสิ่งนั้นมีอยู่” ในที่นี้ is aware of บอกว่าแพทย์คนที่สองรู้ผลวินิจฉัยก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อข้างหลังเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนาม บุพบท of เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนี้ the first one's diagnosis ใช้ one แทน physician และใช้ 's แสดงความเป็นเจ้าของ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ผลวินิจฉัยที่แพทย์คนแรกเป็นผู้ให้”

แบบฝึกหัด

เติมข้อความแจ้งข้อมูลเชิงวิชาชีพด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ทราบเกี่ยวกับ”: The new doctor ____ the patient's allergy.

ดูคำตอบ

is aware of

that knowledge may bias their conclusion. การใช้คำ

4:33

ข้อมูลนั้นก็อาจทำให้ข้อสรุปของพวกเขาลำเอียงได้

การใช้คำ

that knowledge may bias their conclusion: การใช้ bias เป็นกริยา

Bias ในที่นี้เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม โดย that knowledge คือปัจจัยที่ส่งอิทธิพล และ their conclusion คือสิ่งที่อาจได้รับอิทธิพล To bias a conclusion หมายถึงการผลักการตัดสินไปในทิศทางหนึ่ง จนอาจมีความเป็นกลางน้อยลง May แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน ประโยคนี้เตือนถึงอิทธิพลที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้บอกว่าข้อสรุปนั้นผิดอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ bias เป็นกริยาแบบกระทำและใช้ข้อมูลที่ส่งอิทธิพลเป็นประธาน?

  1. Prior knowledge may bias the judge's decision.
  2. The judge's decision may be biased by prior knowledge.
  3. Prior knowledge may change the judge's decision.
ดูคำตอบ

Prior knowledge may bias the judge's decision.

Our memories are not ironclad representations of reality, สำนวน

4:37

ความทรงจำของเราไม่ใช่ภาพแทนความเป็นจริงที่ตายตัว

but subjective perceptions.

4:41

แต่เป็นการรับรู้ที่มีความเป็นอัตวิสัย

สำนวน

not ironclad representations ... but subjective perceptions: ไม่ใช่ภาพแทนที่เชื่อถือได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง แต่เป็นการรับรู้แบบอัตวิสัย

ในประโยคนี้ ironclad เป็นคำเปรียบเทียบที่หมายถึงมั่นคง แน่นอน หรือโต้แย้งไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ironclad representation of reality จึงหมายถึงสำเนาของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงซึ่งเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ แต่ประโยคนี้บอกว่าความทรงจำไม่ใช่สิ่งนั้น โครงสร้าง not A, but B ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งแล้วแทนที่ด้วยอีกคำอธิบายหนึ่ง ในที่นี้ ผู้พูดชวนให้เลิกมองความทรงจำเป็นบันทึกที่เป็นกลาง และมองว่าเป็นการรับรู้ที่ได้รับอิทธิพลจากผู้จดจำ

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับการเปรียบต่างที่เน้นไว้ในประโยคมากที่สุด

  1. ความทรงจำเป็นบันทึกทางกายภาพที่ได้รับการปกป้องด้วยเหล็ก
  2. ความทรงจำเป็นการรับรู้ส่วนบุคคล ไม่ใช่สำเนาความเป็นจริงที่มั่นคงและเชื่อถือได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง
  3. ความทรงจำเป็นสำเนาความเป็นจริงที่เชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

ความทรงจำเป็นการรับรู้ส่วนบุคคล ไม่ใช่สำเนาความเป็นจริงที่มั่นคงและเชื่อถือได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง

And there's not necessarily anything wrong with that. น้ำเสียง/เจตนา

4:43

และนั่นก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องผิดเสมอไป

น้ำเสียง/เจตนา

there's not necessarily anything wrong with that: ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีอะไรผิดเสมอไป

not necessarily หมายความว่าข้อสรุปหนึ่งยังไม่แน่นอน หรือไม่ได้ตามมาจากข้อมูลก่อนหน้าโดยอัตโนมัติ ประโยคนี้ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเลย แต่บอกว่าไม่ควรตัดสินว่าสถานการณ์นั้นผิดเพียงเพราะข้อเท็จจริงที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คำที่ช่วยลดความหนักแน่นนี้ทำให้ข้อสรุปนุ่มนวลขึ้น หลังจากอธิบายว่าความทรงจำเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้พูดยังเปิดโอกาสให้มีความเป็นไปได้อื่น แทนที่จะตัดสินว่าความเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นข้อเสียอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ไม่แน่นอนเสมอไป”: A different answer is ____ wrong.

ดูคำตอบ

not necessarily

The problems arise when we treat memory as fact, ลำดับความ

4:46

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราปฏิบัติต่อความทรงจำราวกับเป็นข้อเท็จจริง

ลำดับความ

The problems arise when...: ระบุเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหา

กรอบ The problems arise when... จะกล่าวถึงปัญหาก่อน แล้วใช้อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when เพื่อชี้เงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาปรากฏขึ้น ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้บอกว่าความทรงจำเป็นปัญหาโดยตัวมันเองเสมอไป แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อความทรงจำถูกมองเป็นข้อเท็จจริง ใช้รูปแบบนี้เพื่อแยกสิ่งหนึ่งหรือสถานการณ์หนึ่งออกจากวิธีที่คนจัดการกับมัน รูปแบบนี้ช่วยให้กล่าวได้อย่างแม่นยำว่า X กลายเป็นปัญหาภายใต้เงื่อนไข Y

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้เน้นอะไรเป็นหลัก

  1. ความทรงจำเป็นปัญหาเสมอไม่ว่าจะใช้อย่างไร
  2. เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดปัญหาคือการปฏิบัติต่อความทรงจำราวกับเป็นข้อเท็จจริง
  3. ข้อเท็จจริงทุกอย่างมาจากความทรงจำ
ดูคำตอบ

เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดปัญหาคือการปฏิบัติต่อความทรงจำราวกับเป็นข้อเท็จจริง

rather than accepting this fundamental truth โน้ต

4:50

แทนที่จะยอมรับความจริงพื้นฐานนี้

about the nature of our recollections.

4:53

เกี่ยวกับธรรมชาติของความทรงจำของเรา

ไวยากรณ์

rather than accepting: เปรียบเทียบการกระทำสองอย่าง

rather than accepting ใช้เสนอการกระทำที่ไม่ได้เลือก นั่นคือการยอมรับความจริงนี้ โดยนำการกระทำนั้นไปเปรียบกับ treat memory as fact จึงทำให้เห็นวิธีตอบสนองสองแบบที่ต่างกัน ในที่นี้ rather than ตามด้วย accepting ซึ่งเป็นรูป -ing รูปแบบ rather than + -ing มีประโยชน์เมื่อเสนอทางเลือกที่สองในฐานะกิจกรรมหรือวิธีปฏิบัติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย rather than และรูป -ing ของ accept: Maya checked the evidence ____ the first explanation.

ดูคำตอบ

rather than accepting

การใช้คำ

ข้อเท็จจริงพื้นฐานนี้เกี่ยวกับธรรมชาติของความทรงจำของเรา

ในวลีนี้ the nature of our recollections หมายถึงลักษณะพื้นฐานของความทรงจำของเรา คือความทรงจำเป็นอย่างไรและทำงานอย่างไร ในที่นี้ nature หมายถึง “คุณลักษณะสำคัญ” ไม่ใช่โลกธรรมชาติ ส่วน recollections เป็นคำที่เป็นทางการกว่า memories และใช้เรียกสิ่งที่เราจำได้ this fundamental truth นำเสนอข้อค้นพบก่อนหน้านี้ว่าเป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับความทรงจำที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นวลีนี้จึงพาเนื้อหาจากหลักฐานเฉพาะไปสู่ข้อสรุปทั่วไป

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง the nature of our recollections หมายถึงอะไร

  1. รายการความทรงจำที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
  2. ลักษณะพื้นฐานของวิธีที่ความทรงจำของเราทำงาน
  3. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติรอบเหตุการณ์ที่จำได้
ดูคำตอบ

ลักษณะพื้นฐานของวิธีที่ความทรงจำของเราทำงาน

If you want to understand

4:56

หากคุณต้องการทำความเข้าใจ

how exactly memories are formed,

4:57

ว่าความทรงจำก่อตัวขึ้นได้อย่างไรกันแน่

check out this video.

5:00

ลองดูวิดีโอนี้

Or keep exploring the subject of our fallible memories

5:01

หรือสำรวจเรื่องราวความทรงจำที่อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ของเราต่อไป

with this video on why some of them seem to just get lost. สำนวน

5:05

ผ่านวิดีโอนี้ที่อธิบายว่าทำไมความทรงจำบางเรื่องถึงดูเหมือนจะสูญหายไป

สำนวน

ความทรงจำบางส่วนดูเหมือนจะหายไปเฉย ๆ

some of them ย้อนกลับไปหมายถึงบางส่วนของ our fallible memories ในที่นี้ get lost เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ คือความทรงจำเหล่านั้นดูเหมือนจะหลุดออกไปจนเข้าถึงไม่ได้หรือจำได้ยากขึ้น ไม่ได้หลงทางจริง ๆ แบบคน seem to เว้นพื้นที่ให้กับความไม่แน่นอน ส่วน just เพิ่มความรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นเฉย ๆ หรือโดยไม่มีเหตุผลที่เห็นชัด ถ้อยคำนี้ทำให้การลืมดูคล้ายกับความทรงจำที่เดินจากไป

แบบฝึกหัด

some of them seem to just get lost ในตัวอย่างนี้หมายถึงอะไร

  1. คนบางคนดูเหมือนจะหาทางไม่เจอ
  2. ความทรงจำบางส่วนดูเหมือนจะเดินทางไปยังสถานที่จริงอีกแห่งหนึ่ง
  3. ความทรงจำบางส่วนดูเหมือนจะหายไปหรือจำได้ยากขึ้น
ดูคำตอบ

ความทรงจำบางส่วนดูเหมือนจะหายไปหรือจำได้ยากขึ้น