วิธีพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของคุณ (ด้วยตัวเอง): บทเรียนภาษาอังกฤษ

PodEnglish

ความยากในการเรียน
642 คำ 157 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายเทคนิคเลียนแบบ LRRC ซึ่งประกอบด้วยการฟัง พูดตาม อัดเสียง และเปรียบเทียบเสียง เพื่อฝึกภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง แก้ความแตกต่างอย่างเจาะจง และซึมซับภาษาธรรมชาติผ่านการทำซ้ำ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. what if you don't have someone to talk to in English? — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้ว่า what if ใช้ยกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจริง และเปลี่ยนแนวอธิบายจากหลักการทั่วไปไปสู่ปัญหาเชิงปฏิบัติที่ผู้พูดกำลังจะเสนอวิธีแก้ได้อย่างไร 2. Play back the original and your recording simultaneously. — กริยาวลี: เข้าใจว่า play back หมายถึงการเปิดเนื้อหาเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกไว้กลับมาฟังหรือดูโดยเฉพาะ และนำไปใช้อธิบายขั้นตอนเปรียบเทียบเสียงต้นแบบกับเสียงที่ตนเองอัดไว้ 3. Repetition is the key to internalizing phrases and being able to use them without thinking about grammar rules. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: ใช้โครงสร้าง the key to + รูป -ing เพื่อเชื่อมวิธีการกับผลลัพธ์ และอธิบายว่าการฝึกซ้ำช่วยให้หยิบวลีมาใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องวิเคราะห์กฎไวยากรณ์อย่างมีสติ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

I think you already know,

0:00

ฉันคิดว่าคุณรู้อยู่แล้ว

that if you want to improve your English speaking skills, ไวยากรณ์

0:02

ว่าถ้าคุณต้องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของคุณ

you have to practice, right?

0:05

คุณต้องฝึกฝน ใช่ไหม?

ไวยากรณ์

If you want to..., you have to...: เชื่อมโยงเป้าหมายกับการกระทำที่จำเป็น

อนุประโยค if บอกเป้าหมาย: if you want to improve your English speaking skills จากนั้นประโยคหลักบอกการกระทำที่ถือว่าจำเป็นต่อการไปถึงเป้าหมายนั้น: you have to practice. ในที่นี้ have to ไม่ได้ฟังเหมือนคำสั่งจากคนอื่น แต่หมายความว่าการฝึกเป็นขั้นตอนที่จำเป็นหากเป้าหมายคือพูดให้ดีขึ้น คุณสามารถนำรูปแบบ If you want to + เป้าหมาย, you have to + การกระทำ ไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ If you want to..., you have to... จากบทเรียนให้สมบูรณ์: If you want to improve your listening, you ____ practice every day.

ดูคำตอบ

have to

You have to speak.

0:07

คุณต้องพูดออกเสียง

Studying grammar will never improve your speaking skills. ไวยากรณ์

0:08

การเรียนไวยากรณ์เพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้ทักษะการพูดของคุณดีขึ้นเลย

ไวยากรณ์

Studying grammar will never improve...: ประธานรูป -ing และการปฏิเสธอย่างหนักแน่น

Studying grammar เป็นวลีรูป -ing ที่ใช้เป็นประธาน โดยเรียกกิจกรรมการเรียนไวยากรณ์โดยตรง ประธานนี้ถือเป็นเอกพจน์และตามด้วย will never improve ซึ่งยืนยันอย่างหนักแน่นว่ากิจกรรมนั้นจะไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่กล่าวถึง ในบริบทนี้ ผลลัพธ์ที่ถูกปฏิเสธคือการพัฒนาทักษะการพูด ประเด็นคือการเรียนไวยากรณ์ไม่สามารถแทนการฝึกพูดได้ ไม่ได้หมายความว่าไวยากรณ์ไม่มีประโยชน์ต่อจุดประสงค์ใดเลย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กิจกรรมรูป -ing เป็นประธาน และใช้ will never improve เพื่อปฏิเสธผลลัพธ์อย่างหนักแน่นได้ถูกต้อง

  1. Watch tutorials will never improve your drawing without practice.
  2. Watching tutorials will never improve your drawing without practice.
  3. Watching tutorials will never improves your drawing without practice.
ดูคำตอบ

Watching tutorials will never improve your drawing without practice.

Listening to English alone will never improve your speaking skills. วลี

0:12

การฟังภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ทำให้ทักษะการพูดของคุณดีขึ้นเลย

วลี

Listening to English alone: alone หมายถึงไม่ใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

ใน Listening to English alone คำว่า alone ขยายกิจกรรมทั้งหมด หมายความว่าการฟังเป็นวิธีเดียวที่ใช้ โดยไม่ได้เพิ่มการฝึกแบบอื่น เมื่อ alone วางหลังชื่อกิจกรรมหรือวิธีการ คำนี้อาจหมายถึงทำสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนรู้สึกเหงา หรือไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ

แบบฝึกหัด

ใน Listening to English alone คำว่า alone หมายถึงอะไร

  1. ผู้ฟังรู้สึกเหงา
  2. ใช้การฟังเป็นวิธีเรียนเพียงวิธีเดียว
  3. ไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ผู้ฟัง
ดูคำตอบ

ใช้การฟังเป็นวิธีเรียนเพียงวิธีเดียว

You have to actually speak. วลี

0:16

คุณต้องพูดมันออกมาจริงๆ

วลี

have to actually speak: actually เน้นการลงมือทำจริง

ใน have to actually speak คำว่า have to แสดงความจำเป็น และ actually วางหน้า speak เพื่อเน้นการลงมือทำจริง นั่นคือต้องพูดออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรียน ฟัง เตรียมตัว หรือคิดว่าจะพูด actually ในที่นี้ช่วยแก้ความคิดที่ยังไม่ครบถ้วน ความหมายใกล้กับการลงมือทำจริง มากกว่า actually ที่อยู่ต้นประโยคและแปลว่าที่จริงแล้ว

แบบฝึกหัด

actually มีหน้าที่หลักอย่างไรใน You have to actually speak?

  1. หมายความว่าคนนั้นต้องพูดอย่างถูกต้องแม่นยำ
  2. ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการพูด
  3. เน้นว่าคนนั้นต้องลงมือพูดจริง ๆ
ดูคำตอบ

เน้นว่าคนนั้นต้องลงมือพูดจริง ๆ

But what if you don't have someone to talk to in English? โน้ต

0:18

แต่ถ้าคุณไม่มีคนให้คุยภาษาอังกฤษด้วยล่ะ?

ลำดับความ

การใช้ What if...? เพื่อยกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น

What if...? ใช้ยกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แล้วถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือควรรับมืออย่างไร ในประโยคนี้ ผู้พูดยกปัญหาว่าไม่มีคนให้ฝึกภาษาอังกฤษด้วย นี่เป็นคำถามสมมติ ไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในอดีต คำถามนี้ช่วยเปลี่ยนคำอธิบายจากคำแนะนำทั่วไปให้ฝึกพูด ไปสู่ปัญหาจริงที่สามารถอธิบายวิธีแก้ต่อไปได้

แบบฝึกหัด

เติมคำขึ้นต้นสองคำที่ใช้ยกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นให้เป็นคำถามสมบูรณ์: ____ the bus is late?

ดูคำตอบ

What if

ไวยากรณ์

someone to talk to: การคงบุพบทไว้ท้ายวลี

ใน someone to talk to นั้น to talk to วางไว้หลัง someone เพื่อบอกว่าหมายถึงคนแบบใด คือคนที่เราสามารถคุยด้วยได้ โครงสร้างนี้เป็นวลี infinitive ที่วางหลังคำที่มันขยาย คำว่า to ตัวสุดท้ายเป็นส่วนหนึ่งของ talk to someone เมื่อ someone อยู่หน้าวลีที่ใช้ขยายแล้ว บุพบท to จึงยังคงอยู่หลัง talk การจบวลีด้วย to ในกรณีนี้เป็นภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย someone + to talk และบุพบทท้ายวลีที่จำเป็นสำหรับความหมายว่า คนที่ฉันพูดคุยด้วยได้: After a hard day, I like having ____.

ดูคำตอบ

someone to talk to

How can you practice then?

0:21

แล้วคุณจะฝึกได้อย่างไร?

Well, there's a technique that allows you to learn to speak English by yourself. โน้ต

0:23

มีเทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้คุณเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยตัวเอง

ไวยากรณ์

that allows you to...: การอธิบายหน้าที่

ในประโยคนี้ that เริ่มอนุประโยคขยายคำนาม technique โดยเชื่อม technique เข้ากับคำอธิบายว่าเทคนิคนี้ช่วยให้ทำอะไรได้ ที่นี่ that ไม่ได้แปลว่า “สิ่งนั้น” ภายในอนุประโยค allow ใช้โครงสร้าง allow + คน + to + คำกริยา เช่น allows you to learn คุณสามารถใช้ “คำนาม + that allows...” เพื่ออธิบายเครื่องมือ วิธีการ หรือคุณสมบัติตามสิ่งที่มันช่วยให้ทำได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคขยายคำนามได้ถูกต้องเพื่ออธิบายหน้าที่ของคุณสมบัติหนึ่ง?

  1. The app has a feature that allows you to record your voice.
  2. The app has a feature that allows you record your voice.
  3. The app has a feature that lets you to record your voice.
ดูคำตอบ

The app has a feature that allows you to record your voice.

การใช้คำ

by yourself: คนเดียวหรือไม่ได้รับความช่วยเหลือ

by yourself หมายถึงทำบางสิ่งคนเดียวหรือโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น ที่นี่หมายความว่าผู้เรียนสามารถฝึกได้แม้ไม่มีคู่ฝึกสนทนา ในวลีนี้ by บอกลักษณะหรือวิธีที่ทำสิ่งนั้น ไม่ได้หมายถึง “เพื่อประโยชน์ของคุณ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “โดยไม่มีคนอื่น”: You can practice this dialogue ____.

ดูคำตอบ

by yourself

No speaking partner is necessary. ไวยากรณ์

0:27

ไม่จำเป็นต้องมีคู่สนทนา

ไวยากรณ์

No speaking partner is necessary: รูปแบบ No + นามวลี + be necessary

ในประโยคนี้ no ขยายนามวลี speaking partner และนามวลีทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธาน ประโยคนี้หมายความว่าการมีคู่ฝึกพูดไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น โดย no ไม่ได้เป็นคำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียวที่แยกอยู่ต่างหาก รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ No + นามวลี + be necessary ซึ่งใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็น รูปของ be ต้องสอดคล้องกับคำนามหลัก เช่น No ticket is necessary แต่ No special tools are necessary

แบบฝึกหัด

เติมประกาศให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ No + นามวลี + be necessary: ____ special software ____ necessary to join the online class.

ดูคำตอบ

No · is

This technique can help improve many aspects of your spoken English. วลี

0:30

เทคนิคนี้สามารถช่วยพัฒนาหลายด้านในการพูดภาษาอังกฤษของคุณ

วลี

many aspects of your spoken English: หลายด้านของภาษาอังกฤษด้านการพูดของคุณ

many aspects of your spoken English หมายถึงส่วนหรือมิติที่แตกต่างกันหลายอย่างของความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของคุณ วลีที่มี of ระบุหัวข้อกว้างซึ่งกำลังกล่าวถึงส่วนต่าง ๆ ของหัวข้อนั้น สำนวนนี้ช่วยเกริ่นแนวคิดโดยรวมก่อนแจกแจงมิติที่เฉพาะเจาะจง เช่น โครงสร้างประโยค ไวยากรณ์ คำศัพท์ หรือความคล่อง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ many aspects of + นามวลี

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ many aspects of + นามวลี เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The workshop improved ____ our teamwork.

ดูคำตอบ

many aspects of

Your sentence structure,

0:35

โครงสร้างประโยคของคุณ

your grammar,

0:36

ไวยากรณ์ของคุณ

your vocabulary,

0:38

คำศัพท์ของคุณ

and most importantly, ลำดับความ

0:39

และที่สำคัญที่สุด

your ability to effectively express your thoughts and ideas. วลี

0:41

ความสามารถในการแสดงความคิดและไอเดียของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำดับความ

and most importantly: บอกข้อที่สำคัญที่สุด

ในที่นี้ and most importantly ใช้เกริ่นรายการสุดท้ายที่มีความสำคัญสูงสุดในชุดรายการ รายการก่อนหน้าก็ยังสำคัญ แต่สำนวนนี้บอกผู้ฟังให้ใส่ใจเป็นพิเศษกับสิ่งที่จะกล่าวต่อไป and เชื่อมรายการนี้เข้ากับรายการก่อนหน้า ส่วน most importantly จัดให้รายการนี้สำคัญกว่ารายการอื่น จึงช่วยให้ลำดับความสำคัญของข้อมูลชัดเจน ไม่ใช่แค่เพิ่มอีกหนึ่งข้อที่มีน้ำหนักเท่ากัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ and most importantly บอกอะไร? The camera is light, affordable, and most importantly, easy to use.

  1. ข้อดีที่กล่าวไปก่อนหน้าถูกแก้ไขว่าเป็นข้อมูลเท็จ
  2. easy to use ถูกนำเสนอว่าเป็นข้อดีที่มีความสำคัญสูงสุด
  3. ข้อดีต่าง ๆ ถูกนำเสนอตามลำดับเวลา
ดูคำตอบ

easy to use ถูกนำเสนอว่าเป็นข้อดีที่มีความสำคัญสูงสุด

วลี

ความสามารถของคุณในการถ่ายทอดความคิดและแนวคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างหลักคือ ability to + กริยารูปพื้นฐาน วลีกริยา infinitive ที่ตามหลัง ability ระบุการกระทำเฉพาะที่ความสามารถนั้นครอบคลุม ดังนั้น ability to express จึงหมายถึงความสามารถหรือทักษะในการถ่ายทอดบางสิ่ง ใน to effectively express คำว่า effectively ขยาย express ไม่ได้ขยาย ability คำวิเศษณ์สามารถวางระหว่าง to กับกริยารูปพื้นฐานได้อย่างเป็นธรรมชาติ และ thoughts and ideas คือสิ่งที่ถูกถ่ายทอด

แบบฝึกหัด

ใช้ ability to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The course can improve your ____ explain complex ideas clearly.

ดูคำตอบ

ability to

So what is this technique?

0:45

แล้วเทคนิคนี้คืออะไรล่ะ?

Well, here's what it is. ลำดับความ

0:47

มันเป็นแบบนี้

ลำดับความ

Here's what it is: การเกริ่นนำคำตอบ

ในประโยคนี้ “here's what it is” ใช้เปลี่ยนจากคำถามไปสู่คำตอบ และบอกผู้ฟังว่าคำอธิบายหรือคำนิยามกำลังจะตามมา “here” ในที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงสถานที่จริง “Here's” ย่อมาจาก “here is” และใช้เสนอข้อมูลแก่ผู้ฟัง ส่วน “what it is” หมายถึงคำตอบของคำถาม “What is it?”

แบบฝึกหัด

“Here's what it is” ทำหน้าที่อะไรในบทสนทนานี้? “What is the new rule?” “Here's what it is: everyone signs in at the front desk.”

  1. แสดงว่าผู้พูดจบหัวข้อนี้แล้ว
  2. ใช้เกริ่นนำคำตอบหรือคำอธิบาย
  3. ใช้ชี้ตำแหน่งจริงของกฎ
ดูคำตอบ

ใช้เกริ่นนำคำตอบหรือคำอธิบาย

The technique is simple, but highly effective. วลี

0:49

เทคนิคนี้เรียบง่าย แต่ได้ผลดีมาก

วลี

simple, but highly effective: การแสดงความขัดแย้งด้วย but

“Simple” และ “highly effective” เป็นคำบรรยายสองอย่างของเทคนิคเดียวกัน “But” เชื่อมทั้งสองส่วนและแสดงความขัดแย้งว่า เทคนิคนี้เข้าใจหรือใช้งานง่าย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก ส่วน “is” ตัวที่สองก่อน “highly effective” สามารถเข้าใจได้จากบริบท จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำ “Highly” เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ช่วยเน้นคำคุณศัพท์ “effective” ต้องพูดว่า “highly effective” ไม่ใช่ “high effective”

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่มีความหมายว่า “ได้ผลดีมาก” ลงในประโยค: The safety check is simple, but ____.

ดูคำตอบ

highly effective

And you can do this from anywhere in the world.

0:51

และคุณสามารถทำได้จากทุกที่บนโลก

Learning to speak English through imitation. ไวยากรณ์

0:54

การเรียนรู้การพูดภาษาอังกฤษผ่านการเลียนแบบ

ไวยากรณ์

Learning to speak English through imitation ในฐานะหัวข้อที่ตั้งชื่อวิธีการ

ในที่นี้ Learning to speak English through imitation เป็นวลี gerund ที่ใช้ตั้งชื่อวิธีการ Learning ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ present progressive เพราะไม่มีรูปของ be และทั้งวลีทำหน้าที่เหมือนหัวข้อที่มีค่าเป็นคำนาม ภายในวลี to speak English เติมเนื้อหาของ learning ส่วน through imitation บอกวิธีที่ใช้ รูปแบบนี้ใช้ตั้งชื่อกิจกรรมพร้อมวิธีทำกิจกรรมนั้นได้

แบบฝึกหัด

ข้อใดเป็นหัวข้อวิธีการที่เป็นธรรมชาติและสร้างด้วยวลี gerund กับ through + คำนาม

  1. Learning new words are through short stories
  2. Learning new words through short stories
  3. Learning new words through short stories is
ดูคำตอบ

Learning new words through short stories

When I say imitation, ลำดับความ

0:57

เมื่อฉันพูดถึงการเลียนแบบ

I'm not talking about just repeating after native speakers, กริยาวลี

0:58

ฉันไม่ได้หมายถึงแค่การพูดซ้ำตามเจ้าของภาษา

ลำดับความ

ใช้ When I say..., I'm not talking about... เพื่อกำหนดขอบเขตของคำนิยาม

When I say imitation นำเสนอคำที่ผู้พูดกำลังจะให้ความหมาย จากนั้น I'm not talking about just repeating after native speakers ตัดความเข้าใจที่น่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่ครบออกไป ก่อนที่ผู้พูดจะบอกความหมายที่ตั้งใจ ในที่นี้ I'm not talking about ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนหัวข้อ โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้ When I say X, I'm not talking about Y ยังคงเน้นที่ X พร้อมทำให้ชัดว่า Y ไม่ใช่สิ่งที่ผู้พูดหมายถึง

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสี่คำสำหรับกำหนดขอบเขตจากบทเรียนให้ตรงตามต้นฉบับ รวมทั้งรูปย่อ: When I say teamwork, ____ one person doing all the work.

ดูคำตอบ

I'm not talking about

กริยาวลี

about just repeating after native speakers: แค่พูดตามคนอื่น

หลัง talk about เราสามารถใช้รูป -ing เพื่อบอกกิจกรรมได้ โดยในที่นี้ repeat เปลี่ยนเป็น repeating ส่วน just หมายถึง “เพียงแค่” ดังนั้นวลีนี้จึงจำกัดความคิดไว้ที่กิจกรรมง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว repeat after someone หมายถึงฟังคนหนึ่งพูดแล้วพูดคำเดียวกันตาม ในที่นี้ after บอกว่าเราพูดตามใคร ไม่ได้หมายถึง “ภายหลัง” ในเรื่องเวลา

แบบฝึกหัด

เติมคำที่มีความหมายว่า “พูดตามคำของฉัน” ในคำสั่งในชั้นเรียน: Listen carefully and repeat ____ me.

ดูคำตอบ

after

using the exact same words to improve your pronunciation.

1:02

โดยใช้คำเดิมเป๊ะๆ เพื่อปรับปรุงการออกเสียงของคุณ

I'm talking about something a little more advanced than that. วลี

1:05

ฉันกำลังพูดถึงสิ่งที่ล้ำลึกกว่านั้นอีกนิด

วลี

a little more advanced than that: ก้าวหน้ากว่านั้นเล็กน้อย

more advanced than that เป็นโครงสร้างเปรียบเทียบ โดย more advanced หมายถึงอยู่ในระดับที่สูงกว่า และ than นำหน้าสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบ ส่วน that ชี้กลับไปยังกิจกรรมที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ a little วางหน้ารูปเปรียบเทียบและหมายความว่าความแตกต่างมีเพียงเล็กน้อย หรือ “ก้าวหน้ากว่าเล็กน้อย” ทำให้การเปรียบเทียบฟังดูนุ่มนวลขึ้น ส่วน much more advanced จะสื่อว่าต่างกันมากกว่านี้มาก

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ถูกต้องเพื่อทำประโยคเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: This task is a little ____ advanced than the first one.

ดูคำตอบ

more

Here's how it works. ลำดับความ

1:09

วิธีการคือแบบนี้

ลำดับความ

Here's how it works: เปลี่ยนเข้าสู่คำอธิบายทีละขั้นตอน

Here's how it works บอกว่ากำลังจะเริ่มอธิบายวิธีการ เครื่องมือ หรือระบบ ในที่นี้ how ชี้ถึงวิธีหรือกระบวนการ ส่วน works หมายถึง “ทำงานหรือใช้งานได้” ไม่ได้หมายถึง “มีงานทำ” เมื่อใช้เป็นประโยคเชื่อม ประโยคนี้จะช่วยจัดลำดับคำอธิบาย หลังจากแนะนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ผู้พูดใช้ประโยคนี้เพื่อส่งสัญญาณว่าส่วนถัดไปจะอธิบายกระบวนการหรือแจกแจงขั้นตอน

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอเพิ่งแนะนำวิธีเรียนแบบใหม่และกำลังจะบอกขั้นตอน ประโยคเชื่อมใดช่วยจัดคำอธิบายได้ดีที่สุด?

  1. Here's where I work.
  2. Here's how it works.
  3. Here's why it failed.
ดูคำตอบ

Here's how it works.

You listen to an English phrase.

1:11

คุณฟังวลีภาษาอังกฤษ

You repeat the phrase.

1:13

คุณพูดทวนวลีนั้น

You record yourself saying the phrase. ไวยากรณ์

1:15

คุณบันทึกเสียงตัวเองตอนพูดวลีนั้น

ไวยากรณ์

record yourself saying...: record + กรรม + -ing

ใน record yourself saying the phrase คำว่า yourself แสดงว่าคนที่ถูกบันทึกคือตัวคุณเอง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ประธานกล่าวถึง ส่วน saying the phrase บอกว่าการบันทึกจับการกระทำใดไว้ ในทางไวยากรณ์ yourself เป็นกรรมของ record และ saying the phrase เป็นอนุประโยค -ing ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สอง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ record + คน + -ing ซึ่งหมายถึงบันทึกเสียงหรือภาพของคนนั้นขณะที่กำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่ เมื่อใช้ record yourself ประธานของ record กับคนที่ถูกบันทึกหมายถึงคนเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบสามคำ record + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + รูป -ing ของ read: ____ the sentence, then listen to the recording.

ดูคำตอบ

Record yourself reading

You compare the two versions and make changes. วลี

1:18

คุณเปรียบเทียบทั้งสองเวอร์ชันและปรับแก้

วลี

compare the two versions and make changes: เปรียบเทียบสองเวอร์ชันแล้วแก้ไข

ในประโยคนี้ the two versions หมายถึงเสียงต้นแบบและเสียงที่ผู้เรียนอัดเอง compare หมายถึงตรวจดูความแตกต่างของทั้งสอง ส่วน make changes หมายถึงปรับแก้เวอร์ชันของผู้เรียนตามสิ่งที่พบจากการเปรียบเทียบ ลำดับของคำกริยาแสดงขั้นตอนที่ใช้ได้จริง คือเปรียบเทียบก่อนแล้วจึงปรับปรุง รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ได้กับร่างงาน เสียงบันทึก งานออกแบบ หรือเวอร์ชันอื่นที่แก้ไขได้

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งด้วยสำนวนที่สอนในบทนี้ให้ตรงทุกคำ โดยต้องมีความหมายว่า “ตรวจดูสองรูปแบบก่อนแล้วจึงแก้ไข”: ____.

ดูคำตอบ

Compare the two versions and make changes

You repeat the phrase until you are comfortable with it. ไวยากรณ์

1:21

คุณพูดวลีนั้นซ้ำจนกว่าคุณจะคุ้นชินกับมัน

ไวยากรณ์

until you are comfortable with it: จนกว่าจะคุ้นเคยและมั่นใจ

ในประโยคนี้ until บอกจุดที่การ repeat สิ้นสุดลง คือให้พูดซ้ำต่อไปจนกว่าจะถึงสภาวะที่ระบุไว้แล้วจึงหยุด จุดสิ้นสุดจึงเป็นสภาวะ ไม่ใช่จำนวนครั้งที่กำหนดตายตัว be comfortable with it ในที่นี้หมายถึงคุ้นเคยกับวลีและมั่นใจที่จะใช้ ไม่ได้หมายถึงความสบายทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนที่สอนในบทนี้ให้ตรงทุกคำ เพื่อให้ “ความมั่นใจ” เป็นจุดสิ้นสุดของการฝึก: Keep practicing the introduction ____.

ดูคำตอบ

until you are comfortable with it

Simple, right?

1:24

ง่ายใช่ไหมล่ะ?

I call this the LRRC technique.

1:25

ฉันเรียกสิ่งนี้ว่าเทคนิค LRRC

For the First step,

1:28

สำหรับขั้นตอนแรก

listen to a short English phrase or sentence spoken by a native speaker.

1:29

ให้ฟังวลีหรือประโยคภาษาอังกฤษสั้นๆ ที่พูดโดยเจ้าของภาษา

Once you've listened, ลำดับความ

1:34

เมื่อคุณฟังจบแล้ว

it's time for the repeat part.

1:35

ก็ถึงเวลาของส่วนการทำซ้ำ

ลำดับความ

Once you've listened ... it's time for the repeat part: การเชื่อมขั้นตอน

Once you've listened บอกว่าขั้นตอนการฟังเสร็จแล้ว ในที่นี้ once เป็นคำเชื่อมบอกเวลา หมายถึง 'เมื่อ' หรือ 'หลังจาก' ไม่ได้บอกจำนวนครั้ง It's time for the repeat part ใช้เปิดขั้นตอนถัดไป เมื่อนำ Once + ขั้นตอนที่เสร็จแล้ว มาคู่กับ it's time for + ขั้นตอนถัดไป คำสั่งจะมีลำดับก่อนหลังชัดเจน รูป present perfect ใน you've listened เน้นว่าขั้นตอนแรกเสร็จก่อนขั้นตอนต่อไปเริ่ม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ Once you've และ it's time for: ____ checked your answers, ____ a break.

ดูคำตอบ

Once you've · it's time for

Say the phrase aloud,

1:37

พูดวลีนั้นออกมาดังๆ

mimicking what you heard as accurately as possible. วลี

1:39

เลียนแบบสิ่งที่คุณได้ยินให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้

วลี

as accurately as possible: ระดับความถูกต้องสูงสุดที่ทำได้

ใน mimicking what you heard as accurately as possible คำว่า accurately บอกว่าต้องเลียนแบบอย่างไร วลีนี้หมายถึง 'ด้วยความถูกต้องสูงสุดเท่าที่ทำได้' ไม่ได้หมายถึง 'ด้วยความถูกต้องที่เป็นไปได้' รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ as + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + as possible ซึ่งใช้ดันคุณสมบัติหรือวิธีทำให้ถึงระดับสูงสุดที่สถานการณ์เอื้ออำนวย สามารถเปลี่ยนคำตรงกลางเป็น clearly, quickly หรือ carefully ได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ as ... as possible กับ accurately: Please copy the code ____.

ดูคำตอบ

as accurately as possible

Don't worry about small mistakes for now. น้ำเสียง/เจตนา

1:42

ไม่ต้องกังวลกับข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้

น้ำเสียง/เจตนา

Don't worry about ... for now: ตอนนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่อง...

Don't worry about ... เป็นวิธีพูดตรง ๆ แต่ช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจ เพื่อบอกว่าไม่ต้องกังวลหรือจดจ่อกับปัญหามากเกินไป ในประโยคนี้ ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ยังไม่ใช่สิ่งสำคัญในตอนนี้ For now หมายถึง “ในช่วงนี้” หรือ “ตอนนี้ก่อน” ทำให้คำแนะนำมีผลเพียงชั่วคราว เพราะอาจยังต้องกลับมาแก้ข้อผิดพลาดเหล่านั้นภายหลัง

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ใน "Don't worry about small mistakes for now," คำว่า for now หมายถึงไม่จำเป็นต้องสนใจข้อผิดพลาดเหล่านั้นอีกเลย

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

Next, record yourself on your smartphone or computer saying the phrase.

1:44

ต่อไป ให้บันทึกเสียงตัวเองตอนพูดวลีนั้นด้วยสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์

You'll use this recording for comparisons later.

1:49

คุณจะใช้เสียงบันทึกนี้เพื่อเปรียบเทียบในภายหลัง

Now it's time to compare.

1:52

ตอนนี้ถึงเวลาเปรียบเทียบแล้ว

Play back the original and your recording simultaneously. กริยาวลี

1:54

เปิดเสียงต้นฉบับและเสียงบันทึกของคุณไปพร้อมๆ กัน

กริยาวลี

Play back the original and your recording: เปิดเสียงต้นฉบับและเสียงที่คุณอัดไว้ซ้ำ

Play back หมายถึงเปิดเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกไว้ให้ฟังหรือดู มักใช้เมื่อต้องการเปิดอีกครั้งเพื่อทบทวนหรือตรวจสอบ ในที่นี้จะเปิดเสียงต้นฉบับกับเสียงที่คุณอัดไว้เพื่อเปรียบเทียบ ส่วน simultaneously หมายถึงทั้งสองอย่างเล่นในเวลาเดียวกัน Play back เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำนาม พูดได้ทั้ง play back the recording และ play the recording back แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลางว่า play it back ไม่ใช่ play back it

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “เปิดเนื้อหาที่บันทึกไว้” ให้สมบูรณ์: Please ____ the voice message so we can check the address.

ดูคำตอบ

play back

Analyze differences in areas like individual sounds, วลี

1:58

วิเคราะห์ความแตกต่างในส่วนต่างๆ เช่น เสียงแต่ละเสียง

stress, rhythm, and pacing. การใช้คำ

2:02

การเน้นเสียง จังหวะ และความเร็ว

วลี

Analyze differences in areas like ...: วิเคราะห์ความแตกต่างในด้านต่าง ๆ เช่น...

Analyze differences in areas like X หมายถึงการตรวจดูว่าสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันอย่างไรในด้านที่เจาะจง เช่น X คำว่า areas ในที่นี้หมายถึง “ด้าน” หรือ “มิติ” ไม่ใช่สถานที่ like ใช้นำตัวอย่าง ดังนั้นรายการที่ตามมาจึงไม่จำเป็นต้องครอบคลุมทุกด้าน รูปแบบนี้ช่วยเปลี่ยนการเปรียบเทียบแบบกว้าง ๆ ให้เป็นหัวข้อที่ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ areas like individual sounds หมายถึงอะไร

  1. ห้องที่ใช้บันทึกเสียงแต่ละเสียง
  2. ด้านต่าง ๆ เช่น เสียงแต่ละเสียง
  3. พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใกล้กับเสียงแต่ละเสียง
ดูคำตอบ

ด้านต่าง ๆ เช่น เสียงแต่ละเสียง

การใช้คำ

stress, rhythm และ pacing ในการพูด

ในการพูด stress ทำให้พยางค์หรือคำหนึ่งเด่นขึ้นมา rhythm คือรูปแบบที่เกิดซ้ำจากส่วนที่หนักและเบากว่า ส่วน pacing คือการพูดเร็วหรือช้าเพียงใดและหยุดตรงไหน คำเหล่านี้ใช้บรรยายการไหลของคำพูดโดยรวม ซึ่งมากกว่าการดูเพียงเสียงแต่ละเสียง

แบบฝึกหัด

ลำดับใดตรงกับลักษณะเหล่านี้: ทำให้คำสำคัญเด่นขึ้น รูปแบบจังหวะหนักเบา และความเร็วกับช่วงหยุดโดยรวม

  1. stress; rhythm; pacing
  2. pacing; stress; rhythm
  3. rhythm; pacing; stress
ดูคำตอบ

stress; rhythm; pacing

Pinpoint one or two specific things to improve. วลี

2:04

เจาะจงเลือกหนึ่งหรือสองจุดที่ต้องการปรับปรุง

วลี

ระบุสิ่งที่ควรปรับปรุงอย่างเจาะจงหนึ่งหรือสองอย่าง

ในที่นี้ pinpoint หมายถึงระบุให้แม่นยำ ไม่ได้หมายถึงชี้ด้วยเข็ม คำสั่งนี้ให้เลือกเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงหนึ่งหรือสองอย่าง แทนที่จะพยายามแก้ทุกอย่างพร้อมกัน ใน things to improve คำว่า to improve ขยายความ things ว่าเป็นส่วนที่ต้องปรับปรุง รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ pinpoint + ปัญหา สาเหตุ จุด หรือเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับขอให้ผู้อื่นเลือกเป้าหมายในการปรับปรุงที่ชัดเจนเพียงไม่กี่อย่าง

  1. Choose something interesting to talk about.
  2. Pinpoint one or two specific things to improve.
  3. List every possible change you can think of.
ดูคำตอบ

Pinpoint one or two specific things to improve.

Lastly, repeat this process.

2:08

สุดท้าย ให้ทำกระบวนการนี้ซ้ำ

Go back and listen, repeat, record, compare, ลำดับความ

2:10

กลับไปฟัง พูดซ้ำ บันทึกเสียง เปรียบเทียบ

and tweak your pronunciation until you have it mastered. วลี

2:13

และปรับการออกเสียงของคุณจนกว่าคุณจะเชี่ยวชาญ

ลำดับความ

ย้อนกลับไปแล้วฟัง พูดซ้ำ บันทึกเสียง และเปรียบเทียบ

ในที่นี้ Go back ไม่ได้หมายถึงเดินกลับไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการให้ผู้ฟังย้อนกลับไปยังช่วงก่อนหน้าในกระบวนการฝึก Listen, repeat, record และ compare เป็นคำกริยาคำสั่งที่วางขนานกัน แต่ละคำใช้รูปพื้นฐานและมีประธาน you ที่ละไว้ร่วมกัน การเรียงคำกริยาเหล่านี้ต่อกันทำให้ประโยคกลายเป็นลำดับการกระทำที่กระชับและทำซ้ำได้ก่อนการปรับครั้งสุดท้าย

แบบฝึกหัด

Go back and listen, repeat, record, compare ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกให้ผู้ฟังเดินกลับไปยังห้องบันทึกเสียง
  2. พาผู้ฟังกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้าและแจกแจงการกระทำที่ต้องทำซ้ำ
  3. อธิบายการกระทำที่ไม่เกี่ยวข้องกันซึ่งเกิดขึ้นในอดีต
ดูคำตอบ

พาผู้ฟังกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้าและแจกแจงการกระทำที่ต้องทำซ้ำ

วลี

tweak your pronunciation until you have it mastered: ปรับการออกเสียงจนเชี่ยวชาญ

ในที่นี้ tweak your pronunciation หมายถึงการปรับวิธีออกเสียงทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียด คำว่า tweak เน้นการปรับปรุงรายละเอียด ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งหมด until บอกจุดที่สามารถหยุดการปรับได้ ส่วน have it mastered หมายถึงไปถึงสภาพที่รู้หรือควบคุมสิ่งนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว ในโครงสร้าง have + กรรม + กริยาช่องที่ 3 กริยาช่องที่ 3 สามารถบอกผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคตัวอย่าง tweak your pronunciation หมายถึงอะไร

  1. หยุดฝึกการออกเสียง
  2. ปรับการออกเสียงเล็กน้อยอย่างละเอียด
  3. เปลี่ยนวิธีพูดทั้งหมด
ดูคำตอบ

ปรับการออกเสียงเล็กน้อยอย่างละเอียด

Consistent practice is key to seeing real progress in your fluency. วลี

2:16

การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการเห็นความก้าวหน้าที่แท้จริงในความคล่องแคล่วของคุณ

วลี

is key to seeing real progress: key to ตามด้วยรูป -ing

ในโครงสร้าง X is key to Y คำว่า key หมายถึงสิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญมาก ประโยคนี้บอกว่าการฝึกอย่างสม่ำเสมอเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดพัฒนาการจริงด้านความคล่องแคล่ว ในที่นี้ to เป็นส่วนหนึ่งของ key to และทำหน้าที่เป็นคำบุพบท หลังจากนั้นจึงใช้คำนามหรือคำกริยารูป -ing เช่น key to progress หรือ key to seeing progress ไม่ใช่ key to see progress

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเป้าหมาย is key to: Regular review ____ remembering new words.

ดูคำตอบ

is key to

When you record your own voice,

2:21

เมื่อคุณบันทึกเสียงของตัวเอง

you can give yourself feedback. วลี

2:22

คุณสามารถให้ข้อเสนอแนะกับตัวเองได้

วลี

give yourself feedback: ให้ข้อเสนอแนะแก่ตัวเอง

give yourself feedback หมายถึงประเมินผลงานของตนเองและสังเกตว่าทำอะไรได้ดีหรือควรปรับปรุงอะไร ในโครงสร้าง give someone feedback คำว่า yourself คือผู้รับข้อเสนอแนะ ดังนั้นผู้ให้และผู้รับจึงเป็นคนเดียวกัน ในที่นี้ feedback หมายถึงความคิดเห็นหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับผลงาน ไม่ได้หมายถึงเสียงหอนแหลมที่อุปกรณ์เสียงอาจทำให้เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย give + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + feedback: After you watch your practice video, ____ on your posture.

ดูคำตอบ

give yourself feedback

You'll notice your own mistakes.

2:24

คุณจะสังเกตเห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง

Then you can make changes.

2:26

จากนั้นคุณก็จะสามารถปรับแก้ได้

When just imitating,

2:28

ถ้าแค่เลียนแบบเฉยๆ

you can't do this.

2:29

คุณจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้

You're repeating your mistakes over again. วลี

2:31

คุณก็จะทำผิดซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ

วลี

over again ใน repeat your mistakes over again

over again หมายถึงอีกครั้ง โดยมักมีแนวคิดว่าทำการกระทำเดิมใหม่ตั้งแต่ต้น ในที่นี้เป็นสำนวนบอกเวลา ส่วน over ไม่ได้หมายถึง “อยู่เหนือ” หรือ “ข้าม” ใน You're repeating your mistakes over again สำนวนนี้เน้นความหมายของ repeat และบอกว่าความผิดเดิมยังกลับมาเกิดขึ้นแทนที่จะได้รับการแก้ไข เนื่องจาก repeat มีความหมายของการทำซ้ำอยู่แล้ว over again จึงใช้เพื่อเน้น และอาจฟังซ้ำซ้อนในงานเขียนที่กระชับมาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Leo วาดภาพใหม่ตั้งแต่ต้นหลังจากฝนทำให้ภาพเสียหาย

  1. Leo drew lines over the chalk picture after the rain.
  2. The rain ruined Leo's chalk picture, so he drew it over and over.
  3. The rain ruined Leo's chalk picture, so he drew it over again.
ดูคำตอบ

The rain ruined Leo's chalk picture, so he drew it over again.

That's why the LRRC technique is more powerful. ลำดับความ

2:34

นั่นคือเหตุผลที่เทคนิค LRRC ทรงพลังกว่า

ลำดับความ

That's why + ประโยคบอกเล่า: สรุปผลจากเหตุผล

That's why ใช้ขึ้นต้นผลลัพธ์หรือข้อสรุปที่มีข้อมูลก่อนหน้ารองรับ ในที่นี้ คำอธิบายก่อนหน้าเป็นเหตุผล และประโยคนี้ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่าเทคนิค LRRC มีพลังมากกว่า อนุประโยคหลัง why ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ: the LRRC technique is more powerful โครงสร้างนี้บอกผลลัพธ์ ไม่ได้ใช้ถามคำถาม

แบบฝึกหัด

เติมความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลด้วย That's why: The road is icy. ____ we need to drive slowly.

ดูคำตอบ

That's why

This technique offers many benefits.

2:37

เทคนิคนี้มีประโยชน์มากมาย

You have the opportunity to listen and imitate correct English, วลี

2:40

คุณมีโอกาสได้ฟังและเลียนแบบภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง

วลี

have the opportunity to listen and imitate: have the opportunity to + คำกริยารูปพื้นฐาน

have the opportunity to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง สถานการณ์หนึ่งเปิดโอกาสให้ใครบางคนทำบางสิ่ง ในที่นี้ เทคนิคนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฟังและเลียนแบบ to เพียงตัวเดียวเชื่อมกับคำกริยารูปพื้นฐานสองคำที่อยู่ในระดับเดียวกัน คือ listen และ imitate คำกริยาทั้งสองบอกว่าโอกาสนี้ทำให้ทำอะไรได้บ้าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง have the opportunity to: At this workshop, you ____ practice with a coach.

ดูคำตอบ

have the opportunity to

which helps you learn to form sentences properly. ไวยากรณ์

2:43

ซึ่งช่วยให้คุณเรียนรู้วิธีสร้างประโยคอย่างเหมาะสม

ไวยากรณ์

which helps you learn...: การเพิ่มผลลัพธ์ของใจความทั้งหมดก่อนหน้า

อนุประโยค which หลังเครื่องหมายจุลภาคเป็นข้อมูลเสริมแบบไม่จำกัดความที่กล่าวถึงใจความทั้งหมดก่อนหน้า คือการมีโอกาสฟังและเลียนแบบภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง ในที่นี้ which ไม่ได้หมายถึงแค่ English อนุประโยคนี้เพิ่มประโยชน์หรือผลของการกระทำนั้น โครงสร้างนี้ช่วยให้บอกการกระทำหรือสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยเสริมอย่างเป็นธรรมชาติว่ามันก่อให้เกิดอะไรหรือสำคัญอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ which หมายถึงอะไร? Maya records herself speaking, which helps her notice mistakes.

  1. ข้อผิดพลาด
  2. การบันทึกเสียงของตนเองขณะพูด
  3. Maya
ดูคำตอบ

การบันทึกเสียงของตนเองขณะพูด

You will learn idioms, expressions,

2:47

คุณจะได้เรียนรู้สำนวน รูปแบบการแสดงออก

and other speaking patterns that are used in everyday conversations. ไวยากรณ์

2:49

และรูปแบบการพูดอื่นๆ ที่ใช้ในบทสนทนาประจำวัน

ไวยากรณ์

speaking patterns that are used...: อนุประโยคสัมพัทธ์รูปถูกกระทำ

ใน speaking patterns that are used in everyday conversations ส่วน that are used in everyday conversations เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์รูปถูกกระทำที่ขยาย speaking patterns และบอกว่ารูปแบบเหล่านั้นถูกใช้ที่ใด โดย conversations เป็นกรรมของบุพบท in ไม่ใช่ประธานของ are used โครงสร้าง “คำนาม + that + be + กริยาช่องที่สาม + บริบท” ใช้อธิบายคำนามตามประโยชน์ใช้สอยหรือสถานการณ์ที่ใช้ ในที่นี้ patterns เป็นผู้รับการกระทำ กล่าวคือ ผู้คนใช้รูปแบบเหล่านี้ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคสัมพัทธ์รูปถูกกระทำเพื่ออธิบายว่าวลีเหล่านั้นใช้ในสถานการณ์ใด?

  1. The guide lists employees who use these phrases in customer-service calls.
  2. The guide explains why these phrases matter in customer-service calls.
  3. The guide lists phrases that are used in customer-service calls.
ดูคำตอบ

The guide lists phrases that are used in customer-service calls.

When you imitate other people,

2:53

เมื่อคุณเลียนแบบคนอื่น

you are learning grammar through a process called implicit learning. การใช้คำ

2:54

คุณกำลังเรียนรู้ไวยากรณ์ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว (implicit learning)

การใช้คำ

การเรียนไวยากรณ์ผ่านการเรียนรู้โดยนัย

implicit learning หมายถึง “การเรียนรู้โดยนัย” คือการซึมซับรูปแบบจากการได้พบเจอ การเลียนแบบ และการใช้งาน แทนที่จะตั้งใจเรียนกฎที่อธิบายไว้อย่างชัดเจน ผู้เรียนอาจใช้รูปแบบได้ถูกต้องแต่บอกกฎไม่ได้ ในประโยคนี้ การเลียนแบบผู้อื่นถูกนำเสนอว่าเป็นวิธีเรียนรู้ไวยากรณ์แบบดังกล่าว วลี through a process called implicit learning บอกทั้งวิธีและชื่อของวิธีนั้น โดย through แสดงว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยวิธีใด และ called ใช้บอกชื่อของกระบวนการ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ implicit learning มากที่สุด

  1. ไม่เรียนรู้อะไรเลยถ้าไม่มีคนอธิบายกฎ
  2. เรียนรู้รูปแบบผ่านการพบเจอและการใช้งานโดยไม่ศึกษากฎอย่างมีสติ
  3. ท่องจำกฎก่อนใช้ตัวอย่างใด ๆ
ดูคำตอบ

เรียนรู้รูปแบบผ่านการพบเจอและการใช้งานโดยไม่ศึกษากฎอย่างมีสติ

This is the process where learning happens without your awareness. วลี

2:58

นี่คือกระบวนการที่การเรียนรู้เกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว

วลี

without your awareness: โดยที่คุณไม่รู้ตัว

without your awareness หมายถึง บางสิ่งเกิดขึ้นขณะที่คุณไม่ได้สังเกตหรือรับรู้อย่างตั้งใจ ในที่นี้ การเรียนรู้เกิดขึ้นจริง แม้ผู้เรียนจะไม่ได้จดจ่อกับกระบวนการเรียนรู้ without เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลี your awareness คำว่า awareness หมายถึงการรับรู้หรือการสังเกตอย่างมีสติ ไม่ใช่ปริมาณความรู้ที่มี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ขณะที่คุณไม่ได้สังเกตอย่างมีสติ”: A habit can develop ____.

ดูคำตอบ

without your awareness

This is how babies and children learn the grammar rules of their first language.

3:02

นี่เป็นวิธีที่ทารกและเด็กเรียนรู้กฎไวยากรณ์ในภาษาแรกของพวกเขา

When you imitate,

3:07

เมื่อคุณเลียนแบบ

you don't think about grammar.

3:07

คุณไม่ได้นึกถึงไวยากรณ์

You're not trying to understand why the present perfect tense ลำดับความ

3:09

คุณไม่ได้พยายามทำความเข้าใจว่าทำไม present perfect tense

is used in this situation or in that situation.

3:13

จึงถูกใช้ในสถานการณ์นี้หรือสถานการณ์นั้น

ลำดับความ

You're not trying to understand why ... is used: กำหนดขอบเขตของงาน

You're not trying to understand why... เริ่มด้วยการบอกว่าสิ่งใดไม่ใช่งานในตอนนี้ ในที่นี้ ผู้พูดดึงความสนใจออกจากการวิเคราะห์เหตุผลของการใช้ present perfect แต่ละครั้ง การปูด้วยประโยคปฏิเสธนี้เปิดทางให้บอกจุดสำคัญจริง ซึ่งมักตามด้วย instead หรือ but หลัง understand คำว่า why เปิดคำถามที่อยู่ภายในประโยคใหญ่: why the present perfect tense is used.... โครงสร้างใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า และ is used เป็นส่วนกริยาที่มี the present perfect tense เป็นประธาน คุณสามารถใช้ You're not trying to + การกระทำ เพื่อกำหนดให้ชัดว่างานนี้ไม่รวมอะไร

แบบฝึกหัด

You're not trying to understand why ... is used ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้?

  1. ตัดการวิเคราะห์กฎออกจากงานปัจจุบันและเตรียมเข้าสู่จุดเน้นจริง
  2. บอกว่าไม่สามารถใช้ present perfect ได้ในทั้งสองสถานการณ์
  3. ขอให้ผู้ฟังอธิบายการใช้ present perfect ทุกแบบ
ดูคำตอบ

ตัดการวิเคราะห์กฎออกจากงานปัจจุบันและเตรียมเข้าสู่จุดเน้นจริง

Instead, you're focused on communication, ลำดับความ

3:16

แต่คุณจดจ่ออยู่กับการสื่อสาร

on understanding and expressing ideas.

3:19

ที่ความเข้าใจและการแสดงความคิด

ลำดับความ

Instead, you're focused on ...: เปลี่ยนไปสู่จุดสำคัญที่แท้จริง

Instead บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากจุดเน้นที่เพิ่งตัดออกไปสู่จุดเน้นจริง โครงสร้าง Not A. Instead, ... B ทำให้เห็นความต่างระหว่าง “ไม่ใช่ A แต่เป็น B” ได้ชัดเจน be focused on ใช้ระบุสิ่งที่เป็นจุดสำคัญ หลัง on ใช้คำนามหรือรูป -ing เช่น on communication และ on understanding and expressing ideas การใช้ on ซ้ำครั้งที่สองอธิบาย communication ให้เจาะจงขึ้น ไม่ได้เริ่มความขัดแย้งใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเป้าหมาย Instead และ focused on ตามที่กำหนด: We are not checking every small error. ____, we are ____ improving the main idea.

ดูคำตอบ

Instead · focused on

You are still learning grammar,

3:22

คุณก็ยังคงได้เรียนรู้ไวยากรณ์อยู่ดี

but you are not aware that it is happening. ไวยากรณ์

3:23

เพียงแต่คุณไม่รู้ตัวว่ามันกำลังเกิดขึ้น

ไวยากรณ์

be aware that + อนุประโยค: ตระหนักถึงข้อเท็จจริง

Be aware that + อนุประโยค หมายถึงรู้หรือตระหนักว่าข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งเป็นจริง หลัง that จะตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาของตัวเอง เช่น it is happening ในประโยคนี้ it หมายถึงกระบวนการเรียนไวยากรณ์ การเรียนกำลังเกิดขึ้นจริง แต่ผู้เรียนไม่ได้สังเกตเห็นอย่างมีสติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ aware that หน้าอนุประโยคสมบูรณ์ได้ถูกต้อง

  1. I wasn't aware of the door was locked.
  2. I wasn't aware that the door was locked.
  3. I wasn't aware to the door was locked.
ดูคำตอบ

I wasn't aware that the door was locked.

This is one of the proper ways to learn grammar.

3:26

นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่เหมาะสมในการเรียนรู้ไวยากรณ์

Imagine repeating hundreds or even thousands of phrases like this. วลี

3:29

ลองจินตนาการถึงการพูดซ้ำวลีแบบนี้เป็นร้อยหรือเป็นพันวลีดูสิ

วลี

hundreds or even thousands of + คำนามพหูพจน์

Hundreds of หมายถึงจำนวนโดยประมาณในหลักร้อย และ thousands of หมายถึงจำนวนโดยประมาณในหลักพัน or even เปลี่ยนจากจำนวนมากระดับแรกไปเป็นจำนวนที่มากกว่าและน่าประหลาดใจกว่า โดย even เน้น thousands เนื่องจากเป็นจำนวนโดยประมาณที่ไม่มีตัวเลขแน่นอนอยู่ข้างหน้า hundreds และ thousands จึงเป็นรูปพหูพจน์ of เชื่อมสำนวนบอกจำนวนกับคำนามพหูพจน์ที่ตามมา ประโยคนี้เน้นขนาดที่ใหญ่มาก ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่เพิ่มจากจำนวนโดยประมาณในหลักร้อยไปเป็นจำนวนที่มากกว่าในหลักพัน: The archive contains ____ old photographs.

ดูคำตอบ

hundreds or even thousands of

If you do that, ไวยากรณ์

3:33

ถ้าคุณทำแบบนั้น

then you're going to make fast progress with your English.

3:34

คุณจะพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณไปได้อย่างรวดเร็ว

ไวยากรณ์

If you do that, then you're going to make fast progress with your English: เชื่อมเงื่อนไขกับผลลัพธ์ที่คาดไว้

If you do that ใช้บอกเงื่อนไข โดย that ในที่นี้ย้อนกลับไปถึงการกระทำที่พูดไว้ก่อนหน้า คือการพูดวลีจำนวนมากซ้ำ ๆ ส่วน then ช่วยให้ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น แต่ในภาษาอังกฤษทั่วไปสามารถละได้ You're going to make fast progress เป็นการคาดการณ์ผลที่น่าจะเกิดขึ้นจากการทำตามวิธีนั้น be going to ใช้บอกแผนได้เช่นกัน แต่ในประโยคนี้เป็นการคาดการณ์จากเงื่อนไขที่ให้ไว้ กล่าวคือ หากทำสิ่งนั้น ก็คาดว่าจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำให้สมบูรณ์โดยใช้รูปย่อของ be going to: If you practice these sounds every day, then ____ pronounce them more clearly.

ดูคำตอบ

you're going to

You're going to learn grammar in a real way. วลี

3:37

คุณจะได้เรียนรู้ไวยากรณ์ด้วยวิธีที่ใช้งานได้จริง

วลี

learn grammar in a real way: เรียนไวยากรณ์ผ่านการใช้งานจริง

in a real way ขยายความว่าเรียนไวยากรณ์อย่างไร ในที่นี้หมายถึงการเรียนด้วยความเข้าใจและการนำไปใช้จริง แทนที่จะท่องจำเพียงกฎที่เป็นนามธรรม ส่วน way หมายถึงวิธีหรือแนวทาง ไม่ใช่ถนนจริง ๆ คำว่า real ตั้งใจให้มีความหมายกว้าง โดยบริบทรอบข้างช่วยอธิบายว่าหมายถึงการพูดวลีซ้ำและสัมผัสไวยากรณ์ในภาษาที่มีความหมาย ในบริบทอื่น วลีนี้ก็ต้องมีข้อมูลที่ช่วยบอกว่าอะไรคือสิ่งที่จริงหรือใช้ได้จริงเช่นกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค You're going to learn grammar in a real way วลี in a real way หมายถึงอะไร?

  1. ระหว่างเดินทางบนถนนที่มีอยู่จริง
  2. ด้วยการท่องจำเพียงชื่อศัพท์ไวยากรณ์
  3. ผ่านความเข้าใจและการนำไปใช้จริง
ดูคำตอบ

ผ่านความเข้าใจและการนำไปใช้จริง

Your speaking will improve dramatically,

3:40

การพูดของคุณจะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

as will your pronunciation. ไวยากรณ์

3:43

รวมถึงการออกเสียงของคุณด้วย

ไวยากรณ์

as will your pronunciation: เพิ่มผลลัพธ์เดียวกันด้วยโครงสร้างกลับลำดับ

อนุประโยค as will your pronunciation หมายถึง your pronunciation will improve dramatically too หรือการออกเสียงก็จะพัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกัน As ใช้นำประธานตัวที่สองซึ่งได้รับผลแบบเดียวกับที่กล่าวไปแล้ว ส่วน will ทำหน้าที่แทนวลีกริยา improve dramatically ที่ละไว้ ลำดับคือ as + กริยาช่วย + ประธาน แม้ will จะอยู่หน้า your pronunciation แต่นี่เป็นโครงสร้างบอกเล่าแบบกลับลำดับ ไม่ใช่คำถาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างกลับลำดับ as + กริยาช่วย เพื่อแสดงว่าการทรงตัวจะพัฒนาขึ้นเช่นกัน: With regular practice, your strength will improve, ____ your balance.

ดูคำตอบ

as will

And you're going to learn new words and phrases.

3:45

และคุณจะได้เรียนรู้คำศัพท์และวลีใหม่ๆ

Repetition is the key to internalizing phrases วลี

3:47

การทำซ้ำคือกุญแจสำคัญในการซึมซับวลีต่างๆ

and being able to use them without thinking about grammar rules.

3:51

และช่วยให้สามารถใช้มันได้โดยไม่ต้องนึกถึงกฎไวยากรณ์

วลี

the key to internalizing ... and being able to use ...: รูป -ing ที่วางขนานกัน

ในรูป X is the key to Y คำว่า the key to หมายถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการบรรลุ Y ในประโยคนี้ การทำซ้ำถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่นำไปสู่ผลสองอย่างที่เกี่ยวข้องกัน คือ internalizing phrases และ being able to use them without consciously thinking about grammar rules To ใน key to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือรูป -ing คำว่า Internalizing และ being เป็นรูป -ing ที่วางขนานกัน ส่วน to use เป็น infinitive ที่อยู่ภายในวลีที่สอง being able to use และ Them หมายถึง phrases

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the key to กับผลลัพธ์สองอย่างที่วางขนานกันได้ถูกต้อง?

  1. Regular practice is the key to speak clearly and being able to answer confidently.
  2. Regular practice is the key to speaking clearly and being able to answer confidently.
  3. Regular practice is the key to speaking clearly and be able to answer confidently.
ดูคำตอบ

Regular practice is the key to speaking clearly and being able to answer confidently.

Don't feel bad if you don't sound like the original version. น้ำเสียง/เจตนา

3:55

อย่ารู้สึกแย่ถ้าเสียงของคุณไม่เหมือนกับเวอร์ชันต้นฉบับ

น้ำเสียง/เจตนา

Don't feel bad if...: การปลอบใจอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับผลลัพธ์

Don't feel bad if... ใช้ปลอบใจใครบางคนอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับผลลัพธ์เฉพาะที่อาจเกิดขึ้น ส่วนหลัง if บอกสิ่งที่อาจทำให้เขาผิดหวัง ส่วน Don't feel bad บอกว่าไม่ต้องโทษตัวเองหรือท้อใจ ในประโยคนี้ sound like the original version หมายถึง “มีเสียงคล้ายกับการบันทึกหรือการแสดงต้นฉบับ” เป็นการเปรียบเทียบว่าเวอร์ชันทั้งสองฟังเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าคำพูดหรือเนื้อหาเหมือนกันหรือไม่

แบบฝึกหัด

เพื่อนผิดหวังเพราะแบบจำลองดินเหนียวชิ้นแรกไม่เรียบ คำตอบใดปลอบใจอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับผลลัพธ์นั้นโดยตรง

  1. Your first model sounds like the original version.
  2. Your first model is uneven, so you should feel bad.
  3. Don't feel bad if your first model isn't perfect.
ดูคำตอบ

Don't feel bad if your first model isn't perfect.

This is good.

3:58

นี่เป็นเรื่องดี

It means that you found a way to improve. ลำดับความ

3:59

มันหมายความว่าคุณได้ค้นพบวิธีที่จะพัฒนาแล้ว

ลำดับความ

It means that...: การอธิบายว่าสถานการณ์ก่อนหน้าแสดงอะไร

It means that... บอกผู้ฟังว่าสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึงแสดงหรือหมายถึงอะไร ในที่นี้ It ย้อนกลับไปหมายถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่สังเกตเห็นความแตกต่างจากต้นฉบับ ไม่ได้หมายถึงคำหรือสิ่งของหนึ่งอย่าง ข้อมูลหลัง that เป็นคำอธิบายความหมายของสถานการณ์นั้น ผู้พูดให้ความหมายเชิงบวกแก่สถานการณ์นี้ การสังเกตเห็นความแตกต่างทำให้รู้ว่ามีอะไรที่ปรับปรุงได้ เราสามารถใช้รูปแบบนี้เพื่ออธิบายว่าผลลัพธ์ สัญญาณ หรือเหตุการณ์หนึ่งบอกอะไรเรา

แบบฝึกหัด

นักเรียนคนหนึ่งตรวจเฉลยและพบข้อผิดพลาดสองจุด ในประโยค “It means that the student now knows what to review,” คำว่า It หมายถึงอะไร

  1. สถานการณ์ทั้งหมดที่พบข้อผิดพลาดสองจุด
  2. คำว่า student
  3. เฉลยคำตอบในฐานะสิ่งของชิ้นหนึ่ง
ดูคำตอบ

สถานการณ์ทั้งหมดที่พบข้อผิดพลาดสองจุด

Make the changes you need to make to sound more like the original. ไวยากรณ์

4:02

ทำการปรับเปลี่ยนเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เสียงฟังดูเหมือนต้นฉบับมากขึ้น

ไวยากรณ์

Make the changes you need to make to...: ปรับแก้สิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ประโยคหลักคือ Make the changes ส่วน you need to make เป็นอนุประโยคขยาย changes โดยมีความหมายว่า “that you need to make” คำสัมพันธ์ that ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมถูกละไว้ ซึ่งเป็นธรรมชาติทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนั้น make ตัวที่สองจึงเป็นคำกริยาที่จำเป็นในอนุประโยคนี้ ไม่ใช่การพูดซ้ำโดยผิดพลาด to sound more like the original เป็น infinitive ที่บอกจุดประสงค์ของการปรับแก้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ make the changes you need to make to + คำกริยา หมายถึงทำการปรับแก้ที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างการปรับแก้สิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ถูกต้อง

  1. Make the changes you need to make improve the poster.
  2. Make the changes you need make to improve the poster.
  3. Make the changes you need to make to improve the poster.
ดูคำตอบ

Make the changes you need to make to improve the poster.

Record your voice again and make more changes.

4:06

บันทึกเสียงตัวเองอีกครั้งและปรับแก้เพิ่มเติม

Keep doing this until you're happy with your version. วลี

4:09

ทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าคุณจะพอใจกับเวอร์ชันของคุณ

วลี

Keep doing... until you're happy with...: ทำต่อไปจนกว่าจะพอใจ

Keep doing this หมายถึงทำกระบวนการเดิมต่อไปหรือทำซ้ำ เมื่อ keep หมายถึงทำกิจกรรมหนึ่งต่อเนื่อง คำที่ตามหลังจะอยู่ในรูป -ing เช่น doing Until you're happy with your version บอกจุดที่จะหยุด คือให้ทำกระบวนการต่อไปจนกว่าเวอร์ชันของคุณจะน่าพอใจ ในที่นี้ happy with หมายถึงพอใจกับบางสิ่ง ไม่ใช่เพียงรู้สึกร่าเริง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ keep + -ing ... until + ผลลัพธ์ที่ต้องการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดมีความหมายอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ฝึกต่อไปและหยุดเมื่อพอใจกับผลลัพธ์”

  1. Keep practicing the song because you're happy with it.
  2. Keep practicing the song until you're happy with it.
  3. Keep practice the song until you're happy with it.
ดูคำตอบ

Keep practicing the song until you're happy with it.