ไอเดียเรียบง่ายนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
1,295 คำ 203 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: การบรรยายนี้เล่าเส้นทางการค้นพบของริชาร์ด ไฟน์แมน เอราทอสเทนีส และอาร์ม็อง ฟีโซ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำถามเรียบง่าย การสังเกตอย่างละเอียด และอุปกรณ์ธรรมดา สามารถพามนุษย์ไปถึงขอบเขตความรู้และเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจโลกได้ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. could carry you out to the edge of human knowledge — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจอุปมาที่มองการค้นคว้าเป็นการเดินทางไปยังขอบเขตของสิ่งที่มนุษย์รู้ และใช้ภาพนี้อธิบายได้ว่า คำถามที่ดูพื้นฐานอาจนำเราไปพบความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้ง 2. because there is no such thing as a fact that cannot be independently corroborated. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่า there is no such thing as ใช้ปฏิเสธการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งอย่างหนักแน่น ในบริบทนี้โครงสร้างดังกล่าวเน้นว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ต้องได้รับการยืนยันอย่างเป็นอิสระ 3. a closed black box, and in fact, it is an open field. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ตีความความต่างระหว่างกล่องดำที่ปิดและเข้าถึงยากกับพื้นที่เปิดสำหรับการสำรวจ พร้อมเรียนรู้การจับคู่อุปมาที่ตรงข้ามกันเพื่อเปลี่ยนความเชื่อเดิมให้เป็นมุมมองต่อวิทยาศาสตร์ที่เปิดกว้างกว่าเดิม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

One of the funny things about owning a brain ไวยากรณ์

0:14

หนึ่งในเรื่องตลกเกี่ยวกับการมีสมอง

is that you have no control over the things that it gathers and holds on to, โน้ต

0:16

ก็คือคุณไม่สามารถควบคุมสิ่งที่มันเก็บรวบรวมและยึดติดไว้ได้

วลี

have no control over: ไม่สามารถควบคุมบางสิ่งได้

have no control over + คำนามหรืออนุประโยค หมายถึงไม่สามารถกำกับ เลือก หรือเปลี่ยนบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์นั้นได้ คำบุพบท over ใช้นำสิ่งที่การควบคุมมุ่งไปถึง ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ ในประโยคนี้ สิ่งที่ตามหลังคือสิ่งต่าง ๆ ที่สมองรวบรวมและเก็บไว้ วลีนี้บอกว่าคนเราเลือกไม่ได้ว่าสมองจะเก็บข้อมูลใดไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้: The players cannot change the referee's decision, so they ____ it.

ดูคำตอบ

have no control over

the facts and the stories.

0:19

ทั้งข้อเท็จจริงและเรื่องราวต่างๆ

ไวยากรณ์

One of the funny things about owning a brain is that ...: โครงสร้างสำหรับเกริ่นข้อสังเกตที่น่าสนใจ

โครงสร้าง One of the funny things about X is that + อนุประโยค ใช้ยกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจขึ้นมาจากหัวข้อใหญ่ One of บอกเป็นนัยว่าอาจมีแง่มุมแบบนี้มากกว่าหนึ่งอย่าง และอนุประโยคหลัง that จะบอกข้อสังเกตที่แท้จริง ในที่นี้ funny หมายถึง “ชวนสงสัย แปลก หรือน่าสนใจ” ไม่ได้หมายถึง “ทำให้หัวเราะ” เท่านั้น ถ้อยคำที่เบาสบายทำให้การเปิดเรื่องเป็นกันเอง ขณะที่ส่วนที่เหลือของประโยคเสนอความคิดจริงจังว่าสมองดูเหมือนจะรวบรวมและเก็บข้อมูลไว้เอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างนี้อย่างถูกต้องเพื่อเกริ่นข้อสังเกต

  1. One of the funny things about memory is that tiny details can stay for years.
  2. One of the funny thing about memory are that tiny details can stay for years.
  3. One funny things about memory is tiny details can stay for years.
ดูคำตอบ

One of the funny things about memory is that tiny details can stay for years.

กริยาวลี

holds on to: เก็บไว้แทนที่จะปล่อยไป

ใน holds on to นั้น hold on to หมายถึง “เก็บไว้และไม่ปล่อยไป” ในที่นี้กรรมของวลีคือ the facts and the stories การเก็บจึงเกิดขึ้นในความคิด กล่าวคือรายละเอียดเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ สำนวนนี้ใช้ได้ทั้งกับสิ่งของที่จับต้องได้และสิ่งที่เป็นนามธรรม โดยกล่าวถึงความทรงจำ ความคิด หรือความเชื่อเหมือนเป็นสิ่งที่คนเราเก็บไว้แทนที่จะปล่อยหรือสูญเสียไป

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่างนี้ holds on to หมายถึงอะไร

  1. ตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่
  2. ส่งต่อให้คนอื่น
  3. เก็บไว้ในความทรงจำแทนที่จะปล่อยไป
ดูคำตอบ

เก็บไว้ในความทรงจำแทนที่จะปล่อยไป

And as you get older, ไวยากรณ์

0:21

และเมื่อคุณอายุมากขึ้น

it only gets worse.

0:22

มันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

ไวยากรณ์

as you get older: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างตามเวลา

ใน as you get older คำว่า as หมายถึง “ขณะที่เวลาผ่านไปและการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น” อนุประโยคนี้บอกถึงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วเชื่อมเข้ากับแนวโน้มต่อมา คือสถานการณ์แย่ลง ใช้ as + อนุประโยคเพื่อแสดงพัฒนาการสองอย่างที่ดำเนินไปพร้อมกันตามเวลา ในที่นี้ as เป็นคำสันธานที่หมายถึง “เมื่อ...ขึ้นเรื่อย ๆ” หรือ “ขณะที่” ไม่ใช่คำบุพบทที่หมายถึง “ในฐานะ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปสองอย่างที่พัฒนาไปพร้อมกันได้ดีที่สุด

  1. Because the days are shorter, the nights get colder.
  2. As the days get shorter, the nights get colder.
  3. When the days are short, the nights are cold.
ดูคำตอบ

As the days get shorter, the nights get colder.

Things stick around for years sometimes กริยาวลี

0:23

บางครั้งเรื่องต่างๆ ติดอยู่ในหัวนานนับปี

before you understand why you're interested in them,

0:25

ก่อนที่คุณจะเข้าใจว่าทำไมคุณถึงสนใจมัน

กริยาวลี

stick around: อยู่ต่อหรือยังคงมีอยู่

ในที่นี้ stick around หมายถึง “อยู่ต่อหรือยังคงมีอยู่” คำว่า things ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เหนียวจริง ๆ แต่หมายถึงสิ่งที่ยังอยู่ในความคิดหรือความทรงจำของคนคนหนึ่งเป็นเวลาหลายปี กริยาวลีนี้ยังใช้กับคนที่ไม่จากไปได้ด้วย ถ้าใคร sticks around คนนั้นก็ยังอยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่นานขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ“That memory stuck around for years,”คำว่า stick around หมายถึงอะไร?

  1. เคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็ว
  2. อยู่ต่อหรือยังคงมีอยู่
  3. ติดอยู่ใกล้ ๆ ในทางกายภาพ
ดูคำตอบ

อยู่ต่อหรือยังคงมีอยู่

before you understand their import to you. การใช้คำ

0:27

ก่อนที่คุณจะเข้าใจว่ามันมีความหมายต่อคุณอย่างไร

การใช้คำ

their import to you: ความสำคัญส่วนตัวที่สิ่งเหล่านั้นมีต่อคุณ

ในที่นี้ import เป็นคำนามที่หมายถึง “ความสำคัญ” หรือ “นัยสำคัญ” วลี their import to you หมายถึงความสำคัญหรือความหมายส่วนตัวที่สิ่งเหล่านั้นมีต่อคุณ และไม่เกี่ยวกับการนำสินค้าเข้าประเทศ วลี to you ทำให้การประเมินนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล สิ่งหนึ่งอาจมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนคนหนึ่ง แม้ว่าคนอื่นจะไม่ได้มองเช่นนั้นก็ตาม

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ“Only later did she understand the import of the letter,”คำว่า import หมายถึงอะไร?

  1. ความสำคัญของจดหมาย
  2. การนำจดหมายเข้าไปในประเทศหนึ่ง
  3. ราคาของจดหมาย
ดูคำตอบ

ความสำคัญของจดหมาย

Here's three of mine.

0:30

นี่คือเรื่องราวสามเรื่องของผม

When Richard Feynman was a young boy in Queens,

0:31

ตอนที่ริชาร์ด ไฟน์แมนยังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ในควีนส์

he went for a walk with his dad and his wagon and a ball.

0:34

เขาออกไปเดินเล่นกับพ่อพร้อมรถลากและลูกบอล

And he noticed that when he pulled the wagon,

0:38

และเขาสังเกตเห็นว่าเวลาที่เขาลากรถ

the ball went to the back of the wagon.

0:40

ลูกบอลจะกลิ้งไปอยู่หลังรถลาก

And he asked his dad,

0:41

เขาจึงถามพ่อของเขาว่า

"Why does the ball go to the back of the wagon?"

0:42

"ทำไมลูกบอลถึงกลิ้งไปอยู่ข้างหลังรถลากล่ะครับ?"

And his dad said,

0:44

พ่อของเขาบอกว่า

"That's inertia."

0:45

"นั่นคือความเฉื่อย"

He said,

0:46

เขาถามต่อว่า

"What's inertia?"

0:47

"ความเฉื่อยคืออะไรครับ?"

And his dad said,

0:48

พ่อเขาเลยตอบว่า

"Ah,

0:48

"อืม

inertia is the name that scientists give to the phenomenon of the ball going to the back of the wagon." ไวยากรณ์

0:50

ความเฉื่อยคือชื่อที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ลูกบอลกลิ้งไปหลังรถลากไงล่ะ"

ไวยากรณ์

the name that scientists give to: ชื่อเรียก ไม่ใช่สาเหตุ

ในโครงสร้าง X is the name that scientists give to Y นั้น X คือชื่อเรียก และ Y คือสิ่งหรือปรากฏการณ์ที่ได้รับชื่อนั้น that scientists give to ... เป็นอนุประโยคขยาย name ส่วน give a name to something หมายถึง “ตั้งชื่อให้บางสิ่ง” ไม่ใช่ยื่นสิ่งของให้มัน ถ้อยคำนี้แยกการตั้งชื่อออกจากการอธิบาย การเรียกการเคลื่อนที่นี้ว่า inertia เป็นเพียงการบอกศัพท์ที่ยอมรับกัน แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวมันเองว่าทำไมลูกบอลจึงเคลื่อนแบบนั้น โครงสร้างนี้ช่วยให้รู้ว่าผู้พูดกำลังบอกคำเรียก ไม่ใช่สาเหตุ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the name that scientists give to บอกอะไรเราเกี่ยวกับ inertia?

  1. เป็นสาเหตุที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น
  2. เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์นี้
  3. เป็นสิ่งของที่นักวิทยาศาสตร์ยื่นให้ปรากฏการณ์นี้
ดูคำตอบ

เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์นี้

But in truth,

0:57

แต่ในความเป็นจริงแล้ว

nobody really knows.

0:58

ไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก

Feynman went on to earn degrees at MIT, วลี

1:00

ไฟน์แมนได้เรียนต่อจนจบปริญญาที่ MIT

Princeton.

1:02

และพรินซ์ตัน

วลี

went on to earn: ก้าวไปสู่ความสำเร็จในภายหลัง

Go on to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่า หลังจากขั้นตอนหรือการกระทำหนึ่งแล้ว คนคนหนึ่งได้ทำอีกการกระทำที่ต่างออกไปในภายหลัง Went on to earn ทำให้เรื่องราวเคลื่อนจากชีวิตช่วงแรกของไฟน์แมนไปสู่ความสำเร็จในภายหลังที่เขาได้รับปริญญา สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ทางร่างกาย ในชีวประวัติและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างนี้มักใช้เกริ่นถึงพัฒนาการหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่ตัวโครงสร้างเองไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ถัดมา

แบบฝึกหัด

ใช้ went on to กับ win: After publishing her first novel, she ____ a national prize.

ดูคำตอบ

went on to win

He solved the Challenger disaster.

1:03

เขาไขปริศนาโศกนาฏกรรมยานชาเลนเจอร์ได้

He ended up winning the Nobel Prize in physics for his Feynman diagrams describing the movement of subatomic particles. วลี

1:05

เขาลงเอยด้วยการคว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากแผนภาพไฟน์แมนที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของอนุภาคย่อยของอะตอม

วลี

ended up winning: ใช้ end up + -ing เพื่อบอกผลลัพธ์สุดท้าย

ended up winning หมายถึง การชนะกลายเป็นผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ดำเนินไป สำนวนนี้มองย้อนกลับไปที่เส้นทางหนึ่งแล้วชี้ว่าเส้นทางนั้นจบลงอย่างไร โดยผลลัพธ์มักไม่ได้วางแผนไว้หรือไม่ได้เห็นชัดตั้งแต่แรก โครงสร้างคือ end up + รูป -ing ของคำกริยา เช่น end up winning และ end up staying ในที่นี้ ended บอกเวลาในอดีต ส่วน winning บอกการกระทำหรือผลลัพธ์สุดท้าย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ end up ในรูปอดีตและรูป -ing ของ win: Against all expectations, she ____ the championship.

ดูคำตอบ

ended up winning

And he credits that conversation with his father as giving him a sense that the simplest questions could carry you out to the edge of human knowledge โน้ต

1:12

และเขายกความดีความชอบให้บทสนทนากับพ่อในครั้งนั้นที่ทำให้เขารู้สึกว่า คำถามที่เรียบง่ายที่สุดสามารถพาเราไปถึงสุดขอบความรู้ของมนุษยชาติได้

and that that's where he wanted to play. การใช้คำ

1:21

และนั่นคือสนามเด็กเล่นที่เขาอยากจะเข้าไปเล่น

ไวยากรณ์

he credits that conversation with his father as giving: เชื่อมโยงอิทธิพลกับแหล่งที่มา

ใน he credits that conversation with his father as giving ... คำว่า credit หมายถึง “มองว่าเป็นต้นเหตุของผลบางอย่าง” แหล่งที่มาทั้งหมดคือวลีนาม that conversation with his father ส่วน as giving him a sense ระบุอิทธิพลที่เขาเชื่อว่าบทสนทนานั้นมีต่อเขา โครงสร้างที่ใช้ได้คือ ประธาน + credit + แหล่งที่มา + as + อนุประโยค -ing โครงสร้างนี้บอกการเชื่อมโยงเหตุหรืออิทธิพลตามมุมมองของบุคคล ไม่ได้เพียงบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยนำเสนอว่าแหล่งนั้นมีส่วนทำให้เกิดความรู้สึกหรือผลลัพธ์ในภายหลัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ credit ... as + -ing ได้ถูกต้องเพื่อบอกว่า Lena มองว่าความมั่นใจของเธอมาจากโค้ชคนแรก

  1. Lena credits as her first coach give her the confidence to perform.
  2. Lena credits her first coach as giving her the confidence to perform.
  3. Lena credits her first coach to giving her the confidence to perform.
ดูคำตอบ

Lena credits her first coach as giving her the confidence to perform.

สำนวน

could carry you out to the edge of human knowledge ในฐานะอุปมาเรื่องการเดินทาง

วลีนี้เปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นภาพของการเดินทาง โดยเปรียบคำถามเป็นสิ่งที่พาคนไปถึงขอบเขตของความรู้มนุษย์ ซึ่งเป็นแนวแบ่งระหว่างสิ่งที่มนุษย์เข้าใจแล้วกับสิ่งที่ยังไม่รู้ คำว่า you ในที่นี้หมายถึงผู้ใฝ่รู้คนใดก็ได้โดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่จริง ประเด็นคือแม้แต่คำถามที่เรียบง่ายมากก็อาจนำไปสู่เรื่องขั้นสูงที่ยังไม่มีคำตอบได้

แบบฝึกหัด

could carry you out to the edge of human knowledge ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. คำถามง่าย ๆ อาจนำคนคนหนึ่งไปสู่แนวหน้าของสิ่งที่มนุษย์รู้
  2. ความรู้ของมนุษย์ทำให้ไม่สามารถตั้งคำถามง่าย ๆ ได้
  3. คำถามอาจเคลื่อนย้ายคนไปยังชายแดนของประเทศจริง ๆ
ดูคำตอบ

คำถามง่าย ๆ อาจนำคนคนหนึ่งไปสู่แนวหน้าของสิ่งที่มนุษย์รู้

การใช้คำ

that's where he wanted to play: play ในความหมายของการสำรวจอย่างสร้างสรรค์

where ในที่นี้ย้อนกลับไปหมายถึง the edge of human knowledge ส่วน play ใช้ในเชิงอุปมา หมายถึงเขาอยากสำรวจแนวหน้าของความรู้นั้นอย่างอิสระ ทดลองแนวคิด และใช้ความคิดสร้างสรรค์ คำนี้ทำให้งานวิจัยที่จริงจังดูเต็มไปด้วยพลังและความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้หมายความว่างานนั้นเป็นเรื่องเด็ก ๆ หรือเป็นเพียงความบันเทิง

แบบฝึกหัด

ใน The design lab was where she wanted to play with new ideas คำว่า play สื่อความหมายอะไร

  1. เธอต้องการทดลองอย่างอิสระและสร้างสรรค์
  2. เธอต้องการแข่งขันในกีฬาที่เป็นทางการ
  3. เธอต้องการหยุดทำงานแล้วไปเล่นเกมสำหรับเด็ก
ดูคำตอบ

เธอต้องการทดลองอย่างอิสระและสร้างสรรค์

And play he did. ไวยากรณ์

1:23

และเขาก็ได้เล่นสมใจ

ไวยากรณ์

And play he did: การกล่าวรับแบบเน้นย้ำด้วยวลีกริยาที่อยู่ข้างหน้า

ใน 「And play he did」 คำว่า play กล่าวซ้ำถึงการกระทำที่เพิ่งพูดถึงและถูกย้ายมาไว้ข้างหน้า ลำดับคำเน้นย้ำที่เป็นปกติกว่าคือ 「And he did play」 ทั้งสองแบบหมายความว่าเขาได้ทำการกระทำนั้นจริง ๆ โครงสร้าง 「วลีกริยา + ประธาน + did」 ทำให้การกระทำที่กล่าวซ้ำเป็นจุดเด่นและปิดความคิดอย่างหนักแน่นขึ้น ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม

แบบฝึกหัด

เติมการกล่าวรับเชิงวาทศิลป์ให้สมบูรณ์โดยกล่าวซ้ำวลีกริยาภาษาอังกฤษ 「finish the race」 ตามเดิม: Nora promised to finish the race. And ____ she did.

ดูคำตอบ

finish the race

Now,

1:25

ทีนี้

Eratosthenes was the third librarian at the Great Library of Alexandria. วัฒนธรรม

1:25

เอราทอสเทนีสเป็นบรรณารักษ์คนที่สามของหอสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย

วัฒนธรรม

at the Great Library of Alexandria: ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

หอสมุดใหญ่แห่งอะเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญในเมืองอะเล็กซานเดรียโบราณ การเอ่ยชื่อสถานที่นี้ทำให้เข้าใจว่าเอราทอสเทนีสอยู่ในสถาบันวิชาการสำคัญแห่งโลกโบราณ ในบริบททางประวัติศาสตร์นี้ librarian หมายถึงตำแหน่งนักวิชาการระดับสูงที่รับผิดชอบคลังหนังสือขนาดใหญ่ ไม่ใช่เพียงงานที่เคาน์เตอร์ยืมคืนของห้องสมุดสมัยใหม่ ภูมิหลังนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมตำแหน่งดังกล่าวจึงสื่อถึงสถานะทางวิชาการ

แบบฝึกหัด

การกล่าวถึง the Great Library of Alexandria ในประโยคนี้ช่วยให้เข้าใจเรื่องใดเป็นหลัก?

  1. เหตุใดตำแหน่งบรรณารักษ์ของเอราทอสเทนีสจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกวิชาการโบราณ
  2. เอราทอสเทนีสทำงานเฉพาะที่เคาน์เตอร์ยืมหนังสือ
  3. Alexandria เป็นชื่อของห้องสมุดประชาชนสมัยใหม่
ดูคำตอบ

เหตุใดตำแหน่งบรรณารักษ์ของเอราทอสเทนีสจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกวิชาการโบราณ

And he made many contributions to science.

1:29

และเขาสร้างผลงานมากมายให้กับวิทยาศาสตร์

But the one he is most remembered for began in a letter that he received as the librarian ไวยากรณ์

1:32

แต่ผลงานที่เขาเป็นที่จดจำมากที่สุดเริ่มต้นจากจดหมายที่เขาได้รับในฐานะบรรณารักษ์

ไวยากรณ์

the one he is most remembered for: สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากที่สุด

the one ใช้แทนสิ่งที่นับได้หนึ่งสิ่งจากกลุ่มที่กล่าวถึงไปแล้ว ในที่นี้คือผลงานหนึ่งอย่างจากหลายผลงาน ส่วน he is most remembered for เป็นอนุประโยคขยาย one หมายถึง “ผลงานที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้มากที่สุด” คำว่า for เป็นส่วนหนึ่งของ be remembered for จึงอยู่ท้ายอนุประโยค But ที่ต้นประโยคย้ายจุดสนใจจากรายการผลงานทั้งหมดไปยังผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ใช้บ่อยในชีวประวัติหรือการเล่าถึงผลงานของบุคคลหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ the one + person + is most remembered for: Of all her inventions, ____ was a safer kind of stove.

ดูคำตอบ

the one she is most remembered for

from the town of Swenet,

1:37

จากเมืองสเวเนต

which was south of Alexandria.

1:39

ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอเล็กซานเดรีย

The letter included this fact that stuck in Eratosthenes' mind. สำนวน

1:41

จดหมายฉบับนั้นมีข้อเท็จจริงนี้ที่ติดอยู่ในใจของเอราทอสเทนีส

สำนวน

stuck in Eratosthenes' mind: ติดอยู่ในความคิดของเอราทอสเทนีสไม่ลืมเลือน

stuck in Eratosthenes' mind เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงข้อเท็จจริงนั้นยังอยู่ในความทรงจำของเขาและลืมได้ยาก ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งใดติดอยู่ในศีรษะจริง ๆ stuck เป็นรูปอดีตของ stick รูปแบบ something sticks in someone's mind ใช้กับข้อเท็จจริง ภาพ เสียง หรือคำพูดที่ยังคงน่าจดจำเป็นพิเศษ รูปอดีต stuck แสดงว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงความคิดหนึ่งยังคงน่าจดจำเป็นเวลานาน

  1. The idea came to Maya's mind during lunch.
  2. The idea stuck in Maya's mind for weeks.
  3. The idea slipped Maya's mind before the meeting.
ดูคำตอบ

The idea stuck in Maya's mind for weeks.

And the fact was

1:43

และข้อเท็จจริงนั้นก็คือ

that the writer said,

1:44

ผู้เขียนจดหมายบอกว่า

"At noon, วัฒนธรรม

1:45

"ตอนเที่ยงวัน

on the solstice,

1:46

ในวันครีษมายัน (วันที่กลางวันยาวที่สุดในฤดูร้อน)

when he looked down this deep well,

1:47

เมื่อเขาก้มมองลงไปในบ่อน้ำลึกแห่งนี้

he could see his reflection at the bottom,

1:49

เขาสามารถเห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่ก้นบ่อ

and he could also see that his head was blocking the sun."

1:51

และเขายังเห็นด้วยว่าศีรษะของเขาบังแสงอาทิตย์อยู่"

วัฒนธรรม

At noon, on the solstice: เวลาที่เจาะจงของการสังเกต

วลีนี้กำหนดเงื่อนไขด้านเวลาของการสังเกตไว้อย่างเจาะจงสองอย่าง: at noon บอกช่วงเวลาในวันว่าเป็นตอนเที่ยง และ on the solstice บอกวันพิเศษในรอบปี วันอายันคือหนึ่งในสองวันที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่เหนือสุดหรือใต้สุดในเส้นทางประจำปีบนท้องฟ้า ในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นี้ ตำแหน่งดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงของวันอายันอยู่เกือบตรงเหนือบ่อน้ำ สิ่งที่เห็นที่ก้นบ่อจึงกลายเป็นเบาะแสที่ใช้คิดต่อเรื่องขนาดของโลก ไม่ใช่การสังเกตธรรมดา

แบบฝึกหัด

“At noon, on the solstice” ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้

  1. อธิบายว่าบ่อน้ำลึกเพียงใด
  2. ระบุบ้านของผู้สังเกต
  3. บอกเงื่อนไขด้านเวลาที่เจาะจงของการสังเกต
ดูคำตอบ

บอกเงื่อนไขด้านเวลาที่เจาะจงของการสังเกต

Now,

1:54

เอาล่ะ

I should tell you,

1:54

ผมควรจะบอกพวกคุณว่า

the idea that Christopher Columbus discovered that the world is spherical is total bull. การใช้คำ

1:55

ความคิดที่ว่าคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสเป็นคนค้นพบว่าโลกกลมนั้น เป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ

การใช้คำ

total bull: การปฏิเสธอย่างแรงและไม่เป็นทางการ

ใน total bull คำว่า bull หมายถึง “เรื่องไร้สาระ” หรือ “คำกล่าวที่ไม่จริงเลย” ไม่ได้หมายถึงสัตว์ที่เป็นวัวตัวผู้ ส่วน total ทำให้การปฏิเสธรุนแรงขึ้น ผู้พูดไม่ได้เพียงแก้ไขข้อเท็จจริง แต่ใช้วลีนี้ปัดทิ้งคำกล่าวเกี่ยวกับโคลัมบัสด้วยน้ำเสียงตรง แฝงการเยาะเย้ย และไม่เป็นทางการอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: การเขียน “The previous theory is total bull.” ในรายงานวิจัยที่เป็นทางการเหมาะสมหรือไม่

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

It's not true at all.

1:58

มันไม่จริงเลยสักนิด

In fact,

1:59

อันที่จริง

everyone who was educated understood that the world was spherical

2:00

ทุกคนที่มีการศึกษารู้ดีอยู่แล้วว่าโลกมีทรงกลม

since Aristotle's time.

2:03

มาตั้งแต่สมัยของอริสโตเติล

And Aristotle had proven it with a simple observation.

2:04

และอริสโตเติลก็ได้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการสังเกตง่ายๆ

He noticed that every time you saw the Earth's shadow on the moon,

2:06

เขาสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่คุณเห็นเงาของโลกบนดวงจันทร์

it was circular.

2:10

เงามันจะเป็นวงกลม

And the only shape that constantly creates a circular shadow ไวยากรณ์

2:11

และรูปทรงเดียวที่สร้างเงาเป็นวงกลมได้เสมอ

is a sphere.

2:15

ก็คือทรงกลม

ไวยากรณ์

the only shape that ... is ...: การระบุคำตอบที่เป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว

รูปแบบ the only + คำนาม + that ... + is ... ใช้ระบุว่าสิ่งหนึ่งในกลุ่มเป็นสิ่งเดียวที่ตรงตามเงื่อนไข ในประโยคนี้ only ขยาย shape ส่วน that constantly creates a circular shadow บอกเงื่อนไขที่ใช้พิจารณารูปทรงนั้น คำว่า a sphere หลัง is คือคำตอบเพียงหนึ่งเดียว โครงสร้างนี้เปลี่ยนข้อสังเกตหรือกฎให้เป็นข้อสรุปที่ตัดความเป็นไปได้อื่นออก กล่าวคือ ไม่มีรูปทรงอื่นตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำในแต่ละช่องเพื่อให้เป็นรูปแบบที่ระบุสิ่งเดียวเท่านั้น: The ____ key that opens this cabinet ____ the small brass one.

ดูคำตอบ

only · is

QED, การใช้คำ

2:15

จบการพิสูจน์

the Earth is round.

2:16

โลกกลม

การใช้คำ

QED: การบอกว่าการพิสูจน์เสร็จสมบูรณ์แล้ว

QED เป็นอักษรย่อตามธรรมเนียมของวลีภาษาละติน quod erat demonstrandum ซึ่งหมายถึง “สิ่งที่ต้องการพิสูจน์” โดยวางไว้ท้ายการพิสูจน์ หรือใช้เมื่อผู้พูดถือว่าการให้เหตุผลก่อนหน้านั้นสมบูรณ์แล้ว ในที่นี้ QED ส่งสัญญาณว่า “การให้เหตุผลจบแล้ว และข้อสรุปนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว” ในคำอธิบายแบบพูด คำนี้ยังทำให้การจบเรื่องฟังดูกระชับ มั่นใจ และขี้เล่นเล็กน้อยได้ด้วย

แบบฝึกหัด

QED ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. แสดงการทักทายแบบไม่เป็นทางการ
  2. นำเสนอคำถามที่ยังต้องตรวจสอบต่อไป
  3. บอกว่าการให้เหตุผลก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์ข้อสรุปแล้ว
ดูคำตอบ

บอกว่าการให้เหตุผลก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์ข้อสรุปแล้ว

But nobody knew how big it was until Eratosthenes got this letter ไวยากรณ์

2:17

แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันใหญ่แค่ไหน จนกระทั่งเอราทอสเทนีสได้รับจดหมายฉบับนี้

ไวยากรณ์

nobody knew how big it was until: บอกจุดสิ้นสุดของภาวะที่ยังไม่มีใครรู้

ในที่นี้ it หมายถึงโลก Nobody knew how big it was บรรยายภาวะที่ยังไม่มีความรู้และดำเนินต่อเนื่องอยู่ ส่วน until นำเข้าสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ช่วงเวลานั้นสิ้นสุดลง คือการที่เอราทอสเทนีสได้รับจดหมาย ในการเล่าเรื่องการค้นพบ รูปแบบนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนและหลัง: nobody knew X until Y happened โดย Y คือจุดเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เบื้องหลังที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่แสดงว่าภาวะที่ยังไม่รู้ดำเนินต่อไปจนถึงเหตุการณ์ที่ทำให้มันสิ้นสุดลง: Nobody knew why the classroom lights flickered ____ an electrician checked the wiring.

ดูคำตอบ

until

with this fact.

2:21

พร้อมข้อเท็จจริงนี้

So,

2:23

ดังนั้น

he understood that the sun was directly above the city of Swenet

2:23

เขาจึงเข้าใจว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดีที่เมืองสเวเนต

because looking down a well, ไวยากรณ์

2:26

เพราะเมื่อมองลงไปในบ่อน้ำ

it was a straight line all the way down the well,

2:28

มันเป็นเส้นตรงทะลุลงไปตลอดความลึกของบ่อ

right past the guy's head,

2:30

เฉียดผ่านศีรษะของชายคนนั้นไป

up to the sun.

2:32

ขึ้นไปจนถึงดวงอาทิตย์

ไวยากรณ์

because looking down a well: เหตุผลที่ย่อไว้ในภาษาพูดแบบฉับพลัน

ในที่นี้ because นำเข้าสู่หลักฐานที่สนับสนุนข้อสรุปเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ผู้พูดย่อความคิดที่เต็มกว่าว่า because, when someone looked down a well, ... เป็น because looking down a well, ... การมองลงไปในบ่อคือวิธีที่ใช้สังเกตหลักฐาน ผู้ที่ทำกริยา looking ตามความหมายคือคนที่สังเกต ไม่ใช่ตัวบ่อ แต่อนุประโยคถัดไปเริ่มด้วย it แทนที่จะกล่าวถึงคนนั้น จึงเป็นภาษาพูดแบบฉับพลันที่มีโครงสร้างหลวม ความหมายที่ต้องการสื่อชัดเจนกว่าโครงสร้างประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้มอง และยังคงเหตุผลที่ต้องการสื่อไว้?

  1. He understood that the sun was directly overhead because, when he looked down the well, he could see a straight line of sunlight.
  2. He understood that the sun was directly overhead because looking down the well was above the sun.
  3. He understood that the sun was directly overhead because the well looked down and saw the sunlight.
ดูคำตอบ

He understood that the sun was directly overhead because, when he looked down the well, he could see a straight line of sunlight.

Eratosthenes knew another fact.

2:33

เอราทอสเทนีสยังรู้ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่ง

He knew that a stick stuck in the ground in Alexandria

2:34

เขารู้ว่าถ้าเอาไม้ปักลงบนพื้นดินในอเล็กซานเดรีย

at the same time and the same day at noon,

2:37

ในเวลาเดียวกันและวันเดียวกันตอนเที่ยงวัน

the sun's zenith, การใช้คำ

2:40

ซึ่งดวงอาทิตย์อยู่จุดสูงสุดบนท้องฟ้า

on the solstice,

2:41

ในวันครีษมายัน

the sun cast a shadow that showed it was 7.2 degrees off axis. โน้ต

2:43

ดวงอาทิตย์จะทอดเงาที่แสดงให้เห็นว่ามันเอียงทำมุม 7.2 องศาจากแกน

การใช้คำ

the sun's zenith: จุดเหนือศีรษะ

Zenith คือจุดบนท้องฟ้าที่อยู่ตรงเหนือผู้สังเกตพอดี ในประโยคนี้ the sun's zenith หมายถึงดวงอาทิตย์ขึ้นถึงตำแหน่งเหนือศีรษะนั้นขณะทำการสังเกต ตำแหน่งนี้ทำให้ใช้ทิศทางของเงาเพื่อหาองศาได้ Zenith เป็นชื่อของตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงแสงอาทิตย์ และมีความหมายเฉพาะกว่าการบอกเพียงว่าดวงอาทิตย์อยู่สูงบนท้องฟ้า

แบบฝึกหัด

ในบทเรียนดาราศาสตร์ zenith หมายถึงอะไร?

  1. ทิศทางที่เงาทอดไป
  2. แสงที่มาจากดวงอาทิตย์
  3. จุดบนท้องฟ้าที่อยู่ตรงเหนือผู้สังเกต
ดูคำตอบ

จุดบนท้องฟ้าที่อยู่ตรงเหนือผู้สังเกต

วลี

the sun cast a shadow: กลุ่มคำ cast a shadow

Cast a shadow เป็นกลุ่มคำที่ใช้ร่วมกันโดยทั่วไป หมายถึง “ทอดเงาหรือทำให้เกิดเงา” ใน the sun cast a shadow คำว่า cast เป็นคำกริยา และ a shadow คือสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นเงานี้ก็เป็นสิ่งที่มองเห็นและวัดได้ Cast ยังคงมีรูปเป็น cast ในอดีตกาล จึงไม่ต้องใช้ casted ในประโยคนี้ สำหรับกลุ่มคำนี้ cast ไม่ได้หมายถึง “โยน” หรือ “คัดเลือกนักแสดง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำที่เรียนในบทนี้ให้ตรงทุกคำ: Yesterday, the tall fence ____ across the playground.

ดูคำตอบ

cast a shadow

การใช้คำ

7.2 degrees off axis: เบนออกจากแกน 7.2 องศา

7.2 degrees off axis หมายความว่าทิศทางหนึ่งเบนออกจากแกนอ้างอิง 7.2 องศา ตัวเลขระบุขนาดของความต่างเชิงมุมอย่างแม่นยำ ในที่นี้ off หมายถึง “เบนออกจากแนวที่ถูกต้องหรือแนวที่คาดไว้” ไม่ได้หมายถึง “ปิด” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ตัวเลข + degrees off axis

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเชิงเทคนิคสองคำที่หมายถึง “เบนออกจากแกนอ้างอิง”: The telescope was aimed two degrees ____.

ดูคำตอบ

off axis

Now,

2:49

ทีนี้

if you know the circumference of a circle and you have two points on it, ไวยากรณ์

2:49

ถ้าคุณรู้เส้นรอบวงของวงกลม และคุณมีจุดสองจุดอยู่บนนั้น

all you need to know is the distance between those two points

2:53

สิ่งที่คุณต้องรู้ก็แค่ระยะทางระหว่างจุดสองจุดนั้น

and you can extrapolate the circumference. การใช้คำ

2:56

แล้วคุณก็สามารถคำนวณหาเส้นรอบวงทั้งหมดได้

ไวยากรณ์

If you know ..., all you need to know is ...: เงื่อนไขที่รู้แล้วกับข้อมูลที่เหลือหนึ่งอย่าง

อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ระบุข้อมูลที่มีอยู่แล้ว จากนั้น all you need to know is จะนำเสนอข้อมูลอีกเพียงหนึ่งอย่างที่ต้องใช้เพื่อดำเนินวิธีการต่อหรือหาผลลัพธ์ all ในที่นี้จำกัดว่ายังต้องรู้อะไรอีก ไม่ได้หมายความว่า “นี่คือสิ่งเดียวที่ควรรู้ตลอดไป” โครงสร้างนี้ทำให้คำอธิบายที่ซับซ้อนกลายเป็นแนวคิดง่าย ๆ ว่า เมื่อมีเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ข้อมูลเพิ่มอีกหนึ่งอย่างก็เพียงพอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีหกคำที่ขึ้นต้นด้วย all และใช้แนะนำข้อมูลที่เหลืออีกเพียงหนึ่งอย่าง: If you know the room's length and width, ____ its height.

ดูคำตอบ

all you need to know is

การใช้คำ

extrapolate the circumference: อนุมานเส้นรอบวงจากข้อมูลที่รู้แล้ว

ในที่นี้ extrapolate หมายถึงการใช้ค่าที่วัดได้และความสัมพันธ์ระหว่างค่าเหล่านั้นเพื่ออนุมานเส้นรอบวงทั้งหมดของวงกลมซึ่งไม่ได้วัดโดยตรง แนวคิดสำคัญคือการขยายข้อสรุปจากข้อมูลที่รู้แล้วไปสู่ผลลัพธ์ที่ยังไม่รู้หรือไม่ได้สังเกต รูปแบบที่พบบ่อยคือ extrapolate X from Y ซึ่งหมายถึงอนุมาน X จาก Y

แบบฝึกหัด

extrapolate ในประโยคนี้เน้นความหมายใด?

  1. คำนวณอะไรก็ได้โดยไม่อนุมานเกินข้อมูลที่รู้แล้ว
  2. วัดเส้นรอบวงทั้งหมดโดยตรง
  3. ใช้ข้อมูลที่รู้แล้วเพื่ออนุมานผลลัพธ์ที่ไม่ได้วัด
ดูคำตอบ

ใช้ข้อมูลที่รู้แล้วเพื่ออนุมานผลลัพธ์ที่ไม่ได้วัด

360 degrees divided by 7.2 equals 50.

2:58

360 องศาหารด้วย 7.2 เท่ากับ 50

I know it's a little bit of a round number and it makes me suspicious of this story too, โน้ต

3:02

ผมรู้ว่ามันเป็นตัวเลขที่กลมลงตัวไปหน่อยและทำให้ผมแอบสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน

but it's a good story,

3:05

แต่มันเป็นเรื่องเล่าที่ดี

so we'll continue with it. ลำดับความ

3:06

ดังนั้นเราจะเล่าต่อไป

การใช้คำ

a round number: ตัวเลขกลมหรือค่าประมาณ

A round number คือตัวเลขที่เรียบและใช้งานง่าย มักลงท้ายด้วยศูนย์หนึ่งตัวหรือมากกว่า เช่น 50 หรือ 1,000 ตัวเลขนั้นอาจเป็นค่าที่แม่นยำ หรืออาจเป็นค่าที่ปัดเพื่อความสะดวกก็ได้ ในประโยคนี้ ตัวเลขดูลงตัวผิดปกติ จึงทำให้ผู้พูดสงสัยเล็กน้อยว่าเรื่องราวอาจถูกทำให้ง่ายขึ้น วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเท็จด้วยตัวเอง ความสงสัยเกิดจากบริบท

แบบฝึกหัด

เหตุใด a round number จึงทำให้ผู้พูดสงสัยในที่นี้?

  1. เพราะตัวเลขดูลงตัวผิดปกติและอาจถูกทำให้ง่ายขึ้น
  2. เพราะตัวเลขกลมทุกจำนวนผิดทางคณิตศาสตร์
  3. เพราะตัวเลขนั้นบรรยายรูปทรงวงกลม
ดูคำตอบ

เพราะตัวเลขดูลงตัวผิดปกติและอาจถูกทำให้ง่ายขึ้น

วลี

make someone suspicious of something: ทำให้ใครบางคนสงสัยบางสิ่ง

โครงสร้างคือ make + บุคคล + คำคุณศัพท์: it makes me suspicious ส่วน suspicious of this story ระบุสิ่งที่ถูกสงสัย ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึงบางสิ่งทำให้ผู้พูดเริ่มตั้งคำถามว่าเรื่องนี้น่าเชื่อถือหรือไม่ ในที่นี้ it หมายถึงตัวเลขที่กลมผิดปกติ ตัวเลขนั้นทำให้ท่าทีของผู้พูดเปลี่ยนไป ไม่ได้ทำให้ตัวเรื่องเองกลายเป็น suspicious

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสี่คำที่ตรงกับความหมายว่า “ทำให้ฉันสงสัย”: The missing signature ____ the document.

ดูคำตอบ

made me suspicious of

ลำดับความ

so we'll continue with it ในฐานะคำเชื่อมกลับสู่เรื่องหลัก

So แสดงการตัดสินใจของผู้พูดหลังจากพิจารณาข้อกังวลก่อนหน้าแล้ว ส่วน we'll continue with it พาคำพูดกลับสู่เรื่องหลักและบอกว่าผู้พูดจะเล่าเรื่องต่อไปแม้จะยังมีข้อสงสัย ในที่นี้ it หมายถึงเรื่องที่กำลังเล่า Continue with it หมายถึงทำงานกับ พูดคุยถึง หรือเล่าสิ่งที่อยู่ในประเด็นต่อไป ไม่ได้หมายถึงครอบครองสิ่งนั้นต่อไป

แบบฝึกหัด

เลือกคำอธิบายที่ตรงที่สุดว่า so we'll continue with it ทำหน้าที่อะไรในประโยค

  1. ยอมรับข้อสงสัย แล้วดำเนินเรื่องต่อ
  2. ประกาศว่าเรื่องจบแล้ว
  3. บอกว่าผู้พูดจะยังคงเป็นเจ้าของสิ่งของชิ้นหนึ่ง
ดูคำตอบ

ยอมรับข้อสงสัย แล้วดำเนินเรื่องต่อ

He needed to know the distance between Swenet and Alexandria,

3:08

เขาจำเป็นต้องรู้ระยะทางระหว่างเมืองสเวเนตและอเล็กซานเดรีย

which is good because Eratosthenes was good at geography.

3:11

ซึ่งนับว่าดีเพราะเอราทอสเทนีสเก่งภูมิศาสตร์

In fact,

3:15

อันที่จริง

he invented the word geography.

3:15

เขาเป็นคนประดิษฐ์คำว่าภูมิศาสตร์ (geography) ขึ้นมา

The road between Swenet and Alexandria was a road of commerce, การใช้คำ

3:19

ถนนระหว่างสเวเนตและอเล็กซานเดรียเป็นเส้นทางสายการค้า

and commerce needed to know how long it took to get there.

3:22

และการค้าจำเป็นต้องรู้ว่าใช้เวลาเดินทางไปที่นั่นนานแค่ไหน

การใช้คำ

a road of commerce: เส้นทางการค้า

ในประโยคนี้ a road of commerce หมายถึงถนนที่ใช้เพื่อการค้าเป็นประจำ โดยมีสินค้า พ่อค้า และผู้เดินทางเพื่อธุรกิจสัญจรผ่านถนนสายนี้ วลีนี้อธิบายถนนตามหน้าที่ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามโครงสร้างหรือรูปลักษณ์ commerce เป็นคำที่มีความหมายกว้างและค่อนข้างเป็นทางการ ใช้กล่าวถึงการค้าและกิจกรรมทางธุรกิจ เนื่องจากการค้าต้องอาศัยการวางแผนการเดินทาง ผู้คนจึงมีเหตุผลในทางปฏิบัติที่จะต้องรู้เวลาและระยะทางของการเดินทาง

แบบฝึกหัด

a road of commerce ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ถนนที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ซื้อที่มาเยี่ยมชมร้านค้า
  2. ถนนที่สงวนไว้สำหรับพิธีการของรัฐบาล
  3. เส้นทางที่ใช้เพื่อการค้าและกิจกรรมทางธุรกิจ
ดูคำตอบ

เส้นทางที่ใช้เพื่อการค้าและกิจกรรมทางธุรกิจ

It needed to know the exact distance.

3:25

จำเป็นต้องรู้ระยะทางที่แน่นอน

So,

3:26

ดังนั้น

he knew very precisely

3:26

เขารู้อย่างแม่นยำมาก

that the distance between the two cities was 500 mi.

3:29

ว่าระยะทางระหว่างสองเมืองนี้คือ 500 ไมล์

Multiply that times 50,

3:31

คูณด้วย 50

you get 25,000,

3:32

คุณจะได้ 25,000

which is within 1% of the actual diameter of the Earth. วลี

3:33

ซึ่งคลาดเคลื่อนไม่ถึง 1% จากเส้นผ่านศูนย์กลางที่แท้จริงของโลก

วลี

within 1% of: ต่างจากค่าอ้างอิงไม่เกิน 1%

ในโครงสร้าง X is within 1% of Y นั้น Y คือค่าอ้างอิง และ X แตกต่างจาก Y ไม่เกิน 1% ของ Y ในที่นี้ which ย้อนกลับไปกล่าวถึงค่าที่คำนวณไว้ก่อนหน้า และวลีนี้บอกว่าผลการคำนวณนั้นใกล้เคียงกับค่าจริงที่ระบุไว้มาก within แสดงขีดจำกัด กล่าวคือ ความแตกต่างยังอยู่ภายในช่วง 1% ที่ยอมรับได้ ไม่ได้หมายความว่า X เท่ากับ 1% ของ Y และไม่ได้บอกว่าค่าทั้งสองเท่ากันทุกประการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้างที่เน้นไว้ และเขียนเปอร์เซ็นต์เป็นคำภาษาอังกฤษ: The estimate was ____ the verified value.

ดูคำตอบ

within one percent of

He did this 2,200 years ago.

3:38

เขาทำเรื่องนี้เมื่อ 2,200 ปีที่แล้ว

Now,

3:42

ปัจจุบันนี้

we live in an age ไวยากรณ์

3:42

เราอยู่ในยุค

where multi-billion-dollar pieces of machinery are looking for the Higgs boson. โน้ต

3:44

ที่เครื่องจักรราคาหลายพันล้านดอลลาร์กำลังตามหาอนุภาคฮิกส์โบซอน

ไวยากรณ์

we live in an age where ...: เกริ่นถึงลักษณะเด่นของยุคสมัย

We live in an age where ... เริ่มจากการกล่าวถึงยุคที่เราอาศัยอยู่ แล้วใช้อนุประโยค where บอกลักษณะเด่นหรือลักษณะที่เป็นตัวแทนของยุคนั้น ในที่นี้ where ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง แต่ทำให้ age เป็นเสมือนบริบทเชิงนามธรรม ใช้โครงสร้างนี้เพื่อวางกรอบสภาพสังคม วัฒนธรรม หรือเทคโนโลยีโดยรวม ก่อนอธิบายสิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของยุคนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ where นำเข้าสู่ข้อมูลอะไร? We live in an age where nearly everyone carries a camera.

  1. ลักษณะเด่นของยุคนั้น
  2. ปีที่มีการประดิษฐ์กล้องขึ้นอย่างแน่นอน
  3. สถานที่จริง
ดูคำตอบ

ลักษณะเด่นของยุคนั้น

การใช้คำ

multi-billion-dollar pieces of machinery: การสร้างคำขยายประสม

Multi-billion-dollar เป็นคำขยายประสมที่อยู่หน้า pieces of machinery หมายความว่าเครื่องจักรเหล่านั้นมีราคาหรือมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และเครื่องหมายยัติภังค์แสดงว่าคำทั้งหมดทำหน้าที่ร่วมกันเป็นคำขยายชุดเดียว เมื่อโครงสร้างตัวเลขกับหน่วยอยู่หน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่ขยาย หน่วยมักคงรูปเอกพจน์ จึงใช้ dollar ไม่ใช่ dollars ส่วน machinery เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงใช้ pieces of machinery เพื่อกล่าวถึงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์แต่ละชิ้นได้

แบบฝึกหัด

วลีใดใช้จำนวนเงินเป็นคำขยายประสมหน้าคำนามได้ถูกต้อง?

  1. a two billion dollars telescope
  2. a two-billion-dollar telescope
  3. a two-billion-dollars telescope
ดูคำตอบ

a two-billion-dollar telescope

วัฒนธรรม

the Higgs boson ในฐานะเป้าหมายของฟิสิกส์สมัยใหม่

ฮิกส์โบซอนเป็นอนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งในฟิสิกส์อนุภาคสมัยใหม่ สำหรับประโยคนี้ เพียงเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และมีราคาแพงมาก เช่น เครื่องเร่งอนุภาค เพื่อค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของมันก็เพียงพอแล้ว ชื่อนี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ศึกษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และช่วยเปรียบเทียบงานวิจัยสมัยใหม่ที่อาศัยอุปกรณ์กับการค้นพบในอดีตที่ใช้การสังเกตโดยตรงและการใช้เหตุผล

แบบฝึกหัด

เหตุใดประโยคนี้จึงกล่าวถึงฮิกส์โบซอน

  1. มันเป็นชื่อเส้นทางโบราณที่นักดาราศาสตร์ยุคแรกใช้
  2. มันเป็นตัวแทนของอนุภาคที่ศึกษาด้วยอุปกรณ์สมัยใหม่ขนาดใหญ่และมีราคาแพง
  3. มันแสดงว่าอนุภาคนั้นเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

มันเป็นตัวแทนของอนุภาคที่ศึกษาด้วยอุปกรณ์สมัยใหม่ขนาดใหญ่และมีราคาแพง

We're discovering particles that may travel faster than the speed of light.

3:48

เรากำลังค้นพบอนุภาคที่อาจเดินทางได้เร็วกว่าความเร็วแสง

And all of these discoveries are made possible วลี

3:52

และการค้นพบทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้

by technology that's been developed in the last few decades.

3:55

ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

วลี

are made possible by: ระบุปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้

Are made possible by หมายความว่า บางสิ่งสามารถเกิดขึ้นหรือมีอยู่ได้ เพราะเงื่อนไข เครื่องมือ หรือการสนับสนุนบางอย่างทำให้มันเป็นไปได้ ในประโยคนี้ ประธานคือ all of these discoveries และวลีที่ขึ้นต้นด้วย by ระบุว่าเทคโนโลยีคือปัจจัยที่ทำให้การค้นพบเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โครงสร้างแบบถูกกระทำนี้เน้นผลลัพธ์และเงื่อนไขเบื้องหลัง มากกว่าคนที่ลงมือทำ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something + be made possible by + enabling factor

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “เกิดขึ้นได้ด้วย”: The project ____ donor support.

ดูคำตอบ

was made possible by

But for most of human history, ลำดับความ

3:58

แต่ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

we had to discover these things

4:01

เราต้องค้นพบสิ่งเหล่านี้

using our eyes and our ears and our minds. ลำดับความ

4:02

โดยใช้เพียงดวงตา หู และความคิดของเรา

ลำดับความ

But for most of human history: กรอบเวลาที่กว้าง

But เปิดการเปรียบต่างกับเนื้อหาก่อนหน้า วลี for most of human history วางกรอบเวลากว้าง ๆ ว่าเป็นช่วงส่วนใหญ่ของอดีตมนุษย์ โดยไม่ได้หมายถึงทุกช่วงเวลา คำเปิดนี้ย้ายประเด็นจากวิธีการสมัยใหม่ไปยังยุคอันยาวนานที่ผู้คนพึ่งพาประสาทสัมผัสและความคิดของตนเป็นหลัก ในที่นี้ for บอกขอบเขตเวลา ไม่ได้บอกจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

But for most of human history ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้?

  1. วลีนี้ระบุว่าการค้นพบเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แน่นอนเพียงช่วงเดียว
  2. วลีนี้อธิบายจุดประสงค์ของการศึกษาประวัติศาสตร์มนุษย์
  3. วลีนี้ย้ายประเด็นจากวิธีการสมัยใหม่ไปสู่ช่วงกว้างของอดีตมนุษย์
ดูคำตอบ

วลีนี้ย้ายประเด็นจากวิธีการสมัยใหม่ไปสู่ช่วงกว้างของอดีตมนุษย์

ลำดับความ

using our eyes and our ears and our minds: รายการสามส่วนที่มีจังหวะ

using our eyes and our ears and our minds เป็นรายการคู่ขนานสามส่วน การใช้ and ซ้ำหน้าส่วนที่สองและสามสร้างจังหวะอย่างตั้งใจ และให้น้ำหนักกับเครื่องมือแต่ละอย่างเท่ากัน รายการนี้ไล่จากการมองไปสู่การฟังแล้วจึงการคิด จึงนำเสนอการค้นพบของมนุษย์ว่าเป็นการทำงานร่วมกันของประสาทสัมผัสและความคิด และในบริบทนี้ยังเน้นสิ่งที่ผู้คนพึ่งพาก่อนมีเครื่องมือสมัยใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ and ซ้ำเพื่อสร้างจังหวะสามส่วนอย่างตั้งใจ: We solved the problem with careful observation ____ good questions ____ patient thinking.

ดูคำตอบ

and · and

Armand Fizeau was an experimental physicist in Paris.

4:06

อาร์มอง ฟีโซ เป็นนักฟิสิกส์เชิงทดลองในปารีส

His specialty was actually refining and confirming other people's results. การใช้คำ

4:10

ความเชี่ยวชาญของเขาจริงๆ แล้วคือการปรับแต่งและยืนยันผลลัพธ์ของคนอื่น

การใช้คำ

ปรับปรุงและยืนยันผลการวิจัยของผู้อื่น

ในที่นี้ refining results หมายถึงการทำให้ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แม่นยำหรือละเอียดขึ้น ส่วน confirming results หมายถึงการตรวจสอบข้อค้นพบเหล่านั้นด้วยหลักฐานเพิ่มเติม วลี -ing หลัง was บอกว่าความเชี่ยวชาญของเขาประกอบด้วยงานอะไร ในบริบทการวิจัยนี้ results หมายถึงข้อค้นพบหรือค่าที่วัดได้จากงานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คะแนนสอบ วลีทั้งหมดนำเสนอการปรับปรุงและตรวจสอบงานก่อนหน้าในฐานะความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ refining and confirming other people's results หมายความว่าอะไร

  1. เปลี่ยนข้อค้นพบจากงานวิจัยให้เป็นคะแนนสอบ
  2. ค้นพบผลเหล่านั้นเป็นคนแรกและประกาศก่อนคนอื่น
  3. ทำให้ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้าแม่นยำขึ้นและตรวจสอบว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
ดูคำตอบ

ทำให้ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้าแม่นยำขึ้นและตรวจสอบว่าน่าเชื่อถือหรือไม่

And this might sound like a bit of an also-ran, การใช้คำ

4:14

และนี่อาจฟังดูเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ

but in fact,

4:17

แต่อันที่จริง

this is the soul of science สำนวน

4:17

นี่คือจิตวิญญาณของวิทยาศาสตร์

because there is no such thing as a fact that cannot be independently corroborated. ไวยากรณ์

4:19

เพราะไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ไม่สามารถนำมายืนยันความถูกต้องได้อย่างเป็นอิสระ

การใช้คำ

ฟังดูเหมือน also-ran ที่ไม่สำคัญนัก

also-ran เดิมหมายถึงผู้เข้าแข่งขันที่เข้าร่วมแต่ไม่ชนะและไม่ได้รับความสนใจมากนัก ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คำนี้ใช้เรียกคน แนวคิด หรือโครงการที่ถูกมองว่าไม่สำคัญหรือไม่น่าจะประสบความสำเร็จ คำนี้เป็นคำนามตายตัว ไม่ใช่การแปล also ran แบบตรงตัว ในประโยคนี้ might sound like a bit of an also-ran ยอมรับก่อนว่างานปรับปรุงและยืนยันผลงานของผู้อื่นอาจดูเป็นงานรอง จากนั้น But in fact กลับมุมมองดังกล่าวและบอกว่างานนี้เป็นหัวใจสำคัญของวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย also-ran และคำนำหน้านามที่ถูกต้อง: Because few people saw the small company as a serious competitor, it was treated as ____.

ดูคำตอบ

an also-ran

สำนวน

this is the soul of science: ใช้ soul เพื่อสื่อถึงแก่นสำคัญ

ในประโยคนี้ soul เป็นอุปมาที่หมายถึงหลักการที่ลึกซึ้งและจำเป็นที่สุด ซึ่งทำให้วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ได้ใช้ในความหมายทางศาสนา และไม่ได้หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง This หมายถึงการปรับปรุงและยืนยันผลลัพธ์ของผู้อื่น ผู้พูดนำเสนอว่าการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระเป็นหัวใจสำคัญของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่งานเสริมที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้

แบบฝึกหัด

soul ในวลีเดิม the soul of science หมายถึงอะไร

  1. นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ
  2. ความเชื่อทางศาสนาที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษา
  3. หลักการสำคัญที่ทำให้วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะของตนเอง
ดูคำตอบ

หลักการสำคัญที่ทำให้วิทยาศาสตร์มีลักษณะเฉพาะของตนเอง

ไวยากรณ์

there is no such thing as X: ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า X มีอยู่

There is no such thing as X เป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า X ไม่มีอยู่หรือไม่นับเป็นความเป็นไปได้จริง ในที่นี้ X คือ a fact that cannot be independently corroborated อนุประโยคขยายคำนาม that cannot be independently corroborated อธิบายว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่าข้อเท็จจริงแบบใดกำลังถูกปฏิเสธ คำปฏิเสธทั้งสองไม่ได้หักล้างกัน ประโยคนี้กำลังบอกว่าสิ่งที่ไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นอิสระไม่ควรถูกถือว่าเป็นข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่ามีตัวเลือกที่ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง: There is ____ a completely risk-free choice.

ดูคำตอบ

no such thing as

And he was familiar

4:23

และเขาคุ้นเคย

with Galileo's experiments

4:24

กับการทดลองของกาลิเลโอ

in trying to determine whether or not light had a speed. ไวยากรณ์

4:26

ในการพยายามหาคำตอบว่าแสงมีความเร็วหรือไม่

ไวยากรณ์

to determine whether or not: หาข้อสรุปของคำถามที่มีสองทางเลือก

โครงสร้าง determine + whether or not + อนุประโยค หมายถึงการค้นหาว่าความเป็นไปได้ใดในสองอย่างเป็นจริง whether or not ใช้นำคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ในที่นี้คำถามคือแสงมีความเร็วหรือไม่มี ควรเข้าใจ whether or not เป็นโครงสร้างเดียวกัน โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อการทดลอง การตรวจสอบ หรือการตัดสินใจต้องหาข้อสรุปของคำถาม และ or not ทำให้เห็นทางเลือกทั้งสองอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่ระบุความเป็นไปได้ทั้งสองอย่างชัดเจนให้สมบูรณ์: The test will determine ____ the water is safe.

ดูคำตอบ

whether or not

So,

4:29

เอาล่ะ

Galileo had worked out this really wonderful experiment กริยาวลี

4:29

กาลิเลโอได้คิดค้นการทดลองที่ยอดเยี่ยมนี้ขึ้นมา

where he and his assistant had uh a lamp.

4:32

โดยที่เขาและผู้ช่วยของเขามี เอ่อ ตะเกียงกันคนละดวง

กริยาวลี

worked out: คิดการทดลองขึ้นมา

worked out ในที่นี้หมายถึง “คิดขึ้น” หรือ “พัฒนาขึ้นจากการคิด” กรรมของคำนี้คือ this really wonderful experiment ดังนั้นประโยคนี้บอกว่ากาลิเลโอออกแบบวิธีการทดลอง ไม่ได้บอกว่าเขาออกกำลังกาย ความหมายของ work out เปลี่ยนไปตามกรรมและบริบท เมื่อใช้กับแผน วิธีแก้ปัญหา หรือการทดลอง มักหมายถึงการคิดรายละเอียดให้รอบคอบแล้วสร้างสิ่งที่นำไปใช้ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ worked out ในความหมายว่า “คิดและออกแบบขึ้น”

  1. The team worked out a plan for testing the bridge.
  2. The total worked out to fifty dollars.
  3. Nora worked out at the gym before school.
ดูคำตอบ

The team worked out a plan for testing the bridge.

Each one of them was holding a lamp.

4:35

แต่ละคนถือตะเกียงไว้คนละอัน

And Galileo would open his lamp ไวยากรณ์

4:36

และกาลิเลโอจะเปิดตะเกียงของเขา

and his assistant would open his lamp.

4:37

และผู้ช่วยก็จะเปิดตะเกียงของเขาตาม

ไวยากรณ์

would open ... and ... would open: ขั้นตอนในอดีตที่เกิดซ้ำหรือถูกสมมติไว้

ในประโยคนี้ would + กริยารูปพื้นฐาน นำเสนอสิ่งที่แต่ละคนทำหรือถูกกำหนดให้ทำว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทดลองในอดีต การใช้ would open ... and ... would open ซ้ำกันทำให้เห็นบทบาทของทั้งสองคนในโครงสร้างที่ขนานกัน would ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเต็มใจ เมื่อบริบทในอดีตชัดเจนแล้ว would สามารถแสดงการกระทำที่เกิดซ้ำ หรือการกระทำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนที่กำลังอธิบายได้

แบบฝึกหัด

ใช้ flip และ record ร่วมกับ would เพื่อบอกขั้นตอนที่ทำซ้ำในอดีต: In every test last year, Ana ____ the switch, and Ben ____ the reading.

ดูคำตอบ

would flip · would record

And they got the timing down really good. วลี

4:38

และพวกเขากะจังหวะเวลาได้ดีมากๆ

They just knew their timing.

4:41

พวกเขาแค่รู้จังหวะเวลาของตัวเอง

วลี

get the timing down: ฝึกจนจับจังหวะได้แม่นยำ

Got the timing down หมายถึงเรียนรู้และฝึกจังหวะจนทำได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ timing ในที่นี้คือการรู้ว่าต้องลงมือเมื่อใด โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องประสานคนหรือการกระทำหลายอย่างให้ตรงกัน down เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบภาษาพูด get something down ซึ่งเพิ่มความหมายว่าได้เรียนรู้ทักษะ ลำดับ หรือรายละเอียดอย่างแน่นหนาแล้ว ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ลงด้านล่าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get the timing down: After several rehearsals, we finally ____.

ดูคำตอบ

got the timing down

And then they stood

4:42

แล้วพวกเขาก็ไปยืน

at two hilltops 2 mi distant.

4:43

บนยอดเขาสองลูกที่ห่างกัน 2 ไมล์

And they did the same thing on the assumption from Galileo ไวยากรณ์

4:45

และพวกเขาก็ทำแบบเดียวกันโดยอิงจากสมมติฐานของกาลิเลโอ

that if light had a discernible speed,

4:48

ที่ว่าถ้าแสงมีความเร็วที่สังเกตเห็นได้

he'd notice a delay in the light coming back from his assistant's lamp.

4:50

เขาจะสังเกตเห็นความล่าช้าของแสงที่สะท้อนกลับมาจากตะเกียงของผู้ช่วยเขา

ไวยากรณ์

on the assumption ... that if ...: การระบุข้อสมมติของการทดลอง

on the assumption that ... หมายถึง “ใช้สิ่งนี้เป็นข้อสมมติเริ่มต้น” ในประโยคนี้ on the assumption ขยาย did the same thing และ from Galileo บอกที่มาของข้อสมมติ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาของข้อสมมติ ภายในนั้น if light had a discernible speed เป็นเงื่อนไข และ he'd notice a delay เป็นผลที่คาดไว้ ข้อสมมติใช้กำหนดแนวทางการทดลอง ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนทางการที่หมายถึง “โดยใช้ข้อสมมติที่ยังไม่ได้พิสูจน์นี้” ลงในประโยค: The team packed extra water ____ the hike would take all day.

ดูคำตอบ

on the assumption that

But light was too fast for Galileo. ไวยากรณ์

4:53

แต่แสงมีความเร็วมากเกินไปสำหรับกาลิเลโอ

ไวยากรณ์

too + คำคุณศัพท์ + for ...: ระดับที่เกินความสามารถของบุคคล

โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + for + คนหรือสิ่งของ หมายถึงคุณสมบัตินั้นมีระดับเกินกว่าที่คนหรือสิ่งของดังกล่าวจะรับมือได้ was too fast for Galileo หมายถึงความเร็วเกินกว่าที่กาลิเลโอและวิธีของเขาจะวัดได้ for ในที่นี้ระบุคนหรือเครื่องมือที่เป็นขีดจำกัด ไม่ได้แปลว่า “เพื่อประโยชน์ของกาลิเลโอ” สามารถเติม for + คำนาม + to + คำกริยา เพื่อบอกการกระทำที่ทำไม่ได้ เช่น too fast for the device to measure

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่แสดงว่าชั้นวางสูงเกินกว่าที่ Mia จะเอื้อมถึง: The shelf is ____ high ____ Mia to reach.

ดูคำตอบ

too · for

Uh he was off by several orders of magnitude การใช้คำ

4:56

เอ่อ เขาคำนวณผิดไปหลายขุม

การใช้คำ

be off by several orders of magnitude: คลาดเคลื่อนไปหลายลำดับขนาด

ในประโยคนี้ was off by ... หมายถึงค่าที่เขาประเมินไว้ต่างจากค่าที่ถูกต้องตามขนาดที่ระบุต่อท้าย หนึ่ง order of magnitude คือความต่างประมาณสิบเท่า ส่วน several orders of magnitude สื่อว่าอาจต่างกันเป็นร้อยเท่า พันเท่า หรือมากกว่านั้น เมื่อรวมกัน was off by several orders of magnitude ไม่ได้หมายถึงคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย แต่ผิดจากค่าจริงอย่างมหาศาลในเชิงตัวเลข ตรงนี้ off หมายถึง “คลาดไปตามจำนวนหนึ่ง” และ orders หมายถึงระดับของขนาด ไม่ใช่ “คำสั่ง”

แบบฝึกหัด

“The estimate was off by several orders of magnitude” หมายความว่าอย่างไร

  1. ค่าประเมินต่างจากค่าจริงด้วยตัวคูณที่ใหญ่มาก
  2. ค่าประเมินถูกนำเสนอด้วยหน่วยที่ต่างออกไป
  3. ค่าประเมินต่างจากค่าจริงเพียงเล็กน้อย
ดูคำตอบ

ค่าประเมินต่างจากค่าจริงด้วยตัวคูณที่ใหญ่มาก

when he assumed that light was roughly

4:58

เมื่อเขาสมมติว่าแสงมีความเร็วประมาณ

10 times as fast as the speed of sound. ไวยากรณ์

5:00

10 เท่าของความเร็วเสียง

ไวยากรณ์

10 times as fast as the speed of sound: เร็วเป็น 10 เท่าของความเร็วเสียง

โครงสร้าง number + times + as + คำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ + as + สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ใช้บอกว่าปริมาณหนึ่งเป็นกี่เท่าของอีกปริมาณหนึ่ง ในที่นี้ 10 times as fast as the speed of sound หมายถึงเขาสันนิษฐานว่าความเร็วของแสงอยู่ที่ประมาณสิบเท่าของความเร็วเสียง as ทั้งสองคำเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง คำแรกนำเข้าสิ่งที่เปรียบเทียบคือ fast และคำที่สองนำเข้าสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ส่วน roughly แสดงว่าตัวเลขสิบเป็นค่าโดยประมาณ

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างการเปรียบเทียบแบบทวีคูณให้สมบูรณ์: This train is three times ____ fast ____ that bus.

ดูคำตอบ

as · as

Fizeau was aware of this experiment.

5:02

ฟีโซรู้เรื่องการทดลองนี้

He lived in Paris.

5:04

เขาอาศัยอยู่ในปารีส

And he set up กริยาวลี

5:06

และเขาก็ได้ตั้ง

two experimental stations

5:07

สถานีทดลองสองแห่ง

กริยาวลี

set up two experimental stations: ตั้งสถานีทดลองสองแห่ง

ในประโยคนี้ set up หมายถึง “จัดตั้งและเตรียมให้พร้อมใช้งาน” เขาสร้างสถานีที่ใช้งานได้สองแห่งเพื่อทำการทดลอง ไม่ได้เพียงนำสิ่งของสองชิ้นไปวางไว้ที่ใดที่หนึ่ง set up ในที่นี้เป็นกริยาวลีที่มีกรรม โดยมีรูป set up + กรรม แนวคิดที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือการจัดเตรียม ติดตั้ง หรือสร้างบางสิ่งให้พร้อมทำงาน

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน” ลงในประโยค: Before the interview, Maya ____ the microphone and camera.

ดูคำตอบ

set up

roughly 5 and 1/2 mi distant

5:09

ห่างกันประมาณ 5 ไมล์ครึ่ง

in Paris.

5:11

ในปารีส

And he solved this problem ไวยากรณ์

5:12

และเขาก็แก้ปัญหา

of Galileo's,

5:13

ของกาลิเลโอข้อนี้ได้

and he did it with a really relatively trivial piece of equipment. การใช้คำ

5:14

และเขาทำได้ด้วยอุปกรณ์ที่ค่อนข้างธรรมดามากๆ

ไวยากรณ์

this problem of Galileo's: โครงสร้างแสดงความเป็นเจ้าของแบบซ้อน

this problem of Galileo's ใช้โครงสร้างแสดงความเป็นเจ้าของแบบซ้อน คือ คำกำหนด + คำนาม + of + รูปแสดงความเป็นเจ้าของ 's ท้ายคำไม่ได้ซ้ำโดยผิดพลาด แต่วลีนี้หมายถึง “ปัญหาเฉพาะข้อนี้ที่เกี่ยวข้องกับกาลิเลโอ” ความเกี่ยวข้องในที่นี้คือกาลิเลโอเคยพยายามแก้ปัญหาเรื่องการวัดความเร็วของแสง โดยทั่วไปโครงสร้างนี้ใช้เลือกหรือชี้คน สิ่งของ ความคิด หรือปัญหาหนึ่งจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับใครบางคน เช่น a friend of Ana's

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างแสดงความเป็นเจ้าของแบบซ้อนให้สมบูรณ์ Nina is one of my sister's friends: Nina is a friend of ____.

ดูคำตอบ

my sister's

การใช้คำ

with a really relatively trivial piece of equipment: ด้วยอุปกรณ์ที่ค่อนข้างเรียบง่ายจริง ๆ

with ใช้บอกเครื่องมือที่นำมาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น ส่วน a piece of equipment หมายถึงอุปกรณ์หนึ่งชิ้น ในที่นี้ relatively trivial หมายถึงค่อนข้างเรียบง่ายหรือไม่ซับซ้อนในทางเทคนิค really เน้นความน่าประหลาดใจ ส่วน relatively บอกว่าเป็นการเปรียบเทียบ trivial ไม่ได้หมายความว่าไร้ค่า ประเด็นคืออุปกรณ์ที่เรียบง่ายสามารถทำสิ่งที่ยากได้

แบบฝึกหัด

relatively trivial ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. อุปกรณ์นั้นค่อนข้างเรียบง่ายแต่ยังมีประโยชน์
  2. อุปกรณ์นั้นใช้ได้เฉพาะกับวัตถุที่เล็กมากเท่านั้น
  3. อุปกรณ์นั้นไม่มีคุณค่าและใช้งานไม่ได้
ดูคำตอบ

อุปกรณ์นั้นค่อนข้างเรียบง่ายแต่ยังมีประโยชน์

He did it with one of these.

5:19

เขาทำสิ่งนี้โดยใช้เจ้านี่

I'm going to put away the clicker for a second

5:21

ผมจะขอวางรีโมทพรีเซนต์นี้สักครู่

because I want to engage your brains in this. วลี

5:23

เพราะผมอยากให้พวกคุณได้ลองใช้สมองคิดตามเรื่องนี้

วลี

want to engage your brains in...: ทำให้พวกคุณใช้ความคิดและมีส่วนร่วมใน...

Engage someone in something หมายถึงทำให้คนคนหนึ่งมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกิจกรรม การสนทนา หรือกระบวนการคิด ในประโยคนี้ ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังคิดเกี่ยวกับหัวข้อนี้อย่างจริงจัง แทนที่จะเพียงแค่ฟัง your brains เป็นวิธีพูดแบบเป็นกันเองและมีอารมณ์ขันเพื่อหมายถึงความสามารถในการคิดของผู้ฟัง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ engage + คนหรือกลุ่ม + in + คำนามหรือรูป -ing เช่น engage the class in solving a problem

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ engage someone in something เติมช่องว่างสองแห่งให้สมบูรณ์: The host used a poll to ____ the audience ____ the discussion.

ดูคำตอบ

engage · in

Now,

5:25

เอาล่ะ

this is a toothed wheel. การใช้คำ

5:25

นี่คือล้อเฟือง

การใช้คำ

a toothed wheel: คำคุณศัพท์ที่สร้างจาก tooth + -ed

ในวลี a toothed wheel คำว่า toothed เป็นคำคุณศัพท์ที่สร้างจากคำนาม tooth กับปัจจัย -ed ในที่นี้ -ed มีความหมายว่า “มี” หรือ “ติดตั้งมาด้วย” ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงล้อที่มีฟันอยู่รอบขอบ ฟันเหล่านี้คือส่วนยื่นทางกลที่เรียกตามรูปร่าง ไม่ใช่ฟันของสัตว์จริง ๆ คำคุณศัพท์ toothed ยังใช้บรรยายชิ้นส่วนอื่นที่มีส่วนยื่นคล้ายฟันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคุณศัพท์ที่สร้างจาก tooth: The mechanism uses a ____ wheel instead of a smooth one.

ดูคำตอบ

toothed

It's got a bunch of notches วลี

5:27

มันมีร่องเล็กๆ อยู่จำนวนหนึ่ง

and it's got a bunch of teeth.

5:28

และมีซี่ฟันอยู่จำนวนหนึ่ง

วลี

It's got a bunch of ...: วิธีพูดแบบไม่เป็นทางการว่าสิ่งของมีชิ้นส่วนอยู่มาก

It's got เป็นรูปย่อของ it has got ในการใช้เพื่อแสดงการมีหรือครอบครองแบบนี้ has got มีความหมายเหมือน has ดังนั้นแต่ละอนุประโยคจึงบอกว่าล้อมีลักษณะอย่างหนึ่ง A bunch of หมายถึง “จำนวนมาก” หรือ “เยอะ” โดยไม่ได้บอกจำนวนที่แน่นอน การพูดซ้ำ It's got a bunch of ... ทำให้เกิดโครงสร้างคู่ขนานที่ชัดเจนสำหรับไล่บอกรอยบากและซี่ฟันในการอธิบายแบบพูดที่ไม่เป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมคำบรรยายแบบไม่เป็นทางการโดยใช้ It's got และ a bunch of: Look at this organizer. ____ small compartments.

ดูคำตอบ

It's got a bunch of

This was Fizeau's solution to sending discrete pulses of light. การใช้คำ

5:30

นี่คือวิธีแก้ปัญหาของฟีโซในการส่งแสงออกมาเป็นจังหวะๆ แบบแยกกัน

การใช้คำ

sending discrete pulses of light: การส่งพัลส์แสงแบบไม่ต่อเนื่อง

ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ discrete หมายถึงการถูกแบ่งเป็นหน่วยที่แยกจากกัน แทนที่จะต่อเนื่องเป็นสายเดียว discrete pulses of light คือพัลส์แสงแต่ละช่วงที่แยกจากกันและมีช่องว่างคั่น ในที่นี้ sending discrete pulses of light หมายถึงการสร้างและส่งพัลส์ที่แยกจากกันเหล่านี้ วลีนี้ช่วยอธิบายว่าลำแสงต่อเนื่องสามารถถูกแบ่งเป็นพัลส์ที่วัดได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The transmitter sends discrete pulses.” คำว่า discrete หมายความว่าอะไร

  1. แยกจากกันแทนที่จะต่อเนื่อง
  2. อ่อนและมองเห็นได้ยาก
  3. ระมัดระวังเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจ
ดูคำตอบ

แยกจากกันแทนที่จะต่อเนื่อง

He put a beam behind one of these notches.

5:33

เขาฉายลำแสงไว้ด้านหลังร่องใดร่องหนึ่งเหล่านี้

If I point a beam วลี

5:35

ถ้าผมฉายลำแสง

through this notch

5:37

ผ่านร่องนี้

at a mirror

5:38

ไปยังกระจก

5 mi away,

5:39

ที่อยู่ห่างออกไป 5 ไมล์

วลี

point a beam through ... at a mirror: เล็งลำแสงผ่านช่องไปยังกระจก

ในที่นี้ point เป็นคำกริยาที่หมายถึงเล็งหรือหันไปทางใดทางหนึ่ง และ a beam คือสิ่งที่ถูกกำหนดทิศทาง point ตรงนี้ไม่ได้เป็นคำนามที่หมายถึง “จุด” ส่วนที่เหลือของวลีบอกเส้นทางก่อนแล้วจึงบอกเป้าหมาย through this notch ระบุช่องที่ลำแสงผ่าน ส่วน at a mirror ระบุเป้าหมายที่ลำแสงถูกเล็งไปหา รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ point + กรรม + through + เส้นทาง + at + เป้าหมาย

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบเส้นทางและเป้าหมายที่เรียนมาให้สมบูรณ์: Point the flashlight ____ the open doorway ____ the exit sign.

ดูคำตอบ

through · at

that beam is bouncing off the mirror กริยาวลี

5:40

ลำแสงนั้นจะสะท้อนกระจก

and coming back to me through this notch.

5:41

และกลับมาหาผมผ่านร่องนี้

กริยาวลี

is bouncing off: กระเด้งหรือสะท้อนออกจากพื้นผิว

กริยาวลี bounce off หมายถึงชนหรือกระทบพื้นผิวแล้วเคลื่อนออกจากพื้นผิวนั้น ในที่นี้ is bouncing off the mirror บอกว่าลำแสงสะท้อนจากกระจก off the mirror ระบุพื้นผิวที่ทำให้ลำแสงเปลี่ยนทิศ แสงไม่ได้หยุดอยู่ที่กระจก แต่เคลื่อนออกจากกระจกและย้อนกลับไปหาผู้พูด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ bounce off: The ball ____ the wall and rolled back to us.

ดูคำตอบ

bounced off

But something interesting happens

5:43

แต่มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้น

as he spins the wheel faster.

5:45

เมื่อเขาหมุนล้อเฟืองเร็วขึ้น

He notices

5:47

เขาสังเกตเห็นว่า

that it seems like a door is starting to close on the light beam that's coming back to his eye. สำนวน

5:48

ดูเหมือนประตูเริ่มจะปิดกั้นลำแสงที่กำลังจะสะท้อนกลับมาเข้าตาเขา

สำนวน

that it seems like a door is starting to close on the light beam: เปรียบการบังแสงกับประตูที่กำลังปิด

ประตูในที่นี้เป็นภาพเปรียบเทียบ ไม่ใช่วัตถุจริงในการทดลอง เมื่อวงล้อหมุนเร็วขึ้น ฟันซี่หนึ่งของวงล้อจะเคลื่อนเข้าไปในเส้นทางของแสงที่ย้อนกลับมา ทำให้แสงถูกบังมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนประตูที่กำลังปิด it seems like บอกว่าผู้พูดกำลังอธิบายสิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นหรือกำลังเปรียบเทียบ ส่วน close on the light beam หมายถึงช่องทางที่ลำแสงผ่านได้กำลังแคบลง ไม่ได้หมายความว่าลำแสงอยู่ในประตูจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ภาพประตูที่กำลังปิดในประโยคนี้อธิบายอะไร

  1. ลำแสงกำลังเปลี่ยนเป็นประตูเมื่อวงล้อหมุนเร็วขึ้น
  2. ฟันซี่หนึ่งของวงล้อที่กำลังหมุนค่อย ๆ บังแสงที่ย้อนกลับมา
  3. มีประตูจริงกำลังปิดอยู่ระหว่างผู้สังเกตกับกระจก
ดูคำตอบ

ฟันซี่หนึ่งของวงล้อที่กำลังหมุนค่อย ๆ บังแสงที่ย้อนกลับมา

Why is that? ลำดับความ

5:53

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

It's because the pulse of light

5:55

นั่นเป็นเพราะลำแสงพัลส์

ลำดับความ

Why is that? It's because ...: จากคำถามไปสู่สาเหตุ

ในประโยคนี้ Why is that? ย้อนกลับไปกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เพิ่งพูดถึง ผู้พูดไม่ได้รอให้ผู้ฟังตอบ แต่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่ผู้พูดถามเองเพื่อทำให้สาเหตุเป็นประเด็นถัดไป It's because ... บอกเหตุผลทันที เมื่อนำสองส่วนมาใช้ร่วมกัน ข้อมูลจะเรียงเป็นสถานการณ์ที่สังเกตเห็น → คำถาม → คำอธิบาย ซึ่งนำไปใช้ซ้ำได้ในการสอน การนำเสนอ และงานเขียนอธิบาย

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบาย Why is that? It's because ... มีหน้าที่หลักในการจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร?

  1. ชวนให้ผู้ฟังคาดเดาก่อนที่ผู้พูดจะพูดต่อ
  2. เปลี่ยนจากสถานการณ์ที่สังเกตเห็นไปสู่คำอธิบายของผู้พูดเกี่ยวกับสาเหตุ
  3. แสดงว่าผู้พูดไม่ทราบสาเหตุ
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากสถานการณ์ที่สังเกตเห็นไปสู่คำอธิบายของผู้พูดเกี่ยวกับสาเหตุ

is not coming back through the same notch.

5:56

ไม่ได้กลับมาทางร่องเดิมอีกต่อไป

It's actually hitting a tooth.

5:59

อันที่จริงมันกำลังชนเข้ากับซี่เฟือง

And he spins the wheel fast enough

6:00

และเขาหมุนล้อเฟืองให้เร็วพอ

and he fully occludes the light. การใช้คำ

6:03

และเขาก็ปิดกั้นแสงได้อย่างสมบูรณ์

การใช้คำ

fully occludes the light: การกีดขวางทั้งหมดในภาษาอังกฤษเชิงเทคนิค

ในที่นี้ occludes หมายถึง “บดบังไม่ให้มองเห็นหรือป้องกันไม่ให้ผ่านไปได้” วัตถุนั้นขวางเส้นทางของแสงทั้งหมด ไม่ได้ทำลายแสง Fully ขยาย occludes และระบุว่าการกีดขวางเกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน Occlude เป็นคำกริยาที่เป็นทางการและเป็นศัพท์เทคนิค ซึ่งมักใช้กับแสง แนวสายตา ช่องเปิด และหลอดเลือด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ occlude อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อหมายถึงเส้นทางหรือช่องทางถูกปิดกั้น?

  1. A blood clot can occlude a narrow artery.
  2. The mechanic occluded the engine by repairing it.
  3. This medicine can occlude a headache in ten minutes.
ดูคำตอบ

A blood clot can occlude a narrow artery.

And then,

6:05

และจากนั้น

based on the distance between the two stations วลี

6:05

จากระยะทางระหว่างสองสถานี

and the speed of his wheel

6:08

ความเร็วของล้อเฟือง

and the number of notches in the wheel,

6:09

และจำนวนร่องบนเฟือง

วลี

based on: การบอกพื้นฐานของการคำนวณ

Based on ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่นำมาเป็นพื้นฐานของการคำนวณ การตัดสินใจ หรือข้อสรุป ในที่นี้ ระยะห่าง ความเร็วของวงล้อ และจำนวนรอยบากคือข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ เมื่ออยู่ต้นประโยค Based on ... จะบอกพื้นฐานของการกระทำหรือข้อสรุปหลักที่ตามมา วลีนี้ระบุพื้นฐาน ไม่ใช่ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่มีความหมายว่า “ใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐาน” ลงในประโยค: The decision was ____ the safety report.

ดูคำตอบ

based on

he calculates the speed of light to within 2% of its actual value. วลี

6:11

เขาคำนวณความเร็วของแสงได้คลาดเคลื่อนไม่ถึง 2% จากค่าความเร็วแสงจริง

วลี

calculates ... to within 2%: การบอกระดับความแม่นยำ

ใน he calculates the speed of light to within 2% of its actual value วลี to within 2% บอกขนาดสูงสุดของความคลาดเคลื่อน ผลลัพธ์ของเขาต่างจากค่าจริงไม่เกิน 2% รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ calculate, measure หรือ estimate something to within + ขอบเขตที่กำหนด และบางครั้งตามด้วย of + ค่าอ้างอิง รูปแบบนี้ใช้บอกความแม่นยำ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

“he calculates the speed of light to within 2% of its actual value” หมายความว่าอย่างไร

  1. เขาเพิ่มค่าที่คำนวณได้ขึ้น 2%
  2. เขาคำนวณความเร็วของแสงเพียง 2%
  3. ค่าที่คำนวณได้ต่างจากค่าจริงไม่เกิน 2%
ดูคำตอบ

ค่าที่คำนวณได้ต่างจากค่าจริงไม่เกิน 2%

And he does this

6:16

และเขาทำเรื่องนี้

in 1849.

6:18

ในปี ค.ศ. 1849

This is what really gets me going about science. สำนวน

6:21

นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นกับวิทยาศาสตร์จริงๆ

สำนวน

gets me going about science: จุดประกายความกระตือรือร้นและแรงจูงใจ

ในประโยคนี้ gets me going หมายถึง “ทำให้ฉันมีพลัง” หรือ “จุดประกายความกระตือรือร้นของฉัน” ผู้พูดกำลังบอกว่าเรื่องราวแบบนี้ทำให้วิทยาศาสตร์น่าตื่นเต้นและสร้างแรงจูงใจ ไม่ได้หมายความว่ามันทำให้เขาออกไปหรือเริ่มเดิน โครงสร้าง get someone going ใช้อธิบายว่าสิ่งหนึ่งกระตุ้นพลัง ความสนใจ หรืออารมณ์ของใครบางคนได้ ส่วน about science บอกว่าความกระตือรือร้นนั้นมุ่งไปที่เรื่องวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ในประโยค This is what really gets me going about science วลี gets me going หมายถึงอะไร

  1. มันจุดประกายความกระตือรือร้นของฉันอย่างมาก
  2. มันทำให้ฉันออกไปเข้าเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
  3. มันทำให้ฉันเริ่มพูดโดยไม่หยุด
ดูคำตอบ

มันจุดประกายความกระตือรือร้นของฉันอย่างมาก

Whenever I'm having trouble ไวยากรณ์

6:23

เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีปัญหา

understanding a concept,

6:24

ในการทำความเข้าใจแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง

I go back and I research the people that discovered that concept.

6:25

ผมจะกลับไปค้นคว้าเกี่ยวกับผู้คนที่ค้นพบแนวคิดนั้น

ไวยากรณ์

Whenever I'm having trouble understanding ...: เหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดซ้ำ

Whenever หมายถึง “ทุกครั้งที่” สถานการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ในที่นี้ อนุประโยคที่ใช้ whenever กำหนดเหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดซ้ำ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้พูดรู้สึกว่าแนวคิดหนึ่งเข้าใจยาก เขาจะใช้วิธีค้นคว้าแบบเดิม I'm having trouble understanding ใช้โครงสร้าง have trouble + -ing เพื่อบอกว่าการทำกิจกรรมหนึ่งเป็นเรื่องยาก เมื่อนำมารวมกัน อนุประโยคนี้จึงเชื่อมปัญหาที่เกิดซ้ำกับการตอบสนองที่ทำเป็นประจำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเป้าหมายที่หมายถึง “ทุกครั้งที่”: ____ I have trouble solving a puzzle, I ask for a hint.

ดูคำตอบ

Whenever

I look at the story

6:28

ผมมองไปที่เรื่องราว

of how they came to understand it. วลี

6:29

ว่าพวกเขามาเข้าใจเรื่องนั้นได้อย่างไร

วลี

came to understand it: เข้าใจได้หลังจากผ่านช่วงเวลาหนึ่ง

ใน came to understand it คำว่า came to ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ใด โครงสร้าง come to + คำกริยาที่เกี่ยวกับความคิดหรือความรู้สึก สามารถแสดงว่าคนคนหนึ่งเข้าสู่สภาวะใหม่หลังจากใช้เวลา ผ่านประสบการณ์ หรือไตร่ตรอง ในที่นี้หมายถึงพวกเขาเข้าใจแนวคิดที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ในที่สุด โครงสร้างนี้ให้ความรู้สึกถึงพัฒนาการ พวกเขาไม่ได้เพียงเข้าใจขึ้นมาในชั่วขณะเดียว แต่เรื่องราวเน้นว่าความเข้าใจของพวกเขาค่อย ๆ ก่อตัวอย่างไร แนวคิดเดียวกันพบได้ใน come to realize, come to believe และ come to appreciate

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come to understand: After studying the map for several days, Leo ____ why the river changed course.

ดูคำตอบ

came to understand

And what happens when you look at what the discoverers ไวยากรณ์

6:31

และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณมองดูว่านักค้นพบ

were thinking about

6:34

กำลังคิดอะไรอยู่

when they made their discoveries

6:35

ในตอนที่พวกเขาทำการค้นพบของพวกเขา

is you understand

6:37

ก็คือคุณจะเข้าใจว่า

that they are not so different

6:38

พวกเขาไม่ได้แตกต่างไป

from us.

6:40

จากพวกเราเลย

ไวยากรณ์

What happens when ... is you understand ...: เชื่อมกระบวนการเข้ากับผลลัพธ์

ประธานของประโยคคืออนุประโยค What happens when you look at ... ทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานคือ What happens when X is (that) Y โดย X ระบุการกระทำหรือสถานการณ์ และ Y บอกผลลัพธ์ ในที่นี้ผลลัพธ์คือ you understand that the discoverers are not so different from us ภายใน X ส่วน what the discoverers were thinking about เป็นกรรมของ look at ส่วน when they made their discoveries บอกว่าความคิดนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อตัดรายละเอียดเหล่านี้ออก โครงหลักคือ What happens ... is you understand ... ในประโยคพูดนี้ that หลัง is ถูกละไว้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง What happens when ... is that ... ได้ถูกต้องเพื่อเชื่อมกระบวนการกับผลลัพธ์

  1. What happens when you compare both versions is that you see the key difference.
  2. What happens you compare both versions when is that you see the key difference.
  3. What happens when you compare both versions that you see is the key difference.
ดูคำตอบ

What happens when you compare both versions is that you see the key difference.

We are all bags of meat and water. สำนวน

6:42

เราทุกคนเป็นแค่ถุงที่ใส่เนื้อและน้ำ

สำนวน

We are all bags of meat and water: อุปลักษณ์เชิงขำขันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน

ในประโยคนี้ bags of meat and water เป็นอุปลักษณ์ที่จงใจใช้ภาพหยาบ ๆ แทนร่างกายมนุษย์ ผู้พูดไม่ได้บอกว่าคนเป็นถุงจริง ๆ และไม่ได้พยายามดูถูกใคร การพูดว่า We are all... ทำให้ผู้ค้นพบที่มีชื่อเสียงกับคนทั่วไปอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ภาพที่คาดไม่ถึงนี้ช่วยลดระยะห่างระหว่างเรากับนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยอารมณ์ขัน และเน้นว่าทุกคนมีจุดเริ่มต้นร่วมกันในฐานะมนุษย์

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ประโยค “We are all bags of meat and water” เพื่อทำอะไรเป็นหลัก?

  1. ให้คำนิยามทางวิทยาศาสตร์ของร่างกายมนุษย์ตามตัวอักษร
  2. เน้นอย่างขำขันว่าผู้ค้นพบที่มีชื่อเสียงกับคนทั่วไปมีความเป็นมนุษย์พื้นฐานร่วมกัน
  3. ดูถูกผู้ค้นพบโดยบอกว่าพวกเขาต่ำกว่ามนุษย์
ดูคำตอบ

เน้นอย่างขำขันว่าผู้ค้นพบที่มีชื่อเสียงกับคนทั่วไปมีความเป็นมนุษย์พื้นฐานร่วมกัน

We all start with the same tools. สำนวน

6:43

เราทุกคนเริ่มต้นด้วยเครื่องมือเดียวกัน

สำนวน

the same tools: อุปลักษณ์ของความสามารถพื้นฐานที่ทุกคนมีร่วมกัน

ในที่นี้ tools ใช้ในเชิงอุปลักษณ์ หมายถึงวิธีพื้นฐานของมนุษย์ในการสำรวจโลก เช่น การใช้ตา หู และความคิด ไม่ได้หมายถึงกล่องเครื่องมือหรืออุปกรณ์ห้องทดลองที่เหมือนกันทุกอย่าง We all start with นำเสนอความสามารถเหล่านี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนได้รับการฝึกฝนหรือมีทรัพยากรเท่ากัน แต่หมายความว่าความสามารถพื้นฐานในการสังเกตและคิดเป็นสิ่งที่มนุษย์มี ไม่ใช่พรสวรรค์ลึกลับที่มีเฉพาะผู้ค้นพบ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “We all start with the same tools” คำว่า tools หมายถึงอะไรในบริบทนี้?

  1. ความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ในการสังเกตและคิด
  2. เครื่องจักรพิเศษที่มีให้เฉพาะนักวิทยาศาสตร์อาชีพ
  3. ชุดอุปกรณ์ห้องทดลองที่เหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ

ความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ในการสังเกตและคิด

I love the idea that different branches of science are called fields of study. สำนวน

6:46

ผมชอบแนวคิดที่ว่าสาขาต่างๆ ของวิทยาศาสตร์ถูกเรียกว่า แวดวงการศึกษา (fields of study)

สำนวน

branches of science ... fields of study: อุปมาสองแบบเกี่ยวกับความรู้

“Branches of science” เปรียบวิทยาศาสตร์เป็นต้นไม้ โดยแต่ละ branch คือแขนงหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า ส่วน field ใน “fields of study” ใช้ในความหมายเชิงนามธรรมว่าเป็นสาขาความรู้หรือการวิจัย ไม่ได้หมายถึงไร่นา การนำอุปมาที่คุ้นเคยสองแบบนี้มาใช้คู่กันทำให้ความรู้ดูเหมือนแขนงต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันและพื้นที่ที่เข้าไปสำรวจได้ ทั้งยังปูทางไปสู่ภาพของวิทยาศาสตร์ในฐานะ “open field” ในช่วงต่อมา

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดแยกความหมายของ a branch of science กับ a field of study ได้ถูกต้องที่สุด

  1. branch หมายถึงวิชาทั้งหมดเสมอ ส่วน field หมายถึงไร่นาเท่านั้น
  2. branch คือแขนงย่อยของวิชาที่ใหญ่กว่า ส่วน field คือสาขาการศึกษาหรือการวิจัย
  3. ทั้งสองวลีหมายถึงกิ่งไม้และพื้นที่เกษตรจริง ๆ
ดูคำตอบ

branch คือแขนงย่อยของวิชาที่ใหญ่กว่า ส่วน field คือสาขาการศึกษาหรือการวิจัย

Most people

6:50

คนส่วนใหญ่

think of science as a closed black box, สำนวน

6:51

มองวิทยาศาสตร์ว่าเป็นกล่องดำที่ปิดทึบ

and in fact,

6:53

แต่ในความเป็นจริง

it is an open field.

6:54

มันเป็นทุ่งกว้าง (open field) ต่างหาก

สำนวน

a closed black box ... an open field: การเปลี่ยนมุมมองต่อวิทยาศาสตร์

“A closed black box” เป็นอุปมาถึงระบบที่การทำงานภายในถูกซ่อนไว้หรือคนภายนอกเข้าใจได้ยาก คำว่า closed ยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่าผู้คนเข้าไปหรือมีส่วนร่วมได้ไม่ง่าย “An open field” พลิกภาพดังกล่าว โดยทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นพื้นที่ที่คนเข้าไปตรวจสอบและค้นพบสิ่งต่าง ๆ ได้ “And in fact” เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังแก้ไขความเชื่อทั่วไป และนำเสนอวิทยาศาสตร์ใหม่ว่าเข้าถึงได้แทนที่จะลึกลับและปิดตาย

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายการแก้ความเข้าใจหลัง and in fact ได้ดีที่สุด

  1. วิทยาศาสตร์ปิดกั้นคนส่วนใหญ่เพราะสาขาวิจัยเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล
  2. ผู้คนอาจมองว่าวิทยาศาสตร์เข้าถึงยากและไม่โปร่งใส แต่ผู้พูดนำเสนอว่าวิทยาศาสตร์เปิดให้สำรวจได้
  3. วิทยาศาสตร์ทำอยู่ในภาชนะสีดำก่อนจะย้ายออกไปกลางแจ้ง
ดูคำตอบ

ผู้คนอาจมองว่าวิทยาศาสตร์เข้าถึงยากและไม่โปร่งใส แต่ผู้พูดนำเสนอว่าวิทยาศาสตร์เปิดให้สำรวจได้

And we are all explorers.

6:56

และพวกเราทุกคนคือนักสำรวจ

The people that made these discoveries

6:58

บรรดาคนที่ค้นพบสิ่งเหล่านี้

just thought a little bit harder

7:00

ก็แค่คิดให้หนักขึ้นอีกนิด

about what they were looking at.

7:01

เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังมองดูอยู่

And they were a little bit more curious.

7:03

และพวกเขาก็ช่างสงสัยมากขึ้นอีกหน่อย

And their curiosity changed the way people thought about the world. วลี

7:05

และความสงสัยของพวกเขาได้เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองโลก

วลี

changed the way people thought about the world: เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับโลก

ในประโยคนี้ changed the way people thought about the world หมายถึง “ทำให้ผู้คนคิดและเข้าใจโลกในแบบที่ต่างออกไป” เป็นการบอกถึงอิทธิพลที่ลึกซึ้งต่อรูปแบบความคิด ไม่ใช่แค่การทำให้คนรู้ข้อเท็จจริงใหม่หนึ่งอย่าง โครงสร้าง change the way + ประธาน + กริยา ตามด้วยอนุประโยคหลัง way คือ people thought about the world ตรงนี้ about the world เป็นส่วนหนึ่งของ think about จึงไม่ได้ขาดคำบุพบทอื่น

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย change the way + อนุประโยค ให้สมบูรณ์: The new tool changed ____ people worked.

ดูคำตอบ

the way

And thus, ลำดับความ

7:08

และด้วยเหตุนี้

it changed the world.

7:08

มันจึงเปลี่ยนแปลงโลก

ลำดับความ

And thus: สรุปเหตุและผลอย่างเป็นทางการ

And thus บอกผู้ฟังว่าข้อความต่อไปเป็นผลหรือข้อสรุปจากสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในที่นี้ การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้คนที่กล่าวไว้ก่อนหน้า นำไปสู่ข้อสรุปที่กว้างขึ้นว่าโลกได้เปลี่ยนไป And เชื่อมประโยคนี้กับประโยคก่อนหน้า ส่วน thus แสดงขั้นจากเหตุไปสู่ผลอย่างชัดเจน จึงเป็นการปิดแนวคิดให้สมบูรณ์แทนที่จะเพิ่มรายละเอียดใหม่ที่แยกออกมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมแบบเป็นทางการจากบทเรียนนี้: The map was inaccurate, ____ we took the wrong road.

ดูคำตอบ

and thus

They changed the world.

7:10

พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงโลก

And so can you. ไวยากรณ์

7:11

และคุณเองก็ทำได้เช่นกัน

ไวยากรณ์

And so can you: การกลับลำดับกับ can เพื่อบอกว่า “คุณก็ทำได้”

“And so can you” หมายถึง “คุณก็ทำสิ่งเดียวกันได้” โครงสร้าง so + กริยาช่วยแสดงความหมายหรือกริยาช่วย + ประธาน ใช้ลำดับคำแบบกลับตำแหน่งเพื่อเพิ่มอีกคนหรืออีกกลุ่มเข้าไปในใจความบอกเล่าเดิม ในประโยคนี้ ผู้ฟังเข้าใจว่าหลัง can มีการละการกระทำ change the world ไว้ ความหมายเต็มจึงเป็น “You can change the world too” รูปแบบสั้นนี้เปลี่ยนจุดสนใจจากสิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จไปยังสิ่งที่ผู้ฟังสามารถทำสำเร็จได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้กำลังใจด้วยโครงสร้างกลับตำแหน่งที่หมายถึง “คุณก็ทำได้เช่นกัน”: Alex can finish this challenge, and ____.

ดูคำตอบ

so can you

Thank you.

7:14

ขอบคุณครับ