ทำไมชาวกรีกโบราณถึงมองไม่เห็นสีน้ำเงิน: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
1,271 คำ 198 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: วิดีโอนี้สำรวจว่าเหตุใดคำที่หมายถึง “สีน้ำเงิน” จึงปรากฏช้าในหลายภาษา และใช้ข้อความโบราณ การสร้างสี และตัวอย่างข้ามวัฒนธรรมเพื่ออธิบายว่าชื่อสีอาจมีผลต่อความเร็วในการสังเกตความแตกต่าง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “wine dark.” — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจคำบรรยายทะเลที่แปลกจากโฮเมอร์โดยไม่เอาหมวดสีสมัยใหม่ไปครอบข้อความโบราณ 2. “On the contrary,” — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ใช้คำเชื่อมนี้เพื่อหักล้างความคาดหมายก่อนหน้าโดยตรง ไม่ใช่เพียงเพิ่มอีกทางเลือกหนึ่ง 3. “pick up on” — กริยาวลี: เข้าใจและใช้ในความหมายว่าค่อย ๆ สังเกตเห็นหมวดหมู่ รูปแบบ เบาะแส หรือความแตกต่างเล็กน้อย ไม่ใช่การยกสิ่งของขึ้นจริง ๆ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Why is the sky blue?

0:00

ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า?

It's one of the most common questions asked by both kids and adults, ไวยากรณ์

0:01

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถามกันบ่อยที่สุด

ไวยากรณ์

one of the most common questions: สมาชิกหนึ่งหน่วยในกลุ่มที่บรรยายด้วยขั้นสูงสุด

โครงสร้าง one of the most + คำนามพหูพจน์ ใช้เลือกสมาชิกหนึ่งหน่วยจากกลุ่มที่บรรยายด้วยรูปขั้นสูงสุด ในที่นี้ one เลือกคำถามหนึ่งข้อจากกลุ่ม the most common questions เนื่องจากคำหลักของวลีคือ one วลีทั้งหมดจึงเป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ ดังนั้น It's จึงถูกต้อง ส่วนคำนามหลัง one of ยังคงเป็นพหูพจน์ คือ questions ไม่ใช่ question

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้: This is ____ customers ask.

ดูคำตอบ

one of the most common questions

unless you're from ancient Greece. ไวยากรณ์

0:05

เว้นแต่ว่าคุณจะมาจากกรีกโบราณ

ไวยากรณ์

unless: การระบุเงื่อนไขที่เป็นข้อยกเว้น

unless ใช้ระบุเงื่อนไขที่ทำให้ข้อความในประโยคหลักไม่เป็นจริง โดยมักเข้าใจได้ว่าเป็น except if หรือ if ... not กล่าวคือ ข้อความหลักเป็นจริงเมื่อเงื่อนไขหลัง unless ไม่เป็นจริง ในที่นี้ ผู้พูดยกกรีกโบราณเป็นข้อยกเว้นที่คาดไม่ถึงจากคำกล่าวกว้าง ๆ เกี่ยวกับเด็กและผู้ใหญ่ การวางข้อยกเว้นไว้หลังคำกล่าวทำให้เกิดจังหวะพลิกแบบขบขัน

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: หากต้องการสื่อว่า "I will go if it does not rain," ประโยค "I will go unless it doesn't rain" ถูกต้องหรือไม่?

  1. ใช่
  2. ไม่ใช่
ดูคำตอบ

ไม่ใช่

I know, I know, น้ำเสียง/เจตนา

0:07

รู้แล้วน่า รู้แล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

I know, I know เพื่อยอมรับปฏิกิริยาของคู่สนทนาล่วงหน้า

ในที่นี้ การพูด I know ซ้ำไม่ได้มีหน้าที่หลักเพื่อบอกว่าผู้พูดรู้ข้อมูลบางอย่าง แต่เป็นการคาดและยอมรับปฏิกิริยาที่เห็นได้ชัดของผู้ฟังล่วงหน้า ผู้พูดเข้าใจอยู่แล้วว่าเหตุใดข้อความถัดไปจึงอาจดูน่าประหลาดใจหรือยอมรับได้ยาก นี่เป็นวิธีทำให้น้ำเสียงนุ่มนวลลงก่อนเสนอประเด็นที่ขัดกับความคาดหมาย โดยสื่อคร่าว ๆ ว่า “ฉันรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร” แสดงความเข้าใจมุมมองของผู้ฟังโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ การพูด “I know, I know” ซ้ำมีหน้าที่หลักอะไร?

  1. บอกว่าผู้พูดเห็นด้วยอย่างสมบูรณ์กับความคิดเห็นที่ผู้ฟังไม่ได้พูดออกมา
  2. ยอมรับปฏิกิริยาที่ผู้ฟังน่าจะมีก่อนนำเสนอข้อมูลที่น่าประหลาดใจ
  3. ขอให้ผู้ฟังยืนยันว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่
  4. อ้างว่าผู้พูดจำข้อเท็จจริงทุกอย่างที่กำลังพูดถึงได้
ดูคำตอบ

ยอมรับปฏิกิริยาที่ผู้ฟังน่าจะมีก่อนนำเสนอข้อมูลที่น่าประหลาดใจ

you'd think the country that is now ubiquitously known น้ำเสียง/เจตนา

0:08

คุณคงคิดว่าประเทศซึ่งทุกวันนี้ขึ้นชื่อไปทั่ว

for beautiful blue rooftops,

0:10

เรื่องหลังคาสีน้ำเงินแสนสวย

crystal blue waters,

0:12

ผืนน้ำสีฟ้าใสราวคริสตัล

and a blue flag would have a longer history with the color.

0:13

และธงสีน้ำเงิน น่าจะมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับสีนี้มายาวนานกว่านี้

น้ำเสียง/เจตนา

you'd think: ความคาดหมายที่สมเหตุสมผลแต่ถูกความจริงหักล้าง

ในที่นี้ you'd think หมายถึง “คุณก็น่าจะคาดอย่างสมเหตุสมผล” Would แสดงการอนุมานจากหลักฐานที่มองเห็นได้ กล่าวคือ ประเทศที่เชื่อมโยงกับสีฟ้าอย่างเด่นชัดดูน่าจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานกับสีนี้ ในรูปย่อนี้ 'd ย่อมาจาก would ไม่ใช่ had เพราะตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน think วลีนี้มักเตรียมเข้าสู่การหักมุม ความคาดหมายฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผู้พูดกำลังส่งสัญญาณว่าข้อเท็จจริงแตกต่างออกไป นี่เป็นข้อความที่บอกว่าคนทั่วไปน่าจะคาดอะไรโดยธรรมชาติ ไม่ใช่คำถามว่าผู้ฟังเคยคิดเรื่องนี้หรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อของ “you would think”: With five buses an hour, ____ the wait would be short, but it isn't.

ดูคำตอบ

you'd think

But if you were to read Homer, โน้ต

0:17

แต่ถ้าคุณได้อ่านงานของโฮเมอร์

uh not that one,

0:19

เอ่อ ไม่ใช่คนนั้นนะ

the famous ancient Greek writer from the 8th century BC,

0:20

นักเขียนกรีกโบราณผู้โด่งดังจากศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล

you'd notice that the word blue isn't mentioned once

0:23

คุณจะสังเกตว่าไม่มีการกล่าวถึงคำว่า “สีน้ำเงิน” เลยแม้แต่ครั้งเดียว

through thousands of pages of the Iliad and the Odyssey.

0:26

ตลอดหลายพันหน้าของมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีย์

ไวยากรณ์

If you were to ... you'd notice: กรอบสมมติที่เว้นระยะ

“If you were to read ...” ตั้งการกระทำที่จงใจให้จินตนาการขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต were to ทำให้เงื่อนไขฟังดูห่างออกไปเล็กน้อยหรือเป็นการชวนสำรวจความเป็นไปได้ “you’d notice ...” บอกผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ โดย you’d ในที่นี้หมายถึง you would คำอธิบายยาวเกี่ยวกับ Homer แทรกอยู่ภายในเงื่อนไข แต่โครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็น If + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน, ประธาน + would + กริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้ชวนผู้ฟังพิจารณาหลักฐานโดยไม่สั่งให้อ่านโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้กรอบสมมติ were to ... would: If you ____ read the full report, you ____ notice the same pattern.

ดูคำตอบ

were to · would

วัฒนธรรม

Homer, uh not that one: คำแทรกเพื่อแยกบุคคลด้วยมุกวัฒนธรรมสมัยนิยม

ในที่นี้ Homer ตอนแรกหมายถึงนักเขียนกรีกโบราณ แต่ “uh not that one” คาดไว้ก่อนว่าผู้ฟังจำนวนมากอาจนึกถึง Homer Simpson ตัวละครจากวัฒนธรรมสมัยนิยมยุคใหม่ก่อน คำอธิบายต่อมาว่า “the famous ancient Greek writer from the 8th century BC” จึงระบุว่า Homer คนใดคือผู้ที่ตั้งใจกล่าวถึง คำแทรกนี้สร้างอารมณ์ขันด้วยการยอมรับความเชื่อมโยงร่วมที่ผิดอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงพาผู้ฟังกลับไปยังบุคคลที่ถูกต้อง one ใช้แทน “คนที่ชื่อ Homer” ส่วน not that one ตัดออกเฉพาะคนชื่อเหมือนที่ไม่ได้หมายถึง ไม่ได้ปฏิเสธชื่อ Homer เอง

แบบฝึกหัด

“not that one” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. บอกว่าไม่ได้กำลังพูดถึงใครที่ชื่อ Homer เลย
  2. ตัด Homer จากวัฒนธรรมสมัยนิยมยุคใหม่ที่ผู้ฟังอาจนึกถึงออก
  3. เปลี่ยน Homer เป็นชื่อมหากาพย์กรีก
ดูคำตอบ

ตัด Homer จากวัฒนธรรมสมัยนิยมยุคใหม่ที่ผู้ฟังอาจนึกถึงออก

Black is mentioned 170 times,

0:30

มีการกล่าวถึงสีดำ 170 ครั้ง

white 100,

0:32

สีขาว 100 ครั้ง

red 13 times,

0:34

สีแดง 13 ครั้ง

yellow and green each around 10,

0:35

สีเหลืองกับสีเขียวอย่างละประมาณ 10 ครั้ง

but blue never appears.

0:37

แต่สีน้ำเงินไม่ปรากฏเลย

What's weirder is that Homer describes things that we would normally call blue, ลำดับความ

0:39

ที่แปลกยิ่งกว่าคือ โฮเมอร์บรรยายสิ่งที่ปกติเราจะเรียกว่าเป็นสีน้ำเงิน

like the ocean,

0:43

อย่างมหาสมุทร

as wine dark. วัฒนธรรม

0:45

ว่ามีสีเข้มดุจไวน์

ลำดับความ

ใช้ What's weirder is that ... เพื่อเกริ่นข้อเท็จจริงที่แปลกยิ่งกว่า

ใน “What's weirder is that ...” คำว่า what's ย่อมาจาก what is อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย what ทั้งส่วน “what's weirder” ทำหน้าที่เป็นประธาน ดังนั้นประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม โครงสร้างนี้ย้อนกลับไปยังข้อเท็จจริงที่แปลกอยู่แล้ว ก่อนจะนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ที่แปลกยิ่งกว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าความประหลาดใจเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้ฟังติดตามขั้นต่อไปของเหตุผลได้

แบบฝึกหัด

คุณได้บรรยายข้อเท็จจริงแปลก ๆ ไปแล้วหนึ่งอย่าง ข้อใดเป็นคำขึ้นต้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเติมข้อความต่อไปนี้? “The footprints stopped in the middle of the room. ___ nobody had entered through the door.”

  1. What's weirder is that
  2. How weird is that?
  3. What's weird?
ดูคำตอบ

What's weirder is that

วัฒนธรรม

wine dark ในฐานะคำบรรยายสีแบบโฮเมอร์

ในที่นี้ “wine dark” เป็นคำบรรยายสีเชิงวรรณกรรมที่เชื่อมลักษณะของทะเลเข้ากับไวน์สีเข้ม ไม่ได้หมายความว่าทะเลมีไวน์อยู่หรือทำจากไวน์ และไม่ได้ระบุเฉดสีสมัยใหม่ที่แน่นอนเพียงสีเดียว ถ้อยคำนี้อ้างถึงวิธีบรรยายทะเลแบบโบราณของโฮเมอร์ ในการให้เหตุผลนี้ คำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าข้อความหนึ่งอาจจัดระบบและบรรยายสีต่างจากภาษาอังกฤษสมัยใหม่ แต่ตัวคำเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้คนมองไม่เห็นสีน้ำเงิน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ wine dark สื่ออะไรเกี่ยวกับมหาสมุทร?

  1. ภาพสีเชิงกวีที่เปรียบลักษณะของทะเลกับไวน์สีเข้ม
  2. ชื่อทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่แม่นยำของสีน้ำเงิน
  3. มหาสมุทรทำจากไวน์
ดูคำตอบ

ภาพสีเชิงกวีที่เปรียบลักษณะของทะเลกับไวน์สีเข้ม

He even calls honey green and sheep violet.

0:46

เขาถึงกับเรียกน้ำผึ้งว่าสีเขียว และเรียกแกะว่าสีม่วง

For a while,

0:49

อยู่ช่วงหนึ่ง

some suggested that maybe the ancient Greeks just saw colors different than we do,

0:49

บางคนเสนอว่า ชาวกรีกโบราณอาจมองเห็นสีต่างจากเรา

or maybe they were all colorblind.

0:53

หรือบางทีพวกเขาอาจตาบอดสีกันทั้งหมด

But we now know that color vision developed around 30 million years ago,

0:55

แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ความสามารถในการมองเห็นสีวิวัฒนาการขึ้นเมื่อราว 30 ล้านปีก่อน

so that's not it. น้ำเสียง/เจตนา

0:58

เรื่องนั้นจึงไม่ใช่คำตอบ

น้ำเสียง/เจตนา

that's not it: การตัดคำอธิบายหนึ่งออก

ในประโยคนี้ “that's not it” หมายถึง “นั่นไม่ใช่คำอธิบายที่ถูกต้อง” “That” ย้อนกลับไปถึงแนวคิดที่เพิ่งพูดถึง ส่วน “it” แทนคำตอบ สาเหตุ หรือคำอธิบายสำคัญที่กำลังค้นหา ใช้รูปแบบนี้เมื่อหลักฐานใหม่ช่วยตัดความเป็นไปได้ข้อหนึ่งออก และยังต้องค้นหาคำตอบที่แท้จริงต่อไป

แบบฝึกหัด

อ่านสถานการณ์นี้: “We thought the missing file was in the trash, but the trash is empty. That's not it.” “That's not it” หมายความว่าอย่างไร

  1. ไฟล์อยู่ในถังขยะอย่างแน่นอน
  2. ถังขยะไม่ใช่คำอธิบายที่ถูกต้องว่าไฟล์หายไปไหน
  3. ถังขยะไม่ใช่สิ่งของที่มีอยู่จริง
ดูคำตอบ

ถังขยะไม่ใช่คำอธิบายที่ถูกต้องว่าไฟล์หายไปไหน

It gets even crazier.

1:00

เรื่องนี้ยิ่งเหลือเชื่อเข้าไปอีก

As historians and researchers began looking into other ancient civilizations, กริยาวลี

1:01

เมื่อนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยเริ่มศึกษาอารยธรรมโบราณอื่น ๆ

they realized the same thing.

1:05

พวกเขาก็พบสิ่งเดียวกัน

กริยาวลี

looking into: การตรวจสอบบางสิ่ง

“looking into” ในที่นี้หมายถึงการตรวจสอบหรือศึกษาบางสิ่งอย่างละเอียด นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยกำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณอื่น ๆ ไม่ได้มองเข้าไปข้างในสถานที่จริง กริยาวลี “look into” ตามด้วยหัวข้อ เหตุการณ์ หรือปัญหาที่กำลังตรวจสอบ เช่น look into a complaint, look into what happened หรือ look into a historical question

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ตรวจสอบ”: The technician promised to ____ the repeated error.

ดูคำตอบ

look into

Almost none of them used the word blue.

1:07

แทบไม่มีอารยธรรมไหนใช้คำว่า “สีน้ำเงิน”

From Icelandic texts to ancient Indian epics

1:10

ตั้งแต่งานเขียนจากไอซ์แลนด์ ไปจนถึงมหากาพย์อินเดียโบราณ

dating to about four millennia ago,

1:13

ที่มีอายุย้อนกลับไปราวสี่พันปี

to ancient Chinese writings,

1:15

รวมถึงงานเขียนจีนโบราณ

and even the original Hebrew Bible,

1:17

และแม้แต่คัมภีร์ไบเบิลภาษาฮีบรูฉบับดั้งเดิม

all of them fail to mention blue once,

1:19

ทุกแหล่งล้วนไม่กล่าวถึงสีน้ำเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว

while all of them mention black, white, and red,

1:22

ขณะที่ทุกแหล่งกล่าวถึงสีดำ สีขาว และสีแดง

and many, the Bible included,

1:25

และหลายแหล่ง รวมทั้งคัมภีร์ไบเบิล

also mention green and yellow.

1:27

ยังกล่าวถึงสีเขียวและสีเหลืองด้วย

Again, it's not like they don't talk about things that we would call blue. น้ำเสียง/เจตนา

1:28

ย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่พูดถึงสิ่งที่เราเรียกว่าสีน้ำเงิน

น้ำเสียง/เจตนา

it's not like + อนุประโยค

ในที่นี้ it's not like ใช้แก้ความเข้าใจที่อาจเหมารวมเกินไปอย่างนุ่มนวล ผู้พูดปฏิเสธข้อกล่าวในอนุประโยค กล่าวคือ การบอกว่าข้อความโบราณไม่พูดถึงสิ่งที่เราเรียกว่าสีน้ำเงินเลยนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากอนุประโยคซ้อนอยู่ในรูปปฏิเสธ คำปฏิเสธสองชั้นจึงทำงานคนละระดับ It's not like [they don't talk about them] หมายความว่าอย่างน้อยพวกเขาก็พูดถึงเรื่องเหล่านั้นอยู่บ้าง ผู้พูดกำลังปรับข้อสรุปให้แม่นยำขึ้น ไม่ได้เปรียบเทียบว่าสองสิ่งคล้ายกัน

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: It's not like Maya never helps; she covered my shift yesterday. ผู้พูดกำลังแก้ข้อกล่าวใด?

  1. ข้อกล่าวที่ว่า Maya ไม่เคยช่วยเลย โดยผู้พูดเห็นว่าข้อกล่าวนี้เหมารวมเกินไป
  2. ข้อกล่าวที่ว่า Maya เคยทำงานแทน โดยผู้พูดบอกว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น
  3. แนวคิดที่ว่า Maya ช่วยในแบบที่คล้ายกับคนอื่น
ดูคำตอบ

ข้อกล่าวที่ว่า Maya ไม่เคยช่วยเลย โดยผู้พูดเห็นว่าข้อกล่าวนี้เหมารวมเกินไป

They describe the ocean as wide, stormy, silent,

1:32

พวกเขาบรรยายมหาสมุทรว่ากว้างใหญ่ มีพายุ และเงียบสงบ

but never blue.

1:35

แต่ไม่เคยบอกว่าเป็นสีน้ำเงิน

It wasn't until the mid-1800s ไวยากรณ์

1:37

จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

that linguists began to analyze the history of languages

1:39

นักภาษาศาสตร์จึงเริ่มวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของภาษา

and found something peculiar.

1:41

และค้นพบบางอย่างที่แปลกประหลาด

ไวยากรณ์

โครงสร้าง It wasn't until ... that ...

โครงสร้างเน้น It wasn't until + เวลา + that + เหตุการณ์ เน้นว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นก่อนเวลาที่ระบุ ในประโยคนี้ การวิเคราะห์เพิ่งเริ่มขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โครงสร้างนี้จึงทำให้เห็นชัดว่าจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นค่อนข้างช้า เมื่อตีความ ให้หาเวลาก่อนจากส่วนที่ตามหลัง until แล้วอ่านอนุประโยค that เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าช้า การปฏิเสธใช้กับช่วงเวลาก่อนจุดนั้น ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่แล้วก่อนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้นแบบย่อที่ใช้ในตัวอย่าง: ____ the final rehearsal that the actor understood the scene.

ดูคำตอบ

It wasn't until

In every culture,

1:43

ในทุกวัฒนธรรม

black and white are first,

1:44

สีดำและสีขาวจะมาก่อน

then the first color to enter the language is always red, การใช้คำ

1:45

จากนั้น สีแรกที่เข้ามาในภาษาจะเป็นสีแดงเสมอ

การใช้คำ

enter the language: กลายเป็นส่วนหนึ่งของคลังคำ

ในที่นี้ enter the language หมายถึง การกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลังคำหรือการใช้ที่มีหลักฐานบันทึกไว้ในภาษา คำกริยา enter บอกถึงการเปลี่ยนสถานะทางภาษา ไม่ใช่การเคลื่อนเข้าไปทางกายภาพ แม้ color จะเป็นประธานทางไวยากรณ์ แต่สิ่งที่กล่าวถึงจริง ๆ คือคำที่ใช้เรียกสีนั้น ข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนสร้างหรือเริ่มใช้คำนั้นพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง กลายเป็นส่วนหนึ่งของคลังคำในภาษา: As online audio grew, the term podcast began to ____.

ดูคำตอบ

enter the language

then yellow follows,

1:48

ตามมาด้วยสีเหลือง

then green,

1:50

แล้วจึงเป็นสีเขียว

and then blue is the final color to enter language

1:51

จากนั้นสีน้ำเงินจึงเป็นสีสุดท้ายที่เข้ามาในภาษา

in every single culture.

1:54

ของทุกวัฒนธรรมโดยไม่มีข้อยกเว้น

Over the years, researchers have found some minor exceptions with the middle order,

1:56

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยพบข้อยกเว้นเล็กน้อยเกี่ยวกับลำดับช่วงกลาง

so green and yellow,

2:00

อย่างลำดับของสีเขียวกับสีเหลือง

but red is always first,

2:01

แต่สีแดงจะมาก่อนเสมอ

and blue is always last in every single language.

2:03

และสีน้ำเงินจะมาทีหลังสุดในทุกภาษาโดยไม่มีข้อยกเว้น

So why this order?

2:06

แล้วทำไมลำดับถึงเป็นแบบนี้?

There's two main theories. ไวยากรณ์

2:07

มีทฤษฎีหลักอยู่สองข้อ

ไวยากรณ์

There's two: ภาษาพูดไม่เป็นทางการกับภาษาเขียนมาตรฐาน

ใน There's two main theories คำว่า There's อยู่ในรูปของ there is แม้ว่า two main theories จะเป็นพหูพจน์ ความไม่สอดคล้องนี้พบได้บ่อยในการพูดแบบไม่เป็นทางการที่เป็นธรรมชาติ โดย There's มักทำหน้าที่เหมือนคำขึ้นต้นตายตัวหน้ากลุ่มคำนามทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ในภาษาอังกฤษมาตรฐานที่ผ่านการตรวจแก้ กลุ่มคำนามพหูพจน์โดยทั่วไปใช้ there are: There are two main theories การเข้าใจรูปแบบภาษาพูดไม่ได้ทำให้รูปนั้นเป็นตัวเลือกที่ควรใช้ในการเขียนอย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

พิจารณาการเลือกใช้ต่อไปนี้: ในเรียงความของโรงเรียนที่เป็นทางการ There's two main reasons เป็นรูปมาตรฐานที่ควรใช้หรือไม่

  1. ใช่ นี่คือรูปมาตรฐานที่ควรใช้
  2. ไม่ใช่ ในการเขียนอย่างเป็นทางการให้ใช้ There are two main reasons
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ ในการเขียนอย่างเป็นทางการให้ใช้ There are two main reasons

First, the evolutionary explanation is simple.

2:08

ข้อแรก คำอธิบายในเชิงวิวัฒนาการนั้นเรียบง่าย

Black and white help distinguish between night and day, วลี

2:11

สีดำและสีขาวช่วยแยกแยะกลางคืนกับกลางวัน

light and dark,

2:14

แสงสว่างกับความมืด

and are the most clear and useful,

2:15

ทั้งยังชัดเจนและมีประโยชน์ที่สุด

so every culture has those.

2:17

ทุกวัฒนธรรมจึงมีคำเรียกสีเหล่านี้

วลี

distinguish between A and B: แยกความแตกต่างระหว่าง A กับ B

ในโครงสร้าง distinguish between A and B คำว่า distinguish หมายถึงการมองเห็นหรืออธิบายความแตกต่าง ส่วน between ใช้นำตัวเลือกที่กำลังเปรียบเทียบ คู่เปรียบเทียบเชื่อมให้ครบด้วย and เช่น between night and day ในประโยคนี้ distinguish between night and day นำเสนอคู่ตรงข้ามคู่แรกที่สีดำและสีขาวช่วยให้ผู้คนรับรู้ได้ จากนั้นกริยาเดียวกันยังครอบคลุม light and dark ด้วย แสดงว่าโครงสร้างนี้ใช้จัดระเบียบคู่ตรงข้ามที่จับคู่ไว้อย่างชัดเจนได้มากกว่าหนึ่งคู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสองคำ: A careful reader should ____ verified reports and online rumors.

ดูคำตอบ

distinguish between

Then red.

2:18

จากนั้นคือสีแดง

It's often associated with blood or danger.

2:19

สีนี้มักเชื่อมโยงกับเลือดหรืออันตราย

Even human faces and communication use red through the galvanic skin response, การใช้คำ

2:22

แม้แต่ใบหน้าและการสื่อสารของมนุษย์ก็ใช้สีแดงผ่านการตอบสนองทางไฟฟ้าของผิวหนัง

like when you blush or are stressed.

2:26

อย่างเวลาที่คุณหน้าแดงหรือเครียด

การใช้คำ

galvanic skin response: การตอบสนองทางไฟฟ้าของผิวหนัง

galvanic skin response หรือ GSR คือการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่วัดจากการเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าของผิวหนัง การตอบสนองนี้สะท้อนการทำงานของต่อมเหงื่อและมักเปลี่ยนไปตามการตื่นตัวทางอารมณ์หรือความเครียด ในประโยคนี้ คำศัพท์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดว่าสภาวะของร่างกายอาจมีส่วนทำให้เกิดสัญญาณที่มองเห็นได้หรือสัญญาณทางสังคม เช่น การหน้าแดง GSR ไม่ใช่เทคนิคการสื่อสารหรือคำที่มีความหมายเท่ากับสีแดง และการหน้าแดงเป็นกระบวนการอีกอย่างหนึ่งที่อาจเกิดในภาวะตื่นตัวทางอารมณ์เดียวกัน

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดให้คำจำกัดความของ galvanic skin response ในบริบทนี้ได้ดีที่สุด

  1. เทคนิคที่ตั้งใจใช้สีเพื่อสื่อสาร
  2. อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นระหว่างออกกำลังกาย
  3. การเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าของผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมเหงื่อ
  4. ใบหน้าที่แดงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากการหน้าแดง
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าของผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมเหงื่อ

Green and yellow entered language as the need to distinguish between ripe and unripe foods,

2:28

สีเขียวและสีเหลืองเข้ามาในภาษา เมื่อจำเป็นต้องแยกอาหารที่สุกงอมออกจากอาหารที่ยังดิบ

and blue?

2:32

แล้วสีน้ำเงินล่ะ?

There's very few blue things that we actually interact with.

2:33

สิ่งที่เป็นสีน้ำเงินซึ่งเราต้องข้องเกี่ยวด้วยจริง ๆ มีน้อยมาก

Blue fruits are pretty rare,

2:36

ผลไม้สีน้ำเงินค่อนข้างหายาก

blue animals are rare too,

2:38

สัตว์สีน้ำเงินก็หายากเช่นกัน

and when they are blue,

2:40

และเมื่อพวกมันดูเป็นสีน้ำเงิน

it's often not a pigment, ไวยากรณ์

2:40

สีนั้นก็มักไม่ได้มาจากเม็ดสี

but a sort of light illusion,

2:42

แต่เป็นภาพลวงตาจากแสงชนิดหนึ่ง

like in butterflies.

2:44

อย่างเช่นที่เห็นในผีเสื้อ

ไวยากรณ์

not A, but B: ปฏิเสธ A แล้วแทนที่ด้วย B

โครงสร้าง not A, but B ปฏิเสธว่า A เป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง แล้วแทนที่ด้วย B ในประโยคนี้ pigment ถูกตัดออกอย่างชัดเจน ส่วน a light illusion ถูกเสนอว่าเป็นการจัดประเภทที่เหมาะสมกว่า ดังนั้นสองอย่างนี้จึงไม่ใช่สาเหตุที่เกิดควบคู่กัน a sort of ช่วยลดความหนักแน่นของ B กล่าวคือ ผู้พูดกำลังจัดประเภทแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ยืนยันว่า light illusion เป็นชื่อทางเทคนิคที่แม่นยำทุกประการ โครงสร้างแก้ความเข้าใจนี้นำไปใช้กับการอธิบายหรือโต้แย้งได้ โดยวางความคาดหมายที่ผิดไว้หลัง not และวางคำอธิบายที่ต้องการไว้หลัง but

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างแก้ความเข้าใจแบบสองส่วนจากบทเรียน: The delay was ____ a technical failure, ____ a scheduling error.

ดูคำตอบ

not · but

Even the modern European language words for blue

2:45

แม้แต่คำเรียกสีน้ำเงินในภาษายุโรปสมัยใหม่

are derived from ancient words for black or green. วลี

2:48

ก็ยังมีรากมาจากคำโบราณที่หมายถึงสีดำหรือสีเขียว

วลี

are derived from: บอกแหล่งที่มาหรือต้นกำเนิด

ใน are derived from คำว่า derived เป็นกริยาช่องสามในโครงสร้างกรรมวาจก be derived from ซึ่งหมายถึงมีบางสิ่งเป็นแหล่งที่มาหรือต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ ในที่นี้ คำสมัยใหม่ที่ใช้เรียกสีน้ำเงินพัฒนามาจากคำโบราณที่เกี่ยวข้องกับสีดำหรือสีเขียว ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของออกมาจากสถานที่ใดจริง ๆ โครงสร้าง X is หรือ are derived from Y ใช้อธิบายที่มาของคำ แนวคิด สูตร ข้อมูล สาร และสิ่งอื่น ๆ ได้ ให้เลือกใช้รูปของ be ให้สอดคล้องกับ X แล้ววางแหล่งที่มาไว้หลัง from

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนกรรมวาจกที่ใช้บอกแหล่งที่มาจากบทเรียน: The final score is ____ several measurements.

ดูคำตอบ

derived from

The second explanation suggests that these words don't enter language

2:51

คำอธิบายข้อที่สองเสนอว่า คำเรียกสีเหล่านี้จะยังไม่เข้ามาในภาษา

until humans could make them.

2:54

จนกว่ามนุษย์จะสร้างสีเหล่านั้นขึ้นมาได้

Red being the easiest and most accessible color,

2:56

โดยสีแดงเป็นสีที่ทำได้ง่ายและเข้าถึงได้มากที่สุด

because you can just take a piece of dry clay and use it as a crayon.

2:58

เพราะคุณแค่หยิบดินเหนียวแห้งก้อนหนึ่งมาใช้วาดเหมือนสีเทียนได้เลย

If you think of cave drawings,

3:01

ถ้าคุณนึกถึงภาพวาดตามผนังถ้ำ

for example,

3:03

ตัวอย่างเช่น

there's a lot of black and red in them.

3:03

ในนั้นจะมีสีดำและสีแดงอยู่มาก

But blue?

3:05

แล้วสีน้ำเงินล่ะ?

It's one of the hardest colors to create.

3:06

นี่เป็นหนึ่งในสีที่สร้างขึ้นได้ยากที่สุด

For thousands of years,

3:08

เป็นเวลาหลายพันปี

nobody had it except the Egyptians,

3:09

ไม่มีใครมีสีนี้ใช้เลย นอกจากชาวอียิปต์

and they had a word for it.

3:12

และพวกเขาก็มีคำเรียกมัน

So does this mean that ancient people couldn't see those colors

3:13

ถ้าอย่างนั้น นี่หมายความว่าคนโบราณมองไม่เห็นสีเหล่านั้น

before they had a word for it?

3:16

ก่อนที่พวกเขาจะมีคำเรียกมันอย่างนั้นหรือ?

Not exactly. น้ำเสียง/เจตนา

3:18

ก็ไม่เชิง

น้ำเสียง/เจตนา

Not exactly: การแก้ความเข้าใจบางส่วนอย่างนุ่มนวล

Not exactly หมายความว่าความคิดก่อนหน้านั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด แม้บางส่วนอาจถูกต้อง ในประโยคนี้ ผู้พูดปฏิเสธข้อสรุปที่ง่ายเกินไปว่าคนสมัยโบราณมองไม่เห็นสีเหล่านั้นเลย ต่างจากการตอบ No แบบตรง ๆ สำนวนนี้บอกว่าคำตอบต้องมีการขยายความหรือจำกัดความ และปูทางไปสู่คำอธิบายที่แม่นยำกว่า

แบบฝึกหัด

ในคำตอบ “Not exactly.” ผู้พูดกำลังส่งสัญญาณอะไร

  1. “Not exactly.” เป็นการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อจำกัดเสมอ
  2. “Not exactly.” หมายความว่าข้อความก่อนหน้านั้นถูกต้องทั้งหมด
  3. “Not exactly.” เป็นการแก้ความเข้าใจบางส่วนอย่างนุ่มนวลและนำไปสู่คำอธิบายที่แม่นยำกว่า
ดูคำตอบ

“Not exactly.” เป็นการแก้ความเข้าใจบางส่วนอย่างนุ่มนวลและนำไปสู่คำอธิบายที่แม่นยำกว่า

Early humans would have considered colors as simply hues of black,

3:19

มนุษย์ยุคแรกคงถือว่าสีต่าง ๆ เป็นเพียงเฉดของสีดำ

white, or red,

3:22

สีขาว หรือสีแดงเท่านั้น

which sounds kind of crazy,

3:23

ซึ่งฟังดูบ้าทีเดียว

but there's actually modern-day evidence for this.

3:24

แต่จริง ๆ แล้วมีหลักฐานในปัจจุบันรองรับเรื่องนี้

If you look at these 12 colors,

3:26

ถ้าคุณมองสีทั้ง 12 ช่องนี้

can you spot the one that's different?

3:28

คุณดูออกไหมว่าช่องไหนแตกต่าง?

You might think clearly it's this one.

3:30

คุณคงคิดว่าเห็นชัด ๆ ว่าคือช่องนี้

But when presented with a similar chart, ไวยากรณ์

3:32

แต่เมื่อนำแผนภาพคล้ายกันนี้ไปให้ดู

the Himba people of Namibia, วัฒนธรรม

3:34

ชาวฮิมบาในนามิเบีย

who don't have a separate word for blue,

3:36

ซึ่งไม่มีคำแยกเฉพาะสำหรับสีน้ำเงิน

take longer to point out this distinction. กริยาวลี

3:39

ต้องใช้เวลานานกว่าจะชี้ให้เห็นความแตกต่างนี้

ไวยากรณ์

when presented with ...: อนุประโยคถูกกระทำแบบย่อ

When presented with a similar chart เป็นอนุประโยคบอกเวลาหรือเงื่อนไขรูปถูกกระทำแบบย่อ รูปเต็มคือ when they are presented with a similar chart ประธานที่ละไว้เข้าใจว่าเป็นประธานของประโยคหลัก คือ the Himba people of Namibia และรูปของ be คือ are ก็ถูกละไว้ด้วย Presented with หมายถึงการที่บุคคลได้รับการแสดงหรือมอบบางสิ่งให้พิจารณา คนเหล่านั้นเป็นฝ่ายรับแผนภูมิ ไม่ใช่ฝ่ายนำแผนภูมิไปแสดงให้คนอื่นดู

แบบฝึกหัด

เติมอนุประโยคถูกกระทำแบบย่อด้วยรูปที่ถูกต้องของ present: “When ____ with an unexpected question, the applicants paused before answering.”

ดูคำตอบ

presented

วัฒนธรรม

the Himba people of Namibia: การระบุกลุ่มคน

ชาวฮิมบาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะกลุ่มหนึ่ง โดยถิ่นฐานดั้งเดิมของพวกเขาครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของนามิเบีย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวระบุว่าคนกลุ่มใดกำลังถูกนำมาเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อแผนภูมิ ภาษา หรือการทดลอง อนุประโยคถัดไปให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำศัพท์เรื่องสีในตัวอย่างนี้ ข้อความดังกล่าวกล่าวถึงการเปรียบเทียบครั้งนี้โดยเฉพาะ จึงไม่ควรนำไปเหมารวมกับชาวนามิเบียทุกคนหรือทุกคนที่พูดภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

the Himba people of Namibia ในประโยคหมายถึงอะไร?

  1. ชื่อของแผนภูมิที่คล้ายกัน
  2. ศัพท์วิทยาศาสตร์สำหรับช่องสีน้ำเงินที่แตกต่าง
  3. กลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะกลุ่มหนึ่งที่เข้าร่วมในการเปรียบเทียบ
ดูคำตอบ

กลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะกลุ่มหนึ่งที่เข้าร่วมในการเปรียบเทียบ

กริยาวลี

point out: ทำให้สังเกตเห็นหรือระบุบางสิ่ง

ในที่นี้ point out หมายถึง “ระบุและแสดงให้เห็น” ความแตกต่างในแผนภูมิ จุดสำคัญคือการสังเกตเห็นและทำให้ความแตกต่างนั้นชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ใช้นิ้วชี้ไปทางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง point out เป็นกริยาวลีที่ต้องมีกรรม โดยใช้ได้ทั้ง point out a problem และ point a problem out หากกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง คือ point it out ไม่ใช่ point out it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ point out: During the safety check, Noor had to ____ a loose cable.

ดูคำตอบ

point out

On the contrary, ลำดับความ

3:41

ตรงกันข้าม

when looking at green colors,

3:42

เมื่อมองเฉดสีเขียว

they are more quickly able to note the difference

3:43

พวกเขากลับสังเกตความแตกต่างได้รวดเร็วกว่า

that we wouldn't catch as quickly.

3:45

ซึ่งเราจะมองไม่ออกเร็วเท่าพวกเขา

ลำดับความ

On the contrary: การหักล้างความคาดหมายก่อนหน้า

On the contrary ใช้นำเสนอผลที่ตรงข้ามกับข้อความหรือความคาดหมายที่อยู่ก่อนหน้าทันที ในที่นี้ ผลก่อนหน้าคือการแยกความแตกต่างของสีน้ำเงินได้ช้ากว่า แต่ประโยคนี้กลับทิศทางโดยบอกว่าพวกเขาสังเกตความแตกต่างของสีเขียวได้เร็วกว่า ใช้สำนวนนี้เพื่อจัดข้อมูลในลักษณะที่แก้ไขหรือหักล้างสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมจากบทเรียนนี้ที่หักล้างความคาดหมายโดยตรง: The smaller battery was expected to run out first. ____, it lasted two hours longer.

ดูคำตอบ

On the contrary

This one.

3:47

ก็คือช่องนี้

And this is because they have more words for types of green

3:48

และนี่เป็นเพราะพวกเขามีคำเรียกสีเขียวชนิดต่าง ๆ มากกว่า

than we do in English. ไวยากรณ์

3:50

ที่เรามีอยู่ในภาษาอังกฤษ

ไวยากรณ์

than we do: การใช้กริยาช่วยแทนวลีกริยาที่ซ้ำ

ใน than we do คำว่า do ใช้แทนวลีกริยาที่กล่าวไปก่อนหน้า คือ have more words for types of green หากไม่ละคำไว้ ส่วนเปรียบเทียบจะมีความหมายเท่ากับ than we have words for types of green in English ภาษาอังกฤษใช้กริยาช่วย do เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าววลีกริยาทั้งหมดซ้ำ กริยาช่วยที่ใช้แทนต้องสอดคล้องกับประธานและกาล เช่น than she does และ than they did ในที่นี้ do ไม่ได้หมายถึง “ทำการกระทำบางอย่าง” แต่รับความหมายของ have ที่กล่าวไปก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบด้วยกริยาช่วยใน present simple ที่ถูกต้อง: Lena reads more mystery novels than her brother ____.

ดูคำตอบ

does

In fact,

3:52

ที่จริงแล้ว

one of their color categories clumps some types of blue and green together, กริยาวลี

3:52

หมวดหมู่สีหนึ่งของพวกเขาจัดสีน้ำเงินกับสีเขียวบางเฉดไว้ในกลุ่มเดียวกัน

กริยาวลี

clumps ... together: รวมประเภทที่ต่างกันไว้ในกลุ่มเดียว

ในที่นี้ clumps ... together หมายถึง “นำ……มาไว้ในกลุ่มเดียวกัน” กรรม some types of blue and green อยู่ระหว่างคำกริยา clumps กับคำอนุภาค together ดังนั้นส่วนที่เน้นทั้งสองส่วนจึงประกอบกันเป็นโครงสร้างที่แยกออกจากกันได้ การจัดกลุ่มในที่นี้เป็นการจัดกลุ่มทางความคิด ไม่ใช่การจับตัวเป็นก้อนจริง ๆ กล่าวคือ หมวดสีหนึ่งมองเฉดสีที่ต่างกันว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยทั่วไป clump A and B together อาจสื่อว่าความแตกต่างระหว่าง A กับ B ถูกมองข้ามไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสองส่วนของ clump ... together โดยใช้รูปที่ถูกต้อง: The quick summary ____ several very different opinions ____.

ดูคำตอบ

clumps · together

while they have other color categories for different greens still.

3:55

ขณะที่ยังมีหมวดหมู่สีอื่น ๆ สำหรับสีเขียวเฉดต่าง ๆ อีก

In the 1890s,

3:59

ในคริสต์ทศวรรษ 1890

anthropologists discovered that indigenous islanders in New Guinea

4:00

นักมานุษยวิทยาค้นพบว่า ชนพื้นเมืองชาวเกาะในนิวกินี

described the sky as black or dirty like water, วลี

4:03

บรรยายท้องฟ้าว่าเป็นสีดำ หรือดูสกปรกเหมือนน้ำ

which if you think about it, น้ำเสียง/เจตนา

4:06

ซึ่งถ้าลองคิดดู

isn't that surprising.

4:07

ก็ไม่ได้น่าแปลกใจขนาดนั้น

วลี

describe A as B: described the sky as black

Describe A as B หมายถึง “บอกว่า A มีคุณสมบัติหรือป้ายกำกับ B” ใน described the sky as black นั้น the sky คือสิ่งที่ถูกบรรยาย ส่วน black คือคำบรรยายที่นำด้วย as ในที่นี้ as ไม่ได้หมายถึง “ขณะที่” หรือ “เพราะ” อนุประโยคที่ใหญ่กว่ากำลังรายงานว่าชาวเกาะเรียกหรือมองท้องฟ้าอย่างไร ไม่ได้วาง black เป็นกรรมตัวที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้นำคำบรรยายให้ประโยคสมบูรณ์: The reviewer described the ending ____ hopeful.

ดูคำตอบ

as

น้ำเสียง/เจตนา

if you think about it: การเชิญให้พิจารณาใหม่

ในที่นี้ if you think about it เป็นวลีแทรกที่เชิญให้ผู้ฟังพิจารณาแนวคิดก่อนหน้าอีกครั้ง นั่นคือการที่ชาวเกาะบรรยายท้องฟ้าว่าเป็นสีดำหรือดูเหมือนน้ำสกปรก วลีนี้ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขจริงที่กำหนดว่าคำกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการให้เหตุผล และทำให้การเปลี่ยนไปสู่คำประเมิน isn't that surprising นุ่มนวลขึ้น ในบริบทอื่น วลีเดียวกันสามารถนำเข้าสู่ข้อสรุปที่ดูสมเหตุสมผลขึ้นหลังจากคิดสักครู่

แบบฝึกหัด

ในประโยค “At first, the route seems longer, but if you think about it, it avoids all the traffic,” วลี if you think about it ทำหน้าที่อะไร?

  1. ขอให้ผู้ฟังเลือกเส้นทางโดยไม่ให้คำอธิบายใด ๆ
  2. เชิญให้ผู้ฟังพิจารณาความประทับใจแรกอีกครั้งก่อนจะได้ยินเหตุผล
  3. บอกว่าเส้นทางจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อผู้ฟังคิดถึงเรื่องนี้
ดูคำตอบ

เชิญให้ผู้ฟังพิจารณาความประทับใจแรกอีกครั้งก่อนจะได้ยินเหตุผล

Even if you look at a color picker in Photoshop,

4:08

แม้แต่เมื่อคุณดูเครื่องมือเลือกสีใน Photoshop

it's clear that a dark or navy blue isn't actually that far from being black, ไวยากรณ์

4:10

ก็เห็นชัดว่าสีน้ำเงินเข้มหรือสีกรมท่า จริง ๆ แล้วไม่ได้ห่างจากสีดำเท่าไร

and is quite far from other hues which we would still call blue.

4:15

และกลับห่างจากเฉดอื่น ๆ ที่เราก็ยังเรียกว่าสีน้ำเงินอยู่มาก

ไวยากรณ์

isn't actually that far from being black: ช่องว่างที่เล็กกว่าที่คาด

ใน isn't actually that far from being black คำว่า far บอกระยะห่างบนสเกล ไม่ใช่ระยะทางทางกายภาพ isn't ที่ปฏิเสธ that far จึงหมายถึง “ไม่ได้แยกห่างกันมากเท่าที่อาจคาดไว้” ดังนั้นสีน้ำเงินเข้มหรือสีน้ำเงินกรมท่าจึงค่อนข้างใกล้กับสีดำในแง่ของสี รูปแบบ be not (actually) that far from being + สภาวะหรือประเภท ใช้เปรียบเทียบบางสิ่งกับจุดหมายที่อาจไปถึง actually แก้ไขข้อสันนิษฐานเดิม ส่วน that ชี้ถึงระดับระยะห่างที่คาดไว้ ทั้งสองคำช่วยบอกว่าช่องว่างเล็กกว่าที่ดูเหมือน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยโครงสร้างสี่คำที่หมายถึง “ใกล้กับสภาวะพร้อมมากกว่าที่คาดไว้”: After one more safety test, the device isn't actually ____ ready for sale.

ดูคำตอบ

that far from being

In that sense, ลำดับความ

4:18

ในแง่นั้น

black would have been a much broader term for early and ancient humans. ไวยากรณ์

4:18

คำว่า “สีดำ” คงครอบคลุมความหมายกว้างกว่ามากสำหรับมนุษย์ยุคแรกและคนโบราณ

ลำดับความ

In that sense: การจำกัดข้อสรุปให้อยู่ในมุมมองเฉพาะ

In that sense หมายถึง “เมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้จากมุมที่เพิ่งกล่าวถึง” โดย that ในที่นี้ย้อนกลับไปยังแนวคิดก่อนหน้าว่า หมวดหมู่ของสีในอดีตอาจครอบคลุมช่วงที่ต่างจากปัจจุบัน วลีนี้กำหนดกรอบให้กับข้อสรุปที่ตามมา จึงจำกัดคำกล่าวว่า black มีขอบเขตกว้างกว่าเมื่อใช้วิธีแบ่งประเภทสีแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่า black กว้างกว่าในทุกความหมายที่เป็นไปได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ In that sense ได้ถูกต้องเพื่อจำกัดข้อสรุปให้อยู่ในมุมมองที่กล่าวไว้ก่อนหน้า?

  1. We are judging the designs by cost, not speed. In that sense, the first design is better.
  2. In that sense, please turn off the light.
  3. I understand your explanation, so in that sense.
ดูคำตอบ

We are judging the designs by cost, not speed. In that sense, the first design is better.

ไวยากรณ์

would have been: การอนุมานอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับอดีต

would have been ประกอบด้วย would + have + กริยาช่อง past participle คือ been ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวกล่าวถึงสภาพในอดีตที่ไม่ได้สังเกตโดยตรง และนำเสนอเป็นข้อสรุปที่มีเหตุผลว่า คำว่า black น่าจะมีขอบเขตกว้างกว่าสำหรับมนุษย์ยุคแรกและมนุษย์สมัยโบราณ รูปนี้ไม่ได้นำเสนอข้อกล่าวอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่มีบันทึกโดยตรง หน้าที่ของมันขึ้นอยู่กับบริบท ในที่นี้เป็นการอนุมานจากหลักฐานก่อนหน้า แต่ในประโยคที่มีเงื่อนไขซึ่งไม่เป็นจริง ก็สามารถบอกผลลัพธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: There are no direct records, but the climate evidence suggests that winters would have been severe. would have been ในที่นี้แสดงความหมายใด?

  1. ข้อเท็จจริงในอดีตที่ได้รับการยืนยันโดยตรงจากบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
  2. การอนุมานอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสภาพในอดีต
  3. แผนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ดูคำตอบ

การอนุมานอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสภาพในอดีต

It's kind of like how these are all shades of red.

4:22

ก็คล้ายกับที่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเฉดของสีแดง

We wouldn't call them different colors necessarily,

4:25

เราไม่จำเป็นต้องเรียกทั้งหมดนี้ว่าเป็นคนละสี

but this in English we call pink.

4:28

แต่สีนี้ ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า “pink”

Even though it's technically just another shade of red,

4:30

แม้ว่าในทางเทคนิค มันจะเป็นเพียงอีกเฉดหนึ่งของสีแดง

we've decided to categorize it as separate,

4:33

แต่เราเลือกจัดให้มันเป็นหมวดหมู่แยกต่างหาก

and as a result, it's different in our minds.

4:35

ผลก็คือ ในความคิดของเรา มันจึงกลายเป็นคนละสี

Of course,

4:37

แน่นอนว่า

even if we didn't name it pink, ไวยากรณ์

4:38

ต่อให้เราไม่ได้ตั้งชื่อมันว่า “pink”

we'd still be able to see that it's a different color,

4:39

เราก็ยังมองออกว่ามันเป็นสีที่ต่างออกไป

a lighter hue,

4:42

เป็นเฉดที่อ่อนกว่า

but ultimately we'd consider it a form of red.

4:43

แต่ท้ายที่สุด เราก็คงมองว่ามันเป็นรูปแบบหนึ่งของสีแดง

ไวยากรณ์

even if: ผลลัพธ์ที่ยังคงเดิมภายใต้เงื่อนไขสมมุติ

even if ใช้นำเงื่อนไขยอมรับเชิงสมมุติ โดยให้ลองนึกว่าเราไม่ได้ใช้ชื่อ pink ประโยคหลักบอกว่าผลลัพธ์จะไม่เปลี่ยนไป เรายังคงมองเห็นว่าเป็นสีที่ต่างออกไปและอ่อนกว่า โครงสร้าง even if + เงื่อนไข, ผลลัพธ์หลัก แสดงว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นจริงไม่ว่าเงื่อนไขที่สมมุติไว้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ในที่นี้ โครงสร้างดังกล่าวแยกความสามารถในการรับรู้ความแตกต่างออกจากชื่อที่ใช้จำแนกสีนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่แสดงว่าผลลัพธ์จะไม่เปลี่ยนภายใต้เงื่อนไขสมมุติ: ____ the forecast changes, the outdoor ceremony will go ahead.

ดูคำตอบ

Even if

Now you might be thinking this just seems semantic. ลำดับความ

4:46

ตอนนี้คุณอาจคิดว่า นี่ก็แค่เรื่องของคำเรียก

ลำดับความ

Now you might be thinking: การคาดการณ์ข้อโต้แย้งของผู้ฟัง

Now ส่งสัญญาณว่าเนื้อหากำลังเปลี่ยนไปยังปฏิกิริยาที่ผู้ฟังน่าจะมี You might be thinking ช่วยให้ผู้พูดกล่าวถึงข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้แทนผู้ฟัง และเชื่อมแบบเป็นกันเองจากตัวอย่างเรื่องชื่อสีไปสู่คำถามว่าประเด็นนี้เป็นเพียงเรื่องของคำหรือไม่ Might ทำให้การคาดเดานี้ไม่เป็นการฟันธง แทนที่จะอ้างว่ารู้ว่าผู้ฟังกำลังคิดอะไรจริง ๆ กรอบประโยคนี้มักเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับคำตอบหรือหลักฐานที่ผู้พูดจะนำเสนอต่อไป

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Now you might be thinking ทำหน้าที่ใดในการจัดลำดับเนื้อหา?

  1. อ้างว่ารู้อย่างแน่ชัดว่าผู้ฟังทุกคนเชื่ออะไร
  2. จบการอภิปรายโดยไม่ให้คำตอบ
  3. คาดการณ์ข้อโต้แย้งที่ผู้ฟังอาจมีก่อนที่จะตอบ
ดูคำตอบ

คาดการณ์ข้อโต้แย้งที่ผู้ฟังอาจมีก่อนที่จะตอบ

So what? น้ำเสียง/เจตนา

4:48

แล้วมันสำคัญยังไง?

They have different names.

4:49

พวกเขาก็แค่มีชื่อเรียกต่างกัน

There's no functional difference in the actual color we're seeing.

4:49

สีจริงที่เราเห็นไม่ได้มีความแตกต่างในทางปฏิบัติเลย

น้ำเสียง/เจตนา

“So what?” ที่ใช้ท้าทายความสำคัญของประเด็น

ในช่วงนี้ “So what?” ไม่ได้ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ท้าทายว่าประเด็นก่อนหน้านั้นสำคัญอย่างไร หรือก็คือ “ข้อเท็จจริงนั้นสำคัญตรงไหน” ผู้พูดกำลังจำลองปฏิกิริยาที่ผู้ฟังซึ่งสงสัยอาจมี ประโยคถัดไปอธิบายเหตุผลของผู้ฟังสมมุตินี้ว่า ชื่อที่ต่างกันดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนตัวสีเอง

แบบฝึกหัด

คุณไม่เห็นด้วยกับเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเล่าเรื่องสำคัญ “So what?” เป็นวิธีที่สุภาพและเป็นกลางในการถามว่าทำไมเรื่องนั้นจึงสำคัญหรือไม่?

  1. ใช่ เป็นคำพูดที่สุภาพและเป็นกลาง
  2. ไม่ใช่ อาจฟังเหมือนดูแคลนหรือท้าทายอีกฝ่าย
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ อาจฟังเหมือนดูแคลนหรือท้าทายอีกฝ่าย

But neuroscience has found that to be untrue. ไวยากรณ์

4:53

แต่ประสาทวิทยาศาสตร์พบว่านั่นไม่จริง

ไวยากรณ์

โครงสร้างกรรมและส่วนเติมเต็มใน “find that to be untrue”

ใน found that to be untrue คำว่า found หมายถึง “สรุปจากหลักฐาน” ไม่ใช่เพียง “บังเอิญพบ” โครงสร้างคือ find + กรรม + to be + ส่วนเติมเต็ม โดย that เป็นกรรม และ to be เชื่อมกรรมนี้กับส่วนเติมเต็ม untrue ในที่นี้ that ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อคิดเห็นเชิงสงสัยทั้งหมดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ดังนั้นประโยคนี้จึงรายงานว่าประสาทวิทยาตัดสินว่าข้อคิดเห็นนั้นเป็นเท็จ โดยใช้รูปแบบกระชับที่พบบ่อยในรายงานทางการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบส่วนเติมเต็มกรรมที่เป็นทางการของ untrue: “After checking the records, the investigators found the allegation ____.”

ดูคำตอบ

to be untrue

Turns out, ลำดับความ

4:55

กลายเป็นว่า

and this is mind-blowing,

4:56

และเรื่องนี้ชวนตะลึงมาก

that language trains our brain to see colors differently.

4:58

ภาษาฝึกให้สมองของเรามองเห็นสีแตกต่างออกไป

ลำดับความ

Turns out, ในฐานะตัวบ่งชี้การค้นพบแบบไม่เป็นทางการ

Turns out เป็นรูปภาษาพูดของ It turns out that ที่ละประธานไว้ ใช้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเปิดเผยผลลัพธ์หรือข้อเท็จจริงที่เพิ่งค้นพบ โดยเฉพาะสิ่งที่น่าประหลาดใจหรือแก้ไขความคาดหมายเดิม ในประโยคนี้ ข้อความแทรก and this is mind-blowing แสดงความเห็นต่อผลลัพธ์ ส่วน that language trains... ให้เนื้อหาที่ถูกเปิดเผย วลีนี้จัดข้อมูลเป็นลำดับ “การค้นพบ → ข้อสรุป” และ turn ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการหันหรือเคลื่อนไหวร่างกาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีไม่เป็นทางการสองคำที่ใช้เปิดเผยสิ่งที่เพิ่งค้นพบ: ____, the missing file was in the archive all along.

ดูคำตอบ

Turns out

What this means is once we have a new word for a color, ลำดับความ

5:01

นั่นหมายความว่า เมื่อเรามีคำใหม่สำหรับเรียกสีหนึ่ง

ลำดับความ

What this means is ในฐานะกรอบคำอธิบาย

What this means is เป็นกรอบสำหรับเกริ่นคำอธิบาย กลุ่มคำ What this means ทำหน้าที่เป็นประธาน และ is ใช้เปิดผลที่เกิดขึ้นจริงหรือคำอธิบายใหม่ที่ชัดเจนกว่าซึ่งตามมา ในที่นี้ this ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อกล่าวที่ว่าภาษาทำให้การรับรู้สีเปลี่ยนไป กรอบนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะอธิบายผลโดยนัยให้ชัดเจน ดังนั้นอนุประโยคที่ตามมาจึงเป็นข้อสรุปหรือกลไก ไม่ใช่คำนิยามตามพจนานุกรมของ means

แบบฝึกหัด

เติมประโยคที่สองด้วยกรอบคำอธิบายสี่คำ: The battery loses power quickly in cold weather. ____ that winter trips require a backup.

ดูคำตอบ

What this means is

there's a feedback loop in the brain, การใช้คำ

5:04

จะเกิดวงจรป้อนกลับในสมอง

and this exaggerates the differences between those colors,

5:07

และวงจรนี้จะขยายความแตกต่างระหว่างสีเหล่านั้นให้เด่นชัดขึ้น

especially at the border areas between them.

5:10

โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างสี

การใช้คำ

feedback loop: วงจรป้อนกลับ

ในที่นี้ feedback loop หมายถึงวงจรที่ผลลัพธ์หนึ่งย้อนกลับไปยังขั้นตอนถัดไปและทำให้กระบวนการนั้นเข้มข้นขึ้น การตั้งชื่อสีให้เป็นคนละหมวดช่วยให้สมองสังเกตเห็นความแตกต่างได้ดีขึ้น และความแตกต่างที่รับรู้ได้ชัดขึ้นนั้นก็ยิ่งสนับสนุนให้มองว่าสีเหล่านั้นเป็นคนละหมวด แนวคิดสำคัญไม่ใช่เพียงการทำซ้ำหรือการได้รับความคิดเห็น ในวงจรป้อนกลับ ผลลัพธ์จะส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป ผลที่ย้อนกลับมานี้อาจเพิ่มความแตกต่าง ลดความแตกต่าง หรือรักษาเสถียรภาพของระบบก็ได้ ส่วนในประโยคนี้มันเพิ่มความแตกต่างให้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

feedback loop ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ข้อความครั้งเดียวที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสีเหล่านั้น
  2. วงจรที่ผลลัพธ์ส่งผลต่อขั้นตอนถัดไปและทำให้ความแตกต่างชัดขึ้น
  3. การกระทำที่เพียงเกิดซ้ำโดยไม่ส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป
ดูคำตอบ

วงจรที่ผลลัพธ์ส่งผลต่อขั้นตอนถัดไปและทำให้ความแตกต่างชัดขึ้น

We get used to calling these colors as distinct hues, ไวยากรณ์

5:12

เราเคยชินกับการเรียกสีเหล่านี้ว่าเป็นคนละเฉดกัน

ไวยากรณ์

get used to calling: ค่อย ๆ ชินกับการเรียก

Get used to calling หมายถึงค่อย ๆ ชินกับการเรียกหรือการตั้งชื่อสีด้วยวิธีนั้น ในที่นี้ calling หมายถึงการตั้งชื่อหรือเรียกว่า ไม่ใช่การโทรศัพท์ ส่วน get แสดงการเปลี่ยนจากสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคยไปเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ในโครงสร้าง get used to + คำนามหรือรูป -ing คำว่า to เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามมาต้องใช้รูป -ing จึงใช้ get used to calling ไม่ใช่ get used to call

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย get used to และรูปที่ถูกต้องของ wake: After a few mornings, Leo began to ____ up early.

ดูคำตอบ

get used to waking

and as a result the brain more aptly sees them as distinct hues.

5:15

ผลก็คือ สมองมองแยกมันเป็นคนละเฉดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Without the word, ไวยากรณ์

5:19

หากไม่มีคำนั้น

you would still see the color,

5:19

คุณก็ยังมองเห็นสีนั้นอยู่

but you wouldn't notice or contextualize it in the same way.

5:21

แต่คุณจะไม่สังเกตหรือทำความเข้าใจมันในบริบทแบบเดียวกัน

ไวยากรณ์

Without the word, ... would ...: เงื่อนไขสมมติ

Without the word เป็นเงื่อนไขสมมติแบบย่อ หมายถึง “ถ้าคำนั้นไม่มีอยู่หรือไม่สามารถนำมาใช้ได้” หลัง Without ใช้นามวลี และอนุประโยคที่มี would จะแสดงผลลัพธ์ที่สมมติขึ้น ในที่นี้ การไม่มีชื่อเรียกไม่ได้ทำให้สีหายไป ความต่างระหว่าง would still see กับ wouldn't notice or contextualize แยกการมองเห็นพื้นฐานออกจากวิธีที่คำหนึ่งช่วยชี้นำความสนใจและการตีความ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปเพื่อทำเงื่อนไขสมมติให้สมบูรณ์: "____ a map, we would probably get lost."

ดูคำตอบ

Without

If that still feels bizarre,

5:24

หากเรื่องนี้ยังฟังดูประหลาด

because I know it did for me,

5:25

เพราะผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้น

think about learning a new language.

5:27

ลองนึกถึงตอนเรียนภาษาใหม่

At first,

5:29

ในช่วงแรก

everything just looks or sounds like gibberish.

5:29

ทุกอย่างดูหรือฟังเหมือนภาษาที่ไม่รู้เรื่องไปหมด

You can't tell the verbs apart from the nouns, กริยาวลี

5:32

คุณแยกไม่ออกว่าอะไรคือคำกริยา อะไรคือคำนาม

กริยาวลี

tell A apart from B: การแยกสองสิ่งออกจากกัน

ใน tell the verbs apart from the nouns คำว่า tell หมายถึง “จำแนกหรือแยกแยะ” ไม่ใช่ “บอกข้อมูล” รูปแบบที่แยกส่วนกันคือ tell A apart from B โดย A (the verbs) อยู่หลัง tell และ apart from นำหน้า B (the nouns) เมื่อมี can't ประโยคนี้จึงบอกว่าผู้เรียนไม่สามารถแยกแยะสองหมวดหมู่นี้ได้ ใช้รูปแบบนี้เมื่อบุคคล สิ่งของ เสียง หรือแนวคิดที่คล้ายกันแยกแยะได้ยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ tell A apart from B: "The two keys look identical, so I can't ____ this one ____ the spare."

ดูคำตอบ

tell · apart from

let alone one word from the next, ลำดับความ

5:35

นับประสาอะไรกับการแยกคำหนึ่งออกจากอีกคำ

because you are just learning.

5:36

เพราะคุณเพิ่งเริ่มเรียน

ลำดับความ

let alone: ไล่ระดับจากการปฏิเสธที่เบากว่าไปสู่กรณีที่แรงกว่า

ในประโยคนี้ let alone เชื่อมสองสิ่งที่ผู้เรียนยังทำไม่ได้ สิ่งแรกก็ยากอยู่แล้ว คือแยกคำกริยาออกจากคำนามไม่ได้ และวลีนี้ยังนำไปสู่สิ่งที่ยากกว่าอีก คือแยกคำหนึ่งออกจากคำถัดไปไม่ได้ รูปแบบทั่วไปคือ “ข้อความเชิงปฏิเสธหรือจำกัด + let alone + สิ่งที่รุนแรงกว่า เป็นไปได้น้อยกว่า หรือยากกว่า” วลีนี้จัดข้อมูลเป็นลำดับขั้นว่า ถ้าสิ่งที่เบากว่ายังทำไม่ได้ สิ่งที่ยากกว่าย่อมทำไม่ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ let alone โดยวางสิ่งที่ยากกว่าหรือเป็นไปได้น้อยกว่าไว้เป็นลำดับที่สอง

  1. She can read a technical report, let alone a short email.
  2. She can't read a short email, let alone a technical report.
  3. She let the technical report alone on the desk.
ดูคำตอบ

She can't read a short email, let alone a technical report.

But slowly,

5:38

แต่ทีละน้อย

over time,

5:39

เมื่อเวลาผ่านไป

your brain starts to pick up on these categories and patterns กริยาวลี

5:40

สมองของคุณจะเริ่มจับหมวดหมู่และรูปแบบเหล่านี้ได้

and can recognize minor differences much faster.

5:43

และแยกแยะความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เร็วขึ้นมาก

กริยาวลี

pick up on: ค่อย ๆ สังเกตเห็นรูปแบบที่ละเอียดอ่อน

ในประโยคนี้ pick up on หมายถึงเริ่มสังเกตเห็นหรือตระหนักถึงบางสิ่งที่ไม่ได้เห็นชัดในทันที กรรม categories and patterns คือสัญญาณที่สมองค่อย ๆ ตรวจพบจากการได้สัมผัสซ้ำ ๆ pick up on + นามวลี เน้นการสังเกตเห็นเบาะแส รูปแบบ อารมณ์ หรือความหมายโดยนัย ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจศึกษา คำว่า slowly, over time ในที่นี้ย้ำว่าการรับรู้นี้พัฒนาขึ้นเมื่อคุ้นเคยมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ pick up on: When everyone suddenly went silent, Maya immediately ____ the tension in the room.

ดูคำตอบ

picked up on

It's not like you couldn't tell the words were different before,

5:46

ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้คุณดูไม่ออกว่าคำเหล่านั้นต่างกัน

but it all sort of blended together. กริยาวลี

5:49

แต่ทุกอย่างเหมือนจะกลืนปนกันไปหมด

กริยาวลี

blended together: กลายเป็นสิ่งที่แยกได้ยาก

ในประโยคนี้ blended together หมายถึงคำต่าง ๆ ถูกรับรู้เหมือนเป็นกลุ่มที่คลุมเครือกลุ่มเดียว จึงแยกขอบเขตและความแตกต่างได้ยาก เป็นการบรรยายการรับรู้ ไม่ใช่การผสมทางกายภาพตามตัวอักษร สำนวนนี้ยังใช้กับเสียง สี ความทรงจำ หรือความคิดได้ เมื่อหลายสิ่งที่แตกต่างกันเริ่มแยกออกจากกันได้ยาก Sort of ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ผู้พูดกำลังบรรยายความรู้สึกโดยประมาณ ไม่ได้บอกว่าคำเหล่านั้นเหมือนกันทุกประการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “เริ่มแยกออกจากกันได้ยาก”: After an hour in the crowded hall, all the voices ____.

ดูคำตอบ

blended together

Once you become more familiar with it,

5:51

เมื่อคุณคุ้นเคยกับมันมากขึ้น

you start to see and hear those words much more clearly.

5:53

คุณก็จะเริ่มมองเห็นและได้ยินคำเหล่านั้นชัดเจนขึ้นมาก

Honestly, it's kind of like when I learn a new English word,

5:56

พูดตามตรง มันก็คล้ายกับตอนที่ผมเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษคำใหม่

and then suddenly I hear it everywhere,

5:59

แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินคำนั้นไปทั่ว

I see it everywhere.

6:01

มองไปทางไหนก็เห็นคำนั้น

But the truth is,

6:02

แต่ความจริงคือ

I probably came across that word before, กริยาวลี

6:03

ก่อนหน้านั้นผมก็น่าจะเคยเจอคำนั้นมาแล้ว

but just didn't notice it.

6:05

เพียงแต่ไม่ได้สังเกต

กริยาวลี

came across: พบสิ่งหนึ่งโดยบังเอิญ

ในที่นี้ came across หมายถึงพบหรือเจอคำนั้นโดยบังเอิญโดยไม่ได้ตั้งใจค้นหา รูปอดีต came บ่งบอกว่าการพบเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วน didn't notice it อธิบายว่าทำไมคำนั้นจึงไม่เข้าสู่ความสนใจอย่างตั้งใจของผู้พูด Come across สามารถมีคน สิ่งของ หรือข้อมูลเป็นกรรมได้ รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ come across + คำนาม ซึ่งสื่อถึงการค้นพบหรือพบเจอโดยบังเอิญ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ come across เติมประโยคให้สมบูรณ์: While browsing old files, I ____ a photograph I had forgotten about.

ดูคำตอบ

came across

But now that I've truly learned the word, ไวยากรณ์

6:06

แต่ตอนนี้ เมื่อผมได้เรียนรู้คำนั้นจริง ๆ แล้ว

the feedback loop is there,

6:08

วงจรป้อนกลับก็เกิดขึ้น

and so I truly notice it.

6:10

ผมจึงสังเกตเห็นมันได้จริง ๆ

ไวยากรณ์

now that: ใช้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นเหตุผล

now that ใช้เปิดสถานการณ์ที่กลายเป็นความจริงแล้ว และนำเสนอสถานการณ์นั้นเป็นเหตุผลของสิ่งที่ตามมา ในที่นี้ การได้เรียนรู้คำนั้นจริง ๆ คือความเป็นจริงใหม่ ด้วยเหตุนี้ ผู้พูดจึงสังเกตเห็นคำนั้นได้ในตอนนี้ โครงสร้างคือ now that + อนุประโยค, ประโยคหลัก โดยเชื่อมเงื่อนไขปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเข้ากับผลในปัจจุบัน ไม่ได้เพียงระบุเวลาที่บางสิ่งเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่นำเสนอสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเป็นเหตุผล: "____ we have a map, we can choose the safest route."

ดูคำตอบ

Now that

It's a wild example of how our amazing brains

6:12

นี่เป็นตัวอย่างสุดเหลือเชื่อว่าสมองอันน่าทึ่งของเรา

have allowed us to create language,

6:14

ทำให้เราสร้างภาษาขึ้นมาได้อย่างไร

but then that language turned back around สำนวน

6:16

แต่แล้วภาษานั้นก็ย้อนกลับมา

and has an impact on brain function.

6:18

และส่งผลต่อการทำงานของสมอง

สำนวน

turned back around: การย้อนทิศทางของอิทธิพล

ในประโยคนี้ turned back around เป็นคำเปรียบเทียบที่สื่อว่าทิศทางของอิทธิพลย้อนกลับ สมองทำให้ภาษาเกิดขึ้นได้ แล้วภาษาก็กลับมาส่งผลต่อการทำงานของสมอง กล่าวคือ ผลกระทบย้อนกลับไปหาแหล่งกำเนิดของมัน วลีนี้อาศัยสายสัมพันธ์เหตุและผลในบริบท สิ่งหนึ่งสร้างอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วสิ่งที่สองก็กลับมากระทำต่อสิ่งแรก ไม่ได้บรรยายว่าคนหรือวัตถุหมุนตัวจริง ๆ

แบบฝึกหัด

turned back around หมายถึงอะไรในประโยคนี้?

  1. ภาษาหยุดส่งผลต่อการทำงานของสมอง
  2. ภาษาเคลื่อนที่เป็นวงกลมจริง ๆ
  3. จากนั้นภาษาก็ส่งผลต่อสมองที่เคยช่วยสร้างมันขึ้นมา
ดูคำตอบ

จากนั้นภาษาก็ส่งผลต่อสมองที่เคยช่วยสร้างมันขึ้นมา

Not only is our perception of the world an illusion, ไวยากรณ์

6:20

การรับรู้โลกของเราไม่เพียงเป็นภาพลวงตา

our brains are an active part of creating it.

6:22

แต่สมองยังมีส่วนอย่างแข็งขันในการสร้างมันขึ้นมาด้วย

ไวยากรณ์

Not only is ต้นอนุประโยคกับการสลับตำแหน่งประธาน–กริยาช่วย

เมื่อ Not only อยู่ต้นอนุประโยคบอกเล่า จะมีนัยปฏิเสธและจำกัด และทำให้เกิดการสลับตำแหน่งระหว่างประธานกับกริยาช่วย เมื่อใช้ be กริยาจะย้ายมาอยู่หน้าประธาน ดังนั้นโครงสร้างคือ Not only is + ประธาน + ส่วนเติมเต็ม ลำดับที่สลับเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ประโยคกลายเป็นคำถาม คำขึ้นต้นนี้เสนอประเด็นแรกพร้อมส่งสัญญาณว่าจะมีอีกประเด็นเพิ่มเข้ามา ในประโยคนี้ our brains are an active part of creating it ทำหน้าที่เป็นข้อมูลที่เพิ่มเข้ามา แม้จะไม่ได้กล่าวคำเชื่อมเต็มรูป but also ไว้ชัดเจน รูปแบบทางการที่นำไปใช้ต่อได้คือ Not only + กริยาช่วย/be + ประธาน + ..., (but) ประธาน + (also) + ... .

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนต้นอนุประโยคและกริยาที่สลับตำแหน่งแล้ว: “____ the new schedule more efficient, it also gives employees more flexibility.”

ดูคำตอบ

Not only is

Thank you so much for watching.

6:25

ขอบคุณมากที่รับชม

I hope you found it as interesting as I genuinely did.

6:26

หวังว่าคุณจะรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจพอ ๆ กับที่ผมรู้สึกจริง ๆ

If you like our videos,

6:29

ถ้าคุณชอบวิดีโอของเรา

make sure you're subscribed,

6:30

อย่าลืมกดติดตามช่อง

make sure you leave a like on this video,

6:31

และอย่าลืมกดถูกใจวิดีโอนี้

and you can join our mailing list

6:33

คุณยังสมัครรับอีเมลข่าวสารของเราได้

with the link in the description.

6:34

ผ่านลิงก์ในคำอธิบาย

Otherwise,

6:35

ถ้าไม่มีอะไรแล้ว

we will see you next time for a new science video.

6:36

ไว้พบกันครั้งหน้าในวิดีโอวิทยาศาสตร์ตอนใหม่

Peace.

6:39

พีซ!