สำเนียงของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ?: บทเรียนภาษาอังกฤษ
AsapSCIENCE
คำแนะนำวิดีโอ: วิดีโอเชื่อมโยงสำเนียงกับอัตลักษณ์และอคติ แล้วอธิบายว่าการเรียนรู้หน่วยเสียงเปลี่ยนไปตามอายุและส่งผลต่อสมองอย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. it turns out that: กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม ใช้กรอบนี้เพื่อเผยผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายและแก้ข้อสันนิษฐานเดิม 2. making it difficult for German speakers to pronounce: ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค ดูว่าอนุประโยคผลลัพธ์รูป participle เชื่อมสาเหตุกับความยากของคนกลุ่มหนึ่งอย่างไร 3. come to terms with: สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ เข้าใจว่าหมายถึงการค่อย ๆ ยอมรับความจริงที่ไม่น่าสบายใจ ไม่ใช่เจรจาเงื่อนไขตามตัวอักษร
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Whether you say tomato or tomato, it's clear that your accent is a defining feature of who you are. โน้ต
0:00ไม่ว่าคุณจะออกเสียง tomato ว่า “โทเมโท” หรือ “โทมาโท” ก็ชัดเจนว่าสำเนียงคือหนึ่งในลักษณะสำคัญที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ
Whether you say tomato or tomato, ...: ทางเลือกต่างกันแต่ข้อสรุปเหมือนกัน
Whether A or B นำเสนอสองกรณีที่เป็นไปได้ แต่ประโยคหลักให้ข้อสรุปเดียวที่ยังคงเป็นจริงไม่ว่ากรณีใดจะเกิดขึ้น ในที่นี้ ส่วนเปิดไม่ได้ขอให้ผู้ฟังเลือกการออกเสียง แต่ละความแตกต่างของทั้งสองแบบไว้ก่อน แล้วจึงกล่าวข้อสรุปเกี่ยวกับสำเนียง เนื่องจาก tomato เขียนเหมือนกันทั้งสองครั้ง ความแตกต่างจึงต้องอาศัยการได้ยินการออกเสียงสองแบบ ไม่ใช่การเห็นการสะกดสองแบบ สิ่งนี้สร้างความกำกวมชั่วครู่และช่วยเน้นเรื่องสำเนียง แต่คำที่เขียนไว้ไม่ได้บอกว่าหมายถึงการออกเสียงแบบใดอย่างแน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ whether ... or ... เพื่อแสดงว่าคำสั่งเดียวกันใช้ได้กับทั้งสองสถานการณ์
- Whether you drive or take the train, call me when you arrive.
- You can either drive or take the train.
- Do you want to drive or take the train?
ดูคำตอบ
Whether you drive or take the train, call me when you arrive.
a defining feature of: ลักษณะสำคัญที่สร้างอัตลักษณ์
ใน a defining feature of X คำว่า defining เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “สำคัญมากพอที่จะช่วยระบุว่า X คืออะไรหรือผู้คนจดจำ X อย่างไร” ทั้งวลีหมายถึงลักษณะที่เป็นแก่นสำคัญ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าสำเนียงมีส่วนสำคัญต่ออัตลักษณ์ของบุคคล Defining ไม่ได้หมายถึงการลงมือเขียนคำจำกัดความ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ลักษณะสำคัญของ”: Trust is ____ a strong partnership.
ดูคำตอบ
a defining feature of
Heck, even goats have regional ways of saying "baa".
0:08แม้แต่แพะก็ยังร้อง “แบะ” ต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค
But what's the science behind language acquisition? วลี
0:12แต่วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเรียนรู้ภาษาคืออะไร
the science behind + ปรากฏการณ์
“the science behind X” หมายถึงแนวคิด หลักฐาน หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายว่า X เกิดขึ้นอย่างไรหรือเพราะเหตุใด ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังถามถึงกลไกที่อธิบายการเรียนรู้ภาษา ส่วน behind ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่อยู่ข้างหลัง โครงสร้างนี้ช่วยเปลี่ยนจากการกล่าวถึงปรากฏการณ์ไปสู่การถามหาคำอธิบาย: the science behind + คำนามหรือรูป -ing
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายปรากฏการณ์”: The show explains ____ sleep.
ดูคำตอบ
the science behind
And does your accent say something about you? สำนวน
0:14แล้วสำเนียงบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณได้หรือไม่
say something about: ให้เบาะแส
ใน “X says something about Y” คำว่า say ไม่ได้หมายถึงการพูดจริง ๆ X อาจเป็นการเลือก การกระทำ รูปลักษณ์ หรือลักษณะอื่นที่ให้หลักฐานเพื่อช่วยให้คนเข้าใจ Y ในประโยคนี้ สำเนียงอาจเปิดเผยข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับบุคคลหนึ่ง something ทำให้คำกล่าวมีความหมายกว้างและระมัดระวัง คำถามกำลังถามว่าสำเนียงให้เบาะแสบ้างหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าสำเนียงพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งได้หรือไม่
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Returning the lost toy says something about Mia's character” วลี “says something about” หมายความว่าอะไร
- ขอให้ Mia อธิบายของเล่นชิ้นนั้น
- ให้เบาะแสว่า Mia เป็นคนแบบไหน
- หมายความว่าของเล่นพูดกับ Mia โดยตรง
ดูคำตอบ
ให้เบาะแสว่า Mia เป็นคนแบบไหน
In an American survey, 47% of adults found British accents to be sophisticated, ไวยากรณ์
0:16ในแบบสำรวจหนึ่งของสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ 47% มองว่าสำเนียงอังกฤษฟังดูมีระดับ
found British accents to be sophisticated: find + กรรม + to be + ส่วนเติมเต็ม
ในประโยคนี้ found หมายถึง “ตัดสินว่า” หรือ “มองว่า” ไม่ใช่ “ค้นพบหรือหาเจอ” ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นว่าสำเนียงอังกฤษฟังดูมีความหรูหราและซับซ้อน โครงสร้าง find + กรรม + to be + ส่วนเติมเต็ม ใช้รายงานการประเมินที่เกิดจากประสบการณ์ การสังเกต หรือการตัดสิน ในที่นี้ British accents เป็นกรรม และ to be sophisticated เป็นส่วนเติมเต็มที่บอกถึงความประทับใจของผู้ตอบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบสองคำที่ใช้เริ่มการตัดสิน: After testing the app, the reviewers found it ____ reliable.
ดูคำตอบ
to be
while 51% thought New York accents were rude. ลำดับความ
0:22ขณะที่ 51% คิดว่าสำเนียงนิวยอร์กฟังดูหยาบคาย
while 51% thought New York accents were rude: while ที่ใช้แสดงความแตกต่าง
ในที่นี้ while ใช้แสดงความแตกต่างระหว่างผลสำรวจสองรายการที่วางขนานกัน โดยเปอร์เซ็นต์หนึ่งบอกความคิดเห็นต่อสำเนียงอังกฤษ และอีกเปอร์เซ็นต์บอกความคิดเห็นต่อสำเนียงนิวยอร์ก จึงเข้าใจได้ใกล้เคียง whereas ไม่ใช่ความหมายว่า “ในระหว่างที่” while ที่แสดงความแตกต่างช่วยจัดสองอนุประโยคไว้ด้วยกันอย่างกระชับ อนุประโยคทั้งสองควรให้ข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้และมีความแตกต่างที่สำคัญต่อผู้อ่าน
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The first group preferred tea, while the second group chose coffee,” คำว่า while ทำหน้าที่อะไร
- บอกเหตุผลที่กลุ่มแรกมีความชอบเช่นนั้น
- ใช้เปรียบเทียบความชอบของสองกลุ่ม
- แสดงว่าตัวเลือกที่สองเกิดขึ้นในระหว่างตัวเลือกแรก
ดูคำตอบ
ใช้เปรียบเทียบความชอบของสองกลุ่ม
Southern accents were considered nice, but possibly uneducated,
0:25สำเนียงทางใต้ของสหรัฐฯ ถูกมองว่าฟังดูเป็นมิตร แต่อาจดูไม่มีการศึกษา
while New England accents were considered intelligent.
0:29ขณะที่สำเนียงนิวอิงแลนด์ถูกมองว่าฟังดูฉลาด
But it turns out that humans have a bias towards others who sound like them or who have the same accent. วลี
0:31แต่ปรากฏว่ามนุษย์มีแนวโน้มลำเอียงเข้าข้างคนที่พูดคล้ายตัวเองหรือมีสำเนียงเดียวกัน
“it turns out that” เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ค้นพบภายหลัง
“it turns out that” ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงที่เพิ่งทราบหลังจากดูหลักฐาน พบเจอเหตุการณ์บางอย่าง หรือคิดทบทวนเพิ่มเติม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวชี้ให้เห็นข้อค้นพบที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ วลีนี้มักทำให้เกิดการพลิกความคาดหมายเล็กน้อย เพราะข้อเท็จจริงอาจน่าประหลาดใจหรือแตกต่างจากที่คาดไว้ อนุประโยคหลัง “that” บอกผลลัพธ์ที่เพิ่งเปิดเผย และในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการ บางครั้งอาจละ “that” ได้
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่ใช้เปิดเผยข้อเท็จจริงอันน่าประหลาดใจหลังจากตรวจสอบตารางเวลาให้สมบูรณ์: “We thought the museum was closed, but ____ it stays open until nine.”
ดูคำตอบ
it turns out that
“have a bias towards” เพื่อบอกแนวโน้มที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายหนึ่ง
การ “have a bias towards” คนหรือสิ่งใดหมายถึงการเอนเอียงไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อคนนั้นหรือสิ่งนั้น โดยมักไม่ได้พิจารณาหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นธรรม ในที่นี้ ผู้คนมักชอบคนที่มีเสียงหรือสำเนียงคล้ายกับตนเองมากกว่า ความลำเอียงนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้หมายถึงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยหรือการเลือกโดยตั้งใจเสมอไป “towards” ใช้นำหน้าบุคคล กลุ่ม หรือตัวเลือกที่ได้รับประโยชน์จากความลำเอียงนั้น
แบบฝึกหัด
ผู้ประเมินให้คะแนนผู้สมัครจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงสูงกว่าโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าผลงานของพวกเขาดีกว่าหรือไม่ ประโยคใดอธิบายสถานการณ์นี้ได้ดีที่สุด
- The reviewer has a preference for reading applications in the morning.
- The reviewer has a bias towards candidates from famous schools.
- The reviewer is biased against candidates from famous schools.
ดูคำตอบ
The reviewer has a bias towards candidates from famous schools.
Of course, it's important to distinguish between a native language accent and an additional language accent. วลี
0:37แน่นอนว่า สิ่งสำคัญคือต้องแยกระหว่างสำเนียงที่มาจากภาษาแม่กับสำเนียงในภาษาอื่นที่เรียนเพิ่ม
distinguish between A and B: แยกความแตกต่างระหว่าง A กับ B
distinguish between A and B หมายถึงการสังเกตหรืออธิบายว่า A กับ B แตกต่างกันอย่างไร ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวสร้างเส้นแบ่งทางความคิดที่ชัดเจนระหว่างสำเนียงสองประเภท รูปแบบทั่วไปคือ distinguish between A and B โดย between นำหน้าสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ และ and เชื่อมสิ่งสุดท้าย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ distinguish และคำบุพบทที่ถูกต้อง: The lab test helps us ____ salt water and fresh water.
ดูคำตอบ
distinguish between
depend on factors such as ...: ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น...
depend on บอกว่าผลลัพธ์ได้รับอิทธิพลหรือถูกกำหนดโดยเงื่อนไขบางอย่าง factors คือชื่อเรียกเงื่อนไขเหล่านั้น และในโครงสร้างนี้ต้องใช้ on หลัง depend such as ใช้นำเสนอตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของปัจจัยต่าง ๆ รายการที่ตามมาเป็นเพียงตัวอย่างและไม่จำเป็นต้องครบทั้งหมด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ depend และวลีสำหรับนำเสนอตัวอย่างจากบทเรียนนี้: Plant growth can ____ light and soil quality.
ดูคำตอบ
depend on factors such as
a Cockney accent of the working-class London is markedly different than the Queen's received pronunciation. โน้ต
0:49สำเนียง Cockney ของชนชั้นแรงงานในลอนดอนแตกต่างอย่างชัดเจนจากสำเนียงมาตรฐาน Received Pronunciation ของสมเด็จพระราชินี
สำเนียงค็อกนีย์ ... Received Pronunciation แบบพระราชินี
ในที่นี้ สำเนียงค็อกนีย์และ Received Pronunciation แบบที่เชื่อมโยงกับพระราชินี เป็นตัวแทนของการพูดภาษาอังกฤษแบบบริติชสองแบบที่สัมพันธ์กับภูมิหลังทางสังคมต่างกัน สำเนียงค็อกนีย์ตามธรรมเนียมสัมพันธ์กับคำพูดของชนชั้นแรงงานในลอนดอนตะวันออก ส่วน Received Pronunciation หรือ RP ในอดีตสัมพันธ์กับผู้พูดที่มีการศึกษาและสถานะสูง รวมถึงการพูดต่อสาธารณะของราชวงศ์ คำว่า Queen's ในที่นี้เป็นป้ายกำกับทางวัฒนธรรม ไม่ใช่กฎตามตัวอักษรว่ามีเพียงใครบางคนเท่านั้นที่ใช้สำเนียงนี้ได้ ความต่างนี้แสดงว่าสำเนียงอาจทำให้นึกถึงภูมิภาคและภูมิหลังทางสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวลอนดอนทุกคนหรือคนทุกคนในกลุ่มสังคมหนึ่งจะพูดเหมือนกันแบบตายตัว
แบบฝึกหัด
ความต่างระหว่าง a Cockney accent กับ the Queen's Received Pronunciation ในประโยคนี้แสดงอะไรเป็นหลัก
- สำเนียงหนึ่งเป็นของอังกฤษ แต่อีกสำเนียงไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
- สำเนียงอาจทำให้นึกถึงภูมิภาคและภูมิหลังทางสังคม
- มีเพียงสมาชิกราชวงศ์เท่านั้นที่ใช้ Received Pronunciation ได้
- ทุกคนในลอนดอนพูดด้วยสำเนียงค็อกนีย์
ดูคำตอบ
สำเนียงอาจทำให้นึกถึงภูมิภาคและภูมิหลังทางสังคม
markedly different: แตกต่างอย่างชัดเจน
markedly different หมายถึง “แตกต่างอย่างชัดเจนและสังเกตเห็นได้” คำว่า markedly ช่วยเน้น different โดยบอกว่าความต่างนั้นสังเกตได้ง่าย ไม่ใช่ความต่างเล็กน้อยหรือไม่แน่นอน รูปแบบคือ markedly + คำคุณศัพท์ เช่น markedly better หรือ markedly lower พบได้บ่อยเป็นพิเศษเมื่อผู้พูดกำลังเปรียบเทียบอย่างรอบคอบ
แบบฝึกหัด
รายงานที่รอบคอบระบุว่าสองวิธีให้ผลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและสังเกตเห็นได้ ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด
- The results from the two methods were markedly different.
- The results from the two methods could not be compared.
- The results from the two methods differed only slightly.
- The results from the two methods were almost identical.
ดูคำตอบ
The results from the two methods were markedly different.
when it comes to: จำกัดขอบเขตของหัวข้อ
when it comes to ใช้เปิดหัวข้อที่ข้อความถัดไปกำลังจะกล่าวถึง ในประโยคนี้ ผู้พูดจำกัดการสนทนาให้เหลือเรื่องสำเนียงของผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา ก่อนจะบอกว่ากรณีนี้ซับซ้อนกว่า รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ when it comes to + คำหรือวลีที่เป็นหัวข้อ คำสรรพนาม หรือรูป -ing โดย comes ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ when it comes to เพื่อเปลี่ยนจุดสนใจไปยังหัวข้อเฉพาะ?
- When it comes to packing lunches, Ben plans everything the night before.
- Ben comes to our street when he visits.
- When the bus comes to our street, Ben gets ready to leave.
ดูคำตอบ
When it comes to packing lunches, Ben plans everything the night before.
If you decide to move to Spain and learn Spanish as an English speaker,
1:00หากคุณเป็นผู้พูดภาษาอังกฤษที่ตัดสินใจย้ายไปสเปนและเรียนภาษาสเปน
speak with an English accent: พูดด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษ
ในประโยคนี้ an English accent หมายถึงสำเนียงที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาแม่ของผู้พูด with ใช้บอกชนิดของสำเนียง ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นพูด “ร่วมกับ” สำเนียง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ speak + (ภาษา) + with + คำอธิบายสำเนียง เช่น speak French with an English accent
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่เป็นธรรมชาติสำหรับอธิบายสำเนียงในประโยคนี้: Maya speaks Italian ____ an English accent.
ดูคำตอบ
with
even if: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์
even if ใช้นำเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือเป็นเพียงสมมติฐาน โดยเงื่อนไขนั้นไม่เปลี่ยนผลในประโยคหลัก ในที่นี้ การอยู่ที่นั่นนานหลายสิบปีถูกยกเป็นความเป็นไปได้แบบสุดขั้ว แต่คำคาดการณ์ที่ว่าคุณจะพูดด้วยสำเนียงอังกฤษเสมอยังคงเดิม ใช้ even if เมื่อผลลัพธ์ การตัดสินใจ หรือข้อวินิจฉัยหลักยังคงเดิม ไม่ว่าเงื่อนไขนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ จึงมีความหมายเชิงยอมรับเงื่อนไข ไม่ใช่เพียงเงื่อนไขกลาง ๆ แบบ if
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่แสดงว่าเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นจะไม่เปลี่ยนแผน: We will leave at eight ____ the traffic is heavy.
ดูคำตอบ
even if
After the age of 12, the length of residence has almost no effect on your accent. วลี
1:08หลังอายุ 12 ปี ระยะเวลาที่อาศัยอยู่แทบไม่ส่งผลต่อสำเนียงของคุณเลย
has almost no effect on: แสดงผลกระทบที่ใกล้ศูนย์
has ... effect on เป็นรูปของ have an effect on ที่ใช้กับประธานเอกพจน์ในประโยคนี้ ประธาน the length of residence คือปัจจัยที่อาจส่งผลต่อ your accent ส่วนบุพบท on ใช้นำสิ่งที่ได้รับผลกระทบ almost no จำกัดระดับของผลกระทบให้ใกล้ศูนย์โดยไม่ยืนยันแบบเด็ดขาด ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าผลกระทบน้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องไม่มีผลเลย ความแตกต่างนี้สำคัญในการรายงานงานวิจัยและการเขียนข้อเท็จจริงอย่างระมัดระวัง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าผลกระทบใกล้ศูนย์ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าต้องเป็นศูนย์พอดี?
- The change has almost no effect on battery life.
- The change has no effect on battery life at all.
- The change has a major effect on battery life.
ดูคำตอบ
The change has almost no effect on battery life.
pinpoint X as Y: ระบุ X อย่างแม่นยำว่าเป็น Y
ใน “pinpoint the ideal age as 6 years old” คำว่า pinpoint หมายถึงการระบุบางสิ่งอย่างแม่นยำมาก งานวิจัยถูกนำเสนอเป็นหลักฐานที่ชี้เจาะจงไปยังอายุหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเสนอช่วงอายุแบบกว้าง ๆ โครงสร้าง “pinpoint X as Y” หมายถึงการระบุ X อย่างแม่นยำแล้วบอกว่า Y คือผลสรุป โดย X คืออายุที่เหมาะสม และ Y คือ 6 ปี ในที่นี้ as ใช้นำค่าหรือสถานะที่ผลการศึกษากำหนดให้กับ X
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่อชัดเจนที่สุดว่างานวิจัยระบุว่าอายุหกปีคืออายุที่เหมาะสมอย่างแน่นอน
- The research pinpointed the ideal age as six.
- The research considered several possible ages, including six.
- The research suggested that the ideal age might be around six.
ดูคำตอบ
The research pinpointed the ideal age as six.
from that point forward: จากจุดเวลาหนึ่งและต่อเนื่องไปภายหลัง
“From that point forward” ย้อนกลับไปอ้างถึงเวลาที่ระบุไว้ก่อนหน้า และครอบคลุมช่วงเวลาที่เริ่มจากจุดนั้นแล้วดำเนินต่อไปภายหลัง ในประโยคนี้ that point คืออายุหกปี และกล่าวว่าความสามารถลดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป วลีนี้จัดลำดับเวลาด้วยการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน: from ระบุจุดเริ่มต้น that point ดึงการอ้างอิงก่อนหน้ากลับมา และ forward ขยายข้อความไปยังเวลาหลังจากนั้น ในที่นี้เป็นเรื่องของเวลา ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึง “เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นและดำเนินต่อไปในอนาคต”: The new rule takes effect on July 1; ____, every visitor must sign in.
ดูคำตอบ
from that point forward
Interestingly, some stroke patients wake up with an accent completely different to their original voice. การใช้คำ
1:18ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางคนตื่นขึ้นมาพร้อมสำเนียงที่ต่างจากเสียงเดิมของตนอย่างสิ้นเชิง
completely different to: รูปแบบการเปรียบเทียบในภาษาอังกฤษแบบบริติช
completely different to หมายถึง “ไม่เหมือนกันเลย” completely ทำให้ความหมายของ different หนักแน่นขึ้น ส่วน to นำสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบเข้ามา ซึ่งก็คือ their original voice ในประโยคนี้ different to เป็นรูปแบบปกติในภาษาอังกฤษแบบบริติช บุพบทนี้ไม่ได้เพิ่มความหมายเรื่องทิศทาง แต่บอกว่าสำเนียงกำลังถูกเปรียบเทียบกับอะไร
แบบฝึกหัด
หากไม่ต้องการใช้รูปแบบของภูมิภาคใดโดยเฉพาะ ประโยคใดเป็นตัวเลือกมาตรฐานที่ปลอดภัยที่สุดในภาษาอังกฤษรูปแบบต่าง ๆ
- The new design is completely different than the old one.
- The new design is completely different from the old one.
- The new design is completely different to the old one.
ดูคำตอบ
The new design is completely different from the old one.
This condition is known as the foreign accent syndrome โน้ต
1:23ภาวะนี้เรียกว่ากลุ่มอาการสำเนียงภาษาต่างประเทศ
การใช้ is known as เพื่อแนะนำชื่อที่เป็นที่ยอมรับ
is known as ใช้แนะนำชื่อหรือคำเรียกที่เป็นที่ยอมรับของประธาน ในที่นี้ this condition คือสิ่งที่ได้รับการตั้งชื่อ และ the foreign accent syndrome คือชื่อที่ใช้เรียกสิ่งนั้น โครงสร้างนี้เป็นรูปกรรมวาจกของ know something as something พบได้บ่อยในบทนิยามและคำอธิบาย โดยหมายถึง “ถูกเรียกว่า” ไม่ใช่ “มีชื่อเสียงเพราะ”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่สร้างจาก know + as และหมายถึง “มีชื่อนี้”: This condition ____ foreign accent syndrome.
ดูคำตอบ
is known as
the foreign accent syndrome: ชื่อทางการแพทย์
Foreign accent syndrome เป็นชื่อของความผิดปกติด้านการพูดที่พบได้น้อย ซึ่งการออกเสียงของบุคคลเปลี่ยนไปหลังเหตุการณ์อย่างโรคหลอดเลือดสมองหรือการบาดเจ็บที่สมอง ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคำพูดแบบใหม่ฟังคล้ายสำเนียงของภูมิภาคหรือประเทศอื่น ในที่นี้ foreign บอกว่าสำเนียงที่เปลี่ยนไปฟังเป็นอย่างไรสำหรับผู้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้สัญชาติอื่น เรียนภาษาใหม่ หรือจงใจเลียนแบบสำเนียง
แบบฝึกหัด
foreign accent syndrome หมายถึงอะไรในบริบทนี้?
- ความผิดปกติด้านการพูดที่ทำให้สำเนียงของบุคคลฟังต่างจากเดิม
- การเปลี่ยนจากสัญชาติหนึ่งเป็นอีกสัญชาติหนึ่งตามกฎหมาย
- ความสามารถในการพูดภาษาต่างประเทศที่เพิ่งเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว
ดูคำตอบ
ความผิดปกติด้านการพูดที่ทำให้สำเนียงของบุคคลฟังต่างจากเดิม
results from damage to: ระบุสาเหตุและสิ่งที่ได้รับความเสียหาย
Results from ใช้บอกสาเหตุของสิ่งหนึ่ง ในโครงสร้าง X results from Y นั้น X คือผล และ Y คือสาเหตุ ในประโยคนี้กลุ่มอาการเป็นผล ส่วนความเสียหายเป็นสาเหตุ Damage to + คำนาม ระบุว่าสิ่งใดได้รับความเสียหาย เมื่อนำมารวมกัน X results from damage to Y เป็นวิธีสั้น ๆ ในการบอกว่าความเสียหายที่เกิดกับ Y ทำให้เกิด X
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกสาเหตุและความเสียหายจากบทเรียน: The recurring error ____ the sensor.
ดูคำตอบ
results from damage to
is responsible for: บอกหน้าที่ ไม่ใช่การตำหนิ
ในประโยคนี้ is responsible for หมายถึง “ทำหน้าที่หรือมีบทบาทในการดำเนินการบางอย่าง” สรรพนามเชื่อม which อ้างถึง the insula region ส่วน language processing คือหน้าที่ของสมองบริเวณนั้น ในบริบทอื่น วลีเดียวกันอาจกล่าวถึงภาระหน้าที่หรือการรับผิดจากความผิดได้ จึงต้องดูประธานและกรรมที่ตามหลัง for เมื่อประธานเป็นบริเวณสมองและสิ่งที่ตามมาเป็นกระบวนการ วลีนี้จะบอกหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ได้ตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The calendar app is responsible for sending reminders,” is responsible for หมายถึงอะไร
- แอปกำลังถูกตำหนิเรื่องความผิดพลาด
- แอปเสียหายจากการแจ้งเตือน
- แอปทำหน้าที่นั้น
ดูคำตอบ
แอปทำหน้าที่นั้น
One integral aspect of language is the phoneme. วลี
1:32องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของภาษาคือหน่วยเสียง
One integral aspect of ... is ...: ระบุลักษณะสำคัญที่ขาดไม่ได้
Integral หมายถึง “จำเป็นต่อองค์รวม” ดังนั้น an integral aspect of language จึงนำเสนอลักษณะหนึ่งว่าเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่แค่มีประโยชน์เท่านั้น ในที่นี้ integral ไม่ใช่คำนามทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึง “ปริพันธ์” โครงสร้าง One integral aspect of X is Y เลือกลักษณะสำคัญที่ขาดไม่ได้หนึ่งอย่างจากหลายอย่าง แล้วนำมาเป็นจุดเน้น เป็นวิธีจัดระเบียบคำอธิบายที่เป็นทางการและนำกลับมาใช้ได้
แบบฝึกหัด
ใช้วลีทางการที่หมายถึง “ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของ” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: “Clear communication is ____ effective teamwork.”
ดูคำตอบ
an integral aspect of
Phonemes are the different sound units we use to make up words, โน้ต
1:35หน่วยเสียงคือหน่วยย่อยของเสียงแบบต่าง ๆ ที่เราใช้ประกอบเป็นคำ
make up words: ส่วนย่อยประกอบกันเป็นสิ่งทั้งหมด
ในที่นี้ make up หมายถึง “ประกอบเป็น” หรือ “ก่อให้เกิด” หน่วยเสียงคือส่วนย่อย ส่วนคำคือสิ่งทั้งหมดที่เกิดจากการรวมส่วนย่อยเหล่านั้นเข้าด้วยกัน รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ parts + make up + whole หรือ “ส่วนย่อย + make up + สิ่งทั้งหมด” นี่คือความหมายของ make up ที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับสิ่งทั้งหมด ไม่ใช่ความหมายว่า “แต่งเรื่องขึ้นมา”
แบบฝึกหัด
เติมกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ประกอบเป็น” ลงในประโยค: Five small villages ____ the district.
ดูคำตอบ
make up
Phonemes: หน่วยเสียงที่ใช้แยกความหมาย
หน่วยเสียงคือประเภทของเสียงที่เล็กที่สุดในภาษาซึ่งใช้แยกคำหนึ่งออกจากอีกคำหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น /p/ และ /b/ เป็นคนละหน่วยเสียงในภาษาอังกฤษ เพราะ pat และ bat มีความหมายต่างกัน หน่วยเสียงเป็นหน่วยเสียงเชิงนามธรรม ไม่ใช่ตัวอักษรที่เขียน และไม่ใช่เสียงเฉพาะครั้งหนึ่งที่คนคนหนึ่งเปล่งออกมา แต่ละภาษาจัดระบบเสียงต่างกัน ดังนั้นความต่างของเสียงที่เปลี่ยนความหมายในภาษาหนึ่งอาจไม่เปลี่ยนความหมายในอีกภาษาหนึ่ง
แบบฝึกหัด
ในภาษาศาสตร์ phoneme หรือหน่วยเสียงคืออะไร
- หน่วยเสียงเชิงนามธรรมที่ใช้แยกความหมายได้
- เสียงเฉพาะครั้งหนึ่งที่คนคนหนึ่งเปล่งออกมา
- สัญลักษณ์ที่เขียนในตัวอักษร
ดูคำตอบ
หน่วยเสียงเชิงนามธรรมที่ใช้แยกความหมายได้
some of which: การเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกบางส่วนของกลุ่ม
ใน some of which คำว่า which ย้อนกลับไปอ้างถึงนามวลีพหูพจน์ the different sound units ส่วน some หมายถึงหน่วยเหล่านั้นเพียงบางส่วน อนุประโยคถัดไป are unique... อธิบายกลุ่มย่อยนี้ โดยไม่ได้กล่าวว่าลักษณะดังกล่าวเป็นจริงกับหน่วยเสียงทั้งหมด เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่านี่เป็นข้อมูลเสริมแบบไม่จำกัดความหมาย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ “นามวลีพหูพจน์, some of which + คำกริยา” ซึ่งใช้เพิ่มข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาชิกบางส่วนของกลุ่มที่กล่าวถึงแล้วโดยไม่ต้องเริ่มประโยคใหม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายสามคำเพื่อแสดงว่าข้อความใช้ได้กับสมาชิกเพียงบางส่วนของกลุ่ม: The village has forty houses, ____ have solar panels.
ดูคำตอบ
some of which
be unique to: เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มหนึ่ง
ใน are unique to different languages คำว่า unique to หมายถึงสิ่งที่พบในหรือเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาบางภาษา ไม่ใช่สิ่งที่ทุกภาษามีร่วมกัน ในที่นี้หมายถึงหน่วยเสียงบางหน่วยที่มีอยู่เฉพาะในระบบภาษาบางระบบ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ “be unique to + นามวลี” นามวลีหลัง to ระบุสถานที่ กลุ่ม สายพันธุ์ วัฒนธรรม หรือระบบที่มีลักษณะนั้นเพียงแห่งเดียวหรือกลุ่มเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายเพื่อบอกว่าไม่มีสายพันธุ์อื่นที่มีลวดลายนี้: This pattern of spots ____ this species.
ดูคำตอบ
is unique to
the phonemes with TH "th" and "th" as in words like "the" and "thing"
1:41หน่วยเสียง TH สองแบบในคำอย่าง “the” และ “thing”
making it difficult for German speakers to pronounce these words properly. ไวยากรณ์
1:47จึงทำให้ผู้พูดภาษาเยอรมันออกเสียงคำเหล่านี้ให้ถูกต้องได้ยาก
โครงสร้างบอกผล making it difficult for ... to ...
อนุประโยค -ing making it difficult for German speakers to pronounce แสดงผลจากข้อเท็จจริงก่อนหน้า นั่นคือหน่วยเสียงเหล่านั้นไม่มีในภาษาเยอรมัน ดังนั้น making จึงเป็น present participle ที่เชื่อมสาเหตุกับผล ไม่ใช่กริยาหลักที่ผันรูปอย่างอิสระของประโยค ในโครงสร้าง make + it + adjective + for + person + to-infinitive ความหมายคือ “ทำให้การกระทำหนึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับบุคคลนั้น” it เป็นกรรมแทนเนื้อหาที่ตามมาและไม่ได้หมายถึงหน่วยเสียง การกระทำที่ยากคือ to pronounce these words ส่วน German speakers คือผู้ที่ต้องทำการกระทำนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคบอกผลด้วยโครงสร้าง making it difficult for ... to ... และกริยา find: The building has very few direction signs, ____ visitors ____ the exit.
ดูคำตอบ
making it difficult for · to find
as English speakers we cannot pronounce or even hear properly. ไวยากรณ์
1:53ผู้พูดภาษาอังกฤษอย่างเราไม่สามารถออกเสียงหรือแม้แต่ได้ยินอย่างถูกต้อง
Conversely: การกลับทิศทางของความสัมพันธ์
Conversely ส่งสัญญาณว่าต่อไปจะพิจารณาความสัมพันธ์เดิมในทิศทางตรงกันข้าม แนวคิดก่อนหน้าคือผู้พูดภาษาเยอรมันอาจออกเสียงภาษาอังกฤษได้ยาก ส่วนประโยคนี้กลับมุมมองและบอกว่าผู้พูดภาษาอังกฤษก็อาจมีปัญหากับเสียงในภาษาอื่นเช่นกัน คำนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล ไม่ใช่เพียงเพิ่มข้อเท็จจริงอีกข้อ หลัง conversely ผู้อ่านควรคาดว่าจะมีการสลับบทบาท ทิศทาง หรือมุมมอง ซึ่งเฉพาะเจาะจงกว่าการแสดงความขัดแย้งทั่วไป
แบบฝึกหัด
คำเชื่อมใดเหมาะที่สุดสำหรับเริ่มประโยคที่สองและแสดงว่าความสัมพันธ์ถูกกลับทิศ? Some adults find children's software confusing. ____ some children struggle with software designed for adults.
- Conversely,
- For example,
- However,
ดูคำตอบ
Conversely,
or even hear: เน้นความยากที่น่าประหลาดใจกว่า
ในที่นี้ or เชื่อมสองสิ่งที่ผู้พูดภาษาอังกฤษอาจทำไม่ได้ คือการออกเสียงหนึ่งเสียงและการได้ยินเสียงนั้นอย่างถูกต้อง ส่วน even วางไว้หน้า hear เพื่อบอกว่าความยากอย่างที่สองน่าประหลาดใจกว่าอย่างแรก รูปแบบ X or even Y ที่นำไปใช้ต่อได้จะเพิ่ม Y ในฐานะความเป็นไปได้ที่แรงกว่าหรือคาดไม่ถึงกว่า จุดเน้นอยู่ที่คำหรือวลีที่ตามหลัง even ทันที โดย even ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “อย่างสม่ำเสมอ”
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ทำให้ความไม่สามารถอย่างที่สองดูน่าประหลาดใจกว่า: The label was so faded that I couldn't read the instructions ____ see the warning symbol.
ดูคำตอบ
or even
In a groundbreaking study, 32 American and 32 Japanese 6-month-old babies
1:57ในงานวิจัยที่บุกเบิกวงการ ทารกอเมริกันอายุ 6 เดือน 32 คนและทารกญี่ปุ่นอายุ 6 เดือน 32 คน
a toy to the side would light up and play a musical tune. กริยาวลี
2:08ของเล่นที่อยู่ด้านข้างจะสว่างขึ้นและเล่นทำนองเพลง
When ... switched to ... would light up: การตอบสนองที่เกิดซ้ำในอดีต
ในคำอธิบายการทดลองนี้ when นำเหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบมา กล่าวคือเสียงบันทึกเปลี่ยนไปเป็นลำดับเสียงหนึ่ง จากนั้น would + กริยารูปพื้นฐาน แสดงการตอบสนองที่เกิดเป็นประจำและคาดไว้แล้วของของเล่น คือมันจะสว่างขึ้นและเล่นทำนองเพลง นี่คือ would แบบเล่าเรื่องสำหรับพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในอดีต โดยมีขั้นตอนการทดลองในอดีตเป็นบริบทอยู่แล้ว จึงไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เป็นเรื่องสมมติและไม่ใช่คำขอแบบสุภาพ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ When + simple past, ... would + กริยารูปพื้นฐาน สำหรับเหตุการณ์กระตุ้นและการตอบสนองที่เกิดซ้ำในอดีต
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบเหตุการณ์กระตุ้นและการตอบสนองที่เกิดซ้ำในอดีตโดยใช้ when และ would: During each trial, ____ the bell rang, the screen ____ turn blue.
ดูคำตอบ
when · would
light up ในฐานะวลีกริยาแบบไม่ต้องมีกรรม
ในประโยคนี้ light up หมายถึง “เริ่มส่องแสงหรือสว่างขึ้น” ของเล่นเป็นประธาน ดังนั้นของเล่นเองเป็นสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องมีกรรมตามหลังวลีกริยานี้ ในที่นี้ควรเข้าใจ light up เป็นสำนวนหนึ่งชุด ไม่ใช่แปล light กับ up แยกกัน โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บรรยายโคมไฟ หน้าจอ ปุ่ม หรือวัตถุอื่นที่สว่างขึ้นได้
แบบฝึกหัด
ในประโยคจากวิดีโอ “a toy ... would light up” หมายความว่าอย่างไร
- ของเล่นจะเริ่มส่องแสงด้วยตัวมันเอง
- มีคนใช้ของเล่นส่องวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง
- ของเล่นจะแสดงท่าทางมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
ดูคำตอบ
ของเล่นจะเริ่มส่องแสงด้วยตัวมันเอง
were primed to understand ในบริบทการทดลอง
ในที่นี้ were primed to understand หมายความว่า การได้รับสิ่งเร้าก่อนหน้าทำให้เด็กทารกพร้อมขึ้นหรือมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสังเกตและเรียนรู้ความเชื่อมโยง โครงสร้างกรรมวาจกคือ be primed to + กริยา ซึ่งหมายถึงคนหรือสิ่งหนึ่งได้รับอิทธิพลมาก่อนให้มีแนวโน้มตอบสนองแบบหนึ่ง ในบริบทการทดลอง primed ไม่ได้หมายความว่าเด็กทารกตั้งใจเรียนแนวคิดนี้ หรือรับประกันว่าเด็กจะเข้าใจ แต่บอกว่าการจับคู่ก่อนหน้าสร้างความคาดหมายหรือเพิ่มความพร้อมอย่างไร
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ “The babies were primed to understand” ในการทดลองนี้ได้ตรงที่สุด
- เด็กทารกทบทวนบทเรียนด้วยตนเองก่อนการทดลอง
- ประสบการณ์ก่อนหน้าทำให้เด็กทารกพร้อมขึ้นหรือมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสร้างความเชื่อมโยง
- เด็กทารกได้รับการสอนกฎโดยตรงและเข้าใจกฎนั้นอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ
ประสบการณ์ก่อนหน้าทำให้เด็กทารกพร้อมขึ้นหรือมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสร้างความเชื่อมโยง
led to + ผลลัพธ์
ในประโยคนี้ led to หมายถึง “ทำให้เกิดหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์” ประธานคือกิจกรรมทั้งหมดในวลี recognizing the difference between “la” and “ra” และผลลัพธ์คือ an audiovisual reward Led เป็นรูปอดีตของ lead รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X led to Y โดย X คือสาเหตุ และ Y คือผลลัพธ์ ซึ่งมักอยู่ในรูปวลีนามหรือรูป -ing
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ lead to: The heavy rain ____ a delay in the game.
ดูคำตอบ
led to
tell the difference between A and B (แยก A กับ B)
ในประโยคนี้ tell the difference หมายถึง “รู้ว่าสองสิ่งที่คล้ายกันไม่ได้เหมือนกัน” tell ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “พูด” หรือ “บอก” แต่หมายถึง “แยกแยะโดยสังเกตเห็นความแตกต่าง” เมื่อระบุทั้งสองสิ่ง ให้ใช้ tell the difference between A and B วลีนี้ใช้พูดถึงการแยกเสียง รสชาติ รูปลักษณ์ รุ่น หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “แยกแยะ”: With her eyes closed, Nina could ____ between the two bells.
ดูคำตอบ
tell the difference
But "la" and "ra" are phonemes that do not exist in the Japanese language.
2:25แต่ “la” และ “ra” เป็นหน่วยเสียงที่ไม่มีในภาษาญี่ปุ่น
When this study was replicated with 10 to 12 month old babies, การใช้คำ
2:30เมื่อนำงานวิจัยนี้ไปทำซ้ำกับทารกอายุ 10 ถึง 12 เดือน
study was replicated: รูปถูกกระทำในภาษางานวิจัย
ในภาษาอังกฤษเชิงวิจัย replicate a study หมายถึงการดำเนินงานวิจัยอีกครั้งโดยใช้วิธีเดิมหรือใกล้เคียงมาก เพื่อให้ตรวจสอบหรือเปรียบเทียบผลการวิจัยได้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำสำเนาเอกสาร รูปถูกกระทำ was replicated เน้นตัวงานวิจัยและการทำกระบวนการนั้นซ้ำ โดยไม่ระบุผู้วิจัยที่ดำเนินการ ส่วน With 10 to 12 month old babies ระบุกลุ่มผู้เข้าร่วมในการทำซ้ำครั้งนี้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนงานวิจัยจากตัวอย่าง: To check whether the finding was reliable, the ____ by an independent team.
ดูคำตอบ
study was replicated
the Japanese babies could not tell the difference between these uniquely English phonemes,
2:33ทารกญี่ปุ่นกลับแยกความแตกต่างระหว่างหน่วยเสียงที่มีเฉพาะในภาษาอังกฤษเหล่านี้ไม่ได้
showing that: เชื่อมผลเข้ากับข้อสรุป
อนุประโยคกริยารูป showing that ย้อนกลับไปหาผลที่กล่าวก่อนหน้า คือทารกชาวญี่ปุ่นที่อายุมากขึ้นไม่สามารถแยกหน่วยเสียงภาษาอังกฤษได้ โครงสร้างนี้จัดให้ผลที่สังเกตได้ดังกล่าวเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อสรุปที่ตามมา เนื่องจาก showing ไม่มีประธานที่ระบุไว้ แหล่งความหมายโดยนัยจึงเป็นสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทารกกำลังแสดงบางสิ่งอยู่ Showing that นำเสนอการตีความที่อาศัยหลักฐาน แต่ไม่ได้ทำให้ข้อความที่ตามมากลายเป็นข้อเท็จจริงที่สังเกตแยกต่างหากหรือเป็นข้อพิสูจน์เด็ดขาด
แบบฝึกหัด
เลือกคำเติมที่ใช้อนุประโยคกริยารูปเพื่อนำเสนออนุประโยคแรกเป็นหลักฐานของข้อสรุป: The control group also improved, ____ the treatment was not the only cause.
- and this shows that
- to show that
- showing that
ดูคำตอบ
showing that
ระยะวิกฤตสำหรับการจำแนกหน่วยเสียง
ใน a critical period for recognizing phonemes คำว่า critical period เป็นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาการ หมายถึงช่วงต้นที่ประสบการณ์มีอิทธิพลอย่างมากเป็นพิเศษต่อการก่อตัวหรือการเปลี่ยนแปลงของความสามารถ ในที่นี้ความสามารถคือ recognizing phonemes หรือการแยกแยะหมวดหมู่ของเสียงที่สามารถเปลี่ยนความหมายในภาษาได้ Critical หมายถึง “มีผลชี้ขาด” หรือ “สำคัญเป็นพิเศษ” ไม่ใช่ “อันตราย” ส่วน period หมายถึงช่วงหนึ่งของพัฒนาการ ไม่ใช่คาบเรียน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ a critical period for + คำนามหรือรูป -ing ซึ่งใช้ระบุความสามารถที่ได้รับผลในช่วงเวลานั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ช่วงพัฒนาการที่สำคัญเป็นพิเศษ”: Infancy may be ____ for learning to distinguish speech sounds.
ดูคำตอบ
a critical period
If you try and learn a language, regardless of your age, โน้ต
2:44หากคุณพยายามเรียนภาษา ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม
try and learn: พยายามเรียนในภาษาสนทนา
ใน If you try and learn a language วลี try and learn ทำหน้าที่เป็นรูปแบบภาษาสนทนาที่พบบ่อยของ try to learn โดยนำเสนอการเรียนเป็นเป้าหมายของความพยายาม และ and ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกระทำสองอย่างที่แยกจากกันและเกิดตามลำดับ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ try and + กริยารูปพื้นฐาน เช่น try and remember หรือ try and call ความหมายในทางปฏิบัติมักเป็น “พยายามทำสิ่งที่กริยาตัวที่สองระบุ”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ try and เป็นรูปแบบไม่เป็นทางการของ try to แทนที่จะเชื่อมการกระทำสองอย่างที่แยกกันหรือเสนอให้ทดลองวิธีหนึ่ง?
- I'll try and learn the names before Friday.
- I'll learn the names and call everyone before Friday.
- I'll try learning the names with flash cards.
ดูคำตอบ
I'll try and learn the names before Friday.
regardless of your age: ไม่ว่าอายุเท่าใด
regardless of your age หมายความว่าอายุไม่ได้ทำให้ข้อความนี้เปลี่ยนไป ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้เงื่อนไขใช้ได้กับคนทุกวัย โดยอายุไม่ใช่ข้อยกเว้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ regardless of + นามวลี รูปแบบนี้ยกปัจจัยที่อาจดูสำคัญขึ้นมาก่อน แล้วบอกว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าอายุไม่ได้เปลี่ยนว่าใครสามารถเข้าร่วมได้
- Anyone may join, regardless of their age.
- Anyone may join, regardless their age.
- Anyone may join because of their age.
ดูคำตอบ
Anyone may join, regardless of their age.
gray matter ที่หนาแน่นขึ้นและโครงข่าย white matter ที่แข็งแรงขึ้น
gray matter หรือเนื้อสมองสีเทา และ white matter หรือเนื้อสมองสีขาว เป็นศัพท์ประสาทวิทยาที่ใช้เรียกเนื้อเยื่อสองชนิดในสมอง ในที่นี้ matter หมายถึงเนื้อเยื่อประสาทจริง ๆ ไม่ได้หมายถึงหัวข้อ ปัญหา หรือสถานการณ์ คำคุณศัพท์ขั้นกว่าแต่ละคำขยายคนละส่วนกัน โดย denser ขยาย gray matter ส่วน stronger ขยาย white matter networks จึงควรเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสมองสองอย่างที่วางขนานกัน ไม่ใช่สีของสิ่งของทั่วไป
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความวลีที่เน้นไว้ได้ถูกต้อง
- matter หมายถึงปัญหา และคำคุณศัพท์ขั้นกว่าทั้งสองคำขยายปัญหาเดียวกัน
- ข้อความนี้อธิบายเนื้อเยื่อสมองสองชนิด ได้แก่ denser gray matter และ stronger white matter networks
- ข้อความนี้อธิบายสิ่งของสีเทาและสีขาวทั่วไปที่อยู่นอกสมอง
ดูคำตอบ
ข้อความนี้อธิบายเนื้อเยื่อสมองสองชนิด ได้แก่ denser gray matter และ stronger white matter networks
In fact, those who have grown up in bilingual households are consistently more sensitive to subtle language differences โน้ต
2:52ที่จริงแล้ว ผู้ที่เติบโตในครอบครัวสองภาษาจะไวต่อความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางภาษาอย่างสม่ำเสมอ
เติบโตมาในครอบครัวสองภาษา
grow up in a household หมายถึงใช้ชีวิตวัยเด็กในสภาพแวดล้อมของครอบครัวแบบหนึ่ง bilingual household คือครอบครัวที่ใช้สองภาษาเป็นประจำ โดย household หมายถึงผู้คนที่อยู่ร่วมกันและชีวิตในบ้านที่พวกเขาแบ่งปัน ไม่ได้หมายถึงตัวอาคารเท่านั้น grown up เป็นรูป past participle ของ grow up เมื่ออยู่หลัง have จะเชื่อมประสบการณ์ในวัยเด็กกับผลที่เห็นในปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่ถูกต้องซึ่งประกอบจาก grew up, in, a และ bilingual household: Mia ____, so she spoke Korean with her grandmother and English at school.
ดูคำตอบ
grew up in a bilingual household
ไวต่อสิ่งหนึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่สอดคล้องกัน
รูปแบบ more sensitive to + กลุ่มคำนาม บอกว่าคนหรือกลุ่มหนึ่งสังเกตบางสิ่งได้ดีกว่า หรือตอบสนองต่อสิ่งนั้นแรงกว่า ในประโยคนี้ subtle language differences คือสิ่งที่ถูกสังเกต และ sensitive ไม่ได้หมายถึงเจ็บปวดทางอารมณ์ง่าย compared to + กลุ่มเปรียบเทียบ ระบุกลุ่มที่ใช้เป็นเกณฑ์ their monolingual counterparts หมายถึงคนที่เปรียบเทียบกันได้และใช้หรือเติบโตมากับภาษาเดียว เมื่อนำสองส่วนมารวมกัน ประโยคจะบอกทั้งลักษณะที่เปรียบเทียบ สิ่งที่ลักษณะนั้นมุ่งไปหา และกลุ่มอ้างอิง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าผู้อ่านสองภาษาสังเกตอะไรได้ชัดกว่า และถูกเปรียบเทียบกับกลุ่มใด
- Bilingual readers are more sensitive to small sound differences compared to monolingual readers.
- Bilingual readers are more sensitive to monolingual readers compared to small sound differences.
- Bilingual readers are more sensitive about small sound differences compared to monolingual readers.
ดูคำตอบ
Bilingual readers are more sensitive to small sound differences compared to monolingual readers.
which are areas linked to focus and problem-solving abilities. วลี
3:06ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อมโยงกับสมาธิและความสามารถในการแก้ปัญหา
Brain scans have shown that: กล่าวถึงหลักฐานก่อน
Brain scans have shown that วางแหล่งที่มาของหลักฐานไว้ก่อน แล้วใช้ that เพื่อนำเข้าสู่ผลการศึกษา ในที่นี้ shown หมายถึง “ให้หลักฐานที่บ่งชี้ว่า” ไม่ใช่ “แสดงรูปภาพ” โครงสร้างนี้จัดข้อมูลตามลำดับ หลักฐาน → ข้อสรุป โดยนำเสนออนุประโยคถัดไปว่าเป็นข้อสังเกตที่มีภาพสแกนสนับสนุน ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พูด แต่ตัวโครงสร้างเองไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล
linked to focus and problem-solving abilities: แสดงความสัมพันธ์
Linked to หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เชื่อมโยงกับ” ใน linked to focus and problem-solving abilities วลีนี้ขยาย areas และบอกว่าบริเวณเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับความสามารถด้านใด ในทางไวยากรณ์ linked เป็นคำกริยาช่องที่สามในอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ โดย areas linked to ... มีความหมายเท่ากับ areas that are linked to ... ถ้อยคำนี้ระบุความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้หมายถึงสาเหตุโดยตรงหรือความรับผิดชอบเพียงอย่างเดียวโดยอัตโนมัติ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวเพียงว่ามีความสัมพันธ์กัน?
- Better sleep is caused by regular exercise.
- Regular exercise is linked to better sleep.
- Regular exercise is responsible for better sleep.
ดูคำตอบ
Regular exercise is linked to better sleep.
But have you ever wondered why so many people hate the sound of their own voice? ไวยากรณ์
3:09แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนมากมายถึงเกลียดเสียงของตัวเอง
ใช้ Have you ever wondered why...? เปิดหัวข้อด้วยคำถามซ้อน
Have you ever wondered why...? ใช้ถามว่าจนถึงตอนนี้ผู้ฟังเคยคิดถึงเหตุผลของเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่ Have you ever wondered ใช้ present perfect และเป็นวิธีเปิดหัวข้อทั่วไปให้น่าสนใจ คำถามนี้อาจเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบทันที อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย why เป็นคำถามทางอ้อมที่ซ้อนอยู่ในคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ คำถามที่ซ้อนอยู่ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ดังนั้น why so many people hate... จึงถูกต้อง และไม่เติมกริยาช่วย do หลัง why
แบบฝึกหัด
เติมคำถามเปิดหัวข้อด้วยวลีที่ตรงกับบทเรียน: ____ some dreams are easier to remember than others?
ดูคำตอบ
Have you ever wondered why
break down the science: อธิบายหัวข้อซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
ในที่นี้ break down เป็นกริยาวลีแบบมีกรรม หมายถึงการวิเคราะห์เรื่องที่ซับซ้อนและอธิบายโดยแบ่งเป็นส่วนย่อยที่เข้าใจง่ายขึ้น กรรม the science บอกว่าสิ่งที่กำลังอธิบายคือหลักวิทยาศาสตร์ ประโยคนี้สัญญาว่าจะอธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจน ไม่ได้หมายถึงการทำลายวิทยาศาสตร์ เครื่องจักรหยุดทำงาน หรือใครบางคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคนี้: The presenter breaks down the report for a general audience. breaks down หมายความว่าอะไร?
- ทำให้มันหยุดทำงาน
- วิเคราะห์และอธิบายเป็นส่วนที่ง่ายขึ้น
- ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
ดูคำตอบ
วิเคราะห์และอธิบายเป็นส่วนที่ง่ายขึ้น
challenge some people to come: challenge + คน + to-infinitive
โครงสร้าง challenge + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการมอบงานที่ยากให้ใครบางคนหรือกระตุ้นให้เขาทดสอบความสามารถของตน some people เป็นกรรมของ challenge และ to come เป็นจุดเริ่มต้นของรูป infinitive ที่บอกการกระทำ ในประโยคเต็ม การกระทำนั้นคือ come to terms with their own voice ในที่นี้ challenge ไม่ได้หมายถึงการตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายซื่อสัตย์หรือถูกต้องหรือไม่ โครงสร้าง คน + to-infinitive ระบุงานที่มอบให้อีกฝ่ายทำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ challenge + the team + to try: The coach wanted to ____ one more difficult move.
ดูคำตอบ
challenge the team to try
come to terms with: ค่อย ๆ ยอมรับความจริงที่ยาก
come to terms with something เป็นสำนวนที่หมายถึงการค่อย ๆ ยอมรับความจริงที่ไม่น่าพอใจ น่าประหลาดใจ หรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก ความหมายมากกว่าการเข้าใจด้วยเหตุผล เพราะสื่อถึงกระบวนการปรับตัวทางอารมณ์ ความจริงในที่นี้คือเสียงของคนเหล่านั้นฟังเป็นอย่างไรเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงของตัวเอง สำนวนนี้สื่อถึงการเรียนรู้ที่จะยอมรับเสียงนั้น แม้ตอนแรกจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินก็ตาม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึงการค่อย ๆ ยอมรับความจริงที่ยาก: After feeling upset for weeks, Leo began to ____ moving to a new school.
ดูคำตอบ
come to terms with
And subscribe for more weekly science videos.
3:20และกดติดตามเพื่อชมวิดีโอวิทยาศาสตร์ใหม่ทุกสัปดาห์