ทำไมเราถึง, แบบว่า, ลังเลเวลาที่เรา, เอิ่ม, พูด? - Lorenzo García-Amaya: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใด um, uh, like และองค์ประกอบคล้ายกันจึงไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดในการพูด ช่วงหยุดที่มีเสียงช่วยให้ผู้พูดรักษาสิทธิ์ในการพูดต่อ มีเวลาวางแผนคำพูด เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับคำสำคัญหรือคำใหม่ และช่วยการเรียนภาษา ส่วนตัวบ่งชี้วาทกรรมเผยให้เห็นวิธีจัดลำดับความคิด อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ขึ้นอยู่กับบริบท เพราะโดยทั่วไปไม่เหมาะกับงานเขียนทางการและอาจมีตราบาปทางสังคมติดมาด้วย ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. more to them than meets the ear? — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการดัดแปลงสำนวน more than meets the eye อย่างมีลูกเล่น โดยเปลี่ยน eye เป็น ear ให้เข้ากับหัวข้อภาษาพูด ผู้เรียนจึงสังเกตได้ว่าสำนวนคุ้นเคยอาจถูกปรับอย่างสร้างสรรค์ แต่ยังคงแนวคิดเดิมว่าสิ่งหนึ่งมีความหมายมากกว่าที่รับรู้ได้ในตอนแรก 2. function as discourse markers, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เรียนรู้ว่า like, well และ you know สามารถใช้จัดระเบียบบทสนทนา ไม่ได้สื่อเพียงความหมายตรงตัว ช่วยให้แยกแยะได้ว่าตัวบ่งชี้เหล่านี้เชื่อมความคิด แสดงท่าทีหรือบอกว่าจะขยายความ และช่วยให้ผู้ฟังติดตามพร้อมคาดการณ์ทิศทางความคิดของผู้พูดได้อย่างไร 3. filled pauses smooth out awkward early conversations. — กริยาวลี: เรียนรู้การใช้ smooth out เมื่อต้องการบอกว่าทำให้สิ่งที่ยาก ไม่ราบรื่น หรือน่าอึดอัดจัดการได้ง่ายขึ้น ในที่นี้หมายถึงช่วงหยุดที่มีเสียงช่วยลดความติดขัดในการสนทนาระยะแรกของผู้เรียนภาษาที่สอง และยังนำไปใช้กับกระบวนการ ความสัมพันธ์ ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือปัญหาการสื่อสารได้ด้วย
คำอธิบายในบทเรียนนี้
For as long as we've had language, some people have tried to control it. ไวยากรณ์
0:06ตราบเท่าที่เรามีภาษา บางคนก็พยายามที่จะควบคุมมัน
For as long as: ช่วงเวลาที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
For as long as + อนุประโยค หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดที่สิ่งในอนุประโยคนั้นเป็นจริง” ในประโยคนี้ ช่วงเวลาเริ่มตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีภาษาและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โครงสร้างนี้นำเสนอการควบคุมภาษาว่าเป็นแบบแผนที่มีมานาน ไม่ใช่เงื่อนไข กรอบเวลานี้ยังใช้เกริ่นถึงนิสัย แนวโน้ม หรือข้อถกเถียงที่ดำเนินมาตลอดช่วงเวลาหนึ่งได้ด้วย
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ที่ฉันจำความได้”: ____ I can remember, this park has been open to everyone.
ดูคำตอบ
For as long as
ers, and likes that pepper our conversations. สำนวน
0:16"เอ่อ" และ "แบบว่า" ที่แทรกอยู่ในการสนทนาของเรา
targets of this communication regulation: สิ่งที่การควบคุมมุ่งจัดการ
ใน targets of this communication regulation คำว่า targets หมายถึงสิ่งที่ความพยายามในการควบคุมมุ่งจัดการ วลีนี้ชี้ไปยัง ums, ers และ likes ที่กล่าวต่อมา ซึ่งเป็นลักษณะการพูดที่ผู้คนมักพยายามวิจารณ์ จำกัด หรือกำจัดออก ในที่นี้ regulation หมายกว้าง ๆ ถึงการกำหนดมาตรฐานหรือควบคุมวิธีที่ผู้คนสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องหมายถึงกฎหมายของรัฐบาล นามวลีเชิงนามธรรมนี้ช่วยให้ผู้พูดอภิปรายเรื่องการควบคุมภาษาในแบบเป็นทางการและเชิงวิเคราะห์
แบบฝึกหัด
ในประโยคต้นฉบับ targets of this communication regulation หมายถึงอะไร
- ผลลัพธ์ที่การควบคุมต้องการบรรลุ
- ผู้ที่เขียนกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสาร
- ลักษณะการพูดที่ผู้คนพยายามควบคุม
ดูคำตอบ
ลักษณะการพูดที่ผู้คนพยายามควบคุม
pepper our conversations ในความหมายเปรียบเทียบว่าแทรกกระจายอยู่
ในวลี that pepper our conversations คำว่า pepper เป็นคำกริยาที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าคำอย่าง er และ like ปรากฏเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามคำพูดของผู้คน เหมือนพริกไทยที่โรยอยู่บนอาหาร ไม่ได้หมายถึงการทำอาหารจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ องค์ประกอบเล็ก ๆ + pepper + สิ่งที่เป็นภาพรวมใหญ่กว่า ส่วนรูปถูกกระทำที่พบบ่อยคือ สิ่งที่เป็นภาพรวมใหญ่กว่า + be peppered with + องค์ประกอบเล็ก ๆ
แบบฝึกหัด
pepper our conversations ในที่นี้หมายความว่าอะไร
- คำเหล่านี้เข้ามาแทนที่บทสนทนาของเราทั้งหมด
- คำเหล่านี้เติมพริกไทยจริง ๆ ลงในบทสนทนาของเรา
- คำเหล่านี้ปรากฏกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบทสนทนาของเรา
ดูคำตอบ
คำเหล่านี้ปรากฏกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบทสนทนาของเรา
warn against + -ing: เตือนให้หลีกเลี่ยงการกระทำหนึ่ง
warn against + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงการแนะนำให้หลีกเลี่ยงบางสิ่ง เพราะสิ่งนั้นอาจเป็นอันตราย ไม่รอบคอบ หรือไม่พึงประสงค์ ในประโยคนี้ warned against speaking หมายความว่าเอกสารเหล่านั้นเตือนผู้คนไม่ให้พูดอย่างลังเล against เป็นคำบุพบทในโครงสร้างนี้ ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังต้องอยู่ในรูป -ing เช่น warned against speaking ไม่ใช่ warned against to speak
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ climb: The guide warned us against ____ the fence.
ดูคำตอบ
climbing
Modern schools have tried to ban the offending terms, การใช้คำ
0:24โรงเรียนสมัยใหม่ได้พยายามสั่งห้ามคำที่ทำให้เกิดความรำคาญเหล่านี้
“to ban the offending terms”: ห้ามใช้ถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา
ในประโยคนี้ to ban the offending terms หมายถึงห้ามใช้คำหรือสำนวนที่โรงเรียนระบุว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม offending ขยาย terms และชี้ว่านี่คือถ้อยคำเฉพาะที่ถูกวิจารณ์ offending ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “ผิดกฎหมาย” หรือ “ดูหมิ่นใครโดยตรง” ในที่นี้คำนี้ถ่ายทอดการประเมินเชิงลบต่อคำเติมในภาษาพูดอย่าง um, er และ like กล่าวคือ โรงเรียนมองว่าเป็นภาษาที่ไม่ควรใช้
แบบฝึกหัด
the offending terms ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- คำที่โรงเรียนมองว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม
- คำที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิดกฎหมาย
- ศัพท์เฉพาะสำหรับอาชญากรรม
ดูคำตอบ
คำที่โรงเรียนมองว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม
and renowned linguist Noam Chomsky dismissed these expressions as errors irrelevant to language. โน้ต
0:28และนักภาษาศาสตร์ชื่อดัง โนม ชอมสกี ได้ปฏิเสธว่าการแสดงออกเหล่านี้เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษา
“renowned linguist Noam Chomsky”: เพิ่มน้ำหนักให้ตัวอย่างด้วยความน่าเชื่อถือ
วลี renowned linguist Noam Chomsky แนะนำชอมสกีด้วยสาขาความเชี่ยวชาญและชื่อเสียง renowned หมายถึงเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง ส่วน linguist บอกว่าเขาเชี่ยวชาญด้านภาษา การระบุชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลก่อนรายงานความเห็นช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์นี้ กล่าวคือ แม้แต่นักภาษาศาสตร์คนสำคัญก็เคยมองข้ามสำนวนเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎีของชอมสกีเพื่อเข้าใจหน้าที่นี้
แบบฝึกหัด
renowned linguist ที่อยู่หน้าชื่อ Noam Chomsky เพิ่มความหมายอะไร
- บอกว่าเขาเป็นผู้คิดค้นสำนวนทั้งหมดที่กำลังกล่าวถึง
- นำเสนอว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่มีอิทธิพลและความเห็นของเขามีน้ำหนัก
- นำเสนอว่าเขาเป็นคนทั่วไปที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ
นำเสนอว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่มีอิทธิพลและความเห็นของเขามีน้ำหนัก
dismiss X as Y: ปฏิเสธ X โดยตีตราว่าเป็น Y
ในโครงสร้าง dismiss X as Y คำว่า dismiss หมายถึงปฏิเสธ X ว่าไม่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยติดป้ายให้ X เป็น Y ในประโยคนี้ these expressions ถูกเรียกว่า errors จึงไม่ใช่เพียงการจัดหมวดหมู่แบบเป็นกลาง แต่ยังสื่อว่าคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ถูกปฏิเสธด้วย โครงสร้างคือ dismiss + กรรม X + as + ป้ายหรือคำตัดสิน Y โดย Y บอกเหตุผลหรือหมวดที่ใช้ในการปฏิเสธ X
แบบฝึกหัด
เติมคำที่แสดงว่าโค้ชปฏิเสธคำร้องเรียนโดยตีตราว่าเป็นข้อแก้ตัว: The coach dismissed the complaint ____ an excuse.
ดูคำตอบ
as
linguistic fillers, which distract from useful speech. วลี
0:41ซึ่งก็คือคำเติมทางภาษา ที่ทำให้เสียสมาธิจากการพูดที่มีประโยชน์
had been lumped into: ถูกจัดรวมอย่างคร่าว ๆ ก่อนจุดเวลาที่ตามมา
Lump A into B หมายถึงนำ A ไปรวมกับสิ่งอื่นที่อาจแตกต่างกันไว้ในหมวดกว้างเพียงหมวดเดียว มักสื่อว่าการจัดกลุ่มนั้นหยาบเกินไปและมองข้ามความแตกต่างที่สำคัญ Had been lumped into เป็นโครงสร้าง past perfect แบบ passive แสดงว่าคนอื่นได้จัดหมวดหมู่นี้ไว้แล้วก่อนจุดเวลาที่ตามมาในการอภิปราย ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวนำเสนอว่าการจัดองค์ประกอบการพูดแบบเดิมนั้นกว้างเกินไป
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง past perfect แบบ passive ที่หมายถึง “ก่อนหน้านั้นได้ถูกจัดรวมอย่างคร่าว ๆ แล้ว”: Before the review, several unrelated complaints ____ one broad category.
ดูคำตอบ
had been lumped into
the broader bucket of disfluencies: หมวดที่กว้างขึ้นของภาวะการพูดไม่ลื่นไหล
ในประโยคนี้ the broader bucket of disfluencies หมายถึงหมวดใหญ่โดยรวมของสิ่งที่รบกวนความลื่นไหลในการพูด bucket เป็นอุปมาเปรียบหมวดหมู่เป็นภาชนะ โดยมองลักษณะการพูดต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ใส่ไว้ในหมวดเดียวกัน ไม่ใช่ใส่ในถังจริง ๆ disfluencies เป็นศัพท์ในการวิเคราะห์คำพูด หมายถึงสิ่งที่ขัดจังหวะการพูดอย่างลื่นไหล เช่น การหยุด การพูดซ้ำ การแก้คำพูดของตนเอง และคำเติมบางชนิด broader แสดงว่าหมวดนี้ครอบคลุมปรากฏการณ์หลายแบบ ไม่ใช่ประเภทแคบเพียงประเภทเดียว
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The report places pauses and repetitions in the broader bucket of disfluencies,” คำว่า bucket หมายถึงอะไร
- ภาชนะจริงที่ใช้ระหว่างที่ใครคนหนึ่งกำลังพูด
- หมวดทั่วไปที่รวมการสะดุดของคำพูดหลายชนิด
- การหยุดเพียงครั้งหนึ่งที่ขัดจังหวะประโยค
ดูคำตอบ
หมวดทั่วไปที่รวมการสะดุดของคำพูดหลายชนิด
distract from useful speech: ดึงความสนใจออกจากเนื้อหาคำพูดที่เป็นประโยชน์
distract from หมายถึงดึงความสนใจออกจากบางสิ่ง หรือทำให้สิ่งนั้นสังเกตเห็นได้ยากขึ้น ใน distract from useful speech นั้น useful speech คือเนื้อหาสำคัญที่ได้รับความสนใจน้อยลง โครงสร้างพื้นฐานคือ distract from + คำนามหรือรูป -ing หากต้องการระบุว่าความสนใจของใครถูกดึงออกไป ให้ใช้ distract someone from something เช่น The noise distracted me from reading วลีหลัง from ระบุจุดสนใจหรือกิจกรรมที่ถูกรบกวน ไม่ใช่ต้นเหตุของสิ่งรบกวน
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบตายตัวด้วยคำหนึ่งคำ: During the presentation, flashing ads distracted us ____ the speaker's main point.
ดูคำตอบ
from
However, none of this controversy has made these so-called disfluencies less common. โน้ต
0:45อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความไม่คล่องแคล่วนี้น้อยลงเลย
none of this ... has made ... less common: บอกว่าความถี่ไม่ได้ลดลง
ใน none of this controversy has made... คำว่า none หมายถึง “ไม่มีส่วนใดของเรื่องทั้งหมดนี้” วลีนี้มองข้อถกเถียงทั้งหมดเป็นสิ่งเดียว กริยาจึงเป็นรูปเอกพจน์ has made has made เป็น present perfect ซึ่งเชื่อมข้อถกเถียงก่อนหน้านี้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ ใช้บอกผลที่เกิดจากบางสิ่ง เมื่อประธานเป็น none ประโยคจึงหมายความว่าการลดลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้น less common กล่าวถึงความถี่จริง ไม่ใช่ความต้องการของผู้เขียน
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบายผลที่ประโยคนี้สื่อได้ถูกต้องที่สุด
- ข้อถกเถียงพิสูจน์ว่าความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เป็นอันตราย
- ข้อถกเถียงทำให้ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้หายไป
- ข้อถกเถียงไม่ได้ลดความถี่ที่ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เกิดขึ้น
ดูคำตอบ
ข้อถกเถียงไม่ได้ลดความถี่ที่ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เกิดขึ้น
so-called disfluencies: การเว้นระยะห่างจากป้ายกำกับ
so-called ที่วางหน้าคำนามเป็นการใช้ป้ายกำกับที่คุ้นเคย พร้อมกับแสดงว่าผู้เขียนเว้นระยะห่างจากป้ายกำกับนั้นอยู่บ้าง ในที่นี้ผู้เขียนใช้คำว่า disfluencies แต่ส่งสัญญาณว่าการจัดหมวดหมู่นี้อาจไม่ครบถ้วนหรือยังตั้งคำถามได้ คำนี้เป็นเครื่องหมายแสดงท่าที ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชื่อทางเทคนิค ผู้อ่านควรเข้าใจว่าป้ายกำกับนี้กำลังถูกพิจารณา ไม่ใช่คำอธิบายที่เป็นกลางและยุติข้อถกเถียงแล้ว
แบบฝึกหัด
ใน so-called disfluencies คำว่า so-called น่าจะสื่ออะไรในบริบทนี้มากที่สุด
- ผู้เขียนยอมรับป้ายกำกับนี้อย่างเต็มที่ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห้ามตั้งคำถาม
- ผู้เขียนใช้ป้ายกำกับนี้ แต่ยังเว้นระยะห่างจากมันอยู่บ้าง
- ผู้เขียนบอกว่าความไม่คล่องแคล่วพบได้น้อยลงแล้ว
ดูคำตอบ
ผู้เขียนใช้ป้ายกำกับนี้ แต่ยังเว้นระยะห่างจากมันอยู่บ้าง
They continue to occur roughly two to three times per minute in natural speech. วลี
0:50สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นประมาณสองถึงสามครั้งต่อนาทีในการพูดตามธรรมชาติ
roughly two to three times per minute: ความถี่โดยประมาณ
roughly บอกว่าตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนที่นับได้อย่างแม่นยำ two to three times บอกช่วงจำนวนครั้ง และ per minute กำหนดหน่วยเวลา ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง “ประมาณสองหรือสามครั้งในแต่ละนาที” รูปแบบนี้ใช้รายงานความถี่โดยประมาณได้: roughly + ตัวเลขหรือช่วง + times per + หน่วยเวลา อัตราจริงอาจต่างกันไปในแต่ละนาที
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่เรียนด้านบนให้ตรงตามความหมาย “ประมาณสองหรือสามครั้งในแต่ละนาที”: During the test, the indicator flashed ____.
ดูคำตอบ
roughly two to three times per minute
And different versions of them can be found in almost every language,
0:55และสามารถพบรูปแบบที่แตกต่างกันของมันได้ในเกือบทุกภาษา
including sign language: ขยายขอบเขตให้กว้างกว่าภาษาพูด
including sign language เพิ่มภาษามือเป็นตัวอย่างหนึ่งในข้อความที่กล่าวถึงภาษาอย่างกว้าง ๆ โดย them ในที่นี้หมายถึงรูปแบบต่าง ๆ ของคำเติม เช่น um, er และ like ประเด็นคือ วิธีแสดงความลังเลหรือช่วยจัดจังหวะการสื่อสารแบบคล้ายกันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำพูดที่ได้ยิน แต่ยังอาจปรากฏในการสื่อสารด้วยภาษามือที่มองเห็นได้ด้วย ภาษามือเป็นภาษาธรรมชาติที่สมบูรณ์และมีไวยากรณ์ของตัวเอง วลีนี้ใช้ในความหมายกว้าง ไม่ได้หมายความว่ามีภาษามือสากลเพียงภาษาเดียว หรือรูปแบบภาษามือต้องลอกคำพูดทุกคำอย่างตรงตัว
แบบฝึกหัด
including sign language เพิ่มข้อมูลอะไรให้กับประโยคนี้
- ภาษามือทุกภาษาใช้รูปแบบคำพูด um, er และ like เหมือนกันทุกประการ
- ข้อความนี้ครอบคลุมภาษาที่แสดงออกด้วยการใช้มือและมองเห็นได้ด้วย
- ข้อความนี้ใช้ได้เฉพาะกับเสียงแสดงความลังเลที่เปล่งด้วยเสียงพูด
ดูคำตอบ
ข้อความนี้ครอบคลุมภาษาที่แสดงออกด้วยการใช้มือและมองเห็นได้ด้วย
So, are ums and uhs just a habit we can't break? วลี
1:01ตกลงว่า "อืม" และ "เอ่อ" เป็นเพียงนิสัยที่เราเลิกไม่ได้ใช่ไหม?
a habit we can't break: สำนวน break a habit
break a habit เป็นคำที่ใช้คู่กันโดยทั่วไป หมายถึงการหยุดพฤติกรรมที่ทำซ้ำ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการทำต่อ ในที่นี้ break ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งของแตกจริง ๆ ใน a habit we can't break ส่วน we can't break ใช้ขยาย habit คำถามนี้นำเสนอการพูด um และ uh ว่าเป็นพฤติกรรมที่คนเราอาจหยุดไม่ได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้สำนวน break a habit: Leo wants to ____ the habit of biting his nails.
ดูคำตอบ
break
more to them than meets the ear: การดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับเรื่องการฟัง
more to them than meets the ear ในที่นี้หมายความว่า um และ uh อาจมีหน้าที่หรือสื่อข้อมูลบางอย่างที่ผู้ฟังไม่ได้สังเกตเห็นในตอนแรก meets the ear ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว ถ้อยคำนี้ดัดแปลงสำนวนมาตรฐาน There is more to X than meets the eye อย่างมีลูกเล่น การเปลี่ยน eye เป็น ear เชื่อมแนวคิดเรื่องความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เข้ากับเสียง และสร้างการเล่นคำที่เข้ากับหัวข้อการฟัง
แบบฝึกหัด
more to them than meets the ear ทำหน้าที่อย่างไรในประโยคนี้
- สื่อว่าเสียงเหล่านี้อาจมีหน้าที่ที่ซ่อนอยู่ และดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับหัวข้อการฟัง
- หมายความว่าจะเข้าใจเสียงเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นมัน
- บอกว่าหูสัมผัสกับเสียงทางกายภาพจริง ๆ
ดูคำตอบ
สื่อว่าเสียงเหล่านี้อาจมีหน้าที่ที่ซ่อนอยู่ และดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับหัวข้อการฟัง
it helps to compare these speech components to other words we use in everyday life. วลี
1:11การเปรียบเทียบองค์ประกอบการพูดเหล่านี้กับคำอื่นๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอาจช่วยได้
To answer this question: คำเชื่อมจากการตั้งคำถามไปสู่การวิเคราะห์
To answer this question เป็นวลีบอกจุดประสงค์ที่วางไว้ต้นประโยค this question ย้อนกลับไปยังคำถามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วนประโยคหลักจะบอกผู้ฟังว่าควรใช้การกระทำหรือวิธีใดเพื่อตอบคำถามนั้น ในที่นี้ วลีนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยพาเนื้อหาจากการตั้งคำถามไปสู่การวิเคราะห์ โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อต้องการบอกว่าเหตุใดจึงนำเสนอขั้นตอนถัดไป
แบบฝึกหัด
To answer this question ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง
- เชื่อมคำถามก่อนหน้ากับวิธีเปรียบเทียบที่ใช้วิเคราะห์คำถามนั้น
- บอกว่าการเปรียบเทียบได้พิสูจน์คำตอบแล้ว
- บอกว่าหัวข้อทั้งหมดจบลงแล้ว
ดูคำตอบ
เชื่อมคำถามก่อนหน้ากับวิธีเปรียบเทียบที่ใช้วิเคราะห์คำถามนั้น
compare these speech components to other words: โครงสร้าง compare X to Y
compare X to Y หมายถึงการนำ X และ Y มาเปรียบเทียบกันเพื่อดูความสัมพันธ์ ในประโยคนี้ X คือ these speech components และ Y คือ other words การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เข้าใจคำอธิบายผ่านกรอบที่คุ้นเคย คำบุพบท to ใช้นำสิ่งที่ถูกเปรียบเทียบลำดับที่สอง โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งนั้นเหมือนกันทุกอย่าง ความเหมือนหรือความแตกต่างใดสำคัญต้องพิจารณาจากคำอธิบายรอบข้าง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง compare X to Y ให้สมบูรณ์: The teacher compares the heart ____ a pump.
ดูคำตอบ
to
we can usually determine its intended meaning through context.
1:19แต่เรามักจะสามารถระบุความหมายที่ตั้งใจไว้ได้จากบริบท
While ... might ... สำหรับยอมรับข้อหนึ่งก่อนเสนอประเด็นหลัก
ในที่นี้ While ใช้เกริ่นการยอมรับข้อเท็จจริงก่อน ไม่ได้บอกความสัมพันธ์ด้านเวลา อนุประโยคแรกยอมรับว่าคำที่เขียนไว้อาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง แต่ประโยคหลักบอกว่าโดยปกติบริบทช่วยให้เราระบุความหมายที่ต้องการสื่อได้ ใช้ while + อนุประโยคเพื่อวางข้อเท็จจริงที่ยอมรับไว้เป็นพื้นหลังก่อน แล้วจึงเสนอประเด็นที่ตรงข้ามหรือสำคัญกว่าในประโยคหลัก ในโครงสร้างนี้ while มีความหมายใกล้กับ although
แบบฝึกหัด
While ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่างนี้
- ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน: แม้ว่าคำนั้นอาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง
- อธิบายว่าทำไมคำนั้นจึงมีคำจำกัดความหลายอย่าง
- บอกว่าคำนั้นมีคำจำกัดความหลายอย่างเมื่อใด
ดูคำตอบ
ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน: แม้ว่าคำนั้นอาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง
can imbue even words that seem like filler with vital information. วลี
1:35สามารถเติมข้อมูลสำคัญลงในคำที่ดูเหมือนคำเติมได้
take on additional layers of meaning: มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ใน take on additional layers of meaning คำว่า take on หมายถึง “ได้รับ” หรือ “ค่อย ๆ มีเพิ่มขึ้น” เป็นการบอกความเปลี่ยนแปลงเชิงนามธรรม ไม่ใช่การหยิบหรือยกสิ่งของจริง ๆ layers เป็นคำเปรียบเทียบที่มองว่าความหมายสะสมเพิ่มขึ้นได้หลายชั้น ในภาษาพูด น้ำเสียง ความสัมพันธ์ และความคาดหวังสามารถเพิ่มข้อมูลที่อยู่นอกเหนือคำจำกัดความในพจนานุกรมของคำนั้นได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของวลีที่เรียน ซึ่งหมายถึง “มีความหมายที่ลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งขึ้น”: After the discovery, the old map ____.
ดูคำตอบ
took on additional layers of meaning
imbue X with Y: ทำให้ X มีคุณลักษณะ Y
imbue X with Y หมายถึง “ทำให้ X มีหรือเต็มไปด้วยคุณลักษณะ ความรู้สึก ความหมาย หรือเนื้อหา Y” ในประโยคนี้ X คือ even words that seem like filler และ Y คือ vital information ดังนั้นตัวคำเองจึงสามารถสื่อข้อมูลสำคัญได้ ต่างจาก give ที่มักสื่อถึงการมอบให้โดยตรง imbue มองว่า Y เป็นคุณลักษณะหรือความหมายที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ X รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ imbue + กรรม + with + คุณลักษณะ ความหมาย หรือเนื้อหาเชิงนามธรรม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำกริยาแบบเป็นทางการและคำบุพบทจากคำอธิบายนี้: Soft music can ____ the scene ____ a sense of calm.
ดูคำตอบ
imbue · with
This is where X comes in: นี่คือจุดที่ X เข้ามามีบทบาท
This is where X comes in เชื่อมปัญหาหรือแนวคิดที่กล่าวไปก่อนหน้ากับบุคคล สิ่งของ หรือตัวอย่างที่เริ่มมีประโยชน์หรือเกี่ยวข้องในตอนนี้ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวพาคำอธิบายจากข้อสรุปทั่วไปไปสู่ um และ uh ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญ come in ในการใช้แบบนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินเข้าไปในสถานที่จริง แต่หมายถึง “มีบทบาทตรงนี้” หรือ “มีประโยชน์ ณ จุดนี้” ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ให้ใช้ comes in แต่ถ้าเป็นพหูพจน์หรือประธานที่เชื่อมกัน เช่น um and uh ให้ใช้ come in
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่ใช้แนะนำสิ่งที่ช่วยได้: The instructions are confusing. ____ a simple diagram ____.
ดูคำตอบ
This is where · comes in
Linguists call these filled pauses, which are a kind of hesitation phenomenon. การใช้คำ
1:49นักภาษาศาสตร์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า การหยุดพักแบบมีเสียงเติม (filled pauses) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความลังเลประเภทหนึ่ง
filled pauses: ช่วงหยุดที่มีเสียงแทรก
คำว่า filled pauses เป็นศัพท์ภาษาศาสตร์ที่หมายถึงช่วงหยุดซึ่งมีเสียงให้ได้ยิน เช่น um หรือ uh ในที่นี้ filled บอกว่าช่วงหยุดนั้นมีเสียงลังเลแทรกอยู่ ไม่ได้หมายความว่าภาชนะถูกเติมจนเต็ม อนุประโยคที่ตามมา which are a kind of hesitation phenomenon จัดช่วงหยุดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่คนลังเลขณะพูด คำศัพท์นี้ช่วยให้เราพูดถึงตัวช่วงหยุดเอง ไม่ใช่แค่เสียงที่อยู่ภายในช่วงหยุดนั้น
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดให้ความหมายของ filled pause ได้ดีที่สุด
- ช่วงหยุดที่มีเสียงอย่าง um หรือ uh
- ช่วงหยุดที่ไม่มีเสียงเลย
- เครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้เฉพาะในการเขียน
ดูคำตอบ
ช่วงหยุดที่มีเสียงอย่าง um หรือ uh
And these seemingly insignificant interruptions are actually quite meaningful in spoken communication. ลำดับความ
1:56และการหยุดชะงักที่ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญเหล่านี้ จริงๆ แล้วมีความหมายค่อนข้างมากในการสื่อสารด้วยคำพูด
seemingly ... are actually ...: การพลิกความประทับใจแรก
รูปแบบ seemingly A ... actually B เริ่มจากการนำเสนอภาพที่เห็นภายนอก แล้วแก้ด้วยข้อสรุปที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ seemingly ทำให้ insignificant เป็นเพียงลักษณะที่การสะดุดเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็น ส่วน actually ส่งสัญญาณว่า quite meaningful คือใจความที่ควรยอมรับ โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดยอมรับมุมมองที่คนอาจคาดไว้ก่อน แล้วจึงพลิกมุมมองนั้น เมื่อได้ยิน seemingly ให้คาดว่าข้อความต่อมาอาจโต้แย้งความประทับใจแรก
แบบฝึกหัด
เติมการพลิกความหมายด้วย seemingly และ actually: The ____ easy question is ____ quite difficult.
ดูคำตอบ
seemingly · actually
while a silent pause might be interpreted as a sign for others to start speaking, ไวยากรณ์
2:04ในขณะที่การหยุดนิ่งเงียบอาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณให้ผู้อื่นเริ่มพูด
might be interpreted as: การตีความแบบถูกกระทำที่ไม่ฟันธง
Might be interpreted as หมายถึง “อาจถูกเข้าใจว่าเป็น...” คำว่า might ทำให้ข้อความยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ส่วนรูปถูกกระทำ be interpreted ย้ายจุดสนใจจากคนที่ตีความไปยังความหมายที่คนอาจเข้าใจจากสัญญาณนั้น โครงสร้างคือ ประธาน + might be interpreted as + ความหมายหรือประเภท ในประโยคนี้ การหยุดเงียบอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณให้คนอื่นเริ่มพูด คำว่า interpret ในที่นี้หมายถึงการทำความเข้าใจความหมาย ไม่ใช่การแปลคำเป็นภาษาอื่น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย might + รูปถูกกระทำของ interpret + as: The empty chair ____ a sign that the guest had left.
ดูคำตอบ
might be interpreted as
a filled pause can signal that you're not finished yet. วลี
2:09การหยุดพักแบบมีเสียงเติมสามารถส่งสัญญาณว่าคุณยังพูดไม่จบ
can signal that ...: บอกข้อมูลที่สัญญาณหนึ่งสื่อออกมา
Can signal that + อนุประโยค หมายถึง “สามารถสื่อหรือบ่งชี้ว่าบางอย่างเป็นจริง” signal เป็นคำกริยาในที่นี้ กล่าวคือ การกระทำ เสียง สีหน้า เครื่องหมาย หรือข้อมูลสามารถให้ข้อมูลแก่คนอื่นได้ ในประโยคนี้ การหยุดแบบมีเสียงคั่นบอกผู้ฟังว่าผู้พูดยังมีสิ่งที่จะพูดต่อ can อธิบายหน้าที่ที่อาจเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ได้รับประกันว่าผู้ฟังทุกคนจะเข้าใจสัญญาณนั้นเหมือนกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย can + signal + that: A sudden drop in temperature ____ a storm is coming.
ดูคำตอบ
can signal that
Hesitation phenomena can buy time for your speech to catch up with your thoughts, โน้ต
2:13ปรากฏการณ์ความลังเลสามารถช่วยซื้อเวลาให้คำพูดของคุณตามความคิดของคุณทัน
buy time: ถ่วงเวลาเพื่อให้มีเวลาเพิ่มเล็กน้อย
Buy time เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นช่วงสั้น ๆ เพื่อคิด เตรียมตัว หรือรอให้สิ่งอื่นเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการจ่ายเงินซื้อเวลา ในประโยคนี้ เสียงที่แสดงความลังเลทำให้เกิดช่วงหยุดสั้น ๆ จึงช่วยให้คำพูดที่เปล่งออกมาตามความคิดได้ทัน
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่หมายถึง “ทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นช่วงสั้น ๆ” ลงในประโยค: The coach called a timeout to ____ while the team changed its plan.
ดูคำตอบ
buy time
catch up with your thoughts: ตามความคิดให้ทัน
catch up with หมายถึงการขยับจากจุดที่ตามหลังไปถึงระดับ ความก้าวหน้า หรือความเร็วเดียวกับอีกสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ คำพูดและความคิดถูกเปรียบเหมือนสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่างกัน ความคิดอยู่ข้างหน้า และช่วงหยุดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้คำพูดตามจังหวะของความคิดได้ทัน วลีนี้ใช้กล่าวถึงความก้าวหน้าที่เป็นนามธรรมได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะการเคลื่อนที่จริงเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ลีโอพลาดการซ้อมสามครั้ง ประโยคใดหมายความว่าเขาพยายามจนไปถึงระดับปัจจุบันของกลุ่ม
- Leo worked hard to keep up with the group.
- Leo worked hard to catch up with the group.
- Leo worked hard to wait for the group.
ดูคำตอบ
Leo worked hard to catch up with the group.
or to fish out the right word for a situation. กริยาวลี
2:19หรือเพื่อควานหาคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์
fish out the right word: พยายามค้นหาคำที่เหมาะสมออกมา
ในประโยคนี้ fish out the right word หมายถึงการค้นในความทรงจำจนในที่สุดก็นึกคำที่เหมาะกับสถานการณ์ออก เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตกปลาจริง ๆ Fish out ทำให้นึกภาพการดึงสิ่งที่ต้องการออกมาจากที่ที่หาได้ยาก เมื่อเทียบกับ find คำนี้สื่อถึงความพยายาม การค้นหา หรือการชะงักเพราะยังนึกคำไม่ออก
แบบฝึกหัด
ใช้ fish out เติมประโยคให้สมบูรณ์: After checking several old messages, Nina finally ____ the address she needed.
ดูคำตอบ
fished out
don't just benefit: ขยายกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์
ในที่นี้ don't just benefit หมายถึง “ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเพียงฝ่ายเดียว” คำว่า just หมายถึง “เพียงเท่านั้น” ไม่ใช่ “เมื่อสักครู่” ประโยคนี้บอกว่าผู้พูดเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์ แต่ไม่ใช่เพียงคนเดียว โครงสร้างนี้จัดข้อมูลโดยกล่าวถึงกรณีที่จำกัดก่อน แล้วจึงขยายข้อสรุปให้กว้างขึ้น รูปแบบที่พบบ่อยคือ X doesn't just benefit A; it benefits B too และ X benefits not only A but also B
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำที่มีความหมายว่า “ไม่เพียงเท่านั้น” ลงในประโยค: This update does ____ benefit drivers; it also makes streets safer for cyclists.
ดูคำตอบ
not just
A filled pause lets your listeners know an important word is on the way. วลี
2:26การหยุดพักแบบมีเสียงเติมทำให้ผู้ฟังรู้ว่าคำสำคัญกำลังจะตามมา
lets your listeners know: โครงสร้าง let someone know
ใน lets your listeners know คำว่า let หมายถึง “ทำให้หรือช่วยให้ใครบางคนได้รับข้อมูล” ไม่ได้หมายถึง “อนุญาต” การเว้นจังหวะแบบมีเสียงทำหน้าที่เป็นสัญญาณ ผู้ฟังจึงเข้าใจว่าคำสำคัญจะตามมาเป็นคำถัดไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ let + คน + know + ข้อมูล ในที่นี้ A filled pause เป็นประธานเอกพจน์ จึงต้องเติม -s ให้ let เป็น lets ส่วน an important word is on the way คือข้อมูลที่ผู้ฟังได้รับรู้
แบบฝึกหัด
คุณต้องการให้อีกฝ่ายอัปเดตข้อมูลแก่คุณโดยตรง จงเติมประโยคด้วยโครงสร้าง let someone know: Please ____ if the start time changes.
ดูคำตอบ
let me know
is on the way: บางสิ่งกำลังจะปรากฏ
ใน is on the way คำว่า on the way ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือคำสำคัญจะถูกพูดหรือปรากฏในไม่ช้า ไม่ได้มีสิ่งใดกำลังเดินทางจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be + on the way เมื่อประธานเป็นคนหรือสิ่งของ อาจหมายถึง “กำลังมา” แต่เมื่อเป็นข่าว ความช่วยเหลือ การเปลี่ยนแปลง หรือผลลัพธ์ อาจหมายถึง “กำลังจะมาถึงหรือพร้อมให้ใช้ในไม่ช้า” ต้องดูบริบทเพื่อเลือกความหมายที่เหมาะสม
แบบฝึกหัด
on the way ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? The final results are on the way.
- ผลลัพธ์กำลังขวางทางอยู่
- ผลลัพธ์จะมาถึงหรือพร้อมให้ดูในไม่ช้า
- ผลลัพธ์ถูกยกเลิกแล้ว
ดูคำตอบ
ผลลัพธ์จะมาถึงหรือพร้อมให้ดูในไม่ช้า
Linguists have even found that people are more likely to remember a word if it comes after a hesitation. ไวยากรณ์
2:31นักภาษาศาสตร์ยังพบด้วยว่าผู้คนมักจะจำคำศัพท์ได้ดีกว่าหากคำนั้นตามหลังความลังเล
be more likely to ... if ...: มีโอกาสมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง
be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าบางสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเดิม โครงสร้างนี้บอกแนวโน้ม ไม่ได้บอกผลลัพธ์ที่แน่นอน อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if บอกเงื่อนไขที่ทำให้โอกาสนั้นสูงขึ้น ในที่นี้ it อ้างกลับไปถึง a word กล่าวคือ คำหนึ่งมีโอกาสถูกจดจำมากขึ้นเมื่อปรากฏหลังการหยุดชะงักเพราะลังเล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ more likely และคำกริยา arrive: You are ____ on time if you leave now.
ดูคำตอบ
more likely to arrive
Hesitation phenomena aren't the only parts of speech that take on new meaning during dialogue.
2:40ปรากฏการณ์ความลังเลไม่ใช่เพียงส่วนเดียวของคำพูดที่มีความหมายใหม่ในระหว่างการสนทนา
ignoring their literal meaning to convey something about the sentence in which they appear.
2:52โดยละเลยความหมายตามตัวอักษรเพื่อสื่อถึงบางสิ่งเกี่ยวกับประโยคที่พวกมันปรากฏ
function as discourse markers: ทำหน้าที่เป็นคำบ่งชี้วาทกรรม
function as หมายถึง ทำหน้าที่เป็น หรือมีบทบาทเป็นบางสิ่ง ประธานพหูพจน์ Words and phrases ใช้กับ function และ as ใช้นำเข้าสู่บทบาทที่สิ่งนั้นทำ คำว่า discourse marker หรือคำบ่งชี้วาทกรรม หมายถึงคำหรือวลีที่ช่วยนำทางการสื่อสาร โดยจัดระเบียบสิ่งที่จะกล่าวต่อไปหรือแสดงท่าทีของผู้พูด ในประโยคนี้ like, well และ you know จึงต้องเข้าใจจากหน้าที่ในการสนทนา ไม่ใช่ดูเฉพาะความหมายตามตัวอักษร
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'Well, I need more time,' การบอกว่า well functions as a discourse marker หมายความว่าอย่างไร
- คำนี้ช่วยจัดการบทสนทนาและเกริ่นเข้าสู่คำตอบ
- คำนี้หมายถึงหลุมลึกในพื้นดิน
- คำนี้หมายความว่าผู้พูดมีสุขภาพดี
ดูคำตอบ
คำนี้ช่วยจัดการบทสนทนาและเกริ่นเข้าสู่คำตอบ
Discourse markers direct the flow of conversation, สำนวน
2:58ตัวบ่งชี้วาทกรรมจะกำกับทิศทางของการสนทนา
direct the flow of conversation: ชี้นำทิศทางของบทสนทนา
ในที่นี้ direct เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ชี้นำ” ส่วน the flow of conversation คือวิธีที่บทสนทนาเคลื่อนจากแนวคิดหนึ่งหรือผู้พูดคนหนึ่งไปสู่อีกแนวคิดหรืออีกคนหนึ่ง คำว่า flow ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการไหลของน้ำจริง ๆ คำบอกหน้าที่ในบทสนทนา เช่น well, so และ you know สามารถบอกการเปลี่ยนเรื่อง การพูดต่อ การหยุดชั่วคราว หรือการตอบสนองได้ จึงช่วยชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ “direct the flow of conversation” หมายถึงอะไร
- ทำให้น้ำเคลื่อนที่ระหว่างการสนทนา
- ชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร
- พูดด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ
ชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร
and some studies suggest that conscientious speakers use more of these phrases to ensure everyone is being heard and understood. โน้ต
3:01และงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้พูดที่มีความรอบคอบจะใช้วลีเหล่านี้มากขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับการรับฟังและเข้าใจ
conscientious speakers: ผู้พูดที่ใส่ใจและรับผิดชอบ
ใน conscientious speakers คำว่า conscientious หมายถึง ละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบ และตั้งใจสื่อสารให้ดี วลีนี้อธิบายผู้พูดที่ใส่ใจว่าคนอื่นจะติดตามและมีส่วนร่วมได้หรือไม่ คำคุณศัพท์นี้มักใช้ชื่นชมคนที่จริงจังกับหน้าที่และใส่ใจรายละเอียด
แบบฝึกหัด
เลือกคำที่เหมาะสมที่สุด: Maya checks every detail and always finishes her work carefully. She is very ___.
- unconscious
- conscientious
- conscious
ดูคำตอบ
conscientious
to ensure everyone is being heard and understood: การบอกจุดประสงค์และการเน้นรูปถูกกระทำ
วลี infinitive to ensure ... บอกจุดประสงค์ของการใช้วลีเหล่านี้ กล่าวคือ ผู้พูดใช้วลีเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างหนึ่ง ในที่นี้ ensure ตามด้วยอนุประโยค everyone is being heard and understood อนุประโยค everyone is being heard and understood เป็นรูปถูกกระทำและนำเสนอผลลัพธ์ว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างการสนทนา จุดเน้นอยู่ที่ทุกคนเป็นฝ่ายได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ คำว่า heard ในที่นี้รวมถึงการที่แนวคิดหรือข้อกังวลได้รับการรับฟัง ไม่ใช่เพียงเสียงดังพอให้ได้ยิน
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ to ensure everyone is being heard and understood สื่อความหมายอะไร
- รายงานว่าทุกคนสามารถได้ยินเสียงเดียวกันในทางกายภาพ
- บอกจุดประสงค์และเน้นว่าแนวคิดของแต่ละคนได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ
- บอกว่าทุกคนต้องฟังและเข้าใจผู้พูด
ดูคำตอบ
บอกจุดประสงค์และเน้นว่าแนวคิดของแต่ละคนได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ
starting a sentence with look can indicate your attitude and help you gauge the listener's agreement. โน้ต
3:11การขึ้นต้นประโยคด้วย "นี่ฟังนะ" สามารถบ่งบอกทัศนคติของคุณและช่วยให้คุณประเมินความเห็นด้วยของผู้ฟังได้
Look ที่ต้นประโยคในฐานะคำกำกับบทสนทนา
starting a sentence with look หมายถึงการใช้ Look ที่ต้นถ้อยคำในฐานะคำกำกับบทสนทนา ในบทบาทนี้ คำนี้ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟังและเกริ่นท่าทีหรือประเด็นหลักของผู้พูด ไม่จำเป็นต้องเป็นการสั่งให้ใครใช้ตามอง คำพูดและน้ำเสียงที่ตามมาเป็นตัวกำหนดว่า Look จะฟังเหมือนการอธิบาย การพูดอย่างหนักแน่น การแก้ต่าง หรือการไม่เห็นด้วย การวางกรอบแบบนี้ยังช่วยให้ผู้พูดสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความต่อไปนี้เกี่ยวกับ "Look, I understand your concern, but we need more time": Look บอกให้ผู้ฟังหันสายตาไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ผิด
gauge the listener's agreement: ประเมินจากเบาะแสว่าผู้ฟังเห็นด้วยเพียงใด
ใน gauge the listener's agreement คำว่า gauge เป็นคำกริยา หมายถึง ประเมินหรือกะจากข้อมูล ผู้พูดดูเบาะแส เช่น คำพูด น้ำเสียง หรือปฏิกิริยาของผู้ฟัง เพื่อดูว่าผู้ฟังเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด ต่างจาก know คำว่า gauge ไม่ได้สื่อว่ารู้อย่างแน่นอน รูปแบบ gauge + คำนาม ใช้บอกการประเมินปฏิกิริยา ระดับ หรือสภาพจากหลักฐานที่มีอยู่
แบบฝึกหัด
ในประโยคต้นฉบับ gauge the listener's agreement หมายถึงอะไร
- ดูจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเพื่อประเมินว่าเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด
- รู้อย่างแน่นอนว่าผู้ฟังเห็นด้วย
- เลือกแบบสุ่มโดยไม่หาเบาะแส
ดูคำตอบ
ดูจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเพื่อประเมินว่าเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด
I mean can signal that you're about to elaborate on something. โน้ต
3:18"ฉันหมายความว่า" สามารถส่งสัญญาณว่าคุณกำลังจะอธิบายบางอย่างให้ละเอียดขึ้น
I mean: สัญญาณว่าจะอธิบายเพิ่มเติม
ในที่นี้ I mean เป็นคำเชื่อมทางบทสนทนา ซึ่งบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะเพิ่มรายละเอียดหรือทำให้ประเด็นก่อนหน้าชัดเจนขึ้น หน้าที่หลักไม่ใช่การบอกความหมายส่วนตัวตามตัวอักษร แต่เป็นการจัดลำดับคำอธิบาย และข้อความที่ตามมาจะให้รายละเอียดเพิ่มเติม
แบบฝึกหัด
Sam พูดว่า "The project needs more time. I mean, we should add two more days." I mean ทำหน้าที่อะไร
- บอกว่า Sam กำลังทำตัวไม่ดี
- เปิดคำอธิบายที่ชัดเจนและเจาะจงยิ่งขึ้น
- บอกว่า Sam วางแผนจะทำบางอย่าง
ดูคำตอบ
เปิดคำอธิบายที่ชัดเจนและเจาะจงยิ่งขึ้น
be about to elaborate on: กำลังจะอธิบายโดยละเอียด
be about to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคาดว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ในประโยคนี้ you're about to บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่จะตามมาคือคำอธิบายที่ละเอียดขึ้น elaborate on + หัวข้อ หมายถึงอธิบายหัวข้อนั้นให้ละเอียดขึ้น กรรมที่ตามหลัง on ระบุแนวคิดที่จะขยายความ ดังนั้น elaborate on something จึงเป็นรูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงกำลังจะอธิบายโดยละเอียดในอีกไม่ช้า: The presenter is ready to continue now and is ____ the first result.
ดูคำตอบ
about to elaborate on
And the dreaded like can perform many functions, การใช้คำ
3:21และคำที่น่ากลัวอย่าง "แบบว่า" ก็สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง
the dreaded like: มุมมองเชิงลบ
the dreaded + คำนาม ใช้เรียกสิ่งหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนโดยทั่วไปกลัว ไม่ชอบ หรือไม่อยากพบเจอ โดยมักเป็นการพูดเกินจริงเล็กน้อย ไม่ได้หมายถึงความหวาดกลัวตามตัวอักษร ในที่นี้ like หมายถึงคำที่ใช้ในบทสนทนา ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่าชอบ การเรียกว่า the dreaded like ชวนให้นึกถึงคำวิจารณ์และความรำคาญที่ผู้คนมักมีต่อคำเชื่อมบทสนทนานี้ จากนั้นประโยคก็ท้าทายชื่อเสียงดังกล่าวด้วยการบอกว่า like มีหน้าที่หลายอย่าง
แบบฝึกหัด
dreaded ใน the dreaded like แสดงทัศนคติแบบใด
- ใช้ like เป็นคำกริยากลาง ๆ ที่หมายถึงชอบ
- บอกว่าผู้พูดกำลังเผชิญอันตรายทางร่างกายที่เกิดขึ้นทันที
- นำเสนอ like ที่ใช้ในบทสนทนาว่าเป็นสิ่งที่มักถูกวิจารณ์หรือไม่ชอบ และอาจมีการพูดเกินจริง
ดูคำตอบ
นำเสนอ like ที่ใช้ในบทสนทนาว่าเป็นสิ่งที่มักถูกวิจารณ์หรือไม่ชอบ และอาจมีการพูดเกินจริง
such as establishing a loose connection between thoughts, วลี
3:25เช่น การสร้างความเชื่อมโยงอย่างหลวมๆ ระหว่างความคิด
การสร้างความเชื่อมโยงแบบหลวม ๆ ระหว่างความคิด
establish a connection หมายถึงทำให้สองสิ่งดูมีความเกี่ยวข้องกัน ในที่นี้ loose ขยายความสัมพันธ์ระหว่าง thoughts คือแนวคิดต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน แต่ความเชื่อมโยงนั้นเป็นทางอ้อม ยืดหยุ่น หรือไม่หนักแน่นในเชิงตรรกะ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าคำบอกทิศทางของบทสนทนาสามารถพาจากแนวคิดหนึ่งไปยังอีกแนวคิดที่เกี่ยวข้องกันได้ โดยไม่ยืนยันความสัมพันธ์แบบเหตุและผลที่เคร่งครัด ความเชื่อมโยงนี้เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่เชื่อมต่อกันแล้วหลวมลง
แบบฝึกหัด
ในที่นี้ 'a loose connection between thoughts' หมายถึงอะไร
- แนวคิดเหล่านั้นเกี่ยวข้องกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้ใกล้ชิดหรือแม่นยำ
- แนวคิดเหล่านั้นถูกผูกเข้าด้วยกันทางกายภาพ
- แนวคิดเหล่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
ดูคำตอบ
แนวคิดเหล่านั้นเกี่ยวข้องกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้ใกล้ชิดหรือแม่นยำ
or introducing someone else's words or actions. ลำดับความ
3:28หรือการแนะนำคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น
การเกริ่นนำคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น
ในที่นี้ introducing หมายถึงการนำส่วนถัดไปเข้ามาในบทสนทนา ไม่ใช่การแนะนำคนหนึ่งให้รู้จักกับอีกคนหนึ่ง วลีนี้อธิบายหน้าที่ของ like ในการจัดบทสนทนา โดยส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีการถ่ายทอดคำพูด ปฏิกิริยา หรือพฤติกรรมของใครบางคน ในการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ like สามารถใช้เกริ่นนำใจความ น้ำเสียง สีหน้า หรือการกระทำ แทนที่จะเป็นคำพูดที่ยกมาตรงทุกคำ หน้าที่ของมันคือจัดเนื้อหาที่ตามมา ไม่ได้หมายถึง “ชอบ”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ like เพื่อเกริ่นนำคำพูดหรือปฏิกิริยาของใครบางคน
- Leo looks like his brother.
- Leo was like, 'No way!'
- Leo likes that movie.
ดูคำตอบ
Leo was like, 'No way!'
a real-time view into your thought process: เข้าใจกระบวนการคิดแบบเรียลไทม์
ในประโยคนี้ a real-time view into your thought process เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการที่ผู้อื่นเข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณกำลังพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด ผู้ฟังไม่ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณจริง ๆ โครงสร้าง give someone a view into something นำเสนอกิจกรรม ระบบ หรือกระบวนการราวกับว่ามีกลไกภายในที่สามารถทำความเข้าใจได้ real-time เพิ่มความหมายว่าความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการกำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่รู้ได้เพียงภายหลัง
แบบฝึกหัด
a real-time view into your thought process ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ได้รับบทสรุปภายหลังเกี่ยวกับคำที่คุณพูดไปแล้ว
- เห็นภาพสดของสิ่งที่อยู่ภายในสมองของคุณ
- เข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด
ดูคำตอบ
เข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด
help listeners follow, interpret, and predict: ใช้กริยาคู่ขนานสามคำเพื่ออธิบายหน้าที่
หลัง help listeners คำว่า follow, interpret และ predict เป็นกริยารูปพื้นฐานสามคำที่วางขนานกัน ทั้งสามคำบอกสิ่งที่ผู้ฟังทำได้ง่ายขึ้น การใช้รูปไวยากรณ์เดียวกันทำให้รายการชัดเจนและสมดุล ลำดับนี้ยังค่อย ๆ พัฒนาความคิดด้วย ผู้ฟังติดตามข้อความก่อน จากนั้นจึงทำความเข้าใจความหมาย และอาจคาดเดาสิ่งที่จะตามมาได้ ในที่นี้ follow หมายถึงตามกระแสความคิดของผู้พูดให้ทัน ไม่ใช่เดินตามหลังใครจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้กริยาคู่ขนานสามคำหลัง helps visitors ได้ถูกต้อง
- The guide helps visitors find, understand, and use the information.
- The guide helps visitors to find, understanding, and use the information.
- The guide helps visitors finding, understand, and used the information.
ดูคำตอบ
The guide helps visitors find, understand, and use the information.
aren't just useful for ... They help ..., too: การเพิ่มประโยชน์อีกข้อ
ประโยคแรกใช้ aren't just useful for ... เพื่อยืนยันว่าประโยชน์ข้อแรกเป็นจริง แต่ชี้ว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด ประโยคถัดไปเพิ่มประโยชน์ข้อที่สอง และ too ทำหน้าที่บอกว่าเป็นข้อมูลที่เพิ่มเข้ามา ในที่นี้ They หมายถึง discourse markers and hesitation phenomena ส่วน it หมายถึง language รูปแบบสองประโยคนี้ช่วยขยายเหตุผลจากประโยชน์หรือการใช้งานข้อหนึ่งไปสู่อีกข้อหนึ่ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปแบบเดียวกันเพื่อขยายจากประโยชน์ข้อหนึ่งไปสู่ประโยชน์เพิ่มเติมอีกข้อ
- The app is useful for tracking expenses, but it cannot help us plan a budget.
- The app helps us track expenses and plan a budget.
- The app isn't just useful for tracking expenses. It helps us plan a budget, too.
ดูคำตอบ
The app isn't just useful for tracking expenses. It helps us plan a budget, too.
a study showed toddlers common and uncommon objects alongside a recording referring to one of the items. วลี
3:51งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เด็กเล็กเห็นสิ่งของที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย พร้อมกับเปิดเสียงบันทึกที่อ้างถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
referring to one of the items: กล่าวถึงหรือชี้ไปยังสิ่งของชิ้นหนึ่ง
Refer to ในที่นี้หมายถึง “กล่าวถึงหรือชี้ไปยัง” คำพูดในเสียงบันทึกชี้ไปยังสิ่งของชิ้นหนึ่ง ไม่ได้แนะนำให้เลือกสิ่งของนั้น วลีรูป -ing referring to one of the items ขยาย a recording โดยอธิบายเสียงบันทึกผ่านการบอกว่าคำพูดในนั้นกล่าวถึงหรือชี้ไปยังอะไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ refer to: In this diagram, the blue arrow ____ the main entrance.
ดูคำตอบ
refers to
When a later recording asked them to identify the uncommon object,
3:59เมื่อเสียงบันทึกในเวลาต่อมาขอให้พวกเขาระบุสิ่งของที่ไม่คุ้นเคย
toddlers performed better if that instruction contained a filled pause. ไวยากรณ์
4:03เด็กเล็กจะทำได้ดีกว่าหากคำสั่งนั้นมีการหยุดพักแบบมีเสียงเติม
performed better if...: รายงานผลที่ดีขึ้นภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง
ในการทดลองนี้ performed better หมายถึงเด็กวัยหัดเดินทำภารกิจระบุวัตถุได้สำเร็จมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการแสดงละครหรือการแสดงบนเวที อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ระบุเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น นั่นคือคำสั่งมีช่วงหยุดที่มีเสียงเติม รูปแบบ someone performed better if + เงื่อนไข ใช้รายงานว่าผลลัพธ์ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งดีกว่าอีกเงื่อนไขหนึ่งได้
แบบฝึกหัด
ในการทดลองนี้ toddlers performed better if... หมายความว่าอย่างไร
- เสียงบันทึกพูดได้ชัดกว่าเด็กวัยหัดเดิน
- เด็กวัยหัดเดินแสดงบนเวทีได้สนุกสนานยิ่งขึ้น
- เด็กวัยหัดเดินทำภารกิจได้สำเร็จมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ
ดูคำตอบ
เด็กวัยหัดเดินทำภารกิจได้สำเร็จมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ
to expect novel words and help them connect new words to new objects. วลี
4:13ให้คาดหวังถึงคำศัพท์ใหม่ และช่วยให้พวกเขาเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่เข้ากับสิ่งของใหม่
cue toddlers to expect novel words: โครงสร้าง cue someone to do something
ในที่นี้ cue เป็นคำกริยาที่หมายถึงการให้สัญญาณหรือคำใบ้ filled pauses คือสัญญาณ toddlers คือผู้รับสัญญาณ และ to expect novel words บอกความคาดหมายที่เกิดจากสัญญาณนั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ cue someone to do something ซึ่งหมายถึงการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นหรือเตรียมให้ใครทำสิ่งหนึ่งหรือเกิดความคาดหมาย ในที่นี้ novel words หมายถึงคำใหม่หรือคำที่ยังไม่คุ้นเคย
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง cue someone to do something ให้สมบูรณ์ โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ cue และเครื่องหมาย infinitive: The timer ____ the class ____ start cleaning up.
ดูคำตอบ
cues · to
connect A to B: เชื่อมโยงคำใหม่กับสิ่งของใหม่
connect A to B หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง A กับ B ในที่นี้คือการเชื่อมคำใหม่เข้ากับสิ่งของใหม่ที่คำนั้นใช้เรียก เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคำกับความหมาย ความเชื่อมโยงนี้เป็นเชิงแนวคิด ไม่จำเป็นต้องเป็นการเชื่อมต่อทางกายภาพ โครงสร้างนี้ยังใช้เชื่อมคำ แนวคิด สาเหตุ หรือข้อเท็จจริงเข้ากับสิ่งที่ช่วยให้อธิบายหรือจดจำได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำบุพบทที่ใช้ใน connect A to B: The map helps us connect each symbol ____ a place.
ดูคำตอบ
to
For adolescents and adults learning a second language,
4:20สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนรู้ภาษาที่สอง
filled pauses smooth out awkward early conversations. กริยาวลี
4:23การหยุดพักแบบมีเสียงเติมช่วยลดความอึดอัดของการสนทนาในช่วงแรกๆ
smooth out awkward early conversations: ทำให้บทสนทนาช่วงแรกที่กระอักกระอ่วนราบรื่นขึ้น
smooth out หมายถึงการทำให้กระบวนการ สถานการณ์ หรือปฏิสัมพันธ์มีความยากและความติดขัดน้อยลง ในประโยคนี้ ช่วงหยุดที่มีคำแทรกช่วยให้ผู้เรียนภาษามีเวลาคิด บทสนทนาช่วงแรกจึงกระอักกระอ่วนน้อยลงและดำเนินต่อได้ง่ายขึ้น คำนี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการทำให้พื้นผิวเรียบ โดยเน้นการลดจุดที่ติดขัด ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแก้ปัญหาทุกอย่างจนหมด
แบบฝึกหัด
ในประโยค "A little preparation can smooth out the process of starting a new job," smooth out หมายถึงอะไร
- ยุติประสบการณ์นั้นทันที
- ทำให้ประสบการณ์นั้นกระอักกระอ่วนหรือยากน้อยลง
- ทำให้กระบวนการนั้นแบนราบทางกายภาพ
ดูคำตอบ
ทำให้ประสบการณ์นั้นกระอักกระอ่วนหรือยากน้อยลง
the second-language learner can signal their newfound fluency by using the appropriate hesitation phenomenon. โน้ต
4:29ผู้เรียนภาษาที่สองสามารถแสดงถึงความคล่องแคล่วที่เพิ่งค้นพบโดยใช้ปรากฏการณ์ความลังเลที่เหมาะสมได้
newfound fluency: ความคล่องแคล่วที่เพิ่งพัฒนาขึ้น
newfound fluency หมายถึงความคล่องแคล่วที่เพิ่งได้รับหรือพัฒนาขึ้น ในประโยคนี้ newfound เป็นคำคุณศัพท์ที่ขยาย fluency ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนค้นพบความคล่องแคล่วเหมือนกับพบวัตถุชิ้นหนึ่ง วลีนี้เน้นการเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า เดิมผู้เรียนพูดได้คล่องน้อยกว่า แต่ตอนนี้มีความสามารถที่เพิ่งพัฒนาขึ้น รูปแบบเดียวกันนี้พบได้ใน newfound confidence และ newfound freedom
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ newfound fluency หมายถึงอะไร
- ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนเพิ่งพัฒนาขึ้น
- วัตถุที่เพิ่งค้นพบและมีชื่อว่าความคล่องแคล่ว
- ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนสูญเสียไปทั้งหมด
ดูคำตอบ
ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนเพิ่งพัฒนาขึ้น
by using ...: บอกวิธีด้วย by + V-ing
รูปแบบ by + V-ing ใช้บอกวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในประโยคนี้ ผลลัพธ์คือการแสดงความคล่องแคล่ว ส่วน by using the appropriate hesitation phenomenon บอกว่าผู้เรียนทำเช่นนั้นได้อย่างไร เนื่องจาก by เป็นคำบุพบทในที่นี้ กริยาที่ตามมาจึงต้องอยู่ในรูป -ing รูปที่ถูกต้องคือ by using ไม่ใช่ by use หรือ by to use โดย by ในที่นี้หมายถึง “ด้วยการทำสิ่งนั้น” ไม่ใช่ “อยู่ข้าง ๆ”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป by + V-ing ของ use: The teacher made the rule clear ____ a simple diagram.
ดูคำตอบ
by using
the use of filled pauses doesn't decrease with mastery of a language. วลี
4:39การใช้การหยุดพักแบบมีเสียงเติมไม่ได้ลดลงเมื่อเราเชี่ยวชาญในภาษา
Contrary to popular belief: โต้แย้งความเห็นที่คนทั่วไปเชื่อ
Contrary to popular belief เป็นวลีเกริ่นแบบตายตัวที่บอกว่าแนวคิดถัดไปขัดกับสิ่งที่คนจำนวนมากมักคิดกัน popular belief หมายถึงความคิดเห็นที่คนทั่วไปเชื่อกันอย่างแพร่หลาย ไม่ได้หมายถึงศาสนาหรือความเชื่อที่ผู้คนชื่นชอบ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวส่งสัญญาณว่าจะมีการแก้ความเข้าใจผิด ผู้พูดกำลังจะปฏิเสธแนวคิดที่ว่าเมื่อชำนาญภาษามากขึ้น ช่วงหยุดที่มีคำเติมจะลดลง วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อโต้แย้งโดยกล่าวถึงข้อสันนิษฐานทั่วไปก่อน แล้วจึงเสนอข้อกล่าวอ้างที่ต่างออกไป
แบบฝึกหัด
เติมวลีตายตัวที่ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับความเห็นที่แพร่หลาย: ____, octopuses have three hearts.
ดูคำตอบ
Contrary to popular belief
Doesn't decrease with mastery of a language: ไม่ลดลงเมื่อความชำนาญทางภาษาเพิ่มขึ้น
Decrease with X ใช้อธิบายแนวโน้มที่ปริมาณหนึ่งลดลงเมื่อ X เพิ่มขึ้นหรือพัฒนาขึ้น ใน mastery of a language คำว่า mastery หมายถึงความชำนาญในภาษานั้นในระดับสูง ส่วน with ใช้นำปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง คำปฏิเสธ doesn't ลบล้างแนวโน้มที่คาดไว้ ประโยคนี้บอกว่าช่วงหยุดที่มีคำเติมไม่ได้พบน้อยลงเมื่อทักษะภาษาเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าช่วงหยุดเหล่านั้นทำให้ความชำนาญทางภาษาของคนลดลง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความอย่างเป็นธรรมชาติว่าอัตราความผิดพลาดลดลงเมื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้น
- The error rate decreases with experience.
- Experience decreases with the error rate.
- The error rate decreases experience.
ดูคำตอบ
The error rate decreases with experience.
Just because A doesn't mean B: ปฏิเสธข้อสรุปแบบอัตโนมัติ
รูปแบบ Just because A doesn't mean B หมายความว่า A อาจเป็นจริง แต่ A เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ B ผู้พูดยอมรับข้อเท็จจริงแรก แต่ไม่ยอมให้สรุปอีกอย่างหนึ่งจากข้อเท็จจริงนั้นโดยอัตโนมัติ ในประโยคนี้ A คือปรากฏการณ์การลังเลและคำบ่งชี้ทางวาทกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในการสื่อสาร ส่วน B คือสิ่งเหล่านี้เหมาะสมเสมอ ประโยคยอมรับ A แต่ปฏิเสธว่าข้อสรุปว่าเหมาะสมเสมอจะต้องตามมาจาก A
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบที่ใช้ปฏิเสธข้อสรุปแบบอัตโนมัติให้สมบูรณ์: Just because a source sounds confident ____ it is correct.
ดูคำตอบ
doesn't mean
they serve no purpose in most formal writing. วลี
4:55พวกมันไม่มีประโยชน์ใดๆ ในงานเขียนที่เป็นทางการส่วนใหญ่
Outside of writing dialogue: ระบุข้อยกเว้น
Outside of writing dialogue หมายถึง ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา Outside of ระบุกิจกรรมหนึ่งให้เป็นข้อยกเว้นจากข้อความที่กว้างกว่า ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ Writing dialogue หมายถึงการเขียนคำพูดของตัวละคร เช่น ในเรื่องแต่งหรือบทละคร วลีนี้แยกกิจกรรมนั้นออกมาเป็นข้อยกเว้น ก่อนที่ประโยคจะกล่าวข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนแบบเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
Outside of writing dialogue ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร
- ในสถานที่ที่อยู่ห่างจากบทสนทนาที่เขียนไว้
- ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา
- ก่อนเริ่มเขียนบทสนทนา
ดูคำตอบ
ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา
serve no purpose in most formal writing: ไม่มีประโยชน์ในงานเขียนแบบเป็นทางการส่วนใหญ่
“serve no purpose” หมายถึง “ไม่มีหน้าที่หรือประโยชน์ที่แท้จริง” ในที่นี้ “they” หมายถึงคำเชื่อมในการสนทนาและลักษณะการลังเลที่กล่าวถึงก่อนหน้า ส่วน “purpose” หมายถึงหน้าที่ในตัวบท ไม่ใช่เป้าหมายส่วนตัวของใคร ข้อจำกัด “in most formal writing” มีความสำคัญ ข้อความนี้ใช้กับงานเขียนร้อยแก้วแบบเป็นทางการเป็นหลัก ขณะที่การเขียนบทสนทนาอาจใช้ลักษณะเหล่านี้เพื่อให้เหมือนคำพูดจริง
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่มีหน้าที่ใช้งานจริง” ให้ประโยคสมบูรณ์: This extra step ____.
ดูคำตอบ
serves no purpose
the stigma these social cues carry can work against the speaker. โน้ต
5:00ตราบาปที่สัญญาณทางสังคมเหล่านี้มีอยู่อาจส่งผลเสียต่อผู้พูดได้
the stigma these social cues carry: ตราบาปที่ติดมากับสัญญาณทางสังคมเหล่านี้
stigma คือป้ายกำกับหรือการตัดสินทางสังคมเชิงลบที่รุนแรง ในที่นี้ social cues หมายถึงลักษณะการพูด เช่น การเว้นจังหวะแบบมีเสียงเติมและคำเชื่อมในการสนทนา ส่วน carry ใช้ในความหมายเชิงนามธรรม คือสัญญาณเหล่านี้เชื่อมโยงกับตราบาป ไม่ได้แบกสิ่งของจริง ๆ ในทางไวยากรณ์ these social cues carry เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย stigma โดยละสรรพนามสัมพันธ์ that ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมไว้: the stigma that these social cues carry วลีคำนามทั้งหมดหมายถึงการตัดสินทางสังคมเชิงลบที่ติดมากับสัญญาณเหล่านี้
แบบฝึกหัด
ความหมายใดตรงกับ “the stigma these social cues carry” มากที่สุด
- การตัดสินทางสังคมเชิงลบที่เชื่อมโยงกับสัญญาณเหล่านี้
- ข้อความที่เป็นกลางซึ่งสัญญาณเหล่านี้สื่อออกมา
- สิ่งของจริงที่สัญญาณเหล่านี้กำลังขนย้าย
ดูคำตอบ
การตัดสินทางสังคมเชิงลบที่เชื่อมโยงกับสัญญาณเหล่านี้
work against the speaker: ส่งผลเสียต่อผู้พูด
ใน work against the speaker คำว่า work หมายถึง “ส่งผล” ไม่ใช่ “ทำงาน” วลีนี้หมายความว่าบางสิ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้พูด หรือทำให้คนอื่นมองผู้พูดในแง่บวกน้อยลง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ปัจจัย + work against + บุคคล แผน หรือเป้าหมาย โดยมักกล่าวถึงผลเสียทางอ้อม มากกว่าการที่คนหนึ่งตั้งใจต่อต้านอีกคนหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “ทำให้ใครบางคนเสียเปรียบ”: An unclear policy can ____ new employees.
ดูคำตอบ
work against
these seemingly senseless sounds can convey a world of meaning. สำนวน
5:07เสียงที่ดูเหมือนไร้ความหมายเหล่านี้สามารถสื่อถึงโลกแห่งความหมายได้
convey a world of meaning: สื่อความหมายได้อย่างมากมาย
convey หมายถึง “สื่อหรือถ่ายทอด” ส่วน a world of meaning เป็นการกล่าวเกินจริงอย่างมีสีสันเพื่อหมายถึงความหมายจำนวนมาก ประโยคนี้บอกว่าเสียงที่ดูเหมือนไร้ความหมายก็ยังสื่อข้อมูลได้หลายชั้น วลี a world of + คำนาม ที่นำไปใช้ต่อได้นั้นเน้นความอุดมสมบูรณ์หรือจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงโลกจริง ๆ ในที่นี้ can convey a world of meaning หมายถึง “สามารถสื่ออะไรได้มากมาย”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “สื่ออะไรได้มากมาย”: One small gesture can ____.
ดูคำตอบ
convey a world of meaning
You're never too young to start honing your skills as a speaker. โน้ต
5:13คุณไม่มีวันเด็กเกินไปที่จะเริ่มฝึกฝนทักษะในฐานะผู้พูด
You're never too young to start: ไม่มีใครเด็กเกินไปที่จะเริ่มต้น
ในโครงสร้างทั่วไป too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา คำคุณศัพท์จะแสดงข้อจำกัด เช่น too young to start หมายถึงอายุน้อยเกินไปจนเริ่มไม่ได้หรือยังไม่เหมาะที่จะเริ่ม การเติม never เป็นการปฏิเสธข้อจำกัดนั้น ในประโยคนี้ You're never too young to start หมายถึงแม้จะอายุน้อยมากก็เริ่มได้ โครงสร้าง never too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา สามารถใช้ให้กำลังใจโดยบอกว่าเงื่อนไขบางอย่างไม่ใช่อุปสรรค
แบบฝึกหัด
ใช้วลีให้กำลังใจ never too young to start เติมประโยคให้สมบูรณ์: You're ____ learning basic first aid.
ดูคำตอบ
never too young to start
honing your skills as a speaker: ขัดเกลาทักษะการเป็นผู้พูด
Hone your skills หมายถึงพัฒนาและขัดเกลาความสามารถด้วยการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย โดยสื่อถึงการทำให้ทักษะแม่นยำและชำนาญขึ้น ไม่ใช่เพียงเริ่มพบหรือเรียนรู้ทักษะนั้นเป็นครั้งแรก ใน honing your skills as a speaker วลี as a speaker ระบุบทบาทหรือด้านที่ใช้ทักษะเหล่านั้น ซึ่งก็คือทักษะการพูดหรือการพูดต่อหน้าสาธารณชน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่อได้ชัดเจนที่สุดว่าคนหนึ่งกำลังขัดเกลาความสามารถที่มีอยู่ผ่านการฝึกฝน
- Jordan showed the class his photography skills.
- Jordan takes a photo every day to hone his photography skills.
- Jordan joined the workshop to learn basic photography.
ดูคำตอบ
Jordan takes a photo every day to hone his photography skills.
Visit ed.ted.com/student talks because everyone has an idea worth sharing. ไวยากรณ์
5:25เข้าไปที่ ed.ted.com/student talks เพราะทุกคนมีไอเดียที่ควรค่าแก่การแบ่งปัน
an idea worth sharing: worth + กริยารูป -ing
ในที่นี้ worth sharing ขยายคำว่า idea และหมายความว่าไอเดียนั้นควรค่าแก่การแบ่งปัน แม้ sharing จะอยู่ในรูป -ing แต่ idea คือสิ่งที่ผู้คนนำไปแบ่งปัน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + worth + กริยารูป -ing: a book worth reading, a game worth trying รูปแบบนี้บอกว่าการทำกริยานั้นกับสิ่งดังกล่าวมีคุณค่าหรือคุ้มค่า everyone ทำให้ข้อความครอบคลุมและให้กำลังใจ หมายความว่าทุกคนมีไอเดียที่ควรค่าแก่การรับฟัง
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ visit: We found a science museum worth ____.
ดูคำตอบ
visiting