ทำไมเราถึง, แบบว่า, ลังเลเวลาที่เรา, เอิ่ม, พูด? - Lorenzo García-Amaya: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
703 คำ 139 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใด um, uh, like และองค์ประกอบคล้ายกันจึงไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดในการพูด ช่วงหยุดที่มีเสียงช่วยให้ผู้พูดรักษาสิทธิ์ในการพูดต่อ มีเวลาวางแผนคำพูด เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับคำสำคัญหรือคำใหม่ และช่วยการเรียนภาษา ส่วนตัวบ่งชี้วาทกรรมเผยให้เห็นวิธีจัดลำดับความคิด อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ขึ้นอยู่กับบริบท เพราะโดยทั่วไปไม่เหมาะกับงานเขียนทางการและอาจมีตราบาปทางสังคมติดมาด้วย ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. more to them than meets the ear? — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการดัดแปลงสำนวน more than meets the eye อย่างมีลูกเล่น โดยเปลี่ยน eye เป็น ear ให้เข้ากับหัวข้อภาษาพูด ผู้เรียนจึงสังเกตได้ว่าสำนวนคุ้นเคยอาจถูกปรับอย่างสร้างสรรค์ แต่ยังคงแนวคิดเดิมว่าสิ่งหนึ่งมีความหมายมากกว่าที่รับรู้ได้ในตอนแรก 2. function as discourse markers, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เรียนรู้ว่า like, well และ you know สามารถใช้จัดระเบียบบทสนทนา ไม่ได้สื่อเพียงความหมายตรงตัว ช่วยให้แยกแยะได้ว่าตัวบ่งชี้เหล่านี้เชื่อมความคิด แสดงท่าทีหรือบอกว่าจะขยายความ และช่วยให้ผู้ฟังติดตามพร้อมคาดการณ์ทิศทางความคิดของผู้พูดได้อย่างไร 3. filled pauses smooth out awkward early conversations. — กริยาวลี: เรียนรู้การใช้ smooth out เมื่อต้องการบอกว่าทำให้สิ่งที่ยาก ไม่ราบรื่น หรือน่าอึดอัดจัดการได้ง่ายขึ้น ในที่นี้หมายถึงช่วงหยุดที่มีเสียงช่วยลดความติดขัดในการสนทนาระยะแรกของผู้เรียนภาษาที่สอง และยังนำไปใช้กับกระบวนการ ความสัมพันธ์ ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือปัญหาการสื่อสารได้ด้วย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

For as long as we've had language, some people have tried to control it. ไวยากรณ์

0:06

ตราบเท่าที่เรามีภาษา บางคนก็พยายามที่จะควบคุมมัน

ไวยากรณ์

For as long as: ช่วงเวลาที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

For as long as + อนุประโยค หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดที่สิ่งในอนุประโยคนั้นเป็นจริง” ในประโยคนี้ ช่วงเวลาเริ่มตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีภาษาและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โครงสร้างนี้นำเสนอการควบคุมภาษาว่าเป็นแบบแผนที่มีมานาน ไม่ใช่เงื่อนไข กรอบเวลานี้ยังใช้เกริ่นถึงนิสัย แนวโน้ม หรือข้อถกเถียงที่ดำเนินมาตลอดช่วงเวลาหนึ่งได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ที่ฉันจำความได้”: ____ I can remember, this park has been open to everyone.

ดูคำตอบ

For as long as

And some of the most frequent targets of this communication regulation are the ums, การใช้คำ

0:11

และเป้าหมายที่พบบ่อยที่สุดบางส่วนของการควบคุมการสื่อสารนี้ก็คือคำว่า "อืม"

ers, and likes that pepper our conversations. สำนวน

0:16

"เอ่อ" และ "แบบว่า" ที่แทรกอยู่ในการสนทนาของเรา

การใช้คำ

targets of this communication regulation: สิ่งที่การควบคุมมุ่งจัดการ

ใน targets of this communication regulation คำว่า targets หมายถึงสิ่งที่ความพยายามในการควบคุมมุ่งจัดการ วลีนี้ชี้ไปยัง ums, ers และ likes ที่กล่าวต่อมา ซึ่งเป็นลักษณะการพูดที่ผู้คนมักพยายามวิจารณ์ จำกัด หรือกำจัดออก ในที่นี้ regulation หมายกว้าง ๆ ถึงการกำหนดมาตรฐานหรือควบคุมวิธีที่ผู้คนสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องหมายถึงกฎหมายของรัฐบาล นามวลีเชิงนามธรรมนี้ช่วยให้ผู้พูดอภิปรายเรื่องการควบคุมภาษาในแบบเป็นทางการและเชิงวิเคราะห์

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ targets of this communication regulation หมายถึงอะไร

  1. ผลลัพธ์ที่การควบคุมต้องการบรรลุ
  2. ผู้ที่เขียนกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสาร
  3. ลักษณะการพูดที่ผู้คนพยายามควบคุม
ดูคำตอบ

ลักษณะการพูดที่ผู้คนพยายามควบคุม

สำนวน

pepper our conversations ในความหมายเปรียบเทียบว่าแทรกกระจายอยู่

ในวลี that pepper our conversations คำว่า pepper เป็นคำกริยาที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าคำอย่าง er และ like ปรากฏเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามคำพูดของผู้คน เหมือนพริกไทยที่โรยอยู่บนอาหาร ไม่ได้หมายถึงการทำอาหารจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ องค์ประกอบเล็ก ๆ + pepper + สิ่งที่เป็นภาพรวมใหญ่กว่า ส่วนรูปถูกกระทำที่พบบ่อยคือ สิ่งที่เป็นภาพรวมใหญ่กว่า + be peppered with + องค์ประกอบเล็ก ๆ

แบบฝึกหัด

pepper our conversations ในที่นี้หมายความว่าอะไร

  1. คำเหล่านี้เข้ามาแทนที่บทสนทนาของเราทั้งหมด
  2. คำเหล่านี้เติมพริกไทยจริง ๆ ลงในบทสนทนาของเรา
  3. คำเหล่านี้ปรากฏกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบทสนทนาของเรา
ดูคำตอบ

คำเหล่านี้ปรากฏกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในบทสนทนาของเรา

Ancient Greek and Latin texts

0:19

ข้อความภาษากรีกและละตินโบราณ

warned against speaking with hesitation. วลี

0:22

เตือนว่าไม่ควรพูดด้วยความลังเล

วลี

warn against + -ing: เตือนให้หลีกเลี่ยงการกระทำหนึ่ง

warn against + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงการแนะนำให้หลีกเลี่ยงบางสิ่ง เพราะสิ่งนั้นอาจเป็นอันตราย ไม่รอบคอบ หรือไม่พึงประสงค์ ในประโยคนี้ warned against speaking หมายความว่าเอกสารเหล่านั้นเตือนผู้คนไม่ให้พูดอย่างลังเล against เป็นคำบุพบทในโครงสร้างนี้ ดังนั้นคำกริยาที่ตามหลังต้องอยู่ในรูป -ing เช่น warned against speaking ไม่ใช่ warned against to speak

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ climb: The guide warned us against ____ the fence.

ดูคำตอบ

climbing

Modern schools have tried to ban the offending terms, การใช้คำ

0:24

โรงเรียนสมัยใหม่ได้พยายามสั่งห้ามคำที่ทำให้เกิดความรำคาญเหล่านี้

การใช้คำ

“to ban the offending terms”: ห้ามใช้ถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา

ในประโยคนี้ to ban the offending terms หมายถึงห้ามใช้คำหรือสำนวนที่โรงเรียนระบุว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม offending ขยาย terms และชี้ว่านี่คือถ้อยคำเฉพาะที่ถูกวิจารณ์ offending ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า “ผิดกฎหมาย” หรือ “ดูหมิ่นใครโดยตรง” ในที่นี้คำนี้ถ่ายทอดการประเมินเชิงลบต่อคำเติมในภาษาพูดอย่าง um, er และ like กล่าวคือ โรงเรียนมองว่าเป็นภาษาที่ไม่ควรใช้

แบบฝึกหัด

the offending terms ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. คำที่โรงเรียนมองว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม
  2. คำที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิดกฎหมาย
  3. ศัพท์เฉพาะสำหรับอาชญากรรม
ดูคำตอบ

คำที่โรงเรียนมองว่าน่าตำหนิหรือไม่เหมาะสม

and renowned linguist Noam Chomsky dismissed these expressions as errors irrelevant to language. โน้ต

0:28

และนักภาษาศาสตร์ชื่อดัง โนม ชอมสกี ได้ปฏิเสธว่าการแสดงออกเหล่านี้เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษา

วัฒนธรรม

“renowned linguist Noam Chomsky”: เพิ่มน้ำหนักให้ตัวอย่างด้วยความน่าเชื่อถือ

วลี renowned linguist Noam Chomsky แนะนำชอมสกีด้วยสาขาความเชี่ยวชาญและชื่อเสียง renowned หมายถึงเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง ส่วน linguist บอกว่าเขาเชี่ยวชาญด้านภาษา การระบุชื่อผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลก่อนรายงานความเห็นช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์นี้ กล่าวคือ แม้แต่นักภาษาศาสตร์คนสำคัญก็เคยมองข้ามสำนวนเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎีของชอมสกีเพื่อเข้าใจหน้าที่นี้

แบบฝึกหัด

renowned linguist ที่อยู่หน้าชื่อ Noam Chomsky เพิ่มความหมายอะไร

  1. บอกว่าเขาเป็นผู้คิดค้นสำนวนทั้งหมดที่กำลังกล่าวถึง
  2. นำเสนอว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่มีอิทธิพลและความเห็นของเขามีน้ำหนัก
  3. นำเสนอว่าเขาเป็นคนทั่วไปที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

นำเสนอว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่มีอิทธิพลและความเห็นของเขามีน้ำหนัก

วลี

dismiss X as Y: ปฏิเสธ X โดยตีตราว่าเป็น Y

ในโครงสร้าง dismiss X as Y คำว่า dismiss หมายถึงปฏิเสธ X ว่าไม่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยติดป้ายให้ X เป็น Y ในประโยคนี้ these expressions ถูกเรียกว่า errors จึงไม่ใช่เพียงการจัดหมวดหมู่แบบเป็นกลาง แต่ยังสื่อว่าคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ถูกปฏิเสธด้วย โครงสร้างคือ dismiss + กรรม X + as + ป้ายหรือคำตัดสิน Y โดย Y บอกเหตุผลหรือหมวดที่ใช้ในการปฏิเสธ X

แบบฝึกหัด

เติมคำที่แสดงว่าโค้ชปฏิเสธคำร้องเรียนโดยตีตราว่าเป็นข้อแก้ตัว: The coach dismissed the complaint ____ an excuse.

ดูคำตอบ

as

Historically, these speech components had been lumped into the broader bucket of disfluencies, โน้ต

0:34

ในอดีต องค์ประกอบของการพูดเหล่านี้ถูกจัดรวมอยู่ในหมวดหมู่กว้างๆ ของความไม่คล่องแคล่ว

linguistic fillers, which distract from useful speech. วลี

0:41

ซึ่งก็คือคำเติมทางภาษา ที่ทำให้เสียสมาธิจากการพูดที่มีประโยชน์

กริยาวลี

had been lumped into: ถูกจัดรวมอย่างคร่าว ๆ ก่อนจุดเวลาที่ตามมา

Lump A into B หมายถึงนำ A ไปรวมกับสิ่งอื่นที่อาจแตกต่างกันไว้ในหมวดกว้างเพียงหมวดเดียว มักสื่อว่าการจัดกลุ่มนั้นหยาบเกินไปและมองข้ามความแตกต่างที่สำคัญ Had been lumped into เป็นโครงสร้าง past perfect แบบ passive แสดงว่าคนอื่นได้จัดหมวดหมู่นี้ไว้แล้วก่อนจุดเวลาที่ตามมาในการอภิปราย ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวนำเสนอว่าการจัดองค์ประกอบการพูดแบบเดิมนั้นกว้างเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง past perfect แบบ passive ที่หมายถึง “ก่อนหน้านั้นได้ถูกจัดรวมอย่างคร่าว ๆ แล้ว”: Before the review, several unrelated complaints ____ one broad category.

ดูคำตอบ

had been lumped into

การใช้คำ

the broader bucket of disfluencies: หมวดที่กว้างขึ้นของภาวะการพูดไม่ลื่นไหล

ในประโยคนี้ the broader bucket of disfluencies หมายถึงหมวดใหญ่โดยรวมของสิ่งที่รบกวนความลื่นไหลในการพูด bucket เป็นอุปมาเปรียบหมวดหมู่เป็นภาชนะ โดยมองลักษณะการพูดต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่ใส่ไว้ในหมวดเดียวกัน ไม่ใช่ใส่ในถังจริง ๆ disfluencies เป็นศัพท์ในการวิเคราะห์คำพูด หมายถึงสิ่งที่ขัดจังหวะการพูดอย่างลื่นไหล เช่น การหยุด การพูดซ้ำ การแก้คำพูดของตนเอง และคำเติมบางชนิด broader แสดงว่าหมวดนี้ครอบคลุมปรากฏการณ์หลายแบบ ไม่ใช่ประเภทแคบเพียงประเภทเดียว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The report places pauses and repetitions in the broader bucket of disfluencies,” คำว่า bucket หมายถึงอะไร

  1. ภาชนะจริงที่ใช้ระหว่างที่ใครคนหนึ่งกำลังพูด
  2. หมวดทั่วไปที่รวมการสะดุดของคำพูดหลายชนิด
  3. การหยุดเพียงครั้งหนึ่งที่ขัดจังหวะประโยค
ดูคำตอบ

หมวดทั่วไปที่รวมการสะดุดของคำพูดหลายชนิด

วลี

distract from useful speech: ดึงความสนใจออกจากเนื้อหาคำพูดที่เป็นประโยชน์

distract from หมายถึงดึงความสนใจออกจากบางสิ่ง หรือทำให้สิ่งนั้นสังเกตเห็นได้ยากขึ้น ใน distract from useful speech นั้น useful speech คือเนื้อหาสำคัญที่ได้รับความสนใจน้อยลง โครงสร้างพื้นฐานคือ distract from + คำนามหรือรูป -ing หากต้องการระบุว่าความสนใจของใครถูกดึงออกไป ให้ใช้ distract someone from something เช่น The noise distracted me from reading วลีหลัง from ระบุจุดสนใจหรือกิจกรรมที่ถูกรบกวน ไม่ใช่ต้นเหตุของสิ่งรบกวน

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบตายตัวด้วยคำหนึ่งคำ: During the presentation, flashing ads distracted us ____ the speaker's main point.

ดูคำตอบ

from

However, none of this controversy has made these so-called disfluencies less common. โน้ต

0:45

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความไม่คล่องแคล่วนี้น้อยลงเลย

ไวยากรณ์

none of this ... has made ... less common: บอกว่าความถี่ไม่ได้ลดลง

ใน none of this controversy has made... คำว่า none หมายถึง “ไม่มีส่วนใดของเรื่องทั้งหมดนี้” วลีนี้มองข้อถกเถียงทั้งหมดเป็นสิ่งเดียว กริยาจึงเป็นรูปเอกพจน์ has made has made เป็น present perfect ซึ่งเชื่อมข้อถกเถียงก่อนหน้านี้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ ใช้บอกผลที่เกิดจากบางสิ่ง เมื่อประธานเป็น none ประโยคจึงหมายความว่าการลดลงนั้นไม่ได้เกิดขึ้น less common กล่าวถึงความถี่จริง ไม่ใช่ความต้องการของผู้เขียน

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายผลที่ประโยคนี้สื่อได้ถูกต้องที่สุด

  1. ข้อถกเถียงพิสูจน์ว่าความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เป็นอันตราย
  2. ข้อถกเถียงทำให้ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้หายไป
  3. ข้อถกเถียงไม่ได้ลดความถี่ที่ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เกิดขึ้น
ดูคำตอบ

ข้อถกเถียงไม่ได้ลดความถี่ที่ความไม่คล่องแคล่วเหล่านี้เกิดขึ้น

การใช้คำ

so-called disfluencies: การเว้นระยะห่างจากป้ายกำกับ

so-called ที่วางหน้าคำนามเป็นการใช้ป้ายกำกับที่คุ้นเคย พร้อมกับแสดงว่าผู้เขียนเว้นระยะห่างจากป้ายกำกับนั้นอยู่บ้าง ในที่นี้ผู้เขียนใช้คำว่า disfluencies แต่ส่งสัญญาณว่าการจัดหมวดหมู่นี้อาจไม่ครบถ้วนหรือยังตั้งคำถามได้ คำนี้เป็นเครื่องหมายแสดงท่าที ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชื่อทางเทคนิค ผู้อ่านควรเข้าใจว่าป้ายกำกับนี้กำลังถูกพิจารณา ไม่ใช่คำอธิบายที่เป็นกลางและยุติข้อถกเถียงแล้ว

แบบฝึกหัด

ใน so-called disfluencies คำว่า so-called น่าจะสื่ออะไรในบริบทนี้มากที่สุด

  1. ผู้เขียนยอมรับป้ายกำกับนี้อย่างเต็มที่ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห้ามตั้งคำถาม
  2. ผู้เขียนใช้ป้ายกำกับนี้ แต่ยังเว้นระยะห่างจากมันอยู่บ้าง
  3. ผู้เขียนบอกว่าความไม่คล่องแคล่วพบได้น้อยลงแล้ว
ดูคำตอบ

ผู้เขียนใช้ป้ายกำกับนี้ แต่ยังเว้นระยะห่างจากมันอยู่บ้าง

They continue to occur roughly two to three times per minute in natural speech. วลี

0:50

สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นประมาณสองถึงสามครั้งต่อนาทีในการพูดตามธรรมชาติ

วลี

roughly two to three times per minute: ความถี่โดยประมาณ

roughly บอกว่าตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนที่นับได้อย่างแม่นยำ two to three times บอกช่วงจำนวนครั้ง และ per minute กำหนดหน่วยเวลา ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง “ประมาณสองหรือสามครั้งในแต่ละนาที” รูปแบบนี้ใช้รายงานความถี่โดยประมาณได้: roughly + ตัวเลขหรือช่วง + times per + หน่วยเวลา อัตราจริงอาจต่างกันไปในแต่ละนาที

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่เรียนด้านบนให้ตรงตามความหมาย “ประมาณสองหรือสามครั้งในแต่ละนาที”: During the test, the indicator flashed ____.

ดูคำตอบ

roughly two to three times per minute

And different versions of them can be found in almost every language,

0:55

และสามารถพบรูปแบบที่แตกต่างกันของมันได้ในเกือบทุกภาษา

including sign language. วัฒนธรรม

0:59

รวมถึงภาษามือด้วย

วัฒนธรรม

including sign language: ขยายขอบเขตให้กว้างกว่าภาษาพูด

including sign language เพิ่มภาษามือเป็นตัวอย่างหนึ่งในข้อความที่กล่าวถึงภาษาอย่างกว้าง ๆ โดย them ในที่นี้หมายถึงรูปแบบต่าง ๆ ของคำเติม เช่น um, er และ like ประเด็นคือ วิธีแสดงความลังเลหรือช่วยจัดจังหวะการสื่อสารแบบคล้ายกันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำพูดที่ได้ยิน แต่ยังอาจปรากฏในการสื่อสารด้วยภาษามือที่มองเห็นได้ด้วย ภาษามือเป็นภาษาธรรมชาติที่สมบูรณ์และมีไวยากรณ์ของตัวเอง วลีนี้ใช้ในความหมายกว้าง ไม่ได้หมายความว่ามีภาษามือสากลเพียงภาษาเดียว หรือรูปแบบภาษามือต้องลอกคำพูดทุกคำอย่างตรงตัว

แบบฝึกหัด

including sign language เพิ่มข้อมูลอะไรให้กับประโยคนี้

  1. ภาษามือทุกภาษาใช้รูปแบบคำพูด um, er และ like เหมือนกันทุกประการ
  2. ข้อความนี้ครอบคลุมภาษาที่แสดงออกด้วยการใช้มือและมองเห็นได้ด้วย
  3. ข้อความนี้ใช้ได้เฉพาะกับเสียงแสดงความลังเลที่เปล่งด้วยเสียงพูด
ดูคำตอบ

ข้อความนี้ครอบคลุมภาษาที่แสดงออกด้วยการใช้มือและมองเห็นได้ด้วย

So, are ums and uhs just a habit we can't break? วลี

1:01

ตกลงว่า "อืม" และ "เอ่อ" เป็นเพียงนิสัยที่เราเลิกไม่ได้ใช่ไหม?

วลี

a habit we can't break: สำนวน break a habit

break a habit เป็นคำที่ใช้คู่กันโดยทั่วไป หมายถึงการหยุดพฤติกรรมที่ทำซ้ำ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการทำต่อ ในที่นี้ break ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งของแตกจริง ๆ ใน a habit we can't break ส่วน we can't break ใช้ขยาย habit คำถามนี้นำเสนอการพูด um และ uh ว่าเป็นพฤติกรรมที่คนเราอาจหยุดไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้สำนวน break a habit: Leo wants to ____ the habit of biting his nails.

ดูคำตอบ

break

Or is there more to them than meets the ear? สำนวน

1:05

หรือว่ามีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่หูได้ยิน?

สำนวน

more to them than meets the ear: การดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับเรื่องการฟัง

more to them than meets the ear ในที่นี้หมายความว่า um และ uh อาจมีหน้าที่หรือสื่อข้อมูลบางอย่างที่ผู้ฟังไม่ได้สังเกตเห็นในตอนแรก meets the ear ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว ถ้อยคำนี้ดัดแปลงสำนวนมาตรฐาน There is more to X than meets the eye อย่างมีลูกเล่น การเปลี่ยน eye เป็น ear เชื่อมแนวคิดเรื่องความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เข้ากับเสียง และสร้างการเล่นคำที่เข้ากับหัวข้อการฟัง

แบบฝึกหัด

more to them than meets the ear ทำหน้าที่อย่างไรในประโยคนี้

  1. สื่อว่าเสียงเหล่านี้อาจมีหน้าที่ที่ซ่อนอยู่ และดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับหัวข้อการฟัง
  2. หมายความว่าจะเข้าใจเสียงเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นมัน
  3. บอกว่าหูสัมผัสกับเสียงทางกายภาพจริง ๆ
ดูคำตอบ

สื่อว่าเสียงเหล่านี้อาจมีหน้าที่ที่ซ่อนอยู่ และดัดแปลงสำนวนให้เข้ากับหัวข้อการฟัง

To answer this question, ลำดับความ

1:10

เพื่อตอบคำถามนี้

it helps to compare these speech components to other words we use in everyday life. วลี

1:11

การเปรียบเทียบองค์ประกอบการพูดเหล่านี้กับคำอื่นๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอาจช่วยได้

ลำดับความ

To answer this question: คำเชื่อมจากการตั้งคำถามไปสู่การวิเคราะห์

To answer this question เป็นวลีบอกจุดประสงค์ที่วางไว้ต้นประโยค this question ย้อนกลับไปยังคำถามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วนประโยคหลักจะบอกผู้ฟังว่าควรใช้การกระทำหรือวิธีใดเพื่อตอบคำถามนั้น ในที่นี้ วลีนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยพาเนื้อหาจากการตั้งคำถามไปสู่การวิเคราะห์ โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อต้องการบอกว่าเหตุใดจึงนำเสนอขั้นตอนถัดไป

แบบฝึกหัด

To answer this question ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่าง

  1. เชื่อมคำถามก่อนหน้ากับวิธีเปรียบเทียบที่ใช้วิเคราะห์คำถามนั้น
  2. บอกว่าการเปรียบเทียบได้พิสูจน์คำตอบแล้ว
  3. บอกว่าหัวข้อทั้งหมดจบลงแล้ว
ดูคำตอบ

เชื่อมคำถามก่อนหน้ากับวิธีเปรียบเทียบที่ใช้วิเคราะห์คำถามนั้น

วลี

compare these speech components to other words: โครงสร้าง compare X to Y

compare X to Y หมายถึงการนำ X และ Y มาเปรียบเทียบกันเพื่อดูความสัมพันธ์ ในประโยคนี้ X คือ these speech components และ Y คือ other words การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เข้าใจคำอธิบายผ่านกรอบที่คุ้นเคย คำบุพบท to ใช้นำสิ่งที่ถูกเปรียบเทียบลำดับที่สอง โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งนั้นเหมือนกันทุกอย่าง ความเหมือนหรือความแตกต่างใดสำคัญต้องพิจารณาจากคำอธิบายรอบข้าง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง compare X to Y ให้สมบูรณ์: The teacher compares the heart ____ a pump.

ดูคำตอบ

to

While a written word might have multiple definitions, ไวยากรณ์

1:16

แม้ว่าคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรอาจมีคำจำกัดความได้หลายแบบ

we can usually determine its intended meaning through context.

1:19

แต่เรามักจะสามารถระบุความหมายที่ตั้งใจไว้ได้จากบริบท

ไวยากรณ์

While ... might ... สำหรับยอมรับข้อหนึ่งก่อนเสนอประเด็นหลัก

ในที่นี้ While ใช้เกริ่นการยอมรับข้อเท็จจริงก่อน ไม่ได้บอกความสัมพันธ์ด้านเวลา อนุประโยคแรกยอมรับว่าคำที่เขียนไว้อาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง แต่ประโยคหลักบอกว่าโดยปกติบริบทช่วยให้เราระบุความหมายที่ต้องการสื่อได้ ใช้ while + อนุประโยคเพื่อวางข้อเท็จจริงที่ยอมรับไว้เป็นพื้นหลังก่อน แล้วจึงเสนอประเด็นที่ตรงข้ามหรือสำคัญกว่าในประโยคหลัก ในโครงสร้างนี้ while มีความหมายใกล้กับ although

แบบฝึกหัด

While ทำหน้าที่อะไรในประโยคตัวอย่างนี้

  1. ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน: แม้ว่าคำนั้นอาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง
  2. อธิบายว่าทำไมคำนั้นจึงมีคำจำกัดความหลายอย่าง
  3. บอกว่าคำนั้นมีคำจำกัดความหลายอย่างเมื่อใด
ดูคำตอบ

ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อน: แม้ว่าคำนั้นอาจมีคำจำกัดความหลายอย่าง

In speech, however,

1:23

อย่างไรก็ตาม ในการพูด

a word can take on additional layers of meaning, กริยาวลี

1:25

คำๆ หนึ่งสามารถมีความหมายแฝงเพิ่มเติมได้

tone of voice,

1:28

น้ำเสียง

the relationship between speakers,

1:30

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด

and expectations of where a conversation will go

1:32

และความคาดหวังว่าการสนทนาจะดำเนินไปในทิศทางใด

can imbue even words that seem like filler with vital information. วลี

1:35

สามารถเติมข้อมูลสำคัญลงในคำที่ดูเหมือนคำเติมได้

กริยาวลี

take on additional layers of meaning: มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ใน take on additional layers of meaning คำว่า take on หมายถึง “ได้รับ” หรือ “ค่อย ๆ มีเพิ่มขึ้น” เป็นการบอกความเปลี่ยนแปลงเชิงนามธรรม ไม่ใช่การหยิบหรือยกสิ่งของจริง ๆ layers เป็นคำเปรียบเทียบที่มองว่าความหมายสะสมเพิ่มขึ้นได้หลายชั้น ในภาษาพูด น้ำเสียง ความสัมพันธ์ และความคาดหวังสามารถเพิ่มข้อมูลที่อยู่นอกเหนือคำจำกัดความในพจนานุกรมของคำนั้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของวลีที่เรียน ซึ่งหมายถึง “มีความหมายที่ลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งขึ้น”: After the discovery, the old map ____.

ดูคำตอบ

took on additional layers of meaning

วลี

imbue X with Y: ทำให้ X มีคุณลักษณะ Y

imbue X with Y หมายถึง “ทำให้ X มีหรือเต็มไปด้วยคุณลักษณะ ความรู้สึก ความหมาย หรือเนื้อหา Y” ในประโยคนี้ X คือ even words that seem like filler และ Y คือ vital information ดังนั้นตัวคำเองจึงสามารถสื่อข้อมูลสำคัญได้ ต่างจาก give ที่มักสื่อถึงการมอบให้โดยตรง imbue มองว่า Y เป็นคุณลักษณะหรือความหมายที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ X รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ imbue + กรรม + with + คุณลักษณะ ความหมาย หรือเนื้อหาเชิงนามธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาแบบเป็นทางการและคำบุพบทจากคำอธิบายนี้: Soft music can ____ the scene ____ a sense of calm.

ดูคำตอบ

imbue · with

This is where um and uh come in, ลำดับความ

1:40

นี่คือจุดที่ "อืม" และ "เอ่อ" เข้ามามีบทบาท

ลำดับความ

This is where X comes in: นี่คือจุดที่ X เข้ามามีบทบาท

This is where X comes in เชื่อมปัญหาหรือแนวคิดที่กล่าวไปก่อนหน้ากับบุคคล สิ่งของ หรือตัวอย่างที่เริ่มมีประโยชน์หรือเกี่ยวข้องในตอนนี้ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวพาคำอธิบายจากข้อสรุปทั่วไปไปสู่ um และ uh ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญ come in ในการใช้แบบนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินเข้าไปในสถานที่จริง แต่หมายถึง “มีบทบาทตรงนี้” หรือ “มีประโยชน์ ณ จุดนี้” ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ให้ใช้ comes in แต่ถ้าเป็นพหูพจน์หรือประธานที่เชื่อมกัน เช่น um and uh ให้ใช้ come in

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่ใช้แนะนำสิ่งที่ช่วยได้: The instructions are confusing. ____ a simple diagram ____.

ดูคำตอบ

This is where · comes in

or eh and ehm,

1:43

หรือ "เอ๊ะ" และ "เอิ่ม"

tutoa and öö, eto and ano.

1:45

"tutoa" และ "öö", "eto" และ "ano"

Linguists call these filled pauses, which are a kind of hesitation phenomenon. การใช้คำ

1:49

นักภาษาศาสตร์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า การหยุดพักแบบมีเสียงเติม (filled pauses) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความลังเลประเภทหนึ่ง

การใช้คำ

filled pauses: ช่วงหยุดที่มีเสียงแทรก

คำว่า filled pauses เป็นศัพท์ภาษาศาสตร์ที่หมายถึงช่วงหยุดซึ่งมีเสียงให้ได้ยิน เช่น um หรือ uh ในที่นี้ filled บอกว่าช่วงหยุดนั้นมีเสียงลังเลแทรกอยู่ ไม่ได้หมายความว่าภาชนะถูกเติมจนเต็ม อนุประโยคที่ตามมา which are a kind of hesitation phenomenon จัดช่วงหยุดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่คนลังเลขณะพูด คำศัพท์นี้ช่วยให้เราพูดถึงตัวช่วงหยุดเอง ไม่ใช่แค่เสียงที่อยู่ภายในช่วงหยุดนั้น

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดให้ความหมายของ filled pause ได้ดีที่สุด

  1. ช่วงหยุดที่มีเสียงอย่าง um หรือ uh
  2. ช่วงหยุดที่ไม่มีเสียงเลย
  3. เครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้เฉพาะในการเขียน
ดูคำตอบ

ช่วงหยุดที่มีเสียงอย่าง um หรือ uh

And these seemingly insignificant interruptions are actually quite meaningful in spoken communication. ลำดับความ

1:56

และการหยุดชะงักที่ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญเหล่านี้ จริงๆ แล้วมีความหมายค่อนข้างมากในการสื่อสารด้วยคำพูด

ลำดับความ

seemingly ... are actually ...: การพลิกความประทับใจแรก

รูปแบบ seemingly A ... actually B เริ่มจากการนำเสนอภาพที่เห็นภายนอก แล้วแก้ด้วยข้อสรุปที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ seemingly ทำให้ insignificant เป็นเพียงลักษณะที่การสะดุดเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็น ส่วน actually ส่งสัญญาณว่า quite meaningful คือใจความที่ควรยอมรับ โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดยอมรับมุมมองที่คนอาจคาดไว้ก่อน แล้วจึงพลิกมุมมองนั้น เมื่อได้ยิน seemingly ให้คาดว่าข้อความต่อมาอาจโต้แย้งความประทับใจแรก

แบบฝึกหัด

เติมการพลิกความหมายด้วย seemingly และ actually: The ____ easy question is ____ quite difficult.

ดูคำตอบ

seemingly · actually

For example,

2:03

ตัวอย่างเช่น

while a silent pause might be interpreted as a sign for others to start speaking, ไวยากรณ์

2:04

ในขณะที่การหยุดนิ่งเงียบอาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณให้ผู้อื่นเริ่มพูด

ไวยากรณ์

might be interpreted as: การตีความแบบถูกกระทำที่ไม่ฟันธง

Might be interpreted as หมายถึง “อาจถูกเข้าใจว่าเป็น...” คำว่า might ทำให้ข้อความยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ ส่วนรูปถูกกระทำ be interpreted ย้ายจุดสนใจจากคนที่ตีความไปยังความหมายที่คนอาจเข้าใจจากสัญญาณนั้น โครงสร้างคือ ประธาน + might be interpreted as + ความหมายหรือประเภท ในประโยคนี้ การหยุดเงียบอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณให้คนอื่นเริ่มพูด คำว่า interpret ในที่นี้หมายถึงการทำความเข้าใจความหมาย ไม่ใช่การแปลคำเป็นภาษาอื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย might + รูปถูกกระทำของ interpret + as: The empty chair ____ a sign that the guest had left.

ดูคำตอบ

might be interpreted as

a filled pause can signal that you're not finished yet. วลี

2:09

การหยุดพักแบบมีเสียงเติมสามารถส่งสัญญาณว่าคุณยังพูดไม่จบ

วลี

can signal that ...: บอกข้อมูลที่สัญญาณหนึ่งสื่อออกมา

Can signal that + อนุประโยค หมายถึง “สามารถสื่อหรือบ่งชี้ว่าบางอย่างเป็นจริง” signal เป็นคำกริยาในที่นี้ กล่าวคือ การกระทำ เสียง สีหน้า เครื่องหมาย หรือข้อมูลสามารถให้ข้อมูลแก่คนอื่นได้ ในประโยคนี้ การหยุดแบบมีเสียงคั่นบอกผู้ฟังว่าผู้พูดยังมีสิ่งที่จะพูดต่อ can อธิบายหน้าที่ที่อาจเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ได้รับประกันว่าผู้ฟังทุกคนจะเข้าใจสัญญาณนั้นเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย can + signal + that: A sudden drop in temperature ____ a storm is coming.

ดูคำตอบ

can signal that

Hesitation phenomena can buy time for your speech to catch up with your thoughts, โน้ต

2:13

ปรากฏการณ์ความลังเลสามารถช่วยซื้อเวลาให้คำพูดของคุณตามความคิดของคุณทัน

สำนวน

buy time: ถ่วงเวลาเพื่อให้มีเวลาเพิ่มเล็กน้อย

Buy time เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นช่วงสั้น ๆ เพื่อคิด เตรียมตัว หรือรอให้สิ่งอื่นเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการจ่ายเงินซื้อเวลา ในประโยคนี้ เสียงที่แสดงความลังเลทำให้เกิดช่วงหยุดสั้น ๆ จึงช่วยให้คำพูดที่เปล่งออกมาตามความคิดได้ทัน

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ทำให้มีเวลาเพิ่มขึ้นช่วงสั้น ๆ” ลงในประโยค: The coach called a timeout to ____ while the team changed its plan.

ดูคำตอบ

buy time

กริยาวลี

catch up with your thoughts: ตามความคิดให้ทัน

catch up with หมายถึงการขยับจากจุดที่ตามหลังไปถึงระดับ ความก้าวหน้า หรือความเร็วเดียวกับอีกสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ คำพูดและความคิดถูกเปรียบเหมือนสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่างกัน ความคิดอยู่ข้างหน้า และช่วงหยุดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้คำพูดตามจังหวะของความคิดได้ทัน วลีนี้ใช้กล่าวถึงความก้าวหน้าที่เป็นนามธรรมได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะการเคลื่อนที่จริงเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ลีโอพลาดการซ้อมสามครั้ง ประโยคใดหมายความว่าเขาพยายามจนไปถึงระดับปัจจุบันของกลุ่ม

  1. Leo worked hard to keep up with the group.
  2. Leo worked hard to catch up with the group.
  3. Leo worked hard to wait for the group.
ดูคำตอบ

Leo worked hard to catch up with the group.

or to fish out the right word for a situation. กริยาวลี

2:19

หรือเพื่อควานหาคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์

กริยาวลี

fish out the right word: พยายามค้นหาคำที่เหมาะสมออกมา

ในประโยคนี้ fish out the right word หมายถึงการค้นในความทรงจำจนในที่สุดก็นึกคำที่เหมาะกับสถานการณ์ออก เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตกปลาจริง ๆ Fish out ทำให้นึกภาพการดึงสิ่งที่ต้องการออกมาจากที่ที่หาได้ยาก เมื่อเทียบกับ find คำนี้สื่อถึงความพยายาม การค้นหา หรือการชะงักเพราะยังนึกคำไม่ออก

แบบฝึกหัด

ใช้ fish out เติมประโยคให้สมบูรณ์: After checking several old messages, Nina finally ____ the address she needed.

ดูคำตอบ

fished out

And they don't just benefit the speaker. ไวยากรณ์

2:23

และมันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้พูดเท่านั้น

ไวยากรณ์

don't just benefit: ขยายกลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์

ในที่นี้ don't just benefit หมายถึง “ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเพียงฝ่ายเดียว” คำว่า just หมายถึง “เพียงเท่านั้น” ไม่ใช่ “เมื่อสักครู่” ประโยคนี้บอกว่าผู้พูดเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์ แต่ไม่ใช่เพียงคนเดียว โครงสร้างนี้จัดข้อมูลโดยกล่าวถึงกรณีที่จำกัดก่อน แล้วจึงขยายข้อสรุปให้กว้างขึ้น รูปแบบที่พบบ่อยคือ X doesn't just benefit A; it benefits B too และ X benefits not only A but also B

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่มีความหมายว่า “ไม่เพียงเท่านั้น” ลงในประโยค: This update does ____ benefit drivers; it also makes streets safer for cyclists.

ดูคำตอบ

not just

A filled pause lets your listeners know an important word is on the way. วลี

2:26

การหยุดพักแบบมีเสียงเติมทำให้ผู้ฟังรู้ว่าคำสำคัญกำลังจะตามมา

วลี

lets your listeners know: โครงสร้าง let someone know

ใน lets your listeners know คำว่า let หมายถึง “ทำให้หรือช่วยให้ใครบางคนได้รับข้อมูล” ไม่ได้หมายถึง “อนุญาต” การเว้นจังหวะแบบมีเสียงทำหน้าที่เป็นสัญญาณ ผู้ฟังจึงเข้าใจว่าคำสำคัญจะตามมาเป็นคำถัดไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ let + คน + know + ข้อมูล ในที่นี้ A filled pause เป็นประธานเอกพจน์ จึงต้องเติม -s ให้ let เป็น lets ส่วน an important word is on the way คือข้อมูลที่ผู้ฟังได้รับรู้

แบบฝึกหัด

คุณต้องการให้อีกฝ่ายอัปเดตข้อมูลแก่คุณโดยตรง จงเติมประโยคด้วยโครงสร้าง let someone know: Please ____ if the start time changes.

ดูคำตอบ

let me know

วลี

is on the way: บางสิ่งกำลังจะปรากฏ

ใน is on the way คำว่า on the way ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือคำสำคัญจะถูกพูดหรือปรากฏในไม่ช้า ไม่ได้มีสิ่งใดกำลังเดินทางจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be + on the way เมื่อประธานเป็นคนหรือสิ่งของ อาจหมายถึง “กำลังมา” แต่เมื่อเป็นข่าว ความช่วยเหลือ การเปลี่ยนแปลง หรือผลลัพธ์ อาจหมายถึง “กำลังจะมาถึงหรือพร้อมให้ใช้ในไม่ช้า” ต้องดูบริบทเพื่อเลือกความหมายที่เหมาะสม

แบบฝึกหัด

on the way ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? The final results are on the way.

  1. ผลลัพธ์กำลังขวางทางอยู่
  2. ผลลัพธ์จะมาถึงหรือพร้อมให้ดูในไม่ช้า
  3. ผลลัพธ์ถูกยกเลิกแล้ว
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์จะมาถึงหรือพร้อมให้ดูในไม่ช้า

Linguists have even found that people are more likely to remember a word if it comes after a hesitation. ไวยากรณ์

2:31

นักภาษาศาสตร์ยังพบด้วยว่าผู้คนมักจะจำคำศัพท์ได้ดีกว่าหากคำนั้นตามหลังความลังเล

ไวยากรณ์

be more likely to ... if ...: มีโอกาสมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง

be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าบางสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเดิม โครงสร้างนี้บอกแนวโน้ม ไม่ได้บอกผลลัพธ์ที่แน่นอน อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if บอกเงื่อนไขที่ทำให้โอกาสนั้นสูงขึ้น ในที่นี้ it อ้างกลับไปถึง a word กล่าวคือ คำหนึ่งมีโอกาสถูกจดจำมากขึ้นเมื่อปรากฏหลังการหยุดชะงักเพราะลังเล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ more likely และคำกริยา arrive: You are ____ on time if you leave now.

ดูคำตอบ

more likely to arrive

Hesitation phenomena aren't the only parts of speech that take on new meaning during dialogue.

2:40

ปรากฏการณ์ความลังเลไม่ใช่เพียงส่วนเดียวของคำพูดที่มีความหมายใหม่ในระหว่างการสนทนา

Words and phrases such as like, well, or you know,

2:46

คำและวลีเช่น "แบบว่า" "อืม" หรือ "คุณก็รู้"

function as discourse markers, การใช้คำ

2:49

ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้วาทกรรม (discourse markers)

ignoring their literal meaning to convey something about the sentence in which they appear.

2:52

โดยละเลยความหมายตามตัวอักษรเพื่อสื่อถึงบางสิ่งเกี่ยวกับประโยคที่พวกมันปรากฏ

การใช้คำ

function as discourse markers: ทำหน้าที่เป็นคำบ่งชี้วาทกรรม

function as หมายถึง ทำหน้าที่เป็น หรือมีบทบาทเป็นบางสิ่ง ประธานพหูพจน์ Words and phrases ใช้กับ function และ as ใช้นำเข้าสู่บทบาทที่สิ่งนั้นทำ คำว่า discourse marker หรือคำบ่งชี้วาทกรรม หมายถึงคำหรือวลีที่ช่วยนำทางการสื่อสาร โดยจัดระเบียบสิ่งที่จะกล่าวต่อไปหรือแสดงท่าทีของผู้พูด ในประโยคนี้ like, well และ you know จึงต้องเข้าใจจากหน้าที่ในการสนทนา ไม่ใช่ดูเฉพาะความหมายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'Well, I need more time,' การบอกว่า well functions as a discourse marker หมายความว่าอย่างไร

  1. คำนี้ช่วยจัดการบทสนทนาและเกริ่นเข้าสู่คำตอบ
  2. คำนี้หมายถึงหลุมลึกในพื้นดิน
  3. คำนี้หมายความว่าผู้พูดมีสุขภาพดี
ดูคำตอบ

คำนี้ช่วยจัดการบทสนทนาและเกริ่นเข้าสู่คำตอบ

Discourse markers direct the flow of conversation, สำนวน

2:58

ตัวบ่งชี้วาทกรรมจะกำกับทิศทางของการสนทนา

สำนวน

direct the flow of conversation: ชี้นำทิศทางของบทสนทนา

ในที่นี้ direct เป็นคำกริยาที่หมายถึง “ชี้นำ” ส่วน the flow of conversation คือวิธีที่บทสนทนาเคลื่อนจากแนวคิดหนึ่งหรือผู้พูดคนหนึ่งไปสู่อีกแนวคิดหรืออีกคนหนึ่ง คำว่า flow ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการไหลของน้ำจริง ๆ คำบอกหน้าที่ในบทสนทนา เช่น well, so และ you know สามารถบอกการเปลี่ยนเรื่อง การพูดต่อ การหยุดชั่วคราว หรือการตอบสนองได้ จึงช่วยชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “direct the flow of conversation” หมายถึงอะไร

  1. ทำให้น้ำเคลื่อนที่ระหว่างการสนทนา
  2. ชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร
  3. พูดด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

ชี้นำว่าบทสนทนาจะดำเนินไปอย่างไร

and some studies suggest that conscientious speakers use more of these phrases to ensure everyone is being heard and understood. โน้ต

3:01

และงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้พูดที่มีความรอบคอบจะใช้วลีเหล่านี้มากขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับการรับฟังและเข้าใจ

การใช้คำ

conscientious speakers: ผู้พูดที่ใส่ใจและรับผิดชอบ

ใน conscientious speakers คำว่า conscientious หมายถึง ละเอียดรอบคอบ มีความรับผิดชอบ และตั้งใจสื่อสารให้ดี วลีนี้อธิบายผู้พูดที่ใส่ใจว่าคนอื่นจะติดตามและมีส่วนร่วมได้หรือไม่ คำคุณศัพท์นี้มักใช้ชื่นชมคนที่จริงจังกับหน้าที่และใส่ใจรายละเอียด

แบบฝึกหัด

เลือกคำที่เหมาะสมที่สุด: Maya checks every detail and always finishes her work carefully. She is very ___.

  1. unconscious
  2. conscientious
  3. conscious
ดูคำตอบ

conscientious

ไวยากรณ์

to ensure everyone is being heard and understood: การบอกจุดประสงค์และการเน้นรูปถูกกระทำ

วลี infinitive to ensure ... บอกจุดประสงค์ของการใช้วลีเหล่านี้ กล่าวคือ ผู้พูดใช้วลีเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างหนึ่ง ในที่นี้ ensure ตามด้วยอนุประโยค everyone is being heard and understood อนุประโยค everyone is being heard and understood เป็นรูปถูกกระทำและนำเสนอผลลัพธ์ว่าเกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างการสนทนา จุดเน้นอยู่ที่ทุกคนเป็นฝ่ายได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ คำว่า heard ในที่นี้รวมถึงการที่แนวคิดหรือข้อกังวลได้รับการรับฟัง ไม่ใช่เพียงเสียงดังพอให้ได้ยิน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ to ensure everyone is being heard and understood สื่อความหมายอะไร

  1. รายงานว่าทุกคนสามารถได้ยินเสียงเดียวกันในทางกายภาพ
  2. บอกจุดประสงค์และเน้นว่าแนวคิดของแต่ละคนได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ
  3. บอกว่าทุกคนต้องฟังและเข้าใจผู้พูด
ดูคำตอบ

บอกจุดประสงค์และเน้นว่าแนวคิดของแต่ละคนได้รับความใส่ใจและความเข้าใจ

For example,

3:10

ตัวอย่างเช่น

starting a sentence with look can indicate your attitude and help you gauge the listener's agreement. โน้ต

3:11

การขึ้นต้นประโยคด้วย "นี่ฟังนะ" สามารถบ่งบอกทัศนคติของคุณและช่วยให้คุณประเมินความเห็นด้วยของผู้ฟังได้

น้ำเสียง/เจตนา

Look ที่ต้นประโยคในฐานะคำกำกับบทสนทนา

starting a sentence with look หมายถึงการใช้ Look ที่ต้นถ้อยคำในฐานะคำกำกับบทสนทนา ในบทบาทนี้ คำนี้ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟังและเกริ่นท่าทีหรือประเด็นหลักของผู้พูด ไม่จำเป็นต้องเป็นการสั่งให้ใครใช้ตามอง คำพูดและน้ำเสียงที่ตามมาเป็นตัวกำหนดว่า Look จะฟังเหมือนการอธิบาย การพูดอย่างหนักแน่น การแก้ต่าง หรือการไม่เห็นด้วย การวางกรอบแบบนี้ยังช่วยให้ผู้พูดสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้เกี่ยวกับ "Look, I understand your concern, but we need more time": Look บอกให้ผู้ฟังหันสายตาไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

วลี

gauge the listener's agreement: ประเมินจากเบาะแสว่าผู้ฟังเห็นด้วยเพียงใด

ใน gauge the listener's agreement คำว่า gauge เป็นคำกริยา หมายถึง ประเมินหรือกะจากข้อมูล ผู้พูดดูเบาะแส เช่น คำพูด น้ำเสียง หรือปฏิกิริยาของผู้ฟัง เพื่อดูว่าผู้ฟังเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด ต่างจาก know คำว่า gauge ไม่ได้สื่อว่ารู้อย่างแน่นอน รูปแบบ gauge + คำนาม ใช้บอกการประเมินปฏิกิริยา ระดับ หรือสภาพจากหลักฐานที่มีอยู่

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ gauge the listener's agreement หมายถึงอะไร

  1. ดูจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเพื่อประเมินว่าเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด
  2. รู้อย่างแน่นอนว่าผู้ฟังเห็นด้วย
  3. เลือกแบบสุ่มโดยไม่หาเบาะแส
ดูคำตอบ

ดูจากปฏิกิริยาของผู้ฟังเพื่อประเมินว่าเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด

I mean can signal that you're about to elaborate on something. โน้ต

3:18

"ฉันหมายความว่า" สามารถส่งสัญญาณว่าคุณกำลังจะอธิบายบางอย่างให้ละเอียดขึ้น

น้ำเสียง/เจตนา

I mean: สัญญาณว่าจะอธิบายเพิ่มเติม

ในที่นี้ I mean เป็นคำเชื่อมทางบทสนทนา ซึ่งบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะเพิ่มรายละเอียดหรือทำให้ประเด็นก่อนหน้าชัดเจนขึ้น หน้าที่หลักไม่ใช่การบอกความหมายส่วนตัวตามตัวอักษร แต่เป็นการจัดลำดับคำอธิบาย และข้อความที่ตามมาจะให้รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบฝึกหัด

Sam พูดว่า "The project needs more time. I mean, we should add two more days." I mean ทำหน้าที่อะไร

  1. บอกว่า Sam กำลังทำตัวไม่ดี
  2. เปิดคำอธิบายที่ชัดเจนและเจาะจงยิ่งขึ้น
  3. บอกว่า Sam วางแผนจะทำบางอย่าง
ดูคำตอบ

เปิดคำอธิบายที่ชัดเจนและเจาะจงยิ่งขึ้น

วลี

be about to elaborate on: กำลังจะอธิบายโดยละเอียด

be about to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคาดว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ในประโยคนี้ you're about to บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่จะตามมาคือคำอธิบายที่ละเอียดขึ้น elaborate on + หัวข้อ หมายถึงอธิบายหัวข้อนั้นให้ละเอียดขึ้น กรรมที่ตามหลัง on ระบุแนวคิดที่จะขยายความ ดังนั้น elaborate on something จึงเป็นรูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงกำลังจะอธิบายโดยละเอียดในอีกไม่ช้า: The presenter is ready to continue now and is ____ the first result.

ดูคำตอบ

about to elaborate on

And the dreaded like can perform many functions, การใช้คำ

3:21

และคำที่น่ากลัวอย่าง "แบบว่า" ก็สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง

การใช้คำ

the dreaded like: มุมมองเชิงลบ

the dreaded + คำนาม ใช้เรียกสิ่งหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนโดยทั่วไปกลัว ไม่ชอบ หรือไม่อยากพบเจอ โดยมักเป็นการพูดเกินจริงเล็กน้อย ไม่ได้หมายถึงความหวาดกลัวตามตัวอักษร ในที่นี้ like หมายถึงคำที่ใช้ในบทสนทนา ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่าชอบ การเรียกว่า the dreaded like ชวนให้นึกถึงคำวิจารณ์และความรำคาญที่ผู้คนมักมีต่อคำเชื่อมบทสนทนานี้ จากนั้นประโยคก็ท้าทายชื่อเสียงดังกล่าวด้วยการบอกว่า like มีหน้าที่หลายอย่าง

แบบฝึกหัด

dreaded ใน the dreaded like แสดงทัศนคติแบบใด

  1. ใช้ like เป็นคำกริยากลาง ๆ ที่หมายถึงชอบ
  2. บอกว่าผู้พูดกำลังเผชิญอันตรายทางร่างกายที่เกิดขึ้นทันที
  3. นำเสนอ like ที่ใช้ในบทสนทนาว่าเป็นสิ่งที่มักถูกวิจารณ์หรือไม่ชอบ และอาจมีการพูดเกินจริง
ดูคำตอบ

นำเสนอ like ที่ใช้ในบทสนทนาว่าเป็นสิ่งที่มักถูกวิจารณ์หรือไม่ชอบ และอาจมีการพูดเกินจริง

such as establishing a loose connection between thoughts, วลี

3:25

เช่น การสร้างความเชื่อมโยงอย่างหลวมๆ ระหว่างความคิด

วลี

การสร้างความเชื่อมโยงแบบหลวม ๆ ระหว่างความคิด

establish a connection หมายถึงทำให้สองสิ่งดูมีความเกี่ยวข้องกัน ในที่นี้ loose ขยายความสัมพันธ์ระหว่าง thoughts คือแนวคิดต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน แต่ความเชื่อมโยงนั้นเป็นทางอ้อม ยืดหยุ่น หรือไม่หนักแน่นในเชิงตรรกะ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าคำบอกทิศทางของบทสนทนาสามารถพาจากแนวคิดหนึ่งไปยังอีกแนวคิดที่เกี่ยวข้องกันได้ โดยไม่ยืนยันความสัมพันธ์แบบเหตุและผลที่เคร่งครัด ความเชื่อมโยงนี้เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่เชื่อมต่อกันแล้วหลวมลง

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ 'a loose connection between thoughts' หมายถึงอะไร

  1. แนวคิดเหล่านั้นเกี่ยวข้องกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้ใกล้ชิดหรือแม่นยำ
  2. แนวคิดเหล่านั้นถูกผูกเข้าด้วยกันทางกายภาพ
  3. แนวคิดเหล่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
ดูคำตอบ

แนวคิดเหล่านั้นเกี่ยวข้องกัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้ใกล้ชิดหรือแม่นยำ

or introducing someone else's words or actions. ลำดับความ

3:28

หรือการแนะนำคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น

ลำดับความ

การเกริ่นนำคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น

ในที่นี้ introducing หมายถึงการนำส่วนถัดไปเข้ามาในบทสนทนา ไม่ใช่การแนะนำคนหนึ่งให้รู้จักกับอีกคนหนึ่ง วลีนี้อธิบายหน้าที่ของ like ในการจัดบทสนทนา โดยส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีการถ่ายทอดคำพูด ปฏิกิริยา หรือพฤติกรรมของใครบางคน ในการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ like สามารถใช้เกริ่นนำใจความ น้ำเสียง สีหน้า หรือการกระทำ แทนที่จะเป็นคำพูดที่ยกมาตรงทุกคำ หน้าที่ของมันคือจัดเนื้อหาที่ตามมา ไม่ได้หมายถึง “ชอบ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ like เพื่อเกริ่นนำคำพูดหรือปฏิกิริยาของใครบางคน

  1. Leo looks like his brother.
  2. Leo was like, 'No way!'
  3. Leo likes that movie.
ดูคำตอบ

Leo was like, 'No way!'

These markers give people a real-time view into your thought process สำนวน

3:32

ตัวบ่งชี้เหล่านี้ทำให้ผู้คนมองเห็นกระบวนการคิดของคุณแบบเรียลไทม์

and help listeners follow, ลำดับความ

3:37

และช่วยให้ผู้ฟังติดตาม

interpret, and predict what you're trying to say.

3:39

ตีความ และคาดเดาสิ่งที่คุณพยายามจะพูดได้

สำนวน

a real-time view into your thought process: เข้าใจกระบวนการคิดแบบเรียลไทม์

ในประโยคนี้ a real-time view into your thought process เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการที่ผู้อื่นเข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณกำลังพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด ผู้ฟังไม่ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณจริง ๆ โครงสร้าง give someone a view into something นำเสนอกิจกรรม ระบบ หรือกระบวนการราวกับว่ามีกลไกภายในที่สามารถทำความเข้าใจได้ real-time เพิ่มความหมายว่าความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการกำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่รู้ได้เพียงภายหลัง

แบบฝึกหัด

a real-time view into your thought process ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ได้รับบทสรุปภายหลังเกี่ยวกับคำที่คุณพูดไปแล้ว
  2. เห็นภาพสดของสิ่งที่อยู่ภายในสมองของคุณ
  3. เข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด
ดูคำตอบ

เข้าใจได้ทันทีว่าความคิดของคุณพัฒนาไปอย่างไรขณะที่คุณพูด

ลำดับความ

help listeners follow, interpret, and predict: ใช้กริยาคู่ขนานสามคำเพื่ออธิบายหน้าที่

หลัง help listeners คำว่า follow, interpret และ predict เป็นกริยารูปพื้นฐานสามคำที่วางขนานกัน ทั้งสามคำบอกสิ่งที่ผู้ฟังทำได้ง่ายขึ้น การใช้รูปไวยากรณ์เดียวกันทำให้รายการชัดเจนและสมดุล ลำดับนี้ยังค่อย ๆ พัฒนาความคิดด้วย ผู้ฟังติดตามข้อความก่อน จากนั้นจึงทำความเข้าใจความหมาย และอาจคาดเดาสิ่งที่จะตามมาได้ ในที่นี้ follow หมายถึงตามกระแสความคิดของผู้พูดให้ทัน ไม่ใช่เดินตามหลังใครจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กริยาคู่ขนานสามคำหลัง helps visitors ได้ถูกต้อง

  1. The guide helps visitors find, understand, and use the information.
  2. The guide helps visitors to find, understanding, and use the information.
  3. The guide helps visitors finding, understand, and used the information.
ดูคำตอบ

The guide helps visitors find, understand, and use the information.

Discourse markers and hesitation phenomena aren't just useful for understanding language. ลำดับความ

3:42

ตัวบ่งชี้วาทกรรมและปรากฏการณ์ความลังเลไม่ได้มีประโยชน์แค่ในการทำความเข้าใจภาษาเท่านั้น

They help us learn it, too.

3:47

พวกมันยังช่วยเราในการเรียนรู้ภาษาอีกด้วย

ลำดับความ

aren't just useful for ... They help ..., too: การเพิ่มประโยชน์อีกข้อ

ประโยคแรกใช้ aren't just useful for ... เพื่อยืนยันว่าประโยชน์ข้อแรกเป็นจริง แต่ชี้ว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด ประโยคถัดไปเพิ่มประโยชน์ข้อที่สอง และ too ทำหน้าที่บอกว่าเป็นข้อมูลที่เพิ่มเข้ามา ในที่นี้ They หมายถึง discourse markers and hesitation phenomena ส่วน it หมายถึง language รูปแบบสองประโยคนี้ช่วยขยายเหตุผลจากประโยชน์หรือการใช้งานข้อหนึ่งไปสู่อีกข้อหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบเดียวกันเพื่อขยายจากประโยชน์ข้อหนึ่งไปสู่ประโยชน์เพิ่มเติมอีกข้อ

  1. The app is useful for tracking expenses, but it cannot help us plan a budget.
  2. The app helps us track expenses and plan a budget.
  3. The app isn't just useful for tracking expenses. It helps us plan a budget, too.
ดูคำตอบ

The app isn't just useful for tracking expenses. It helps us plan a budget, too.

In 2011,

3:49

ในปี 2011

a study showed toddlers common and uncommon objects alongside a recording referring to one of the items. วลี

3:51

งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เด็กเล็กเห็นสิ่งของที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย พร้อมกับเปิดเสียงบันทึกที่อ้างถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

วลี

referring to one of the items: กล่าวถึงหรือชี้ไปยังสิ่งของชิ้นหนึ่ง

Refer to ในที่นี้หมายถึง “กล่าวถึงหรือชี้ไปยัง” คำพูดในเสียงบันทึกชี้ไปยังสิ่งของชิ้นหนึ่ง ไม่ได้แนะนำให้เลือกสิ่งของนั้น วลีรูป -ing referring to one of the items ขยาย a recording โดยอธิบายเสียงบันทึกผ่านการบอกว่าคำพูดในนั้นกล่าวถึงหรือชี้ไปยังอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ refer to: In this diagram, the blue arrow ____ the main entrance.

ดูคำตอบ

refers to

When a later recording asked them to identify the uncommon object,

3:59

เมื่อเสียงบันทึกในเวลาต่อมาขอให้พวกเขาระบุสิ่งของที่ไม่คุ้นเคย

toddlers performed better if that instruction contained a filled pause. ไวยากรณ์

4:03

เด็กเล็กจะทำได้ดีกว่าหากคำสั่งนั้นมีการหยุดพักแบบมีเสียงเติม

ไวยากรณ์

performed better if...: รายงานผลที่ดีขึ้นภายใต้เงื่อนไขหนึ่ง

ในการทดลองนี้ performed better หมายถึงเด็กวัยหัดเดินทำภารกิจระบุวัตถุได้สำเร็จมากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการแสดงละครหรือการแสดงบนเวที อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ระบุเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น นั่นคือคำสั่งมีช่วงหยุดที่มีเสียงเติม รูปแบบ someone performed better if + เงื่อนไข ใช้รายงานว่าผลลัพธ์ภายใต้เงื่อนไขหนึ่งดีกว่าอีกเงื่อนไขหนึ่งได้

แบบฝึกหัด

ในการทดลองนี้ toddlers performed better if... หมายความว่าอย่างไร

  1. เสียงบันทึกพูดได้ชัดกว่าเด็กวัยหัดเดิน
  2. เด็กวัยหัดเดินแสดงบนเวทีได้สนุกสนานยิ่งขึ้น
  3. เด็กวัยหัดเดินทำภารกิจได้สำเร็จมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ
ดูคำตอบ

เด็กวัยหัดเดินทำภารกิจได้สำเร็จมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ระบุ

This may mean that filled pauses cue toddlers วลี

4:09

สิ่งนี้อาจหมายความว่าการหยุดพักแบบมีเสียงเติมเป็นการให้สัญญาณเด็กเล็ก

to expect novel words and help them connect new words to new objects. วลี

4:13

ให้คาดหวังถึงคำศัพท์ใหม่ และช่วยให้พวกเขาเชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่เข้ากับสิ่งของใหม่

วลี

cue toddlers to expect novel words: โครงสร้าง cue someone to do something

ในที่นี้ cue เป็นคำกริยาที่หมายถึงการให้สัญญาณหรือคำใบ้ filled pauses คือสัญญาณ toddlers คือผู้รับสัญญาณ และ to expect novel words บอกความคาดหมายที่เกิดจากสัญญาณนั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ cue someone to do something ซึ่งหมายถึงการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นหรือเตรียมให้ใครทำสิ่งหนึ่งหรือเกิดความคาดหมาย ในที่นี้ novel words หมายถึงคำใหม่หรือคำที่ยังไม่คุ้นเคย

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง cue someone to do something ให้สมบูรณ์ โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ cue และเครื่องหมาย infinitive: The timer ____ the class ____ start cleaning up.

ดูคำตอบ

cues · to

วลี

connect A to B: เชื่อมโยงคำใหม่กับสิ่งของใหม่

connect A to B หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง A กับ B ในที่นี้คือการเชื่อมคำใหม่เข้ากับสิ่งของใหม่ที่คำนั้นใช้เรียก เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคำกับความหมาย ความเชื่อมโยงนี้เป็นเชิงแนวคิด ไม่จำเป็นต้องเป็นการเชื่อมต่อทางกายภาพ โครงสร้างนี้ยังใช้เชื่อมคำ แนวคิด สาเหตุ หรือข้อเท็จจริงเข้ากับสิ่งที่ช่วยให้อธิบายหรือจดจำได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบุพบทที่ใช้ใน connect A to B: The map helps us connect each symbol ____ a place.

ดูคำตอบ

to

For adolescents and adults learning a second language,

4:20

สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่กำลังเรียนรู้ภาษาที่สอง

filled pauses smooth out awkward early conversations. กริยาวลี

4:23

การหยุดพักแบบมีเสียงเติมช่วยลดความอึดอัดของการสนทนาในช่วงแรกๆ

กริยาวลี

smooth out awkward early conversations: ทำให้บทสนทนาช่วงแรกที่กระอักกระอ่วนราบรื่นขึ้น

smooth out หมายถึงการทำให้กระบวนการ สถานการณ์ หรือปฏิสัมพันธ์มีความยากและความติดขัดน้อยลง ในประโยคนี้ ช่วงหยุดที่มีคำแทรกช่วยให้ผู้เรียนภาษามีเวลาคิด บทสนทนาช่วงแรกจึงกระอักกระอ่วนน้อยลงและดำเนินต่อได้ง่ายขึ้น คำนี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการทำให้พื้นผิวเรียบ โดยเน้นการลดจุดที่ติดขัด ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแก้ปัญหาทุกอย่างจนหมด

แบบฝึกหัด

ในประโยค "A little preparation can smooth out the process of starting a new job," smooth out หมายถึงอะไร

  1. ยุติประสบการณ์นั้นทันที
  2. ทำให้ประสบการณ์นั้นกระอักกระอ่วนหรือยากน้อยลง
  3. ทำให้กระบวนการนั้นแบนราบทางกายภาพ
ดูคำตอบ

ทำให้ประสบการณ์นั้นกระอักกระอ่วนหรือยากน้อยลง

And once they're more confident,

4:28

และเมื่อพวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น

the second-language learner can signal their newfound fluency by using the appropriate hesitation phenomenon. โน้ต

4:29

ผู้เรียนภาษาที่สองสามารถแสดงถึงความคล่องแคล่วที่เพิ่งค้นพบโดยใช้ปรากฏการณ์ความลังเลที่เหมาะสมได้

การใช้คำ

newfound fluency: ความคล่องแคล่วที่เพิ่งพัฒนาขึ้น

newfound fluency หมายถึงความคล่องแคล่วที่เพิ่งได้รับหรือพัฒนาขึ้น ในประโยคนี้ newfound เป็นคำคุณศัพท์ที่ขยาย fluency ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนค้นพบความคล่องแคล่วเหมือนกับพบวัตถุชิ้นหนึ่ง วลีนี้เน้นการเปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า เดิมผู้เรียนพูดได้คล่องน้อยกว่า แต่ตอนนี้มีความสามารถที่เพิ่งพัฒนาขึ้น รูปแบบเดียวกันนี้พบได้ใน newfound confidence และ newfound freedom

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ newfound fluency หมายถึงอะไร

  1. ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนเพิ่งพัฒนาขึ้น
  2. วัตถุที่เพิ่งค้นพบและมีชื่อว่าความคล่องแคล่ว
  3. ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนสูญเสียไปทั้งหมด
ดูคำตอบ

ความคล่องแคล่วที่ผู้เรียนเพิ่งพัฒนาขึ้น

ไวยากรณ์

by using ...: บอกวิธีด้วย by + V-ing

รูปแบบ by + V-ing ใช้บอกวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในประโยคนี้ ผลลัพธ์คือการแสดงความคล่องแคล่ว ส่วน by using the appropriate hesitation phenomenon บอกว่าผู้เรียนทำเช่นนั้นได้อย่างไร เนื่องจาก by เป็นคำบุพบทในที่นี้ กริยาที่ตามมาจึงต้องอยู่ในรูป -ing รูปที่ถูกต้องคือ by using ไม่ใช่ by use หรือ by to use โดย by ในที่นี้หมายถึง “ด้วยการทำสิ่งนั้น” ไม่ใช่ “อยู่ข้าง ๆ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป by + V-ing ของ use: The teacher made the rule clear ____ a simple diagram.

ดูคำตอบ

by using

Because contrary to popular belief, วลี

4:37

เพราะตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยมกัน

the use of filled pauses doesn't decrease with mastery of a language. วลี

4:39

การใช้การหยุดพักแบบมีเสียงเติมไม่ได้ลดลงเมื่อเราเชี่ยวชาญในภาษา

วลี

Contrary to popular belief: โต้แย้งความเห็นที่คนทั่วไปเชื่อ

Contrary to popular belief เป็นวลีเกริ่นแบบตายตัวที่บอกว่าแนวคิดถัดไปขัดกับสิ่งที่คนจำนวนมากมักคิดกัน popular belief หมายถึงความคิดเห็นที่คนทั่วไปเชื่อกันอย่างแพร่หลาย ไม่ได้หมายถึงศาสนาหรือความเชื่อที่ผู้คนชื่นชอบ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวส่งสัญญาณว่าจะมีการแก้ความเข้าใจผิด ผู้พูดกำลังจะปฏิเสธแนวคิดที่ว่าเมื่อชำนาญภาษามากขึ้น ช่วงหยุดที่มีคำเติมจะลดลง วลีนี้ช่วยจัดลำดับข้อโต้แย้งโดยกล่าวถึงข้อสันนิษฐานทั่วไปก่อน แล้วจึงเสนอข้อกล่าวอ้างที่ต่างออกไป

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับความเห็นที่แพร่หลาย: ____, octopuses have three hearts.

ดูคำตอบ

Contrary to popular belief

วลี

Doesn't decrease with mastery of a language: ไม่ลดลงเมื่อความชำนาญทางภาษาเพิ่มขึ้น

Decrease with X ใช้อธิบายแนวโน้มที่ปริมาณหนึ่งลดลงเมื่อ X เพิ่มขึ้นหรือพัฒนาขึ้น ใน mastery of a language คำว่า mastery หมายถึงความชำนาญในภาษานั้นในระดับสูง ส่วน with ใช้นำปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง คำปฏิเสธ doesn't ลบล้างแนวโน้มที่คาดไว้ ประโยคนี้บอกว่าช่วงหยุดที่มีคำเติมไม่ได้พบน้อยลงเมื่อทักษะภาษาเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าช่วงหยุดเหล่านั้นทำให้ความชำนาญทางภาษาของคนลดลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความอย่างเป็นธรรมชาติว่าอัตราความผิดพลาดลดลงเมื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้น

  1. The error rate decreases with experience.
  2. Experience decreases with the error rate.
  3. The error rate decreases experience.
ดูคำตอบ

The error rate decreases with experience.

Just because hesitation phenomena and discourse markers are a natural part of communication, ไวยากรณ์

4:45

เพียงเพราะปรากฏการณ์ความลังเลและตัวบ่งชี้วาทกรรมเป็นส่วนที่เป็นธรรมชาติของการสื่อสาร

doesn't mean they're always appropriate.

4:51

ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะเหมาะสมเสมอไป

ไวยากรณ์

Just because A doesn't mean B: ปฏิเสธข้อสรุปแบบอัตโนมัติ

รูปแบบ Just because A doesn't mean B หมายความว่า A อาจเป็นจริง แต่ A เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ B ผู้พูดยอมรับข้อเท็จจริงแรก แต่ไม่ยอมให้สรุปอีกอย่างหนึ่งจากข้อเท็จจริงนั้นโดยอัตโนมัติ ในประโยคนี้ A คือปรากฏการณ์การลังเลและคำบ่งชี้ทางวาทกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในการสื่อสาร ส่วน B คือสิ่งเหล่านี้เหมาะสมเสมอ ประโยคยอมรับ A แต่ปฏิเสธว่าข้อสรุปว่าเหมาะสมเสมอจะต้องตามมาจาก A

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบที่ใช้ปฏิเสธข้อสรุปแบบอัตโนมัติให้สมบูรณ์: Just because a source sounds confident ____ it is correct.

ดูคำตอบ

doesn't mean

Outside of writing dialogue, การใช้คำ

4:53

นอกเหนือจากการเขียนบทสนทนาแล้ว

they serve no purpose in most formal writing. วลี

4:55

พวกมันไม่มีประโยชน์ใดๆ ในงานเขียนที่เป็นทางการส่วนใหญ่

การใช้คำ

Outside of writing dialogue: ระบุข้อยกเว้น

Outside of writing dialogue หมายถึง ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา Outside of ระบุกิจกรรมหนึ่งให้เป็นข้อยกเว้นจากข้อความที่กว้างกว่า ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ Writing dialogue หมายถึงการเขียนคำพูดของตัวละคร เช่น ในเรื่องแต่งหรือบทละคร วลีนี้แยกกิจกรรมนั้นออกมาเป็นข้อยกเว้น ก่อนที่ประโยคจะกล่าวข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนแบบเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

Outside of writing dialogue ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร

  1. ในสถานที่ที่อยู่ห่างจากบทสนทนาที่เขียนไว้
  2. ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา
  3. ก่อนเริ่มเขียนบทสนทนา
ดูคำตอบ

ยกเว้นตอนเขียนบทสนทนา

วลี

serve no purpose in most formal writing: ไม่มีประโยชน์ในงานเขียนแบบเป็นทางการส่วนใหญ่

“serve no purpose” หมายถึง “ไม่มีหน้าที่หรือประโยชน์ที่แท้จริง” ในที่นี้ “they” หมายถึงคำเชื่อมในการสนทนาและลักษณะการลังเลที่กล่าวถึงก่อนหน้า ส่วน “purpose” หมายถึงหน้าที่ในตัวบท ไม่ใช่เป้าหมายส่วนตัวของใคร ข้อจำกัด “in most formal writing” มีความสำคัญ ข้อความนี้ใช้กับงานเขียนร้อยแก้วแบบเป็นทางการเป็นหลัก ขณะที่การเขียนบทสนทนาอาจใช้ลักษณะเหล่านี้เพื่อให้เหมือนคำพูดจริง

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่มีหน้าที่ใช้งานจริง” ให้ประโยคสมบูรณ์: This extra step ____.

ดูคำตอบ

serves no purpose

And in some contexts,

4:58

และในบางบริบท

the stigma these social cues carry can work against the speaker. โน้ต

5:00

ตราบาปที่สัญญาณทางสังคมเหล่านี้มีอยู่อาจส่งผลเสียต่อผู้พูดได้

การใช้คำ

the stigma these social cues carry: ตราบาปที่ติดมากับสัญญาณทางสังคมเหล่านี้

stigma คือป้ายกำกับหรือการตัดสินทางสังคมเชิงลบที่รุนแรง ในที่นี้ social cues หมายถึงลักษณะการพูด เช่น การเว้นจังหวะแบบมีเสียงเติมและคำเชื่อมในการสนทนา ส่วน carry ใช้ในความหมายเชิงนามธรรม คือสัญญาณเหล่านี้เชื่อมโยงกับตราบาป ไม่ได้แบกสิ่งของจริง ๆ ในทางไวยากรณ์ these social cues carry เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย stigma โดยละสรรพนามสัมพันธ์ that ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมไว้: the stigma that these social cues carry วลีคำนามทั้งหมดหมายถึงการตัดสินทางสังคมเชิงลบที่ติดมากับสัญญาณเหล่านี้

แบบฝึกหัด

ความหมายใดตรงกับ “the stigma these social cues carry” มากที่สุด

  1. การตัดสินทางสังคมเชิงลบที่เชื่อมโยงกับสัญญาณเหล่านี้
  2. ข้อความที่เป็นกลางซึ่งสัญญาณเหล่านี้สื่อออกมา
  3. สิ่งของจริงที่สัญญาณเหล่านี้กำลังขนย้าย
ดูคำตอบ

การตัดสินทางสังคมเชิงลบที่เชื่อมโยงกับสัญญาณเหล่านี้

กริยาวลี

work against the speaker: ส่งผลเสียต่อผู้พูด

ใน work against the speaker คำว่า work หมายถึง “ส่งผล” ไม่ใช่ “ทำงาน” วลีนี้หมายความว่าบางสิ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้พูด หรือทำให้คนอื่นมองผู้พูดในแง่บวกน้อยลง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ปัจจัย + work against + บุคคล แผน หรือเป้าหมาย โดยมักกล่าวถึงผลเสียทางอ้อม มากกว่าการที่คนหนึ่งตั้งใจต่อต้านอีกคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “ทำให้ใครบางคนเสียเปรียบ”: An unclear policy can ____ new employees.

ดูคำตอบ

work against

But in most conversations,

5:04

แต่ในการสนทนาส่วนใหญ่

these seemingly senseless sounds can convey a world of meaning. สำนวน

5:07

เสียงที่ดูเหมือนไร้ความหมายเหล่านี้สามารถสื่อถึงโลกแห่งความหมายได้

สำนวน

convey a world of meaning: สื่อความหมายได้อย่างมากมาย

convey หมายถึง “สื่อหรือถ่ายทอด” ส่วน a world of meaning เป็นการกล่าวเกินจริงอย่างมีสีสันเพื่อหมายถึงความหมายจำนวนมาก ประโยคนี้บอกว่าเสียงที่ดูเหมือนไร้ความหมายก็ยังสื่อข้อมูลได้หลายชั้น วลี a world of + คำนาม ที่นำไปใช้ต่อได้นั้นเน้นความอุดมสมบูรณ์หรือจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงโลกจริง ๆ ในที่นี้ can convey a world of meaning หมายถึง “สามารถสื่ออะไรได้มากมาย”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “สื่ออะไรได้มากมาย”: One small gesture can ____.

ดูคำตอบ

convey a world of meaning

You're never too young to start honing your skills as a speaker. โน้ต

5:13

คุณไม่มีวันเด็กเกินไปที่จะเริ่มฝึกฝนทักษะในฐานะผู้พูด

ไวยากรณ์

You're never too young to start: ไม่มีใครเด็กเกินไปที่จะเริ่มต้น

ในโครงสร้างทั่วไป too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา คำคุณศัพท์จะแสดงข้อจำกัด เช่น too young to start หมายถึงอายุน้อยเกินไปจนเริ่มไม่ได้หรือยังไม่เหมาะที่จะเริ่ม การเติม never เป็นการปฏิเสธข้อจำกัดนั้น ในประโยคนี้ You're never too young to start หมายถึงแม้จะอายุน้อยมากก็เริ่มได้ โครงสร้าง never too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา สามารถใช้ให้กำลังใจโดยบอกว่าเงื่อนไขบางอย่างไม่ใช่อุปสรรค

แบบฝึกหัด

ใช้วลีให้กำลังใจ never too young to start เติมประโยคให้สมบูรณ์: You're ____ learning basic first aid.

ดูคำตอบ

never too young to start

วลี

honing your skills as a speaker: ขัดเกลาทักษะการเป็นผู้พูด

Hone your skills หมายถึงพัฒนาและขัดเกลาความสามารถด้วยการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย โดยสื่อถึงการทำให้ทักษะแม่นยำและชำนาญขึ้น ไม่ใช่เพียงเริ่มพบหรือเรียนรู้ทักษะนั้นเป็นครั้งแรก ใน honing your skills as a speaker วลี as a speaker ระบุบทบาทหรือด้านที่ใช้ทักษะเหล่านั้น ซึ่งก็คือทักษะการพูดหรือการพูดต่อหน้าสาธารณชน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ชัดเจนที่สุดว่าคนหนึ่งกำลังขัดเกลาความสามารถที่มีอยู่ผ่านการฝึกฝน

  1. Jordan showed the class his photography skills.
  2. Jordan takes a photo every day to hone his photography skills.
  3. Jordan joined the workshop to learn basic photography.
ดูคำตอบ

Jordan takes a photo every day to hone his photography skills.

Get started with TED-Ed Student Talks,

5:17

เริ่มต้นกับ TED-Ed Student Talks

a program connecting young people around the world

5:19

โปรแกรมที่เชื่อมโยงคนหนุ่มสาวทั่วโลก

through the power of spoken word.

5:22

ผ่านพลังของคำพูด

Visit ed.ted.com/student talks because everyone has an idea worth sharing. ไวยากรณ์

5:25

เข้าไปที่ ed.ted.com/student talks เพราะทุกคนมีไอเดียที่ควรค่าแก่การแบ่งปัน

ไวยากรณ์

an idea worth sharing: worth + กริยารูป -ing

ในที่นี้ worth sharing ขยายคำว่า idea และหมายความว่าไอเดียนั้นควรค่าแก่การแบ่งปัน แม้ sharing จะอยู่ในรูป -ing แต่ idea คือสิ่งที่ผู้คนนำไปแบ่งปัน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + worth + กริยารูป -ing: a book worth reading, a game worth trying รูปแบบนี้บอกว่าการทำกริยานั้นกับสิ่งดังกล่าวมีคุณค่าหรือคุ้มค่า everyone ทำให้ข้อความครอบคลุมและให้กำลังใจ หมายความว่าทุกคนมีไอเดียที่ควรค่าแก่การรับฟัง

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ visit: We found a science museum worth ____.

ดูคำตอบ

visiting