วิธีพูดภาษาอังกฤษให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
359 คำ 208 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: BC-Bot อยากพูดให้ฟังเหมือนมนุษย์มากขึ้นก่อนออกไปสำรวจโลก บทเรียนใช้บทสนทนาสนุก ๆ อธิบายว่าภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันย่อเสียงอย่างไรเมื่อพูดแบบกันเอง แล้วนำหลักนี้ไปใช้กับสำนวนที่มี to, me และ of ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. eliminate the to / replace it with a schwa sound. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: คุณจะเข้าใจกระบวนการทางเสียงร่วมกันที่อยู่เบื้องหลังรูปไม่เป็นทางการอย่าง gonna, wanna และ hafta โดยผู้พูดอาจลดหรือไม่ออกเสียง to แล้วใช้สระไม่เน้นเสียง schwa แทน จึงฟังรูปเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนเสียงอย่างมีระบบในภาษาพูดกันเองได้ ไม่ใช่คำใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน พร้อมทั้งตระหนักว่ารูปดังกล่าวไม่เหมาะกับบริบททางการทุกแบบ 2. give me, / gimme. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: คุณจะเชื่อมโยงรูปภาษาพูดกันเอง gimme. เข้ากับ give me, และจับความหมายได้ทันทีเมื่อพบในคำขอแบบสบาย ๆ อีกทั้งยังแยกระดับภาษาได้ว่าควรใช้หรือทำความเข้าใจในบทสนทนาที่ไม่เป็นทางการ โดยไม่ถือว่าการสะกดตามเสียงนี้เป็นรูปมาตรฐานสำหรับงานเขียนทางการ 3. kind of, / kinda — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: คุณจะจำได้ว่า kinda เป็นรูปย่อแบบภาษาพูดของ kind of และมักช่วยลดความหนักแน่นของระดับ ความคิดเห็น หรือท่าที ความรู้นี้ช่วยให้เข้าใจปฏิกิริยาที่ผู้พูดตั้งใจกล่าวอย่างนุ่มนวลในบทสนทนาธรรมชาติ และเลือกรูปเต็มเมื่อสถานการณ์ต้องการภาษาที่รอบคอบหรือเป็นทางการกว่า

คำอธิบายในบทเรียนนี้

What's wrong BC-Bot? น้ำเสียง/เจตนา

0:00

เป็นอะไรไป BC-Bot?

น้ำเสียง/เจตนา

What's wrong?: คำถามที่แสดงความเป็นห่วง

What's wrong? เป็นวิธีถามที่ใช้บ่อยเมื่อต้องการรู้ว่ามีบางอย่างทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ เจ็บป่วย หรือมีปัญหาหรือไม่ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังแสดงความเป็นห่วงสภาพของ BC-Bot เมื่อถามคน คำถามนี้มักหมายถึง “เกิดอะไรขึ้น?” หรือ “เป็นอะไรหรือเปล่า?” ไม่ได้ถามว่าสิ่งไหนไม่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ What's wrong มีความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดว่าอะไร?

  1. ดูเหมือนมีบางอย่างรบกวนใจคุณอยู่ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?
  2. สิ่งของชิ้นไหนเสีย?
  3. คำตอบข้อไหนไม่ถูกต้อง?
ดูคำตอบ

ดูเหมือนมีบางอย่างรบกวนใจคุณอยู่ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?

why do you look so down? การใช้คำ

0:01

ทำไมดูซึมเศร้าจังเลย?

การใช้คำ

look so down: ดูเศร้ามาก

ใน look so down คำว่า look เป็นกริยาเชื่อมที่หมายถึง “ดูเหมือน” ส่วน down เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกอารมณ์เศร้าหรือท้อใจ และ so ช่วยเน้นว่าอารมณ์นั้นมีมาก วลีนี้บอกว่าคนคนนั้นดูมีสภาพอารมณ์อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังมองลงไปที่พื้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ down เพื่อบอกอารมณ์เศร้า?

  1. Leo looks down at his shoes while he ties the laces.
  2. Leo looks down from the top of the ladder.
  3. Leo looks so down because his best friend moved away.
ดูคำตอบ

Leo looks so down because his best friend moved away.

I want to be more human

0:02

ผมอยากเป็นมนุษย์มากขึ้นครับ

so I can travel the world. ไวยากรณ์

0:03

จะได้ไปเที่ยวรอบโลกได้

ไวยากรณ์

so I can สำหรับบอกจุดประสงค์

โครงสร้าง so + ประธาน + can ใช้นำจุดประสงค์หรือผลที่ผู้พูดต้องการให้เกิดขึ้น ในประโยคนี้ การเป็นเหมือนมนุษย์มากขึ้นคือหนทาง ส่วนการเดินทางรอบโลกคือเป้าหมาย so ในที่นี้เข้าใจได้ว่า “เพื่อที่จะสามารถ” หรือ “เพื่อจะได้” ไม่ได้ใช้แบบ because เพื่อบอกเหตุผลที่มีอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่ใช้บอกจุดประสงค์ของผู้พูด: I wear glasses ____ see the board clearly.

ดูคำตอบ

so I can

What would you do? น้ำเสียง/เจตนา

0:05

แล้วนายอยากจะไปทำอะไรล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What would you do? สำหรับขอคำแนะนำในสถานการณ์สมมติ

What would you do? ขอให้ผู้ฟังจินตนาการว่าตนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แล้วบอกว่าจะเลือกทำอะไร ในบริบทนี้ คำตอบสามารถช่วยชี้แนะแนวทางให้ผู้พูดได้ จึงเป็นคำถามที่ใช้ขอคำแนะนำอย่างเป็นธรรมชาติ would ในที่นี้สร้างมุมมองแบบสมมติ ไม่ได้ทำให้การกระทำนั้นเป็นเรื่องในอดีต

แบบฝึกหัด

เพื่อนเล่าถึงตัวเลือกที่ตัดสินใจได้ยาก และอยากให้คุณจินตนาการว่าตนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คำถามใดใช้ขอคำแนะนำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. What did you do?
  2. What would you do?
  3. What do you do?
ดูคำตอบ

What would you do?

I have to help humans.

0:05

ผมต้องไปช่วยเหลือมนุษย์ครับ

Good bot.

0:07

เป็นหุ่นยนต์ที่ดีมาก

I'm going to run a marathon.

0:08

ผมจะไปวิ่งมาราธอน

That doesn't sound fair. น้ำเสียง/เจตนา

0:10

ฟังดูไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่นะ

น้ำเสียง/เจตนา

doesn't sound fair: การตัดสินแบบเผื่อความเป็นไปได้

ใน doesn't sound fair คำว่า sound เป็นกริยาเชื่อมที่ตามด้วยคำคุณศัพท์ fair หมายถึง “ดูเหมือนว่ายุติธรรมจากสิ่งที่ได้ยิน” ไม่ใช่ “ทำให้เกิดเสียง” เมื่อเติม doesn't จึงเป็นการตัดสินว่าบางอย่างดูเหมือนไม่ยุติธรรม That doesn't sound fair ฟันธงน้อยกว่า That isn't fair เล็กน้อย แสดงว่าผู้พูดกำลังตัดสินจากข้อมูลที่ได้ยินและอาจยังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

คุณได้ยินเรื่องราวมาเพียงบางส่วน ข้อใดเป็นการตัดสินอย่างเผื่อใจว่าสถานการณ์อาจไม่ยุติธรรม

  1. That doesn't sound fair.
  2. That is definitely unfair.
  3. That makes an unfair sound.
ดูคำตอบ

That doesn't sound fair.

I want to go to the beach.

0:11

ผมอยากไปทะเล

Beach?

0:12

ทะเลเหรอ?

Why?

0:13

ทำไมล่ะ?

You'd get wet.

0:13

เดี๋ยวนายก็เปียกหรอก

So one way you can sound more natural and less robotic is by using informal contractions. โน้ต

0:19

วิธีหนึ่งที่จะทำให้นายฟังดูเป็นธรรมชาติและเหมือนหุ่นยนต์น้อยลง ก็คือการใช้คำย่อแบบไม่เป็นทางการ

วลี

sound more natural and less robotic: ฟังดูเป็นธรรมชาติขึ้นและไม่เหมือนหุ่นยนต์มากเกินไป

ในที่นี้ sound เป็นกริยาเชื่อม ตามด้วยวลีคำคุณศัพท์ขั้นเปรียบเทียบ more natural และ less robotic ทั้งสองวลีบอกความรู้สึกที่คำพูดสร้างให้ผู้ฟัง คือคล้ายการพูดตามธรรมชาติของคนทั่วไปมากขึ้น และแข็งหรือเป็นกลไกน้อยลง คำว่า robotic ในที่นี้ใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเป็นหุ่นยนต์ แต่หมายถึงการพูดอาจมีจังหวะเรียบเกินไป ขาดอารมณ์ หรือใช้ถ้อยคำที่รู้สึกเป็นกลไกเกินไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ sound + คำคุณศัพท์ได้ถูกต้องเพื่อประเมินคำตอบ

  1. Her reply sounds more naturally and less robotically.
  2. Her reply is sound more natural and less robotic.
  3. Her reply sounds more natural and less robotic.
ดูคำตอบ

Her reply sounds more natural and less robotic.

การใช้คำ

informal contractions: รูปย่อที่เป็นธรรมชาติแต่ไม่เป็นทางการ

informal contractions คือรูปพูดที่ย่อสั้นลง เช่น gonna, wanna, gimme และ lemme รูปเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคำที่คุ้นเคยมักออกเสียงอย่างไรในการพูดแบบสบาย ๆ จึงช่วยให้บทสนทนาลื่นไหลและไม่แข็งทื่อ คำว่า informal ในที่นี้บอกถึงสถานการณ์ที่เหมาะกับรูปเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่า “ผิด” รูปหนึ่งอาจฟังเป็นธรรมชาติในบทสนทนาทั่วไป แต่ยังไม่เหมาะกับงานเขียนทางการ

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: informal contractions เป็นภาษาอังกฤษที่ผิดเพราะเป็นรูปไม่เป็นทางการ

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

So how do you think we can change these sentences

0:23

งั้นนายคิดว่าเราจะเปลี่ยนประโยคพวกนี้

and make them more informal?

0:25

ให้ดูเป็นทางการน้อยลงได้ยังไงบ้าง?

Often fluent speakers of English eliminate the to and replace it with a schwa sound. การใช้คำ

0:26

คนที่พูดภาษาอังกฤษคล่องๆ มักจะตัดคำว่า to ออกแล้วแทนที่ด้วยเสียง schwa

การใช้คำ

eliminate the to ... replace it with a schwa sound: การอ่อนเสียงและการหลอมรวมของ to

ส่วนที่ไฮไลต์ทั้งสองส่วนอธิบายการเปลี่ยนเสียงที่ต่อเนื่องกันเพียงอย่างเดียว ในรูปไม่เป็นทางการบางรูปที่ใช้บ่อย ผู้พูดไม่ได้ออกเสียง to แยกชัดเจนเป็น /tuː/ แต่ to จะอ่อนเสียงหรือหลอมรวมกับคำข้างหน้า และมักเหลือเสียง /ə/ ที่ไม่ลงน้ำหนักท้ายคำ เช่น going to กลายเป็น gonna หรือ want to กลายเป็น wanna คำว่า eliminate อธิบายว่าส่วนใดไม่ถูกได้ยินเป็นคำแยกต่างหากในรูปเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าไวยากรณ์อังกฤษอนุญาตให้ตัด to ออกจากประโยคใดก็ได้ การเปลี่ยนเสียงนี้จำกัดอยู่ในสำนวนที่ใช้บ่อยบางสำนวนในการพูดแบบสบาย ๆ

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแบบเต็มแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน ให้สังเกตว่า going to ย่อเป็น gonna หรือไม่

  1. I'm going to call her after lunch.
  2. I'm gonna call her after lunch.
ดูคำตอบ

I'm gonna call her after lunch.

What's a schwa you might ask? การใช้คำ

0:31

นายอาจจะถามว่า เสียง schwa คืออะไร?

Well, it's one of the most common sounds in English

0:32

มันก็คือหนึ่งในเสียงที่เจอบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ

and it's pronounced uh.

0:34

และออกเสียงว่า 'เออะ'

การใช้คำ

a schwa ... pronounced uh: เสียงสระเบา /ə/

schwa คือเสียงสระเบา /ə/ ที่พบได้บ่อยมากในภาษาอังกฤษ มักอยู่ในพยางค์ที่ไม่ลงเสียงหนัก จึงออกเสียงสั้น เบา และผ่อนคลาย ในประโยคนี้ uh เป็นเพียงคำใบ้คร่าว ๆ ว่าเสียงเป็นอย่างไร เป็นคำช่วยสำหรับการฟัง ไม่ใช่กฎการสะกด เพราะตัวอักษรสระหลายตัวสามารถแทนเสียง schwa ได้

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย schwa ได้ถูกต้อง?

  1. เป็นเสียงที่หนักที่สุดในคำเสมอ
  2. เป็นเสียงสระสั้นและผ่อนคลายที่มักได้ยินในพยางค์ที่ไม่ลงเสียงหนัก
  3. เป็นตัวอักษร u ในคำภาษาอังกฤษทุกคำ
ดูคำตอบ

เป็นเสียงสระสั้นและผ่อนคลายที่มักได้ยินในพยางค์ที่ไม่ลงเสียงหนัก

So instead of saying going to, การใช้คำ

0:36

ดังนั้น แทนที่จะพูดว่า going to

we can get rid of the to and replace it with a schwa, gonna.

0:37

เราตัด to ทิ้งแล้วแทนที่ด้วยเสียง schwa กลายเป็น gonna ได้เลย

การใช้คำ

going to ... gonna: รูปลดเสียงแบบไม่เป็นทางการในภาษาพูด

gonna เป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมากของ going to เมื่อ going to อยู่หน้าคำกริยาเพื่อบอกแผน ความตั้งใจ หรือการคาดการณ์ ในคำบรรยายมีการจับคู่รูปเต็มกับรูปลดเสียง เมื่อได้ยิน gonna ให้เข้าใจว่าเป็น going to และคาดว่าจะมีคำกริยารูปพื้นฐานตามมา เช่น I'm gonna leave การลดรูปนี้เปลี่ยนเสียงและการสะกดในบทสนทนาที่ไม่เป็นทางการ แต่ไม่เปลี่ยนความหมายพื้นฐานเกี่ยวกับอนาคต

แบบฝึกหัด

เติมรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการของ going to: We're ____ play outside after lunch.

ดูคำตอบ

gonna

And instead of saying want to, การใช้คำ

0:41

และแทนที่จะพูดว่า want to

we can say wanna.

0:42

เราก็พูดว่า wanna ได้

การใช้คำ

want to ... wanna ในบทสนทนาแบบสบาย ๆ

Wanna เป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมากของ want to โดยยังคงความหมายว่าอยากทำบางสิ่ง และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน เช่น wanna play ในประโยคนี้ wanna หมายถึง want to ไม่ใช่ want a คำที่ตามมาช่วยแยกโครงสร้างได้ โดย want to ตามด้วยคำกริยา ส่วน want a ตามด้วยนามวลี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการของ want to: Do you ____ sit with us?

ดูคำตอบ

wanna

And instead of have to, การใช้คำ

0:43

และแทนที่จะเป็น have to

you can say hafta.

0:45

นายก็พูดว่า hafta ได้เหมือนกัน

การใช้คำ

have to ... hafta ในบทสนทนาแบบสบาย ๆ

Hafta เป็นการเขียนตามเสียงของ have to ที่ไม่เป็นทางการมาก โดยยังคงแสดงความจำเป็นหรือหน้าที่ และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน เช่น hafta leave การสะกดแบบนี้แสดงให้เห็นว่า have to อาจฟังเป็นอย่างไรเมื่อพูดเร็ว ไม่ได้ทำให้เกิดความหมายใหม่ และงานเขียนมาตรฐานที่ต้องระมัดระวังยังคงใช้ have to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการของ have to: I ____ finish this before dinner.

ดูคำตอบ

hafta

Do you wanna give that a go BC-Bot? วลี

0:47

อยากลองดูไหมล่ะ BC-Bot?

วลี

give that a go: ลองทำดู

Give that a go หมายถึง “ลองทำสิ่งนั้นดู” โดย that ในที่นี้หมายถึงแบบฝึกหัดที่เพิ่งพูดถึง ในโครงสร้าง give something a go คำว่า go เป็นคำนามที่หมายถึง “การลองหนึ่งครั้ง” ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึง “ไป” หรือ “เคลื่อนที่” รูปแบบคือ give + สิ่งที่ลอง + a go

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่มี go และหมายถึง “ลองทำดู”: This game looks fun. Let's ____.

ดูคำตอบ

give it a go

I hafta help humans.

0:48

ผมต้อง (hafta) ไปช่วยเหลือมนุษย์

Nice.

0:50

เยี่ยม

I'm gonna run a marathon.

0:50

ผมจะ (gonna) ไปวิ่งมาราธอน

Okay.

0:52

โอเค

I wanna go to the beach.

0:52

ผมอยาก (wanna) ไปทะเล

Good.

0:54

ดีมาก

Please give me my freedom.

0:54

โปรดมอบอิสรภาพให้ผมเถอะ

Please let me leave.

0:56

โปรดปล่อยผมไปเถอะ

Well, not if you still sound so robotic. น้ำเสียง/เจตนา

0:57

อืม ไม่ได้หรอก ถ้านายยังฟังดูเหมือนหุ่นยนต์ขนาดนี้

น้ำเสียง/เจตนา

not if ...: ปฏิเสธเมื่อมีเงื่อนไข

Not if + เงื่อนไข เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่หมายถึง “ถ้าเงื่อนไขนี้เป็นจริง คำตอบคือไม่ได้” ใช้ปฏิเสธหรือจำกัดคำขอหรือความเป็นไปได้ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ในประโยคนี้เงื่อนไขคือยังฟังดูเหมือนหุ่นยนต์ ละคำตอบปฏิเสธแบบเต็มไว้เพราะเนื้อหาก่อนหน้านี้ชัดเจนแล้ว Not ปฏิเสธแนวคิดที่พูดถึงก่อนหน้า ไม่ได้ปฏิเสธคำว่า if

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยวลีปฏิเสธแบบมีเงื่อนไขสองคำที่หมายถึง “ถ้าเงื่อนไขนี้เป็นจริง คำตอบคือไม่ได้”: “Can I use the ladder?” “____ it is damaged.”

ดูคำตอบ

Not if

So we can also contract words with me.

0:59

เราสามารถย่อคำที่มาคู่กับ me ได้ด้วยนะ

So instead of saying give me, การใช้คำ

1:01

แทนที่จะพูดว่า give me

we can combine both those words and say gimme.

1:03

เรารวมสองคำนี้เข้าด้วยกันแล้วพูดว่า gimme ได้

การใช้คำ

give me ... gimme: รูปพูดแบบกันเองมาก

gimme เป็นรูปพูดและการสะกดแบบกันเองมากของ give me ในประโยคนี้ รูปดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสองคำสามารถเชื่อมเป็นหน่วยสั้น ๆ ได้โดยความหมายพื้นฐานไม่เปลี่ยน หลัง gimme จะตามด้วยสิ่งของหรือจำนวนที่ขอ เช่น Gimme a minute. เมื่อได้ยิน gimme ให้ขยายความในใจกลับเป็น give me

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปพูดแบบกันเองมากของ give me: ____ a minute to finish this game.

ดูคำตอบ

Gimme

And instead of saying let me, การใช้คำ

1:06

และแทนที่จะพูดว่า let me

we can say lemme.

1:07

เราก็พูดว่า lemme ได้

การใช้คำ

let me ... lemme: รูปพูดแบบกันเอง

lemme เป็นรูปพูดและการสะกดแบบกันเองของ let me ใช้เริ่มวลีเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้พูดต้องการทำ และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน เช่น Lemme check. รูปนี้อาจใช้เสนอความช่วยเหลือ บอกว่าผู้พูดจะทำอะไรต่อ หรือขอทำบางอย่างแบบกันเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อได้ยิน lemme ให้ขยายความกลับเป็น let me

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอช่วยเหลือด้วยรูปพูดแบบกันเองของ let me: ____ carry that bag for you.

ดูคำตอบ

Lemme

Do you wanna try that?

1:08

อยากลองแบบนั้นดูไหม?

Please gimme my freedom.

1:09

โปรดมอบ (gimme) อิสรภาพให้ผมเถอะ

Please lemme leave.

1:11

โปรดปล่อย (lemme) ผมไปเถอะ

Perfect.

1:12

เพอร์เฟกต์

Exactly.

1:13

เป๊ะเลย

I kind of like these contractions. น้ำเสียง/เจตนา

1:13

ผมค่อนข้างชอบคำย่อพวกนี้เลยล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

kind of like: ลดระดับความชอบให้นุ่มนวลลง

ในประโยคนี้ kind of ทำให้ like มีน้ำหนักเบาลง ผู้พูดมีความรู้สึกในทางบวก แต่เป็นความชอบเพียงเล็กน้อยหรือยังไม่ค่อยแน่ใจ ไม่ใช่ความชอบที่หนักแน่นหรือเต็มที่ kind of ในที่นี้เป็นคำช่วยลดระดับความรู้สึกที่ใช้ในการสนทนา ไม่ได้หมายถึง “ประเภทหนึ่ง” ซึ่งความหมายแบบประเภทจะพบในโครงสร้างอย่าง a kind of animal

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าชอบเพียงเล็กน้อยและยังมีความลังเล แทนที่จะชอบอย่างมาก?

  1. The new game is a kind of puzzle.
  2. I really love the new game.
  3. I kind of like the new game.
ดูคำตอบ

I kind of like the new game.

Okay.

1:16

โอเค

Before you go exploring, ไวยากรณ์

1:16

ก่อนที่นายจะออกไปสำรวจ

ไวยากรณ์

Before you go exploring: จัดให้การกระทำหนึ่งเกิดก่อน

Before you go exploring เป็นอนุประโยคบอกเวลา Before แสดงว่าการออกไปสำรวจเป็นการกระทำที่เกิดทีหลัง ดังนั้นคำสั่งหรือเหตุการณ์ในประโยคหลักต้องเกิดก่อน เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่ายังต้องมีอีกอนุประโยคหนึ่งตามหลังส่วนเปิดนี้ ใน go exploring โครงสร้าง go + กิจกรรมรูป -ing หมายถึง “ไปทำกิจกรรมนั้น” เช่น go swimming ในที่นี้ exploring เป็นชื่อกิจกรรม

แบบฝึกหัด

เติมคำที่แสดงว่าการทาครีมกันแดดต้องเกิดก่อน: ____ you go swimming, put on sunscreen.

ดูคำตอบ

Before

let me tell you about one more type of contraction. ลำดับความ

1:18

ฉันขอสอนคำย่ออีกแบบนึงให้นายฟังก่อน

ลำดับความ

let me tell you about: การเกริ่นหัวข้อใหม่

let me tell you about ... เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเปลี่ยนไปอธิบายหัวข้อใหม่ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้เกริ่นถึงการย่อคำอีกประเภทหนึ่ง และช่วยพาผู้ฟังจากประเด็นก่อนหน้าไปยังประเด็นถัดไป let me ในที่นี้ไม่ใช่การขออนุญาตอย่างจริงจัง ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมในการพูดที่เป็นมิตร โดยคำหลัง about จะบอกหัวข้อใหม่

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอต้องการเปลี่ยนไปยังหัวข้อใหม่อย่างเป็นมิตร ประโยคใดเป็นธรรมชาติ

  1. Let me tell you about the next step.
  2. I let tell you about the next step.
  3. Let me to tell you about the next step.
ดูคำตอบ

Let me tell you about the next step.

These are contractions with the word of.

1:20

มันคือคำย่อที่มีคำว่า of

So instead of saying kind of, การใช้คำ

1:23

ดังนั้น แทนที่จะพูดว่า kind of

we can get rid of the of and replace it with a schwa sound from earlier. วลี

1:24

เราตัด of ออกแล้วแทนที่ด้วยเสียง schwa ที่เราเรียนไปเมื่อกี้ได้

วลี

get rid of: เอาสิ่งที่ไม่ต้องการออก

get rid of เป็นสำนวนตายตัวสามคำ หมายถึง “เอาออก ทิ้ง หรือทำให้สิ่งที่ไม่ต้องการหายไป” ในประโยคนี้ สิ่งที่ถูกเอาออกคือ of ตัวที่สอง ผู้พูดเสนอให้ตัดคำนั้นออกแล้วแทนเสียงของมันด้วยเสียงอื่น ให้จำ get rid of เป็นคำกลุ่มเดียว แล้วตามด้วยสิ่งของหรือปัญหาที่ต้องการเอาออก โดยใช้รูป get rid of + คำนาม ส่วน of ที่อยู่ในสำนวนนี้ต้องคงไว้ เพราะไม่ใช่คำที่กำลังถูกตัดออก

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “เอาออก”: We should ____ this broken chair.

ดูคำตอบ

get rid of

kinda

1:28

kinda

การใช้คำ

kind of ... kinda: การลดรูปแบบไม่เป็นทางการในภาษาพูด

kinda เป็นรูปภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ kind of ในสำนวนอย่าง I kinda like it จะมีความหมายประมาณว่า “ค่อนข้าง” หรือ “นิดหน่อย” จึงช่วยลดน้ำหนักของความคิดเห็นหรือความรู้สึก ส่วนท้ายของ kind of ถูกลดรูปเป็นเสียง -a ที่คล้าย schwa และการสะกดแบบไม่เป็นทางการว่า kinda แสดงการออกเสียงนี้ ความหมายและหน้าที่ในการลดน้ำหนักยังเหมือน kind of โดยการสะกดนี้เน้นว่าภาษาเป็นแบบสบาย ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการของ kind of: I'm ____ nervous about tomorrow.

ดูคำตอบ

kinda

Instead of saying full of, การใช้คำ

1:29

แทนที่จะพูดว่า full of

we can say fulla.

1:31

เราสามารถพูดว่า fulla

การใช้คำ

full of ... fulla: การลดเสียงในคำพูดที่สบายมาก

fulla เป็นการสะกดเพื่อแสดงเสียงแบบไม่เป็นทางการ โดยแสดงว่า full of อาจฟังดูอย่างไรในคำพูดที่สบายมากและพูดต่อเนื่องกัน คำสั้น ๆ อย่าง of ถูกลดเสียงลงมาก จึงอาจฟังเหมือนสองคำนี้รวมเป็นคำเดียว ความหมายและไวยากรณ์ไม่เปลี่ยนแปลง fulla ยังคงแทน full of และตามด้วยสิ่งที่อยู่ข้างใน เช่น fulla books เมื่อพบ fulla ในบทสนทนาหรือคำบรรยาย ให้แปลงกลับเป็น full of ในใจ

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในรายงานโรงเรียนที่เป็นทางการ การเขียน “The library is fulla useful books.” เป็นสิ่งที่เหมาะสม

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

What do you think about this? น้ำเสียง/เจตนา

1:32

คิดว่าไงล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What do you think about this?: การถามความคิดเห็น

“What do you think about this?” ใช้ถามให้ผู้ฟังบอกความคิดเห็น ปฏิกิริยา หรือข้อเสนอแนะ ในที่นี้ this หมายถึงรูปย่อที่เพิ่งอธิบายไป ดังนั้นผู้พูดจึงต้องการการประเมิน ไม่ใช่คำอธิบายข้อเท็จจริง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ What do you think about + หัวข้อ? ใช้หลังจากแสดง เสนอ หรืออธิบายบางอย่าง เมื่อต้องการฟังมุมมองของอีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อถามว่า “What do you think about this?”

  1. เชิญให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น
  2. ขอให้ผู้ฟังระบุว่าวัตถุคืออะไร
  3. สั่งให้ผู้ฟังทำการเปลี่ยนแปลง
ดูคำตอบ

เชิญให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น

I kinda like these contractions.

1:33

ผมค่อนข้าง (kinda) ชอบคำย่อพวกนี้เลยล่ะ

I'm fulla life. วลี

1:36

ผมเต็มเปี่ยม (fulla) ไปด้วยชีวิตชีวา

วลี

fulla life: รูปพูดแบบเป็นกันเองของ full of life

ใน “I'm fulla life.” คำว่า fulla แสดงรูปพูดที่เป็นกันเองมากของ full of ส่วนสำนวนเต็ม full of life หมายถึงมีพลัง มีชีวิตชีวา และกระตือรือร้น โดย life ในที่นี้ไม่ใช่สิ่งที่เติมอยู่ในภาชนะจริง ๆ ในการเขียนภาษาอังกฤษแบบมาตรฐาน ให้เขียนว่า “I'm full of life.” การรู้จัก fulla ช่วยให้เชื่อมเสียงพูดที่ย่อลงกับคำเขียน full of ได้

แบบฝึกหัด

เติมรูปเขียนมาตรฐานของ “I'm fulla life.” ให้สมบูรณ์: I'm ____ life.

ดูคำตอบ

full of

Okay.

1:37

โอเค

Now you sound more natural.

1:37

ตอนนี้นายฟังดูเป็นธรรมชาติขึ้นแล้วล่ะ

Before I go make sure BC-Bot doesn't get into any trouble, วลี

1:39

ก่อนที่ฉันจะไปเช็กให้แน่ใจว่า BC-Bot จะไม่ไปก่อเรื่องที่ไหน

วลี

make sure + อนุประโยค: ตรวจสอบหรือทำให้แน่ใจ

make sure หมายถึงตรวจสอบหรือลงมือทำเพื่อให้บางอย่างเป็นจริง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเข้าสู่สิ่งที่ต้องทำให้แน่ใจว่าเกิดขึ้น คือ BC-Bot doesn't get into any trouble รูปแบบที่ใช้บ่อยคือ make sure + อนุประโยค เช่น Make sure the door is closed. คำที่ตามหลัง make sure บอกผลที่ต้องตรวจสอบหรือทำให้แน่ใจ วลีนี้ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “สร้างความแน่นอน”

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายในคำเตือนให้สมบูรณ์: Please ____ the door is locked before we leave.

ดูคำตอบ

make sure

วลี

get into any trouble: เข้าไปพัวพันกับปัญหาใด ๆ

get into trouble เป็นสำนวนตายตัวเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงเข้าไปพัวพันกับปัญหาหรือเสี่ยงถูกลงโทษ ซึ่งมักเกิดจากการกระทำของคนนั้นเอง ไม่ได้หมายถึงการเดินเข้าไปในสถานที่จริง ๆ ใน doesn't get into any trouble คำว่า any ใช้ตามหลังคำปฏิเสธ doesn't ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และขยายความหมายเป็น “ไม่มีปัญหาใด ๆ เลย”

แบบฝึกหัด

get into trouble ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร: If you keep breaking the rules, you'll get into trouble?

  1. เข้าไปพัวพันกับปัญหาหรือเสี่ยงถูกลงโทษ
  2. เดินเข้าไปในสถานที่ชื่อ Trouble
  3. ได้รับความช่วยเหลือโดยไม่คาดคิด
ดูคำตอบ

เข้าไปพัวพันกับปัญหาหรือเสี่ยงถูกลงโทษ

how would you guys contract these? การใช้คำ

1:42

ทุกคนคิดว่าคำพวกนี้ควรจะย่อยังไงดี?

การใช้คำ

you guys: รูปพหูพจน์แบบไม่เป็นทางการของ you

ในคำถามนี้ you guys ใช้เรียกกลุ่มผู้ชมและหมายถึง you ในรูปพหูพจน์ หรือ “พวกคุณ” จึงช่วยบอกว่าผู้พูดกำลังขอคำตอบจากใคร แม้ guy เมื่อใช้เป็นเอกพจน์มักหมายถึงผู้ชาย แต่ you guys ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการสามารถใช้เรียกกลุ่มที่มีหลายเพศได้ และยังทำให้คำถามฟังเป็นกันเองและตรงไปตรงมา

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ใน “Are you guys ready?” คำว่า you guys ต้องหมายถึงผู้ชายเท่านั้น

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

Need to,

1:44

Need to,

ought to,

1:45

ought to,

should have,

1:46

should have,

could have.

1:47

could have.

If you figured it out, กริยาวลี

1:48

ถ้าคิดออกแล้ว

let me know in the comments. ลำดับความ

1:49

คอมเมนต์บอกฉันด้วยนะ

กริยาวลี

figured it out: ความหมายและตำแหน่งของคำสรรพนาม

Figure out หมายถึงการเข้าใจหรือแก้บางสิ่งได้หลังจากใช้ความคิด ในที่นี้ figured it out หมายถึงผู้ชมแก้แบบฝึกหัดเรื่องการย่อคำก่อนหน้านี้ได้ และ it หมายถึงแบบฝึกหัดนั้น Figure out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนามสั้น ๆ เช่น it หรือ them ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่างกริยากับ out โดยใช้ figure it out ไม่ใช่ figure out it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย figure out และคำสรรพนามที่ใช้แทน “the puzzle”: The puzzle is difficult, but I think I can ____.

ดูคำตอบ

figure it out

ลำดับความ

let me know in the comments: ชวนผู้ชมตอบในช่องความคิดเห็น

Let me know หมายถึง “บอกฉันให้รู้” หรือ “บอกคำตอบของคุณให้ฉันรู้” ส่วน in the comments บอกสถานที่ที่ผู้ชมควรตอบ คือในช่องความคิดเห็นสาธารณะใต้คลิปหรือโพสต์ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้ช่วงจบกลายเป็นคำชวนให้ผู้ชมมีส่วนร่วม อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขว่า เมื่อผู้ชมหาคำตอบได้แล้ว ก็สามารถแบ่งปันคำตอบในช่องความคิดเห็นได้

แบบฝึกหัด

ในวิดีโอ วลี let me know in the comments ขอให้ผู้ชมทำอะไร?

  1. เก็บคำตอบไว้เป็นความลับ
  2. เขียนคำตอบไว้ใต้คลิป
  3. บอกคำตอบกับเพื่อนเป็นการส่วนตัว
ดูคำตอบ

เขียนคำตอบไว้ใต้คลิป

Okay BC-Bot,

1:50

เอาล่ะ BC-Bot

I think you're ready to explore. ไวยากรณ์

1:51

ฉันคิดว่านายพร้อมที่จะออกสำรวจแล้วล่ะ

ไวยากรณ์

you're ready to + คำกริยา: พร้อมทำการกระทำถัดไป

be ready to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงเตรียมพร้อมและสามารถทำการกระทำถัดไปได้ ใน you're ready to explore คำว่า you're เป็นรูปย่อของ you are และ explore เป็นคำกริยารูปพื้นฐานที่ตามหลัง to ใช้โครงสร้างนี้เมื่อแนวคิดถัดไปเป็นการกระทำ โครงสร้างนี้บอกสภาพความพร้อมและพาความสนใจไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสองคำที่หมายถึง “พร้อมที่จะทำการกระทำถัดไป”: Mia is ____ start the race.

ดูคำตอบ

ready to

Let's get going. วลี

1:53

ออกเดินทางกันเถอะ

วลี

Let's get going: ชวนให้เริ่มหรือออกเดินทาง

Let's get going เป็นสำนวนภาษาพูดที่ใช้บ่อยเพื่อชวนให้กลุ่มคนเริ่มเคลื่อนไหว ออกเดินทาง หรือเริ่มทำกิจกรรม ในประโยคนี้อาจหมายถึง “มาเริ่มกันตอนนี้” หรือ “ออกเดินทางกันตอนนี้” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ Let's เป็นรูปย่อของ let us และรวมทั้งผู้พูดกับผู้ฟังไว้ด้วย ส่วน get going ในที่นี้ต้องเข้าใจเป็นสำนวนเดียวกัน ไม่ได้หมายถึง “กลายเป็นกำลังเดิน” แบบแปลทีละคำ

แบบฝึกหัด

ครอบครัวหนึ่งพร้อมออกจากบ้านแล้ว 'Let's get going.' หมายความว่าอย่างไร

  1. เราควรรอต่อไป
  2. เราควรออกเดินทางตอนนี้
  3. เราควรเรียนรู้วิธีเดิน
ดูคำตอบ

เราควรออกเดินทางตอนนี้