คุณสามารถแก้ปริศนาเค้กวันเกิดได้หรือไม่? - Marie Brodsky: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: แขกตัวจิ๋วต้องหาอายุของยักษ์ด้วยการนับเทียนจากอุโมงค์วงรอบภายในเค้ก ปริศนานี้เปรียบเทียบวิธีทำเครื่องหมายที่ช้ากับการทดลองค่าคาดเดาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และอธิบายว่าทำไมการเพิ่มค่าเป็นสองเท่าจึงช่วยหาจำนวนที่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. he's turning, — กลุ่มคำและคำที่ใช้ร่วมกันเป็นสูตรสำเร็จ: เรียนรู้สำนวนธรรมชาติในบริบทวันเกิดที่ใช้บอกว่าใครกำลังจะมีอายุเท่าใด ช่วยให้ไม่ตีความ turn ว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนทิศทาง และยังมองออกว่าวลีนี้กำลังเกริ่นถึงอายุแม้ผู้พูดจะเว้นตัวเลขไว้ชั่วคราว 2. starts digging in. — กริยาวลี: แยกแยะได้ว่า dig in อาจหมายถึงเริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ใช่ขุดจริง ๆ คุณจะนำไปใช้ในมื้ออาหารแบบไม่เป็นทางการได้ และเข้าใจว่าความหมายเกี่ยวกับการกินสร้างอันตรายเชิงขบขันอย่างไร เมื่อตัวละครยังอยู่ในเค้ก 3. you could double it from 10 to 20 to 40 — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจ double ในฐานะคำกริยาที่หมายถึงคูณค่าด้วยสอง และอ่าน from ... to ... to ... เป็นลำดับการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขได้ จึงสามารถอธิบายขั้นตอนการค้นหาแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล และเหตุผลที่การเพิ่มเป็นสองเท่าซ้ำ ๆ ทดสอบค่าจำนวนมากได้เร็วกว่าการเพิ่มแบบเชิงเส้น
คำอธิบายในบทเรียนนี้
well, the issue is that you've forgotten. ลำดับความ
0:10เอาล่ะ ปัญหาก็คือคุณลืมไปแล้วว่าเขาอายุเท่าไหร่
he's turning + อายุ: กำลังจะอายุครบเท่าไร
ในบริบทวันเกิด he's turning หมายความว่าเขากำลังจะมีอายุถึงวัยใหม่ รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ be turning + อายุ: She's turning ten next month. turn ในที่นี้บอกการเปลี่ยนจากอายุหนึ่งไปสู่อายุถัดไป ไม่ได้หมายถึงการหมุนตัว ในประโยคนี้ ผู้พูดหยุดหลัง turning โดยไม่ได้บอกอายุ วลีที่พูดไม่จบนี้แสดงว่าข้อมูลที่จำเป็น ซึ่งก็คืออายุที่แน่นอน ถูกลืมไปแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเกี่ยวกับวันเกิดด้วยคำเป้าหมาย: Noah is nine today. Tomorrow, he's ____ ten.
ดูคำตอบ
turning
well, the issue is that ...: เปลี่ยนเข้าสู่ปัญหาหลัก
Well, the issue is that ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยเปลี่ยนจากข้อมูลเบื้องหลังไปสู่ปัญหาหลัก well เป็นสัญญาณของการหยุดหรือเปลี่ยนประเด็น ส่วน the issue is that บอกผู้ฟังว่าปัญหาสำคัญกำลังจะตามมา หลังโครงสร้างนี้ให้ใช้อนุประโยคที่สมบูรณ์เพื่อบอกปัญหา: the issue is that you've forgotten. issue ในที่นี้หมายถึงปัญหาที่ต้องให้ความสนใจ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเปลี่ยนจากข้อมูลเบื้องหลังไปสู่ปัญหาหลักได้อย่างถูกต้อง?
- The plan sounds simple. Well, that the issue is we don't have the key.
- The plan sounds simple. Well, the issue that we don't have the key.
- The plan sounds simple. Well, the issue is that we don't have the key.
ดูคำตอบ
The plan sounds simple. Well, the issue is that we don't have the key.
He's older than one but beyond that he looks timeless. โน้ต
0:12เขาอายุมากกว่าหนึ่งขวบแน่นอน แต่นอกเหนือจากนั้นเขาดูเหมือนคนไม่มีอายุ
beyond that: บอกขอบเขตของข้อมูลที่รู้
ในประโยคนี้ beyond that หมายถึง “เลยจากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวที่เพิ่งบอกไป” หรือ “ถ้าถามถึงข้อมูลเพิ่มเติม” ผู้พูดรู้ว่าเขาอายุมากกว่าหนึ่งขวบ แต่ไม่สามารถเดาอายุที่แน่นอนกว่านั้นจากรูปลักษณ์ได้ Beyond ใช้บอกขอบเขตเชิงนามธรรมได้ ไม่ได้ใช้กับขอบเขตทางกายภาพเท่านั้น ในที่นี้ that ย้อนกลับไปถึงข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวถึง ดังนั้น beyond that จึงพาจากสิ่งที่รู้ไปยังสิ่งที่ตัดสินไม่ได้
แบบฝึกหัด
ในประโยค “I know the meeting starts at nine, but beyond that, I have no details,” คำว่า beyond that หมายถึงอะไร
- ฉันต้องการเพิ่มข้อเท็จจริงอีกอย่างเกี่ยวกับการประชุม
- นอกจากข้อเท็จจริงที่รู้นั้นแล้ว ฉันไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
- การประชุมอยู่ในสถานที่ที่ไกลกว่า
ดูคำตอบ
นอกจากข้อเท็จจริงที่รู้นั้นแล้ว ฉันไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
he looks timeless: รูปลักษณ์ไม่มีอายุที่ชัดเจน
ในบริบทที่กำลังพูดถึงอายุนี้ he looks timeless หมายถึงรูปลักษณ์ของเขาไม่มีเบาะแสชัดเจนว่าเขาอายุเท่าไร Timeless ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ คือเขาดูเหมือนไม่มีลักษณะบอกอายุตามปกติ นี่ไม่ใช่ความหมายทั่วไปของ timeless ที่ว่า “คลาสสิกและไม่ตกยุค” เนื้อหารอบข้างกำลังพูดถึงอายุ จึงต้องตีความว่าเป็นรูปลักษณ์ที่บอกอายุไม่ได้และมีอารมณ์ขันเล็กน้อย
แบบฝึกหัด
ความหมายใดของ timeless เหมาะกับประโยค “No one could guess the actor's age from the portrait; he looked timeless.”
- เขามีชีวิตอยู่มาตลอดกาล
- รูปลักษณ์ของเขาไม่ได้ให้เบาะแสชัดเจนเกี่ยวกับอายุ
- เสื้อผ้าของเขาตามแฟชั่นล่าสุด
ดูคำตอบ
รูปลักษณ์ของเขาไม่ได้ให้เบาะแสชัดเจนเกี่ยวกับอายุ
You'd believe it if ...: ผลลัพธ์ในสถานการณ์สมมติ
ในที่นี้ You'd ย่อมาจาก You would โครงสร้าง You'd believe it if ... ตั้งเงื่อนไขสมมติและบอกว่า ภายใต้เงื่อนไขนั้น คำกล่าวนี้ก็น่าจะฟังดูน่าเชื่อ เป็นการประเมินความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือคำสัญญาเกี่ยวกับอนาคต การจับคู่ช่วงอายุสุดขั้วอย่าง two or 200 เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ สื่อแบบขำ ๆ ว่าอายุจริงของเขาเดายากมากจนแทบจะบอกว่าอายุเท่าไรก็ดูน่าเป็นไปได้
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้มีความหมายอย่างไรในบริบทนี้
- เขาเปลี่ยนจากอายุสองขวบเป็น 200 ปี
- ผู้พูดรู้ว่าเขามีอายุ 200 ปีพอดี
- ทั้งสองช่วงอายุฟังดูน่าเชื่อได้ เพราะอายุจริงของเขาเดายาก
ดูคำตอบ
ทั้งสองช่วงอายุฟังดูน่าเชื่อได้ เพราะอายุจริงของเขาเดายาก
The birthday boy: เจ้าของวันเกิดเพศชายที่อายุเท่าไรก็ได้
The birthday boy หมายถึงผู้ชายที่กำลังได้รับการฉลองวันเกิด ในคำเรียกแบบตายตัวและขี้เล่นนี้ boy ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นเด็ก เพื่อน ๆ ก็อาจใช้เรียกผู้ชายที่โตแล้วได้ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงยักษ์ที่กำลังฉลองวันเกิด และทำให้คำบรรยายมีน้ำเสียงเบา ๆ แบบหยอกล้อ
แบบฝึกหัด
The birthday boy ใช้ได้เฉพาะกับเด็กผู้ชายเท่านั้น
- เท็จ
- จริง
ดูคำตอบ
เท็จ
if ... becomes known, you'll ...: เชื่อมเงื่อนไขกับผลที่ตามมา
ใน if your forgetfulness becomes known คำว่า becomes known หมายถึง “ถูกคนอื่นค้นพบหรือรับรู้” ไม่ได้หมายถึง “มีชื่อเสียงขึ้นมา” อนุประโยค if ระบุเงื่อนไขที่อาจทำให้ปัญหาถูกเปิดเผย โครงสร้าง if + present simple, ... will + คำกริยารูปพื้นฐาน เชื่อมเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเข้ากับผลที่จะตามมา ในอนุประโยค if แบบนี้ ภาษาอังกฤษมักใช้รูปปัจจุบัน becomes ไม่ใช่ will become ส่วน you'll เป็นรูปย่อของ you will
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่หมายถึง “ถูกคนอื่นค้นพบหรือรับรู้”: If the secret ____, the team will have to explain what happened.
ดูคำตอบ
becomes known
part of the feast: สื่อเป็นนัยว่าใครบางคนอาจถูกกิน
part of the feast ในที่นี้จงใจใช้แบบไม่ตรงตามความหมายตามตัวอักษร เนื่องจากเจ้าภาพที่น่ากลัวเป็นยักษ์ ผู้พูดจึงจินตนาการว่าตนจะกลายเป็นอาหารในงานเลี้ยง หรือก็คือถูกกิน ไม่ใช่ไปร่วมงานในฐานะแขก การพูดอ้อมแบบนี้สร้างอารมณ์ขันมืด โดยบรรยายผลลัพธ์ที่อันตรายด้วยภาพที่ฟังดูสุภาพแทนการพูดตรง ๆ ว่า be eaten ความหมายแฝงนี้เกิดจากบริบท และ part of the feast ไม่ใช่สำนวนตายตัวที่หมายถึงใครบางคนจะถูกกินเสมอไป
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The hungry ogre caught us, and now we may become part of the feast,” คำว่า become part of the feast สื่อเป็นนัยว่าอะไร?
- ผู้พูดอาจได้รับการต้อนรับในฐานะแขก
- ผู้พูดอาจถูกกินเป็นอาหาร
- ผู้พูดอาจถูกขอให้เสิร์ฟอาหาร
ดูคำตอบ
ผู้พูดอาจถูกกินเป็นอาหาร
meticulously prepared: เตรียมโดยใส่ใจทุกรายละเอียด
meticulously prepared หมายถึงเตรียมโดยใส่ใจทุกรายละเอียดอย่างมาก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าคนทำขนมพิถีพิถันกับการทำและการตกแต่งขั้นสุดท้ายของเค้ก ไม่ได้หมายความเพียงว่าทำงานช้า meticulously เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ขยาย prepared วลีนี้ให้ความหมายหนักแน่นและแม่นยำกว่า carefully prepared และมักสื่อถึงกระบวนการที่ละเอียดถี่ถ้วนและเที่ยงตรง
แบบฝึกหัด
ความหมายใดตรงกับ meticulously prepared ในประโยคมากที่สุด
- เตรียมโดยใส่ใจรายละเอียดอย่างมาก
- เตรียมแบบลวก ๆ และยังไม่เสร็จ
- เตรียมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดูคำตอบ
เตรียมโดยใส่ใจรายละเอียดอย่างมาก
small mountain range of a cake: ภาพเปรียบเทียบขนาดที่เกินจริง
วลี small mountain range of a cake เปรียบเค้กกับเทือกเขาอย่างมีอารมณ์ขัน ทำให้เกิดภาพเกินจริงของสิ่งที่ใหญ่มหึมา คำว่า small ขยาย mountain range ในจินตนาการ โดยหมายถึงเล็กเมื่อเทียบกับมาตรฐานของเทือกเขาจริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าตัวเค้กมีขนาดเล็ก รูปแบบ a/an + กลุ่มคำนามที่ให้ภาพ + of a/an + คำนามของสิ่งจริง ใช้ภาพที่ชัดเจนเพื่อประเมินและนำเสนอสิ่งนั้น ในที่นี้ small mountain range เป็นส่วนที่ให้ภาพ ส่วน cake บอกว่าสิ่งจริงคืออะไร
แบบฝึกหัด
small mountain range of a cake สื่อความหมายหลักว่าอะไร
- เค้กถูกบรรยายอย่างมีอารมณ์ขันว่าใหญ่มหึมา
- เค้กเป็นกลุ่มภูเขาจริง ๆ
- เค้กเล็กพอที่จะถือด้วยมือข้างเดียว
ดูคำตอบ
เค้กถูกบรรยายอย่างมีอารมณ์ขันว่าใหญ่มหึมา
your job is to sculpt: บอกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
Your job is to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกงานหรือความรับผิดชอบที่มอบหมายให้ใครคนหนึ่ง ในที่นี้ job หมายถึงสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในสถานการณ์นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาชีพที่ได้รับค่าจ้าง คำกริยาหลัง to ระบุว่าต้องทำอะไร ใน your job is to sculpt คำว่า sculpt หมายถึงทำช็อกโกแลตให้เป็นรูปตัวเลขที่แสดงอายุของยักษ์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่ใช้บอกหน้าที่: During the treasure hunt, your job ____ the clues for the team.
ดูคำตอบ
is to read
You would love to just count the candles on the cake but you're much too small to see the top of it. โน้ต
0:35คุณอยากจะแค่นับเทียนบนเค้ก แต่คุณตัวเล็กเกินไปที่จะมองเห็นยอดของมัน
would love to: บอกความต้องการอย่างมากแม้มีข้อจำกัด
Would love to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงอยากทำบางสิ่งมาก ๆ และฟังดูอบอุ่นกับกระตือรือร้นกว่า want to ในที่นี้ you would love to just count the candles เสนอวิธีง่าย ๆ ที่คนนั้นอยากทำได้ แต่ประโยคที่มี but บอกอุปสรรค จึงเป็นความต้องการที่ทำไม่ได้เพราะสถานการณ์ ไม่ใช่คำเชิญ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าอยากไปร่วมงานมาก แต่มีปัญหาที่ทำให้ไปไม่ได้
- I would like the concert to start after work.
- I would love to attend the concert, but I have to work.
- I love attending concerts, so I go whenever I can.
ดูคำตอบ
I would love to attend the concert, but I have to work.
much too small to ...: ระดับที่มากเกินไปจนทำสิ่งหนึ่งไม่ได้
too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา หมายความว่าระดับนั้นมากเกินไปจนไม่สามารถทำกริยาที่ตามมาได้ ในที่นี้ too small to see หมายถึงคนคนนั้นตัวไม่ใหญ่หรือสูงพอที่จะมองเห็นด้านบนของเค้ก much ทำหน้าที่เน้น too ดังนั้น much too small จึงหมายถึงเล็กเกินไปมาก ในที่นี้ much ไม่ได้หมายถึง “จำนวนมาก” หรือ “ปริมาณมาก”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้าง much too ... to ที่ถูกต้อง: The bag is ____ heavy ____ carry upstairs.
ดูคำตอบ
much too · to
the baker made an interior tunnel to activate the candles from below. ไวยากรณ์
0:41คนทำขนมปังได้ทำอุโมงค์ด้านในเพื่อจุดเทียนจากด้านล่าง
to activate the candles from below: การบอกจุดประสงค์
วลี infinitive to activate the candles from below บอกจุดประสงค์ของอุโมงค์ด้านใน โดยตอบคำถามว่า “อุโมงค์นี้ทำไว้เพื่ออะไร” นั่นคือช่วยให้ใครบางคนเปิดกลไกจุดเทียนจากด้านล่างได้ ในวลีที่บอกจุดประสงค์ ให้ใช้ to + คำกริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ activate หมายถึงทำให้อุปกรณ์หรือกลไกเริ่มทำงาน ไม่ได้หมายถึงการให้กำลังใจคน
แบบฝึกหัด
เติมเครื่องหมาย infinitive ที่บอกจุดประสงค์: Nina pressed the switch ____ activate the fan.
ดูคำตอบ
to
While the giant is asleep: กำหนดฉากหลังด้านเวลา
ในประโยคนี้ While the giant is asleep เป็นอนุประโยคบอกเวลา โดยใช้ช่วงที่ยักษ์กำลังหลับเป็นฉากหลังที่ดำเนินต่อเนื่อง เพื่อบอกว่าการกระทำถัดไปเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น while ในที่นี้หมายถึง “ในขณะที่” ไม่ได้หมายถึง “แม้ว่า” อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย while มักวางไว้หน้าประโยคหลักเพื่อบอกว่าการกระทำหลักเกิดขึ้นเมื่อใด
แบบฝึกหัด
While the giant is asleep แสดงความสัมพันธ์แบบใดในที่นี้?
- สาเหตุ: การที่ยักษ์หลับทำให้จำเป็นต้องทำสิ่งถัดไป
- ความขัดแย้ง: การกระทำถัดไปเกิดขึ้นแม้ว่ายักษ์จะหลับอยู่
- เวลา: การกระทำถัดไปเกิดขึ้นในช่วงที่ยักษ์หลับ
ดูคำตอบ
เวลา: การกระทำถัดไปเกิดขึ้นในช่วงที่ยักษ์หลับ
can sneak in: แอบเข้าไปโดยไม่มีใครสังเกต
Sneak in เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “เข้าไปในสถานที่อย่างเงียบ ๆ หรือเป็นความลับเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น” sneak เพิ่มความหมายของการทำอย่างลับ ๆ ส่วน in บอกทิศทางของการเคลื่อนเข้าไปข้างในสถานที่ Can sneak in หมายความว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน คนนั้นมีโอกาสหรือสามารถแอบเข้าไปได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “แอบเข้าไป”: We want the surprise to stay secret, so we can ____ through the back door.
ดูคำตอบ
sneak in
and escape: เพิ่มการหลบหนีเป็นการกระทำถัดไป
ในที่นี้ and เชื่อมการกระทำสองอย่างไว้ในคำสั่งเดียว คือทำ count the candles ก่อน แล้วจึง escape คำกริยาทั้งสองมีประธานที่ละไว้เหมือนกัน คือ you escape หมายถึงหนีออกจากสถานการณ์ที่อันตรายหรือยากลำบาก ไม่ใช่แค่ออกไปตามปกติ ส่วน undetected บอกลักษณะของการหนีว่าไม่มีใครสังเกตเห็น
แบบฝึกหัด
คำสั่ง count the candles and escape undetected บอกให้ทำอะไร?
- นับเฉพาะเทียนที่ยังไม่มีใครพบ
- จัดเทียนให้เรียบร้อยก่อนออกไปตามปกติ
- นับเทียนแล้วหนีออกไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ดูคำตอบ
นับเทียนแล้วหนีออกไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
As night sets: การเปลี่ยนเวลาเพื่อเปิดฉากกลางคืน
เมื่ออยู่ต้นประโยค As night sets จะเปิดอนุประโยคบอกเวลา โดยบอกผู้ฟังว่าเหตุการณ์ต่อไปเกิดขึ้นตอนที่กลางคืนเริ่มมาเยือน จึงพาเรื่องเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน เครื่องหมายจุลภาคบอกว่าการกระทำหลักยังตามมาไม่ถึง ในที่นี้ sets ตั้งใจสื่อว่ากลางคืนค่อย ๆ เข้ามาหรือมาเยือน ไม่ได้แปลว่าตั้งค่าหรือจัดวาง อย่างไรก็ตาม ภาษาอังกฤษสมัยใหม่มักใช้ As night falls หรือ As night sets in ส่วน As night sets ที่สั้นกว่านั้นเข้าใจได้จากบริบท แต่อาจฟังเหมือนวลียังไม่สมบูรณ์
แบบฝึกหัด
As night sets, ที่ต้นเรื่องทำหน้าที่หลักอะไร?
- บอกว่ามีคนกำลังจัดวางกลางคืน
- บอกว่ากลางคืนสิ้นสุดลงแล้ว
- พาเรื่องไปยังช่วงเวลาที่กลางคืนเริ่มมาเยือน
ดูคำตอบ
พาเรื่องไปยังช่วงเวลาที่กลางคืนเริ่มมาเยือน
you pull on a full bodysuit and brace yourself for vanilla cream. โน้ต
0:53คุณสวมชุดคลุมรัดรูปเต็มตัวและเตรียมตัวรับมือกับครีมวานิลลา
pull on: สวมเสื้อผ้าโดยดึงให้เข้าที่
pull on หมายถึงสวมเสื้อผ้าโดยดึงให้ครอบหรือเข้าที่บนร่างกาย ในประโยคนี้ คุณดึงชุดบอดี้สูทเต็มตัวให้เข้าที่ วลีนี้จึงบอกการกระทำตอนแต่งตัว ไม่ใช่สภาพหลังจากสวมแล้ว รูปแบบคือ pull on + เสื้อผ้า เหมาะเป็นพิเศษกับรองเท้าบูต ถุงมือ เสื้อสเวตเตอร์ หรือเสื้อผ้ารัดรูปที่ต้องดึงให้เข้ากับร่างกาย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าลีโอสวมเสื้อสเวตเตอร์โดยดึงให้ครอบร่างกาย?
- Leo pulled his sweater before leaving.
- Leo wore his sweater before leaving.
- Leo pulled on his sweater before leaving.
ดูคำตอบ
Leo pulled on his sweater before leaving.
brace yourself for ...: เตรียมรับมือกับสิ่งที่ยาก
brace yourself for ... หมายถึงเตรียมใจหรือเตรียมร่างกายรับสิ่งที่ยาก น่าตกใจ หรือไม่สบายตัวซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ในที่นี้ครีมวานิลลาถูกพูดถึงเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องอดทนรับมือ จึงทำให้คำเตือนฟังดูขี้เล่นและเกินจริง ใช้ brace yourself for + คำนามหรือกลุ่มคำนามเพื่อบอกว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น ประธานเปลี่ยนได้ เช่น I braced myself... และ She braced herself...
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนด้วยวลีตายตัวที่หมายถึงเตรียมพร้อมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น: ____ some difficult questions.
ดูคำตอบ
Brace yourself for
see whether the candle above you is lit: ดูว่าเทียนด้านบนติดอยู่หรือไม่
ในประโยคนี้ see หมายถึง “ดูแล้วรู้” ส่วน whether ใช้นำคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่เป็นสิ่งซึ่งมองดูได้ นั่นคือเทียนติดอยู่หรือไม่ ทั้งอนุประโยค whether the candle above you is lit เป็นเนื้อหาของ see เนื่องจากคำถามนี้ซ้อนอยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า โดยประธาน the candle above you อยู่หน้า is อย่าสลับประธานกับกริยาเหมือนในคำถามตรง Is the candle above you lit?
แบบฝึกหัด
เติมคำถามที่ซ้อนอยู่ให้สมบูรณ์ด้วย whether และรูปปัจจุบันของ be: We need to know ____ the alarm ____ on.
ดูคำตอบ
whether · is
switch it on or off: เปิดหรือปิดมัน
Switch something on or off หมายถึงการเปลี่ยนสิ่งหนึ่งระหว่างสถานะทำงานและไม่ทำงาน ในประโยคนี้ it หมายถึงเทียนที่ควบคุมด้วยระบบ ส่วน on และ off บอกสถานะ ไม่ได้บอกตำแหน่ง Switch on/off เป็นกริยาวลีแบบแยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง เช่น switch it on, switch it off หรือ switch it on or off แต่ถ้ากรรมเป็นคำนาม ตำแหน่งจะยืดหยุ่นกว่า โดยใช้ได้ทั้ง switch the light on และ switch on the light
แบบฝึกหัด
เรียง switch, it และ off ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติ: The desk lamp is too bright. Please ____.
ดูคำตอบ
switch it off
Some are ... and others off: การละคำในการเปรียบเทียบสองกลุ่ม
โครงสร้าง Some ... and others ... ใช้เปรียบเทียบสิ่งสองกลุ่มย่อยภายในกลุ่มใหญ่เดียวกัน ในที่นี้ บางอันเปิดอยู่ ส่วนอีกกลุ่มปิดอยู่ หลัง and มีการละ are เพราะเข้าใจได้จากส่วนแรกอยู่แล้ว ดังนั้น others off จึงหมายถึง others are off การละคำแบบนี้ช่วยไม่ให้ซ้ำและยังคงความขนานของความหมายไว้อย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้การละคำได้ถูกต้องเพื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มอย่างกระชับ
- Some doors are open and others closed.
- Some doors are open and another closed.
- Some doors open and others closed.
ดูคำตอบ
Some doors are open and others closed.
in no discernible pattern: ไม่มีรูปแบบที่สังเกตแยกแยะได้
In no discernible pattern หมายความว่าการจัดวางนั้นไม่มีรูปแบบที่คนสามารถสังเกตและจำแนกได้ discernible หมายถึงสิ่งที่สามารถสังเกตเห็นหรือระบุได้ ถ้อยคำนี้รายงานสิ่งที่เห็นจากการสังเกต จึงไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีรูปแบบซ่อนอยู่เลย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าสถานะเปิดและปิดกระจายอยู่อย่างไร
แบบฝึกหัด
ในที่นี้ in no discernible pattern มีความหมายอย่างรอบคอบที่สุดว่าอย่างไร
- มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีรูปแบบอยู่เลย
- การจัดวางเป็นไปตามลำดับซ้ำที่เห็นได้ชัด
- มองไม่เห็นรูปแบบใดที่สังเกตแยกแยะได้
ดูคำตอบ
มองไม่เห็นรูปแบบใดที่สังเกตแยกแยะได้
and in the dark you can't tell its shape or size. การใช้คำ
1:10และในความมืดคุณบอกไม่ได้เลยว่ามันมีรูปร่างหรือขนาดเท่าใด
a single loop: เส้นทางปิดหนึ่งวง
ในประโยคนี้ a single loop หมายถึงเส้นทางปิดหนึ่งวง อุโมงค์วนกลับมาเชื่อมกับตัวเอง ดังนั้นหากเดินไปในทิศทางเดียว ในที่สุดก็จะวนกลับไปยังจุดที่เคยผ่าน ตรงนี้ loop บอกลักษณะทางกายภาพของอุโมงค์ ไม่ได้หมายถึงการกระทำที่เกิดซ้ำ ส่วน single เน้นว่าอุโมงค์มีวงเดียว
แบบฝึกหัด
a single loop ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- เส้นทางปิดหนึ่งเส้นที่วนกลับมายังจุดเดิม
- การกระทำหนึ่งอย่างที่เกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ
- เส้นทางตรงหนึ่งเส้นที่มีปลายสองด้านแยกจากกัน
ดูคำตอบ
เส้นทางปิดหนึ่งเส้นที่วนกลับมายังจุดเดิม
can't tell its shape or size: tell หมายถึง “ตัดสิน”
ตรงนี้ tell หมายถึงการดูจากข้อมูลที่มีแล้วแยกแยะ ตัดสิน หรือระบุบางอย่าง ความมืดทำให้ไม่มีเบาะแสทางสายตา จึงไม่สามารถตัดสินรูปร่างหรือขนาดของอุโมงค์ได้ เมื่อใช้ในความหมายนี้ can หรือ can't tell มักตามด้วยสิ่งที่ต้องตัดสินหรืออนุประโยคคำถาม เช่น I can't tell the difference และ I can't tell which one is larger ส่วน tell จะหมายถึงการบอกข้อมูลแก่ใครบางคนเมื่อมีผู้รับข้อมูลอยู่ด้วย เช่น tell you
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ tell ในความหมายว่า ตัดสินจากข้อมูลที่มีอยู่
- Please tell me the ending of the story.
- I can't tell you the password because it is private.
- I can't tell whether the door is open from this photo.
ดูคำตอบ
I can't tell whether the door is open from this photo.
any marks you make: การละสรรพนามสัมพันธ์ที่เป็นกรรม
ในวลี any marks you make คำว่า any มีความหมายว่า “ไม่ว่าจะอันไหน” และ you make ใช้ระบุว่าหมายถึง marks ใด นั่นคือ “รอยที่คุณทำไว้” สรรพนามสัมพันธ์ that ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมถูกละไว้ ดังนั้นรูปเต็มคือ any marks that you make วลีคำนามทั้งชุด any marks you make เป็นประธานของ will disappear โครงสร้างย่อ any + คำนาม + ประธาน + คำกริยา นี้พบบ่อยในกฎและเงื่อนไข เมื่อคำนามเป็นกรรมของคำกริยาที่ตามมา ในที่นี้ make marks หมายถึง “ทำเครื่องหมาย” ไม่ใช่ “ได้คะแนน”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้าง any + คำนาม + ละสรรพนามสัมพันธ์ที่เป็นกรรมเหมือน any marks you make ได้ถูกต้อง
- Any notes you write will be saved automatically.
- Any notes you will write them be saved automatically.
- Any notes write you will be saved automatically.
ดูคำตอบ
Any notes you write will be saved automatically.
You need a strategy: ประโยคเชื่อมไปสู่ทางแก้
ในคำอธิบายนี้ You need a strategy. ทำหน้าที่เป็นประโยคเชื่อม ข้อจำกัดก่อนหน้าได้กำหนดปัญหาไว้แล้ว ประโยคสั้น ๆ นี้ย้ายความสนใจจากสิ่งที่ทำให้งานยากไปสู่การหาวิธีแก้ และเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับวิธีการหรือแผนที่จะกล่าวต่อไป Strategy หมายถึงแนวทางโดยรวมเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ขั้นตอนย่อยเพียงขั้นตอนเดียว ในคำอธิบายอื่น ๆ ประโยคแบบนี้มักเป็นสัญญาณว่าช่วงที่กำหนดปัญหากำลังจบลง และช่วงค้นหาทางแก้กำลังเริ่มขึ้น
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบาย มีการระบุข้อจำกัดหลายข้อไปแล้ว You need a strategy. น่าจะเป็นสัญญาณของอะไร
- คำอธิบายกำลังเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
- คำอธิบายกำลังบอกขั้นตอนสุดท้ายอย่างละเอียด
- คำอธิบายกำลังเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่แผนโดยรวม
ดูคำตอบ
คำอธิบายกำลังเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่แผนโดยรวม
How can you count the candles? ในฐานะคำถามหลัก
ในคำถามนี้ How can you...? ใช้ถามหาวิธีที่ทำได้จริงว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะนับเทียนได้ ตรงนี้ can ไม่ได้เน้นถามเรื่องการอนุญาตหรือความสามารถทั่วไปของใครคนหนึ่ง เมื่อใช้เป็นคำถามหลักในคำอธิบายหรือปริศนา ประโยคนี้จะกำหนดเป้าหมายให้ข้อมูลที่ตามมา แนวคิดหรือขั้นตอนต่อจากนั้นควรช่วยตอบคำถามนี้
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบายนี้ How can you count the candles? มีหน้าที่หลักในการจัดข้อมูลอย่างไร?
- ประโยคนี้บอกว่านับเทียนเสร็จแล้ว
- ประโยคนี้ขออนุญาตแตะเทียน
- ประโยคนี้ตั้งปัญหาที่วิธีแก้ต่อจากนั้นต้องตอบ
ดูคำตอบ
ประโยคนี้ตั้งปัญหาที่วิธีแก้ต่อจากนั้นต้องตอบ
There are a few ways to... เพื่อเกริ่นถึงวิธีแก้หลายวิธี
ประโยคนี้บอกโครงสร้างของคำอธิบายไว้ล่วงหน้าว่า จะมีวิธีแก้มากกว่าหนึ่งวิธีตามมา ผู้ฟังจึงคาดได้ว่าจะได้ฟังแนวทางหลายแบบและอาจมีการเปรียบเทียบแนวทางเหล่านั้น A few เป็นสำนวนเชิงบวก หมายถึงมีจำนวนไม่มาก แต่มีมากกว่าหนึ่งอย่างแน่นอน ใน ways to solve this problem ส่วน to solve this problem บอกว่าวิธีเหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร
แบบฝึกหัด
หลังจากได้ยินประโยคนี้ ผู้ฟังควรคาดว่าจะได้ฟังอะไรต่อไป?
- คำอธิบายว่าไม่มีวิธีแก้เลย
- มีวิธีแก้ที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งวิธี และน่าจะอธิบายทีละวิธี
- มีเพียงคำบรรยายว่าปัญหานี้มีลักษณะอย่างไร
ดูคำตอบ
มีวิธีแก้ที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งวิธี และน่าจะอธิบายทีละวิธี
Let's start with the most straightforward: เริ่มด้วยตัวเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด
Let's start with ... เป็นวลีเปลี่ยนช่วงที่ใช้จัดลำดับคำอธิบาย วลีนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดจะพิจารณาตัวเลือกนี้ก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลือกนี้ดีที่สุดหรือมีประสิทธิภาพที่สุด ในที่นี้ the most straightforward หมายถึง “สิ่งที่ซับซ้อนน้อยที่สุดหรือเข้าใจง่ายที่สุด” คำนามอย่าง option, method หรือ way ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้จากบริบทแล้ว straightforward สื่อถึงความชัดเจนและความเรียบง่าย ไม่ได้หมายถึงทิศทางที่เป็นเส้นตรง
แบบฝึกหัด
เติมวลีเปลี่ยนช่วงด้วย start และคำบุพบทที่ถูกต้อง: We have several ideas. Let's ____ the most straightforward.
ดูคำตอบ
start with
There's exactly one way to mark a location in the tunnel, ไวยากรณ์
1:35มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะระบุตำแหน่งในอุโมงค์
There's exactly one way to mark: บอกว่ามีวิธีเดียวเท่านั้น
There's exactly one way to ... หมายความว่ามีวิธีอยู่เพียงหนึ่งวิธีและตัดทางเลือกอื่นทั้งหมดออก exactly ทำให้จำนวน one มีความแม่นยำและมีน้ำหนักย้ำชัด ใน way to mark คำว่า to mark เป็น infinitive ที่มี to โครงสร้าง way to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้บอกว่าวิธีนั้นมีไว้ทำอะไร ดังนั้น mark จึงคงอยู่ในรูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ exactly และโครงสร้าง way to + คำกริยารูปพื้นฐาน: The lock has no backup method. There's ____ open it.
ดูคำตอบ
exactly one way to
the state of the candle: state ในความหมายว่าสถานะปัจจุบัน
ในวลี the state of the candle คำว่า state หมายถึงสถานะปัจจุบันของเทียน ในที่นี้คือเทียนติดอยู่หรือดับอยู่ ไม่ได้หมายถึงเขตทางภูมิศาสตร์หรือการเมือง ในโจทย์ปริศนา คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ และคำสั่งเชิงเทคนิค state มักหมายถึงหนึ่งในสถานะที่แยกจากกันได้ซึ่งวัตถุหรือระบบอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
แบบฝึกหัด
state ใน the state of the candle หมายถึงอะไร
- รูปร่างของเทียน
- สถานะปัจจุบันของเทียน เช่น ติดอยู่หรือดับอยู่
- เขตทางการเมืองที่เทียนตั้งอยู่
ดูคำตอบ
สถานะปัจจุบันของเทียน เช่น ติดอยู่หรือดับอยู่
by lighting it or keeping it on: อธิบายวิธีการด้วย by + -ing
by + -ing ใช้อธิบายวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในที่นี้ by นำหน้าวิธีสองแบบที่อยู่ในระดับเดียวกัน คือ lighting it และ keeping it on ซึ่งเชื่อมด้วย or ทั้งสองแบบอธิบายวิธีทำเครื่องหมายเทียน lighting it หมายถึงจุดเทียนที่ดับอยู่ให้ติด ส่วน keeping it on หมายถึงปล่อยให้เทียนที่ติดอยู่แล้วติดอยู่ต่อไป on บอกสถานะที่เปิดหรือกำลังติดอยู่ ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่อยู่บนสิ่งอื่น
แบบฝึกหัด
เติมวลีบอกวิธีโดยใช้ check: You can avoid mistakes ____ your work carefully.
ดูคำตอบ
by checking
If you walk forward, you'll eventually find ...: เงื่อนไขและผลลัพธ์
If you walk forward บอกเงื่อนไขที่เป็นไปได้จริง อนุประโยค if ใช้ present simple และ you'll find ใช้ will เพื่อบอกผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Eventually หมายถึง “หลังจากผ่านไประยะหนึ่งหรือหลายขั้นตอน แล้วจึงเกิดขึ้นในที่สุด” ไม่ได้หมายถึง “โดยบังเอิญ” รูปแบบนี้มีประโยชน์ในการบอกทาง อธิบายกฎ และอธิบายว่ากระบวนการทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบนี้ได้ถูกต้องเพื่อบอกผลที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง?
- If you keep following the signs, you'll accidentally reach the lake.
- If you keep following the signs, you'll eventually reach the lake.
- If you will keep following the signs, you eventually reached the lake.
ดูคำตอบ
If you keep following the signs, you'll eventually reach the lake.
either a new one or your starting one: ความเป็นไปได้สองอย่าง
Either A or B ใช้เสนอทางเลือกสองอย่าง ในที่นี้ A คือ a new one และ B คือ your starting one ดังนั้นในประโยคนี้ เทียนที่พบต้องเป็นหนึ่งในสองอย่างนี้ One ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ candle ที่กล่าวถึงก่อนหน้า จึงไม่ต้องพูด candle ซ้ำในทางเลือกทั้งสอง ในโครงสร้างคู่กันนี้ either ใช้เปิดทางเลือก ไม่ได้แปลว่า “ด้วย”
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างทางเลือกแบบคู่ให้สมบูรณ์: You can choose either the red one ____ the blue one.
ดูคำตอบ
or
คำถามคือ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอันไหน
The question is, ... ใช้ชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ณ จุดนั้นของคำอธิบาย ในที่นี้ ประโยคนี้ย้ายความสนใจจากสถานการณ์ที่อธิบายไปแล้ว ไปสู่งานที่ยากกว่า คือการตัดสินระหว่างความเป็นไปได้สองอย่าง ใน how could you know which? คำว่า which หมายถึง “อันไหน” หรือ “ความเป็นไปได้ข้อไหน” ตัวเลือกชัดเจนแล้วจากบริบทก่อนหน้า จึงละคำนามหลัง which ได้ กรอบประโยคนี้ช่วยระบุจุดยากหลักก่อนที่ผู้พูดจะเสนอวิธีแก้
แบบฝึกหัด
The question is, how could you know which? ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้
- บอกว่าความเป็นไปได้ทั้งสองอย่างได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง
- ดึงความสนใจไปยังความแตกต่างสำคัญที่ต้องหาคำตอบ
- เปลี่ยนหัวข้อไปเป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
ดูคำตอบ
ดึงความสนใจไปยังความแตกต่างสำคัญที่ต้องหาคำตอบ
Here's one approach: การเสนอวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้
Here's เป็นรูปย่อของ here is ประโยค Here's one approach. บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะอธิบายวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ คำว่า one นำเสนอวิธีนั้นในฐานะตัวเลือกหนึ่ง จึงยังเปิดโอกาสให้มีวิธีอื่นได้ ในที่นี้ approach เป็นคำนามนับได้ หมายถึงวิธีจัดการกับปัญหาหรืองาน ประโยคนี้พาคำอธิบายจากการระบุปัญหาไปสู่การเสนอแนวคิดสำหรับแก้ปัญหา โดยไม่ได้อ้างว่านี่คือคำตอบเพียงวิธีเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่ตรงกับบทเรียนซึ่งใช้เสนอวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้: ____: check the simplest case first.
ดูคำตอบ
Here's one approach
Turn it off: ลำดับคำของกริยาวลีแบบแยกได้
Turn ... off เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ หมายถึงทำให้สิ่งอย่างไฟหรืออุปกรณ์หยุดทำงาน ในประโยคนี้ it เป็นกรรมที่เข้าใจกันจากบริบท และ off บอกสภาพสุดท้ายว่าปิดอยู่ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกไป เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง turn กับ off: turn it off ถ้ากรรมเป็นคำนาม วางได้ทั้งสองตำแหน่ง: turn the light off หรือ turn off the light
แบบฝึกหัด
เติมคำสรรพนามในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อให้คำสั่งสมบูรณ์: The television is still on. Turn ____ off.
ดูคำตอบ
it
backtrack to the start: ย้อนตามเส้นทางหรือขั้นตอนเดิมกลับไปยังจุดเริ่มต้น
Backtrack to the start หมายถึงกลับไปยังจุดที่เริ่มต้นโดยย้อนตามเส้นทางที่เคยผ่านมาแล้ว จุดสำคัญคือการย้อนเส้นทางเดิม ไม่ใช่เพียงเดินถอยหลังไม่กี่ก้าว Backtrack ยังใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ด้วย ในการใช้เหตุผล การวางแผน หรือการแก้ข้อผิดพลาด หมายถึงกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้าเพื่อตรวจสอบและลองใหม่
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดอธิบายได้ดีที่สุดด้วย “backtrack to the start”?
- ใช้ทางลัดเส้นใหม่จากจุดเริ่มต้น
- เดินถอยหลังไม่กี่ก้าวโดยไม่ได้กลับไป
- ตามเส้นทางเดิมกลับไปยังจุดที่เริ่มต้น
ดูคำตอบ
ตามเส้นทางเดิมกลับไปยังจุดที่เริ่มต้น
by passing the same number of candles you passed on the way there. ไวยากรณ์
1:57โดยเดินผ่านเทียนจำนวนเท่ากับที่คุณเดินผ่านตอนขาไป
by passing ... the same number of candles: อธิบายวิธีด้วยจำนวนที่เท่ากัน
by + คำกริยารูป -ing ใช้อธิบายวิธีที่ใช้ทำสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ by passing บอกวิธีย้อนกลับตามเส้นทางเดิม คือเดินผ่านเทียนระหว่างทางกลับ the same number of candles you passed on the way there หมายถึงจำนวนเทียนที่ผ่านในขากลับต้องเท่ากับจำนวนก่อนหน้านี้ ส่วน you passed on the way there เป็นอนุประโยคที่ขยาย candles ทั้ง passing และ passed ใช้ pass ในความหมายว่าเดินผ่าน ไม่ใช่สอบผ่าน
แบบฝึกหัด
ใช้ by + รูป -ing ของ pass เพื่อบอกวิธี: Return to the entrance ____ the same number of doors you passed on the way in.
ดูคำตอบ
by passing
If ... is now off, you've completed the loop: ใช้สิ่งที่เห็นตอนนี้เป็นหลักฐานว่าเสร็จแล้ว
อนุประโยค if ให้เงื่อนไขที่สังเกตเห็นได้ คือเทียนที่จุดเริ่มต้นดับอยู่ในตอนนี้ ส่วนประโยคหลักบอกข้อสรุปที่ได้จากหลักฐานนั้น you've completed เป็นรูปย่อของ present perfect คือ you have completed รูปนี้เชื่อมการกระทำที่เสร็จแล้วเข้ากับผลในปัจจุบัน การเห็นว่าเทียนดับอยู่ตอนนี้แสดงว่าเดินครบเส้นทางปิดแล้ว ในที่นี้ loop หมายถึงเส้นทางที่กลับมายังจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ลูปในการเขียนโปรแกรม
แบบฝึกหัด
ใช้ present perfect ของ complete เพื่อเชื่อมการกระทำที่เสร็จแล้วกับหลักฐานในปัจจุบัน: If every box is checked, you ____ the checklist.
ดูคำตอบ
have completed
Otherwise, ...: การนำเข้าสู่เงื่อนไขอีกทางหนึ่ง
Otherwise ย้อนกลับไปอ้างถึงเงื่อนไขก่อนหน้า และหมายถึง “ถ้าเงื่อนไขนั้นไม่เป็นจริง ให้ทำสิ่งนี้แทน” ในที่นี้ คำสั่งในอีกทางเลือกหนึ่งคือ depart again หรือออกเดินทางอีกครั้ง ในกฎ คำแนะนำ และขั้นตอนวิธี Otherwise, ที่อยู่ต้นประโยคช่วยนำผู้อ่านจากผลลัพธ์ที่เป็นไปได้แบบหนึ่งไปสู่อีกทางหนึ่ง คำนี้แสดงตรรกะแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่เพียงการเปรียบต่างระหว่างความคิดสองอย่าง
แบบฝึกหัด
Otherwise ในตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์แบบใด?
- ผู้พูดเพียงกำลังเปรียบต่างความคิดเห็นสองอย่าง
- ขั้นตอนก่อนหน้าเกิดขึ้นเพราะเหตุผลที่จะกล่าวต่อไป
- เงื่อนไขก่อนหน้าไม่เป็นจริง จึงให้ทำตามขั้นตอนอีกทางหนึ่ง
ดูคำตอบ
เงื่อนไขก่อนหน้าไม่เป็นจริง จึงให้ทำตามขั้นตอนอีกทางหนึ่ง
continuing until ...: การระบุจุดสิ้นสุดของการกระทำ
continuing ซึ่งเป็นรูป -ing สานต่อการกระทำจากคำสั่งรอบข้าง ส่วน until ระบุจุดที่การกระทำต่อเนื่องนั้นหยุดหรือขั้นตอนเปลี่ยนไป ในที่นี้ จุดสิ้นสุดคือการไปถึงเทียนที่จุดอยู่เล่มถัดไป เมื่อมีนามวลีตามหลัง until เราสามารถเข้าใจเหตุการณ์ “ไปถึง” ได้จากบริบท รูปที่สมบูรณ์กว่าคือ continuing until you reach the next lit candle ให้เข้าใจว่า “ทำต่อไปจนถึงจุดนั้น” ไม่ใช่ “เริ่มทำเมื่อถึงจุดนั้น”
แบบฝึกหัด
เติมคำเชื่อมเป้าหมายจาก continuing until ... ลงในประโยค: Keep walking ____ you reach the bridge.
ดูคำตอบ
until
testing if it's your starting one and so on. วลี
2:12ทดสอบดูว่ามันคือเล่มเริ่มต้นของคุณหรือไม่ และทำแบบนี้ต่อไป
testing if ... and so on: ดำเนินกระบวนการที่ทำซ้ำต่อไป
วลี testing if it's your starting one บอกถึงการตรวจสอบว่า สิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่คือสิ่งที่ใช้เริ่มต้นลำดับหรือไม่ and so on ละการกล่าวถึงขั้นตอนที่ทำซ้ำในภายหลัง โดยบอกผู้ฟังให้ตรวจสอบแบบเดิมต่อไปตามรูปแบบที่คาดเดาได้ ไม่ได้เพิ่มการกระทำเฉพาะอีกหนึ่งอย่าง
แบบฝึกหัด
and so on ในประโยคนี้บอกอะไรแก่ผู้ฟัง?
- การทดสอบแบบเดียวกันจะดำเนินต่อไปตามรูปแบบที่คาดเดาได้
- จะทดสอบเฉพาะสิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่เท่านั้น
- ต่อไปจะเกิดการกระทำใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ
การทดสอบแบบเดียวกันจะดำเนินต่อไปตามรูปแบบที่คาดเดาได้
but if the giant isn't young and many candles are on,
2:18แต่ถ้ายักษ์ไม่ได้อายุน้อยและมีเทียนจุดอยู่หลายเล่ม
you might have a marathon to run between now and sunrise. โน้ต
2:21คุณอาจจะต้องวิ่งมาราธอนตั้งแต่ตอนนี้จนถึงพระอาทิตย์ขึ้น
This will work eventually, but ...: ยอมรับว่าจะสำเร็จก่อนชี้ข้อจำกัด
This will work eventually ยอมรับว่าวิธีนี้สามารถสำเร็จได้เมื่อมีเวลามากพอ แต่ไม่ได้บอกว่าวิธีนี้รวดเร็ว But ย้ายประเด็นหลักจากข้อดีที่มีขอบเขตจำกัดไปยังข้อเสีย คือกระบวนการอาจใช้เวลานานเกินไป โครงสร้างที่ยอมรับก่อนแล้วจึงเปลี่ยนประเด็นนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดวิธีที่ใช้ได้จึงยังต้องปรับปรุง
แบบฝึกหัด
หน้าที่หลักในการจัดลำดับข้อมูลของ This will work eventually, but ... คืออะไร?
- ผู้พูดบอกว่าวิธีนี้ได้ผลทันทีและไม่มีข้อเสีย
- ผู้พูดยอมรับว่าวิธีนี้สามารถสำเร็จได้ แล้วจึงนำเสนอข้อจำกัดที่สำคัญ
- ผู้พูดปฏิเสธวิธีนี้เพราะไม่มีทางสำเร็จ
ดูคำตอบ
ผู้พูดยอมรับว่าวิธีนี้สามารถสำเร็จได้ แล้วจึงนำเสนอข้อจำกัดที่สำคัญ
might have a marathon to run: เปรียบงานยาวนานกับการวิ่งมาราธอน
ในประโยคนี้ might have a marathon to run เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ คำว่า marathon เปรียบงานที่อาจต้องทำกับการแข่งขันที่ยาวมาก กล่าวคืองานนั้นอาจใช้เวลานานและต้องออกแรงมาก ไม่ได้หมายความว่ามีการแข่งขันมาราธอนอย่างเป็นทางการ might ทำให้ข้อความนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ผู้พูดกำลังบอกว่าอาจมีงานหนักรออยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
แบบฝึกหัด
might have a marathon to run ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
- อาจมีการกำหนดการแข่งขันมาราธอนอย่างเป็นทางการไว้
- อาจมีงานที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อยรออยู่
- งานจะเสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ
อาจมีงานที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อยรออยู่
between now and sunrise: ช่วงเวลาจำกัดตั้งแต่ตอนนี้ถึงพระอาทิตย์ขึ้น
between now and sunrise ระบุช่วงเวลาที่มีขอบเขตสองด้านคือเวลาปัจจุบันและเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ในที่นี้วลีนี้บอกว่าการวิ่งที่อาจเกิดขึ้นจะต้องเกิดเมื่อใด นั่นคือภายในช่วงเวลาที่จำกัดนี้ รูปแบบ between A and B ใช้บอกได้ทั้งช่วงเวลาและช่วงพื้นที่ เมื่อใช้กับงานที่ต้องทำ between now and B มักบอกเวลาที่มีอยู่และสื่อว่างานควรเสร็จภายในเวลา B
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบบอกเวลา between A and B ให้สมบูรณ์: We need to finish the repairs between now ____ sunset.
ดูคำตอบ
and
starts digging in: เริ่มกิน
ในบริบทเกี่ยวกับอาหารนี้ dig in หมายถึง “เริ่มกิน” และมักให้ความรู้สึกว่ากินอย่างกระตือรือร้นหรือเอร็ดอร่อย He starts digging in หมายถึงเขาเริ่มกินเค้ก ในที่นี้ dig in เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ อย่าเข้าใจ dig ตามตัวอักษรว่าเป็นการขุดหลุม เพราะบริบทเรื่องอาหารทำให้คำนี้มีความหมายว่าเริ่มกิน
แบบฝึกหัด
ในประโยคที่พูดถึงเค้ก he starts digging in หมายความว่าอะไร
- เขาเริ่มขุดรูในเค้ก
- เขาเริ่มซ่อนเค้ก
- เขาเริ่มกินเค้ก
ดูคำตอบ
เขาเริ่มกินเค้ก
So let's look for a more efficient solution. ลำดับความ
2:30งั้นเรามาหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้กัน
So let's look for a more efficient solution: เปลี่ยนไปสู่ขั้นตอนถัดไป
So เชื่อมแนวคิดถัดไปกับปัญหาที่เพิ่งพูดถึง กล่าวคือ เพราะวิธีก่อนหน้านี้ไม่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีวิธีที่ดีกว่า Let's look for... ชวนผู้ฟังให้ร่วมทำขั้นตอนถัดไป เมื่อรวมกันแล้ว ประโยคนี้ทำให้คำอธิบายเปลี่ยนจากการประเมินวิธีเดิมไปสู่การค้นหาวิธีแก้ที่ปรับปรุงแล้ว More efficient เปรียบเทียบวิธีแก้ใหม่กับวิธีก่อนหน้า โดยวิธีใหม่ควรใช้เวลา แรง หรือทรัพยากรอื่นน้อยกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในการอธิบาย
- บอกให้ผู้ฟังมองวัตถุที่มองเห็นอยู่แล้ว
- สรุปขั้นสุดท้ายและยุติการสนทนา
- ใช้ปัญหาก่อนหน้าเพื่อเริ่มต้นการค้นหาวิธีที่ดีกว่า
ดูคำตอบ
ใช้ปัญหาก่อนหน้าเพื่อเริ่มต้นการค้นหาวิธีที่ดีกว่า
How about testing a series of hypotheses about the giant's age? โน้ต
2:33ลองทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับอายุของยักษ์เป็นลำดับดูไหม?
How about testing ...? เพื่อเสนอความคิดเห็นแบบร่วมมือกัน
How about + รูป -ing ใช้เสนอการกระทำให้ผู้อื่นพิจารณา ในประโยคนี้ ผู้พูดเสนอให้ทดสอบสมมติฐานหลายข้อเป็นขั้นตอนถัดไป แทนที่จะสั่งให้ทำโดยตรง ในรูปแบบนี้ หลัง about ใช้คำกริยารูป -ing คือ testing เพื่อเรียกกิจกรรมที่เสนอ ต้องพูดว่า How about testing ...? ไม่ใช่ How about to test ...?
แบบฝึกหัด
ใช้ check เติมข้อเสนอให้สมบูรณ์: How about ____ the map before we leave?
ดูคำตอบ
checking
a series of hypotheses: ชุดสมมติฐาน
A series of hypotheses หมายถึงชุดคำอธิบายหรือข้อเสนอที่เป็นไปได้ซึ่งเกี่ยวข้องกัน และนำมาพิจารณาหรือทดสอบตามลำดับ series ทำให้แนวคิดเหล่านี้เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วน hypotheses เป็นรูปพหูพจน์ของ hypothesis ในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือการให้เหตุผลอย่างรอบคอบ hypothesis เป็นข้อเสนอชั่วคราวที่หลักฐานอาจสนับสนุนหรือหักล้างได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว และในบริบทนี้ฟังเป็นระบบและเป็นทางการกว่า guesses
แบบฝึกหัด
ทีมนักวิทยาศาสตร์จะทดสอบคำอธิบายที่เป็นไปได้หลายข้อทีละข้อ วลีใดอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุด
- a series of hypotheses
- a single guess
- a series of conclusions
ดูคำตอบ
a series of hypotheses
Suppose you guess... เพื่อกำหนดข้อสมมติชั่วคราว
Suppose you guess... ชวนให้ผู้ฟังถือว่าการคาดเดาหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นชั่วคราว ในประโยคนี้ ข้อคาดเดาที่ใช้พิจารณาคือเขากำลังจะอายุครบ 10 ปี ผู้พูดไม่ได้บอกว่าอายุนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว รูปแบบนี้ใช้เมื่อเราต้องการพิจารณาว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าข้อคาดเดานั้นเป็นจริง แล้วจึงต่อด้วยผลลัพธ์ คำถาม หรือขั้นตอนถัดไป
แบบฝึกหัด
ใน Suppose you guess he's turning 10. วลี Suppose you guess... ทำหน้าที่อะไร?
- ถือว่าการเดาอายุเป็นข้อสมมติชั่วคราวสำหรับการให้เหตุผล
- สัญญาว่าคนนั้นจะอายุครบ 10 ปีแน่นอน
- ยอมรับว่าอายุนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว
ดูคำตอบ
ถือว่าการเดาอายุเป็นข้อสมมติชั่วคราวสำหรับการให้เหตุผล
leave the destination candle off: ทำให้สิ่งหนึ่งคงอยู่ในสภาพปัจจุบัน
leave + กรรม + สภาพ หมายถึงปล่อยหรือทำให้สิ่งนั้นคงอยู่ในสภาพเดิม ใน leave the destination candle off นั้น the destination candle เป็นกรรม และ off บอกสภาพของมัน leave ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเดินออกไปจากเทียน แต่เป็นคำสั่งให้เทียนยังคงดับอยู่ ไม่ใช่เปลี่ยนให้ติด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย leave + กรรม + off: The lamp is already off, so ____ the lamp ____ during the presentation.
ดูคำตอบ
leave · off
If ... still on, ... isn't the answer: ใช้สิ่งที่สังเกตได้ตัดคำตอบออก
อนุประโยค if บอกเงื่อนไขที่สังเกตได้ว่าเทียนที่จุดเริ่มต้นยังติดอยู่ ส่วนประโยคหลักบอกข้อสรุปจากสิ่งที่สังเกตนั้นว่าเราตัดเลข 10 ออกได้ still on หมายถึงยังติดหรือยังเปิดอยู่ on ใช้บอกสภาพที่กำลังทำงานหรือมีไฟติด ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งว่าอยู่ข้างบน โครงสร้าง If [ผลการทดสอบ], [คำตอบ] isn't the answer แสดงการใช้หลักฐานเพื่อตัดความเป็นไปได้หนึ่งออก
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับวิธีที่ประโยคนี้เชื่อมสิ่งที่สังเกตได้กับข้อสรุปมากที่สุด
- เพราะเทียนยังติดอยู่ จึงตัดเลข 10 ออกจากคำตอบ
- เพราะเทียนอยู่ข้างบนสิ่งหนึ่ง จึงต้องเปลี่ยนเลข 10
- เพราะเทียนยังติดอยู่ จึงยืนยันว่าเลข 10 ถูกต้อง
ดูคำตอบ
เพราะเทียนยังติดอยู่ จึงตัดเลข 10 ออกจากคำตอบ
10 could be right but you may have made multiple loops, ไวยากรณ์
2:5310 อาจจะใช่ แต่คุณอาจจะเดินไปหลายรอบแล้วก็ได้
could be right ... may have made multiple loops: เปิดไว้หลายความเป็นไปได้
Could be right บอกว่า 10 อาจเป็นคำตอบที่ถูก แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ส่วน but นำไปสู่อีกคำอธิบายหนึ่งที่อาจทำให้เกิดผลเดียวกัน ดังนั้นหลักฐานนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า 10 ถูกต้องแน่นอน May have made ใช้โครงสร้าง may have + กริยาช่อง 3 เพื่อคาดเดาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นแล้วในอดีต made multiple loops หมายถึงเดินหรือวนมากกว่าหนึ่งรอบ ไม่ได้หมายถึงสร้างวัตถุรูปห่วงหลายชิ้น
แบบฝึกหัด
ใช้ may have และกริยาช่อง 3 ของ take เติมประโยคให้สมบูรณ์: The map could be correct, but we ____ the wrong road.
ดูคำตอบ
may have taken
10's factors, 5 and 2: ตัวประกอบของ 10 ก็เป็นคำตอบที่เป็นไปได้
ในคณิตศาสตร์ factor หมายถึงจำนวนเต็มที่หารจำนวนเต็มอีกจำนวนหนึ่งได้ลงตัวโดยไม่มีเศษ 10's factors หมายถึง “ตัวประกอบของ 10” โดยทั้ง 2 และ 5 ต่างก็หาร 10 ได้ลงตัว วลี 5 and 2 ที่อยู่ระหว่างเครื่องหมายจุลภาคระบุตัวประกอบที่กำลังพิจารณา ส่วน Are also possibilities บอกว่าจำนวนเหล่านี้เป็นคำตอบที่อาจเป็นไปได้ในการให้เหตุผล ไม่ใช่คำตอบที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
แบบฝึกหัด
factors ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- สิ่งที่มีอิทธิพลต่อ 10
- จำนวนที่หาร 10 ได้ลงตัว
- จำนวนที่มากกว่า 10
ดูคำตอบ
จำนวนที่หาร 10 ได้ลงตัว
Then you would have passed a repeating pattern โน้ต
3:01ถ้าเป็นแบบนั้นคุณอาจเดินผ่านรูปแบบที่ซ้ำกันไปแล้ว
you would have passed: ผลในอดีตภายใต้สมมติฐาน
Would have + กริยาช่องที่สาม แสดงผลที่น่าจะเสร็จสิ้นไปแล้ว หากข้อสันนิษฐานหรือเงื่อนไขก่อนหน้านั้นเป็นจริง ใน you would have passed คำว่า passed เป็นกริยาช่องที่สามของ pass ในที่นี้ then นำเข้าสู่ผลตามเหตุผล กล่าวคือ ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังพิจารณา การผ่านรูปแบบที่ซ้ำกันน่าจะเกิดขึ้นไปแล้ว นี่เป็นผลในอดีตตามสมมติฐาน ไม่ใช่การกล่าวถึงอนาคตแบบทั่วไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปสมมติในอดีตของ pass: If you had taken the shorter route, you ____ the checkpoint before noon.
ดูคำตอบ
would have passed
but that could have just been the starting arrangement. ไวยากรณ์
3:04แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่การจัดเรียงตอนเริ่มต้นเท่านั้น
a repeating pattern: รูปแบบที่เกิดซ้ำ
ในประโยคนี้ a repeating pattern หมายถึงลำดับหรือการจัดวางที่ส่วนต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งตามแบบเดิมอย่างสม่ำเสมอ ผู้พูดกำลังมองหาการเกิดซ้ำของสถานะ ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพหรือลวดลายตกแต่ง pattern ใช้บอกกฎหรือความเป็นแบบแผนในตัวเลข เสียง การกระทำ ข้อมูล หรือสถานะที่เปลี่ยนไปได้ ส่วน repeating เน้นว่าลำดับเดิมปรากฏมากกว่าหนึ่งครั้ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดแสดงความหมายของ a repeating pattern ได้ดีที่สุด
- The three lights have different shapes, and nothing changes or repeats.
- The lights form a repeating pattern: red, green, blue, then red, green, blue again.
- The light flashes once and never turns on again.
ดูคำตอบ
The lights form a repeating pattern: red, green, blue, then red, green, blue again.
could have just been the starting arrangement: อาจเป็นเพียงการจัดวางตั้งต้น
Could have been บอกว่าบางสิ่งอาจเป็นจริงในอดีต แต่ไม่ได้ยืนยันว่าแน่นอน โดยทั่วไป could have + กริยาช่องที่สาม ใช้เสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้เกี่ยวกับสถานการณ์ในอดีต ในที่นี้ that หมายถึงสิ่งที่ดูเหมือนเกิดซ้ำ ซึ่งอาจเพียงแค่ตรงกับการจัดวางที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้น just ในประโยคนี้หมายถึง “เพียง” หรือ “แค่” ไม่ได้หมายถึง “เมื่อสักครู่” เมื่อรวมกัน could have just been จึงเสนอคำอธิบายทางเลือกอย่างระมัดระวังว่า หลักฐานที่เห็นอาจมีสาเหตุที่ง่ายกว่านั้น
แบบฝึกหัด
“The flash could have just been a reflection” หมายความว่าอย่างไร
- แสงวาบนั้นอาจเป็นเพียงแสงสะท้อน
- แสงวาบนั้นเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้อย่างแน่นอน
- แสงวาบนั้นต้องเป็นแสงสะท้อน
ดูคำตอบ
แสงวาบนั้นอาจเป็นเพียงแสงสะท้อน
การใช้ So what if ...? เพื่อเสนอกลยุทธ์ใหม่
ในประโยคนี้ What if you changed ...? เสนอการกระทำที่สมมติขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังลองพิจารณา รูปอดีต changed แสดงว่าแนวคิดนี้เป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ได้ถามว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นไปแล้วหรือไม่ So ที่อยู่ต้นประโยคเชื่อมคำถามเข้ากับเหตุผลก่อนหน้า และเปลี่ยนการสนทนาไปสู่กลยุทธ์ใหม่ที่อาจใช้ได้ รูปแบบนี้มีประโยชน์เมื่อพบปัญหาแล้วต้องการเสนอวิธีอื่น
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ So what if ...? มีหน้าที่หลักอะไร?
- สั่งให้ใครบางคนเปลี่ยนเทียนทันที
- เสนอกลยุทธ์สมมติให้พิจารณา
- ถามว่าเทียนถูกเปลี่ยนไปแล้วในอดีตหรือไม่
ดูคำตอบ
เสนอกลยุทธ์สมมติให้พิจารณา
If you turned them all on while walking from candle 1 to 11, ไวยากรณ์
3:10ถ้าคุณจุดมันทั้งหมดในขณะที่เดินจากเทียนเล่มที่ 1 ถึง 11
If ... while walking ...: เงื่อนไขที่มีการกระทำเกิดขึ้นพร้อมกัน
อนุประโยค If เสนอเงื่อนไขสมมติว่าให้จุดเทียนทุกเล่ม ใน turn ... on คำว่า on แสดงสถานะผลลัพธ์ว่าเปิดหรือจุดติดแล้ว และ them หมายถึงเทียนเหล่านั้น while walking from candle 1 to 11 เพิ่มการกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นรูปย่อของ while you were walking โดยมีประธานที่เข้าใจตรงกันคือ you เมื่อรวมกัน ทั้งสองส่วนบอกทั้งว่าต้องทำอะไรและทำเมื่อใด
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง เทียนถูกจุดเมื่อใด?
- ระหว่างที่เดินจากเทียนเล่มที่ 1 ไปถึงเล่มที่ 11
- ก่อนเริ่มเดิน
- หลังจากไปถึงเทียนเล่มที่ 11
ดูคำตอบ
ระหว่างที่เดินจากเทียนเล่มที่ 1 ไปถึงเล่มที่ 11
switch that off ... turn back: ปิดแล้วหันกลับ
Switch that off หมายถึงทำให้สิ่งที่ that ชี้ถึงหยุดทำงานหรือหยุดให้แสง ในคำอธิบายนี้ that หมายถึงเทียนที่จุดปลายทางซึ่งคาดไว้ การกระทำนี้จึงทำให้เทียนดับ Switch off เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ และกรรมอยู่ตรงกลางในที่นี้: switch + that + off Turn back หมายถึงเปลี่ยนทิศแล้วกลับไปทางที่มา คำว่า then เรียงลำดับการกระทำ: เปลี่ยนสถานะของเทียนก่อน แล้วจึงเปลี่ยนทิศทางของตัวเอง
แบบฝึกหัด
คำสั่งใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าให้ปิดไฟก่อน แล้วจึงกลับไปตามทางที่มา?
- Turn the light back, then switch off toward the door.
- Switch back the light, then turn off toward the door.
- Switch the light off, then turn back toward the door.
ดูคำตอบ
Switch the light off, then turn back toward the door.
the first unlit candle you find would tell you the exact candle count. ไวยากรณ์
3:17เทียนที่ไม่ได้จุดเล่มแรกที่คุณพบจะบอกจำนวนเทียนที่แน่นอนให้คุณรู้
the first unlit candle you find ... tell you: ใช้สิ่งแรกที่พบเพื่อหาคำตอบ
นามวลี the first unlit candle you find หมายถึงเทียนที่ไม่ติดไฟเล่มแรกที่พบระหว่างการค้นหา You find เป็นอนุประโยคขยาย candle โดยละคำเชื่อมสัมพันธ์ that ไว้: the first unlit candle (that) you find Would tell you the exact candle count บอกผลของวิธีที่สมมติขึ้น เทียนไม่ได้พูดจริง ๆ ในที่นี้ tell you หมายถึงให้หลักฐานที่ช่วยให้รู้หรือคำนวณจำนวนทั้งหมดได้
แบบฝึกหัด
การตีความใดตรงกับความหมายของประโยคนี้?
- สามารถเลือกเทียนที่ติดไฟเล่มใดก็ได้ก่อนเริ่มค้นหา
- เทียนพูดจำนวนทั้งหมดออกมาจริง ๆ ทันทีที่ถูกพบ
- เทียนที่ไม่ติดไฟเล่มแรกที่พบให้เบาะแสที่จำเป็นต่อการรู้จำนวนทั้งหมด
ดูคำตอบ
เทียนที่ไม่ติดไฟเล่มแรกที่พบให้เบาะแสที่จำเป็นต่อการรู้จำนวนทั้งหมด
hit any extinguished candles: hit หมายถึง “พบเจอ”
ในประโยคนี้ hit หมายถึง “พบเจอ” หรือ “ไปถึงจุดที่เจอ” ขณะเดินตามเส้นทางหรือตรวจตามลำดับ ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่พบเทียนที่ดับแล้วเลยแม้แต่เล่มเดียว ไม่ได้หมายถึงการชนจริง ๆ การใช้ hit แบบนี้มองสิ่งที่พบเป็นจุด สภาวะ หรืออุปสรรคที่ไปเจอระหว่างกระบวนการ เช่น hit an error หรือ hit heavy traffic
แบบฝึกหัด
ในประโยค “If you hit an error during setup, stop and check the settings.” คำว่า hit หมายถึงอะไร?
- แก้ไขข้อผิดพลาด
- พบข้อผิดพลาด
- ตีข้อผิดพลาดจริง ๆ
ดูคำตอบ
พบข้อผิดพลาด
you'll know that the total must be higher than 10. ไวยากรณ์
3:25คุณจะรู้ว่าจำนวนรวมจะต้องมากกว่า 10
the total must be higher: must ที่แสดงการอนุมานอย่างหนักแน่น
ใน the total must be higher คำว่า must แสดงข้อสรุปที่หนักแน่นจากหลักฐาน ผู้พูดตัดสินว่าผลรวมต้องสูงกว่าค่าที่ลองไว้แน่นอน ไม่ใช่การสั่งให้ผลรวมเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง must + be + คำคุณศัพท์หรือนามวลี ใช้บอกสภาวะที่หลักฐานชี้ไปอย่างชัดเจนได้ ในที่นี้ higher than 10 ให้เกณฑ์สำหรับการเปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
must แสดงอะไรใน “All results of 20 or less were ruled out, so the true total must be higher than 20”?
- ความเป็นไปได้ที่อ่อนและไม่ค่อยแน่นอน
- คำสั่งให้ผลรวมมีค่ามากขึ้น
- ข้อสรุปที่หนักแน่นจากหลักฐาน
ดูคำตอบ
ข้อสรุปที่หนักแน่นจากหลักฐาน
You could then pick a larger guess and try again. วลี
3:28จากนั้นคุณสามารถเลือกตัวเลขที่มากขึ้นและลองอีกครั้ง
pick a larger guess and try again: ปรับแล้วลองอีกครั้ง
ในประโยคนี้ pick หมายถึง “เลือก” ไม่ใช่ “เก็บ” หรือ “เด็ด” ส่วน a larger guess หมายถึงตัวเลขหรือคำตอบที่คาดไว้ซึ่งมีค่ามากกว่า ไม่ใช่วัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า การกระทำสองอย่างใน pick ... and try again แสดงลำดับของการลองแล้วปรับ: เลือกค่าใหม่ แล้วลองซ้ำอีกครั้ง รูปแบบนี้นำไปใช้ได้เมื่อต้องเปลี่ยนตัวเลือกหลังจากเห็นผลลัพธ์แล้วทดสอบใหม่
แบบฝึกหัด
ตัวเลขที่คาดไว้มีค่าน้อยเกินไป คำสั่งใดบอกให้เลือกค่าประมาณที่มากขึ้นแล้วทดสอบซ้ำ
- Pick a smaller object and end the experiment.
- Keep the same guess and do not test it again.
- Pick a larger guess and try again.
ดูคำตอบ
Pick a larger guess and try again.
To be systematic ในฐานะวลีเปิดที่บอกว่าจะใช้วิธีอย่างเป็นระบบ
เมื่อใช้ To be systematic, ตอนเริ่มคำอธิบาย ผู้พูดกำลังบอกผู้ฟังว่าข้อมูลถัดไปจะถูกจัดอย่างไร วลีนี้ส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนจากการลองแบบสุ่มไปใช้วิธีที่มีแผนหรือกฎชัดเจน ในที่นี้ to be บอกเป้าหมายของสิ่งที่จะทำต่อไป นั่นคือทำอย่างเป็นระเบียบและทำซ้ำได้ วลีเปิดนี้ทำให้ผู้ฟังคาดว่าจะได้ยินขั้นตอน การแบ่งกลุ่ม หรือวิธีทดสอบที่สม่ำเสมอ
แบบฝึกหัด
ผู้พูดเริ่มต้นด้วย To be systematic วลีเปิดนี้ส่งสัญญาณว่าอย่างไร
- ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปเล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
- ขั้นตอนถัดไปจะทำตามแผนหรือกฎที่ชัดเจน
- ผู้พูดจะเลือกคำตอบแบบสุ่มต่อจากนี้
ดูคำตอบ
ขั้นตอนถัดไปจะทำตามแผนหรือกฎที่ชัดเจน
you could increase your guess by the same number each time, วลี
3:33คุณสามารถเพิ่มการเดาของคุณด้วยตัวเลขที่เท่ากันในแต่ละครั้ง
increase ... by the same number each time: เพิ่มด้วยจำนวนเท่าเดิมทุกครั้ง
ใน increase your guess by the same number คำว่า by บอกจำนวนที่นำไปบวกเพิ่มกับค่าที่เดา โดยตอบคำถามว่า “เพิ่มขึ้นเท่าไร” ไม่ใช่ “ค่าสุดท้ายเป็นเท่าไร” each time หมายถึงทำการเปลี่ยนแปลงนี้ซ้ำทุกครั้งที่เดา เมื่อนำมารวมกัน วลีนี้จึงหมายถึงการเพิ่มทีละจำนวนคงที่ เช่น บวก 4 จากค่าที่เดาครั้งก่อนในทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ใช้บอกจำนวนที่เพิ่มเข้ามาให้สมบูรณ์: Increase the score ____ five points each round.
ดูคำตอบ
by
say four: ใช้ say เพื่อยกตัวอย่าง
ตรงนี้ say ใช้เพื่อยกตัวอย่างที่เป็นไปได้: say four หมายถึง “ตัวอย่างเช่น สี่” หรือ “สมมติว่าจำนวนนั้นคือสี่” เป็นการให้ค่าที่ชัดเจนสำหรับจำนวนที่เพิ่มเท่ากันตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า การใช้ say แบบนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยเปลี่ยนจากกฎทั่วไปไปเป็นตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ใช่คำสั่งให้พูดคำว่า four
แบบฝึกหัด
say four ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร?
- ต้องหยุดนับที่สี่
- ต้องมีคนออกเสียงคำว่า four
- สี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ
สี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้
If there were ... / this method would take ...: เงื่อนไขและผลลัพธ์แบบสมมติ
If there were 99 candles สร้างสถานการณ์สมมติ ไม่ได้บอกว่าในอดีตมีเทียนอยู่จริงกี่เล่ม ส่วน this method would take 24 round trips บอกผลที่จะเกิดขึ้นภายในสถานการณ์สมมตินั้น โครงสร้าง If + รูปอดีต, ... would + กริยารูปพื้นฐาน มักใช้พิจารณาสถานการณ์สมมติ ในที่นี้ผู้พูดใส่จำนวนที่สมมติขึ้นเพื่อประเมินต้นทุนของวิธีการ
แบบฝึกหัด
เติมกริยาที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นการประเมินแบบสมมติ: If there ____ 50 boxes, this method would take all afternoon.
ดูคำตอบ
were
round trips: การเดินทางไปและกลับอย่างครบถ้วน
a round trip คือการเดินทางหนึ่งครั้งจากจุดเริ่มต้นไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แล้วกลับมายังจุดเริ่มต้น ดังนั้น 24 round trips จึงหมายถึงการเดินทางไป-กลับครบ 24 เที่ยว ไม่ใช่การเดินทางตามเส้นทางวงกลม ในการคำนวณเส้นทางหรือต้นทุน ช่วงขาไปและขากลับจะนับรวมกันเป็น round trip หนึ่งครั้ง
แบบฝึกหัด
เติมคำนามประสมที่หมายถึงการไปที่รถตู้แล้วกลับมาสามครั้ง: The technician had to make three round ____ to the van.
ดูคำตอบ
trips
involve visiting nearly 2,700 candles: โครงสร้าง involve + คำกริยาเติม -ing
involve + คำกริยาเติม -ing ใช้บอกการกระทำที่เป็นส่วนจำเป็นของขั้นตอนหรือแผน ในที่นี้ involve visiting หมายความว่าวิธีนี้ต้องไล่ผ่านหรือตรวจเทียนเกือบ 2,700 เล่ม โดย visiting เป็นรูป -ing ที่ตามหลัง involve nearly 2,700 หมายถึงใกล้ถึง 2,700 แต่ยังไม่ถึง คำว่า nearly ขยายตัวเลข ไม่ได้แปลว่าอยู่ใกล้ ๆ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ check เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The plan will involve ____ every result.
ดูคำตอบ
checking
But you don't have to increase your guess linearly. ไวยากรณ์
3:46แต่คุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มการเดาของคุณเป็นเส้นตรง
don't have to increase ... linearly: ไม่จำเป็น ไม่ใช่ข้อห้าม
don't have to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น ไม่ได้หมายความว่าห้ามทำ ในที่นี้ผู้พูดบอกว่าการเพิ่มค่าที่เดาแบบเชิงเส้นเป็นเพียงทางเลือก เพราะสามารถใช้วิธีอื่นได้ linearly หมายถึงตามรูปแบบเชิงเส้น ในบริบทนี้ ค่าที่เดาจะเพิ่มขึ้นทีละจำนวนคงที่ในแต่ละขั้น แทนที่จะคูณหรือเปลี่ยนด้วยกฎแบบอื่น
แบบฝึกหัด
“You don't have to increase your guess linearly” หมายความว่าอย่างไร?
- ห้ามเพิ่มค่าที่เดา
- ต้องเพิ่มค่าที่เดาแบบเชิงเส้น
- ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าที่เดาแบบเชิงเส้น
ดูคำตอบ
ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าที่เดาแบบเชิงเส้น
For instance: การเกริ่นตัวอย่างที่เจาะจง
For instance เป็นคำเชื่อมที่บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีตัวอย่างที่เจาะจงตามมา ในประโยคนี้ คำนี้เชื่อมแนวทางทั่วไปที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากับลำดับตัวเลขแบบหนึ่งที่เป็นไปได้ ความหมายใกล้เคียงกับ for example ตัวอย่างมีหน้าที่อธิบายแนวคิดก่อนหน้า ไม่ได้หมายความว่านี่เป็นกรณีเดียวที่เป็นไปได้
แบบฝึกหัด
For instance บอกอะไรในประโยคนี้: "There are several ways to save water. For instance, you can take shorter showers."
- แสดงว่าข้อความก่อนหน้านั้นผิด
- บอกข้อสรุปสุดท้าย
- เกริ่นตัวอย่างที่เจาะจงของข้อความก่อนหน้า
ดูคำตอบ
เกริ่นตัวอย่างที่เจาะจงของข้อความก่อนหน้า
double it from 10 to 20 to 40: เพิ่มค่าเป็นสองเท่าทีละขั้น
ในที่นี้ double เป็นคำกริยาที่หมายถึง “คูณด้วยสอง” สรรพนาม it หมายถึงตัวเลขปัจจุบัน ดังนั้น double it จึงหมายถึงทำให้ตัวเลขนั้นมีค่าเป็นสองเท่า ไม่ใช่สร้างสำเนาแยกอีกชิ้นหนึ่ง ชุดตัวเลข from 10 to 20 to 40 แสดงการเปลี่ยนแปลงซ้ำกัน ขั้นแรกเพิ่ม 10 เป็นสองเท่าจนได้ 20 จากนั้นเพิ่มค่าใหม่คือ 20 เป็นสองเท่าจนได้ 40 รูปแบบ from ... to ... to ... ใช้แสดงหลายขั้นตอนตามลำดับได้
แบบฝึกหัด
เติมคำกริยาที่หมายถึง “คูณด้วยสอง” ลงในประโยค: To grow the sequence from 6 to 12 to 24, ____ the number each time.
ดูคำตอบ
double
and discover the true number on your fifth trip วลี
3:54และค้นพบตัวเลขที่แท้จริงในการเดินทางครั้งที่ห้า
discover ... on your fifth trip: ค้นพบในการเดินทางครั้งที่ห้า
discover the true number หมายถึงการหาจำนวนที่ถูกต้องจากการตรวจสอบ การลอง หรือการใช้เหตุผล ในที่นี้ discover แสดงว่าคำตอบเป็นผลที่ได้จากกระบวนการหนึ่ง on your fifth trip ใช้โครงสร้าง on + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + เลขลำดับ + trip เพื่อระบุว่าการค้นพบเกิดขึ้นในการเดินทางครั้งใด ในที่นี้ on หมายถึง “ในโอกาสนั้น” ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพที่อยู่ด้านบน
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ on your fifth trip บอกอะไรเรา?
- ตำแหน่งทางกายภาพที่อยู่เหนือการเดินทาง
- การเดินทางครั้งที่เกิดการค้นพบ
- เหตุผลที่มีการเดินทางครั้งที่ห้า
ดูคำตอบ
การเดินทางครั้งที่เกิดการค้นพบ
Doubling allows you to reach high numbers quickly ไวยากรณ์
4:00การเพิ่มเป็นสองเท่าช่วยให้คุณเข้าถึงตัวเลขจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
Doubling allows you to reach high numbers quickly: การเพิ่มเป็นสองเท่าช่วยให้ไปถึงจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
Doubling เป็นรูป -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค โดยหมายถึงวิธีคูณค่าหนึ่งด้วยสองซ้ำ ๆ ในโครงสร้าง allow + กรรม + to-infinitive คำว่า allow อาจหมายถึง “ทำให้ใครบางคนสามารถทำบางสิ่งได้” ไม่ได้หมายถึง “อนุญาต” เท่านั้น ดังนั้น allows you to reach จึงอธิบายความสามารถหรือผลที่วิธีนี้ทำให้เกิดขึ้น reach high numbers หมายถึงการไปถึงค่าตัวเลขที่มาก ไม่ใช่การเอื้อมไปแตะตัวเลขจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมคำที่หายไปในโครงสร้าง allow + กรรม + to-infinitive ให้สมบูรณ์: This map allows visitors ____ find the shortest route.
ดูคำตอบ
to
while starting with small intervals in case there are only a few candles. ไวยากรณ์
4:03ในขณะที่เริ่มต้นด้วยช่วงห่างเล็กๆ ในกรณีที่มีเทียนเพียงไม่กี่เล่ม
while starting with small intervals: เพิ่มลักษณะที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ในวลี while starting with small intervals คำว่า while หมายถึง “ในขณะเดียวกัน” หรือ “และยัง” โดยเพิ่ม starting with small intervals เป็นอีกลักษณะหนึ่งของวิธีนี้ ไม่ได้นำไปขัดแย้งกับลักษณะที่กล่าวก่อนหน้า อนุประโยค -ing ไม่มีประธานที่ระบุออกมา โดยเข้าใจว่ามีประธานเดียวกับประโยคหลักในบริบท ส่วน in ที่อยู่ท้ายช่วงไฮไลต์เป็นจุดเริ่มต้นของวลีถัดไปคือ in case
แบบฝึกหัด
while ทำหน้าที่อะไรใน while starting with small intervals?
- เพิ่มลักษณะที่เกิดควบคู่กับลักษณะหลัก
- นำเข้าสถานการณ์ที่อาจเกิดและต้องเตรียมรับมือ
- บอกว่าการเริ่มจากช่วงห่างเล็ก ๆ ขัดแย้งกับลักษณะหลัก
ดูคำตอบ
เพิ่มลักษณะที่เกิดควบคู่กับลักษณะหลัก
in case there are only a few candles: เตรียมรับมือความเป็นไปได้
ในประโยคนี้ ข้อความที่เน้นคือ case there are only a few candles ทำงานร่วมกับ in ที่อยู่ก่อนหน้าทันทีจนเป็นวลี in case วลี in case นำเข้าสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและผู้พูดเตรียมรับมือไว้ นั่นคืออาจมีเทียนเพียงไม่กี่เล่ม วลีนี้อธิบายว่าทำไมจึงเลือกช่วงห่างเล็ก ๆ ไว้ก่อน ประเด็นสำคัญคือการป้องกันไว้ก่อน ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการกระทำภายหลัง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “เพื่อป้องกันไว้ก่อน”: Pack a snack ____ you get hungry later.
ดูคำตอบ
in case
After expecting a lengthy trek: สร้างความคาดหมายไว้ก่อน
โครงสร้าง After + วลี -ing สามารถวางประสบการณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไว้ก่อนประโยคหลักได้ ในที่นี้ expecting หมายถึงการคาดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่การหวังอยากให้เกิดขึ้น บุคคลนั้นคิดว่าจะต้องเดินทางไกล ส่วนเปิดนี้สร้างความคาดหมายไว้ก่อน แล้วประโยคหลักจึงพลิกความคาดหมายนั้น A lengthy trek หมายถึงการเดินทางที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อย จึงทำให้สิ่งที่พบภายหลังดูง่ายและน่ายินดียิ่งขึ้น
แบบฝึกหัด
ใช้รูป -ing ของ expect เพื่อเติมส่วนเปิดให้สมบูรณ์: After ____ a long delay, Maya was relieved to see the train arrive on time.
ดูคำตอบ
expecting
you're pleased to discover the giant is only turning 12. วลี
4:10คุณก็ดีใจที่พบว่ายักษ์มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น
be pleased to discover: ดีใจเมื่อพบข้อเท็จจริงใหม่
Be pleased to discover หมายถึงรู้สึกดีใจ พอใจ หรือโล่งใจเมื่อได้พบข้อเท็จจริงบางอย่าง pleased แสดงปฏิกิริยาเชิงบวก ส่วน discover นำเสนอข้อเท็จจริงที่ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้ ในประโยคนี้ ความรู้สึกดีเกิดขึ้นหลังจากพบว่าสถานการณ์ไม่ได้ยากอย่างที่คาดไว้ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ be pleased to discover (that) + ข้อมูลใหม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย pleased to discover โดยใช้รูปอดีตของ be ที่ถูกต้อง: We ____ that the lost dog was safe.
ดูคำตอบ
were pleased to discover
You hurry to change into slightly more inconspicuous clothing, กริยาวลี
4:15คุณรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูไม่สะดุดตาขึ้นเล็กน้อย
change into slightly more inconspicuous clothing: เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่สะดุดตาน้อยลงเล็กน้อย
change into + คำนามเกี่ยวกับเสื้อผ้า หมายถึงถอดชุดที่ใส่อยู่แล้วเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่ระบุหลัง into ในประโยคนี้เป็นการเปลี่ยนจากชุดหนึ่งไปอีกชุดหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงกลายเป็นคนหรือสิ่งอื่น slightly more inconspicuous clothing หมายถึงเสื้อผ้าที่ดึงดูดความสนใจน้อยกว่าชุดก่อนหน้าเล็กน้อย slightly ช่วยลดระดับของการเปรียบเทียบ ส่วน inconspicuous หมายถึง “ไม่สะดุดตา” ไม่ใช่ “มองไม่เห็น”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย phrasal verb และคำคุณศัพท์ที่เน้นไว้: To attract less attention, Lee hurried to ____ slightly more ____ clothing.
ดูคำตอบ
change into · inconspicuous
make your own wish: อธิษฐานขอพรของตัวเอง
make a wish เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นคำตายตัวเพื่อกล่าวถึงการอธิษฐานขอพร โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนเป่าเทียนวันเกิด ในที่นี้ make ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ your own ช่วยเน้นว่าพรนั้นต้องมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเลือกให้ รูปแบบเดียวกันสามารถเปลี่ยนตามบุคคลได้ เช่น make my own wish หรือ make her own wish
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสี่คำที่เน้นไว้: No one can choose it for you; close your eyes and ____.
ดูคำตอบ
make your own wish
that you're not downwind when your friend blows out his candles. โน้ต
4:24ว่าขออย่าให้คุณอยู่ใต้ลมตอนที่เพื่อนของคุณเป่าเทียน
you're not downwind when: เข้าใจทิศที่ลมพัดไป
ในประโยคนี้ downwind หมายถึงอยู่ในทิศที่อากาศเคลื่อนออกจากเพื่อนของคุณ ถ้าคุณอยู่ downwind ของคนหรือสิ่งใด อากาศจะเคลื่อนจากแหล่งนั้นมาหาคุณ และอาจพาควัน กลิ่น หรือลมกระโชกแรงมาด้วย you're not downwind when... หมายถึงตอนที่การกระทำนั้นเกิดขึ้น คุณไม่ได้ยืนอยู่ในแนวที่อากาศเคลื่อนผ่าน คำว่า downwind บอกทิศทางลม ไม่ได้หมายถึงรู้สึกเศร้า และไม่ได้หมายถึงแค่อยู่ข้างหลังใคร
แบบฝึกหัด
ตัดสินว่าใช้ downwind ถูกต้องหรือไม่: If smoke from a campfire is blowing toward you, you are downwind of the campfire.
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ถูก
blows out his candles: เป่าให้เปลวไฟดับ
ในที่นี้ blow out หมายถึงเป่าลมใส่เปลวไฟจนหยุดไหม้ blows out his candles หมายถึงเพื่อนของคุณใช้ลมหายใจเป่าให้เปลวไฟของเทียนดับ out บอกผลลัพธ์ว่าเปลวไฟไม่ติดแล้ว ไม่ได้หมายถึงเป่าเทียนให้ออกไปข้างนอก
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีที่หมายถึง “เป่าให้ดับ”: Take a deep breath and ____ the candles.
ดูคำตอบ
blow out
Or maybe you wish for a highly interactive math and science platform
4:27หรือบางทีคุณอาจจะต้องการแพลตฟอร์มคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีปฏิสัมพันธ์สูง
that can help you develop your quantitative and analytical skills. วลี
4:31ซึ่งสามารถช่วยคุณพัฒนาทักษะเชิงปริมาณและการวิเคราะห์
help you develop...: ช่วยให้คุณพัฒนาทักษะเชิงปริมาณและการวิเคราะห์
โครงสร้าง help + บุคคล + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงช่วยให้บุคคลนั้นทำบางสิ่งได้ง่ายขึ้น ในที่นี้ help you develop หมายถึง “ช่วยให้คุณค่อย ๆ พัฒนา” คำว่า develop ใช้คู่กับ skills ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ Quantitative skills คือความสามารถในการใช้ตัวเลข ปริมาณ และข้อมูล ส่วน analytical skills คือความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล หาแบบแผน และสรุปผล วลีนี้ระบุความสามารถสองประเภทที่แพลตฟอร์มต้องการช่วยเสริมสร้าง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย help you และคำกริยาที่ใช้คู่กับ skills ได้อย่างเป็นธรรมชาติ: This workshop can ____ your analytical skills.
ดูคำตอบ
help you develop
Wish granted: ประกาศว่าความปรารถนาได้รับการตอบสนอง
Wish granted เป็นคำตอบสั้น ๆ แบบตายตัว หมายถึง “สิ่งที่คุณปรารถนากำลังจะได้รับการตอบสนอง” สามารถขยายเป็น Your wish is granted หรือ Your wish has been granted ได้ โดยรูปสั้นจะละประธานและกริยาช่วย มักใช้ตอบความปรารถนาหรือคำขอที่เพิ่งพูดออกมา และสร้างความรู้สึกขี้เล่นคล้ายมีเวทมนตร์เล็กน้อย ในที่นี้นำความปรารถนาก่อนหน้าที่อยากได้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ไปสู่คำมั่นอย่างมั่นใจว่าสิ่งที่ต้องการมีให้แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบแบบขี้เล่นด้วยสำนวนตายตัว: You wanted an extra ten minutes? ____.
ดูคำตอบ
Wish granted
Brilliant has an incredible and ever-growing library of courses.
4:37Brilliant มีห้องสมุดหลักสูตรที่น่าทึ่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
Visit brilliant.org/teded today and get 20% off a year of STEM learning.
4:41เข้าไปที่ brilliant.org/teded วันนี้และรับส่วนลด 20% สำหรับการเรียนรู้ STEM เป็นเวลาหนึ่งปี