Grey ตอบคำถามที่พบบ่อยที่สุดของคุณ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

CGP Grey

ความยากในการเรียน
1,282 คำ 239 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: ช่วงถามตอบเร็วนี้พูดถึงการศึกษา การทำวิดีโอ การเมือง การวิจัย และความคิดสร้างสรรค์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “who knew after I promised to do a Q&A that the pope would resign.” — วัจนปฏิบัติศาสตร์: เข้าใจคำถามเชิงวาทศิลป์ที่แสดงความประหลาดใจอย่างขำขัน และ “would” จากมุมมองอดีต 2. “die a little inside” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการกล่าวเกินจริงถึงความผิดหวังมาก ไม่ใช่การตายจริง 3. “The more you write, the more things you want to write about, and the more you program, the more programming ideas you have.” — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้การเปรียบเทียบสัมพันธ์เมื่อกิจกรรมหนึ่งเพิ่มแล้วอีกผลลัพธ์เพิ่มตาม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hello Internet.

0:00

สวัสดีอินเทอร์เน็ต

Well, here we are.

0:01

เอาล่ะ เรามาถึงจุดนี้แล้ว

500,000 subscribers.

0:02

ผู้ติดตาม 500,000 คน

Well, actually, by the time I finish this video, ไวยากรณ์

0:03

อันที่จริง กว่าที่ผมจะทำวิดีโอนี้เสร็จ

it's a bit more than that,

0:06

ตัวเลขก็คงเพิ่มขึ้นไปอีกนิดหน่อย

ไวยากรณ์

by the time I finish this video: อนุประโยคบอกเส้นตายในอนาคต

by the time + อนุประโยค ใช้กำหนดจุดอ้างอิงหรือเส้นตายในอนาคต ประโยคหลักบอกว่าเมื่อถึงจุดนั้น อะไรเป็นจริงหรือเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่นี้หมายความว่าเมื่อวิดีโอเสร็จ ตัวเลขจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย แม้จะพูดถึงอนาคต อนุประโยคบอกเวลาหลัง by the time ก็มักใช้ simple present คือ I finish ไม่ใช่ I will finish ส่วนประโยคหลักอาจใช้รูปอนาคต รูป perfect หรือรูปปัจจุบันในภาษาพูดเมื่อบริบททำให้เวลาเห็นชัดอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนมาตรฐานสามคำที่ใช้บอกเส้นตาย: ____ I finish the report, the office will already be closed.

ดูคำตอบ

By the time

but who knew after I promised to do a Q&A that the pope would resign. น้ำเสียง/เจตนา

0:07

แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลังจากผมสัญญาว่าจะทำ Q&A พระสันตะปาปาจะลาออก

น้ำเสียง/เจตนา

Who knew ...?: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่แสดงความประหลาดใจ

Who knew ...? ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ถามหาชื่อของคนที่รู้เรื่องนี้ แต่ต้องการสื่อว่าเหตุการณ์นั้นเกินความคาดหมาย พร้อมแสดงความประหลาดใจและความรู้สึกติดขัดหรือหงุดหงิดเล็กน้อย ในโครงสร้าง Who knew ... that X would happen? คำว่า would นำเสนอ X ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อมองจากจุดหนึ่งในอดีต ตรงนี้จึงหมายถึงอนาคตจากมุมมองในอดีต ไม่ได้หมายถึงความเต็มใจ

แบบฝึกหัด

ใน “Who knew that this little café would become so popular?” ผู้พูดกำลังถามจริง ๆ ว่าบุคคลใดมีข้อมูลนี้อยู่ ข้อความนี้จริงหรือเท็จ?

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

Anyway, when I uploaded my first explanation video

0:10

ยังไงก็ตาม ตอนที่ผมอัปโหลดวิดีโออธิบายตัวแรก

just over 2 years ago now,

0:12

เมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่แล้ว

I would never have expected this. ไวยากรณ์

0:14

ผมไม่เคยคาดคิดถึงสิ่งนี้เลย

ไวยากรณ์

I would never have expected this: ความประหลาดใจเมื่อมองย้อนกลับไป

Would never have expected ใช้โครงสร้าง would + have + กริยาช่องสาม expected เพื่อมองย้อนจากปัจจุบันไปยังความคาดหมายในอดีต หมายความว่าในตอนนั้นผู้พูดคิดว่าผลลัพธ์นี้แทบเป็นไปไม่ได้ จนไม่สามารถจินตนาการได้ว่าจะเกิดขึ้น รูป perfect have expected วางความคาดหมายนั้นไว้ก่อนผลลัพธ์ที่ตอนนี้ทราบแล้ว ในที่นี้ this หมายถึงความสำเร็จของช่องในเวลาต่อมา ดังนั้นประโยคนี้จึงแสดงความประหลาดใจอย่างมากเมื่อมองย้อนกลับไป ไม่ใช่การคาดการณ์อนาคต

แบบฝึกหัด

โครงการชุมชนเพิ่งได้รับรางวัลระดับประเทศ ซึ่งเกินกว่าที่คุณจินตนาการไว้ตอนเริ่มต้นมาก ประโยคใดแสดงความประหลาดใจอย่างมากขณะมองย้อนกลับไปยังความคาดหมายเดิมได้ดีที่สุด

  1. I never expect this to happen next year.
  2. I would never have expected this.
  3. I would never expect this in ordinary circumstances.
ดูคำตอบ

I would never have expected this.

More than half a million subscribers

0:15

ผู้ติดตามมากกว่าครึ่งล้านคน

and 16 videos with more than a million views.

0:17

กับอีก 16 วิดีโอที่มียอดวิวทะลุล้าน

Who knew rapidly spoken educational videos

0:20

ใครจะไปรู้ว่าวิดีโอให้ความรู้แบบพูดรัวๆ

could be so popular?

0:22

จะได้รับความนิยมขนาดนี้?

Thank you, Internet.

0:23

ขอบคุณนะ อินเทอร์เน็ต

Now, as promised, though slightly behind schedule, วลี

0:24

ทีนี้ ตามที่สัญญาไว้ แม้ว่าจะช้ากว่ากำหนดไปบ้าง

วลี

behind schedule: ช้ากว่าแผน

Behind schedule หมายถึงช้ากว่าตารางเวลาที่วางไว้ หรือมีความคืบหน้าน้อยกว่าที่คาด โดยปกติใช้บอกความคืบหน้าของกิจกรรม โครงการ บริการ หรือการเดินทาง ไม่ใช่เพียงการมาถึงสายครั้งเดียว Slightly บอกระดับของความล่าช้า: slightly behind schedule หมายถึงช้ากว่าแผนเพียงเล็กน้อย หากล่าช้ามากขึ้นหรือระบุช่วงเวลา สามารถพูดว่า well behind schedule หรือ three weeks behind schedule ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่ลงท้ายด้วย schedule และหมายถึงความคืบหน้าช้ากว่าแผน: The repairs were meant to finish on Monday, but they are still continuing, so they are ____.

ดูคำตอบ

behind schedule

it's time to answer some of your questions.

0:26

ก็ได้เวลาตอบคำถามบางส่วนของพวกคุณแล้ว

What's your educational background?

0:28

ประวัติการศึกษาของคุณคืออะไร?

I went to school in New York,

0:29

ผมเรียนที่นิวยอร์ก

where I earned two college degrees,

0:30

ที่นั่นผมได้ปริญญามาสองใบ

one in physics,

0:32

ใบแรกคือฟิสิกส์

and one in sociology.

0:32

และอีกใบคือสังคมวิทยา

After that,

0:33

หลังจากนั้น

I moved to London

0:34

ผมย้ายไปลอนดอน

and earned a PGCE in science education วัฒนธรรม

0:34

แล้วก็ได้ใบรับรองวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษา (PGCE)

and became qualified as a physics teacher in England. วลี

0:36

และได้คุณสมบัติเป็นครูสอนฟิสิกส์ในอังกฤษ

วัฒนธรรม

PGCE ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์

PGCE ย่อมาจาก Postgraduate Certificate in Education เป็นคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมครูในสหราชอาณาจักร ในประโยคนี้ in science education ระบุสาขาของการฝึกอบรมว่าเป็นการเรียนรู้วิธีสอนวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดได้รับปริญญาตรีหรือปริญญาโทสาขาฟิสิกส์ PGCE เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ต่อมาทำให้ผู้พูดมีคุณสมบัติเป็นครูฟิสิกส์

แบบฝึกหัด

a PGCE in science education ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์
  2. ใบรับรองภาษาอังกฤษทั่วไป
  3. คุณวุฒิการฝึกอบรมครูระดับหลังปริญญาของสหราชอาณาจักรที่เน้นการสอนวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ

คุณวุฒิการฝึกอบรมครูระดับหลังปริญญาของสหราชอาณาจักรที่เน้นการสอนวิทยาศาสตร์

วลี

มีคุณสมบัติเป็นครูฟิสิกส์

ในโครงสร้าง become qualified as + อาชีพ คำว่า become แสดงการเปลี่ยนสถานะ qualified หมายถึงได้รับการฝึกอบรมหรือคุณวุฒิอย่างเป็นทางการที่จำเป็นแล้ว และ as ใช้นำหน้าบทบาททางวิชาชีพ โครงสร้างนี้เฉพาะเจาะจงกว่า became a physics teacher เพราะเน้นการได้รับคุณสมบัติอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่เริ่มทำงาน สามารถใช้กับอาชีพอื่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือต้องมีใบรับรองได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความอย่างชัดเจนว่า Lina ได้รับคุณวุฒิอย่างเป็นทางการสำหรับการทำงานในวิชาชีพหนึ่ง

  1. After completing the required training, Lina became qualified as a pharmacist.
  2. After completing the required training, Lina became interested in pharmacy.
  3. After completing the required training, Lina became qualified for a pharmacy interview.
ดูคำตอบ

After completing the required training, Lina became qualified as a pharmacist.

How long does it take to create a video?

0:39

ใช้เวลาสร้างหนึ่งวิดีโอนานแค่ไหน?

I've tracked my time to get an accurate answer,

0:40

ผมเคยจับเวลาของตัวเองเพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำ

and every minute of final video you see ไวยากรณ์

0:42

และวิดีโอตัวเต็มทุกๆ 1 นาทีที่คุณเห็น

takes me between 10 and 20 hours

0:44

ผมใช้เวลาตั้งแต่ 10 ถึง 20 ชั่วโมง

of writing and animating to make.

0:46

ในการเขียนบทและทำแอนิเมชัน

ไวยากรณ์

โครงสร้าง «Every minute ... takes me ... hours to make»

ในโครงสร้าง สิ่งของหรืองาน + take + คน + ระยะเวลา + to + คำกริยา สิ่งของหรืองานเป็นประธาน คนจะอยู่หลัง take แล้วจึงตามด้วยระยะเวลา โครงสร้างนี้บอกว่าคนนั้นต้องใช้เวลานานเท่าใดเพื่อทำการกระทำนั้นให้เสร็จ ในประโยคนี้ every minute of final video เป็นประธาน ส่วน takes me between 10 and 20 hours หมายถึงฉันต้องใช้เวลานานเท่านั้น และ to make ระบุการกระทำที่ต้องทำเพื่อสร้างวิดีโอฉบับสมบูรณ์แต่ละนาที เนื่องจาก every ขยายคำนามเอกพจน์ minute จึงต้องเปลี่ยน take เป็น takes

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง take เพื่อบอกว่า Maya ต้องใช้เวลาสามวัน: This detailed model ____ build.

ดูคำตอบ

took Maya three days to

So, a typical 5-minute video

0:48

ดังนั้น วิดีโอความยาว 5 นาทีทั่วไป

represents 50 to 100 hours of work.

0:49

จึงเท่ากับชั่วโมงการทำงานถึง 50 ถึง 100 ชั่วโมง

While that's a lot,

0:52

ถึงมันจะฟังดูเยอะ

it doesn't include the research phase,

0:52

แต่นั่นยังไม่รวมขั้นตอนการค้นคว้าข้อมูล

which is difficult to quantify. วลี

0:54

ซึ่งยากที่จะประเมินเป็นตัวเลข

วลี

Difficult to quantify: ยากที่จะวัดเป็นตัวเลข

Quantify หมายถึงการแสดงปริมาณ ขนาด ผลกระทบ หรือต้นทุนของสิ่งหนึ่งด้วยตัวเลข ดังนั้น difficult to quantify จึงหมายถึงการวัดเป็นตัวเลขอย่างน่าเชื่อถือทำได้ยาก ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นเข้าใจยาก โครงสร้าง คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา ใช้ประเมินว่าการกระทำบางอย่างกับประธานนั้นง่ายหรือยากเพียงใด The research phase is difficult to quantify หมายถึงขั้นตอนการวิจัยนั้นวัดเป็นตัวเลขได้ยาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าผลกระทบทางการเงินไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้อย่างน่าเชื่อถือ?

  1. The long-term financial effect is difficult to quantify.
  2. The long-term financial effect is difficult to understand.
  3. The long-term financial effect is difficult to describe.
ดูคำตอบ

The long-term financial effect is difficult to quantify.

Some of the videos I've made

0:56

วิดีโอบางตัวที่ผมทำ

I've been collecting notes

0:57

ผมใช้เวลาเก็บรวบรวมข้อมูล

on for more than a year before starting.

0:57

อยู่นานเป็นปีก่อนที่จะเริ่มทำด้วยซ้ำ

What was your favorite video to make?

1:00

วิดีโอไหนที่คุณชอบทำมากที่สุด?

The 2012 video was the most fun by far, วลี

1:01

วิดีโอเกี่ยวกับปี 2012 สนุกที่สุดแล้วแบบทิ้งห่างเลย

วลี

การใช้ by far กับคำขั้นสูงสุด

by far ใช้เน้นคำขั้นสูงสุด the most fun ประโยคนี้หมายความว่าวิดีโอปี 2012 ไม่ได้สนุกกว่าเพียงเล็กน้อย แต่โดดเด่นกว่าวิดีโออื่นทั้งหมดอย่างชัดเจน far ในที่นี้บอกขนาดของความแตกต่าง ไม่ได้หมายถึงระยะทาง เมื่อใช้กับคำขั้นสูงสุด by far วางไว้หน้าหรือหลังวลีขั้นสูงสุดได้ เช่น by far the best และ the best by far

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่แสดงว่าตัวเลือกหนึ่งนำหน้าตัวเลือกอื่นทั้งหมดอย่างชัดเจน: Of all the routes, this one is ____ the safest.

ดูคำตอบ

by far

mainly because I didn't have to do a lot of complicated research,

1:03

หลักๆ เพราะผมไม่ต้องค้นคว้าอะไรซับซ้อนเยอะ

and I got to complain about things วลี

1:06

และผมได้บ่นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ

that I don't like.

1:07

ที่ผมไม่ชอบ

วลี

got to complain about ในความหมายว่าได้รับโอกาส

got to complain about หมายถึงมีโอกาสได้บ่นเกี่ยวกับบางสิ่ง ผู้พูดนำเสนอการบ่นว่าเป็นสิ่งที่ได้รับอนุญาตหรือสามารถทำได้ และในบริบทนี้ผู้พูดชอบที่ได้โอกาสนั้น got เป็นรูปอดีตของ get ในโครงสร้าง get to + คำกริยารูปพื้นฐาน ส่วน complain about ใช้นำเข้าสิ่งที่ทำให้ไม่พอใจ ตรงนี้ไม่ใช่ความหมายด้านหน้าที่หรือความจำเป็นของ have got to

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าผู้พูดได้รับโอกาสที่น่ายินดี ไม่ใช่มีหน้าที่ต้องทำ?

  1. I have got to present my idea to the whole team.
  2. I had to present my idea to the whole team.
  3. I got to present my idea to the whole team.
ดูคำตอบ

I got to present my idea to the whole team.

What change would you make to the education system?

1:08

คุณอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับระบบการศึกษา?

Instead of grouping kids by age, ไวยากรณ์

1:10

แทนที่จะจับกลุ่มเด็กๆ ตามอายุ

I'd try grouping them by ability instead.

1:11

ผมจะลองจัดกลุ่มพวกเขาตามความสามารถแทน

ไวยากรณ์

ใช้ Instead of + -ing ... I'd try + -ing เพื่อเสนอทางเลือก

Instead of + -ing ระบุการกระทำที่จะถูกแทนที่ ซึ่งในที่นี้คือการแบ่งกลุ่มเด็กตามอายุ ส่วน I'd try + -ing เสนอทางเลือกใหม่ คือการแบ่งกลุ่มตามความสามารถ I'd เป็นรูปย่อของ I would จึงทำให้ข้อเสนอฟังดูไม่ยืนยันแข็งกร้าวเหมือนคำสั่ง instead ที่ท้ายประโยคย้อนกลับไปเน้นตัวเลือกแรกในภาษาพูด แม้ตัด instead ตัวสุดท้ายออก ความหมายของประโยคก็ยังชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย Instead of + -ing และ I'd try + -ing: ____ sorting the books by color, ____ sorting them by topic.

ดูคำตอบ

Instead of · I'd try

The idea that just because a kid is 14 years old, ไวยากรณ์

1:13

ความคิดที่ว่าเพียงเพราะเด็กอายุ 14 ปี

they're ready for trigonometry is weird.

1:16

พวกเขาจึงพร้อมเรียนตรีโกณมิติแล้ว มันแปลกดี

ไวยากรณ์

ประเมินความเชื่อด้วย The idea that just because ... is weird

The idea that ... is weird ทำให้ความเชื่อทั้งความเชื่อเป็นสิ่งที่ถูกประเมิน อนุประโยคยาวที่ขึ้นต้นด้วย that ทำหน้าที่เป็นประธาน และ is weird แสดงการประเมินของผู้พูด ภายในอนุประโยคนั้น just because นำเสนอข้อเท็จจริงเพียงข้อเดียวที่ถูกมองว่าเป็นหลักฐานเพียงพอ ผู้พูดไม่ยอมรับการสรุปข้ามจากการมีอายุ 14 ปีไปเป็นการพร้อมเรียนตรีโกณมิติ คำว่า just เน้นว่าอายุเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันความพร้อม

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังวิจารณ์อะไร?

  1. ความเชื่อว่าการมีอายุ 14 ปีเพียงอย่างเดียวพิสูจน์ได้ว่าเด็กพร้อมเรียนตรีโกณมิติ
  2. การใช้ตรีโกณมิติในทุกโรงเรียน
  3. ข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กอายุ 14 ปีบางคนเรียนตรีโกณมิติ
ดูคำตอบ

ความเชื่อว่าการมีอายุ 14 ปีเพียงอย่างเดียวพิสูจน์ได้ว่าเด็กพร้อมเรียนตรีโกณมิติ

No other part of human society

1:18

ไม่มีส่วนอื่นๆ ในสังคมมนุษย์

organizes itself this way,

1:19

ที่จัดระบบกันแบบนี้หรอก

and for good reason. วลี

1:20

และมันก็มีเหตุผลที่ดีด้วย

วลี

for good reason: บอกว่าข้อความหนึ่งมีเหตุผลรองรับ

for good reason หมายความว่าสิ่งที่เพิ่งกล่าวไปมีเหตุผลที่หนักแน่นและสมเหตุสมผลรองรับ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวช่วยเน้นข้อความก่อนหน้า กล่าวคือ การที่ส่วนอื่นของสังคมไม่จัดระบบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับ วลีนี้ใช้แสดงความเห็นต่อข้อความที่เพิ่งกล่าวไปว่ามีความสมเหตุสมผล และยังอาจเป็นสัญญาณว่าจะมีคำอธิบายหรือหลักฐานสนับสนุนตามมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “เพราะมีเหตุผลที่หนักแน่น”: The lab requires safety glasses, and ____.

ดูคำตอบ

for good reason

It artificially slows down กริยาวลี

1:21

เพราะมันเป็นการจงใจดึงรั้ง

the best and the brightest. วลี

1:23

คนที่เก่งและฉลาดที่สุดให้ช้าลง

กริยาวลี

slows down: ทำให้ความก้าวหน้าช้าลง

slow down หมายถึงทำให้คนหรือสิ่งหนึ่งเคลื่อนที่ ทำงาน หรือก้าวหน้าช้าลง ในที่นี้ slows down เป็นกริยาที่มีกรรม โดย It ระบุสาเหตุ ส่วนวลี the best and the brightest ระบุคนที่ความก้าวหน้าในการเรียนถูกจำกัด กริยาวลีนี้แยกคำได้ หากกรรมเป็นคำนาม สามารถใช้ได้ทั้ง slow down the project และ slow the project down หากกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างกริยากับ down เช่น slow it down หรือ slow them down

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ slow down และคำสรรพนาม us ตามลำดับคำที่เป็นธรรมชาติ: Too many meetings can ____ when we are trying to finish the project.

ดูคำตอบ

slow us down

วลี

the best and the brightest ในฐานะคำเรียกคนทั้งกลุ่ม

โครงสร้าง the + คำคุณศัพท์ สามารถใช้เรียกคนทั้งกลุ่มได้ ใน the best and the brightest คำว่า best และ brightest ทำหน้าที่คล้ายคำนามพหูพจน์และเชื่อมกันเพื่อกล่าวถึงคนกลุ่มเดียว คือคนที่มีความสามารถและพรสวรรค์มากที่สุด ในประโยคนี้ คำเรียกดังกล่าวหมายถึงผู้เรียนที่ก้าวหน้าได้เร็วกว่า การวางคำขั้นสูงสุดสองคำคู่กันทำให้คำบรรยายมีน้ำหนักและมีลีลาทางวาทศิลป์ คำว่า brightest หมายถึงฉลาดหลักแหลม ไม่ได้หมายถึงเปล่งแสงสว่างที่สุดตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The academy recruits the best and the brightest,” สำนวนนี้หมายถึงใคร?

  1. คนที่มีความสามารถและพรสวรรค์มากที่สุด
  2. สิ่งของที่ดีที่สุดใต้แสงไฟที่สว่างที่สุด
  3. คนที่ทั้งใจดีและร่าเริง
ดูคำตอบ

คนที่มีความสามารถและพรสวรรค์มากที่สุด

What do you think should be in the curriculum,

1:24

คุณคิดว่าควรมีอะไรอยู่ในหลักสูตร

but isn't?

1:25

แต่กลับไม่มี?

Computer programming.

1:26

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

I was kind of shocked and horrified น้ำเสียง/เจตนา

1:27

ผมรู้สึกช็อกและสยดสยองนิดหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

kind of ในฐานะคำลดน้ำหนักแบบไม่เป็นทางการ

ในภาษาอังกฤษแบบสนทนา kind of สามารถวางไว้หน้าคำคุณศัพท์หรือกลุ่มคำคุณศัพท์เพื่อทำให้ความหมายอ่อนลงได้ ในที่นี้ทำให้ shocked and horrified ฟังไม่เด็ดขาดจนเกินไป โดยมีความหมายประมาณว่า “ค่อนข้าง” หรือ “ในแง่หนึ่ง” คำที่ใช้ลดน้ำหนักนี้ไม่ได้ลบล้างปฏิกิริยา ผู้พูดยังคงแสดงความรู้สึกเชิงลบที่รุนแรง แต่เว้นพื้นที่ไว้เล็กน้อยและหลีกเลี่ยงการพูดแบบฟันธงหรือดูเกินจริงมากเกินไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ kind of เป็นคำลดน้ำหนักแบบไม่เป็นทางการหน้าคำคุณศัพท์?

  1. This is a kind of tropical fruit.
  2. That is the kind of answer we need.
  3. I was kind of nervous before the interview.
ดูคำตอบ

I was kind of nervous before the interview.

when I started teaching in the UK

1:28

ตอนที่เริ่มสอนในสหราชอาณาจักร

to discover

1:29

แล้วค้นพบว่า

that there were no real computer programming lessons.

1:30

ไม่มีบทเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จริงๆ จังๆ เลย

Of course,

1:32

แน่นอนล่ะว่า

there's only so many classes in a day, ไวยากรณ์

1:32

คาบเรียนในแต่ละวันมันมีจำกัด

ไวยากรณ์

only so many + คำนามนับได้พหูพจน์

ในโครงสร้าง only so many + คำนามนับได้พหูพจน์ คำว่า only ใช้กำหนดขีดจำกัดสูงสุด จำนวนคาบเรียนที่จัดได้ในหนึ่งวันมีจำกัด และ so many ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “มากจนน่าประหลาดใจ” การใช้ there's หน้าคำนามพหูพจน์พบได้บ่อยในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ แม้ว่าไวยากรณ์มาตรฐานแบบระมัดระวังจะใช้ there are ประโยคนี้วางเหตุผลไว้ที่ข้อจำกัดด้านความจุ: การเพิ่มหนึ่งวิชาอาจหมายถึงต้องตัดอีกวิชาหนึ่งออก

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนจากบทเรียนที่แสดงขีดจำกัดสูงสุดแบบตายตัวเพื่อเติมประโยค: There are ____ seats available in this small room.

ดูคำตอบ

only so many

and everybody wants their pet subject taught in school, การใช้คำ

1:34

และทุกคนก็อยากให้โรงเรียนสอนวิชาโปรดของตัวเอง

การใช้คำ

pet subject: หัวข้อที่เจ้าตัวชอบและผลักดันเป็นพิเศษ

pet ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์ ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงสัตว์เลี้ยง pet subject คือหัวข้อหรือวิชาเรียนที่คนคนหนึ่งชอบเป็นพิเศษและมักผลักดันซ้ำ ๆ เมื่อเทียบกับ favorite subject ซึ่งเป็นกลาง pet subject อาจสื่อถึงความยึดติดหรือวาระส่วนตัว ในประโยคนี้ คำนี้แซวเล็กน้อยว่าทุกคนอยากใช้เวลาเรียนที่มีจำกัดกับสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญ

แบบฝึกหัด

วลีใดสื่อได้ดีที่สุดว่า Maya ผลักดันหัวข้อนี้ซ้ำ ๆ เพราะเป็นเรื่องสำคัญพิเศษของเธอเอง? “Recycling policy is Maya's ___; she brings it up at every meeting.”

  1. difficult subject
  2. pet subject
  3. favorite subject
ดูคำตอบ

pet subject

so the equally important question

1:36

ดังนั้นคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน

is what to get rid of

1:37

ก็คือจะตัดอะไรออกไป

to make room for computer programming. วลี

1:39

เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

วลี

make room for: สร้างพื้นที่ด้วยการเลือกตัดบางอย่าง

ในประโยคนี้ make room for computer programming หมายถึงการสร้างที่ว่างในหลักสูตรที่มีพื้นที่จำกัดด้วยการตัดหรือลดสิ่งอื่นลง room ในที่นี้หมายถึงความจุของตารางเรียน ไม่ใช่พื้นที่ทางกายภาพ ใช้ make room for + คำนามหรือรูป -ing เมื่อสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งต้องใช้เวลา พื้นที่ เงิน หรือความสนใจที่กำลังถูกใช้กับสิ่งอื่นอยู่ ต่างจากการพูดเพียง add เพราะวลีนี้เน้นว่าต้องมีการเลือกหรือลดบางอย่างก่อนจึงจะใส่สิ่งใหม่ได้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงความหมายของ make room for ในตารางเวลาที่มีพื้นที่จำกัดได้ดีที่สุด

  1. ลดเวลาของหัวข้อประชุมสองหัวข้อเพื่อให้ใส่ช่วงใหม่ได้
  2. ยกเลิกตารางทั้งหมดและไม่มีอะไรมาแทนที่
  3. เพิ่มช่วงใหม่เพราะปฏิทินมีเวลาว่างอยู่มากแล้ว
ดูคำตอบ

ลดเวลาของหัวข้อประชุมสองหัวข้อเพื่อให้ใส่ช่วงใหม่ได้

And without the slightest hesitation, วลี

1:40

และโดยที่ไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

I ditch the foreign language classes.

1:42

ผมจะเทวิชาภาษาต่างประเทศทิ้ง

วลี

without the slightest hesitation: ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

Without the slightest hesitation หมายถึง “โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย” ในโครงสร้างปฏิเสธ without the slightest + คำนามนามธรรม คำว่า the slightest หมายถึง “แม้แต่ปริมาณที่น้อยที่สุด” ดังนั้นประโยคจึงหมายความว่าไม่มีความลังเลอยู่เลย ในที่นี้วลีดังกล่าวนำเสนอว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นทันทีและมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ ถ้อยคำที่หนักแน่นกว่านี้ยังทำให้การเลือกของผู้พูดฟังดูแข็งกร้าวและอาจมีลักษณะท้าทาย ไม่ใช่แค่รวดเร็วเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเน้นความหมายภาษาอังกฤษสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย”: When the child called for help, Maya stepped in ____.

ดูคำตอบ

without the slightest hesitation

After all,

1:43

ยังไงเสีย

computer programming

1:44

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

is getting us closer and closer ไวยากรณ์

1:45

ก็ทำให้เราเข้าใกล้

to a universal translator anyway.

1:46

การมีเครื่องแปลภาษาครอบจักรวาลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี

ไวยากรณ์

การใช้ closer and closer เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย

Closer and closer เป็นการใช้คำเปรียบเทียบขั้นกว่า closer ซ้ำเพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อไป กล่าวคือระยะห่างจากเป้าหมายลดลงเรื่อย ๆ ตามเวลา ในประโยคนี้ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกนำเสนอว่ากำลังทำให้เครื่องแปลภาษาสากลดูใกล้ความจริงหรือเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โครงสร้าง “คำเปรียบเทียบขั้นกว่า + and + คำเปรียบเทียบขั้นกว่าเดิม” หมายถึง “ยิ่ง...ขึ้นเรื่อย ๆ” เช่น better and better และ faster and faster โครงสร้างนี้บอกขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เดียว ไม่ใช่การเปรียบเทียบสองชุดแยกกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบขั้นกว่าที่ใช้ซ้ำและแสดงว่าระยะห่างลดลงทีละน้อย: “As the boat approached the dock, it came ____.”

ดูคำตอบ

closer and closer

What do you do when you receive pennies?

1:48

คุณทำยังไงเวลาได้รับเศษเหรียญเพนนี?

I die a little inside สำนวน

1:49

ใจผมห่อเหี่ยวนิดๆ

สำนวน

สำนวน die a little inside

Die a little inside เป็นคำพูดเกินจริงแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงบางสิ่งทำให้ผู้พูดรู้สึกผิดหวังมาก อับอาย หรือเจ็บปวดทางใจชั่วขณะ ไม่ได้หมายถึงการบาดเจ็บทางร่างกายหรือการเสียชีวิตจริง วลีนี้มักเปลี่ยนปฏิกิริยาเชิงลบให้เป็นมุกตลกร้าย ในประโยคนี้ ผู้พูดกล่าวอย่างเกินจริงว่าสถานการณ์นั้นเหมือนพรากความหวังหรือกำลังใจส่วนเล็ก ๆ ไป

แบบฝึกหัด

การใช้ I die a little inside แบบใดเป็นธรรมชาติและเหมาะสม?

  1. รายงานการบาดเจ็บทางร่างกายต่อแพทย์ตามตัวอักษร: “I die a little inside when that happens.”
  2. พูดเล่นหลังจากเพื่อนเปิดเผยตอนจบของรายการ: “I die a little inside when that happens.”
  3. พูดกับครอบครัวผู้สูญเสียในงานศพ: “I die a little inside when that happens.”
ดูคำตอบ

พูดเล่นหลังจากเพื่อนเปิดเผยตอนจบของรายการ: “I die a little inside when that happens.”

thinking about how political systems

1:51

เมื่อคิดถึงเรื่องที่ระบบการเมือง

can distribute tiny costs

1:52

สามารถกระจายต้นทุนเล็กๆ น้อยๆ

across a large number of people

1:53

ไปสู่คนจำนวนมหาศาล

to the benefit of a few.

1:54

เพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียวได้อย่างไร

What's your favorite element?

1:56

ธาตุโปรดของคุณคืออะไร?

I don't have a favorite,

1:57

ผมไม่มีอันที่โปรดปรานนะ

but I'm irrationally fond of tungsten, วลี

1:58

แต่ผมชอบทังสเตนแบบไม่มีเหตุผล

วลี

irrationally fond of: ความชอบที่แฝงการล้อเลียนตัวเอง

Be fond of หมายถึงชอบใครหรือสิ่งใดด้วยความรู้สึกอบอุ่น ในที่นี้ irrationally fond of หมายความว่าผู้พูดรู้สึกผูกพันกับทังสเตนเป็นพิเศษ แม้ความชอบนั้นจะไม่ได้มีเหตุผลรองรับอย่างสมบูรณ์ Irrationally เพิ่มน้ำเสียงล้อเลียนตัวเองเบา ๆ ไม่ใช่การวิจารณ์อย่างจริงจัง ผู้พูดยอมรับว่าความรู้สึกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ค่อยมีเหตุผล จึงฟังดูขบขันและมีมิติมากกว่าการพูดเพียง like

แบบฝึกหัด

ผู้พูดแสดงท่าทีอย่างไรด้วย irrationally fond of tungsten?

  1. ข้อสรุปที่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าทังสเตนดีที่สุดอย่างเป็นกลาง
  2. ความชอบอย่างอบอุ่นที่ผู้พูดยอมรับแบบขำ ๆ ว่าไม่ได้มีเหตุผลทั้งหมด
  3. ความไม่ชอบทังสเตนที่เกิดจากความกลัวอย่างไร้เหตุผล
ดูคำตอบ

ความชอบอย่างอบอุ่นที่ผู้พูดยอมรับแบบขำ ๆ ว่าไม่ได้มีเหตุผลทั้งหมด

mainly because my wedding ring

1:59

หลักๆ เป็นเพราะแหวนแต่งงานของผม

is made out of it.

2:00

ทำมาจากมัน

What's the story behind your logo?

2:01

เรื่องราวเบื้องหลังโลโก้ของคุณคืออะไร?

It's basically a personal flag

2:03

โดยพื้นฐานแล้วมันคือธงประจำตัว

for my love of science and technology.

2:04

สำหรับความรักในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของผม

When I first started this channel,

2:06

ตอนที่ผมเริ่มทำช่องนี้แรกๆ

I thought I would make more videos

2:07

ผมคิดว่าจะทำวิดีโอเพิ่มเติม

about those two things,

2:08

เกี่ยวกับสองสิ่งนี้

but for various reasons,

2:09

แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ

that hasn't happened yet.

2:10

มันยังไม่เกิดขึ้น

And besides,

2:11

และอีกอย่าง

it's not like there's น้ำเสียง/เจตนา

2:11

มันก็ไม่ใช่ว่าจะมี

a shortage of good science channels

2:12

การขาดแคลนช่องวิทยาศาสตร์ดีๆ

on YouTube.

2:14

บน YouTube ซะหน่อย

น้ำเสียง/เจตนา

it's not like there's a shortage of ...: การปัดข้อกังวล

It's not like + อนุประโยค ใช้ยกความคิดหนึ่งขึ้นมาแล้วบอกว่าความคิดนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่จริง หรือไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอย่างจริงจัง ในที่นี้ความกังวลที่อาจเกิดขึ้นคือมีช่องวิทยาศาสตร์ดี ๆ น้อยเกินไป แต่ผู้พูดปฏิเสธความคิดนั้นโดยบอกว่ามีช่องดี ๆ อยู่มากมาย รูปแบบนี้เป็นภาษาสนทนามากกว่าการพูดตรง ๆ ว่า There isn't a shortage... มักฟังเหมือนการให้เหตุผล การทำให้อีกฝ่ายสบายใจ หรือการโต้แย้งเบา ๆ เพราะเป็นการตอบสมมติฐานที่อีกฝ่ายอาจมี

แบบฝึกหัด

เติมคำโต้แย้งแบบภาษาสนทนาด้วยรูปแบบเป้าหมายของบทเรียน: We can lend her a notebook. ____ notebooks in the supply cupboard.

ดูคำตอบ

It's not like there's a shortage of

By the way,

2:15

อีกอย่างนะ

if you really like the logo,

2:16

ถ้าคุณชอบโลโก้นี้จริงๆ

you can get it on T-shirts,

2:17

คุณสามารถซื้อมันบนเสื้อยืดได้

and now coffee mugs,

2:18

และตอนนี้ก็บนแก้วกาแฟแล้วด้วย

which is particularly appropriate

2:19

ซึ่งเหมาะสมเป็นพิเศษเลย

as coffee is the fuel that,

2:21

เพราะกาแฟคือเชื้อเพลิงที่

without which,

2:22

หากขาดมันไป

these videos could not be made.

2:23

วิดีโอเหล่านี้ก็คงไม่ถูกสร้างขึ้นมา

What do you do in your free time?

2:24

คุณทำอะไรในเวลาว่าง?

I like to horseback ride

2:26

ผมชอบขี่ม้า

through the mountains.

2:27

ลัดเลาะไปตามภูเขา

Nah, it's mostly just reddit,

2:28

ไม่ล่ะ ส่วนใหญ่ก็แค่ไถ reddit

speaking of which, ลำดับความ

2:29

พูดถึงเรื่องนี้

would you rather fight 100 duck-sized horses ไวยากรณ์

2:30

คุณอยากจะสู้กับม้าขนาดเท่าเป็ด 100 ตัว

or one horse-sized duck?

2:32

หรือเป็ดขนาดเท่าม้า 1 ตัว?

ลำดับความ

ใช้ speaking of which เพื่อเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Speaking of which เชื่อมความคิดเห็นหรือคำถามใหม่เข้ากับหัวข้อที่เพิ่งกล่าวถึง ในประโยคนี้ การพูดถึง Reddit นำไปสู่คำถามสมมติแบบที่มักพบในการสนทนาบน Reddit Which ย้อนอ้างถึงหัวข้อก่อนหน้าทั้งหมด และไม่ต้องมีคำนามตามหลัง รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ กล่าวถึงหัวข้อหนึ่งก่อน แล้วตามด้วย Speaking of which, + ความคิดเห็นหรือคำถามที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปลี่ยนเรื่องตายตัว speaking of which: “We were discussing the school play. ____, who is making the costumes?”

ดูคำตอบ

Speaking of which

ไวยากรณ์

คำถาม Would you rather A or B?

Would you rather A or B? ใช้ถามว่าอีกฝ่ายชอบตัวเลือกใดมากกว่าระหว่างสองตัวเลือก มักใช้ในสถานการณ์สมมติหรือแบบสนุก ๆ ในประโยคนี้ ตัวเลือกเกี่ยวกับสัตว์ทั้งสองแบบจงใจให้ดูเหลวไหล คำถามนี้มีไว้ชวนคุย ไม่ได้ถามถึงการต่อสู้จริง โครงสร้างคือ Would you rather + วลีคำกริยารูปพื้นฐาน A + or + วลีคำกริยารูปพื้นฐาน B? หากสองตัวเลือกใช้คำกริยาร่วมกัน ก็ไม่ต้องพูดซ้ำ: Would you rather fight A or B? ในที่นี้ rather แสดงความชอบและไม่มี to ตามหลัง

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำเพื่อทำให้คำถามแสดงความชอบนี้สมบูรณ์: “Would you ____ cook dinner or order takeout?”

ดูคำตอบ

rather

One horse-sized duck.

2:33

เป็ดขนาดเท่าม้า 1 ตัว

The cube-square law means that

2:34

กฎกำลังสอง-กำลังสามหมายความว่า

the legs of a horse-sized duck

2:35

ขาของเป็ดขนาดเท่าม้านั้น

probably wouldn't be structurally sound. วลี

2:36

น่าจะมีความแข็งแรงทางโครงสร้างไม่พอ

วลี

structurally sound: แข็งแรงเพียงพอในเชิงโครงสร้าง

Structurally sound หมายถึง มีโครงสร้างแข็งแรงพอที่จะรองรับแรงและน้ำหนักตามที่คาดไว้ ในที่นี้ sound เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงน่าเชื่อถือและอยู่ในสภาพดี ไม่เกี่ยวกับเสียง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าขาที่ขยายใหญ่เพื่อรองรับเป็ดขนาดเท่าม้าอาจไม่แข็งแรงพอในเชิงโครงสร้าง วลีนี้เน้นเฉพาะความแข็งแรงของโครงสร้าง ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยทุกด้าน

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “แข็งแรงเพียงพอในด้านโครงสร้าง” ให้สมบูรณ์: After the storm, engineers confirmed that the bridge was ____.

ดูคำตอบ

structurally sound

Easy fight.

2:38

ชนะใสๆ

Are there going to be more politics

2:39

จะมีเรื่องการเมืองเพิ่มเติม

in the animal kingdom videos?

2:41

ในซีรีส์วิดีโออาณาจักรสัตว์ไหม?

Yes,

2:42

มีครับ

I'm sorry.

2:42

ผมขอโทษ

I know this playlist is unfinished,

2:43

ผมรู้ว่าเพลย์ลิสต์นี้ยังไม่เสร็จดี

and if any of the videos I've ever made

2:44

และถ้าจะมีวิดีโอตัวไหนที่ผมเคยทำ

can be said to be important, ไวยากรณ์

2:46

แล้วเรียกได้ว่าสำคัญ

it's these.

2:47

ก็ต้องพวกนี้แหละ

ไวยากรณ์

can be said to be important: การประเมินอย่างระมัดระวัง

โครงสร้าง can be said to be + คำคุณศัพท์หรือกลุ่มคำนาม นำเสนอคำอธิบายว่าเป็นการประเมินที่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้ แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้ง รูปประโยคกรรมวาจกไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ประเมิน และช่วยลดความหนักแน่นของผู้พูด ในที่นี้ can be said to be important หมายถึง “อาจถือว่าสำคัญได้อย่างสมเหตุสมผล” ไม่ได้หมายความว่าใครบางคนได้รับอนุญาตให้พูด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นการประเมินอย่างระมัดระวังโดยไม่ได้เสนอว่าเป็นความคิดเห็นของคนอื่น

  1. The plan is successful.
  2. The plan can be said to be successful.
  3. The plan is said to be successful.
ดูคำตอบ

The plan can be said to be successful.

I promise at least one more about the single transferable vote,

2:48

ผมสัญญาว่าจะมีเรื่องระบบเลือกตั้งแบบจัดลำดับความชอบอีกอย่างน้อยหนึ่งตัว

but I don't make any promises

2:50

แต่ผมไม่ขอสัญญา

about when that will happen.

2:52

ว่ามันจะเสร็จเมื่อไหร่

Do you think third parties

2:53

คุณคิดว่าพรรคที่สาม

will ever gain ground in the United States? สำนวน

2:54

จะมีพื้นที่ในสหรัฐอเมริกาได้ไหม?

สำนวน

gain ground: ได้รับการสนับสนุนหรืออิทธิพลมากขึ้น

ในคำถามนี้ gain ground หมายถึงมีอิทธิพลมากขึ้นหรือได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น ผู้พูดกำลังถามว่าพรรคการเมืองนอกเหนือจากสองพรรคใหญ่จะสามารถทำให้สถานะทางการเมืองของตนดีขึ้นในสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ สำนวนนี้เป็นการเปรียบเทียบ โดยการเคลื่อนไปข้างหน้าบนพื้นดินแทนความก้าวหน้าเหนือคู่แข่ง มักสื่อถึงความก้าวหน้าเชิงเปรียบเทียบ คือฝ่ายหนึ่งทำได้ดีกว่าเดิมและมักได้เปรียบเมื่อเทียบกับฝ่ายอื่น ไม่ได้หมายถึงการครอบครองที่ดินจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ gain ground: After the televised debate, the independent candidate began to ____ in the polls.

ดูคำตอบ

gain ground

No.

2:56

ไม่มีทาง

The problem isn't politics ลำดับความ

2:56

ปัญหาไม่ใช่เรื่องการเมือง

or voter apathy,

2:57

หรือความเมินเฉยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

it's the system that creates the

2:58

แต่มันคือระบบที่เป็นตัวสร้าง

politics and voter apathy.

3:00

การเมืองและความเมินเฉยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างหาก

ลำดับความ

The problem isn't X, it's Y: เปลี่ยนจากสาเหตุที่เห็นภายนอกไปสู่ต้นเหตุ

รูปแบบ “The problem isn't X, it's Y” ปฏิเสธว่า X เป็นคำอธิบายหลัก แล้วแทนที่ด้วย Y ซึ่งผู้พูดนำเสนอว่าเป็นปัจจัยที่พื้นฐานกว่า นี่เป็นการแก้ความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ใช่การเรียงปัญหาสองอย่างที่มีน้ำหนักเท่ากัน ในประโยคนี้ การเมืองและความเฉยเมยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์หรืออาการที่เห็นบนผิว ระบบถูกนำเสนอว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น ประโยคจึงพาผู้ฟังจากปัญหาที่มองเห็นไปสู่ต้นเหตุที่ผู้พูดเสนอ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบที่ปฏิเสธสาเหตุที่เห็นภายนอก แล้วแทนที่ด้วยสาเหตุที่ลึกกว่า

  1. The problem is both a lack of effort and an unclear plan.
  2. The problem isn't a lack of effort; it's an unclear plan.
  3. The problem may be a lack of effort or an unclear plan.
ดูคำตอบ

The problem isn't a lack of effort; it's an unclear plan.

The US election system

3:01

ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ

is pretty much the worst in the civilized world.

3:02

แทบจะเป็นระบบที่แย่ที่สุดในโลกที่เจริญแล้ว

Often,

3:04

บ่อยครั้ง

voting for a third party ไวยากรณ์

3:05

การโหวตให้พรรคที่สาม

isn't just a waste,

3:06

ไม่ใช่แค่เรื่องสูญเปล่า

it's also a vote against

3:07

แต่มันยังเป็นการโหวตค้าน

your own best interests.

3:08

ผลประโยชน์สูงสุดของคุณเองอีกด้วย

ไวยากรณ์

ใช้ isn't just X, it's also Y เพื่อเพิ่มประเด็นที่สองซึ่งหนักแน่นกว่า

โครงสร้าง isn't just X, it's also Y เสนอประเด็นหนึ่งก่อน แล้วจึงเพิ่มอีกประเด็นหนึ่ง ในประโยคนี้ ผู้พูดเรียกการลงคะแนนให้พรรคที่สามว่าเป็นการเสียคะแนนไปเปล่า ๆ ก่อนจะเพิ่มข้อกล่าวอ้างที่หนักแน่นกว่าเดิมว่า ผลของการเลือกเช่นนั้นขัดกับผลประโยชน์ของผู้ลงคะแนนเอง อนุประโยคที่สองช่วยยกระดับน้ำหนักของข้อโต้แย้ง ไม่ใช่เพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่เพิ่มเข้ามา สามารถใช้โครงสร้างนี้เมื่อ Y เพิ่มความสำคัญ ความร้ายแรง หรือผลที่ตามมาของ X

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปย่อของโครงสร้าง isn't just X, it's also Y: Compared with the basic plan, the premium plan ____ harder to use; ____ more expensive.

ดูคำตอบ

isn't just · it's also

Third parties

3:10

พรรคที่สาม

really can't thrive

3:11

ไม่สามารถเติบโตได้จริงๆ

under those conditions.

3:12

ภายใต้สภาวะเหล่านั้น

What's one technology

3:13

เทคโนโลยีหนึ่งอย่าง

you wish to see before you die?

3:14

ที่คุณอยากเห็นก่อนตายคืออะไร?

Immortality technology.

3:15

เทคโนโลยีความเป็นอมตะ

Where do you get your ideas?

3:17

คุณได้ไอเดียมาจากไหน?

It's been my experience ลำดับความ

3:18

จากประสบการณ์ของผม

that creative projects

3:19

โปรเจกต์เชิงความคิดสร้างสรรค์

are self-sustaining.

3:19

มันสามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้

ลำดับความ

ใช้ It's been my experience that ... เพื่อนำเสนอข้อสังเกตส่วนตัว

It's been my experience that ทำหน้าที่กำหนดให้อนุประโยคที่ตามมาเป็นข้อสรุปซึ่งได้จากประสบการณ์ที่ผู้พูดสะสมมา ก่อนจะได้ยินข้อกล่าวอ้างจริง วลีนี้บอกผู้ฟังว่าควรตีความข้อมูลอย่างไร นั่นคือเป็นข้อสังเกตส่วนตัวจากประสบการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงสากล ในที่นี้ experience หมายถึงความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมตามเวลา ไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that มีเนื้อหาของข้อสังเกตนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบวลีภาษาอังกฤษห้าคำที่แสดงว่าข้อกล่าวอ้างเป็นข้อสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวที่สั่งสมมา: ____ short daily practice builds confidence.

ดูคำตอบ

It's been my experience that

The more you write, ไวยากรณ์

3:20

ยิ่งคุณเขียนมากเท่าไหร่

the more things you want to write about,

3:21

คุณก็ยิ่งมีเรื่องที่อยากเขียนถึงมากขึ้นเท่านั้น

and the more you program,

3:22

และยิ่งคุณเขียนโปรแกรมมากเท่าไหร่

the more programming ideas you have.

3:23

คุณก็ยิ่งมีไอเดียเขียนโปรแกรมมากขึ้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

The more ..., the more ...: การเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กัน

The more ..., the more ... เป็นโครงสร้างการเปรียบเทียบแบบสัมพันธ์ หมายถึงเมื่อปริมาณหรือกิจกรรมหนึ่งเพิ่มขึ้น อีกสิ่งหนึ่งก็เพิ่มขึ้นตาม ในประโยคนี้ การเขียนทำให้เกิดหัวข้อที่อยากเขียนมากขึ้น และการเขียนโปรแกรมทำให้เกิดไอเดียในการเขียนโปรแกรมมากขึ้น แต่ละส่วนเริ่มด้วย the + รูปเปรียบเทียบ ใน the more you write คำว่า the ไม่ใช่คำนำหน้านาม และอนุประโยคยังใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ you write ไม่ใช่ do you write สามารถใช้ and เชื่อมหลายคู่ที่มีรูปแบบเดียวกันเพื่อแสดงวงจรป้อนกลับที่เกิดขึ้นควบคู่กันได้

แบบฝึกหัด

เติมทั้งสองส่วนด้วยกรอบความสัมพันธ์ the more ที่ใช้ซ้ำกัน: ____ you practise speaking, ____ natural your English sounds.

ดูคำตอบ

The more · the more

For me,

3:25

สำหรับผม

each video spawns

3:25

วิดีโอแต่ละตัวจะให้กำเนิด

more videos.

3:26

วิดีโอตัวอื่นๆ ตามมา

The daylight savings one,

3:27

วิดีโอเรื่องเวลาออมแสง

for example,

3:28

ตัวอย่างเช่น

originally contained spots

3:28

แต่เดิมมีจุด

for information about

3:29

สำหรับให้ข้อมูลเกี่ยวกับ

longitude

3:30

เส้นแวง

and time zones

3:31

และเขตเวลา

and the seasons

3:31

และฤดูกาลต่างๆ

that all got cut,

3:32

ที่ถูกตัดออกไปทั้งหมด

but will probably become their own videos

3:33

แต่มีแนวโน้มจะกลายเป็นวิดีโอของตัวมันเอง

at some point.

3:34

ในสักวันหนึ่ง

Also,

3:35

นอกจากนี้

I listen to a monstrous number

3:35

ผมยังฟังหนังสือเสียงและพอดแคสต์

of audiobooks and podcasts.

3:37

ในจำนวนที่มหาศาลมาก

If you're interested,

3:39

หากคุณสนใจ

you can see some of my favorites here.

3:40

คุณสามารถดูบางอันที่ผมชื่นชอบได้ที่นี่

These help keep me in touch วลี

3:41

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมตามทัน

with the wider world

3:42

โลกกว้างอยู่เสมอ

วลี

keep me in touch with: ยังคงเชื่อมโยงหรือรับรู้ข้อมูล

ใน keep me in touch with the wider world คำว่า keep หมายถึง “ทำให้ใครบางคนยังคงอยู่ในสภาพหนึ่ง” ส่วน in touch with หมายถึงเชื่อมโยงกับบางสิ่งหรือรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่เสมอ หนังสือเสียงและพอดแคสต์ช่วยให้ผู้พูดยังคงเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและแนวคิดนอกสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ไม่ได้หมายถึงการสัมผัสทางกาย รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ keep + person + in touch with + person, group, topic, or current developments ความเชื่อมโยงนี้อาจหมายถึงการสื่อสารโดยตรง หรือเพียงการรับรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตามหลัง with

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าจดหมายข่าวรายสัปดาห์ช่วยให้ Maya รับรู้พัฒนาการล่าสุดในสาขาของเธออยู่เสมอ

  1. Maya stays in touch with a former colleague from her field.
  2. The weekly newsletter keeps Maya in touch with the latest developments in her field.
  3. Maya gets in touch with the newsletter editor to ask a question.
ดูคำตอบ

The weekly newsletter keeps Maya in touch with the latest developments in her field.

and expose me to ideas วลี

3:43

และเปิดรับให้ผมได้เจอไอเดีย

and information that I wouldn't

3:44

และข้อมูลที่ผมจะไม่ได้

have come across on my own. กริยาวลี

3:45

พบเจอด้วยตัวเอง

วลี

expose me to ideas: ใช้ expose someone to something เพื่อให้ใครได้สัมผัสบางสิ่ง

Expose someone to something หมายถึงการเปิดโอกาสให้คนหนึ่งได้สัมผัส เรียนรู้ หรือคุ้นเคยกับบางสิ่ง ในที่นี้ expose me to ideas หมายถึงเนื้อหาเสียงทำให้ผู้พูดได้พบกับแนวคิดใหม่ ๆ โครงสร้างคือ expose + คน + to + สิ่งนั้น โดยคนจะอยู่ต่อจาก expose ทันที ส่วนหัวข้อหรือประสบการณ์จะอยู่หลัง to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ expose: The museum visit will ____ the class to new forms of art.

ดูคำตอบ

expose

กริยาวลี

come across: พบโดยบังเอิญ

ในประโยคนี้ come across หมายถึงการพบหรือเจอบางสิ่งโดยบังเอิญโดยไม่ได้วางแผนจะค้นหา ผู้พูดบอกว่าหากไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก ตนก็คงไม่ได้พบเนื้อหาเหล่านั้น ใช้ come across + คนหรือสิ่งของ เพื่อพูดถึงการพบเจอหรือค้นพบที่ไม่คาดคิด เช่น come across an article, a name หรือ an old friend

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come across เพื่อสื่อว่า “พบโดยบังเอิญ”: While cleaning the attic, I ____ an old map.

ดูคำตอบ

came across

If you could live at any time in history, ไวยากรณ์

3:47

ถ้าคุณสามารถมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใดก็ได้ในประวัติศาสตร์

when would it be?

3:48

จะเป็นช่วงเวลาไหน?

ไวยากรณ์

การใช้ If you could ..., when would it be? เพื่อถามทางเลือกสมมติ

ใน If you could live ... คำว่า could เป็นกริยาช่วยรูปอดีตที่ใช้เปิดสถานการณ์สมมติ ไม่ได้หมายถึงความสามารถจริงในอดีต แต่ชวนให้ผู้ฟังจินตนาการว่าสามารถเลือกยุคใดก็ได้ในประวัติศาสตร์ คำถามหลักใช้ would: when would it be? โครงสร้างที่พบบ่อยคือ If + could + กริยารูปพื้นฐาน, คำแสดงคำถาม + would + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน? ใช้ถามว่าใครบางคนจะเลือกอะไรในสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงหรือไม่มีข้อจำกัด

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเกี่ยวกับทางเลือกสมมติด้วยรูปที่ถูกต้องของ can และ will: If you ____ visit any period in history, when ____ you go?

ดูคำตอบ

could · would

I wouldn't.

3:49

ผมไม่อยากไปหรอก

Allow me to summarize น้ำเสียง/เจตนา

3:50

ขออนุญาตสรุป

all of human existence

3:51

การดำรงอยู่ของมนุษยชาติทั้งหมด

with this single graph.

3:52

ด้วยกราฟง่ายๆ กราฟนี้

น้ำเสียง/เจตนา

Allow me to summarize ในฐานะคำเปิดแบบเป็นทางการและมีลีลา

Allow me to summarize ไม่ได้เพียงบอกว่าจะทำอะไรต่อไป แต่ใช้เพื่อขอพื้นที่พูดและประกาศอย่างเป็นทางการและมั่นใจว่าผู้พูดกำลังจะสรุป ในที่นี้เป็นคำเปิดเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่การขออนุญาตจริง ถ้อยคำที่ยิ่งใหญ่ตามด้วยคำกล่าวขนาดใหญ่อย่าง all of human existence ทำให้ประโยคนี้ฟังดูจงใจมีลีลาและมีอารมณ์ขัน

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอต้องการประกาศว่าจะสรุปด้วยน้ำเสียงที่จงใจยิ่งใหญ่ โดยไม่ได้ขออนุญาต คำเปิดใดเหมาะที่สุด

  1. May I summarize the main point?
  2. Let me summarize the main point.
  3. Allow me to summarize the main point.
  4. I was allowed to summarize the main point.
ดูคำตอบ

Allow me to summarize the main point.

What's the best way to be successful

3:53

วิธีที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จคืออะไร

on YouTube?

3:55

บน YouTube?

Make videos

3:56

จงทำวิดีโอ

people want to watch.

3:56

ที่คนอยากดู

I'm not trying to be glib here, น้ำเสียง/เจตนา

3:57

ผมไม่ได้กวนประสาทนะ

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ “I'm not trying to be glib here” เพื่อย้ำว่าพูดอย่างจริงจัง

ในที่นี้ I'm not trying to be glib หมายถึง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้ฟังดูฉลาดแบบสบาย ๆ หรือปัดเรื่องนี้ทิ้ง” glib ใช้บรรยายคำพูดที่ลื่นไหลและมั่นใจ แต่ทำให้เรื่องจริงจังหรือยากดูง่ายเกินไป จนเหมือนขาดการคิดอย่างรอบคอบ ผู้พูดใช้คำชี้แจงนี้คู่กับคำตอบสั้น ๆ เพื่อแสดงว่าคำตอบนั้นจริงจัง โครงสร้าง I'm not trying to be + คำคุณศัพท์ ช่วยป้องกันความรู้สึกเชิงลบที่ผู้ฟังอาจมีล่วงหน้า โดยสื่อว่า “ฉันรู้ว่าสิ่งนี้อาจฟังดู X แต่นั่นไม่ใช่เจตนาของฉัน”

แบบฝึกหัด

ผู้พูดตอบคำถามยากด้วยคำตอบที่สั้นมาก แล้วเสริมว่า “I'm not trying to be glib here.” ผู้พูดกำลังทำอะไรเป็นหลัก

  1. ผู้พูดกำลังบอกว่าคำตอบนั้นจริงจัง แม้อาจฟังดูง่ายเกินไป
  2. ผู้พูดกำลังขอโทษที่พูดช้าเกินไป
  3. ผู้พูดกำลังบอกว่าตั้งใจทำให้ทุกคนหัวเราะ
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังบอกว่าคำตอบนั้นจริงจัง แม้อาจฟังดูง่ายเกินไป

but when asked this question,

3:59

แต่เมื่อถูกถามคำถามนี้

I see many YouTubers talk about

4:00

ผมเห็นยูทูบเบอร์หลายคนพูดถึง

the importance of upload schedules

4:01

ความสำคัญของตารางเวลาการอัปโหลด

and managing your social media,

4:02

และการจัดการโซเชียลมีเดียของคุณ

and collaborations,

4:04

และการทำงานร่วมกับคนอื่น

and my experience says that's สำนวน

4:05

ซึ่งประสบการณ์ของผมบอกว่านั่นมัน

completely backwards.

4:06

กลับตาลปัตรสุดๆ

สำนวน

ใช้ “That's completely backwards” เมื่อเหตุผลหรือลำดับความสำคัญกลับด้าน

ในที่นี้ backwards ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ That's completely backwards หมายถึงการให้เหตุผล ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ลำดับ หรือลำดับความสำคัญถูกกลับด้าน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของหันผิดทิศทางจริง ๆ วลีนี้เป็นการแก้ความเข้าใจที่หนักแน่น ผู้พูดเชื่อว่าลำดับที่เสนอถูกเข้าใจเกือบตรงกันข้าม เมื่อตีความ ให้ดูว่าสิ่งใดควรมาก่อน หรือสิ่งใดควรเป็นเหตุให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “You say confidence must come first, but that's completely backwards; confidence grows through practice,” คำว่า that's completely backwards หมายความว่าอะไร

  1. แผนนั้นผิดด้วยเหตุผลที่ไม่ได้ระบุ
  2. ผู้พูดกำลังเคลื่อนถอยหลังจริง ๆ
  3. ลำดับของเหตุและผลถูกกลับด้าน
ดูคำตอบ

ลำดับของเหตุและผลถูกกลับด้าน

If your videos aren't interesting, ไวยากรณ์

4:08

ถ้าวิดีโอของคุณไม่น่าสนใจ

no one will care

4:09

ก็ไม่มีใครสนหรอกว่า

if you upload them regularly,

4:10

คุณอัปโหลดอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า

ไวยากรณ์

if ที่เป็นเงื่อนไข เทียบกับ care if ที่หมายถึง whether

if ตัวแรกใช้เปิดเงื่อนไขว่า เมื่อวิดีโอไม่น่าสนใจ ผลก็คือจะไม่มีใครใส่ใจ if ตัวที่สองใช้บอกสิ่งที่ผู้คนจะไม่ใส่ใจ นั่นคือคุณอัปโหลดวิดีโอเป็นประจำหรือไม่ ส่วนนี้เติมความหมายของ care ให้สมบูรณ์ ไม่ได้เพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ ดังนั้น ในประโยคเดียวกัน if จึงทำหน้าที่ได้สองแบบ คือ if ที่บอกเงื่อนไข และ care if ที่มีความหมายเหมือน care whether

แบบฝึกหัด

if ตัวที่สองในประโยคทำหน้าที่อะไร

  1. ใช้เพิ่มเงื่อนไขข้อที่สองซึ่งต้องเกิดขึ้นก่อนที่ใครจะใส่ใจ
  2. ใช้บอกสิ่งที่ไม่มีใครใส่ใจ คืออัปโหลดเป็นประจำหรือไม่
  3. ใช้อธิบายว่าทำไมวิดีโอจึงไม่น่าสนใจ
ดูคำตอบ

ใช้บอกสิ่งที่ไม่มีใครใส่ใจ คืออัปโหลดเป็นประจำหรือไม่

and Twitter followers don't ลำดับความ

4:11

และผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ก็ไม่ได้

get you views.

4:13

ทำให้ยอดวิวคุณเพิ่มขึ้น

Views get you Twitter followers

4:13

ยอดวิวต่างหากที่ทำให้คุณมีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์

and people who want to collaborate

4:15

และดึงดูดคนที่อยากร่วมงาน

with you.

4:16

กับคุณ

ลำดับความ

ผู้ติดตามบน Twitter ไม่ได้นำมาซึ่งยอดเข้าชม แต่ยอดเข้าชมนำมาซึ่งผู้ติดตาม

สองประโยคนี้สลับ followers กับ views ระหว่างตำแหน่งประธานและกรรม โดยเริ่มจาก followers → views แล้วเปลี่ยนเป็น views → followers การใช้ get you ซ้ำทำให้มองเห็นการสลับนี้ได้ง่าย โครงสร้างแบบสะท้อนกันนี้ใช้แก้ทิศทางของเหตุและผลที่กำลังกล่าวอ้าง โดยเสนอว่ายอดเข้าชมมาก่อน แล้วจึงนำไปสู่ผู้ติดตามและความสนใจจากผู้ที่อาจมาร่วมงานด้วย นี่เป็นการเน้นอย่างชัดเจนว่าอะไรสำคัญก่อน ไม่ใช่การยืนยันแบบเด็ดขาดว่าผู้ติดตามไม่มีทางนำมาซึ่งยอดเข้าชม

แบบฝึกหัด

ข้อใดเขียนใหม่โดยยังคงโครงสร้างที่สลับทิศทางของเหตุและผลแบบเดียวกัน

  1. A large audience doesn't create useful content. Useful content creates a large audience.
  2. A large audience creates useful content, so content matters.
  3. Useful content and a large audience are both valuable.
ดูคำตอบ

A large audience doesn't create useful content. Useful content creates a large audience.

I know it's not very helpful advice, น้ำเสียง/เจตนา

4:17

ผมรู้ว่ามันเป็นคำแนะนำที่ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่นัก

but it's the most truthful advice

4:18

แต่มันเป็นคำแนะนำที่จริงใจที่สุด

I can give.

4:20

ที่ผมสามารถให้ได้

น้ำเสียง/เจตนา

I know ..., but ...: ยอมรับข้อจำกัดโดยไม่ถอนประเด็นของตน

I know ... แสดงว่าผู้พูดยอมรับข้อจำกัดก่อน นั่นคือคำแนะนำนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะไม่ได้เจาะจงหรือใช้ได้จริง การยอมรับเช่นนี้แสดงว่าผู้พูดเข้าใจว่าผู้ฟังอาจรู้สึกผิดหวัง but นำเข้าสู่ประเด็นที่ผู้พูดยังต้องการยืนยัน แม้คำแนะนำจะมีข้อจำกัด แต่มันก็เป็นคำตอบที่จริงใจที่สุดที่ผู้พูดให้ได้ โครงสร้าง I know X, but Y ช่วยให้ยอมรับ X โดยไม่ถอน Y

แบบฝึกหัด

เพื่อนต้องการคำตอบที่มีประโยชน์กว่านี้ แต่คุณทำได้เพียงตอบอย่างจริงใจ ข้อใดยอมรับปัญหาและยังคงยืนยันจุดยืนของคุณ?

  1. I know this is honest, and it gives you every step you need.
  2. I know this isn't very practical, but it's the most honest answer I can give.
  3. This isn't very practical, so I won't give you an answer.
ดูคำตอบ

I know this isn't very practical, but it's the most honest answer I can give.

What's the most interesting fact ไวยากรณ์

4:21

ความจริงที่น่าสนใจที่สุด

you've ever been told?

4:22

ที่คุณเคยได้ยินมาคืออะไร?

ไวยากรณ์

What's the most ... you've ever been told?: ถามหาสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในประสบการณ์ทั้งหมด

The most interesting fact เป็นกลุ่มคำนามขั้นสูงสุด โดยถามหาข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างที่อยู่เหนือข้อเท็จจริงอื่นทั้งหมด You've ever been told เป็น present perfect รูปถูกกระทำ กำหนดช่วงเวลาตั้งแต่อดีตของผู้ฟังจนถึงตอนนี้ ส่วน been told หมายถึงมีคนบอกข้อเท็จจริงนั้นแก่ผู้ฟัง ever หมายถึง “ณ เวลาใดก็ตามตลอดช่วงเวลานั้น” ไม่ได้หมายถึง “บ่อย ๆ”

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยคำภาษาอังกฤษสี่คำ เริ่มด้วย you've แล้วใช้ ever ร่วมกับรูปถูกกระทำของ give: What's the best advice ____?

ดูคำตอบ

you've ever been given

It's difficult to pick just

4:23

มันยากที่จะเลือกแค่

one from an entire lifetime,

4:24

อันเดียวจากทั้งชีวิตนะ

but last year

4:25

แต่ปีที่แล้ว

Veritasium visited me in London

4:25

Veritasium มาเยี่ยมผมที่ลอนดอน

and walked me through the process โน้ต

4:27

และอธิบายกระบวนการ

กริยาวลี

walk someone through something: อธิบายบางสิ่งให้ใครฟังทีละขั้น

ในประโยคนี้ walked me through the process หมายถึงอธิบายกระบวนการให้ฉันฟังทีละขั้น สำนวนนี้หมายถึงการอธิบายหรือสาธิตโดยคอยแนะนำ ไม่ได้หมายถึงการเดินผ่านสถานที่แห่งหนึ่งไปกับใครจริง ๆ โครงสร้างคือ walk + คน + through + กระบวนการหรืองาน โดยเน้นการช่วยให้อีกฝ่ายติดตามแต่ละขั้นตอนได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขอความช่วยเหลือแบบทีละขั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Could you walk me to the printer setup?
  2. Could you walk through me the printer setup?
  3. Could you walk me through the printer setup?
ดูคำตอบ

Could you walk me through the printer setup?

by which trees

4:28

ที่ต้นไม้

get water

4:29

ดึงน้ำ

from their roots

4:29

จากราก

to their leaves.

4:30

ไปสู่ใบของพวกมัน ให้ผมฟังอย่างละเอียด

ไวยากรณ์

the process by which + อนุประโยค: โครงสร้างทางการสำหรับอธิบายกลไก

คำนาม process ใช้เรียกชุดเหตุการณ์ ส่วนอนุประโยคสัมพันธ์ by which trees get water from their roots to their leaves อธิบายกลไกเบื้องหลังกระบวนการนั้น ในที่นี้ by ใช้บอกวิธีหรือกลไก ไม่ได้หมายถึง “อยู่ข้าง ๆ” โครงสร้างคือ the process by which + ประธาน + กริยา เป็นวิธีที่เป็นทางการในการใส่แนวคิดว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นอย่างไรไว้ในนามวลี

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างแบบเป็นทางการเพื่อระบุกลไกได้ถูกต้อง

  1. The report describes the process by which the filter removes salt from water.
  2. The report describes the process how the filter removes salt from water.
  3. The report describes by which the process the filter removes salt from water.
ดูคำตอบ

The report describes the process by which the filter removes salt from water.

That sounds really boring,

4:30

มันฟังดูน่าเบื่อมากใช่มั้ยล่ะ

but it was one of the most mind-blowing conversations การใช้คำ

4:32

แต่มันเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่น่าทึ่งที่สุด

I've had in a long time.

4:34

ที่ผมมีมาในรอบหลายปีเลย

การใช้คำ

mind-blowing เพื่อแสดงปฏิกิริยาแบบไม่เป็นทางการที่เข้มข้น

Mind-blowing เป็นคำคุณศัพท์เชิงบวกที่ไม่เป็นทางการและมีน้ำเสียงเข้มข้น หมายถึงน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง น่าประทับใจมาก หรือเปิดโลกทัศน์ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวบอกว่าบทสนทนานั้นช่วยขยายหรือเปลี่ยนความเข้าใจของผู้พูดอย่างมาก แม้หัวข้อจะฟังดูน่าเบื่อก็ตาม คำประสมนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับจิตใจของใครจริง ๆ ใช้เมื่อสิ่งหนึ่งให้ความรู้สึกที่มากกว่าแค่ “น่าสนใจ” อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า "The planetarium show was mind-blowing." เขาหมายความว่าอย่างไร

  1. การแสดงนั้นน่าเบื่อเล็กน้อย
  2. การแสดงนั้นทำให้เกิดการระเบิดจริง ๆ
  3. การแสดงนั้นน่าประหลาดใจและน่าประทับใจอย่างยิ่ง
ดูคำตอบ

การแสดงนั้นน่าประหลาดใจและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

How often do you engage with

4:35

คุณมีส่วนร่วมกับบรรดามืออาชีพ

professionals while you research?

4:36

บ่อยแค่ไหนในระหว่างการค้นคว้าวิจัย?

For me,

4:37

สำหรับผม

being confused and frustrated ไวยากรณ์

4:38

การสับสนและหงุดหงิด

with the topic

4:39

ไปกับหัวข้อนั้นๆ

is a vital part

4:40

คือส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง

of figuring out how

4:40

ของการคิดให้ออกว่า

to explain it to others,

4:41

จะอธิบายมันให้คนอื่นฟังได้อย่างไร

ไวยากรณ์

โครงสร้าง Being ... is a vital part of figuring out ...

อนุประโยค -ing ที่ว่า being confused and frustrated with the topic เป็นประธานทางไวยากรณ์ของ is โดยเปลี่ยนสภาวะหรือประสบการณ์ให้เป็นแนวคิดหนึ่งเรื่องที่ประโยคสามารถกล่าวถึงได้ โครงสร้าง “อนุประโยค -ing + is a vital part of + อนุประโยค -ing” บอกว่าประสบการณ์แรกเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการที่ระบุหลัง of ในที่นี้ figuring out หมายถึงการค่อย ๆ เข้าใจหรือหาวิธีทำบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีห้าคำจากบทเรียนที่บอกว่าบางสิ่งเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการหนึ่ง: Making mistakes ____ learning a new language.

ดูคำตอบ

is a vital part of

so I'd say 95% of research

4:42

ผมเลยพูดได้ว่า 95% ของการค้นคว้า

I do on my own.

4:44

ผมลงมือทำเองทั้งหมด

If I'm really out of depth

4:45

ถ้าผมไปต่อไม่เป็นแล้วจริงๆ

on my topic,

4:46

กับหัวข้อนั้นๆ

like the debt video

4:47

เช่นวิดีโอเรื่องหนี้

and the pope video,

4:48

และวิดีโอเกี่ยวกับพระสันตะปาปา

I try very hard

4:49

ผมพยายามอย่างหนักมาก

to find an expert

4:50

ที่จะหาผู้เชี่ยวชาญสักคน

to look over the final กริยาวลี

4:50

มาช่วยดูฉบับร่าง

draft of my script,

4:51

สุดท้ายของบทผม

กริยาวลี

look over the final draft: ตรวจทานร่างสุดท้าย

ในที่นี้ look over หมายถึงตรวจดูหรือทบทวนบางสิ่งเพื่อให้พบปัญหาหรือตัดสินว่าเนื้อหานั้นเหมาะสมหรือไม่ ผู้พูดต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจร่างสุดท้ายของบท ไม่ได้หมายถึงเพียงมองข้ามสิ่งนั้นไป look over เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ โดย look over the draft และ look the draft over เป็นรูปที่เป็นธรรมชาติทั้งคู่ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ให้ใส่ไว้ตรงกลางเป็น look it over ไม่ใช่ look over it

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานต้องการให้คุณตรวจข้อผิดพลาดในรายงาน คำขอใดใช้ look over ในความหมายนี้

  1. Could you overlook the error in this report before I send it?
  2. Could you look over this report before I send it?
  3. Could you look over at the report on the screen?
ดูคำตอบ

Could you look over this report before I send it?

but time constraints วลี

4:52

แต่ข้อจำกัดด้านเวลา

and finding trustworthy experts

4:53

และการหาผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้

is sometimes a bit difficult.

4:55

ในบางครั้งมันก็ยากอยู่สักหน่อย

วลี

time constraints: ข้อจำกัดที่เกิดจากเวลาที่มี

time constraints คือข้อจำกัดต่อสิ่งที่ทำได้เนื่องจากมีเวลาให้ใช้เพียงจำนวนหนึ่ง ในประโยคนี้ ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้การจัดให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทานทำได้ยากขึ้น วลีนี้เรียกเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัด ไม่ได้หมายถึงปฏิทินหรือนัดหมายที่ระบุเวลาเฉพาะ time ทำหน้าที่เป็นคำนามขยาย constraints รูปพหูพจน์พบได้บ่อยเมื่อโครงการได้รับผลจากแรงกดดันด้านเวลาหลายอย่าง ส่วน a time constraint ใช้เรียกข้อจำกัดที่เฉพาะเจาะจงหนึ่งอย่างได้

แบบฝึกหัด

ทีมหนึ่งกำลังพูดถึงข้อจำกัดโดยรวมที่เกิดจากการมีเวลาให้ใช้อย่างจำกัด ไม่ใช่กำหนดส่งหนึ่งจุดหรือระยะเวลาคงที่หนึ่งช่วง สำนวนใดเรียกปัญหานี้ได้ดีที่สุด

  1. time constraints
  2. a deadline
  3. a time limit
ดูคำตอบ

time constraints

What's your favorite internal

4:56

อวัยวะภายใน

organ?

4:57

ที่คุณชอบที่สุดคืออะไร?

The brain,

4:58

สมองครับ

because it's the one

4:59

เพราะมันคือสิ่งเดียว

that's me.

4:59

ที่เป็นตัวผม

Is there any part of science

5:00

มีส่วนใดของวิทยาศาสตร์

you want to be proven wrong? ไวยากรณ์

5:01

ที่คุณอยากให้มันถูกพิสูจน์ว่าผิดไหม?

ไวยากรณ์

want to be proven wrong: อยากให้พิสูจน์ว่าตนคิดผิด

to be proven เป็น infinitive รูปถูกกระทำ มีโครงสร้างเป็น to be + past participle ในคำถามนี้ ผู้พูดต้องการให้หลักฐานหรือบุคคลอื่นแสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของตนไม่ถูกต้อง wrong ขยายความคิดเห็นของผู้พูด ไม่ได้หมายความว่าการพิสูจน์ทำอย่างผิดวิธี สำนวนนี้มักแสดงถึงการเปิดใจ แม้ตอนนี้ผู้พูดจะเชื่อการคาดการณ์ที่น่ากังวล แต่ก็ยินดีรับหลักฐานที่ดีกว่าซึ่งหักล้างความคิดนั้น

แบบฝึกหัด

เติม infinitive รูปถูกกระทำที่แสดงการเปิดรับหลักฐานตรงข้ามให้สมบูรณ์: My forecast is pessimistic, but I want ____ if new data emerges.

ดูคำตอบ

to be proven wrong

Yes,

5:02

มีครับ

the current interpretations

5:03

การตีความในปัจจุบัน

of the ultimate fate of the universe

5:04

เกี่ยวกับจุดจบสูงสุดของจักรวาล

all make me sad.

5:05

ล้วนทำให้ผมรู้สึกเศร้า

Can you answer 10 questions

5:06

คุณตอบคำถาม 10 ข้อได้ไหม

in under 30 seconds?

5:08

ในเวลาไม่ถึง 30 วินาที?

What is your favorite

5:09

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

scientific study

5:09

ที่คุณโปรดปรานที่สุด

ever published?

5:10

ที่เคยตีพิมพ์มาคือเรื่องอะไร?

Unskilled and unaware:

5:11

ขาดทักษะและไม่รู้ตัว:

further explorations

5:11

การสำรวจเพิ่มเติม

of abject self-interest

5:12

เกี่ยวกับความเห็นแก่ตัวอย่างน่าสมเพช

among the incompetent.

5:13

ในหมู่คนไร้ความสามารถ

Link in the description.

5:14

ลิงก์อยู่ในคำอธิบาย

Hogwarts house?

5:15

บ้านฮอกวอตส์?

Ravenclaw,

5:16

เรเวนคลอ

I'd hope. น้ำเสียง/เจตนา

5:16

ผมหวังไว้อย่างนั้นนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'd hope ในฐานะคำตอบแบบไม่ฟันธง

I'd ตรงนี้ย่อมาจาก I would ไม่ใช่ I had เมื่อเติม I'd hope หลังคำตอบสั้น ๆ ว่า Ravenclaw ผู้พูดกำลังเสนอสิ่งนี้ว่าเป็นผลที่ตนอยากได้หรือคาดหวัง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ รูปแบบเงื่อนไขทำให้คำตอบฟังดูไม่ฟันธงและถ่อมตัว เป็นทัศนคติในปัจจุบันต่อสถานการณ์คัดสรรสมมุติ ไม่ใช่ความหวังในอดีต

แบบฝึกหัด

คำตอบใดเสนอ Ravenclaw ว่าเป็นความชอบในปัจจุบันแบบไม่ฟันธง แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนหรือความหวังในอดีต

  1. Ravenclaw, I'd hope.
  2. Ravenclaw, I know.
  3. Ravenclaw, I'd hoped.
ดูคำตอบ

Ravenclaw, I'd hope.

Celsius or Fahrenheit?

5:17

เซลเซียส หรือ ฟาเรนไฮต์?

Fahrenheit.

5:18

ฟาเรนไฮต์

Kirk or Picard?

5:19

เคิร์ก หรือ พิคาร์ด?

Picard.

5:19

พิคาร์ด

Do you wear glasses?

5:20

คุณใส่แว่นไหม?

Uh, yeah.

5:21

เอ้อ ใช่ครับ

Favorite empire?

5:22

อาณาจักรโปรด?

The second one.

5:22

อันที่สอง

Those monks were awesome.

5:23

เหล่านักบวชนั่นสุดยอดมาก

How can a country

5:24

ประเทศๆ หนึ่งจะ

be totally self-sufficient,

5:25

สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์

as in no imports ลำดับความ

5:26

โดยไม่มีการนำเข้า

or exports?

5:27

หรือส่งออกได้อย่างไร?

ลำดับความ

ใช้ as in ... เพื่อขยายความอย่างเจาะจง

ในที่นี้ as in ใช้เกริ่นคำอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า totally self-sufficient หมายถึงอะไรในคำถามนี้ นั่นคือประเทศนั้นไม่มีการนำเข้าหรือส่งออก เป็นการจำกัดความหมายของวลีก่อนหน้า ไม่ได้บอกเหตุผล เวลา หรือการเปรียบเทียบ ใช้ as in + คำ วลี หรืออนุประโยคสั้น ๆ เมื่อต้องการบอกว่า “ฉันหมายถึงความหมายเฉพาะนี้”

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด เมื่อผู้พูดกำลังระบุความหมายของ silent ให้ชัดเจน? The room must be silent—____ no talking, music, or phone sounds.

  1. such as
  2. as if
  3. as in
ดูคำตอบ

as in

Simple,

5:27

ง่ายนิดเดียว

resort to a medieval การใช้คำ

5:28

หันไปใช้ระดับเทคโนโลยี

level of technology.

5:28

ของยุคกลางซะสิ

การใช้คำ

resort to ... เมื่อใช้ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่พึงประสงค์

Resort to หมายถึงหันไปใช้วิธีหนึ่งเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าหรือทางเลือกเหล่านั้นล้มเหลว โดยทั่วไปสื่อว่าวิธีนั้นไม่เป็นที่ต้องการ รุนแรง หรือเป็นทางเลือกสุดท้าย ในที่นี้ การใช้เทคโนโลยียุคกลางถูกเสนอว่าเป็นราคาที่ไร้เหตุผลของการหลีกเลี่ยงการค้าทั้งหมด ใน resort to คำว่า to เป็นบุพบท ตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing: resort to force; resort to borrowing.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ใช้ทางเลือกสุดท้ายที่ไม่พึงประสงค์”: After every peaceful solution failed, the leaders had to ____ force.

ดูคำตอบ

resort to

Favorite sport?

5:29

กีฬาโปรด?

No.

5:30

ไม่ล่ะ

Should science

5:30

วิทยาศาสตร์ควร

play a bigger role

5:31

มีบทบาทมากขึ้น

in politics?

5:31

ในทางการเมืองไหม?

you mean the method

5:32

คุณหมายถึงวิธีการ

by which we determine

5:33

ที่เราใช้ในการตัดสิน

the truth?

5:34

ความจริงเหรอ?

น้ำเสียง/เจตนา

What, you mean ...? ในฐานะการกล่าวใหม่เชิงประชด

ในที่นี้ What, you mean ...? ไม่ใช่การขอให้อธิบายเรื่องวิทยาศาสตร์จริง ๆ ผู้พูดแกล้งทำเป็นตรวจสอบความหมาย แล้วกล่าวถึงวิทยาศาสตร์ใหม่ว่าเป็นวิธีที่เราใช้ตัดสินความจริง การกล่าวใหม่แบบนี้ทำให้จุดยืนของผู้พูดฟังดูชัดเจนในตัวเองว่า ถ้าวิทยาศาสตร์คือวิธีตัดสินความจริง วิทยาศาสตร์ก็ย่อมควรมีความสำคัญในการเมือง รูปคำถามนี้จึงสื่อการเห็นด้วยอย่างหนักแน่นและประชดประชัน ไม่ใช่ความไม่แน่ใจ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วย What, you mean the method by which we determine the truth?

  1. ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าวิทยาศาสตร์ช่วยตัดสินความจริงได้
  2. นิยามวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างประชด เพื่อทำให้ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ดูชัดเจน
  3. ถามชื่อของวิธีที่ไม่รู้จักอย่างจริงใจ
ดูคำตอบ

นิยามวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างประชด เพื่อทำให้ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ดูชัดเจน

Yeah,

5:34

ใช่ครับ

I think it should.

5:34

ผมคิดว่าควร

Can you answer 10 questions

5:35

คุณตอบคำถาม 10 ข้อได้ไหม

in under 30 seconds?

5:36

ในเวลาไม่ถึง 30 วินาที?

Apparently. น้ำเสียง/เจตนา

5:37

เห็นชัดๆ ว่าได้

น้ำเสียง/เจตนา

Apparently. สำหรับการยืนยันแบบยังเว้นระยะ

เมื่อใช้ Apparently. เพียงคำเดียว คำนี้จะยืนยันบางอย่างโดยอาศัยสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเพิ่งเห็นได้ชัด ความหมายโดยประมาณคือ “ดูเหมือนว่านั่นจะจริง” ไม่ใช่แค่ “เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว” คำตอบเพียงคำเดียวนี้เว้นระยะจากข้อกล่าวอ้างเล็กน้อย ในที่นี้ความไม่ฟันธงนั้นมาพร้อมความประหลาดใจในตัวเองเล็ก ๆ เพราะผลที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ผู้พูดเห็นว่าข้อกล่าวอ้างนั้นเป็นจริง

แบบฝึกหัด

พิธีกรพูดว่า “You can answer ten questions in thirty seconds!” หลังจากแขกรับเชิญทำได้ แขกรับเชิญตอบว่า “Apparently.” ในที่นี้ Apparently. หมายความว่าอย่างไร?

  1. ฉันไม่ได้ยินคำกล่าวนั้น
  2. คำกล่าวนั้นชัดเจนอยู่แล้วก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น
  3. จากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นจริง
ดูคำตอบ

จากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นจริง

All right,

5:38

เอาล่ะ

thanks to everyone

5:39

ขอบคุณทุกคน

who submitted questions.

5:39

ที่ส่งคำถามเข้ามานะครับ

It's been fun,

5:40

สนุกมากเลย

Internet.

5:41

อินเทอร์เน็ต