ประวัติศาสตร์ vs เจงกิสข่าน - Alex Gendler: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
740 คำ 138 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: การถกเถียงในรูปแบบการพิจารณาคดีนำความรุนแรงครั้งใหญ่และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเจงกิส ข่าน มาเปรียบเทียบกับการรวมอำนาจทางการเมือง สถาบัน การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่จักรวรรดิมองโกลเอื้อให้เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์จะมีน้ำหนักเหนือความสูญเสียของมนุษย์ได้หรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. paved the way for — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจอุปมาเรื่องการปูทางในความหมายว่าบุคคลหรือสิ่งหนึ่งสร้างเงื่อนไขให้พัฒนาการภายหลังเกิดขึ้นได้ คุณสามารถใช้วลีนี้อธิบายเหตุทางอ้อมในเรื่องประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี การเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยไม่สื่อว่าผลลัพธ์สุดท้ายเกิดขึ้นทันที 2. You mean like — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: แยกแยะได้ว่าคำขึ้นต้นคำถามนี้อาจใช้ยกตัวอย่างโต้แย้งอย่างเจาะจง ไม่ใช่ขอคำอธิบายจริง ๆ ในการถกเถียง วลีนี้ใช้กรณีเฉพาะท้าทายข้อกล่าวอ้างกว้าง ๆ และสื่อความกังขา การประชด หรือความไม่เห็นด้วยตามบริบทและน้ำเสียง 3. when we put history on trial. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ตีความอุปมาหลักที่ทำให้ประวัติศาสตร์เสมือนเป็นจำเลยซึ่งอาจถูกกล่าวหา แก้ต่าง และตัดสินได้ ความเข้าใจนี้ช่วยให้คุณอภิปรายหลักฐานที่ขัดแย้งกัน ความรับผิดชอบทางศีลธรรม และความยากในการชั่งน้ำหนักอิทธิพลของผู้นำกับความทุกข์ที่บุคคลนั้นก่อขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

He was one of the most fearsome warlords who ever lived, ไวยากรณ์

0:06

เขาเป็นหนึ่งในขุนศึกที่น่าเกรงขามที่สุดที่เคยมีมา

ไวยากรณ์

one of the most fearsome warlords who ever lived: หนึ่งในขุนศึกที่น่าเกรงขามที่สุดในประวัติศาสตร์

โครงสร้าง one of the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามพหูพจน์ หมายความว่าคนหนึ่งคนอยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่ปลายสุดของระดับการเปรียบเทียบ ในที่นี้ เขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มขุนศึกที่น่าเกรงขามที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่บอกว่าเขา very fearsome อนุประโยคสัมพันธ์ who ever lived ขยาย warlords และทำให้ขอบเขตการเปรียบเทียบครอบคลุมประวัติศาสตร์ทั้งหมด ในชีวประวัติและการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างนี้ช่วยจัดวางสถานะของบุคคลให้โดดเด่นและน่าจดจำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ one of the most + influential: The historian called her ____ leaders who ever ruled the region.

ดูคำตอบ

one of the most influential

waging an unstoppable conquest across the Eurasian continent. วลี

0:10

ดำเนินการรุกรานที่ไม่อาจหยุดยั้งไปทั่วทวีปยูเรเชีย

วลี

waging an unstoppable conquest: ดำเนินการพิชิตที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้

ในที่นี้ wage หมายถึงดำเนินต่อหรือดำเนินการ ไม่ได้หมายถึงเดิมพัน และไม่ใช่คำนามที่หมายถึงค่าจ้าง waging an unstoppable conquest นำเสนอการพิชิตว่าเป็นกระบวนการที่มีการจัดการ เดินหน้าต่อเนื่อง และไม่อาจหยุดยั้งได้ นี่เป็นการใช้คำร่วมกันแบบเป็นทางการเกี่ยวกับความขัดแย้ง คือ wage + a conquest ความหมายของคำกริยาแบบเดียวกันพบได้บ่อยกว่าใน wage war และ wage a campaign โดยเฉพาะในการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ การเมือง และข่าว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ wage ในความหมายด้านความขัดแย้งที่เป็นทางการเหมือนกับตัวอย่าง

  1. The kingdom received a weekly wage from its northern rival.
  2. The kingdom waged a new bridge across the river.
  3. The kingdom waged a long campaign against its northern rival.
ดูคำตอบ

The kingdom waged a long campaign against its northern rival.

But was Genghis Khan a vicious barbarian or a unifier who paved the way for the modern world? โน้ต

0:15

แต่เจงกิสข่านเป็นคนป่าเถื่อนที่โหดร้ายหรือเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินที่ปูทางไปสู่โลกยุคใหม่กันแน่?

ลำดับความ

a vicious barbarian or a unifier: วางกรอบการถกเถียงด้วยป้ายกำกับที่ตรงข้ามกัน

วลีนี้เสนอป้ายกำกับที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนสองแบบให้กับบุคคลเดียวกัน โดย a vicious barbarian มองว่าเขาโหดร้ายและสร้างความเสียหาย ส่วน a unifier มองว่าเขาเป็นผู้รวมกลุ่มที่แยกจากกันให้เป็นหนึ่งเดียว คำถามนี้ยังไม่ได้เลือกป้ายกำกับใด โครงสร้าง A or B จัดข้อมูลรอบประเด็นขัดแย้งหลัก เพื่อให้หลักฐานที่ตามมานำมาใช้พิจารณามุมมองทั้งสองด้านได้

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ในประโยคนี้ a vicious barbarian or a unifier แสดงข้อสรุปสุดท้ายของผู้พูดเกี่ยวกับเจงกิสข่าน

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ผิด

สำนวน

paved the way for: สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

paved the way for เป็นสำนวนที่หมายถึงการสร้างเงื่อนไขให้พัฒนาการในภายหลังเกิดขึ้นได้หรือเกิดได้ง่ายขึ้น ในประโยคนี้ way ไม่ได้หมายถึงถนนจริง แต่สำนวนนี้กล่าวถึงอิทธิพลทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างคือ pave the way for + คำนามหรือรูป -ing หากต้องการระบุผู้ที่สามารถทำสิ่งนั้นได้ ให้ใช้ pave the way for someone to do something

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนรูปอดีตจากบทเรียนที่หมายถึง “สร้างเงื่อนไขให้” ลงในประโยค: Early research ____ today's medical advances.

ดูคำตอบ

paved the way for

We'll see in History vs. ลำดับความ

0:23

เราจะมาดูกันใน ประวัติศาสตร์ ปะทะ

Genghis Khan.

0:26

เจงกิสข่าน

ลำดับความ

History vs. ...: การวางกรอบชื่อเรื่องให้เป็นการปะทะกัน

ในชื่อ History vs. Genghis Khan โครงสร้าง X vs. Y จัดหัวข้อให้อยู่ในรูปของการปะทะกันระหว่างสองฝ่าย โดย History ถูกวางให้เหมือนเป็นฝ่ายที่ตัดสิน Genghis Khan ชื่อนี้จึงบอกเป็นนัยว่าจะมีการพิจารณาประวัติและผลงานของเขาในลักษณะคล้ายการโต้วาทีหรือการพิจารณาคดี โดยทั่วไป X vs. Y เป็นกรอบแบบกระชับที่นำเสนอหัวข้อในรูปของความขัดแย้ง การแข่งขัน หรือการเปรียบเทียบ ส่วนจะเป็นการต่อสู้จริงหรือไม่นั้นต้องดูจากบริบท

แบบฝึกหัด

รูปแบบชื่อ History vs. Genghis Khan มีหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. บอกว่าจะมีบทเรียนประวัติศาสตร์สองบทที่ไม่เกี่ยวข้องกันตามมา
  2. นำเสนอหัวข้อเป็นการโต้วาทีหรือการตัดสินระหว่างสองฝ่ายที่ตรงข้ามกัน
  3. ใช้ vs. แทน and แบบเป็นกลาง
ดูคำตอบ

นำเสนอหัวข้อเป็นการโต้วาทีหรือการตัดสินระหว่างสองฝ่ายที่ตรงข้ามกัน

Order, order. วัฒนธรรม

0:28

เงียบหน่อย เงียบหน่อย

วัฒนธรรม

Order, order.: คำเรียกร้องให้เงียบอย่างเป็นทางการ

Order, order. เป็นคำพูดแบบตายตัวที่ผู้พิพากษา ประธานการประชุม หรือผู้ดำเนินการใช้เพื่อทำให้การประชุมทางการที่มีเสียงดังเงียบลงและกลับมาอยู่ในการควบคุม การพูดคำเดิมซ้ำทำให้การห้ามฟังดูหนักแน่นและเป็นทางการ order ในที่นี้หมายถึงการประพฤติตัวอย่างเป็นระเบียบ ไม่ได้หมายถึงคำสั่งซื้อของลูกค้าหรือคำสั่งให้ทำสิ่งใด ในฉากที่เลียนแบบศาล ประโยคนี้บอกว่ามีคนกำลังรับบทเป็นผู้มีอำนาจควบคุมสถานการณ์

แบบฝึกหัด

ในศาลจำลองที่มีเสียงดัง ประธานพูดว่า “Order, order.” เขากำลังขอให้ผู้คนทำอะไร?

  1. เงียบลงเพื่อให้กระบวนการดำเนินต่อไปได้
  2. ให้คำสั่งสองข้อแก่ประธาน
  3. สั่งอาหารสองรายการ
ดูคำตอบ

เงียบลงเพื่อให้กระบวนการดำเนินต่อไปได้

Now, who's the defendant today? วัฒนธรรม

0:29

เอาล่ะ วันนี้ใครคือจำเลย?

วัฒนธรรม

the defendant: ฝ่ายที่ต้องตอบคดีในศาล

ในคดีที่ขึ้นสู่ศาล the defendant คือบุคคลหรือองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด หรือต้องตอบข้อเรียกร้องทางกฎหมายของอีกฝ่าย คำนี้หมายถึงฝ่ายที่กำลังเผชิญข้อกล่าวหาหรือข้อเรียกร้อง ไม่ใช่ผู้ตัดสินคดี ในที่นี้ คำถามกำหนดให้คนหนึ่งเป็น defendant ในการพิจารณาคดีจำลอง จึงสื่อว่าการกระทำของคนคนนั้นจะถูกตรวจสอบและตัดสินราวกับอยู่ต่อหน้าศาล

แบบฝึกหัด

เติมคำศัพท์บทบาททางกฎหมายที่หมายถึงบุคคลซึ่งกำลังเผชิญข้อกล่าวหาทางอาญา: The ____ pleaded not guilty.

ดูคำตอบ

defendant

Khan!

0:32

ข่าน!

I see your honor is familiar with Genghis Khan. วัฒนธรรม

0:35

ดูเหมือนศาลที่เคารพจะคุ้นเคยกับเจงกิสข่านดี

วัฒนธรรม

your honor: คำเรียกผู้พิพากษาอย่างเป็นทางการ

Your Honor เป็นคำเรียกที่สุภาพตามธรรมเนียมเมื่อพูดกับผู้พิพากษาในศาล ในที่นี้ honor เป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งเรียก ไม่ได้หมายถึงเกียรติหรือชื่อเสียงส่วนตัวของผู้พิพากษา ในประโยคนี้ your honor หมายถึงผู้พิพากษาหนึ่งคน จึงทำหน้าที่เป็นนามวลีเอกพจน์และตามด้วย is คำนี้บ่งบอกว่าการสนทนาเป็นถ้อยคำแบบเป็นทางการในศาล

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่จะใช้ Your Honor เป็นคำเรียกมากที่สุด?

  1. พูดกับผู้พิพากษาโดยตรงระหว่างการพิจารณาคดี
  2. พูดกับครูหลังเลิกเรียน
  3. พูดกับตำรวจระหว่างการตรวจจราจร
ดูคำตอบ

พูดกับผู้พิพากษาโดยตรงระหว่างการพิจารณาคดี

The 13th century warlord whose military campaigns killed millions and left nothing but destruction in their wake. โน้ต

0:38

ขุนศึกในศตวรรษที่ 13 ผู้ซึ่งการทำสงครามของเขาสังหารผู้คนนับล้าน และไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากความพินาศ

วลี

whose military campaigns: ชุดปฏิบัติการทางทหารที่มีการจัดระบบ

ในประโยคนี้ military campaigns หมายถึงชุดปฏิบัติการทางทหารที่มีการจัดระบบ เชื่อมโยงกัน และดำเนินขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ campaign หนึ่งอาจกินเวลานานและมี battle หลายครั้งอยู่ภายใน จึงไม่ใช่กิจกรรมทั่วไปหรือการต่อสู้เพียงครั้งเดียว whose เชื่อมปฏิบัติการเหล่านี้เข้ากับ warlord ที่อยู่ข้างหน้า โดยบอกว่าเป็นปฏิบัติการของเขาหรืออยู่ภายใต้การนำของเขา อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย whose ระบุตัวขุนศึกผ่านสิ่งที่ปฏิบัติการของเขาได้ทำลงไป

แบบฝึกหัด

ใน The military campaign covered three regions and included several battles. คำว่า military campaign หมายถึงอะไร

  1. ชุดปฏิบัติการทางทหารที่มีการจัดระบบ
  2. ความพยายามโฆษณาบางสิ่ง
  3. การต่อสู้สั้น ๆ เพียงครั้งเดียว
ดูคำตอบ

ชุดปฏิบัติการทางทหารที่มีการจัดระบบ

สำนวน

left nothing but destruction in their wake: ภาพผลลัพธ์ที่หลงเหลืออย่างชัดเจน

nothing but หมายถึง “เพียงเท่านั้น” ในที่นี้ their อ้างถึง military campaigns ซึ่งเป็นพหูพจน์ และ left ... in their wake หมายความว่าความพินาศคือผลที่หลงเหลือหลังจากปฏิบัติการเหล่านั้นผ่านไป ตามความหมายตรงตัว wake คือรอยน้ำที่เรือทิ้งไว้ขณะแล่น ในที่นี้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงผลที่บุคคล เหตุการณ์ หรือพลังบางอย่างทิ้งไว้เบื้องหลัง ภาพนี้ชัดเจนและรุนแรงกว่าการพูดเพียงว่า caused destruction

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับความหมายว่า “ความพินาศเป็นผลเพียงอย่างเดียว”:The wildfire left ____ in its wake.

ดูคำตอบ

nothing but destruction

Objection.

0:48

คัดค้านครับ

First of all, it's pronounced Chinggis Khan. โน้ต

0:49

ก่อนอื่น มันออกเสียงว่า ชิงกิสข่าน (Chinggis Khan)

ลำดับความ

First of all เพื่อเริ่มประเด็นแรก

First of all เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเริ่มประเด็นแรกของคำตอบ ในประโยคนี้ ผู้พูดวางการแก้การออกเสียงไว้ก่อนข้อโต้แย้งหรือการประเมินอื่น ๆ คำนี้ไม่ได้แค่เรียงลำดับความคิด แต่ยังมักสื่อว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องพื้นฐานหรือจำเป็นต้องทำให้ชัดก่อนจะพูดต่อ

แบบฝึกหัด

First of all ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. เริ่มการแก้ไขข้อแรกในคำตอบของผู้พูด
  2. บอกว่าการออกเสียงเกิดขึ้นก่อนในประวัติศาสตร์
  3. ระบุคนแรกในกลุ่ม
ดูคำตอบ

เริ่มการแก้ไขข้อแรกในคำตอบของผู้พูด

วัฒนธรรม

ใช้ It's pronounced ... เพื่อแก้วิธีออกเสียงชื่อ

It's pronounced X เป็นโครงสร้างรูปถูกกระทำที่ใช้ทั่วไปเพื่อบอกหรือแก้ว่าคำ ชื่อบุคคล หรือชื่อสถานที่ออกเสียงอย่างไร ในที่นี้ it หมายถึงชื่อที่กำลังพูดถึง และผู้พูดเสนอ Chinggis Khan เป็นรูปที่แก้แล้ว Chinggis เป็นการถอดอักษรที่สะท้อนรูปชื่อในภาษามองโกเลียได้ใกล้เคียงกว่าการสะกดแบบอังกฤษที่คุ้นเคยว่า Genghis โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ it + be + pronounced + รูปที่ออกเสียง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างรูปถูกกระทำมาตรฐานสำหรับบอกการออกเสียง: The surname is spelled Smythe, but ____ Smith.

ดูคำตอบ

it's pronounced

Really?

0:52

จริงหรือ?

In Mongolia,

0:54

ในมองโกเลีย

yes.

0:55

ใช่ครับ

Regardless,

0:56

อย่างไรก็ตาม

he was one of the greatest leaders in human history.

0:56

เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

Born Temüjin, ไวยากรณ์

0:59

กำเนิดในชื่อเตมูจิน

he was left fatherless and destitute as a child, ไวยากรณ์

1:01

เขากลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อและยากจนข้นแค้น

ไวยากรณ์

Born Temüjin: บทเปิดชีวประวัติแบบย่อข้อมูล

Born Temüjin เป็นวลี past participle ที่วางต้นประโยค หมายถึงเกิดมาโดยมีชื่อว่า Temüjin วลีนี้ย่อข้อมูลเบื้องหลังจาก He was born Temüjin และไม่ใช่คำสั่งหรือประโยคที่สมบูรณ์ บุคคลที่เข้าใจได้จากวลีนี้ต้องเป็นประธานของอนุประโยคหลักที่ตามมา ในที่นี้ Born Temüjin อธิบาย he รูปแบบนี้ช่วยให้งานชีวประวัติบอกชื่อแรกเกิดหรือภูมิหลังการเกิดก่อนเล่าเหตุการณ์ภายหลังได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Born + name เพื่อบอกชื่อแรกเกิดของบุคคลได้ถูกต้อง

  1. Born Lena Ortiz, the pen name L. O. Hart became famous.
  2. Born Lena Ortiz, she later published novels as L. O. Hart.
  3. She born Lena Ortiz and later used L. O. Hart.
ดูคำตอบ

Born Lena Ortiz, she later published novels as L. O. Hart.

ไวยากรณ์

was left fatherless and destitute: สภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์

ใน was left fatherless and destitute โครงสร้าง be left + adjective อธิบายสภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลจากเหตุการณ์หนึ่ง รูปประโยคถูกกระทำแสดงว่าเขาเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบ ส่วน left ไม่ได้หมายความว่าเขาเดินจากไป Fatherless และ destitute เป็นคำคุณศัพท์เสริมที่วางคู่กันหลัง left ทั้งสองคำบอกว่าเขาลงเอยด้วยการไม่มีพ่อและยากจนอย่างหนัก ขณะที่โครงสร้างนี้เน้นว่าสถานการณ์ภายนอกทำให้เขาตกอยู่ในสภาพดังกล่าว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป passive simple past ของ leave: After the last bus was canceled, the travelers ____ stranded at the station.

ดูคำตอบ

were left

but went on to overcome constant strife to unite warring Mongol clans and forge the greatest empire the world had seen, วลี

1:05

แต่กลับสามารถเอาชนะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมเผ่ามองโกลที่ทำสงครามกัน และสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา

วลี

went on to + คำกริยารูปพื้นฐาน: พัฒนาการในภายหลัง

ในที่นี้ went on to + คำกริยารูปพื้นฐาน ช่วยเลื่อนลำดับเวลาไปข้างหน้า หลังจากช่วงก่อนหน้าของเรื่อง บุคคลนั้นได้เอาชนะความขัดแย้ง รวมเผ่าต่าง ๆ และสร้างจักรวรรดิในเวลาต่อมา โครงสร้างนี้มักใช้ในชีวประวัติและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อเกริ่นถึงการกระทำหรือผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นภายหลัง โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ทางกายภาพ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ go on to do something ซึ่งหมายถึง หลังจากผ่านช่วงหรือสภาวะหนึ่งแล้ว ต่อมาก็ทำสิ่งใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ go on to: She began as a lab assistant and ____ earn a doctorate.

ดูคำตอบ

went on to

วลี

overcome constant strife: เอาชนะความขัดแย้งที่ต่อเนื่อง

Overcome constant strife หมายถึงประสบความสำเร็จทั้งที่มีความขัดแย้งเกิดซ้ำหรือต่อเนื่อง และสามารถควบคุมความขัดแย้งนั้นได้ overcome มองความขัดแย้งเป็นอุปสรรคที่ต้องเอาชนะ ส่วน constant บอกว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่หยุด Strife เป็นคำค่อนข้างเป็นทางการ และมักหมายถึงความไม่ลงรอย การแข่งขัน หรือการต่อสู้ที่รุนแรงระหว่างคนหรือกลุ่มคน ในประโยคนี้หมายถึงความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างเผ่า ไม่ใช่ความยากลำบากทั่วไป

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบายได้เป็นธรรมชาติที่สุดว่าเป็น overcoming constant strife?

  1. นักเรียนแก้คำสะกดผิดหนึ่งคำ
  2. ผู้ซื้อเลือกแถวชำระเงินที่สั้นกว่า
  3. แนวร่วมหนึ่งยุติความขัดแย้งที่เกิดซ้ำมาหลายปีระหว่างกลุ่มสมาชิก
ดูคำตอบ

แนวร่วมหนึ่งยุติความขัดแย้งที่เกิดซ้ำมาหลายปีระหว่างกลุ่มสมาชิก

วลี

forge the greatest empire: สร้างขึ้นอย่างทรงพลัง

ใน forge the greatest empire คำว่า forge หมายถึงสร้างและหล่อหลอมจักรวรรดิผ่านความพยายามอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้ง และภาวะผู้นำ ภาพเปรียบจากการตีโลหะทำให้ความสำเร็จนี้ฟังดูทรงพลังและยากลำบาก ไม่ใช่การสร้างแบบธรรมดา กรรมของคำกริยาช่วยกำหนดความหมาย เมื่อใช้กับ empire, alliance หรือ relationship คำว่า forge มักหมายถึง “ก่อร่างหรือสร้างขึ้น” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ปลอมแปลง”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The rebels forged a new nation after years of conflict,” คำว่า forged หมายถึงอะไร?

  1. ทอดยาวครอบคลุมพื้นที่กว้าง
  2. ทำสำเนาปลอมของสิ่งนั้น
  3. สร้างและหล่อหลอมขึ้นด้วยความพยายามอย่างมาก
ดูคำตอบ

สร้างและหล่อหลอมขึ้นด้วยความพยายามอย่างมาก

eventually stretching from the Pacific to Europe's heartland. ไวยากรณ์

1:14

ท้ายที่สุดก็แผ่ขยายจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงใจกลางยุโรป

ไวยากรณ์

eventually stretching from ... to ...: บอกขอบเขตที่ทอดยาว

วลี participle eventually stretching from the Pacific to Europe's heartland เสริมข้อมูลเรื่องขอบเขตทางภูมิศาสตร์สุดท้ายของจักรวรรดิให้กับคำบรรยายก่อนหน้า Stretch from A to B หมายถึงทอดยาวครอบคลุมพื้นที่ระหว่างจุดปลายสองจุด ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหวหรือยืดร่างกาย เนื่องจาก stretching ในที่นี้เป็นรูป -ing ไม่ใช่กริยาหลักที่ผันตามกาล วลีนี้จึงต้องอาศัยอนุประโยคก่อนหน้าเพื่อบอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทอดยาว Eventually แสดงว่าขอบเขตนี้เกิดขึ้นหลังจากการขยายตัวช่วงหนึ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในคราวเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย stretching from ... to ...: The canal crosses the region, ____ the mountains ____ the sea.

ดูคำตอบ

stretching from · to

And what was so great about invasion and slaughter? น้ำเสียง/เจตนา

1:18

แล้วการรุกรานและการสังหารหมู่นั้นมันยิ่งใหญ่ตรงไหน?

น้ำเสียง/เจตนา

What was so great about ...? ในฐานะคำถามเชิงโต้แย้ง

What was so great about ...? ดูเหมือนเป็นคำถามที่ขอเหตุผล แต่ในประโยคนี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดถือว่าคำตอบคือ “ไม่มีอะไรเลย” จึงเป็นการโต้แย้งการประเมินในแง่บวก ไม่ใช่การขอข้อมูลอย่างเป็นกลาง คำว่า so great สะท้อนแนวคิดที่ว่าสิ่งหนึ่งสมควรได้รับคำชม การวาง invasion and slaughter หลัง about เป็นการปฏิเสธคำชมนั้นและนำเสนอเรื่องดังกล่าวใหม่ด้วยถ้อยคำเชิงลบอย่างรุนแรง

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในตัวอย่าง ผู้พูดกำลังถามอย่างเป็นกลางเพื่อเรียนรู้ข้อดีของการรุกรานและการสังหารหมู่

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

Northern China lost two-thirds of its population. วลี

1:21

ตอนเหนือของจีนสูญเสียประชากรไปถึงสองในสาม

วลี

lost two-thirds of its population: เศษส่วนของจำนวนทั้งหมด

Lost two-thirds of its population หมายความว่าจำนวนที่สูญเสียไปคือสองคนจากทุกสามคนในประชากรทั้งหมด โครงสร้างคือ lose + เศษส่วน + of + จำนวนทั้งหมด โดยคำแสดงความเป็นเจ้าของ its บอกว่าประชากรซึ่งเป็นจำนวนทั้งหมดนั้นเป็นของใคร เมื่อเขียนเศษส่วนภาษาอังกฤษเป็นคำ ถ้าตัวเศษมากกว่าหนึ่ง ตัวส่วนจะเป็นรูปพหูพจน์ เช่น one-third แต่เป็น two-thirds เครื่องหมายยัติภังค์เชื่อมสองส่วนของเศษส่วนอย่าง two-thirds

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยเศษส่วนที่ตรงกับตัวเลข: A club had 300 members, and 200 left. The club lost ____ its members.

ดูคำตอบ

two-thirds of

The Jin Dynasty had long harassed the northern tribes, ไวยากรณ์

1:25

ราชวงศ์จินได้คุกคามชนเผ่าทางเหนือมาอย่างยาวนาน

ไวยากรณ์

had long harassed: การกระทำที่เกิดก่อนและดำเนินมานาน

ใน had long harassed โครงสร้าง had + กริยาช่องที่ 3 เป็น past perfect ซึ่งวางเหตุการณ์คุกคามไว้ก่อนอีกจุดหนึ่งในอดีตของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ส่วน long เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่หมายถึงเป็นเวลานาน และอยู่ระหว่าง had กับ harassed รูปแบบนี้นำเสนอสถานการณ์ที่เกิดก่อนและดำเนินมานานให้เป็นภูมิหลังของเหตุการณ์หรือปฏิกิริยาที่ตามมา ไม่ได้เพียงรายงานการกระทำครั้งเดียวในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย had long + กริยาช่องที่ 3 ของ ignore: Before the strike began, the company ____ the workers' safety complaints.

ดูคำตอบ

had long ignored

paying them off to fight each other and periodically attacking them. กริยาวลี

1:29

จ่ายเงินให้พวกเขาสู้รบกันเองและโจมตีพวกเขาเป็นระยะๆ

กริยาวลี

paying them off: จ่ายเงินเพื่อชักจูงบุคคล

paying them off ใช้รูปแบบ pay + คำสรรพนาม + off เมื่อกรรมเป็นบุคคลหรือกลุ่มคน pay someone off อาจหมายถึงการให้เงินหรือผลประโยชน์เพื่อชักจูงการกระทำหรือทำให้พวกเขาปิดปาก เนื่องจาก them เป็นคำสรรพนาม จึงวางไว้ระหว่าง pay กับ off ในประโยคนี้ วลีบอกจุดประสงค์ to fight each other แสดงว่าการจ่ายผลประโยชน์มีไว้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของชนเผ่า ดังนั้น paying them off จึงหมายถึงการติดสินบนหรือซื้อความร่วมมือ ไม่ใช่การชำระหนี้

แบบฝึกหัด

paid the inspector off หมายถึงอะไรในประโยคนี้? The company paid the inspector off to hide the safety violations.

  1. บริษัทติดสินบนผู้ตรวจสอบ
  2. บริษัทจ่ายเงินเดือนตามปกติให้ผู้ตรวจสอบ
  3. บริษัทชำระหนี้ทั้งหมดของผู้ตรวจสอบ
ดูคำตอบ

บริษัทติดสินบนผู้ตรวจสอบ

Chinggis Khan wasn't about to suffer the same fate as the last Khan who tried to unite the Mongols, วลี

1:34

ชิงกิสข่านไม่ยอมรับชะตากรรมเดียวกับข่านคนก่อนที่พยายามรวบรวมชาวมองโกล

วลี

wasn't about to suffer the same fate: ความมุ่งมั่นที่จะไม่ประสบชะตากรรมเดียวกัน

ในประโยคนี้ wasn't about to ไม่ได้เน้นเพียงว่าเหตุการณ์หนึ่งจะไม่เกิดขึ้นในทันที เมื่อประธานเป็นบุคคลที่มีเจตจำนง be not about to + คำกริยาจะแสดงความไม่ยินยอมอย่างหนักแน่นหรือความมุ่งมั่น กล่าวคือ เจงกิสข่านจะไม่ยอมให้ตนเองพบจุดจบเช่นนั้น suffer the same fate หมายถึงประสบจุดจบแบบเดียวกับคนอื่น ซึ่งมักเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้าย เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้แสดงความมุ่งมั่นว่าจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยคนก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างย่อสามคำที่มี about และแสดงการปฏิเสธอย่างหนักแน่น: After years of work, Maya ____ let one setback end the project.

ดูคำตอบ

wasn't about to

and the demographic change may reflect poor census keeping, การใช้คำ

1:40

และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรอาจสะท้อนถึงการสำรวจสำมะโนประชากรที่ย่ำแย่

การใช้คำ

may reflect poor census keeping: การตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

reflect ในที่นี้หมายถึงแสดงให้เห็นหรือเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงบางสิ่ง การเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่สังเกตได้อาจเป็นสัญญาณว่าการบันทึกข้อมูลสำมะโนประชากรไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงจริงของประชากรเท่านั้น may แสดงว่านี่เป็นเพียงคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ยืนยันแล้ว รูปแบบ The pattern may reflect X เป็นวิธีเชื่อมโยงหลักฐานกับสภาวะเบื้องหลังที่อาจเป็นไปได้อย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความประโยคนี้ได้ตรงที่สุด: The survey gap may reflect incomplete records.

  1. ช่องว่างนี้อาจเป็นสัญญาณว่าบันทึกไม่ครบถ้วน
  2. ช่องว่างนี้กำลังสะท้อนแสงกลับมาจากบันทึก
  3. ช่องว่างนี้พิสูจน์ว่าบันทึกครบถ้วน
ดูคำตอบ

ช่องว่างนี้อาจเป็นสัญญาณว่าบันทึกไม่ครบถ้วน

not to mention that many peasants were brought into the Khan's army. โน้ต

1:44

นอกเหนือไปจากชาวนาจำนวนมากที่ถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพของข่าน

ลำดับความ

not to mention that: การเพิ่มประเด็นสำคัญอีกข้อ

not to mention that ใช้นำอนุประโยคที่สมบูรณ์เข้ามาเป็นข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าข้อความเรื่องชาวนาถูกนำเข้าไปอยู่ในกองทัพเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรพิจารณา นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวไปแล้ว แม้จะมีคำว่า not to mention แต่ผู้พูดกำลังกล่าวถึงประเด็นนั้นจริง ๆ วลีนี้ทำหน้าที่คล้ายกับ “และยังมีข้อเท็จจริงสำคัญอีกว่า...” และมักทำให้หลักฐานที่เพิ่มเข้ามาดูเป็นสิ่งที่ละเลยได้ยากเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำจากคำอธิบายนี้ซึ่งใช้เพิ่มเหตุผลสำคัญอีกข้อ: The plan would take months, ____ it would cost more than we can afford.

ดูคำตอบ

not to mention that

ไวยากรณ์

many peasants were brought into the Khan's army: จุดเน้นของรูปถูกกระทำ

ใน many peasants were brought into the Khan's army คำว่า were brought เป็นรูปถูกกระทำ โดย many peasants เป็นฝ่ายรับการกระทำ ส่วนผู้ที่ทำการกระทำนั้นไม่ได้ถูกระบุ วิธีนี้ทำให้จุดสนใจอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวนา ซึ่งพบได้บ่อยในการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์เมื่อผู้กระทำไม่เป็นที่รู้จัก ไม่สำคัญ หรือถูกวางไว้เบื้องหลัง ในที่นี้ bring someone into an army หมายถึงทำให้คนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ ไม่ใช่แค่ย้ายเขาไปยังสถานที่ที่กองทัพอยู่ รูปแบบถูกกระทำ be brought into + กลุ่ม โครงการ หรือระบบ ก็ใช้ในทำนองเดียวกันเพื่อหมายถึงถูกเพิ่มเข้าไปหรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำของ bring ... into เพื่อแสดงว่านักออกแบบกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม: When the project expanded, three designers ____ the team.

ดูคำตอบ

were brought into

You can pick apart numbers all you want, โน้ต

1:49

คุณจะจับผิดตัวเลขยังไงก็ได้

กริยาวลี

pick apart numbers: วิเคราะห์ตัวเลขอย่างมีวิจารณญาณทีละส่วน

ในประโยคนี้ pick apart numbers หมายถึงการตรวจดูตัวเลขและข้อโต้แย้งที่สร้างจากตัวเลขเหล่านั้นทีละส่วน โดยเฉพาะเพื่อหาจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาด ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวเลขออกจากกันจริง ๆ โครงสร้าง pick apart + กรรม มักใช้กับข้อกล่าวอ้าง แผน รายงาน และการแสดง เมื่อมีการวิเคราะห์สิ่งเหล่านั้นอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่เพียงดูอย่างละเอียดเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ pick apart: The auditors ____ the numbers before approving the budget.

ดูคำตอบ

picked apart

น้ำเสียง/เจตนา

all you want: การยอมให้เชิงท้าทาย

เมื่อ all you want อยู่หลัง You can + คำกริยา ความหมายตามตัวอักษรคือเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายทำสิ่งนั้นได้มากเท่าที่ต้องการ แต่ในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นการยอมให้เชิงโต้แย้ง กล่าวคือ อีกฝ่ายจะวิจารณ์ตัวเลขต่อไปก็ได้ แต่ความพยายามนั้นจะไม่เปลี่ยนประเด็นที่ผู้พูดกำลังจะกล่าวต่อ โครงสร้างที่พบบ่อย You can + คำกริยา + all you want, but ... มักสื่อท่าทีท้าทายหรือไม่อดทนว่า จะทำมากเท่าไรก็ได้ แต่ผลลัพธ์จะยังเหมือนเดิม

แบบฝึกหัด

all you want ในที่นี้สื่ออะไร? You can argue all you want, but the decision is final.

  1. คำเชิญอย่างเป็นมิตรให้โต้แย้งต่อเพื่อความสนุก
  2. คำสัญญาว่าผู้พูดจะทบทวนใหม่หลังจากมีการโต้แย้งมากพอ
  3. การยอมให้ที่สื่อว่าการโต้แย้งต่อไปจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์
ดูคำตอบ

การยอมให้ที่สื่อว่าการโต้แย้งต่อไปจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

but they wiped out entire cities along with their inhabitants. โน้ต

1:52

แต่พวกเขากวาดล้างเมืองทั้งเมืองพร้อมกับผู้อยู่อาศัยไปจริงๆ

กริยาวลี

wiped out entire cities: ทำลายเมืองทั้งเมืองจนหมดสิ้น

ใน wiped out entire cities กริยาวลี wipe out หมายถึงทำลายทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ส่วน entire cities ระบุขอบเขตอย่างชัดเจนว่าความเสียหายเกิดกับเมืองทั้งเมือง ไม่ใช่เพียงบางพื้นที่ ตรงนี้ wipe out ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าทำลายจนหมด ในรายงานเกี่ยวกับสงคราม ภัยพิบัติ โรค หรือการสูญพันธุ์ คำนี้แสดงว่าผลลัพธ์รุนแรงและครอบคลุมอย่างยิ่ง

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีเป้าหมายในรูปอดีตที่หมายถึง “ทำลายเกือบทั้งหมด” ลงในประโยค: The sudden frost ____ the region's orange crop.

ดูคำตอบ

wiped out

วลี

along with their inhabitants: รวมชาวเมืองเข้าไปด้วย

along with their inhabitants หมายความว่าชาวเมืองรวมอยู่ในผลลัพธ์ที่ถูกทำลายเช่นเดียวกับตัวเมือง along with ใช้เพิ่มบุคคลหรือสิ่งของอีกอย่างที่ได้รับผลจากการกระทำเดียวกัน วลีนี้มักทำให้ส่วนที่เพิ่มเข้ามามีน้ำหนักทางไวยากรณ์หรือข้อมูลน้อยกว่าส่วนหลัก ในที่นี้ entire cities เป็นกรรมหลัก และ their inhabitants เป็นข้อมูลที่เติมเข้ามาทีหลัง ส่วน along with ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายจากบทนี้ลงในประโยคใหม่เพื่อแสดงว่าที่ชาร์จก็ถูกขโมยด้วย: The laptop was stolen ____ its charger.

ดูคำตอบ

along with

The Khan preferred enemies to surrender and pay tribute, โน้ต

1:57

ข่านชอบให้ศัตรูยอมจำนนและส่งบรรณาการ

ไวยากรณ์

prefer + กรรม + to-infinitive: preferred enemies to surrender

ใน preferred enemies to surrender คำว่า enemies เป็นกรรมของ preferred ส่วน to surrender เป็น to-infinitive ที่บอกการกระทำที่ข่านต้องการให้พวกเขาทำ โครงสร้างคือ prefer + กรรม + to-infinitive หรือ prefer someone to do something โครงสร้างนี้นำเสนอผลลัพธ์หนึ่งว่าเป็นสิ่งที่ต้องการมากกว่าอีกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น มันสื่อถึงความชอบหรือความต้องการ แต่ตัวโครงสร้างเองไม่ได้บอกว่ามีการออกคำสั่งหรือการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง prefer + กรรม + to-infinitive โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ leave: The host preferred the guests ____ their phones outside.

ดูคำตอบ

to leave

วลี

pay tribute ในบริบทของการพิชิต

ในที่นี้ pay tribute หมายถึงการมอบเงิน สิ่งของ หรือทรัพยากรอื่นที่ถูกเรียกร้องให้แก่ผู้ปกครองหรืออำนาจที่แข็งแกร่งกว่า การมอบดังกล่าวแสดงถึงการยอมอยู่ใต้อำนาจหรือการยอมรับอำนาจนั้น คำว่า surrender ที่อยู่ใกล้กันทำให้ pay tribute มีความหมายทางการเมืองและประวัติศาสตร์นี้ ในบริบทอื่น pay tribute อาจหมายถึงการให้เกียรติหรือยกย่องบุคคล ดังนั้นต้องใช้บริบทตัดสินความหมาย

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: After the siege, the city surrendered and agreed to pay tribute. ในที่นี้ pay tribute หมายถึงอะไร?

  1. กล่าวสุนทรพจน์ยกย่องบุคคลที่มีชื่อเสียง
  2. จ่ายค่าจ้างตามปกติให้คนงาน
  3. มอบสิ่งของหรือเงินให้อำนาจที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อแสดงการยอมอยู่ใต้อำนาจ
ดูคำตอบ

มอบสิ่งของหรือเงินให้อำนาจที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อแสดงการยอมอยู่ใต้อำนาจ

but he firmly believed in loyalty and diplomatic law. วลี

2:01

แต่เขาเชื่อมั่นในความจงรักภักดีและกฎทางการทูตอย่างแน่วแน่

วลี

believed in loyalty and diplomatic law: การยึดมั่นในหลักการ

ใน believed in loyalty and diplomatic law โครงสร้าง believe in + คำนามนามธรรม หมายถึงการยอมรับและสนับสนุนคุณค่า หลักการ หรือระบบบางอย่าง ในที่นี้ ความภักดีและกฎหมายการทูตถูกมองว่าเป็นหลักที่ควรยึดถือ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีอยู่จริง firmly เพิ่มระดับความยึดมั่น แสดงว่าความเชื่อนี้หนักแน่นและมั่นคง

แบบฝึกหัด

believed in diplomatic law ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. เขาคิดว่าข้อกล่าวอ้างเฉพาะข้อหนึ่งเกี่ยวกับกฎหมายการทูตเป็นข้อเท็จจริง
  2. เขารู้กฎทุกข้อของกฎหมายการทูตอย่างละเอียด
  3. เขายอมรับกฎหมายการทูตว่าเป็นหลักการที่ควรยึดถือ
ดูคำตอบ

เขายอมรับกฎหมายการทูตว่าเป็นหลักการที่ควรยึดถือ

The cities that were massacred were ones that rebelled after surrendering or killed his ambassadors. ไวยากรณ์

2:05

เมืองที่ถูกสังหารหมู่คือเมืองที่กบฏหลังจากยอมจำนน หรือสังหารทูตของเขา

ไวยากรณ์

The cities that were massacred were ones that ...: ใช้ ones แทนคำนามพหูพจน์

ใน The cities ... were ones that ... คำว่า ones ใช้แทนคำนามนับได้พหูพจน์ cities ที่กล่าวถึงไปแล้ว จึงไม่ต้องพูด cities ซ้ำ และอนุประโยคที่ตามหลัง that จะระบุว่าหมายถึงเมืองใด โครงสร้างนี้ใช้จัดกลุ่ม โดยระบุว่าเมืองในส่วนแรกเป็นสมาชิกของกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงกว่าซึ่งอธิบายหลัง ones that ในที่นี้ ones เป็นคำแทนคำนามพหูพจน์ ไม่ใช่เลข one

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดเติมประโยคได้ถูกต้องโดยใช้คำแทนคำนามพหูพจน์และอนุประโยคที่ระบุกลุ่ม The applications we approved were ____ arrived before Friday.

  1. ones who
  2. one that
  3. ones that
ดูคำตอบ

ones that

ไวยากรณ์

rebelled after surrendering: ใช้ after + -ing แสดงลำดับการกระทำ

ใน rebelled after surrendering คำว่า after นำการกระทำที่เกิดก่อน ส่วน surrendering คือรูป -ing ที่ใช้หลังคำบุพบท after ดังนั้นลำดับคือ เมืองเหล่านั้นยอมจำนนก่อน แล้วจึงก่อกบฏในภายหลัง เมื่อเข้าใจว่าการกระทำทั้งสองมีประธานคนเดียวกัน สามารถใช้ after + -ing แทนอนุประโยคเต็มอย่าง after they surrendered ได้ ทำให้บอกลำดับเหตุการณ์ได้กระชับขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป after + -ing ของ read: Nora checked the address after ____ the email.

ดูคำตอบ

reading

His was a strict understanding of justice. ไวยากรณ์

2:12

เขาเป็นคนที่มีความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมอย่างเข้มงวด

ไวยากรณ์

His was a strict understanding of justice: สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของทำหน้าที่เป็นประธาน

ใน His was a strict understanding of justice คำว่า His เป็นสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของที่ใช้เดี่ยว ๆ และทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่นี้แทน his understanding of justice หรือ “ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมของเขา” ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่เป็นของเขา ภาคแสดง a strict understanding of justice ระบุและบอกลักษณะของความเข้าใจนั้น เมื่อคำนามที่ละไว้ชัดเจน โครงสร้าง “สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ + be + นามวลี” สามารถใช้สรุปมุมมอง แนวทาง หรือแบบของบุคคลหนึ่งได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ใน “His was a strict understanding of justice.” คำว่า His แทนอะไร?

  1. ระบบการลงโทษของเขา
  2. ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมของเขา
  3. สิ่งของชิ้นหนึ่งที่เป็นของเขา
ดูคำตอบ

ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมของเขา

Multiple accounts show his army's brutality going beyond justice, โน้ต

2:16

บันทึกหลายฉบับแสดงให้เห็นว่าความโหดร้ายของกองทัพของเขานั้นเกินกว่าคำว่ายุติธรรม

ลำดับความ

Multiple accounts show: การนำเสนอหลักฐานจากหลายแหล่ง

Multiple accounts show วางแหล่งที่มาของหลักฐานไว้ก่อนข้อกล่าวอ้าง โดยบอกผู้อ่านว่ามีบันทึก คำบอกเล่า หรือรายงานมากกว่าหนึ่งแหล่งที่สนับสนุนข้อความถัดไป ในที่นี้ accounts หมายถึงคำบอกเล่าหรือบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ ไม่ใช่บัญชีธนาคาร ส่วน multiple ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ข้อกล่าวอ้างด้วยการแสดงว่าไม่ได้อาศัยบันทึกเพียงแหล่งเดียว แต่จำนวนแหล่งข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าแต่ละแหล่งเป็นอิสระจากกันหรือน่าเชื่อถือ

แบบฝึกหัด

ใน Multiple accounts show คำขึ้นต้นนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. พิสูจน์ว่าทุกแหล่งข้อมูลเป็นอิสระจากกันและถูกต้อง
  2. บอกว่าบัญชีธนาคารหลายบัญชีได้ทำการกระทำบางอย่าง
  3. นำเสนอคำบอกเล่าหรือบันทึกมากกว่าหนึ่งแหล่งเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ตามมา
ดูคำตอบ

นำเสนอคำบอกเล่าหรือบันทึกมากกว่าหนึ่งแหล่งเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ตามมา

วลี

going beyond justice: การข้ามขีดจำกัดทางศีลธรรม

ใน going beyond justice คำว่า go beyond ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ในเชิงพื้นที่ตามตัวอักษร แต่หมายถึงความโหดร้ายที่ข้ามขอบเขตของสิ่งที่สามารถอธิบายอย่างสมเหตุสมผลว่าเป็นความยุติธรรมหรือการลงโทษที่ชอบธรรม โครงสร้าง go beyond + คำนามนามธรรม หมายถึงเกินขอบเขต มาตรฐาน หรือข้อจำกัดที่คำนามนั้นแทน ในประโยคนี้ going ขยาย brutality และทำให้วลีมีน้ำเสียงวิจารณ์อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมรูปอดีตสองคำของ go beyond ที่หมายถึง “ข้ามขีดจำกัด” ให้สมบูรณ์: The coach's comments ____ criticism and became a personal attack.

ดูคำตอบ

went beyond

ripping unborn children from mothers' wombs,

2:21

ควักเด็กที่ยังไม่เกิดออกมาจากครรภ์มารดา

using prisoners as human shields, การใช้คำ

2:24

ใช้เชลยเป็นโล่มนุษย์

การใช้คำ

prisoners as human shields: ใช้เชลยเป็นโล่มนุษย์

human shields เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงคนซึ่งถูกจงใจนำไปอยู่ในอันตราย เพื่อให้การมีอยู่ของพวกเขาช่วยยับยั้ง ขัดขวาง หรือรับการโจมตีแทน และปกป้องคนอื่นหรือเป้าหมาย ในประโยคนี้ เชลยถูกบังคับให้ทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วน shields ไม่ได้หมายถึงโล่จริงที่มอบให้พวกเขาถือ โครงสร้าง use + person + as + role หมายถึงการใช้หรือปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในบทบาทดังกล่าว ดังนั้น using prisoners as human shields จึงบรรยายกลยุทธ์ที่ทารุณ ไม่ใช่การปกป้องเชลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในบริบทความขัดแย้งที่หมายถึงการจงใจนำคนไปเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องเป้าหมาย: The fighters used the civilians ____.

ดูคำตอบ

as human shields

or moat fillers to support siege engines, การใช้คำ

2:26

หรือถมคูเมืองเพื่อรองรับเครื่องจักรกลตีเมือง

การใช้คำ

moat fillers to support siege engines: สิ่งถมคูเพื่อรองรับเครื่องตีเมือง

ในที่นี้ moat คือคูป้องกันรอบสถานที่ที่มีป้อมปราการ ส่วน siege engines คือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ใช้โจมตีหรือเคลื่อนเข้าใกล้แนวป้องกัน moat fillers หมายถึงคนหรือวัสดุที่ใช้ถมคูให้มากพอจนเกิดทางข้ามหรือฐานที่มั่นคง to support siege engines เป็นรูป infinitive ที่บอกจุดประสงค์ของการถมคู คือเพื่อให้เครื่องจักรหนักข้ามคูหรือทำงานใกล้กำแพงได้ เนื่องจากข้อความก่อนหน้ามี using prisoners as ประโยคนี้จึงหมายถึงการปฏิบัติต่อเชลยเหมือนเป็นวัสดุถม ไม่ได้หมายความว่า moat filler เป็นอาชีพปกติของพวกเขา

แบบฝึกหัด

ในบริบทการล้อมเมืองนี้ moat fillers to support siege engines บรรยายถึงอะไร?

  1. ฝึกเชลยให้ควบคุมเครื่องโจมตีข้างคูป้องกัน
  2. ให้คนงานเติมน้ำลงในคูเพื่อปกป้องเครื่องโจมตี
  3. ใช้เชลยถมคูป้องกันเพื่อให้เครื่องตีเมืองข้ามไปหรือตั้งอยู่บนพื้นที่นั้นได้อย่างมั่นคง
ดูคำตอบ

ใช้เชลยถมคูป้องกันเพื่อให้เครื่องตีเมืองข้ามไปหรือตั้งอยู่บนพื้นที่นั้นได้อย่างมั่นคง

taking all women from conquered towns

2:29

กวาดต้อนผู้หญิงทั้งหมดไปจากเมืองที่ถูกพิชิต

Enough.

2:32

พอแล้ว

How barbaric? น้ำเสียง/เจตนา

2:33

ป่าเถื่อนแค่ไหนน่ะหรือ?

น้ำเสียง/เจตนา

How barbaric? เพื่อแสดงความตกใจและการตำหนิ

ในที่นี้ How barbaric? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์แบบละคำ แม้จะอยู่ในรูปคำถาม แต่ไม่ได้ถามว่าความป่าเถื่อนอยู่ในระดับใด ประโยคนี้แสดงความตกใจและการตำหนิทางศีลธรรม โดยสื่อคำตัดสินอย่างหนักแน่นว่าพฤติกรรมนั้นป่าเถื่อนอย่างยิ่ง โครงสร้าง How + คำคุณศัพท์เชิงประเมิน? ใช้เป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงต่อสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงได้ หากบริบทไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นคำถามจริง ให้เข้าใจว่าเป็นการตัดสินของผู้พูด ไม่ใช่การขอข้อมูล

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ How barbaric? ทำหน้าที่หลักอย่างไร

  1. ถามระดับความป่าเถื่อนที่แน่นอนอย่างเป็นกลาง
  2. แสดงความตกใจและตำหนิพฤติกรรมนั้น
  3. ชื่นชมพฤติกรรมนั้นว่าเป็นสิ่งดั้งเดิม
ดูคำตอบ

แสดงความตกใจและตำหนิพฤติกรรมนั้น

Is that really so much worse than other medieval armies? ไวยากรณ์

2:34

มันเลวร้ายกว่ากองทัพในยุคกลางอื่นๆ มากนักหรือ?

ไวยากรณ์

really so much worse than: ตั้งคำถามว่าความแตกต่างมากขนาดนั้นจริงหรือไม่

Worse than สร้างการเปรียบเทียบ so much บอกว่าความแตกต่างมีมาก และ really ในคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่นี้ใช้ท้าทายว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่ ผู้พูดไม่ได้เพียงถามว่าฝ่ายใดแย่กว่า แต่กำลังสงสัยว่ากรณีแรกแย่กว่าด้วยระยะห่างที่มากพอจะทำให้สมควรถูกมองต่างออกไปจริงหรือไม่ สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบจะอยู่หลัง than ซึ่งในที่นี้คือ other medieval armies

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปรียบเทียบห้าคำที่เน้นไว้: Is the basic plan ____ the premium plan?

ดูคำตอบ

really so much worse than

That doesn't excuse Genghis Khan's atrocities, น้ำเสียง/เจตนา

2:38

นั่นไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวให้กับความโหดร้ายของเจงกิสข่าน

น้ำเสียง/เจตนา

That doesn't excuse ...: การอธิบายไม่เท่ากับการแก้ต่าง

ใน That doesn't excuse ... คำว่า that หมายถึงคำอธิบายหรือการเปรียบเทียบที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วน excuse เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ทำให้การกระทำผิดดูยอมรับได้ หรือทำให้พ้นจากความรับผิด” ผู้พูดกำลังบอกว่าบริบทนั้นไม่ได้ทำให้ความโหดร้ายของเจงกิสข่านเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ประโยคนี้ใช้ขีดเส้นแบ่งในการโต้แย้งว่า เราสามารถอธิบายหรือเปรียบเทียบการกระทำที่สร้างความเสียหายได้โดยไม่ต้องแก้ต่างให้การกระทำนั้น ผู้พูดจึงยอมรับปัญหาทางศีลธรรมก่อนเสนอการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์อีกประเด็นหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในการโต้แย้ง That doesn't excuse the behavior หมายความว่าอย่างไร

  1. พฤติกรรมนั้นยอมรับได้ เพราะมีการให้เหตุผลแล้ว
  2. พฤติกรรมนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
  3. เหตุผลนั้นอาจอธิบายพฤติกรรมได้ แต่ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนั้นชอบธรรม
ดูคำตอบ

เหตุผลนั้นอาจอธิบายพฤติกรรมได้ แต่ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนั้นชอบธรรม

but it does make Chinggis Khan unexceptional for his time rather than some bloodthirsty savage. โน้ต

2:41

แต่มันทำให้ชิงกิสข่านดูเป็นเรื่องปกติในยุคของเขา มากกว่าที่จะเป็นคนป่าเถื่อนที่กระหายเลือด

ไวยากรณ์

Does make ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่า

ในที่นี้ does เป็นกริยาช่วยเพื่อเน้นในประโยคบอกเล่า โดยเพิ่มความหมายประมาณว่า “จริง ๆ” หรือ “อย่างแท้จริง” ให้กับ make ผู้พูดจึงกำลังยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ทำให้เจงกิสข่านดูไม่ได้แตกต่างเป็นพิเศษจากคนในยุคของเขา โครงสร้างคือ ประธาน + do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน ใช้ does กับประธานเอกพจน์บุรุษที่สามในปัจจุบัน และคงกริยาหลักไว้ในรูปพื้นฐาน จึงต้องใช้ it does make ไม่ใช่ it does makes โครงสร้างนี้มักใช้ยืนยัน แก้ความเข้าใจ หรือรักษาจุดยืนหลังการเปรียบต่าง

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยเพื่อเน้นในรูปปัจจุบันที่สอดคล้องกับประธาน: The new schedule is inconvenient, but it ____ give us more time to prepare.

ดูคำตอบ

does

ลำดับความ

rather than some bloodthirsty savage: การปฏิเสธคำตีตรา

ในที่นี้ rather than นำคำตีตราที่ผู้พูดปฏิเสธเข้ามา คือ some bloodthirsty savage ส่วนคำอธิบายที่ผู้พูดยังคงเน้นคือ unexceptional for his time โครงสร้าง X rather than Y นำสองทางเลือกมาเปรียบต่างกัน โดยผู้พูดเลือกกรอบความหมายว่า “X ไม่ใช่ Y” ข้อความหลัง rather than ไม่ใช่ข้อมูลเสริมเกี่ยวกับบุคคลนั้น แต่เป็นคำประเมินที่ถูกตัดออก

แบบฝึกหัด

เติม rather than เพื่อแสดงว่าเลือกการอัปเดตสั้น ๆ และไม่ได้เลือกการประชุมเต็มรูปแบบ: The committee chose a short update ____ a full meeting.

ดูคำตอบ

rather than

In fact, ลำดับความ

2:48

อันที่จริง

after his unification of the tribes abolished bride kidnapping, วัฒนธรรม

2:48

หลังจากที่เขารวบรวมชนเผ่าต่างๆ ได้สำเร็จ เขาได้ยกเลิกการลักพาตัวเจ้าสาว

ลำดับความ

In fact: การนำหลักฐานที่หนักแน่นขึ้นหรือแก้ความเข้าใจเดิม

In fact เป็นคำเชื่อมระดับข้อความที่บอกผู้อ่านว่าข้อเท็จจริงถัดไปสำคัญเป็นพิเศษต่อประเด็นที่กำลังกล่าวถึง ในที่นี้ คำนี้นำหลักฐานที่ใช้เสริมข้อโต้แย้งและท้าทายภาพด้านเดียวที่เกิดจากเนื้อหาก่อนหน้า คำนี้ไม่ได้เพียงประกาศว่าข้อความหนึ่งเป็นความจริง แต่แสดงว่าข้อมูลใหม่สัมพันธ์กับสิ่งที่กล่าวมาก่อนอย่างไร โดยอาจแก้ความคาดหมาย เพิ่มหลักฐานที่หนักแน่นกว่า หรือทำให้ประเด็นแม่นยำขึ้น

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานบอกว่าแล็ปท็อปรุ่นเก่าจะต้องช้ากว่า คำตอบใดใช้ In fact เพื่อแก้ความคาดหมายนั้น

  1. In fact, the older laptop finished the test two seconds faster.
  2. For example, the older laptop has a silver case.
  3. In fact, both laptops are on the same desk.
ดูคำตอบ

In fact, the older laptop finished the test two seconds faster.

วัฒนธรรม

abolished bride kidnapping: ยกเลิกธรรมเนียมการแต่งงานที่มีการบังคับอย่างเป็นทางการ

ในที่นี้ bride kidnapping หมายถึงธรรมเนียมที่ผู้หญิงถูกลักพาตัวไปเพื่อการแต่งงาน ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังหรือการบังคับ เป็นคำทางประวัติศาสตร์และสังคมที่จริงจัง ไม่ใช่กิจกรรมงานแต่งงานธรรมดาหรือเรื่องล้อเล่น Abolished หมายถึงการยุติกฎหมาย สถาบัน หรือธรรมเนียมที่มีอยู่เดิมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น abolished bride kidnapping จึงหมายความว่าธรรมเนียมการแต่งงานนี้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ ในประโยคนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกนำเสนอว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้หญิงดีขึ้น

แบบฝึกหัด

abolished bride kidnapping ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ยกเลิกธรรมเนียมลักพาตัวผู้หญิงเพื่อการแต่งงานอย่างเป็นทางการ
  2. ยกเลิกการเดินทางสำหรับงานแต่งงาน
  3. ป้องกันเหตุลักพาตัวเฉพาะเหตุการณ์หนึ่ง
ดูคำตอบ

ยกเลิกธรรมเนียมลักพาตัวผู้หญิงเพื่อการแต่งงานอย่างเป็นทางการ

women in the Mongol ranks had it better than most. วลี

2:52

ผู้หญิงในกองทัพมองโกลมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่

วลี

had it better than most: มีสถานการณ์โดยรวมดีกว่าคนส่วนใหญ่

Had it better เป็นรูปอดีตของ have it better ในโครงสร้างนี้ it ไม่ได้แทนสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่กล่าวกว้าง ๆ ถึงสภาพความเป็นอยู่ การปฏิบัติที่ได้รับ โอกาส หรือสถานการณ์โดยรวมของบุคคล Than most เปรียบเทียบสถานการณ์นั้นกับสถานการณ์ของคนอื่นส่วนใหญ่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง โดยบริบทจะบอกว่ากลุ่มเปรียบเทียบคือใคร ดังนั้นประโยคนี้จึงหมายความว่าผู้หญิงเหล่านั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่ที่นำมาเปรียบเทียบได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูปอดีตของ have it better than most: At that company, full-time employees received free housing and health care, so they ____.

ดูคำตอบ

had it better than most

They controlled domestic affairs, การใช้คำ

2:55

พวกเธอควบคุมกิจการภายในบ้าน

การใช้คำ

domestic affairs: เรื่องภายในครัวเรือนหรือภายในกลุ่ม

ในประโยคนี้ domestic affairs หมายถึงเรื่องในครัวเรือนหรือเรื่องภายในอื่น ๆ ที่กลุ่มนั้นดูแล domestic กำหนดขอบเขตว่าเป็นเรื่องภายในบ้านหรือภายในกลุ่ม ส่วน affairs ในรูปพหูพจน์หมายถึงเรื่องต่าง ๆ หรือขอบเขตความรับผิดชอบ ขอบเขตที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท ในงานเขียนทางการเมือง domestic affairs มักหมายถึงกิจการภายในประเทศ แต่ในที่นี้หมายถึงชีวิตภายในของกลุ่ม ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The council managed domestic affairs while diplomats dealt with neighboring states,” domestic affairs หมายถึงอะไร?

  1. ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
  2. ความสัมพันธ์กับประเทศอื่น
  3. เรื่องภายในชุมชน
ดูคำตอบ

เรื่องภายในชุมชน

could divorce their husbands,

2:56

สามารถหย่าร้างกับสามีได้

and were trusted advisors. วลี

2:58

และเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ

วลี

trusted advisors: ที่ปรึกษาที่ผู้อื่นไว้วางใจ

trusted advisors คือบุคคลที่ผู้อื่นไว้วางใจคำแนะนำและวิจารณญาณของเขา trusted ขยาย advisors โดยสื่อว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับความเชื่อมั่นและอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ รูปแบบ trusted + คำนามบอกบทบาท ใช้บอกว่าบุคคลหนึ่งน่าเชื่อถือในความสัมพันธ์หรือบทบาทนั้น เช่น trusted colleague หรือ trusted partner ส่วน advisor ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ให้แนวทางหรือคำแนะนำ

แบบฝึกหัด

ใช้การสะกดที่แสดงในบทเรียนเติมวลีสองคำที่หมายถึง “ที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ” ลงในประโยค: After years of reliable guidance, Maya became the president's ____.

ดูคำตอบ

trusted advisor

Temüjin remained with his first bride all his life, วลี

3:00

เตมูจินอยู่กับภรรยาคนแรกของเขาไปตลอดชีวิต

วลี

all his life: ตลอดทั้งชีวิตของเขา

all his life เป็นวลีบอกเวลาที่หมายถึง “ตลอดทั้งชีวิตของเขา” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวขยาย remained และบอกว่าความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปตลอดช่วงชีวิตของเขา all หมายถึงช่วงเวลาทั้งหมดของชีวิต ไม่ได้หมายถึง “หลายชีวิต” โครงสร้างคือ all + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + life เช่น all my life, all her life และ all his life หากผู้ที่เป็นเจ้าของมีหลายคน ให้ใช้ lives เช่น all their lives ในชีวประวัติของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว วลีนี้อาจครอบคลุมทั้งชีวิตของบุคคลนั้น ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่พูดว่า all my life มักหมายถึง “ตั้งแต่เกิดหรือตั้งแต่ความทรงจำแรกสุดจนถึงตอนนี้”

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง all + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + life เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nora has loved astronomy ____.

ดูคำตอบ

all her life

even raising her possibly illegitimate son as his own. วลี

3:03

แม้กระทั่งเลี้ยงดูลูกชายของเธอที่อาจไม่ใช่ลูกสายเลือดของตนราวกับเป็นลูกแท้ๆ

วลี

as his own: ปฏิบัติต่อลูกชายเสมือนเป็นลูกของตนเอง

ใน raising her son as his own วลี as his own หมายถึง “เสมือนว่าลูกชายคนนั้นเป็นลูกของเขาเอง” own ใช้แทน son หรือ child เพราะทราบคำนามนั้นได้ชัดเจนจากบริบท วลีนี้เน้นการดูแล ความรับผิดชอบ และการยอมรับที่เขามอบให้เด็กชาย ไม่ได้หมายถึงความเป็นพ่อลูกทางสายเลือด โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำกริยา + กรรม + as + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + own คำแสดงความเป็นเจ้าของระบุผู้ที่ยอมรับความสัมพันธ์หรือรับผิดชอบ เช่น They raised him as their own.

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง as + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + own เติมประโยคให้สมบูรณ์: Although Leo was not their biological son, they raised him ____.

ดูคำตอบ

as their own

Regardless,

3:08

อย่างไรก็ตาม

Genghis Khan's legacy was a disaster. วลี

3:08

มรดกของเจงกิสข่านคือหายนะ

วลี

legacy was a disaster: การประเมินผลกระทบทางประวัติศาสตร์ระยะยาว

ในที่นี้ legacy หมายถึงผลกระทบทางประวัติศาสตร์และชื่อเสียงที่บุคคลหนึ่งทิ้งไว้ในระยะยาว ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ส่งต่อหลังเสียชีวิต รูปแสดงความเป็นเจ้าของ Genghis Khan's บอกว่ากำลังประเมินผลกระทบของใคร Was a disaster เป็นการตัดสินผลกระทบนั้นในทางลบอย่างรุนแรง คำว่า disaster ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงผลลัพธ์ที่ถูกมองว่าสร้างความเสียหายอย่างมาก ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเหตุใดเหตุหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง Genghis Khan's legacy หมายถึงอะไร

  1. เงินและทรัพย์สินที่เขาได้รับเป็นมรดกตามกฎหมาย
  2. ผลกระทบระยะยาวที่ทำให้ผู้คนจดจำเขา
  3. ภัยธรรมชาติเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเขา
ดูคำตอบ

ผลกระทบระยะยาวที่ทำให้ผู้คนจดจำเขา

Up to 40 million killed across Eurasia during his descendents' conquests, วลี

3:11

มีผู้เสียชีวิตมากถึง 40 ล้านคนทั่วยูเรเชียระหว่างการรุกรานของลูกหลานของเขา

วลี

Up to 40 million: ขอบเขตบนโดยประมาณ

ใน up to 40 million คำว่า up to กำหนดให้ 40 ล้านเป็นค่าประมาณสูงสุดที่เป็นไปได้หรือที่มีการรายงาน จำนวนจริงอาจต่ำกว่านี้ และวลีนี้ไม่ได้หมายความว่าเท่ากับ 40 ล้านพอดี การใช้คำแบบนี้เหมาะเมื่อแหล่งข้อมูลให้ขอบเขตบนแทนยอดรวมที่ยืนยันแล้ว เป็นการจำกัดค่าสูงสุดของข้อความโดยไม่ได้ระบุขอบเขตล่าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย up to และตัวเลข 200 เพื่อแสดงค่าสูงสุด: The room can hold ____ people.

ดูคำตอบ

up to 200

10% of the world population.

3:17

คิดเป็น 10% ของประชากรโลก

That's not even counting casualties from the Black Plague brought to Europe by the Golden Horde's siege of Kaffa. โน้ต

3:20

นี่ยังไม่นับรวมผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคที่โกลเดนฮอร์ดนำเข้าไปในยุโรปจากการล้อมเมืองแคฟฟา

วลี

not even counting: ส่วนที่ยังไม่รวมในยอดทั้งหมด

Not even counting + นามวลี หมายความว่ารายการที่ตามมายังไม่ถูกรวมไว้ในยอดรวมหรือการประเมิน ในประโยคนี้ ผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคยังไม่รวมอยู่ในจำนวนที่กำลังกล่าวถึง ดังนั้นหากนำมารวม จำนวนก็จะสูงขึ้นอีก Even ช่วยเน้นว่า แม้ยอดรวมปัจจุบันจะมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ครบ Counting ในที่นี้หมายถึง “นำมารวมในการคำนวณ” ไม่ใช่การไล่นับตัวเลขทีละตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่ลงท้ายด้วย counting: The hotel costs $180 a night, ____ parking.

ดูคำตอบ

not even counting

วัฒนธรรม

Black Plague: โรคระบาดครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14

ในประโยคนี้ Black Plague หมายถึงโรคระบาดครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า Black Death หรือกาฬมรณะ นี่เป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษรว่าตัวโรคมีสีดำ วลีนี้ระบุสาเหตุของผู้เสียชีวิตที่ถูกนำมาเพิ่มในการอภิปราย ส่วนข้อความ brought to Europe by the Golden Horde's siege of Kaffa บอกว่าโรคมาถึงยุโรปได้อย่างไรตามเรื่องเล่านี้ แต่ข้อความแวดล้อมดังกล่าวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความหมายของ Black Plague

แบบฝึกหัด

ในบริบททางประวัติศาสตร์นี้ Black Plague หมายถึงอะไร?

  1. โรคระบาดในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่มักเรียกว่า Black Death
  2. กองทัพยุคกลางที่ใช้ชื่อนี้
  3. โรคใด ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเป็นสีคล้ำ
ดูคำตอบ

โรคระบาดในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่มักเรียกว่า Black Death

วัฒนธรรม

the Golden Horde's siege of Kaffa: ผู้กระทำ เหตุการณ์ และเป้าหมาย

คำนามหลักคือ siege ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการทางทหารที่ล้อมสถานที่หนึ่งไว้ of Kaffa ระบุสถานที่ที่ถูกล้อม ส่วน the Golden Horde's ระบุฝ่ายที่เป็นผู้ก่อหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น Golden Horde คือรัฐสืบทอดแห่งหนึ่งของจักรวรรดิมองโกล และ Kaffa เป็นเมืองท่าริมทะเลดำ วลีทั้งหมดจึงหมายถึง “การล้อม Kaffa ที่ดำเนินการโดย Golden Horde” ในงานเขียนประวัติศาสตร์ โครงสร้าง X's + คำนามเหตุการณ์ + of Y มักจัดข้อมูลเป็น ผู้กระทำ + เหตุการณ์ + เป้าหมาย

แบบฝึกหัด

ในวลี the Golden Horde's siege of Kaffa ส่วน of Kaffa ระบุอะไร?

  1. สถานที่ที่ถูกล้อม
  2. ชื่อของโรค
  3. กลุ่มที่ทำการล้อม
ดูคำตอบ

สถานที่ที่ถูกล้อม

Surely that wasn't intentional. น้ำเสียง/เจตนา

3:28

แน่นอนว่านั่นไม่ได้ตั้งใจ

น้ำเสียง/เจตนา

Surely that wasn't intentional: การคาดหวังอย่างมากให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

surely ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียง “อย่างแน่นอน” แต่ใช้เสนอ that wasn't intentional เป็นข้อสรุปที่ผู้พูดคาดหวังอย่างมากว่าผู้ฟังจะยอมรับ โดยมีนัยว่า “คงไม่ได้จงใจหรอก ใช่ไหม?” ตามไวยากรณ์ ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า แต่ surely ทำให้มีหน้าที่เชิงปฏิสัมพันธ์คล้ายคำถาม น้ำเสียงและบริบทอาจทำให้สื่อถึงความไม่อยากเชื่ออย่างจริงใจ การเสนอคำอธิบายในแง่ดี หรือการท้าทายให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

ใน Surely that wasn't intentional? คำว่า surely เพิ่มท่าทีแบบใดอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด?

  1. ผู้พูดคาดหวังอย่างมากให้อีกฝ่ายเห็นด้วยว่าเรื่องนั้นไม่ได้ตั้งใจ
  2. ผู้พูดถามว่า intentional หมายถึงอะไร
  3. ผู้พูดรายงานข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วโดยไม่มีท่าทีส่วนตัว
ดูคำตอบ

ผู้พูดคาดหวังอย่างมากให้อีกฝ่ายเห็นด้วยว่าเรื่องนั้นไม่ได้ตั้งใจ

Actually,

3:30

อันที่จริง

when they saw their own troops dying of the plague, วลี

3:30

เมื่อพวกเขาเห็นกองทหารของตนล้มตายจากโรคระบาด

วลี

dying of the plague: die of + สาเหตุ

ในโครงสร้าง die of + สาเหตุ คำว่า of ใช้นำสาเหตุการเสียชีวิต โครงสร้างนี้เป็นธรรมชาติเป็นพิเศษเมื่อใช้กับโรคและภาวะทางร่างกาย ดังนั้น dying of the plague จึงหมายถึง “กำลังเสียชีวิตเพราะโรคระบาด” ในที่นี้ dying เป็นรูป -ing ที่ตามหลัง saw their own troops ทำให้การเสียชีวิตของเหล่าทหารถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาเห็นขณะกำลังเกิดขึ้น ส่วน of the plague ระบุสาเหตุของ dying

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง die of ให้สมบูรณ์ด้วยหนึ่งคำ: Before treatment was available, many patients died ____ the disease.

ดูคำตอบ

of

they catapulted infected bodies over the city walls. การใช้คำ

3:33

พวกเขาใช้เครื่องยิงดีดศพที่ติดเชื้อข้ามกำแพงเมืองไป

การใช้คำ

catapulted ... over the city walls: ยิงข้ามกำแพงเมืองด้วยกลไกอย่างแรง

ในที่นี้ catapult เป็นคำกริยา หมายถึงยิงหรือเหวี่ยงสิ่งของด้วยเครื่องยิงหินหรือกลไกทรงพลังที่คล้ายกัน Catapulted มีความเฉพาะเจาะจงกว่า threw เพราะระบุลักษณะการโจมตีระหว่างการล้อมเมือง และสื่อถึงแรงกับระยะทางที่มาก โครงสร้างคือ catapult + กรรม + เส้นทาง Infected bodies เป็นกรรมที่ถูกยิงออกไป ส่วน over the city walls แสดงเส้นทางที่ข้ามด้านบนของสิ่งกีดขวางไปยังอีกฝั่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ catapulted ตามความหมายตรงเพื่ออธิบายการยิงอย่างแรงด้วยเครื่องจักรสำหรับล้อมเมือง?

  1. The guard carried a stone through the gate.
  2. The siege engine catapulted a stone over the wall.
  3. The mason placed a stone beside the wall.
ดูคำตอบ

The siege engine catapulted a stone over the wall.

The accounts you're referencing were written over 100 years after the fact. วลี

3:38

บันทึกที่คุณอ้างอิงนั้นเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วกว่า 100 ปี

วลี

after the fact: หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

after the fact หมายถึงหลังจากเหตุการณ์ที่กำลังพูดถึงเกิดขึ้นไปแล้ว ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวชี้ว่าบันทึกถูกเขียนขึ้นหลังเหตุการณ์เกินหนึ่งศตวรรษ ไม่ใช่ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ในสำนวนตายตัวนี้ fact หมายถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้หมายถึงหลังความจริง วลีนี้ใช้บอกว่าหลักฐาน คำอธิบาย หรือการกระทำเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

after the fact ในประโยค “The statement was written after the fact” หมายความว่าอย่างไร

  1. เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องจริง
  2. หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว
  3. ขณะที่เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น
ดูคำตอบ

หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

How reliable do you think they are? น้ำเสียง/เจตนา

3:43

คุณคิดว่ามันน่าเชื่อถือแค่ไหนล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

How reliable do you think they are?: คำถามเชิงสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ

ตามความหมายตรงตัว How reliable do you think they are? เป็นการขอให้ผู้ฟังประเมินระดับความน่าเชื่อถือ โดย they ในที่นี้หมายถึง accounts หรือบันทึกที่กล่าวถึงในประโยคก่อนหน้า ในบริบทนี้ ข้อสังเกตก่อนหน้าว่าบันทึกถูกเขียนขึ้นในเวลาที่ล่วงเลยไปมาก ทำให้คำถามมีน้ำเสียงสงสัยมากกว่าจะเป็นกลาง ผู้พูดไม่ได้ประกาศตรง ๆ ว่าบันทึกไม่น่าเชื่อถือ แต่กระตุ้นให้อีกฝ่ายทบทวนว่าบันทึกเหล่านั้นสมควรได้รับความไว้วางใจเพียงใด ในบริบทอื่น ถ้อยคำเดียวกันอาจเป็นการขอให้ประเมินอย่างจริงใจก็ได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเพิ่งกล่าวว่าบันทึกบางส่วนถูกเขียนขึ้นหลังจากนั้นมากกว่า 100 ปี จุดประสงค์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของการถาม “How reliable do you think they are?” คืออะไร

  1. ถามว่าใครเป็นผู้เขียนบันทึก
  2. กระตุ้นให้ผู้ฟังทบทวนความน่าเชื่อถือของบันทึก
  3. แสดงความไว้วางใจในบันทึกอย่างเต็มที่
ดูคำตอบ

กระตุ้นให้ผู้ฟังทบทวนความน่าเชื่อถือของบันทึก

Plus,

3:46

ยิ่งไปกว่านั้น

the survivors reaped the benefits of the empire Chinggis Khan founded. สำนวน

3:46

ผู้รอดชีวิตยังได้รับประโยชน์จากจักรวรรดิที่ชิงกิสข่านก่อตั้งขึ้น

สำนวน

reaped the benefits: ได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

reaped the benefits หมายถึง ได้รับหรือเพลิดเพลินกับข้อดีที่บางสิ่งก่อให้เกิดขึ้น reap ตามตัวอักษรหมายถึง “เก็บเกี่ยวพืชผล” ดังนั้นสำนวนนี้จึงเปรียบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์เหมือนพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้เมื่อเติบโตเต็มที่ ในประโยคนี้ ผู้รอดชีวิตได้รับประโยชน์จากจักรวรรดิในเวลาต่อมา ไม่ได้หมายถึงการทำเกษตรจริง ๆ รูปแบบที่พบบ่อยคือ reap the benefits of + แหล่งที่มาของประโยชน์ โดยมักเชื่อมประโยชน์เข้ากับความพยายาม นโยบาย หรือเงื่อนไขที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สร้างสิ่งนั้นขึ้นมา

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของสำนวน reap the benefits เติมประโยคให้สมบูรณ์: After years of careful planning, the team finally ____ of its early preparation.

ดูคำตอบ

reaped the benefits

Benefits?

3:51

ประโยชน์น่ะหรือ?

The Mongol empire practiced religious tolerance among all subjects. การใช้คำ

3:52

จักรวรรดิมองโกลปฏิบัติเรื่องความอดกลั้นทางศาสนาในหมู่ราษฎรทั้งหมด

การใช้คำ

practiced religious tolerance: นำหลักการไปปฏิบัติ

ใน practiced religious tolerance คำว่า practiced หมายถึง นำหลักการไปปฏิบัติหรือยึดถือเป็นนโยบายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้หมายถึงฝึกทักษะ religious tolerance คือการยอมให้ผู้ที่มีความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาแตกต่างกันดำเนินชีวิตโดยไม่ถูกลงโทษเพียงเพราะความแตกต่างนั้น โครงสร้าง practice + หลักการหรือค่านิยม แสดงว่าหลักการนั้นถูกนำมาใช้ในพฤติกรรมจริง ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็น ในประโยคนี้ จักรวรรดิถูกบรรยายว่าใช้ความอดกลั้นในการปฏิบัติต่อประชาชน

แบบฝึกหัด

practiced หมายถึงอะไรในประโยคนี้? The council practiced religious tolerance toward minority groups.

  1. นำหลักการนั้นไปปฏิบัติ
  2. ฝึกซ้ำ ๆ เพื่อพัฒนาทักษะ
  3. ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ดูคำตอบ

นำหลักการนั้นไปปฏิบัติ

They treated their soldiers well,

3:56

พวกเขาปฏิบัติต่อทหารเป็นอย่างดี

promoted based on merit rather than birth, วลี

3:58

เลื่อนขั้นตามความสามารถมากกว่าชาติกำเนิด

วลี

based on merit rather than birth: ยึดความสามารถ ไม่ใช่ชาติกำเนิด

โครงสร้าง based on A rather than B ระบุเกณฑ์ที่ใช้ก่อน แล้วจึงตัดเกณฑ์อีกอย่างหนึ่งออก ในที่นี้ merit หมายถึงความสามารถ ผลงาน หรือผลการปฏิบัติงาน ส่วน birth หมายถึงชาติกำเนิด สถานะที่สืบทอดมา หรือชนชั้นทางสังคม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าการเลื่อนตำแหน่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่บุคคลทำสำเร็จหรือสามารถทำได้ ไม่ใช่สถานะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด โครงสร้างนี้ใช้เปรียบเทียบเกณฑ์ที่เลือกกับเกณฑ์ที่ไม่นำมาพิจารณาได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนเติมประโยคให้สมบูรณ์: In the fair system, officials were promoted ____.

ดูคำตอบ

based on merit rather than birth

established a vast postal system,

4:00

จัดตั้งระบบไปรษณีย์อันกว้างขวาง

and enforced universal rule of law. การใช้คำ

4:03

และบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างถ้วนหน้า

การใช้คำ

enforced universal rule of law: บังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างทั่วถึง

การ enforce บางสิ่งหมายถึงการใช้อำนาจเพื่อทำให้สิ่งนั้นมีผลจริงหรือได้รับการปฏิบัติตาม Rule of law เป็นศัพท์ตายตัวทางการเมืองและกฎหมาย หมายถึงหลักนิติธรรม คือรัฐปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ความต้องการส่วนตัวของผู้ปกครอง และทั้งผู้ปกครองกับประชาชนทั่วไปต่างอยู่ภายใต้กฎหมาย Universal บอกว่าระเบียบกฎหมายนี้ใช้ในวงกว้าง ไม่ได้ใช้กับกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์เพียงกลุ่มเดียว เมื่อรวมกัน วลีนี้นำเสนอการบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่การประกาศอุดมคติ ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของสถาบันการปกครอง

แบบฝึกหัด

ในการอภิปรายเรื่องรัฐบาล rule of law หมายถึงอะไร

  1. กฎหมายหรือกฎข้อใดข้อหนึ่ง
  2. การปกครองด้วยการตัดสินใจส่วนตัวของผู้ปกครอง
  3. ระบบที่กฎหมายจำกัดทั้งผู้ปกครองและประชาชน
ดูคำตอบ

ระบบที่กฎหมายจำกัดทั้งผู้ปกครองและประชาชน

Not to mention their contribution to culture. ลำดับความ

4:06

ยังไม่รวมถึงการสนับสนุนทางวัฒนธรรมของพวกเขาด้วยนะ

ลำดับความ

Not to mention ...: การเพิ่มเหตุผลสนับสนุนอีกหนึ่งข้อ

Not to mention ... ใช้เพิ่มอีกประเด็นหนึ่งหลังจากกล่าวเหตุผลหรือตัวอย่างอื่นไปแล้ว ในประโยคนี้ ผู้พูดขยายข้อโต้แย้งไปยังเหตุผลสนับสนุนอีกด้าน คือคุณูปการของพวกเขาต่อวัฒนธรรม นี่เป็นวลีละข้อความบางส่วน มีความหมายคร่าว ๆ ว่า “และนี่ยังไม่นับ...” คำว่า not ไม่ได้ทำให้ประเด็นนั้นไม่สำคัญ ผู้พูดจงใจกล่าวถึงเพื่อทำให้ข้อโต้แย้งหนักแน่นขึ้น

แบบฝึกหัด

Not to mention their contribution to culture. ทำหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้

  1. เพิ่มประเด็นสนับสนุนอีกข้อหลังจากเหตุผลก่อนหน้า
  2. ถอนคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับวัฒนธรรม
  3. บอกผู้ฟังว่าห้ามพูดถึงวัฒนธรรม
ดูคำตอบ

เพิ่มประเด็นสนับสนุนอีกข้อหลังจากเหตุผลก่อนหน้า

You mean like Hulagu Khan's annihilation of Baghdad, โน้ต

4:09

คุณหมายถึงการที่ฮูลากูข่านทำลายล้างแบกแดดน่ะหรือ

วัฒนธรรม

Hulagu Khan's annihilation of Baghdad: การอ้างถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปี 1258

ในที่นี้ Hulagu Khan's annihilation of Baghdad หมายถึงเหตุการณ์ที่กองทัพมองโกลภายใต้การนำของฮูเลกู ข่าน ยึดและปล้นทำลายกรุงแบกแดดอย่างรุนแรงในปี 1258 กรุงแบกแดดเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมืองและวัฒนธรรมในเวลานั้น การกล่าวถึงเหตุการณ์นี้จึงชวนให้นึกถึงความเสียหายอย่างหนัก ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้ปกครองตามปกติ รูปแสดงความเป็นเจ้าของ Hulagu Khan's เชื่อมโยงเหตุการณ์นี้กับผู้นำที่รับผิดชอบการรบ ส่วน annihilation of Baghdad บอกว่าสิ่งใดเกิดขึ้นกับเมืองนี้ คำว่า annihilation เป็นคำบรรยายที่หนักแน่นของผู้พูด และไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อมาตรฐานของเหตุการณ์นี้

แบบฝึกหัด

วลีที่เน้นไว้หมายถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ใด?

  1. การที่กองทัพมองโกลภายใต้การนำของฮูเลกู ข่าน ยึดและปล้นทำลายกรุงแบกแดดอย่างรุนแรงในปี 1258
  2. การที่กรุงแบกแดดรุ่งเรืองขึ้นเป็นเมืองหลวงของรัฐสมัยใหม่แห่งใหม่
  3. การที่ฮูเลกู ข่านก่อตั้งโรงเรียนวัฒนธรรมในกรุงแบกแดดอย่างสันติ
ดูคำตอบ

การที่กองทัพมองโกลภายใต้การนำของฮูเลกู ข่าน ยึดและปล้นทำลายกรุงแบกแดดอย่างรุนแรงในปี 1258

the era's cultural capital? การใช้คำ

4:12

เมืองหลวงทางวัฒนธรรมในยุคนั้นเนี่ยนะ?

น้ำเสียง/เจตนา

You mean like ...?: ใช้ตัวอย่างโต้แย้งเชิงประชด

You mean like ...? สามารถใช้เพื่อขอตัวอย่างอย่างจริงใจได้ แต่ในที่นี้ ตัวอย่างที่ตามมาเป็นการทำลายและขัดกับคำกล่าวเชิงบวกเรื่องคุณูปการต่อวัฒนธรรม ผู้พูดนำตัวอย่างโต้แย้งนั้นมาใส่ในรูปคำถามเพื่อท้าทายคำกล่าวก่อนหน้า รูปประโยคภายนอกดูเหมือนการขอยืนยัน แต่หน้าที่ในการสนทนาที่นี่เป็นการประชดว่า “นี่คือคุณูปการแบบที่คุณหมายถึงหรือ” เมื่อตีความรูปประโยคนี้ ให้ดูว่าตัวอย่างสนับสนุนคำกล่าวก่อนหน้า หรือเปิดเผยความขัดแย้งในคำกล่าวนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคเต็ม ผู้พูดใช้ You mean like ...? เพื่อทำอะไร

  1. ขอตัวอย่างอื่นที่สนับสนุนคำกล่าวเชิงบวกอย่างสุภาพ
  2. ท้าทายคำกล่าวเชิงบวกด้วยตัวอย่างโต้แย้งที่เป็นการทำลาย
  3. เปลี่ยนเรื่องเพื่อถามว่าฮูลากู ข่านคือใคร
ดูคำตอบ

ท้าทายคำกล่าวเชิงบวกด้วยตัวอย่างโต้แย้งที่เป็นการทำลาย

การใช้คำ

the era's cultural capital: capital ในความหมายว่า "ศูนย์กลางสำคัญ"

ในที่นี้ the era's cultural capital หมายถึงเมืองที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญทางวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น capital สามารถหมายถึงศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมเฉพาะด้านได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงเมืองที่เป็นที่ตั้งของรัฐบาลเท่านั้น เนื่องจากวลีนี้กล่าวถึงกรุงแบกแดดในฐานะเมืองหนึ่งในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ cultural capital จึงหมายถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของเมือง ไม่ได้หมายถึงแนวคิดทางสังคมวิทยาเรื่องทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งได้แก่ความรู้ การศึกษา และรสนิยมที่อาจทำให้ได้เปรียบทางสังคม

แบบฝึกหัด

ในประโยค "For artists, the city was the era's cultural capital," cultural capital หมายถึงอะไร?

  1. ที่ตั้งอย่างเป็นทางการของทุกรัฐบาลในเวลานั้น
  2. การศึกษาและรสนิยมของบุคคลในฐานะทรัพยากรทางสังคม
  3. ศูนย์กลางสำคัญทางวัฒนธรรมในเวลานั้น
ดูคำตอบ

ศูนย์กลางสำคัญทางวัฒนธรรมในเวลานั้น

Libraries,

4:14

ห้องสมุด

hospitals,

4:14

โรงพยาบาล

and palaces burned,

4:15

และพระราชวังถูกเผา

irrigation canals buried?

4:16

คลองชลประทานถูกฝังงั้นหรือ?

Baghdad was unfortunate,

4:19

แบกแดดโชคร้าย

but its Kalif refused to surrender. ไวยากรณ์

4:21

แต่เคาะลีฟะฮ์ของพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนน

ไวยากรณ์

refused to surrender: โครงสร้าง refuse + to-infinitive

Refused to surrender ใช้รูปแบบ refuse + to-infinitive หมายความว่ากาหลิบปฏิเสธการยอมจำนนอย่างชัดเจน โดย refused เป็นรูปอดีตของ refuse และ to surrender ระบุการกระทำที่ถูกปฏิเสธ ใช้ refuse to + กริยารูปพื้นฐานเมื่อมีคนปฏิเสธที่จะทำบางอย่าง ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน refuse จะไม่ตามด้วยรูป -ing เมื่อใช้ในความหมายนี้

แบบฝึกหัด

เติมเครื่องหมาย infinitive ที่ต้องใช้หลัง refused ให้ประโยคสมบูรณ์: The commander refused ____ surrender after the final warning.

ดูคำตอบ

to

And Hulagu was later punished by Berke Khan for the wanton destruction. การใช้คำ

4:24

และฮูลากูก็ถูกลงโทษโดยเบิร์กข่านในเวลาต่อมาจากการทำลายล้างอย่างป่าเถื่อน

การใช้คำ

wanton destruction: การประณามอย่างรุนแรงในภาษาทางการ

Wanton destruction หมายถึงการทำลายล้างที่กระทำอย่างบุ่มบ่าม ไร้เหตุผลอันชอบธรรม หรือไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น wanton เพิ่มน้ำเสียงตัดสินเชิงลบอย่างรุนแรง ไม่ได้เพียงบอกว่าการทำลายเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเสนอว่าการทำลายนั้นสมควรถูกตำหนิ และช่วยอธิบายว่าเหตุใดจึงมีการลงโทษตามมา wanton เป็นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายของตัวเอง ไม่ใช่รูปหนึ่งของ want

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบาย wanton destruction ได้ดีที่สุด

  1. ความเสียหายเล็กน้อยที่เกิดจากอุบัติเหตุ
  2. การทำลายที่บุ่มบ่าม ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม และถูกประณามอย่างรุนแรง
  3. การรื้อถอนอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย
ดูคำตอบ

การทำลายที่บุ่มบ่าม ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม และถูกประณามอย่างรุนแรง

It wasn't Mongol policy to destroy culture. ไวยากรณ์

4:29

มันไม่ใช่นโยบายของมองโกลที่จะทำลายล้างวัฒนธรรม

ไวยากรณ์

It wasn't ... policy to ...: บอกว่าการกระทำหนึ่งไม่ใช่นโยบายอย่างเป็นทางการ

โครงสร้าง It was not [group's] policy to + คำกริยา ใช้บอกว่าการกระทำหนึ่งไม่ใช่แนวทางอย่างเป็นทางการหรือแนวปฏิบัติตามปกติของกลุ่มนั้น ในที่นี้ to destroy culture ระบุการกระทำที่กำลังถูกพิจารณา และ Mongol ขยาย policy เพื่อบอกว่าเป็นนโยบายของใคร policy หมายถึงหลักการหรือแนวปฏิบัติที่ยึดถืออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การกระทำเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ประโยคนี้จึงปฏิเสธว่าการทำลายวัฒนธรรมเป็นนโยบายทั่วไป แต่ไม่ได้กล่าวว่าไม่เคยเกิดการทำลายขึ้นเลย

แบบฝึกหัด

เติมข้อความอย่างเป็นทางการให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง It is not company policy to: ____ share customer passwords.

ดูคำตอบ

It is not company policy to

Usually,

4:32

โดยปกติแล้ว

they saved doctors,

4:33

พวกเขาจะไว้ชีวิตหมอ

scholars,

4:34

นักวิชาการ

and artisans from conquered places and transferred them throughout their realm, วลี

4:35

และช่างฝีมือจากดินแดนที่ยึดครองได้ และเคลื่อนย้ายพวกเขาไปทั่วอาณาจักร

spreading knowledge across the world. ไวยากรณ์

4:39

เพื่อเผยแพร่ความรู้ไปทั่วโลก

วลี

transferred them throughout their realm: ย้ายผู้คนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วดินแดนที่ปกครอง

ใน transferred them throughout their realm คำว่า transferred them หมายถึงการย้ายหรือจัดสรรช่างฝีมือไปประจำที่ใหม่ ส่วน throughout their realm หมายถึงไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วพื้นที่ทั้งหมดที่พวกเขาปกครอง realm เป็นคำค่อนข้างเป็นทางการและมักใช้ในบริบททางประวัติศาสตร์ หมายถึงดินแดนที่อยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครอง ส่วน throughout เน้นการกระจายอย่างกว้างขวางภายในดินแดนนั้น ไม่ใช่การย้ายออกนอกดินแดน

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ transferred them throughout their realm หมายความว่าอย่างไร?

  1. พวกเขาแปลคำพูดของช่างฝีมือเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ใช้ในดินแดนนั้น
  2. พวกเขาขับไล่ช่างฝีมือทุกคนออกจากดินแดนอย่างถาวร
  3. พวกเขาจัดสรรและย้ายช่างฝีมือไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วดินแดน
ดูคำตอบ

พวกเขาจัดสรรและย้ายช่างฝีมือไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วดินแดน

ไวยากรณ์

spreading knowledge across the world: วลี -ing ตอนท้ายที่แสดงผลลัพธ์

วลี -ing ตอนท้าย spreading knowledge across the world แสดงผลลัพธ์หรือผลกระทบในวงกว้างจากการกระทำก่อนหน้า กล่าวคือ การย้ายผู้คนไปทั่วอาณาจักรทำให้ความรู้แพร่กระจายตามไปด้วย spreading เป็น present participle ไม่ใช่กริยาหลักอีกตัวที่ผันตามกาล ประธานที่เข้าใจโดยนัยคือกลุ่มเดียวกับที่ทำการโยกย้าย โครงสร้างแบบกระชับนี้ทำให้การกระทำหลักยังเป็นจุดเน้น พร้อมเสริมผลที่ตามมา

แบบฝึกหัด

วลี -ing ตอนท้ายทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? The library digitized its archives, making rare documents available worldwide.

  1. ทำให้ making กลายเป็นกริยาหลักผันรูปอีกตัวหนึ่งที่แยกเป็นอิสระ
  2. บอกว่าการเข้าถึงจากทั่วโลกสิ้นสุดลงก่อนมีการแปลงเอกสารในคลังเป็นดิจิทัล
  3. แสดงว่าการเข้าถึงจากทั่วโลกเป็นผลจากการแปลงเอกสารในคลังเป็นดิจิทัล
ดูคำตอบ

แสดงว่าการเข้าถึงจากทั่วโลกเป็นผลจากการแปลงเอกสารในคลังเป็นดิจิทัล

What about the devastation of Kievan Rus', ลำดับความ

4:42

แล้วการทำลายล้างเคียฟรุสล่ะ

ลำดับความ

What about the devastation of Kievan Rus'?: ยกตัวอย่างโต้แย้งที่ถูกมองข้าม

ในที่นี้ What about + นามวลี ใช้ยกข้อเท็จจริงด้านความเสียหายที่คำอธิบายเชิงบวกก่อนหน้ายังไม่ได้กล่าวถึง ผู้พูดไม่ได้ขอข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเคียฟรุส แต่กำลังท้าทายข้อโต้แย้งเดิมด้วยการถามว่าจะอธิบายความเสียหายนั้นอย่างไร รูปคำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับการอภิปราย โดยย้ายความสนใจไปยังกรณีที่ถูกมองข้าม และทำให้กรณีนั้นเป็นประเด็นถัดไปที่อีกฝ่ายต้องตอบ

แบบฝึกหัด

ใน “The proposal may save money, but what about the safety risks?” วลี What about ...? ทำหน้าที่อะไร?

  1. ยุติการอภิปรายโดยไม่เพิ่มประเด็นใหม่
  2. ยกข้อกังวลที่ถูกมองข้ามและข้อเสนอนั้นจำเป็นต้องจัดการ
  3. ถามความหมายตามพจนานุกรมของ safety risks
ดูคำตอบ

ยกข้อกังวลที่ถูกมองข้ามและข้อเสนอนั้นจำเป็นต้องจัดการ

leaving its people in the Dark Ages even as the Renaissance spread across Western Europe? โน้ต

4:45

ทิ้งให้ผู้คนในดินแดนนั้นอยู่ในยุคมืด ในขณะที่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาแผ่ขยายไปทั่วยุโรปตะวันตกงั้นหรือ?

ไวยากรณ์

leaving its people in the Dark Ages: leave + กรรม + สภาวะ

ใน leaving its people in the Dark Ages คำว่า leave ใช้โครงสร้าง leave + กรรม + ส่วนเติมเต็ม โดย its people เป็นกรรม และ in the Dark Ages บอกสภาวะที่คนเหล่านั้นถูกทำให้อยู่ต่อไป ในที่นี้ leave หมายถึง “ทำให้ใครอยู่ในสภาวะหนึ่งต่อไป” ไม่ได้หมายถึง “จากใครไป” อนุประโยค -ing นำเสนอสภาวะนั้นว่าเป็นผลจากเหตุการณ์ก่อนหน้า โครงสร้างนี้ใช้บอกได้ว่าการกระทำหรือเหตุการณ์ทำให้กรรมอยู่ในสภาวะใด: เหตุการณ์ + leaving + กรรม + สภาวะ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างผลลัพธ์โดยใช้รูปอดีตของ leave และกรรม us: The sudden outage ____ unable to access our files.

ดูคำตอบ

left us

ลำดับความ

even as the Renaissance spread across Western Europe: ความขัดแย้งที่เกิดพร้อมกัน

Even as เริ่มจากวางการแพร่ขยายของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาไว้ในช่วงเวลาเดียวกับสภาวะที่กล่าวถึงในครึ่งแรกของประโยค จากนั้น even ทำให้ความสัมพันธ์ด้านเวลานี้มีความขัดแย้งกัน โดยภูมิภาคหนึ่งถูกนำเสนอว่ายังคงอยู่ในยุคมืด ขณะที่ยุโรปตะวันตกเปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้าม ดังนั้น even as จึงจัดวางพัฒนาการสองอย่างที่เกิดพร้อมกันให้เป็นความไม่สอดคล้องที่น่าประหลาดใจหรือเด่นชัด ในที่นี้คำนี้มีน้ำหนักมากกว่า as หรือ while ที่เป็นกลาง ประเด็นจึงไม่ใช่แค่เหตุการณ์เกิดเมื่อใด แต่รวมถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของทั้งสองด้านด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่แสดงความขัดแย้งอย่างเด่นชัดระหว่างพัฒนาการที่เกิดพร้อมกัน: The team expanded its office ____ most employees began working from home.

ดูคำตอบ

even as

Western Europe was hardly peaceful at the time. การใช้คำ

4:51

ยุโรปตะวันตกในเวลานั้นก็ไม่ได้สงบสุขเสียทีเดียว

การใช้คำ

hardly peaceful: แทบไม่สงบเลย

ใน hardly peaceful คำว่า hardly หมายถึง “แทบไม่” หรือ “ห่างไกลจาก” วลีนี้บอกว่าภูมิภาคดังกล่าวไม่ได้สงบจริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าความสงบเกิดขึ้นจากความพยายามอย่างหนัก Hardly เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับที่มีความหมายเชิงปฏิเสธ โดยทำให้แนวคิดที่ตามมาเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ดังนั้น hardly + คำคุณศัพท์เชิงบวกจึงมักทำให้ทั้งวลีมีความหมายเชิงปฏิเสธ

แบบฝึกหัด

“Western Europe was hardly peaceful at the time” หมายความว่าอย่างไร

  1. ยุโรปตะวันตกในเวลานั้นสงบอย่างสมบูรณ์
  2. ยุโรปตะวันตกในเวลานั้นห่างไกลจากความสงบ
  3. ยุโรปตะวันตกในเวลานั้นรักษาความสงบไว้ได้ด้วยความพยายามอย่างหนัก
ดูคำตอบ

ยุโรปตะวันตกในเวลานั้นห่างไกลจากความสงบ

The stability of Mongol rule made the Silk Road flourish once more, ไวยากรณ์

4:54

ความมั่นคงในการปกครองของมองโกลทำให้เส้นทางสายไหมกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

ไวยากรณ์

made the Silk Road flourish once more: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

Made the Silk Road flourish ใช้โครงสร้างแสดงเหตุ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย The Silk Road เป็นกรรมที่ได้รับผลจากสาเหตุ และ flourish เป็นกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to โครงสร้างนี้แสดงว่าสิ่งหนึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ กล่าวคือ ความมั่นคงทำให้เส้นทางสายไหมกลับมาคึกคักและรุ่งเรืองอีกครั้ง Once more หมายถึง “อีกครั้ง” และบอกว่าความรุ่งเรืองที่เคยมีได้กลับคืนมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยารูปพื้นฐานในวงเล็บ: The warm weather made the flowers ____ early. (bloom)

ดูคำตอบ

bloom

allowing trade and cultural exchange between East and West. การใช้คำ

4:58

ทำให้เกิดการค้าขายและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก

การใช้คำ

trade and cultural exchange between East and West: การค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก

ในบริบททางประวัติศาสตร์นี้ East and West หมายถึงภูมิภาคขนาดใหญ่และขอบเขตทางวัฒนธรรมทั่วทวีปยูเรเชีย ไม่ใช่เพียงทิศทางตามเข็มทิศ วลีนี้กล่าวถึงการติดต่อระหว่างสังคมที่ตามธรรมเนียมจัดอยู่ในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก trade and cultural exchange เชื่อมโยงการเคลื่อนที่สองแบบเข้าด้วยกัน คือสินค้าที่เคลื่อนย้ายผ่านการค้า และแนวคิด ความเชื่อ เทคโนโลยี ภาษา และขนบธรรมเนียมที่แพร่กระจายผ่านการติดต่อ เส้นทางนี้จึงเป็นช่องทางของทั้งปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

แบบฝึกหัด

ในประโยคเชิงประวัติศาสตร์นี้ East and West หมายถึงอะไรอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. ด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของเมืองหนึ่ง
  2. ทิศทางสองทิศที่ไม่มีความหมายทางวัฒนธรรม
  3. ภูมิภาคขนาดใหญ่และขอบเขตทางวัฒนธรรมที่อยู่สองฝั่งของยูเรเชีย
ดูคำตอบ

ภูมิภาคขนาดใหญ่และขอบเขตทางวัฒนธรรมที่อยู่สองฝั่งของยูเรเชีย

And its legacy forged Russia and China from warring principalities into unified states. วลี

5:02

และมรดกของเขาได้หล่อหลอมรัสเซียและจีนจากรัฐเจ้าชายที่ทำสงครามกันให้กลายเป็นรัฐที่รวมกันเป็นปึกแผ่น

วลี

forge A from B into C: หล่อหลอม A จากสภาพ B ให้เป็น C

ในที่นี้ forged หมายถึง “หล่อหลอมผ่านแรงกดดันหรือความพยายามอย่างมาก” ไม่ได้หมายถึง “ทำของปลอม” ภาพของการตีขึ้นรูปโลหะทำให้การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์นี้ดูทรงพลัง ยากลำบาก และยั่งยืน รูปแบบ forge A from B into C ระบุสิ่งที่ถูกหล่อหลอม สภาพเริ่มต้น และสภาพที่เป็นผลลัพธ์ ในประโยคนี้ Russia and China คือ A, warring principalities คือ B และ unified states คือ C

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง forge A from B into C ให้สมบูรณ์: The crisis forged the region ____ rival territories ____ one united state.

ดูคำตอบ

from · into

In fact,

5:09

อันที่จริง

long after the empire,

5:09

นานหลังจากจักรวรรดิล่มสลาย

Chinggis Khan's descendants could be found among the ruling nobility all over Eurasia. ไวยากรณ์

5:11

ก็ยังสามารถพบลูกหลานของชิงกิสข่านได้ในหมู่ชนชั้นสูงที่ปกครองอยู่ทั่วยูเรเชีย

ไวยากรณ์

could be found among ... all over Eurasia: การบรรยายการกระจายตัว

โครงสร้างกรรมวาจก could be found among ใช้บอกว่ากลุ่มหนึ่งมีอยู่หรือกระจายตัวอยู่ที่ใด ลูกหลานเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ทำการค้นหา แต่ผู้สังเกตสามารถพบพวกเขาได้ในหมู่ชนชั้นขุนนางผู้ปกครอง among ระบุกลุ่มทางสังคมที่ใหญ่กว่าซึ่งพวกเขาอยู่ในนั้น ส่วน all over Eurasia ระบุขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้าง เป็นวิธีพูดแบบเป็นทางการและกระชับว่าสมาชิกของกลุ่มนี้ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be found อย่างถูกต้องเพื่อบอกการกระจายตัว

  1. Rare manuscripts can be found among private collections across the region.
  2. Rare manuscripts can found among private collections across the region.
  3. Rare manuscripts can be founded among private collections across the region.
ดูคำตอบ

Rare manuscripts can be found among private collections across the region.

Not surprising that a tyrant would inspire further tyrants. น้ำเสียง/เจตนา

5:17

ไม่แปลกใจเลยที่ทรราชจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทรราชคนอื่นๆ ต่อไป

น้ำเสียง/เจตนา

Not surprising that ...: ความคิดเห็นเชิงประเมินแบบย่อ

Not surprising that ... เป็นรูปแสดงความคิดเห็นแบบย่อของ It is not surprising that ... โดยละ It is แล้วประเมินเนื้อหาในอนุประโยคที่ตามหลัง that ทันทีว่าเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ would ในที่นี้ไม่ได้บอกเพียงเหตุการณ์ในอนาคต แต่เสนอว่าการที่ทรราชคนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ทรราชคนอื่นเป็นผลที่คาดหมายได้จากคนประเภทนี้ การเปิดประโยคแบบสั้นและคำเรียกเชิงลบอย่างรุนแรงว่า tyrant ทำให้ความเห็นนี้ฟังดูวิจารณ์และดูแคลน และอาจมีน้ำเสียงประชด

แบบฝึกหัด

เติมความคิดเห็นแบบไม่เป็นทางการด้วยรูปย่อของ It is not surprising that: ____ the rushed plan caused more problems.

ดูคำตอบ

Not surprising that

Careful what you call him. น้ำเสียง/เจตนา

5:21

ระวังคำพูดของคุณหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

Careful what you call him: คำเตือนโดยตรงให้ระวังการเลือกใช้คำ

Careful เป็นรูปย่อของ Be careful ที่ใช้ในการสนทนา ส่วน what you call him บอกสิ่งที่ต้องระวัง นั่นคือคำหรือป้ายกำกับที่ใช้เรียกหรือกล่าวถึงเขา ดังนั้นทั้งประโยคจึงเป็นคำเตือนโดยตรงให้เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง call ในที่นี้หมายถึง “เรียกหรือให้คำจำกัดความ” ไม่ใช่ “โทรศัพท์หา” หรือ “เรียกให้มาหา” โครงสร้างทั่วไป Careful what you + คำกริยา ใช้เตือนให้ใครสักคนคิดให้ดีก่อนทำสิ่งใดหรือก่อนกล่าวเนื้อหาบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ใน “Careful what you call him” ผู้พูดกำลังเตือนให้ผู้ฟังทำอะไร

  1. เลือกคำเรียกเขาที่ให้เกียรติหรือถูกต้อง
  2. ระวังตอนโทรศัพท์หาเขา
  3. พูดเบา ๆ ตอนขอให้เขามา
ดูคำตอบ

เลือกคำเรียกเขาที่ให้เกียรติหรือถูกต้อง

You may be related.

5:22

คุณอาจจะเป็นญาติกับเขาก็ได้นะ

What?

5:24

อะไรนะ?

16 million men today are descended from Chinggis Khan. วลี

5:25

ทุกวันนี้ ผู้ชาย 16 ล้านคนสืบเชื้อสายมาจากชิงกิสข่าน

วลี

are descended from Chinggis Khan: การบอกเชื้อสายและบรรพบุรุษ

รูปแบบ be descended from หมายถึง “มีบุคคลหรือกลุ่มในอดีตเป็นบรรพบุรุษ” ผู้สืบเชื้อสายในปัจจุบันเป็นประธาน ส่วนบรรพบุรุษหรือกลุ่มที่เก่าแก่กว่าจะอยู่หลัง from ในประโยคนี้ are descended from Chinggis Khan เป็นการกล่าวถึงเชื้อสาย descended ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายเหล่านี้กำลังเคลื่อนที่ลงมาจากที่สูงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be descended from: Maya ____ one of the town's founders.

ดูคำตอบ

is descended from

That's one in every 200. วลี

5:29

นั่นคือหนึ่งในทุกๆ 200 คนเลยนะ

วลี

one in every 200: อัตราส่วนทางสถิติ

one in every 200 แสดงอัตราส่วนว่า จากคนหรือสิ่งของทุก 200 หน่วย มี 1 หน่วยที่มีลักษณะตามที่กำลังกล่าวถึง อัตราส่วนนี้เท่ากับ 1/200 หรือ 0.5% คำนามที่ระบุกลุ่มหลัง 200 สามารถละได้เมื่อบริบทบอกอยู่แล้วว่าหมายถึงกลุ่มใด ดังเช่นในประโยคนี้ ในทางสถิติ สำนวนนี้มักอธิบายอัตราเฉลี่ย ไม่ได้รับประกันว่าในทุกกลุ่มจริง ๆ ที่มี 200 หน่วยจะต้องมีกรณีดังกล่าว exactly 1 กรณี

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ one in every + ตัวเลข เพื่อบอกว่าผู้สมัครหนึ่งคนจากทุกห้าสิบคนได้รับการตอบรับ: On average, ____ applicants is accepted.

ดูคำตอบ

one in every fifty

For every great conqueror, ลำดับความ

5:32

สำหรับผู้พิชิตผู้ยิ่งใหญ่ทุกๆ คน

there are millions of conquered.

5:34

มีผู้ถูกพิชิตนับล้าน

ลำดับความ

For every X, there are Y ในฐานะกรอบสร้างความเปรียบต่าง

กรอบ For every X, there are Y นำ X หนึ่งหน่วยไปวางเทียบกับกลุ่ม Y ที่สัมพันธ์กัน ในประโยคนี้ กรอบดังกล่าวย้ายความสนใจจากผู้พิชิตที่ได้รับการยกย่องเพียงคนเดียวไปยังผู้คนจำนวนมหาศาลกว่าที่ต้องเผชิญกับการพิชิต จึงสร้างทั้งความต่างด้านจำนวนและด้านศีลธรรม conquered เป็นรูป past participle ของ conquer และในที่นี้ใช้เสมือนคำนามโดยละ people ไว้ ความหมายเต็มคือ millions of people who were conquered การย่อเช่นนี้เป็นกลวิธีทางวาทศิลป์ ไม่ใช่สำนวนในชีวิตประจำวันที่ชัดเจนที่สุด

แบบฝึกหัด

เติมข้อความเปรียบต่างโดยใช้กรอบ For every X, there are Y: ____ public success, ____ many private failures that no one sees.

ดูคำตอบ

For every · there are

Whose stories will survive? ลำดับความ

5:36

เรื่องราวของใครจะอยู่รอด?

ลำดับความ

Whose stories will survive? ในฐานะคำถามชวนคิด

คำถามนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากตัวบุคคลและเหตุการณ์ไปสู่ประเด็นว่าใครจะได้รับการจดจำในประวัติศาสตร์ Whose ถามว่าเรื่องราวที่จะหลงเหลืออยู่นั้นเป็นของใคร จึงชวนให้คิดถึงอำนาจและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แทนที่จะต้องการรายชื่อเป็นคำตอบง่าย ๆ survive ในที่นี้หมายถึง “ยังคงอยู่ผ่านการเก็บรักษา การเล่าต่อ หรือการจดจำ” เนื่องจากประธานคือ stories จึงไม่ได้หมายถึงคนที่รอดชีวิต

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ คำถาม “Whose stories will survive?” มีหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. เปลี่ยนความสนใจไปสู่เรื่องราวของใครที่จะได้รับการเก็บรักษาไว้ในประวัติศาสตร์
  2. ถามว่าตัวละครใดยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
  3. ถามชื่อของเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
ดูคำตอบ

เปลี่ยนความสนใจไปสู่เรื่องราวของใครที่จะได้รับการเก็บรักษาไว้ในประวัติศาสตร์

And can a leader's historical or cultural significance outweigh the deaths they caused along the way? โน้ต

5:38

และความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมของผู้นำสามารถชดเชยความตายที่พวกเขาก่อขึ้นระหว่างทางได้หรือไม่?

สำนวน

historical or cultural significance outweigh: การเปรียบเทียบคุณค่ากับต้นทุน

Outweigh มีความหมายตามตัวอักษรว่าหนักกว่าสิ่งอื่น แต่ในที่นี้ใช้เป็นอุปมาเพื่อแสดงการตัดสินคุณค่า ความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมของผู้นำถูกนำไปเทียบกับการเสียชีวิตที่ผู้นำคนนั้นก่อขึ้น เพื่อถามว่าสิ่งแรกจะมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งที่สองได้หรือไม่ รูปแบบ A outweighs B หมายความว่า A มีความสำคัญ ประโยชน์ ผลกระทบ หรือพลังมากกว่า B ประธานระบุปัจจัยที่ถูกตัดสินว่ามากกว่า ส่วนกรรมระบุปัจจัยที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของกริยาเป้าหมาย outweigh: The long-term benefits may ____ the short-term costs.

ดูคำตอบ

outweigh

วลี

along the way: ระหว่างกระบวนการ

ในที่นี้ along the way หมายถึง “ในระหว่างกระบวนการที่ยาวนานกว่า” โดยเปรียบกระบวนการเป็นเหมือนการเดินทาง ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งข้างถนนจริง ๆ ในคำถามนี้ วลีดังกล่าววางการเสียชีวิตไว้ในเส้นทางที่ผู้นำก้าวไปสู่ความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม จึงอาจทำให้เหตุการณ์ที่ก่อความเสียหายถูกมองเป็นต้นทุนหรือผลที่เกิดขึ้นระหว่างการไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่า

แบบฝึกหัด

เติมวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ระหว่างกระบวนการ” ลงในประโยค: We changed our plan several times ____, but we still met the deadline.

ดูคำตอบ

along the way

These are the questions that arise when we put history on trial. โน้ต

5:45

นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อเรานำประวัติศาสตร์ขึ้นศาล

วลี

questions that arise: คำถามที่เกิดขึ้น

questions that arise หมายถึง “คำถามที่ปรากฏหรือพัฒนาขึ้นเมื่อสถานการณ์ดำเนินไป” arise เป็นกริยาอกรรมกริยา โดย questions เป็นประธาน และกริยาไม่รับกรรมตรง อนุประโยคขยายคำนาม that arise ระบุว่าหมายถึงคำถามใด ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when บอกสถานการณ์ที่คำถามเหล่านั้นเกิดขึ้น รูปแบบนี้ใช้บ่อยกับคำนามนามธรรม เช่น problems, issues, conflicts และ opportunities

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างถูกต้องว่าเกิดคำถามใหม่เมื่อหลักฐานเปลี่ยนแปลง

  1. The evidence arises new questions.
  2. New questions raise when the evidence changes.
  3. New questions arise when the evidence changes.
ดูคำตอบ

New questions arise when the evidence changes.

สำนวน

put history on trial ในฐานะอุปลักษณ์จากศาล

ในประโยคนี้ put history on trial เป็นอุปลักษณ์จากห้องพิจารณาคดี โดยปฏิบัติต่อ history ราวกับเป็นจำเลยที่สามารถตรวจสอบประวัติและตัดสินได้ ไม่ได้หมายถึงการนำประวัติศาสตร์ไปขึ้นศาลจริง ๆ ภายใต้กรอบการจำลองศาลของวิดีโอ สำนวนนี้นำเสนอการประเมินประวัติศาสตร์ว่าเป็นกระบวนการชั่งน้ำหนักหลักฐาน ความรับผิดชอบ คุณูปการ และความเสียหาย โดยทั่วไปแล้ว การนำสิ่งที่เป็นนามธรรมมา put on trial หมายถึงการนำสิ่งนั้นมารับการตัดสินอย่างเข้มงวดจากสาธารณะหรือในเชิงศีลธรรม

แบบฝึกหัด

put history on trial ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. สอนวิชาประวัติศาสตร์ภายในศาล
  2. ดำเนินคดีกับประวัติศาสตร์ในฐานะจำเลยตามกฎหมายจริง ๆ
  3. ตรวจสอบและตัดสินประวัติศาสตร์ผ่านอุปลักษณ์จากศาล
ดูคำตอบ

ตรวจสอบและตัดสินประวัติศาสตร์ผ่านอุปลักษณ์จากศาล