ปรัชญา - Soren Kierkegaard: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
1,084 คำ 180 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: การสูญเสีย การถอนหมั้น และความวิตกหล่อหลอมคำวิจารณ์ของเคียร์เคกอร์ต่อความรัก จุดหมายชีวิต และศรัทธาที่อาศัยเหตุผล ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. "Not only was" — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตการสลับกริยาช่วยกับประธานหลัง not only ที่ต้นประโยค แม้ไม่มี but also 2. "Life can only be understood backwards, but must be lived forwards." — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เห็นว่ารูปถูกกระทำขนานและทิศทางตรงข้ามเปรียบการเข้าใจย้อนหลังกับชีวิตไม่แน่นอนอย่างไร 3. "leap of faith," — สำนวนและภาพพจน์: เข้าใจศรัทธาที่ก้าวพ้นหลักฐานของเคียร์เคกอร์ และความหมายสมัยใหม่ของความเสี่ยงที่อาศัยความไว้วางใจ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Soren Kierkegaard was a brilliant, gloomy, anxiety-ridden, often hilarious Danish 19th century philosopher, การใช้คำ

0:05

โซเรน เคียร์เคกอร์ด เป็นนักปรัชญาชาวเดนมาร์กในศตวรรษที่ 19 ที่ปราดเปรื่อง อมทุกข์ วิตกกังวล และมักจะตลกขบขัน

การใช้คำ

anxiety-ridden: ถูกรบกวนด้วยความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง

ในประโยคนี้ anxiety-ridden บรรยายว่าเคียร์เคกอร์ถูกความวิตกกังวลรบกวนอย่างหนักและต่อเนื่อง ความหมายแรงกว่าการบอกว่าเขารู้สึกประหม่าในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ส่วนท้าย -ridden หมายถึง “เต็มไปด้วย” หรือ “ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก” สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ในคำประสมอย่าง anxiety-ridden, guilt-ridden และ disease-ridden คำว่า ridden ไม่ได้หมายถึงการขี่สิ่งใดจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำประสมที่ลงท้ายด้วย -ridden และหมายถึง “ถูกรบกวนด้วยความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง”: The memoir describes that year as an ____ period.

ดูคำตอบ

anxiety-ridden

the author of 22 books, of which three continue to make his name. ไวยากรณ์

0:12

ผู้เขียนหนังสือ 22 เล่ม ซึ่งสามเล่มในนั้นยังคงสร้างชื่อเสียงให้เขามาจนถึงปัจจุบัน

ไวยากรณ์

of which three: ระบุจำนวนภายในกลุ่ม

ใน of which three คำว่า which อ้างกลับไปยัง 22 books และ three เป็นประธานของ continue วลีนี้หมายถึง “หนังสือสามเล่มจากทั้งหมด 22 เล่มนั้น” นี่คือโครงสร้างอนุประโยคสัมพันธ์แบบแบ่งส่วนที่กระชับ โดยเริ่มจากการกล่าวถึงกลุ่มทั้งหมดก่อน แล้วใช้ of which + ตัวเลข เพื่อบอกว่าสมาชิกในกลุ่มนั้นกี่รายการมีคุณสมบัติตามที่กล่าวต่อมา ในที่นี้โครงสร้างช่วยจัดข้อมูลด้วยการเชื่อมจำนวนหนังสือทั้งหมดเข้ากับกลุ่มเล็กกว่าที่ยังคงสนับสนุนชื่อเสียงของเขา

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบทางการ of which + ตัวเลข เพื่อบอกว่าจดหมายสี่ฉบับเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส: The archive contains twelve letters, ____ were written in French.

ดูคำตอบ

of which four

He was born in an immensely wealthy family in Copenhagen in 1813,

0:16

เขาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างมากในโคเปนเฮเกนเมื่อปี 1813

the youngest of seven children.

0:21

เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องเจ็ดคน

Death was around him constantly from a young age

0:23

ความตายวนเวียนอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลาตั้งแต่วัยเด็ก

and was to obsess him throughout his career. ไวยากรณ์

0:25

และกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำเขาไปตลอดอาชีพการงาน

ไวยากรณ์

was to obsess: ผลที่เกิดภายหลังเมื่อมองจากอดีต

ในชีวประวัตินี้ was to obsess หมายถึง “ต่อมาจะตามหลอกหลอนเขา” ผู้เล่ามองไปข้างหน้าจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีต แต่รู้อยู่แล้วว่าชีวิตของบุคคลนั้นดำเนินต่อไปอย่างไร ความตายยังคงครอบงำความคิดของเขาตลอดเส้นทางอาชีพ be to + คำกริยา ในที่นี้ไม่ได้แสดงแผน หน้าที่ หรือคำแนะนำ ในการเล่าเรื่องแบบย้อนมองอดีต was/were to + คำกริยา สามารถบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังหรือผลที่ดำเนินอยู่นาน และมักสื่อว่าผลนั้นกลายเป็นส่วนสำคัญหรือส่วนที่ดูเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วของเรื่องราว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ reshape ในโครงสร้าง be to + คำกริยา แบบย้อนมองอดีต: “At the time, nobody knew that the small decision ____ the entire industry.”

ดูคำตอบ

was to reshape

It is, in a sense, วลี

0:28

ในแง่หนึ่ง

his only theme.

0:29

มันคือหัวข้อเดียวของเขา

วลี

in a sense: จำกัดขอบเขตของคำกล่าวกว้าง ๆ

In a sense หมายถึง “จากมุมมองเฉพาะอย่างหนึ่ง” หรือ “ในด้านหนึ่ง” ในที่นี้วลีดังกล่าวจำกัดคำกล่าวที่หนักแน่นว่า his only theme ผู้พูดมองว่าความตายเป็นหัวข้อเดียวที่เชื่อมโยงผลงานของเขาเข้าด้วยกัน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าผลงานทุกชิ้นกล่าวถึงเพียงเรื่องนี้ตามความหมายตรงตัวเท่านั้น ในฐานะเครื่องหมายทางวาทกรรมที่แทรกอยู่ในประโยค วลีนี้บอกผู้ฟังว่าควรรับคำกล่าวนั้นอย่างหนักแน่นเพียงใด ทำให้การสรุปกว้าง ๆ ระมัดระวังขึ้นด้วยการเปิดพื้นที่ไว้สำหรับการตีความอื่น

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกล่าวว่า “The team is, in a sense, a family.” คำว่า in a sense แสดงอะไร?

  1. การเปรียบเทียบนี้เป็นจริงจากมุมมองเฉพาะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในทุกด้าน
  2. ผู้พูดกำลังกล่าวอย่างตรงตัวและเด็ดขาดโดยสมบูรณ์
  3. ผู้พูดรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสว่าทีมอยู่ใกล้ ๆ
ดูคำตอบ

การเปรียบเทียบนี้เป็นจริงจากมุมมองเฉพาะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในทุกด้าน

Not only was he extremely physically frail, ไวยากรณ์

0:31

ไม่เพียงแต่เขาจะมีร่างกายที่อ่อนแอมากเท่านั้น

by the time he was 22,

0:33

เมื่อเขาอายุได้ 22 ปี

all his siblings had died except for he and a brother.

0:35

พี่น้องของเขาทุกคนได้เสียชีวิตลงหมด ยกเว้นตัวเขาและพี่ชายอีกคนหนึ่ง

ไวยากรณ์

การกลับลำดับด้วย Not only was ... ที่ต้นประโยค

เมื่อ Not only อยู่ต้นอนุประโยค วลีนี้จะเน้นข้อเท็จจริงแรกและบอกเป็นนัยว่าจะมีอีกข้อเท็จจริงหนึ่งตามมา ซึ่งมักมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจาก not only เป็นวลีจำกัดความที่มีนัยเชิงปฏิเสธ เมื่อนำมาวางต้นประโยค กริยาช่วยหรือรูปของ be ต้องอยู่หน้าประธาน เช่น Not only was he... ไม่ใช่ Not only he was... นี่คือการกลับลำดับคำในประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม หลังจากนั้นมักมี but also แต่สามารถละได้ถ้าอนุประโยคถัดไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปกลับลำดับที่ถูกต้องของ be: Not only ____ the road narrow, but it was also icy.

ดูคำตอบ

was

It drove him to furious production of books over 15 years. วลี

0:39

มันผลักดันให้เขาสร้างสรรค์หนังสืออย่างบ้าคลั่งตลอด 15 ปี

วลี

Drive someone to + คำนามหรือการกระทำ

ในที่นี้ drove him to หมายถึงประสบการณ์ที่รุนแรงผลักดันให้เขาเข้าสู่ช่วงที่ผลิตหนังสืออย่างเข้มข้น drive ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการขับหรือควบคุมยานพาหนะ โครงสร้าง drive + คน + to + คำนาม/การกระทำ แสดงสาเหตุที่รุนแรง โดยมักเป็นแรงกดดันที่สะสมจนทำให้เกิดผลลัพธ์ มีน้ำหนักมากกว่าการใช้เพียง make หรือ cause ในคำบรรยายนี้ หลัง to เป็นนามวลี furious production of books

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างอดีต drive someone to + กริยา: Repeated safety violations ____ the workers ____ contact an inspector.

ดูคำตอบ

drove · to

On a single day in 1843,

0:42

ในวันเดียวของปี 1843

he published no less than three works. วลี

0:44

เขาตีพิมพ์ผลงานไม่ต่ำกว่าสามเรื่อง

วลี

no less than: เน้นจำนวนที่มากจนน่าประหลาดใจ

ในประโยคนี้ no less than three works หมายถึง “มากถึงสามผลงาน” หรือ “ตั้งสามผลงาน” โครงสร้าง no less than + จำนวน ทำให้จำนวนที่กล่าวถึงดูมากและน่าทึ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์ ประเด็นที่น่าประหลาดใจคือเขาตีพิมพ์ผลงานสามชิ้นภายในวันเดียว สำนวนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคำนวณขอบเขตขั้นต่ำ แต่ชี้นำให้ผู้ฟังสนใจว่าตัวเลขนั้นมากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในบริบทอื่น no less than อาจมีความหมายตรงตัวว่าไม่น้อยกว่าขอบเขตที่กำหนด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ no less than เพื่อเน้นจำนวนที่มากจนน่าประหลาดใจ แทนที่จะเพียงระบุขั้นต่ำ

  1. The shelf holds no more than 20 books.
  2. Applicants must be no less than 18 years old.
  3. The small local library received no less than 10,000 donated books in a week.
ดูคำตอบ

The small local library received no less than 10,000 donated books in a week.

He wasn't writing for the money, ลำดับความ

0:47

เขาไม่ได้เขียนเพื่อเงิน

he was working to save himself,

0:48

เขาทำงานเพื่อกอบกู้ตัวเอง

and he thought, humanity.

0:50

และเขาคิดว่าเพื่อมนุษยชาติ

ลำดับความ

He wasn't writing for the money... he was working to save himself: ปฏิเสธและแทนที่แรงจูงใจ

อนุประโยคทั้งสองใช้รูปแบบการแก้ความเข้าใจในภาษาพูด not X, Y โดย He wasn't writing for the money ปฏิเสธคำอธิบายเกี่ยวกับแรงจูงใจที่ผู้ฟังน่าจะคาดไว้ ส่วน he was working to save himself ให้แรงจูงใจที่ผู้บรรยายต้องการเน้น ลำดับนี้ทำให้ Y มีน้ำหนักทางข้อมูลมากกว่า X และสร้างการไต่ระดับจากเป้าหมายทั่วไปไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่ามาก ส่วน and he thought, humanity ที่ตามมาขยายแนวคิดเรื่องการช่วยซึ่งละไว้ จากการช่วยตัวเขาเองไปสู่การช่วยมนุษยชาติ จึงเป็นการไต่ระดับต่อ ไม่ใช่การเพิ่มข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

โครงสร้างอนุประโยคที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไร

  1. โครงสร้างนี้นำเสนอเงินและการช่วยตัวเองว่าเป็นแรงจูงใจสองอย่างที่สำคัญเท่ากัน
  2. โครงสร้างนี้ปฏิเสธว่าเงินเป็นแรงจูงใจ แล้วแทนที่ด้วยการช่วยตัวเอง
  3. โครงสร้างนี้บอกว่าเขาช่วยตัวเองก่อนเริ่มเขียน
ดูคำตอบ

โครงสร้างนี้ปฏิเสธว่าเงินเป็นแรงจูงใจ แล้วแทนที่ด้วยการช่วยตัวเอง

As it happened, ลำดับความ

0:52

ตามที่เกิดขึ้นจริง

he made it to the age of 42,

0:53

เขามีอายุถึง 42 ปี

ลำดับความ

ใช้ As it happened, เพื่อนำเสนอผลลัพธ์จริง

ในประโยคนี้ As it happened หมายถึง “อันที่จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดเป็นแบบนี้” ผู้เล่าย้อนมองจากช่วงเวลาภายหลัง แล้วเปลี่ยนจากความหวังหรือเป้าหมายก่อนหน้าไปสู่ผลลัพธ์จริง คือเขามีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 42 ปี ไม่ได้หมายถึง “ในตอนที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น” ใช้คำเชื่อมนี้เพื่อจัดลำดับเรื่องราว โดยเริ่มจากการวางความคาดหวัง แผน หรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ แล้วจึงบอกผลที่เกิดขึ้นจริง มักสื่อถึงความบังเอิญ จุดหักเหที่คาดไม่ถึง หรือการเหน็บแนมเล็กน้อย แต่ความหมายแฝงนี้ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำเชื่อมแบบย้อนมองเพื่อบอกผลลัพธ์จริงของแผนในอดีตได้เหมาะสมที่สุด

  1. When the outage happened, the backup battery kept the lights on.
  2. As it happened, the backup battery lasted all night.
  3. As it happens, the backup battery lasted all night.
ดูคำตอบ

As it happened, the backup battery lasted all night.

then died of an excruciating spinal disease.

0:55

จากนั้นเสียชีวิตด้วยโรคกระดูกสันหลังที่ทรมานอย่างแสนสาหัส

In Either/Or and Fear and Trembling,

0:58

ในหนังสือ Either/Or และ Fear and Trembling

what Kierkegaard wants us to do above all วลี

1:00

สิ่งที่เคียร์เคกอร์ดต้องการให้เราทำเหนือสิ่งอื่นใด

is wake up and give up our cozy sentimental illusions. โน้ต

1:03

คือการตื่นรู้และละทิ้งภาพลวงตาทางอารมณ์อันแสนสบายของเรา

วลี

ใช้ above all เพื่อบอกสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

ใน above all คำว่า above ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ วลีนี้หมายถึง “สำคัญกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด” หรือ “เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด” ในที่นี้ วลีดังกล่าวจัดให้การตื่นรู้และการละทิ้งภาพลวงตาที่ทำให้รู้สึกสบายใจเป็นข้อเรียกร้องหลักของเคียร์เคกอร์ วลีนี้ใช้ชี้สิ่งที่สำคัญที่สุดได้ทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังรายการประเด็นต่าง ๆ โดยดึงความสนใจไปที่ลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ปริมาณ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอว่าการทำให้ทุกคนปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

  1. After all, we managed to keep everyone safe.
  2. We did not keep everyone safe at all.
  3. Above all, we need to keep everyone safe.
ดูคำตอบ

Above all, we need to keep everyone safe.

สำนวน

wake up: ตระหนักถึงความจริงที่ไม่น่าสบายใจ

ในที่นี้ wake up เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการตระหนักถึงความจริงที่ไม่น่าสบายใจ และไม่ยอมรับภาพที่ผิดแต่ช่วยให้รู้สึกสบายใจอีกต่อไป คำว่า give up our cozy sentimental illusions ที่ตามมาทำให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษร การใช้แบบนี้เปลี่ยนการตื่นทางร่างกายให้เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ ในคำวิจารณ์หรือคำแนะนำ wake up มักใช้กระตุ้นให้ใครบางคนมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

ในประโยค We need to wake up before misinformation shapes every decision คำว่า wake up หมายถึงอะไร

  1. รู้สึกสบายใจกับสถานการณ์มากขึ้น
  2. ตระหนักถึงอันตรายและมองสถานการณ์อย่างชัดเจน
  3. หยุดนอนและลุกจากเตียง
ดูคำตอบ

ตระหนักถึงอันตรายและมองสถานการณ์อย่างชัดเจน

กริยาวลี

give up + กรรม: เลิกยึดถือบางสิ่ง

ในที่นี้ give up เป็นกริยาวลีที่มีกรรม Give up our cozy sentimental illusions หมายถึงการเลือกที่จะไม่ยึดติดกับภาพลวงตาเหล่านั้นต่อไป กรรมเป็นตัวระบุว่าสิ่งใดถูกละทิ้ง นี่ไม่ใช่การใช้แบบไม่มีกรรมที่หมายถึงหยุดพยายาม เมื่อกรรมเป็นคำนาม สามารถใช้ได้ทั้ง give up the plan และ give the plan up เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง give กับ up เป็น give it up ไม่ใช่ give up it

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “หยุดไล่ตาม” ลงในประโยค: After three failed appeals, the company decided to ____ its claim.

ดูคำตอบ

give up

He systematically attacks the pillars of modern life, สำนวน

1:07

เขาโจมตีเสาหลักของชีวิตยุคใหม่อย่างเป็นระบบ

สำนวน

the pillars of modern life ในฐานะคำอุปมาเรื่องสิ่งค้ำจุน

ในที่นี้ the pillars of modern life เป็นคำอุปมา เช่นเดียวกับเสาที่ค้ำอาคาร ครอบครัว งาน ความรัก จุดมุ่งหมาย และความหมายถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ค้ำจุนชีวิตสมัยใหม่ การเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า pillars แสดงว่าการโจมตีนั้นมุ่งไปที่รากฐาน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ รูปแบบ pillar(s) of X ที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้ หมายถึงสถาบัน คุณค่า หรือหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ X ดำเนินต่อไปหรือมีความมั่นคง

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “Community trust is one of the pillars of a healthy democracy.” คำว่า pillars หมายถึงอะไร

  1. เสาจริงที่ใช้ตกแต่งในอาคารสาธารณะ
  2. สิ่งค้ำจุนพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบยังคงแข็งแรง
  3. กระแสระยะสั้นที่ไม่ส่งผลต่อระบบ
ดูคำตอบ

สิ่งค้ำจุนพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบยังคงแข็งแรง

our faith in family, ลำดับความ

1:10

ความศรัทธาในครอบครัว

our trust in work,

1:11

ความไว้วางใจในหน้าที่การงาน

our attachment to love,

1:12

ความผูกพันกับความรัก

and our general sense that life has purpose and meaning.

1:14

และความรู้สึกโดยทั่วไปว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีความหมาย

ลำดับความ

our faith in ... our trust in ... our attachment to ... ในฐานะโครงสร้างคู่ขนาน

วลีทั้งสามใช้รูปแบบเดียวกัน คือ our + คำนามนามธรรม + วลีบุพบท การทำซ้ำรูปแบบนี้ทำให้ faith, trust และ attachment อยู่ในระดับเดียวกัน และช่วยให้ติดตามรายการได้ง่าย บุพบทเป็นส่วนหนึ่งของคำที่ใช้ร่วมกันตามธรรมชาติ ได้แก่ faith in, trust in และ attachment to โครงสร้างคู่ขนานทำซ้ำรูปแบบทางไวยากรณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกวลีต้องใช้บุพบทตัวเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รายการแบบคู่ขนานได้ชัดเจนและใช้คำร่วมกันได้ถูกต้อง

  1. Our faith in the plan, we trust in the team, and our attachment to the place keep us grounded.
  2. Our faith to the plan, our trust to the team, and our attachment in the place keep us grounded.
  3. Our faith in the plan, our trust in the team, and our attachment to the place keep us grounded.
ดูคำตอบ

Our faith in the plan, our trust in the team, and our attachment to the place keep us grounded.

His enemies were the smug in all their guises, โน้ต

1:17

ศัตรูของเขาคือพวกหยิ่งผยองในทุกรูปแบบ

การใช้คำ

The smug: ใช้ the + คำคุณศัพท์เพื่อเรียกคนเป็นกลุ่ม

ในที่นี้ the + คำคุณศัพท์ เปลี่ยน smug ให้ทำหน้าที่คล้ายคำนามที่ใช้เรียกคนทั้งกลุ่ม หมายถึงคนที่พอใจกับความเหนือกว่าของตนเองมากเกินไป The smug มีความหมายแบบกล่าวรวมและเป็นพหูพจน์ ไม่ได้หมายถึงคนเพียงคนเดียว ภาษาอังกฤษมักใช้โครงสร้างนี้เพื่อกล่าวถึงกลุ่มที่คนรู้จักกันโดยย่อ เช่น the rich หรือ the accused รูปคำคุณศัพท์ไม่เปลี่ยน และเข้าใจว่ามีความหมายของ people อยู่แม้จะไม่ได้กล่าวออกมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเรียกกลุ่มแบบกระชับในรูป the + คำคุณศัพท์ ซึ่งหมายถึงคนที่ smug: The essay criticizes ____ for looking down on everyone else.

ดูคำตอบ

the smug

วลี

In all their guises: ในทุกรูปแบบภายนอก

In all their guises หมายถึง “ในทุกรูปแบบ รูปลักษณ์ หรืออัตลักษณ์ที่แตกต่างกันซึ่งพวกเขาอาจใช้” Guises มองความแตกต่างเหล่านั้นว่าเป็นการปรากฏภายนอกหลายแบบของประเภทเดียวกันที่อยู่เบื้องลึก ในที่นี้ their ย้อนกลับไปหา the smug ซึ่งเป็นกลุ่มพหูพจน์ วลีนี้บอกว่าคนที่เป็นเป้าหมายยังคงเป็นคนประเภทเดิม แม้จะปรากฏภายใต้ป้ายกำกับหรือบทบาททางสังคมที่แตกต่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียน โดยใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของที่ถูกต้องสำหรับคำนามพหูพจน์: Online scams remain dangerous ____.

ดูคำตอบ

in all their guises

particularly the prosperous Danish haute bourgeoisie วัฒนธรรม

1:20

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชนชั้นนายทุนชั้นสูงชาวเดนมาร์กที่มั่งคั่ง

วัฒนธรรม

haute bourgeoisie: ชนชั้นกระฎุมพีระดับสูงผู้มั่งคั่ง

haute bourgeoisie เป็นคำเรียกชนชั้นทางสังคมที่มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงชนชั้นบนของกลุ่มกระฎุมพีที่มั่งคั่งและมีอิทธิพลทางสังคม ในประโยคนี้ prosperous Danish ย้ำว่าเป้าหมายของการวิจารณ์คือชนชั้นเดนมาร์กในศตวรรษที่ 19 ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีหน้ามีตา ไม่ใช่พลเมืองเดนมาร์กทั้งหมดหรือคนชั้นกลางทุกคน

แบบฝึกหัด

haute bourgeoisie ในประโยคนี้หมายถึงกลุ่มใด

  1. ทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมือง
  2. ชนชั้นบนของกลุ่มกระฎุมพีที่มั่งคั่งและมีสถานะสูง
  3. พลเมืองเดนมาร์กทั่วไปทั้งหมด
ดูคำตอบ

ชนชั้นบนของกลุ่มกระฎุมพีที่มั่งคั่งและมีสถานะสูง

and the members of the established Danish Church.

1:23

และสมาชิกของคริสตจักรเดนมาร์ก

He tells us,

1:26

เขาบอกกับเราว่า

"As I grew up,

1:27

"เมื่อฉันโตขึ้น

I opened my eyes and saw the real world

1:28

ฉันลืมตาขึ้นและมองเห็นโลกแห่งความเป็นจริง

and I began to laugh,

1:31

แล้วฉันก็เริ่มหัวเราะ

and I haven't stopped since. ไวยากรณ์

1:32

และก็ไม่เคยหยุดอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ไวยากรณ์

I haven't stopped since: ดำเนินต่อจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้

“I haven't stopped since” ใช้ present perfect ซึ่งมีโครงสร้าง have not + กริยาช่องที่สาม stopped หมายความว่าการกระทำเริ่มขึ้น ณ เวลาในอดีตที่เพิ่งกล่าวถึง และดำเนินต่อมาโดยไม่หยุดจนถึงตอนนี้ ในที่นี้ since อยู่ตามลำพังได้เพราะอนุประโยคก่อนหน้า “I began to laugh” ให้จุดเริ่มต้นไว้แล้ว ในบริบทนี้ since หมายถึง “นับแต่นั้นมา” ไม่ได้หมายถึง “เพราะว่า” สามารถวาง since ไว้ท้ายอนุประโยคที่เชื่อมกันหรือคำตอบสั้น ๆ ได้เมื่อจุดเริ่มต้นก่อนหน้านั้นชัดเจนแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่า Leo เริ่มหัวเราะ ณ เวลาที่กล่าวถึงก่อนหน้าและตอนนี้ก็ยังหัวเราะอยู่

  1. Leo began laughing then, and he hasn't stopped since.
  2. Leo didn't laugh because he understood the joke.
  3. Leo began laughing then, but he stopped a minute later.
ดูคำตอบ

Leo began laughing then, and he hasn't stopped since.

I saw that the meaning of life was to get a livelihood, การใช้คำ

1:34

ฉันเห็นว่าความหมายของชีวิตคือการหาเลี้ยงชีพ

การใช้คำ

get a livelihood: สำนวนเก่าที่หมายถึง earn a living

ในข้อความอ้างอิงเก่านี้ get a livelihood หมายถึงการมีหนทางเลี้ยงดูตนเองทางการเงิน Livelihood หมายถึงงาน รายได้ หรือทรัพยากรที่ช่วยให้คนเราตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ ไม่ได้หมายถึง life หรือตัวชีวิตเอง ถ้อยคำนี้นำเสนอชีวิตในสังคมว่าเป็นการแสวงหารายได้ในทางปฏิบัติ และช่วยเสริมน้ำเสียงเสียดสีของข้อความ ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันปัจจุบัน earn a living หรือ make a living มักฟังเป็นธรรมชาติกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดฟังเป็นธรรมชาติที่สุดในการสนทนาทั่วไปของภาษาอังกฤษปัจจุบัน

  1. I work two jobs to get a livelihood.
  2. I work two jobs to earn a living.
  3. I work two jobs to earn a life.
ดูคำตอบ

I work two jobs to earn a living.

that the goal of life was to be a High Court judge,

1:37

ว่าเป้าหมายของชีวิตคือการเป็นผู้พิพากษาศาลสูง

that the brightest joy of love was to marry a well-off girl, การใช้คำ

1:39

ว่าความสุขที่สดใสที่สุดของความรักคือการแต่งงานกับผู้หญิงที่มีฐานะ

การใช้คำ

well-off: มีฐานะทางการเงินดีและใช้ยัติภังค์อย่างถูกต้อง

well-off เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงมีความมั่นคงหรือความสบายทางการเงิน และมีเงินค่อนข้างมาก ในที่นี้ใช้บอกว่าหญิงสาวมีฐานะทางการเงินดี ไม่ได้เข้าใจด้วยการแยกความหมายทั่วไปของ well กับ off ออกจากกัน เมื่ออยู่หน้าคำนาม คำคุณศัพท์ประสมนี้มักเขียนด้วยยัติภังค์: a well-off girl แต่เมื่ออยู่หลังคำกริยาเชื่อม มักเขียนโดยไม่มียัติภังค์: her family is well off ในข้อความอ้างอิงนี้ การพูดถึงการแต่งงานผ่านฐานะของหญิงสาวทำให้ความรักฟังเหมือนการคำนวณเรื่องเงินในทางปฏิบัติ และช่วยเสริมน้ำเสียงเสียดสี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย โดยใช้ยัติภังค์ให้ถูกต้องเมื่ออยู่หน้าคำนาม: Lena grew up in a ____ family, so money was rarely a worry.

ดูคำตอบ

well-off

that wisdom was what the majority said it was,

1:43

ว่าปัญญาคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่บอกว่าเป็น

that passion was to give a speech, ลำดับความ

1:45

ว่าความหลงใหลคือการกล่าวสุนทรพจน์

that courage was to risk being fined $10,

1:47

ว่าความกล้าหาญคือการเสี่ยงถูกปรับ 10 ดอลลาร์

ลำดับความ

คำนิยามแบบคู่ขนานใน “passion was to ... courage was to ...”

โครงสร้างซ้ำ “that + คำนามนามธรรม + was to + การกระทำ” นำเสนอการกระทำแต่ละอย่างราวกับเป็นคำนิยามหรือหลักฐานของคุณธรรมนั้น การกล่าวสุนทรพจน์ถูกใช้แทน passion และการเสี่ยงถูกปรับเพียง 10 ดอลลาร์ถูกใช้แทน courage คำที่ยิ่งใหญ่อย่าง passion และ courage ตัดกับการกระทำและผลที่เล็กน้อย ทำให้อนุประโยคคู่ขนานสร้างความไม่ลงรอยเชิงประชด ผู้พูดกำลังวิจารณ์สังคมที่ลดทอนคุณธรรมสำคัญให้เหลือเพียงการแสดงออกที่ปลอดภัยและจำกัด ไม่ได้เห็นด้วยกับคำนิยามเหล่านี้อย่างจริงใจ

แบบฝึกหัด

โครงสร้างคู่ขนาน “passion was to ... courage was to ...” มีหน้าที่หลักอย่างไรในประโยคนี้?

  1. พิสูจน์ว่าค่าปรับ 10 ดอลลาร์เป็นบทลงโทษที่รุนแรง
  2. วิจารณ์การลดทอนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ให้เหลือเพียงการกระทำเล็กน้อยและปลอดภัย
  3. ให้คำนิยามแบบพจนานุกรมที่เป็นกลางของ passion และ courage
ดูคำตอบ

วิจารณ์การลดทอนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ให้เหลือเพียงการกระทำเล็กน้อยและปลอดภัย

that cordiality was to say you're welcome after a meal,

1:50

ว่าความจริงใจคือการพูดว่ายินดีหลังจากมื้ออาหาร

and that the fear of God was to go to communion once a year. วัฒนธรรม

1:53

และว่าความยำเกรงพระเจ้าคือการรับศีลมหาสนิทปีละครั้ง

วัฒนธรรม

“go to communion” ในฐานะกิจปฏิบัติทางศาสนาคริสต์

“Go to communion” ในที่นี้หมายถึงการเข้าร่วมพิธีมหาสนิทของคริสต์ศาสนา ในพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูนี้ ผู้ร่วมพิธีแบ่งปันหรือรับขนมปังกับไวน์ หรือใช้น้ำองุ่นในบางนิกาย ในชุดข้อความคู่ขนานที่ยาวกว่านี้ การเข้าร่วมพิธีมหาสนิทปีละครั้งถูกนำเสนอราวกับเป็นทั้งหมดของ “ความยำเกรงพระเจ้า” การเทียบเช่นนี้เป็นการประชด เพราะความเคารพทางศาสนาอย่างลึกซึ้งถูกลดทอนให้เหลือเพียงพิธีตามรูปแบบที่ทำนาน ๆ ครั้ง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “go to communion” หมายถึงอะไร?

  1. ไปเยี่ยมศูนย์ชุมชน
  2. เข้าร่วมพิธีมหาสนิทของคริสต์ศาสนา
  3. สนทนาทั่วไปกับผู้อื่น
ดูคำตอบ

เข้าร่วมพิธีมหาสนิทของคริสต์ศาสนา

That's what I saw

1:57

นั่นคือสิ่งที่ฉันเห็น

and I laughed."

1:58

และฉันก็หัวเราะ"

Kierkegaard was especially caustic about the 19th century understanding of love การใช้คำ

2:00

เคียร์เคกอร์ดเป็นผู้ที่ถากถางเป็นพิเศษเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องความรักในศตวรรษที่ 19

การใช้คำ

caustic about: การวิจารณ์ที่รุนแรงและเจ็บแสบ

ในประโยคนี้ caustic about หมายถึง “ใช้คำวิจารณ์ที่รุนแรง คมกริบ และทำร้ายความรู้สึกเมื่อพูดถึงหัวข้อหนึ่ง” วลี about the 19th century understanding of love ระบุหัวข้อที่เคียร์เคอกอร์วิจารณ์ Caustic บรรยายทั้งน้ำเสียงและผลกระทบของคำพูด ไม่ได้หมายถึงแค่ความคิดเห็นเชิงลบ ที่นี่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบว่าภาษานั้นเหมือนจะ “เผาไหม้” คนฟัง ไม่ได้กล่าวถึงสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

แบบฝึกหัด

“caustic about” ใน “The reviewer was caustic about the new policy” หมายถึงอะไร

  1. นักวิจารณ์วิจารณ์นโยบายใหม่อย่างรุนแรงและเจ็บแสบ
  2. นักวิจารณ์พูดถึงผลทางเคมีของนโยบายดังกล่าว
  3. นักวิจารณ์ให้ความเห็นเชิงลบเล็กน้อยต่อนโยบายใหม่
ดูคำตอบ

นักวิจารณ์วิจารณ์นโยบายใหม่อย่างรุนแรงและเจ็บแสบ

and the new ideology of passionate marriage,

2:04

และอุดมการณ์ใหม่ของการแต่งงานที่เปี่ยมด้วยความหลงใหล

which aimed to unite desire with prudence

2:07

ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมความปรารถนาเข้ากับความรอบคอบ

and suggested that one could enjoy all the thrills of a love affair ลำดับความ

2:10

และชี้ให้เห็นว่าเราสามารถเพลิดเพลินกับความตื่นเต้นทั้งหมดของเรื่องราวความรัก

and at the same time all the stability for long-term relationship.

2:13

และในเวลาเดียวกันก็ได้รับความมั่นคงทั้งหมดของความสัมพันธ์ระยะยาว

ลำดับความ

all the thrills ... at the same time all the stability: นำเสนอประโยชน์สองอย่างแบบขนานกัน

ในประโยคนี้ all the thrills of a love affair และ all the stability for long-term relationship เป็นกลุ่มคำนามที่วางขนานกัน การพูด all the ซ้ำทำให้ประโยชน์ทั้งสองอย่างมีน้ำหนักเท่ากันและดูเป็นคู่ที่สมดุล And at the same time ไม่ได้เพียงบอกว่าสองสิ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่เน้นว่าความตื่นเต้นและความมั่นคงระยะยาว ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นประโยชน์ที่ขัดกันนั้น สามารถมีพร้อมกันได้ โครงสร้างนี้นำเสนอแนวคิดว่าเราจะได้ข้อดีทั้งสองอย่างโดยไม่ต้องสละอย่างใดอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

“all the ... and at the same time all the ...” สร้างผลอย่างไรในประโยค

  1. เรียงเหตุการณ์สองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันตามลำดับเวลา
  2. นำเสนอความตื่นเต้นและความมั่นคงเป็นประโยชน์เต็มรูปแบบสองอย่างที่สามารถมีพร้อมกันได้
  3. บอกว่าความตื่นเต้นต้องจบลงก่อนความมั่นคงจึงจะเริ่มต้น
ดูคำตอบ

นำเสนอความตื่นเต้นและความมั่นคงเป็นประโยชน์เต็มรูปแบบสองอย่างที่สามารถมีพร้อมกันได้

But Kierkegaard mocked the notion that one could ever fuse romantic love with marriage, วลี

2:17

แต่เคียร์เคกอร์ดเยาะเย้ยความคิดที่ว่าเราสามารถผสานความรักแบบโรแมนติกเข้ากับการแต่งงานได้

วลี

“mocked the notion that” เพื่อเยาะเย้ยแนวคิดหนึ่ง

ใน mocked the notion that คำว่า mocked หมายถึงการมองแนวคิดหนึ่งว่าไร้สาระแล้วเยาะเย้ย ไม่ได้หมายถึงการเลียนแบบพฤติกรรมของใคร คำนี้แสดงความไม่เชื่อและการดูแคลนอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการไม่เห็นด้วยแบบเป็นกลาง โครงสร้างคือ mock + the notion + อนุประโยค that โดยอนุประโยค that ระบุแนวคิดที่ถูกเยาะเย้ย ในที่นี้คือแนวคิดที่ว่าความรักแบบโรแมนติกกับการแต่งงานสามารถผสานกันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “เยาะเย้ยแนวคิดที่ว่า”: The columnist ____ longer meetings always lead to better decisions.

ดูคำตอบ

mocked the notion that

that one could have passion and sex and at the same time children,

2:23

ที่เราสามารถมีความหลงใหลและเซ็กส์ในขณะเดียวกับที่มีลูก

stability,

2:26

ความมั่นคง

and routine.

2:27

และกิจวัตรประจำวัน

He respected both.

2:28

เขาเคารพทั้งสองอย่าง

He just couldn't believe you could have them both at the same time

2:29

เขาแค่ไม่เชื่อว่าเราจะมีทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันได้

in a cozy marriage sanctified by the state and the neighbors. สำนวน

2:32

ในการแต่งงานอันอบอุ่นที่ได้รับการรับรองจากรัฐและเพื่อนบ้าน

สำนวน

ความหมายเชิงประชดของ “sanctified by the state and the neighbors”

ใน sanctified by the state and the neighbors คำว่า sanctified ถูกใช้ในเชิงเปรียบเทียบและประชด ไม่ได้หมายถึงการให้พรทางศาสนาจริง ๆ แต่ทำให้ชีวิตแต่งงานดูราวกับว่าการยอมรับจากทางการและสังคมทำให้มันศักดิ์สิทธิ์หรือชอบธรรมอย่างไร้ข้อกังขา รูปถูกกระทำ sanctified by ระบุแหล่งที่มาของการยอมรับนั้น โดย the state แทนการรับรองทางกฎหมาย ส่วน the neighbors แทนความคาดหวังของชุมชนและการยอมรับทางสังคม

แบบฝึกหัด

ในบทวิจารณ์สังคม “a lifestyle sanctified by law and public opinion” น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. รูปแบบชีวิตที่ลอกเลียนนิสัยของผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง
  2. รูปแบบชีวิตที่ถูกนำเสนอว่าเกือบศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมเพราะกฎหมายและสังคมยอมรับ
  3. รูปแบบชีวิตที่ได้รับพรในพิธีทางศาสนาซึ่งดำเนินการโดยผู้ร่างกฎหมาย
  4. รูปแบบชีวิตที่ทั้งกฎหมายและสังคมแอบต่อต้าน
ดูคำตอบ

รูปแบบชีวิตที่ถูกนำเสนอว่าเกือบศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมเพราะกฎหมายและสังคมยอมรับ

His belief arose out of his own tortured love life. กริยาวลี

2:36

ความเชื่อของเขาเกิดขึ้นจากชีวิตรักอันแสนทรมานของเขาเอง

กริยาวลี

arose out of: แสดงที่มาของบางสิ่ง

ในที่นี้ arose out of หมายถึง “เกิดขึ้นเพราะ” หรือ “พัฒนามาจาก” ความเชื่อนี้ถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ความรักอันเจ็บปวดของเขา ไม่ได้หมายถึงการลุกขึ้นจริง ๆ รูปแบบคือ สิ่งหนึ่ง + arise out of + ที่มาหรือสาเหตุ โดย arose เป็นรูปอดีตแบบไม่ปกติของ arise

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ arise out of: The policy ____ months of public debate.

ดูคำตอบ

arose out of

He fell in love with a beautiful, precocious, and talented 18-year-old girl called Regine Olsen,

2:39

เขาตกหลุมรักเด็กสาววัย 18 ปีที่สวย เป็นผู้ใหญ่เกินวัย และมีความสามารถชื่อว่า เรจิน โอลเซน

only then to break off the engagement โน้ต

2:45

แต่แล้วก็ถอนหมั้นในเวลาต่อมา

as he realized that to try and live with her forever would also mean killing the love that had drawn him to her. สำนวน

2:47

เนื่องจากเขาตระหนักว่าความพยายามที่จะอยู่กับเธอตลอดไปจะหมายถึงการทำลายความรักที่ดึงดูดเขาเข้าหาเธอเช่นกัน

ไวยากรณ์

only then to: บอกจุดพลิกผันที่เกิดขึ้นภายหลัง

only then to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการกระทำก่อนหน้า ในที่นี้เขาเริ่มความสัมพันธ์และหมั้นหมาย แต่ภายหลังก็ถอนหมั้น รูป infinitive นี้ไม่ได้บอกจุดประสงค์ only เน้นความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจหรือน่าผิดหวัง ส่วน then ทำให้ลำดับเหตุการณ์ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ only then to แสดงอะไร? Maya signed the lease, only then to learn that pets were not allowed.

  1. การกระทำทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่มีความขัดแย้ง
  2. เธอรู้กฎหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว และผลที่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ไม่น่ายินดี
  3. เธอเซ็นสัญญาเช่าเพื่อจะได้รู้กฎนั้น
ดูคำตอบ

เธอรู้กฎหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว และผลที่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ไม่น่ายินดี

กริยาวลี

break off the engagement: ยุติการหมั้น

Break off หมายถึงการตั้งใจยุติสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีข้อตกลงไว้แล้ว ในที่นี้กรรมคือ the engagement ซึ่งหมายถึงคำมั่นอย่างเป็นทางการว่าจะแต่งงานกัน ดังนั้น break off the engagement จึงหมายถึงการยุติการหมั้นอย่างเป็นทางการ Break off เป็น phrasal verb ที่แยกคำได้ โดย break the engagement off ถูกต้องตามไวยากรณ์ แต่เมื่อใช้กับนามวลีเต็มแบบนี้ break off the engagement มักฟังลื่นไหลกว่า โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับการยุติการพูดคุย การเจรจา หรือการติดต่อได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงการยุติคำมั่นว่าจะแต่งงานอย่างเป็นทางการ: After several honest conversations, they decided to ____.

ดูคำตอบ

break off the engagement

สำนวน

killing the love: การทำลายความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบ

ในที่นี้ killing ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ Killing the love หมายถึงการทำให้ความรู้สึกรักหายไปโดยสิ้นเชิง ไม่ได้หมายถึงการทำร้ายร่างกายใคร คำว่า kill ทำให้ผลกระทบฟังดูรุนแรงและเด็ดขาดกว่าการทำให้ความรักอ่อนลงเพียงอย่างเดียว การใช้ kill แบบนี้ขยายไปยังสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่นได้ เช่น kill the mood, kill someone's interest หรือ kill their enthusiasm แต่ละกรณีหมายถึงมีบางสิ่งทำให้ความรู้สึกหรือบรรยากาศสิ้นสุดลง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Constant suspicion can kill the love in a relationship,” คำว่า kill the love หมายถึงอะไร?

  1. ทำลายความรู้สึกรักอย่างสิ้นเชิง
  2. ทำให้คู่รักสัญญาว่าจะแต่งงานกัน
  3. ทำร้ายร่างกายคู่รักคนใดคนหนึ่ง
ดูคำตอบ

ทำลายความรู้สึกรักอย่างสิ้นเชิง

Everywhere he turned, สำนวน

2:53

ไม่ว่าเขาจะหันไปทางไหน

สำนวน

Everywhere he turned: หันไปทางไหนก็เจอปัญหาเดิม

Everywhere he turned หมายความว่า ทุกทิศทาง แหล่งข้อมูล หรือทางเลือกที่เขาพิจารณา ล้วนเผยให้เห็นความยากลำบากแบบเดิม ในประโยคนี้ turned ใช้เชิงเปรียบเทียบ คือการเปลี่ยนจุดสนใจหรือลองวิธีอื่น ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหันตัวจริง ๆ วลีนี้สรุปรูปแบบที่เกิดซ้ำในทุกทางเลือก และมักใช้ปูไปสู่ตัวอย่างหลายแบบของปัญหาเดียวที่ดูหลีกเลี่ยงไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: He asked three different offices for help, but ____, he received the same refusal.

ดูคำตอบ

everywhere he turned

Kierkegaard saw intolerable incompatibilities

2:55

เคียร์เคกอร์ดมองเห็นความไม่ลงรอยกันที่ไม่อาจทนได้

and impossible choices.

2:58

และทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้

It led him to one memorable explosion in Either/Or.

3:00

มันนำเขาไปสู่การระเบิดอารมณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในหนังสือ Either/Or

"Marry and you will regret it. ไวยากรณ์

3:03

"แต่งงานแล้วคุณจะเสียใจ

Don't marry,

3:05

ไม่แต่งงาน

you will also regret it.

3:06

คุณก็จะเสียใจเช่นกัน

ไวยากรณ์

Marry and you will regret it: คำสั่ง + and เพื่อบอกเงื่อนไขและผลลัพธ์

ใน Marry and you will regret it คำว่า marry อยู่ในรูปคำสั่ง แต่ประโยคนี้ไม่ได้เพียงออกคำสั่งแล้วบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง อนุประโยคแรกทำหน้าที่เป็นเงื่อนไข คือ If you marry ส่วนอนุประโยคหลัง and บอกผลที่คาดไว้ คือ you will regret it โครงสร้างคำสั่ง + and + ผลลัพธ์ ทำให้เงื่อนไขฟังดูกระชับและหนักแน่น ในที่นี้ ความเสียใจถูกนำเสนอว่าเป็นผลจากการเลือกแต่งงาน

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่ทำให้เกิดโครงสร้างคำสั่ง + ผลลัพธ์: Check the address again, ____ you will catch the mistake.

ดูคำตอบ

and

Marry or don't marry,

3:07

จะแต่งงานหรือไม่แต่งงาน

you will regret it either way. วลี

3:09

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนคุณก็จะเสียใจ

วลี

either way: สองทางเลือกแต่ผลลัพธ์เหมือนกัน

either way หมายถึง “ไม่ว่าตัวเลือกใดในสองตัวเลือกจะเกิดขึ้น” ในประโยคนี้ การแต่งงานกับการไม่แต่งงานเป็นตัวเลือกตรงข้ามกัน แต่ผู้พูดบอกว่าผลลัพธ์คือความเสียใจเหมือนกัน way ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงถนนจริง ๆ วลีนี้ย้อนกลับไปกล่าวถึงสองทางเลือกและสรุปว่าทั้งคู่ให้ผลลัพธ์เดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียน: The train and the bus each take one hour. ____, we'll arrive by noon.

ดูคำตอบ

Either way

Laugh at the world's foolishness,

3:11

หัวเราะเยาะความโง่เขลาของโลก

you will regret it.

3:12

คุณจะเสียใจ

Weep over it,

3:13

ร้องไห้คร่ำครวญให้กับมัน

you'll regret that too.

3:14

คุณก็จะต้องเสียใจเช่นกัน

Hang yourself,

3:16

ผูกคอตาย

you'll regret it.

3:17

คุณจะเสียใจ

Don't hang yourself

3:17

อย่าผูกคอตาย

and you'll regret that too.

3:19

แล้วคุณก็จะเสียใจที่ไม่ได้ทำเช่นกัน

Whether you hang yourself or don't hang yourself, ไวยากรณ์

3:20

ไม่ว่าคุณจะผูกคอตายหรือไม่ผูกคอตาย

you will regret both.

3:22

คุณก็จะเสียใจทั้งสองทาง

ไวยากรณ์

Whether A or B, C: สองทางเลือกแต่ข้อสรุปเดียวกัน

โครงสร้างเปิด Whether A or B เสนอทางเลือกสองทาง ส่วนประโยคหลัก C บอกว่าข้อสรุปเดียวกันเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด ในที่นี้ A คือ hang yourself, B คือ don't hang yourself และ C คือ you will regret both ใน regret both คำว่า both ย้อนกลับไปหมายถึงสองทางเลือกนั้น ประโยคนี้ใช้ตัวอย่างที่รุนแรงและมืดมนเพื่อแสดงแนวคิดเชิงขัดแย้งเกี่ยวกับความเสียใจ เป็นการนำเสนอความคิดของผู้พูด ไม่ใช่คำแนะนำให้ทำร้ายตนเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองส่วนจากบทเรียน: ____ we leave now ____ wait until morning, the road will still be icy.

ดูคำตอบ

Whether · or

This gentleman is the essence of all philosophy." วลี

3:23

สุภาพบุรุษ นี่คือแก่นแท้ของปรัชญาทั้งปวง"

วลี

the essence of: แก่นแท้ของ

ในที่นี้ the essence of หมายถึงคุณลักษณะพื้นฐานที่สุดที่นิยามสิ่งหนึ่ง การกล่าวว่าสุภาพบุรุษผู้นี้เป็นแก่นแท้ของปรัชญาทั้งมวลทำให้เขาเป็นภาพแทนเชิงบุคคลของธรรมชาติอันเป็นแก่นของปรัชญา ไม่ใช่เพียงตัวอย่างหนึ่งของนักปรัชญา โครงสร้าง the essence of + คำนาม ใช้บอกว่าสิ่งนั้นโดยพื้นฐานแล้วคืออะไร essence ในที่นี้เป็นความหมายเชิงนามธรรม ไม่ได้หมายถึงกลิ่นหอม สารแต่งกลิ่นรส หรือน้ำมันหอมระเหย

แบบฝึกหัด

ใช้วลี the essence of เติมประโยคให้สมบูรณ์: Trust is ____ a strong partnership.

ดูคำตอบ

the essence of

The mention of laughter is not a coincidence.

3:27

การพูดถึงเสียงหัวเราะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

Key to Kierkegaard's philosophy ไวยากรณ์

3:29

กุญแจสำคัญสู่ปรัชญาของเคียร์เคกอร์ด

is that the only intelligent tactical response to life's horror

3:31

คือกลยุทธ์การตอบสนองอย่างชาญฉลาดเพียงอย่างเดียวต่อความน่าสยดสยองของชีวิต

is to laugh defiantly at it.

3:35

นั่นคือการหัวเราะเยาะมันอย่างท้าทาย

ไวยากรณ์

Key to X is that Y: หัวใจสำคัญของ X คือ Y

ในรูปแบบ Key to X is that Y วลีเปิดนำเสนอ X ในฐานะเรื่องที่กำลังจะมีการกล่าวถึงหลักการสำคัญ ในที่นี้ X คือปรัชญาของเคียร์เคกอร์ และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ให้ข้อเสนอหลัก รูปแบบคือ Key to + นามวลี + is that + อนุประโยคสมบูรณ์ การวาง Key to X ไว้ต้นประโยคทำให้กรอบของเรื่องเด่นขึ้นก่อนข้อเสนอหลัก ใน key to คำว่า to เป็นคำบุพบท

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ Key to X is that Y เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ the project's success ____ everyone reports problems early.

ดูคำตอบ

Key to · is that

Rarely has a philosopher taken humor as seriously. ไวยากรณ์

3:37

แทบจะไม่มีนักปรัชญาคนใดจริงจังกับอารมณ์ขันเท่านี้มาก่อน

ไวยากรณ์

Rarely has a philosopher: การสลับตำแหน่งหลัง Rarely ที่อยู่ต้นประโยค

เมื่อนำ Rarely มาไว้ต้นประโยค คำนี้จะเน้นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจาก Rarely มีความหมายเชิงปฏิเสธ กริยาช่วย has จึงย้ายมาอยู่หน้าประธาน a philosopher: Rarely has a philosopher taken ... นี่คือการสลับตำแหน่งประธานกับกริยาช่วยในประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม หาก rarely อยู่ในตำแหน่งกลางประโยคตามปกติ ให้ใช้ลำดับคำธรรมดา: A philosopher has rarely taken humor as seriously.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Rarely ต้นประโยคได้ถูกต้องเพื่อสร้างประโยคบอกเล่าแบบเป็นทางการ

  1. Rarely the team has faced such a difficult choice.
  2. Rarely has the team faced such a difficult choice.
  3. Rarely has the team face such a difficult choice.
ดูคำตอบ

Rarely has the team faced such a difficult choice.

Kierkegaard is often described as the founder of the philosophical movement known as existentialism โน้ต

3:40

เคียร์เคกอร์ดมักถูกอธิบายว่าเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการทางปรัชญาที่รู้จักกันในชื่อ อัตถิภาวนิยม (Existentialism)

because in him we find all the themes that would so interest later thinkers like Sartre, Camus, and Heidegger.

3:45

เพราะในตัวเขานั้น เราพบทุกประเด็นที่จะดึงดูดความสนใจของนักคิดรุ่นหลังอย่าง ซาร์ตร์ กามูว์ และ ไฮเดกเกอร์

วลี

is often described as the founder of: การระบุที่มาอย่างระมัดระวัง

โครงสร้างรูปถูกกระทำ be described as + บทบาทหรือตำแหน่ง ใช้รายงานว่าคนอื่นหรือแหล่งข้อมูลมองบุคคลหนึ่งอย่างไร ในที่นี้ is often described as the founder of existentialism เป็นการยกสถานะนั้นให้เคียร์เคกอร์ในฐานะคำเรียกจากผู้อื่น ไม่ใช่การยืนยันว่าเป็นคำเรียกที่ไม่มีข้อโต้แย้ง Often ทำให้ข้อความระมัดระวังมากขึ้น กล่าวคือ คำอธิบายนี้พบได้บ่อย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ยอมรับของทุกคน อนุประโยค because ที่ตามมาให้เหตุผลว่าทำไมจึงใช้คำอธิบายนี้

แบบฝึกหัด

ผู้เขียนชีวประวัติต้องการรายงานคำเรียกที่ใช้กันทั่วไปแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกคน ประโยคใดเหมาะสมที่สุด

  1. Elena is the founder of the movement.
  2. Elena is often described as the founder of the movement.
  3. Elena often describes as the founder of the movement.
ดูคำตอบ

Elena is often described as the founder of the movement.

วัฒนธรรม

existentialism ในฐานะขบวนการทางปรัชญา

existentialism หรืออัตถิภาวนิยม คือขบวนการทางปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคล โดยพิจารณาว่ามนุษย์เผชิญเสรีภาพ การเลือก ความรับผิดชอบ ความวิตกกังวล และการแสวงหาความหมายอย่างไร การเรียกคีร์เคอกอร์ว่าเป็นผู้ก่อตั้งเป็นการวางเขาไว้ ณ จุดเริ่มต้นของขนบทางความคิดที่นักคิดรุ่นหลังนำประเด็นต่าง ๆ ไปพัฒนาต่อ ไม่ได้หมายความว่าคีร์เคอกอร์ ซาร์ตร์ กามูส์ และไฮเดกเกอร์มีความเห็นเหมือนกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ existentialism ในประโยคนี้มากที่สุด

  1. ขบวนการทางปรัชญาที่เน้นการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคล เสรีภาพ การเลือก ความรับผิดชอบ ความวิตกกังวล และความหมาย
  2. ชื่อเรียกความกังวลเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นชั่วครู่
  3. ทฤษฎีที่กล่าวว่านักคิดเหล่านี้ทุกคนมีความเห็นเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ

ขบวนการทางปรัชญาที่เน้นการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคล เสรีภาพ การเลือก ความรับผิดชอบ ความวิตกกังวล และความหมาย

The book that fascinated the existentialists was Kierkegaard's The Concept of Anxiety,

3:51

หนังสือที่ทำให้กลุ่มนักอัตถิภาวนิยมหลงใหลคือ The Concept of Anxiety ของเคียร์เคกอร์ด

published in 1844,

3:55

ตีพิมพ์เมื่อปี 1844

in which he emphasized a new word,

3:57

ซึ่งเขาได้เน้นย้ำถึงคำศัพท์ใหม่คำหนึ่ง

or angst as we know it in English,

4:00

หรือ angst อย่างที่เรารู้จักกันในภาษาอังกฤษ

วัฒนธรรม

Angest หรือ angst: ความไม่สบายใจเชิงอัตถิภาวะอย่างลึกซึ้ง

ใน Angest, or angst คำว่า or ใช้แนะนำรูปภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่อธิบายคำต้นทาง Angest ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ทั่วไปจะสะกดว่า angst ในที่นี้ angst หมายถึงความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งที่เชื่อมโยงกับการดำรงอยู่ เสรีภาพ การเลือก อัตลักษณ์ หรือความหมาย คำนี้มีขอบเขตกว้างและหนักกว่าความกังวลเล็กน้อยชั่วคราว แม้ภาษาอังกฤษจะใช้แบบไม่เป็นทางการในวลีอย่าง teenage angst ด้วย

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะจะบรรยายด้วย angst มากที่สุด

  1. ความประหลาดใจชั่วขณะเมื่อโทรศัพท์ดัง
  2. ความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิต
  3. ความกังวลเล็กน้อยว่าขนมอาจขายหมด
ดูคำตอบ

ความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิต

a condition where we understand how many choices we face ไวยากรณ์

4:02

สภาวะที่เราเข้าใจว่าเราต้องเผชิญกับทางเลือกมากมายเพียงใด

and how little understanding we can ever have of how to exercise these choices wisely.

4:05

และมีความเข้าใจเพียงน้อยนิดในการใช้ทางเลือกเหล่านี้อย่างชาญฉลาด

ไวยากรณ์

อนุประโยคซ้อนแบบขนาน how many ... และ how little ...

อนุประโยค how ทั้งสองทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของ understand แบบขนาน ได้แก่ how many choices we face และ how little understanding we can ever have โดย how many ชี้ถึงจำนวนที่มาก ส่วน how little ชี้ถึงปริมาณที่น้อยของคำนามนับไม่ได้ understanding เมื่อนำมาวางคู่กันจึงเน้นความต่างระหว่างสิ่งที่มีมากกับสิ่งที่มีน้อย เนื่องจากเป็นอนุประโยคซ้อน จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how many choices we face ไม่ใช่ how many choices do we face โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกริยา + how many/how much/how little + คำนาม + ประธาน + คำกริยา เพื่อเน้นจำนวนหรือระดับภายในประโยคบอกเล่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค how แบบซ้อนที่ขนานกันหลัง realized ได้ถูกต้อง

  1. We realized that our task list was long and our time was short.
  2. We realized how many tasks we had and how little time we had.
  3. We asked ourselves, 'How many tasks do we have, and how little time do we have?'
ดูคำตอบ

We realized how many tasks we had and how little time we had.

As Kierkegaard wrote,

4:10

ตามที่เคียร์เคกอร์ดได้เขียนไว้

"Life can only be understood backwards, ลำดับความ

4:12

"ชีวิตสามารถทำความเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น

but must be lived forwards.

4:14

แต่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้า"

ลำดับความ

ปฏิพากย์ใน can only be understood backwards ... must be lived forwards

ประโยคนี้จัดความคิดหนึ่งให้เป็นปฏิพากย์ที่กระชับ Life เป็นประธานร่วมของกลุ่มคำกริยารูปถูกกระทำสองส่วน ได้แก่ can only be understood และ must be lived โดย but เชื่อมทั้งสองส่วน ขณะที่ backwards และ forwards อยู่ในตำแหน่งท้ายที่สอดคล้องกันและสร้างความตรงข้ามอย่างชัดเจน backwards หมายถึงการมองย้อนกลับหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น ส่วน forwards หมายถึงการดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่ยังไม่รู้ only ขยายขอบเขตของ be understood ไม่ใช่ Life กล่าวคือ ความเข้าใจเกิดขึ้นภายหลัง แต่การใช้ชีวิตและการเลือกต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะเข้าใจทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความตรงข้ามแบบสมดุลในรูปถูกกระทำที่เชื่อมด้วย but เช่นเดียวกัน

  1. Practice is important because a skill takes time to develop.
  2. A teacher can explain a skill in class, and learners practice it later.
  3. A skill can be explained in class, but must be developed through practice.
ดูคำตอบ

A skill can be explained in class, but must be developed through practice.

Our constant angst means that unhappiness is more or less written into the script of life. โน้ต

4:16

ความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาของเรา หมายความว่าความทุกข์ใจได้ถูกเขียนลงไปในบทของชีวิตไม่มากก็น้อย

วลี

การใช้ more or less เพื่อลดความหนักแน่น

ในประโยคนี้ more or less หมายถึง “โดยรวม” หรือ “ในระดับมาก แต่ไม่ทั้งหมด” วลีนี้ช่วยลดความหนักแน่นของข้อกล่าวอ้างที่ว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในชีวิต และเปิดพื้นที่ไว้สำหรับข้อยกเว้นหรือความไม่แน่นอน เมื่อใช้เป็นคำลดระดับความหนักแน่น วลีนี้จะปรับระดับความแน่นอนหรือความแม่นยำของข้อความที่ตามมา ในที่นี้ไม่ได้กำลังเปรียบเทียบปริมาณที่มากกว่ากับปริมาณที่น้อยกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำลดระดับจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยรวม แต่ไม่เหมือนกันในทุกรายละเอียด”: The new schedule is ____ the same as the old one.

ดูคำตอบ

more or less

สำนวน

written into the script of life ในฐานะคำเปรียบเทียบ

Written into the script of life เป็นคำเปรียบเทียบ บทละครกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการแสดง ดังนั้นสิ่งที่ถูกเขียนลงไปจึงดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องมาตั้งแต่ต้น ในที่นี้ วลีดังกล่าวนำเสนอความทุกข์ว่าเป็นลักษณะที่ฝังอยู่ในชีวิตมนุษย์และยากจะกำจัดออกไป ถ้อยคำนี้มีมุมมองในแง่ร้ายอย่างมาก แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทุกเหตุการณ์ถูกกำหนดโดยโชคชะตา วลีนี้มองลักษณะดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่คาดได้จากโครงสร้างของชีวิต ไม่ใช่บทละครที่มีอยู่จริง

แบบฝึกหัด

คำเปรียบเทียบในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? With no backup supplier, delays were written into the script from the beginning.

  1. มีคนบันทึกความล่าช้าไว้ในบทภาพยนตร์
  2. ทุกรายละเอียดของอนาคตถูกควบคุมโดยโชคชะตา
  3. ความล่าช้าเป็นผลของสถานการณ์ที่คาดหมายได้ตั้งแต่ต้น
ดูคำตอบ

ความล่าช้าเป็นผลของสถานการณ์ที่คาดหมายได้ตั้งแต่ต้น

As he wrote,

4:21

ดังที่เขาเขียนไว้ว่า

"Anyone who has given the matter any serious thought วลี

4:22

"ใครก็ตามที่คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

วลี

given the matter any serious thought: พิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในโครงสร้าง give a matter serious thought คำว่า give ไม่ได้หมายถึงการส่งมอบสิ่งของ แต่โครงสร้างนี้หมายถึงการคิดพิจารณาประเด็นหนึ่งอย่างรอบคอบ กรรมสามารถอยู่ระหว่าง give กับ serious thought ได้ ดังที่ the matter อยู่ในตำแหน่งนี้ในประโยค any ที่ตามหลัง Anyone who... เพิ่มความหมายว่า “แม้เพียงเล็กน้อย” หรือ “ไม่ว่าในระดับใด” จึงครอบคลุมทุกคนที่เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง has given เป็น present perfect แสดงว่าการคิดเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งก่อนถึงปัจจุบันและยังเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง give + the proposal + serious thought โดยใช้ simple past: Before voting, the committee ____.

ดูคำตอบ

gave the proposal serious thought

will know that I'm right when I say

4:25

จะรู้ว่าฉันพูดถูกเมื่อฉันกล่าวว่า

it's not possible for anyone to be absolutely

4:27

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะมีความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยม

and in every conceivable way completely content,

4:30

และพึงพอใจอย่างแท้จริงในทุกๆ ด้านที่จินตนาการถึงได้

not even for a single half hour of his life. ไวยากรณ์

4:33

แม้จะเป็นเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในชีวิตของเขาก็ตาม

ไวยากรณ์

not even for a single half hour: แม้แต่เพียงครึ่งชั่วโมงเดียวก็ไม่

not even เพิ่มกรณีสุดขั้วเข้าไปในข้อความปฏิเสธ โดยบอกว่าแม้แต่กรณีที่น่าจะเป็นข้อยกเว้นมากที่สุดก็ยังเป็นไปไม่ได้ หลังจากกล่าวว่าความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์เป็นไปไม่ได้ ผู้พูดก็ขยายข้อกล่าวอ้างนั้นไปจนถึงช่วงเวลาที่สั้นมาก for a single half hour หมายถึง “เพียงสามสิบนาที” คำว่า single ทำให้ช่วงเวลานี้ดูเหมือนขีดต่ำสุด จึงเน้นอย่างมากว่าไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาสั้นเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ทำให้ข้อความปฏิเสธลงไปถึงขีดต่ำสุดที่น่าประหลาดใจ: The battery did not last, ____ for ten minutes.

ดูคำตอบ

not even

No one has come into the world without crying. ลำดับความ

4:36

ไม่มีใครเกิดมาบนโลกโดยที่ไม่ร้องไห้

No one asks when you want to enter the world,

4:38

ไม่มีใครถามว่าคุณอยากเกิดมาบนโลกเมื่อใด

no one asks when you want to leave.

4:41

ไม่มีใครถามว่าคุณอยากจากโลกนี้ไปเมื่อใด

ลำดับความ

No one ... enter the world ... leave: สร้างข้อโต้แย้งด้วยการกล่าวซ้ำ

อนุประโยคทั้งสามขึ้นต้นด้วย No one การซ้ำคำต้นประโยคแบบนี้เรียกว่าการซ้ำต้นวลี ซึ่งทำให้เกิดจังหวะสม่ำเสมอ และทำให้แต่ละข้อความดูเป็นอีกส่วนหนึ่งของข้อโต้แย้งเดียวกันว่า มนุษย์ควบคุมเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิตไม่ได้ come into/enter the world หมายถึง “เกิด” ส่วน leave หมายถึง “ตาย” การวางจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ตรงข้ามกันนี้ทำให้แนวคิดครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย และค่อย ๆ สร้างข้อสรุปเชิงลบแบบเหมารวม ไม่ใช่การเล่าเหตุการณ์ถามตอบจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในข้อความนี้ การกล่าว No one ซ้ำและการเปรียบต่าง enter the world กับ leave ให้ผลหลักอย่างไร?

  1. เชื่อมข้อความต่าง ๆ ให้เป็นข้อสรุปที่สะสมขึ้นว่า มนุษย์ไม่มีอำนาจควบคุมตั้งแต่เกิดจนตาย
  2. บรรยายคนสามคนที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการเดินทาง
  3. เปลี่ยนอนุประโยคสุดท้ายให้เป็นการขออนุญาตออกจากสถานที่หนึ่ง
ดูคำตอบ

เชื่อมข้อความต่าง ๆ ให้เป็นข้อสรุปที่สะสมขึ้นว่า มนุษย์ไม่มีอำนาจควบคุมตั้งแต่เกิดจนตาย

How empty and meaningless life is. ไวยากรณ์

4:43

ชีวิตช่างว่างเปล่าและไร้ความหมายเหลือเกิน

ไวยากรณ์

โครงสร้าง How + คำคุณศัพท์ + ประธาน + be ใน “How empty and meaningless life is”

How + adjective + subject + be เป็นโครงสร้างประโยคอุทาน ในที่นี้ how เน้นระดับของคำคุณศัพท์สองคำที่เชื่อมกันคือ empty และ meaningless ทำให้ผู้พูดประเมินชีวิตอย่างหนักแน่นมาก ประธานยังคงอยู่หน้าคำกริยา คือ life is การขึ้นต้นด้วย how ไม่ได้ทำให้ประโยคเป็นคำถามโดยอัตโนมัติ ประโยคนี้แสดงการตัดสินอย่างเข้มข้น ไม่ได้ขอข้อมูล

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน The garden is beautiful ให้เป็นประโยคอุทานด้วย How: How beautiful ____!

ดูคำตอบ

the garden is

We bury a person,

4:45

เราฝังศพคนๆ หนึ่ง

throw three shovels of earth over him,

4:47

โกยดินสามพลั่วกลบลงไป

drive out in a coach,

4:49

นั่งรถม้าออกไป

drive back in a coach,

4:50

นั่งรถม้ากลับมา

and console ourselves that we still have life enough left to live.

4:51

และปลอบใจตัวเองว่าเรายังมีชีวิตเหลืออยู่มากพอให้ใช้ต่อไป

But really,

4:54

แต่เอาเข้าจริง

how long is threescore and ten? วัฒนธรรม

4:55

เจ็ดสิบปีมันจะยาวนานแค่ไหนเชียว?

วัฒนธรรม

“threescore and ten” หมายถึงเจ็ดสิบ

ในคำถามนี้ threescore and ten หมายถึงเจ็ดสิบ โดย score ในที่นี้เท่ากับยี่สิบ ดังนั้น threescore คือสามคูณยี่สิบหรือหกสิบ แล้วบวก ten จึงเป็นเจ็ดสิบ ในบริบทเรื่องอายุขัย สำนวนนี้หมายถึงเจ็ดสิบปี นี่เป็นวิธีนับแบบโบราณที่ให้กลิ่นอายภาษาพระคัมภีร์ และเชื่อมโยงอย่างมากกับถ้อยคำในสดุดีบทที่ 90 ของพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับเก่า ควรเข้าใจว่าเป็นสำนวนทางวรรณกรรมหรือศาสนา ไม่ใช่คำนาม score ในภาษาอังกฤษปัจจุบันที่หมายถึง “คะแนน”

แบบฝึกหัด

ในข้อความภาษาอังกฤษโบราณ threescore and ten หมายถึงเลขใด?

  1. 30
  2. 70
  3. 60
ดูคำตอบ

70

Why not just get it over with straight away? กริยาวลี

4:56

ทำไมไม่รีบทำให้มันจบๆ ไปซะเลยล่ะ?"

กริยาวลี

“get it over with”: ทำเรื่องที่ไม่น่าพอใจให้เสร็จ

get it over with หมายถึงทำงานหรือผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจ กดดัน หรือน่ากลัวให้เสร็จ เพื่อจะได้ไม่ต้องคอยกังวลถึงมันอีก โครงสร้างปกติคือ get + กรรม + over with เช่น get it over with หรือ get the interview over with ในประโยคนี้ it สื่อถึงชีวิตเองอย่างมืดหม่น และ straight away เพิ่มความหมายว่าให้ทำทันที ประโยคนี้ไม่ใช่การกระตุ้นให้ลงมือทำแบบทั่วไป แต่กล่าวถึงชีวิตเหมือนเป็นกระบวนการที่ไม่ต้องการและอยากให้จบลง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ทำงานที่ไม่น่าพอใจให้เสร็จเพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลถึงมันอีก”: I don't want to make the phone call, but I'll ____ now.

ดูคำตอบ

get it over with

For Kierkegaard,

4:59

อย่างไรก็ตาม สำหรับเคียร์เคกอร์ดแล้ว

there was, however, ลำดับความ

5:00

ยังคงมี

one answer that he put forward ever more stridently in his later works, กริยาวลี

5:01

คำตอบหนึ่งที่เขานำเสนออย่างจริงจังมากขึ้นในผลงานช่วงหลังๆ ของเขา

กริยาวลี

put forward: เสนอแนวคิดให้พิจารณา

put forward หมายถึงการเสนอแนวคิด ข้อโต้แย้ง แผน หรือผู้สมัครให้ผู้อื่นพิจารณา ในข้อความนี้ สิ่งที่เขา put forward คือ one answer โดย that ย้อนกลับไปหา one answer และทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาวลีนี้ กริยาวลีนี้แยกคำได้ จึงพูดได้ทั้ง put forward a proposal และ put a proposal forward หากกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลางเป็น put it forward คำกริยา put มีรูปปัจจุบันและอดีตเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เสนออย่างเป็นทางการให้พิจารณา”: At yesterday's meeting, the chair ____ a new plan.

ดูคำตอบ

put forward

Jesus Christ.

5:06

พระเยซูคริสต์

ลำดับความ

one answer ... Jesus Christ: การเลื่อนชื่อเฉพาะไปเฉลยตอนท้าย

ประโยคนี้เริ่มจากวลีที่ยังไม่เจาะจงว่า one answer แล้วจึงรอจนถึงคำท้ายประโยค Jesus Christ จึงเปิดเผยว่าคำตอบนั้นคืออะไร อนุประโยคขยายยาว ๆ that he put forward ever more stridently in his later works ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำตอบก่อนที่จะบอกชื่อ จึงสร้างความอยากรู้ขึ้นมา Jesus Christ เป็นส่วนขยายแบบคำซ้อนที่เลื่อนไปไว้ท้ายประโยค โดยระบุความหมายของ one answer ไม่ใช่ his later works ส่วน However แสดงการเปลี่ยนจากการอภิปรายก่อนหน้าที่เป็นลบหรือสิ้นหวังมาสู่คำตอบนี้ รูปแบบที่ใช้คำเรียกแบบไม่เจาะจงก่อนแล้วค่อยตามด้วยชื่อเฉพาะ ช่วยควบคุมจังหวะการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ

แบบฝึกหัด

ในประโยค“There was one solution we finally agreed on, taking the earlier train.” วลี “taking the earlier train” ทำหน้าที่อะไร?

  1. เสนอวิธีแก้ปัญหาข้อที่สองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. ขยาย “agreed” เพื่ออธิบายว่าพวกเขาตกลงกันอย่างไร
  3. ระบุให้ชัดว่า “one solution” ที่กล่าวไว้ก่อนหน้าคืออะไร
ดูคำตอบ

ระบุให้ชัดว่า “one solution” ที่กล่าวไว้ก่อนหน้าคืออะไร

Kierkegaard loathed the Christianity of the established Danish Church, วัฒนธรรม

5:07

เคียร์เคกอร์ดรังเกียจศาสนาคริสต์ของคริสตจักรเดนมาร์ก

but he adored the simple truths of the gospels that his father taught him as a boy.

5:11

แต่เขากลับชื่นชมในความจริงอันเรียบง่ายของพระกิตติคุณที่พ่อเคยสอนเขาเมื่อวัยเด็ก

วัฒนธรรม

คริสตจักรเดนมาร์กที่เป็นสถาบันของรัฐกับความจริงอันเรียบง่ายในพระวรสาร

คริสตจักรเดนมาร์กที่เป็นสถาบันของรัฐหมายถึงคริสตจักรในเดนมาร์กที่รัฐรับรองอย่างเป็นทางการและจัดตั้งเป็นสถาบัน ส่วนความจริงอันเรียบง่ายในพระวรสารหมายถึงคำสอนพื้นฐานในเรื่องราวพระวรสารของพันธสัญญาใหม่ตามที่เขาได้เรียนจากบิดา ประโยคนี้แยกสถาบันทางศาสนาออกจากคำสอนด้านความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนั้น ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง loathed กับ adored แสดงว่าเคียร์เคอกอร์ต่อต้านรูปแบบคริสต์ศาสนาของคริสตจักรที่เป็นสถาบัน ไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อคริสต์ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ความแตกต่างในประโยคนี้แสดงให้เห็นอะไร?

  1. เคียร์เคอกอร์ปฏิเสธความเชื่อและคำสอนของคริสต์ศาสนาทุกรูปแบบ
  2. เคียร์เคอกอร์รักคริสตจักรเดนมาร์ก แต่ไม่ชอบพระวรสาร
  3. เคียร์เคอกอร์ต่อต้านระบบคริสตจักรที่เป็นทางการ แต่เห็นคุณค่าของคำสอนในพระวรสารที่เขาได้เรียนรู้
ดูคำตอบ

เคียร์เคอกอร์ต่อต้านระบบคริสตจักรที่เป็นทางการ แต่เห็นคุณค่าของคำสอนในพระวรสารที่เขาได้เรียนรู้

For him,

5:16

สำหรับเขา

Christianity was a religion of extreme surrender

5:16

คริสต์ศาสนาคือศาสนาแห่งการยอมจำนนอย่างถึงที่สุด

to a theology of almost peasant-like simplicity.

5:19

ต่อเทววิทยาที่เรียบง่ายจนแทบจะเหมือนชาวนา

One was to be ready to die for Christ, ไวยากรณ์

5:22

เราต้องพร้อมที่จะตายเพื่อพระคริสต์

ไวยากรณ์

One was to + คำกริยา เพื่อบอกหน้าที่ทั่วไป

one ในที่นี้เป็นคำสรรพนามที่กล่าวถึงคนทั่วไป หมายถึง “คนคนหนึ่ง” หรือ “คริสเตียนคนใดก็ตาม” ไม่ใช่เลข 1 ส่วน was to + คำกริยา บอกสิ่งที่บุคคลเช่นนั้นถูกกำหนดหรือคาดหวังให้ทำ เมื่ออยู่ในรายการหน้าที่ โครงสร้าง be to นี้มีความหมายด้านหน้าที่หรือข้อผูกพัน ไม่ได้บอกแผนในอดีตของใครคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสามคำที่เน้นไว้เพื่อบอกหน้าที่ทั่วไป: Under the old rule, ____ remain silent until invited to speak.

ดูคำตอบ

one was to

to give up all attachment to worldly things, กริยาวลี

5:24

ละทิ้งความยึดติดในสิ่งของทางโลกทั้งหมด

กริยาวลี

give up all attachment to: ปล่อยวางความยึดติดอย่างสิ้นเชิง

กริยาวลี give up หมายถึงเลิกยึดถือบางสิ่งด้วยความตั้งใจของตนเอง ในที่นี้ give up all attachment to หมายถึงปล่อยวางการพึ่งพาทางอารมณ์ต่อสิ่งที่ตามหลัง to อย่างสิ้นเชิง คำว่า all ทำให้ความหมายเด็ดขาด และ attachment หมายถึงความผูกพันหรือการพึ่งพาทางอารมณ์ ไม่ใช่วัตถุที่ติดอยู่หรือไฟล์แนบในอีเมล ใน attachment to คำว่า to เป็นคำบุพบทที่นำหน้าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของความยึดติด ในประโยคนี้ worldly things หมายถึงทรัพย์สิน สถานะ และความปรารถนาทางโลก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนห้าคำจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ: After years of chasing approval, he decided to ____ other people's praise.

ดูคำตอบ

give up all attachment to

and to love all humans like one's siblings. ไวยากรณ์

5:27

และรักเพื่อนมนุษย์ทุกคนประดุจพี่น้องของตนเอง

ไวยากรณ์

one's siblings: ใช้ one's ให้สอดคล้องกับ one ที่กล่าวถึงคนทั่วไป

One's เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของของสรรพนาม one ที่ใช้กล่าวถึงคนทั่วไป ในประโยคนี้ one's siblings หมายถึงพี่น้องของแต่ละคนที่กำลังกล่าวถึง ไม่ใช่พี่น้องของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ในการใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการและรอบคอบ ควรใช้ชุดสรรพนามให้สอดคล้องกัน โดย one จับคู่กับ one หรือ one's ดังนั้นประโยคนี้จึงเสนอหลักการทั่วไปโดยไม่ต้องเลือก he หรือ she

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ทำให้คู่สรรพนามทางการสอดคล้องกัน: One should keep ____ promises.

ดูคำตอบ

one's

Kierkegaard wasn't interested in justifying his attachment to Christianity

5:30

เคียร์เคกอร์ดไม่สนใจที่จะอ้างเหตุผลให้กับความศรัทธาต่อศาสนาคริสต์ของตน

through rational means.

5:34

ด้วยวิธีการที่มีเหตุมีผล

Instead,

5:35

แต่เขากลับ

he recommended a dramatic and now famous leap of faith, สำนวน

5:36

แนะนำให้ใช้ศรัทธาที่ก้าวกระโดดอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน

สำนวน

leap of faith: เลือกเชื่อแม้ไม่มีข้อพิสูจน์

ในประโยคนี้ leap of faith คือการตัดสินใจยึดมั่นในความเชื่อโดยยังไม่ได้พิสูจน์ก่อนว่าความเชื่อนั้นเป็นจริง ภาพเปรียบเทียบคือการกระโดดข้ามช่องว่างเมื่อเหตุผลไม่สามารถสร้างสะพานให้ได้ ในที่นี้คำนี้หมายถึงแนวคิดทางศาสนาของเคียร์เคอการ์ดโดยเฉพาะ นั่นคือแทนที่จะพยายามพิสูจน์พระเจ้าด้วยเหตุผลอันจำกัดของมนุษย์ คนคนนั้นเลือกศรัทธา ในการใช้ภาษาอังกฤษสมัยใหม่โดยทั่วไป วลีนี้หมายถึงการยอมเสี่ยงเรื่องสำคัญโดยอาศัยความไว้วางใจหรือความเชื่อมั่นแม้ยังมีความไม่แน่นอน ไม่ใช่การทำอะไรโดยประมาทอย่างไร้เหตุผล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้: With no guarantee of success, Maya decided to take a ____ and open her own shop.

ดูคำตอบ

leap of faith

wherein one wouldn't apply one's puny mind to attempting to prove the existence of God, การใช้คำ

5:40

โดยไม่ใช้สติปัญญาอันน้อยนิดของคนเราพยายามพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า

การใช้คำ

wherein: รูปแบบทางการของ in which

wherein เป็นคำวิเศษณ์เชื่อมความสัมพันธ์แบบเป็นทางการ หมายถึง 'in which' หรือ 'ในสถานการณ์นั้น' โดยเชื่อมอนุประโยคที่ตามมากับสิ่ง ข้อตกลง ข้อความ หรือสถานการณ์ที่กล่าวถึงก่อนหน้า ในที่นี้ wherein ย้อนกลับไปอ้างถึง leap of faith และนำเข้าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในการยึดมั่นเช่นนั้น ไม่ได้ใช้ถามว่าสิ่งใดอยู่ที่ไหน และสิ่งที่อ้างถึงไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่จริง

แบบฝึกหัด

คำใดเติมประโยคได้ถูกต้องหากต้องการความหมายว่า 'in which' ไม่ใช่ 'by which'? The report identifies three areas ___ further study is needed.

  1. whereas
  2. whereby
  3. wherein
ดูคำตอบ

wherein

one would merely switch off one's faulty rational faculties กริยาวลี

5:45

แต่จะเพียงแค่ปิดสวิตช์เหตุผลที่บกพร่องของตน

กริยาวลี

switch off ในความหมายว่า “หยุดใช้เหตุผล”

ในที่นี้ switch off ไม่ได้หมายถึงการปิดสวิตช์ของอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่เปรียบความสามารถในการใช้เหตุผลเป็นเหมือนอุปกรณ์ การ “ปิด” ความสามารถนั้นจึงหมายถึงการหยุดใช้เหตุผลหรือความคิดเชิงวิพากษ์ ถ้อยคำนี้มีน้ำเสียงวิจารณ์ ไม่ได้เป็นกลาง merely สื่อว่าการละทิ้งเหตุผลเป็นการตอบสนองที่ง่ายและลดทอนเรื่องให้เรียบง่ายเกินไป ส่วน faulty บรรยายความสามารถดังกล่าวว่า “บกพร่อง” ตามมุมมองที่กำลังกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ในประโยค "During the sales pitch, he switched off his critical judgment," switched off หมายถึงอะไร

  1. เขาหยุดใช้วิจารณญาณเชิงวิพากษ์
  2. เขาทำให้การตัดสินของตนแม่นยำยิ่งขึ้น
  3. เขาซ่อมแซมวิจารณญาณเชิงวิพากษ์
ดูคำตอบ

เขาหยุดใช้วิจารณญาณเชิงวิพากษ์

and jump into the idea of God as the total solution.

5:49

และกระโจนเข้าสู่แนวคิดเรื่องพระเจ้าในฐานะคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

As he put it,

5:52

ดังที่เขาได้กล่าวไว้ว่า

"To have faith is to lose your mind โน้ต

5:54

"การมีศรัทธาคือการเสียสติ

and to win God."

5:57

และได้มาซึ่งพระเจ้า"

ลำดับความ

To have faith is to lose ... and to win ... ในฐานะคำนิยามแบบคู่ขนาน

ประโยคนี้ใช้รูปแบบ To do X is to do Y and to do Z วลี infinitive แรกระบุแนวคิดที่จะนิยาม ส่วนวลี infinitive สองวลีหลัง is แสดงผลลัพธ์สองอย่างที่สมดุลกัน การใช้ to ซ้ำทำให้ lose your mind และ win God อยู่ในโครงสร้างคู่ขนานและเปรียบเทียบกันได้ง่าย ผลลัพธ์ทั้งสองไปคนละทิศทาง คือการสูญเสียกับการได้รับ โครงสร้างนี้จึงทำให้ข้อกล่าวอ้างกลายเป็นปฏิพจน์ที่กระชับ ในที่นี้ lose your mind หมายถึงการละทิ้งเหตุผลหรือกลายเป็นคนไร้เหตุผล ส่วน win God เป็นสำนวนเชิงวาทศิลป์ หมายถึงการได้มาซึ่งพระเจ้าหรือความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่การเอาชนะพระเจ้าในการแข่งขัน

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดบอกได้ดีที่สุดว่าประโยคนี้จัดวางแนวคิดหลักอย่างไร

  1. ประโยคนี้นิยามการมีศรัทธาผ่านผลลัพธ์สองอย่างที่สมดุลและขัดแย้งกัน
  2. ประโยคนี้บรรยายการชนะการแข่งขันจริงกับพระเจ้า
  3. ประโยคนี้เรียงเหตุการณ์สองอย่างที่ต้องเกิดขึ้นตามลำดับเวลา
ดูคำตอบ

ประโยคนี้นิยามการมีศรัทธาผ่านผลลัพธ์สองอย่างที่สมดุลและขัดแย้งกัน

สำนวน

lose your mind ในปฏิทรรศน์เชิงปรัชญา

โดยทั่วไป lose your mind เป็นสำนวนที่หมายถึงหยุดคิดอย่างมีเหตุผลหรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ปกติเป็นการกล่าวเกินจริง ไม่ใช่การบอกตามตัวอักษรว่าคนหนึ่งมีอาการป่วยทางจิต ในปฏิทรรศน์นี้ วลียังสื่อถึงการละทิ้งการพึ่งพาเหตุผลเพื่อให้มีศรัทธา โครงสร้างที่สมดุล lose your mind ... win God ทำให้การเสียสละนี้ฟังดูทั้งรุนแรงและจงใจ

แบบฝึกหัด

ในคำกล่าวนี้ lose your mind สื่อถึงอะไรเป็นหลัก?

  1. ลืมข้อเท็จจริงทางศาสนาเพราะความจำไม่ดี
  2. เดินทางไปอยู่ห่างจากผู้อื่นมากในทางกายภาพ
  3. ละทิ้งการควบคุมหรือการใช้เหตุผลเพื่อให้มีศรัทธา
ดูคำตอบ

ละทิ้งการควบคุมหรือการใช้เหตุผลเพื่อให้มีศรัทธา

Like Marx's communism,

5:59

เช่นเดียวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์

Kierkegaard's solutions to the problems of being human

6:01

ทางออกของเคียร์เคกอร์ดสำหรับปัญหาของการเป็นมนุษย์

are far less convincing and interesting than the diagnoses of our ills. ไวยากรณ์

6:03

นั้นน่าเชื่อถือและน่าสนใจน้อยกว่าการวินิจฉัยความเจ็บป่วยของเรามากนัก

ไวยากรณ์

โครงสร้างเปรียบเทียบ far less ... than

ในโครงสร้าง far less + adjective + than คำว่า far ขยายระดับของ less ทำให้หมายถึง “ในระดับที่น้อยกว่ามาก” ไม่ได้หมายถึงระยะทาง ในที่นี้ convincing และ interesting ต่างก็ขยาย solutions การเปรียบเทียบบอกว่าแนวทางแก้ปัญหามีคุณสมบัติทั้งสองอย่างน้อยกว่าการวินิจฉัยมาก

แบบฝึกหัด

ใช้ far เพื่อเน้นการเปรียบเทียบเชิงลบ: The revised plan is ____ practical and affordable ____ the original.

ดูคำตอบ

far less · than

Few of us now make that leap,

6:08

ปัจจุบันแทบไม่มีใครทำการก้าวกระโดดเช่นนั้นแล้ว

but Kierkegaard deserves our attention

6:10

แต่เคียร์เคกอร์ดก็สมควรได้รับความสนใจจากเรา

for the beautifully bitter, caustic look he cast on the human condition. การใช้คำ

6:12

สำหรับมุมมองที่ขมขื่นและเสียดสีอย่างงดงามที่เขามีต่อสภาพของมนุษย์

การใช้คำ

the human condition: สภาวะพื้นฐานร่วมของมนุษย์

ในที่นี้ the human condition เป็นคำที่ใช้เป็นแนวคิดเฉพาะในปรัชญาและวรรณกรรม หมายถึงความจริงพื้นฐานที่มนุษย์มีร่วมกัน เช่น ความขัดแย้งทางอารมณ์ เสรีภาพและการเลือก ข้อจำกัด ความไม่แน่นอน ความทุกข์ และความตาย แนวคิดนี้ถามว่าชีวิตเป็นอย่างไรเพียงเพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ในวลีนี้ condition ไม่ได้หมายถึงสุขภาพของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการรวบรวมข้อสังเกตหลายอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ให้เป็นการไตร่ตรองในภาพกว้างเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The novel examines grief, freedom, and the human condition," คำว่า "the human condition" หมายถึงอะไร?

  1. สภาพทางกายภาพของบ้านหลังหนึ่ง
  2. ข้อจำกัดและประสบการณ์ที่มนุษย์มีร่วมกัน
  3. การวินิจฉัยโรคของบุคคลหนึ่ง
ดูคำตอบ

ข้อจำกัดและประสบการณ์ที่มนุษย์มีร่วมกัน

He's one of the few philosophers one can turn to when the world has badly let us down โน้ต

6:16

เขาเป็นหนึ่งในนักปรัชญาเพียงไม่กี่คนที่เราสามารถพึ่งพาได้เมื่อโลกทำให้เราผิดหวังอย่างหนัก

ไวยากรณ์

โครงสร้าง one of the few philosophers one can turn to

One of the few + คำนามพหูพจน์ หมายความว่าบุคคลหนึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีจำนวนจำกัด ในที่นี้ he คือหนึ่งในนักปรัชญาจำนวนน้อยที่กล่าวถึง ใน philosophers one can turn to คำว่า philosophers ตามด้วยอนุประโยคสัมพันธ์แบบจำกัดความ โดยละสรรพนามสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมคือ that หรือ whom: philosophers (that/whom) one can turn to คำว่า turn to ยังคงต้องการกรรม และ philosophers ทำหน้าที่เป็นกรรมที่ขาดไป ดังนั้น to ท้ายประโยคจึงจำเป็น one ทั้งสองตำแหน่งมีหน้าที่ต่างกัน one ใน one of the few อ้างกลับไปที่ he ส่วน one ใน one can turn to เป็นสรรพนามแบบทั่วไป หมายถึงบุคคลหรือผู้อ่านคนใดก็ได้ คล้ายกับ you

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย one of the few + people + I can turn to: When I need honest advice, Maya is ____.

ดูคำตอบ

one of the few people I can turn to

กริยาวลี

turn to someone: ขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากใครบางคน

ในประโยคนี้ turn to หมายถึงการขอความช่วยเหลือ คำแนะนำ การปลอบใจ หรือความเข้าใจจากบุคคลหรือแหล่งข้อมูล นักปรัชญาถูกนำเสนอว่าเป็นแหล่งพึ่งพาเมื่อชีวิตทำให้ผิดหวัง ไม่ได้หมายถึงการหันร่างกายไปทางใดทางหนึ่ง โครงสร้างคือ turn to + บุคคลหรือแหล่งข้อมูล ใน one can turn to คำว่า philosophers เป็นกรรมทางความหมายของ to เพราะละสรรพนามเชื่อม that หรือ whom ไว้ รูปเต็มเข้าใจได้ว่าเป็น philosophers that one can turn to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่หมายถึง “ขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจาก”: When I have a difficult decision to make, I ____ my older sister.

ดูคำตอบ

turn to

กริยาวลี

let someone down: ทำให้ใครบางคนผิดหวังโดยไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

Let someone down หมายถึงทำให้ใครบางคนผิดหวัง หรือไม่สามารถให้การสนับสนุน ความน่าเชื่อถือ หรือผลลัพธ์ตามที่คนนั้นคาดหวัง ในที่นี้ world ถูกกล่าวถึงเหมือนเป็นผู้กระทำที่ทำให้ผู้คนผิดหวัง และ badly เพิ่มระดับความผิดหวังให้รุนแรงขึ้น โครงสร้างนี้แยกได้ โดยเรียงเป็น let + กรรม + down เช่น let us down, let her down และ let the team down ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง let กับ down

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของเรา”: We trusted the service, but it ____ again.

ดูคำตอบ

let us down

and we're in need of a friend who can fully understand the dark places we're in โน้ต

6:21

และเมื่อเราต้องการเพื่อนที่เข้าใจความมืดมิดที่เราเผชิญอยู่อย่างแท้จริง

วลี

in need of: วิธีบอกความต้องการอย่างเป็นทางการมากขึ้น

Be in need of หมายถึง “อยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องมีใครบางคนหรือบางสิ่ง” ในที่นี้ we are in need of a friend บอกว่าเพื่อนลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็น และมีน้ำเสียงจริงจังและเป็นทางการกว่า we need a friend โครงสร้างคือ be + in need of + นามวลี โดย need เป็นคำนามในวลีตายตัวนี้ ดังนั้น of จึงนำหน้าสิ่งที่จำเป็นต้องมี เช่น in need of a friend, in need of help หรือ in need of repair

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่เป็นทางการกว่าและมีความหมายว่า “ต้องการ”: After the flood, several families are ____ temporary housing.

ดูคำตอบ

in need of

สำนวน

the dark places we're in: เปรียบความทุกข์ทางใจเป็นสถานที่

วลี the dark places we're in เป็นคำเปรียบเทียบ ในที่นี้ dark places ไม่ใช่สถานที่จริงที่มีแสงน้อย แต่เป็นภาวะทางจิตใจหรืออารมณ์ที่เจ็บปวด เช่น ความสิ้นหวัง ความวิตกกังวล หรือการสูญเสียความหมาย การเรียกภาวะเหล่านี้ว่า places คือการนำเสนอสภาวะหรือช่วงหนึ่งของชีวิตให้เหมือนเป็นสถานที่ที่คนสามารถอยู่ในนั้นได้ we're in ระบุว่า dark places ใดที่ผู้พูดหมายถึง ส่วนนี้เป็นอนุประโยคขยายที่ละ that ไว้: the dark places (that) we're in บุพบท in เชื่อมกับแนวคิดของการอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After months of grief, Lena felt she was in a dark place,” คำว่า in a dark place น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. เธอกำลังยืนอยู่ในห้องที่ไม่มีแสงไฟ
  2. เธอกำลังเผชิญความทุกข์ทางอารมณ์อย่างรุนแรง
  3. เธอไม่รู้ความลับที่คนอื่นรู้กัน
ดูคำตอบ

เธอกำลังเผชิญความทุกข์ทางอารมณ์อย่างรุนแรง

once the sentimental illusions that normally keep us going fall away. กริยาวลี

6:25

หลังจากที่ภาพลวงตาทางอารมณ์ซึ่งเคยทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้นั้นมลายหายไป

กริยาวลี

keep us going: ให้แรงสนับสนุนเพื่อให้เราไปต่อ

ในประโยคนี้ keep us going หมายถึง “ให้แรงพยุงทางใจเพื่อให้เรายังใช้ชีวิตและดำเนินต่อไปได้” ภาพลวงตาเชิงอารมณ์ถูกนำเสนอว่าเป็นความเชื่อที่ปกติคอยพยุงเราอยู่ โดย going ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง ๆ โครงสร้างคือ keep + person + going ใช้กล่าวถึงสิ่งใดก็ตามที่ช่วยให้คนหนึ่งดำเนินต่อได้แม้จะเหนื่อย พบความยากลำบาก หรือท้อใจ เช่น อาหาร เงิน ความหวัง กำลังใจ หรือกิจวัตร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ keep + person + going: This quick lunch should ____ until the end of the shift.

ดูคำตอบ

keep us going

กริยาวลี

fall away: ค่อย ๆ หมดอิทธิพล

ในที่นี้ fall away หมายถึงค่อย ๆ หายไปหรือหยุดส่งอิทธิพล ภาพลวงตาเชิงอารมณ์ไม่ได้ตกลงมาจริง ๆ แต่หยุดมอบแรงพยุงที่ตามปกติเคยมอบให้ เมื่อประธานเป็นสิ่งนามธรรม fall away มักบรรยายความรู้สึก ความเชื่อ ข้อจำกัด หรือแหล่งสนับสนุนว่าค่อย ๆ สูญเสียอิทธิพล วลีนี้เน้นกระบวนการเลือนหายได้มากกว่ากริยาที่เป็นกลางอย่าง disappear

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: As the fear fell away, she could think clearly. fell away หมายความว่าอะไร?

  1. มันค่อย ๆ สูญเสียอิทธิพลและหายไป
  2. มันตกลงมาจากที่สูง
  3. มันให้พลังงานแก่เธอเพื่อดำเนินต่อ
ดูคำตอบ

มันค่อย ๆ สูญเสียอิทธิพลและหายไป