คุณจะเอาชนะตรรกะวิบัติข้อนี้ได้หรือไม่? - อเล็กซ์ เจนด์เลอร์ (Alex Gendler): บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอใช้อคติจากการเชื่อมเหตุการณ์เพื่ออธิบายว่าเหตุการณ์ที่มีรายละเอียดมากอาจดูน่าเชื่อกว่า ทั้งที่ทุกเงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามาทำให้มีความเป็นไปได้ทางสถิติน้อยลง และอคตินี้ยังถูกใช้ในทฤษฎีสมคบคิดกับข่าวปลอมด้วย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. However counterintuitive it seems to — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การสังเกตและใช้โครงสร้างแสดงการยอมรับข้อขัดแย้งแบบเป็นทางการนี้ เพื่อยอมรับก่อนว่าแนวคิดหนึ่งดูน่าประหลาดใจ แล้วจึงเสนอข้อสรุปที่ยังคงเป็นจริง เหมาะกับกรณีที่สัญชาตญาณขัดกับกฎความน่าจะเป็น 2. but not vice versa. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่านี่คือสำนวนเชิงตรรกะที่กระชับ หมายถึงความสัมพันธ์เป็นจริงในทิศทางหนึ่งแต่ไม่เป็นจริงเมื่อกลับทิศ และใช้ชี้แจงว่ากลุ่มหนึ่งอาจอยู่ภายในอีกกลุ่มหนึ่งได้โดยที่ทั้งสองกลุ่มไม่จำเป็นต้องเท่ากัน 3. The more resonant details are added to an outlandish story, the more plausible it begins to — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: จับโครงสร้างคู่ the more..., the more... ที่ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงสองอย่างซึ่งสัมพันธ์กัน และนำไปอธิบายว่ายิ่งเติมรายละเอียดที่ผู้ฟังรู้สึกเชื่อมโยง เรื่องก็ยิ่งดูน่าเชื่อ แม้ความน่าจะเป็นจริงไม่ได้เพิ่มขึ้น
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Meet Lucy. สำหรับการแนะนำตัวละครตอนเริ่มเรื่อง
ในที่นี้ Meet Lucy. เป็นประโยคคำสั่งสั้น ๆ ที่ใช้แนะนำลูซีให้ผู้ชมรู้จัก ไม่ได้หมายความว่าต้องจัดให้พบกันจริง ๆ ประโยคนี้ดึงความสนใจไปยังบุคคลที่เรื่องกำลังจะกล่าวถึง โครงสร้าง Meet + ชื่อ สามารถใช้แนะนำตัวละครหรือกรณีศึกษาอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของวิดีโอ งานนำเสนอ หรือบทความ
แบบฝึกหัด
เมื่อพูด Meet Lucy. ตอนเริ่มเรื่อง ผู้พูดกำลังทำอะไร?
- สั่งให้ผู้ชมจัดการพบกับลูซีทันที
- บอกว่าลูซีเคยพบผู้ชมแล้ว
- แนะนำลูซีในฐานะบุคคลที่ควรให้ความสนใจ
ดูคำตอบ
แนะนำลูซีในฐานะบุคคลที่ควรให้ความสนใจ
math major: นามวลีที่บอกสาขาของนักศึกษา
ในประโยคนี้ a math major หมายถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีคณิตศาสตร์เป็นสาขาหลัก วลีทั้งหมดใช้สาขาการศึกษาเพื่อบอกสถานะของลูซี ในที่นี้ major เป็นคำนามนับได้ที่หมายถึงนักศึกษาในสาขาหนึ่ง และ math ทำหน้าที่ขยายคำนามนั้น โครงสร้างที่ใช้บ่อยคือ a/an + วิชา + major เช่น a history major
แบบฝึกหัด
ใช้คำว่า math และ major เติมวลีบอกสถานะให้สมบูรณ์: Ava is a ____ in college.
ดูคำตอบ
math major
and aced all her courses in probability and statistics. การใช้คำ
0:10และได้เกรดเอในวิชาความน่าจะเป็นและสถิติทั้งหมด
aced all her courses: ace ที่ใช้เป็นคำกริยา
ใน aced all her courses คำว่า ace เป็นคำกริยารูปอดีต หมายถึงทำได้ดีเยี่ยมในบางสิ่ง ประโยคนี้บอกว่าเธอได้ผลการเรียนดีมากในวิชาความน่าจะเป็นและสถิติทุกวิชา ผู้ที่ทำได้ดีจะเป็นประธาน ส่วน course, test หรือ interview จะตามหลัง ace เป็นกรรม ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนให้เกรด A แก่วิชาเหล่านั้น แต่เธอคือผู้ที่ถูกประเมินและทำได้ดี
แบบฝึกหัด
aced all her courses ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
- เธอให้เกรด A แก่ทุกวิชา
- เธอทำได้ดีเยี่ยมในทุกวิชาเหล่านั้น
- เธอเปลี่ยนทุกวิชาให้เป็นเกมไพ่
ดูคำตอบ
เธอทำได้ดีเยี่ยมในทุกวิชาเหล่านั้น
do you think ในคำถามที่ใช้ which
ในคำถามนี้ do you think ใช้ขอการตัดสินหรือความเห็นจากผู้ฟัง ข้อมูลหลักที่ถามคือทางเลือกใดมีโอกาสมากกว่า ดังนั้นวลีนี้จึงทำให้คำถามเป็นการเชิญให้แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เพียงการขอข้อเท็จจริงโดยตรง คำแสดงคำถามมาก่อน ตามด้วย do you think แล้วส่วนที่เหลือใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: Which do you think is more likely? อย่าเพิ่มประธานอีกตัว เช่น it หลัง do you think
แบบฝึกหัด
ใช้ do you think เพื่อขอการตัดสินจากผู้ฟัง: Which route ____ is safer after dark?
ดูคำตอบ
do you think
more likely สำหรับการเปรียบเทียบความเป็นไปได้
more likely เป็นรูปเปรียบเทียบของ likely หมายถึงความเป็นไปได้หนึ่งมีโอกาสเป็นจริงหรือเกิดขึ้นสูงกว่าอีกความเป็นไปได้หนึ่ง ในคำถามนี้ which ให้เลือกจากตัวเลือกต่าง ๆ ส่วน more likely บอกให้เปรียบเทียบความน่าจะเป็นของตัวเลือกเหล่านั้น
แบบฝึกหัด
ใน "Which outcome is more likely?" คำว่า more likely หมายความว่าอย่างไร
- มีโอกาสเป็นจริงหรือเกิดขึ้นสูงกว่า
- คล้ายกับผลลัพธ์อีกอย่างมากกว่า
- มีคนชอบหรือเห็นชอบสิ่งนั้นมากกว่า
ดูคำตอบ
มีโอกาสเป็นจริงหรือเกิดขึ้นสูงกว่า
or that Lucy is a portrait artist who also plays poker? ไวยากรณ์
0:18หรือลูซี่เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนที่เล่นโป๊กเกอร์ด้วย?
who also plays poker: การเพิ่มเงื่อนไขด้วยอนุประโยคขยายคำนาม
who also plays poker เป็นอนุประโยคขยาย a portrait artist โดย who ย้อนกลับไปหมายถึงคนคนเดิมคือ Lucy และ also plays poker เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับเธออีกหนึ่งอย่าง ดังนั้นคำบรรยายที่ยาวกว่าจึงมีสองเงื่อนไข คือเธอเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือนและเธอเล่นโป๊กเกอร์ ไม่ได้กล่าวถึงคนละคน
แบบฝึกหัด
"a portrait artist who also plays poker" บอกข้อมูลอะไรแก่เรา
- คนหนึ่งเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือน ส่วนอีกคนหนึ่งเล่นโป๊กเกอร์
- คนคนเดียวกันเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือนและเล่นโป๊กเกอร์
- คนนั้นเล่นโป๊กเกอร์แทนที่จะเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือน
ดูคำตอบ
คนคนเดียวกันเป็นจิตรกรวาดภาพเหมือนและเล่นโป๊กเกอร์
In studies of similar questions: กรอบสำหรับนำเสนอหลักฐานจากงานวิจัย
In studies of similar questions เป็นกรอบข้อมูลที่วางไว้ต้นประโยค โดยบอกผู้ฟังว่าผลลัพธ์ที่จะกล่าวต่อไปมาจากงานวิจัยเกี่ยวกับคำถามที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มาจากตัวอย่างที่กำลังพูดถึงเพียงกรณีเดียว studies ในที่นี้เป็นคำนามพหูพจน์ที่หมายถึงงานวิจัย ไม่ใช่กิจกรรมการเรียน ส่วน similar questions หมายถึงคำถามที่คล้ายกันในด้านที่เกี่ยวข้อง แม้จะใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกันทุกคำก็ตาม
แบบฝึกหัด
In studies of similar questions ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- วลีนี้วางกรอบให้เปอร์เซ็นต์ที่ตามมาเป็นหลักฐานจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
- วลีนี้บอกว่าผู้เข้าร่วมกำลังเรียนรู้วิธีตั้งคำถาม
- วลีนี้บอกให้ผู้ฟังเริ่มโครงการวิจัยใหม่
ดูคำตอบ
วลีนี้วางกรอบให้เปอร์เซ็นต์ที่ตามมาเป็นหลักฐานจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
up to 80% of participants chose the equivalent of the second statement, การใช้คำ
0:25ผู้เข้าร่วมถึง 80% เลือกคำตอบที่เทียบเท่ากับข้อความที่สอง
up to 80% เพื่อระบุขีดจำกัดสูงสุด
Up to 80% หมายความว่า 80% เป็นขีดจำกัดสูงสุด เปอร์เซ็นต์จริงอาจต่ำกว่านี้ได้ และวลีนี้ไม่ได้ยืนยันว่าตัวเลขเท่ากับ 80% พอดีหรือมากกว่า 80%
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำที่ขึ้นต้นด้วย up และหมายถึง “ไม่เกิน”: The hall can hold ____ 200 people.
ดูคำตอบ
up to
the equivalent of: การเทียบสิ่งที่มีค่าเท่ากันข้ามเวอร์ชันหรือระบบ
ในประโยคนี้ the equivalent of the second statement หมายถึงตัวเลือกที่มีความหมายหรือบทบาททางเหตุผลตรงกับข้อความที่สอง ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องเห็นหรือเลือกถ้อยคำที่เหมือนกันทุกคำ โครงสร้าง the equivalent of + คำนาม ใช้ระบุว่าสิ่งหนึ่งมีความหมาย คุณค่า หรือหน้าที่เท่ากับอีกสิ่งหนึ่งในเวอร์ชัน ระบบ หรือสถานการณ์ที่ต่างกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “สิ่งที่ตรงกันและมีคุณค่าเท่ากัน”: In this system, Level 5 is ____ an A grade.
ดูคำตอบ
the equivalent of
that Lucy is a portrait artist who also plays poker.
0:30ที่ว่าลูซี่เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนที่เล่นโป๊กเกอร์ด้วย
nothing we know about Lucy suggests an affinity for art, การใช้คำ
0:34ไม่มีอะไรที่เรารู้เกี่ยวกับลูซี่ที่บ่งบอกถึงความสนใจในงานศิลปะ
suggests an affinity for art: อนุมานความสนใจในศิลปะโดยธรรมชาติ
ในประโยคนี้ suggests หมายถึง “ให้เหตุผลที่ทำให้คิดเช่นนั้น” ไม่ใช่ “พิสูจน์” เนื่องจากประธานคือ nothing we know about Lucy ประโยคทั้งหมดจึงบอกว่า ข้อเท็จจริงที่รู้อยู่ไม่มีข้อใดชี้ไปยังข้อสรุปนี้ An affinity for art หมายถึงความสนใจ ความดึงดูดใจ หรือความรู้สึกผูกพันกับศิลปะโดยธรรมชาติ เป็นการบอกแนวโน้มหรือความเข้ากันได้ ไม่ใช่ทักษะทางศิลปะ
แบบฝึกหัด
ใน “nothing we know about Lucy suggests an affinity for art,” ข้อเท็จจริงที่รู้อยู่บ่งชี้อะไร
- ไม่ได้ให้สัญญาณว่าลูซีมีความสนใจในศิลปะโดยธรรมชาติ
- พิสูจน์ว่าลูซีเป็นศิลปินที่มีทักษะ
- แนะนำให้ลูซีเรียนศิลปะ
ดูคำตอบ
ไม่ได้ให้สัญญาณว่าลูซีมีความสนใจในศิลปะโดยธรรมชาติ
but statistics and probability are useful in poker.
0:38แต่สถิติและความน่าจะเป็นมีประโยชน์ในเกมโป๊กเกอร์
After all: การเพิ่มเหตุผลสนับสนุน
After all ใช้นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนความคิดซึ่งเพิ่งกล่าวไป ในที่นี้ข้อมูลเกี่ยวกับลูซีทำให้ข้อความที่สองดูสมเหตุสมผลขึ้น สำนวนนี้จึงช่วยอธิบายว่าทำไมผู้คนอาจเลือกข้อความนั้น เมื่อ After all อยู่ต้นประโยค เนื้อหาที่ตามมามักให้เหตุผล แก้ต่าง หรือย้ำเหตุผลที่สนับสนุนประเด็นก่อนหน้า สำนวนนี้ไม่ได้บอกลำดับเวลา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำเชื่อมที่เพิ่มเหตุผลสนับสนุน: We can walk home. ____, it is only ten minutes away.
ดูคำตอบ
After all
And yet: ส่งสัญญาณการหักมุมที่คาดไม่ถึง
And yet เป็นคำเชื่อมที่หมายถึง “แม้จะมีสิ่งที่เพิ่งกล่าวไป” โดยยังคงให้ความสำคัญกับแนวคิดก่อนหน้า แล้วนำไปสู่ข้อสรุปที่ขัดกับความคาดหมายซึ่งเกิดจากแนวคิดนั้น ในที่นี้ วลีนี้ส่งสัญญาณว่าเหตุผลก่อนหน้าอาจฟังดูน่าเชื่อ แต่ผู้พูดกำลังจะปฏิเสธข้อสรุปนั้นว่าเป็นคำตอบที่ผิด ในคำอธิบายหรือการให้เหตุผล วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังสังเกตเห็นการหักมุมที่คาดไม่ถึง
แบบฝึกหัด
ใน “And yet, this is the wrong answer,” คำว่า And yet ส่งสัญญาณอะไรแก่ผู้ฟัง
- ผู้พูดจะอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปตามลำดับเวลา
- ผู้พูดจะปฏิเสธคำตอบที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล
- ผู้พูดจะเพิ่มเหตุผลอีกข้อเพื่อสนับสนุนคำตอบเดิม
ดูคำตอบ
ผู้พูดจะปฏิเสธคำตอบที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล
How do we know the first statement is more likely to be true? ลำดับความ
0:46เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อความแรกมีแนวโน้มที่จะเป็นความจริงมากกว่า?
How do we know ...? ในฐานะคำถามชี้นำ
ในที่นี้ How do we know...? เป็นคำถามชี้นำ ผู้พูดใช้คำถามนี้เพื่อพาเนื้อหาจากข้อสรุปว่าข้อความแรกน่าจะเป็นจริงมากกว่า ไปสู่เหตุผลที่สนับสนุนข้อสรุปนั้น โครงสร้าง How do we know + อนุประโยค ใช้ถามว่ามีหลักฐานหรือเหตุผลอะไรที่ยืนยันข้อกล่าวอ้าง หลัง know อนุประโยคยังคงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ the first statement is... ไม่ใช่ is the first statement....
แบบฝึกหัด
ในการอธิบาย How do we know ...? มีหน้าที่หลักอะไร
- พาจากข้อกล่าวอ้างไปสู่หลักฐานหรือเหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้น
- ยอมรับว่าผู้พูดไม่มีคำตอบ
- จบหัวข้อโดยไม่อธิบายเพิ่มเติม
ดูคำตอบ
พาจากข้อกล่าวอ้างไปสู่หลักฐานหรือเหตุผลที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้น
Because it's a less specific version of the second statement. การใช้คำ
0:50เพราะมันเป็นเวอร์ชันที่เจาะจงน้อยกว่าข้อความที่สอง
a less specific version of: เงื่อนไขน้อยกว่าและขอบเขตกว้างกว่า
a less specific version of หมายถึงรูปแบบของสิ่งหนึ่งที่ให้รายละเอียดน้อยกว่าหรือมีเงื่อนไขน้อยกว่า ในประโยคนี้ ข้อความแรกมีขอบเขตกว้างกว่าข้อความที่สอง เพราะข้อความที่สองเพิ่มเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อ โครงสร้างคือ a less specific version of + นามวลี less specific อธิบายขอบเขต ไม่ได้อธิบายคุณภาพหรือความจริงเท็จ ข้อความที่เฉพาะเจาะจงน้อยกว่าสามารถใช้ได้กับกรณีที่มากกว่า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีที่ตรงกับความหมายว่า “รูปแบบที่มีรายละเอียดหรือเงื่อนไขน้อยกว่า”: The short weather alert is ____ the detailed forecast.
ดูคำตอบ
a less specific version of
doesn't make any claims about what else she might or might not do. โน้ต
0:56ไม่ได้ยืนยันถึงสิ่งที่เธออาจจะทำหรือไม่ทำ
Saying that Lucy is a portrait artist ในฐานะประธานของประโยค
ในประโยคนี้ Saying that Lucy is a portrait artist เป็นประธานของ doesn't make any claims คำว่า Saying เป็นกริยารูป -ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม และอนุประโยค Saying that... ทั้งหมดถูกมองเป็นสิ่งหนึ่ง คือการหรือข้อเท็จจริงของการกล่าวข้อความนั้น รูปนี้ไม่ใช่กริยาในโครงสร้างกำลังกระทำ รูปแบบ Saying that + อนุประโยค สามารถนำข้อความหนึ่งมาไว้ต้นประโยค แล้วให้ส่วนที่เหลืออธิบายผล สิ่งที่สื่อโดยนัย หรือขอบเขตทางเหตุผลของข้อความนั้น
แบบฝึกหัด
เติมรูปที่ถูกต้องของ say เพื่อให้การกล่าวข้อความเป็นประธานของประโยค: ____ that the road is shorter does not prove it is faster.
ดูคำตอบ
Saying
doesn't make any claims about: ไม่กล่าวอ้างสิ่งใด
To make a claim about something หมายถึงการเสนอข้อความเกี่ยวกับบางสิ่งว่าเป็นความจริง ใน doesn't make any claims about รูปปฏิเสธ doesn't...any แสดงว่าไม่มีการกล่าวอ้างเช่นนั้นเกี่ยวกับหัวข้อที่ตามมาเลย วลีนี้ใช้กำหนดขอบเขตว่าสิ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้าสนับสนุนข้อสรุปได้แค่ไหน การระบุว่า Lucy เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนไม่ได้ให้ข้อมูลที่แน่นอนว่าเธอทำหรือไม่ทำกิจกรรมอื่นใด
แบบฝึกหัด
เติมวลีปฏิเสธจากบทเรียนให้ครบถ้วน โดยต้องมี any: The brochure ____ the medicine's long-term effects.
ดูคำตอบ
doesn't make any claims about
might or might not: เปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้
might or might not เชื่อมความเป็นไปได้ด้านบวกกับด้านลบเข้าด้วยกัน กล่าวคือ บางสิ่งอาจเกิดขึ้น และก็อาจไม่เกิดขึ้นได้เช่นกัน ในประโยคนี้ การที่ Lucy เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนไม่ได้ทำให้เรารู้แน่ชัดเกี่ยวกับกิจกรรมอื่นของเธอ โครงสร้างคือ might or might not + กริยารูปพื้นฐาน นี่ไม่ใช่การพูดซ้ำหรือลังเล แต่เป็นการตั้งใจไม่เลือกตัดความเป็นไปได้ด้านใดด้านหนึ่งออก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างตามบทเรียนที่ใช้ might สองครั้ง: The school trip ____ happen on Friday.
ดูคำตอบ
might or might not
than making art based on the background information,
1:05เมื่อเทียบกับการทำงานศิลปะจากข้อมูลเบื้องหลัง
far easier to imagine ... than ...: การเปรียบเทียบที่เน้นว่าต่างกันมาก
Far easier ... than ... เป็นการเปรียบเทียบที่เน้นความแตกต่างมาก ในที่นี้หมายความว่า การจินตนาการว่าเธอเล่นโป๊กเกอร์ง่ายกว่าการจินตนาการว่าเธอสร้างงานศิลปะมาก far ขยายคำขั้นกว่า easier ให้หมายถึง “ต่างกันมาก” ไม่ได้หมายถึงระยะทางไกล โครงสร้างคือ far easier to imagine + คน + กิจกรรม A รูป -ing + than + กิจกรรม B รูป -ing โดยเข้าใจว่าคนนั้นเป็นผู้ทำทั้งสองกิจกรรม และสามารถละคำที่ซ้ำหลัง than ได้เมื่อความหมายยังชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้ far และรูปขั้นกว่าของ easy เติมประโยคให้สมบูรณ์: With the clear signs, it is ____ to find the library than the campsite.
ดูคำตอบ
far easier
the second statement is only true if she does both of these things. ไวยากรณ์
1:08ข้อความที่สองจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเธอทำทั้งสองอย่างนี้
even though: ยอมรับข้อเท็จจริงโดยที่ผลไม่เปลี่ยน
even though ใช้นำความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อเท็จจริงแต่ผลยังคงเดิม อนุประโยคหลังคำนี้เสนอข้อเท็จจริงหรือประเด็นที่ยอมรับว่าเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้เราคาดหวังผลอย่างหนึ่ง ส่วนประโยคหลักบอกผลหรือข้อสรุปที่ยังคงเป็นจริงแม้จะมีประเด็นนั้น ในที่นี้ การจินตนาการว่า Lucy เล่นโป๊กเกอร์ทำได้ง่ายกว่า แต่ความรู้สึกจากข้อมูลเบื้องหลังนี้ไม่ได้ทำให้ข้อความที่สองเป็นจริง even though แสดงว่าผู้พูดยอมรับสิ่งที่จินตนาการได้ง่ายกว่า ไม่ได้ใช้สิ่งนั้นเป็นเหตุผลที่พิสูจน์ข้อสรุป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ even though เพื่อยอมรับข้อเท็จจริงพร้อมกับแสดงว่าผลยังคงเกิดขึ้น
- Even though the path was muddy, we finished the walk.
- Even if the path is muddy tomorrow, we will finish the walk.
- Because the path was muddy, we finished the walk.
ดูคำตอบ
Even though the path was muddy, we finished the walk.
only true if: การระบุเงื่อนไขที่จำเป็น
Only true if หมายความว่าสิ่งที่ตามหลัง if เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น ในประโยคนี้ ข้อความที่สองจะเป็นจริงไม่ได้หากเธอไม่ได้ทำทั้งสองอย่าง การทำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คำว่า only จำกัดเงื่อนไขที่ทำให้สิ่งหนึ่งถือว่าเป็นจริงได้ ในโครงสร้างทั่วไป A is only true if B นั้น A จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มี B
แบบฝึกหัด
“The safety claim is only true if both tests pass” บอกอะไร
- ข้อความเรื่องความปลอดภัยเป็นจริงไม่ว่าการทดสอบจะผ่านหรือไม่
- การผ่านการทดสอบทั้งสองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้ข้อความเรื่องความปลอดภัยเป็นจริง
- การผ่านการทดสอบทั้งสองเป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่จำเป็น
ดูคำตอบ
การผ่านการทดสอบทั้งสองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้ข้อความเรื่องความปลอดภัยเป็นจริง
However counterintuitive it seems to: ไม่ว่าจะดูขัดกับสัญชาตญาณเพียงใด
however ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า “แต่” แต่ขยายคำว่า counterintuitive และเริ่มอนุประโยคที่แสดงการยอมรับเงื่อนไข รูปแบบ however + คำคุณศัพท์ + ประธาน + คำกริยา หมายถึง “ไม่ว่า……เพียงใด” รูปแบบนี้ยอมรับว่าความคิดหนึ่งอาจดูน่าแปลกหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่เปลี่ยนข้อสรุปหลัก ใน it seems to imagine Lucy as an artist คำว่า it ชี้ไปข้างหน้าถึงการกระทำ to imagine Lucy as an artist ส่วนเปิดทั้งหมดจึงหมายความว่าข้อสรุปยังคงเป็นจริง ไม่ว่าการจินตนาการเช่นนั้นจะดูขัดกับสัญชาตญาณเพียงใด
แบบฝึกหัด
เติมคำทางการหนึ่งคำที่มีความหมายเท่ากับ no matter how: ____ surprising the result seems, we still need to check it.
ดูคำตอบ
However
adds another condition on top of that: เพิ่มเงื่อนไขซ้อนขึ้นอีกข้อ
วลี adds another condition on top of that หมายถึงการเพิ่มเงื่อนไขใหม่เข้าไปในเงื่อนไขที่กล่าวไว้แล้ว that ชี้กลับไปยังเงื่อนไขก่อนหน้า และ on top of ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ คือเงื่อนไขใหม่ถูกซ้อนเพิ่มเข้าไป ไม่ได้มาแทนเงื่อนไขแรก ถ้อยคำนี้แสดงตรรกะแบบสะสม หากทุกเงื่อนไขต้องเป็นจริงพร้อมกัน การเพิ่มอีกหนึ่งเงื่อนไขจะทำให้คำอธิบายมีข้อจำกัดมากขึ้น และอาจทำให้สถานการณ์ทั้งหมดเป็นไปได้น้อยลง
แบบฝึกหัด
วลีใดเติมประโยคได้เหมาะที่สุดเพื่อแสดงว่าหลักฐานที่อยู่เป็นข้อกำหนดเพิ่มเติม? The permit already requires a photo, and the new rule adds another condition ____: proof of address.
- by itself
- on top of that
- instead of that
ดูคำตอบ
on top of that
making it less likely: ใช้รูป -ing เพื่อบอกผลลัพธ์
making it less likely เป็นอนุประโยค -ing ที่บอกผลจากสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง สามารถเขียนให้เต็มขึ้นได้ว่า “and this makes it less likely” ประธานที่ละไว้ของ making หมายถึงสถานการณ์ทั้งหมดก่อนหน้า ไม่ใช่คนคนหนึ่งที่กำลัง “สร้าง” บางสิ่งตามความหมายตรง ๆ โครงสร้างนี้ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์แบบเหตุและผลโดยไม่ต้องเริ่มประโยคสมบูรณ์ใหม่
แบบฝึกหัด
ใน “The extra requirement reduces the number of valid choices, making success less likely,” อนุประโยค -ing สื่อถึงอะไร
- จุดประสงค์ของการเพิ่มข้อกำหนด
- ผลที่เกิดจากสถานการณ์ก่อนหน้า
- การกระทำอีกอย่างหนึ่งของบุคคลที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร
ดูคำตอบ
ผลที่เกิดจากสถานการณ์ก่อนหน้า
will always be greater than the likelihood of A and B both occurring. ไวยากรณ์
1:28จะต้องมากกว่าความเป็นไปได้ที่ A และ B จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ
For any possible set of events: กำหนดขอบเขตของกฎ
For any possible set of events กำหนดขอบเขตก่อนข้อความหลัก โดยบอกผู้ฟังว่ากฎนี้ใช้กับชุดเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ทุกชุด ไม่ได้ใช้เฉพาะกับตัวอย่างที่กล่าวถึงก่อนหน้าเท่านั้น for ในที่นี้หมายถึง “ในกรณีของ” หรือ “เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับ” ไม่ได้หมายถึง “เพื่อจุดประสงค์ของ” การขึ้นต้นแบบนี้เปลี่ยนคำอธิบายจากกรณีเฉพาะไปเป็นหลักการทั่วไป
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับหน้าที่ของ “For any possible set of events” ในประโยคตัวอย่างมากที่สุด
- กำหนดขอบเขตที่กฎต่อไปนี้ใช้ได้
- ระบุชุดเหตุการณ์เฉพาะเพียงชุดเดียวที่กำลังกล่าวถึง
- บอกจุดประสงค์ที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น
ดูคำตอบ
กำหนดขอบเขตที่กฎต่อไปนี้ใช้ได้
the likelihood of A occurring: การบอกความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
the likelihood of A occurring หมายถึง “ความเป็นไปได้ที่ A จะเกิดขึ้น” โดย likelihood เป็นคำนามหลัก และ of A occurring ระบุว่าเรากำลังพูดถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ใด ใน A occurring สิ่งที่เกิดขึ้นคือ A ส่วน occurring ไม่ใช่อีกเหตุการณ์หนึ่ง ทั้งวลีทำให้เหตุการณ์กลายเป็นสิ่งที่วัดหรือเปรียบเทียบได้
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้างเป้าหมายเติมประโยคให้สมบูรณ์: The ____ the bus arriving late is low.
ดูคำตอบ
likelihood of
will always be greater than: การเปรียบเทียบที่ใช้บอกกฎ
ในประโยคนี้ will always be greater than บอกว่าปริมาณหนึ่งมากกว่าอีกปริมาณหนึ่งในทุกกรณีที่กฎนี้ครอบคลุม ส่วน greater than ใช้เปรียบเทียบค่าความเป็นไปได้ทั้งสองค่า will ในที่นี้ไม่ได้เน้นว่าการเปรียบเทียบจะเกิดขึ้นในอนาคต ในการบอกกฎทั่วไป will สามารถบอกผลที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และ always บอกว่าไม่มีข้อยกเว้น
แบบฝึกหัด
will always be greater than หมายถึงอะไรในประโยคที่อธิบายกฎนี้?
- เป็นการคาดการณ์การเปรียบเทียบครั้งหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
- เป็นการบอกว่าปริมาณแรกเต็มใจที่จะมีค่ามากขึ้น
- เป็นการเปรียบเทียบที่เป็นจริงในฐานะกฎ
ดูคำตอบ
เป็นการเปรียบเทียบที่เป็นจริงในฐานะกฎ
the subset who are portrait artists might be relatively small.
1:37กลุ่มย่อยที่เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนอาจจะค่อนข้างเล็ก
If we took ...: ใช้รูปอดีตเพื่อแสดงสถานการณ์สมมติ
ตรงนี้ If we took ... ชวนให้ผู้ฟังจินตนาการถึงการกระทำหนึ่ง รูปอดีต took ไม่ได้บอกว่าการสุ่มตัวอย่างเกิดขึ้นแล้วในอดีต แต่ทำให้เงื่อนไขเป็นสถานการณ์สมมติ ประโยคหลักใช้ might be เพื่อแสดงผลที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่จินตนาการไว้ รูปแบบที่พบบ่อยคือ if + รูปอดีต แล้วตามด้วย would, might หรือ could + กริยารูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
If we took ... ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร
- ผู้พูดรายงานว่าได้เก็บตัวอย่างไปแล้วในอดีต
- ผู้พูดขอให้เราจินตนาการว่ากำลังเก็บตัวอย่าง โดยไม่ได้บอกว่าเกิดการเก็บตัวอย่างจริงแล้ว
- ผู้พูดสั่งให้เก็บตัวอย่างตอนนี้
ดูคำตอบ
ผู้พูดขอให้เราจินตนาการว่ากำลังเก็บตัวอย่าง โดยไม่ได้บอกว่าเกิดการเก็บตัวอย่างจริงแล้ว
random sample: กลุ่มตัวอย่างที่เลือกด้วยกระบวนการสุ่ม
ในทางสถิติ random sample คือกลุ่มที่เลือกจากประชากรขนาดใหญ่กว่าด้วยวิธีที่อาศัยการสุ่ม กระบวนการสุ่มเป็นตัวกำหนดว่าจะรวมใครหรือสิ่งใด ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวหรือความสะดวกในการเข้าถึง ตรงนี้ random อธิบายวิธีการเลือก ไม่ได้หมายถึงสะเพร่า แปลก หรือเลือกโดยไม่มีวิธีการใดเลย
แบบฝึกหัด
กลุ่มใดเหมาะจะเรียกว่า random sample มากที่สุด
- คนสิบคนแรกที่มาถึง
- คนที่เลือกจากรายชื่อทั้งหมดด้วยกระบวนการสุ่ม
- คนที่ได้รับการติดต่อเพราะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
ดูคำตอบ
คนที่เลือกจากรายชื่อทั้งหมดด้วยกระบวนการสุ่ม
than the subset who are portrait artists and play poker.
1:43กลุ่มย่อยที่เป็นทั้งศิลปินวาดภาพเหมือนและเล่นโป๊กเกอร์แน่นอน
will necessarily be bigger than: การเปรียบเทียบที่แน่นอนตามตรรกะ
Will necessarily be bigger than บอกว่าปริมาณหรือกลุ่มหนึ่งต้องใหญ่กว่าอีกกลุ่มหนึ่ง necessarily แสดงว่าข้อสรุปนี้ตามมาจากข้อเท็จจริงหรือความสัมพันธ์ที่ให้ไว้ ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ ในที่นี้ bigger เปรียบเทียบจำนวนคนในสองเซต เนื่องจากเซตย่อยที่แคบกว่ามีเงื่อนไขเพิ่มอีกหนึ่งข้อ การเปรียบเทียบนี้จึงถูกนำเสนอว่าเป็นผลที่รับประกันได้ตามตรรกะ
แบบฝึกหัด
necessarily เพิ่มความหมายอะไรให้กับประโยคนี้
- มีคนมีหน้าที่ต้องทำให้กลุ่มใหญ่ขึ้น
- การเปรียบเทียบขนาดของกลุ่มเป็นผลตามตรรกะจากความสัมพันธ์นั้น
- เพียงคาดว่ากลุ่มจะใหญ่กว่า แต่ไม่ได้รับประกัน
ดูคำตอบ
การเปรียบเทียบขนาดของกลุ่มเป็นผลตามตรรกะจากความสัมพันธ์นั้น
who belongs to the second group ... also belong to the first: การเป็นสมาชิกของเซต
Belong to หมายถึง “เป็นสมาชิกของ” กลุ่ม หมวดหมู่ หรือเซต who belongs to the second group ขยายคำว่า anyone ส่วน also belong to the first บอกว่าคนคนเดียวกันนั้นเป็นสมาชิกของกลุ่มแรกด้วย รูปทั้งสองใช้หลักไวยากรณ์ต่างกัน belongs สอดคล้องกับ anyone ซึ่งเป็นเอกพจน์ภายในอนุประโยคขยาย ส่วน belong คงรูปพื้นฐานหลัง will ในบริบทนี้ทั้งสองรูปบอกการจัดประเภทอย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ belong to เพื่อเติมข้อความเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกของเซตให้สมบูรณ์: Every square ____ the set of rectangles.
ดูคำตอบ
belongs to
but not vice versa: เมื่อกลับความสัมพันธ์แล้วไม่เป็นจริง
But not vice versa หมายความว่า เมื่อนำสองฝ่ายมาสลับกัน ข้อความเดิมจะไม่เป็นจริง ในที่นี้ กลุ่มที่สองอยู่ภายในกลุ่มแรก แต่การอยู่ในกลุ่มแรกไม่ได้รับประกันว่าจะอยู่ในกลุ่มที่สอง Vice versa ใช้แทนการพูดข้อความที่กลับความสัมพันธ์แล้วซ้ำทั้งหมด หลังข้อความว่า “A นำไปสู่ B” คำว่า but not vice versa หมายถึง B ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ A
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายความว่าความสัมพันธ์ที่กลับด้านไม่เป็นจริง: Every violin is an instrument, but not ____.
ดูคำตอบ
vice versa
The more ..., the less ...: โครงสร้างเปรียบเทียบแบบคู่
The more conditions there are, the less likely an event becomes ใช้รูปเปรียบเทียบแบบคู่ the + comparative ..., the + comparative .... โดยเชื่อมปริมาณสองอย่างที่เปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน คือเมื่อจำนวนเงื่อนไขเพิ่มขึ้น โอกาสที่เหตุการณ์จะเกิดก็ลดลง ในโครงสร้างนี้ the ไม่ใช่คำนำหน้านาม แต่ละ the นำเข้าส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ และทั้งสองส่วนใช้รูปเปรียบเทียบ เช่น more หรือ less likely
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างเปรียบเทียบแบบคู่เพื่อบอกว่าการฝึกมากขึ้นช่วยลดความกังวล: ____ you practice, ____ nervous you feel.
ดูคำตอบ
The more · the less
So why do ...? ที่ใช้เชื่อมไปสู่คำอธิบายถัดไป
So ที่ขึ้นต้นประโยคเชื่อมคำถามนี้เข้ากับข้อสรุปที่เพิ่งกล่าวไป คำถามทั้งประโยคเน้นความขัดแย้งที่น่าแปลกใจ คือการเพิ่มเงื่อนไขควรทำให้ความน่าจะเป็นลดลง แต่ข้อความแบบนั้นกลับอาจดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ในการอธิบาย คำถามอย่าง So why do ...? มักใช้ชี้นำผู้ฟัง ไม่ได้มีไว้เพื่อขอคำตอบเท่านั้น คำถามนี้กำหนดให้สาเหตุของความขัดแย้งเป็นหัวข้อถัดไปและปูทางสู่คำอธิบายที่ตามมา
แบบฝึกหัด
คำถามนี้ทำหน้าที่หลักอย่างไรในการอธิบาย?
- นำเสนอตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บอกว่าการอภิปรายจบแล้ว
- เชื่อมผลลัพธ์ก่อนหน้ากับสาเหตุที่จะอธิบายต่อไป
ดูคำตอบ
เชื่อมผลลัพธ์ก่อนหน้ากับสาเหตุที่จะอธิบายต่อไป
This is a phenomenon known as the conjunction fallacy. โน้ต
2:02นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ตรรกะวิบัติแบบอ้างเหตุผลซ้อน (Conjunction Fallacy)
known as the ... สำหรับแนะนำชื่อหรือคำศัพท์
Known as + ชื่อหรือคำเรียก หมายถึง “ถูกเรียกว่า” หรือ “เป็นที่รู้จักในชื่อนั้น” ในที่นี้ known as the conjunction fallacy เป็นอนุประโยคขยายที่ย่อรูปและขยายคำว่า phenomenon โดยมีรูปเต็มเทียบเท่ากับ a phenomenon that is known as the conjunction fallacy วลีนี้ทำหน้าที่บอกชื่อของปรากฏการณ์ แต่ไม่ได้ให้คำนิยามหรือคำอธิบายด้วยตัวมันเอง รูปแบบการตั้งชื่อนี้พบได้บ่อยเมื่อข้อความบอกคำศัพท์สำหรับสิ่งที่เพิ่งอธิบายไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่มีความหมายว่า “ถูกเรียกว่า”: This proportion is ____ the golden ratio.
ดูคำตอบ
known as
conjunction fallacy: การมองว่า A และ B มีโอกาสเกิดมากกว่า A
conjunction fallacy คือข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลที่มองว่าเหตุการณ์ร่วม A และ B มีโอกาสเกิดมากกว่าเหตุการณ์ A ที่ยังไม่ได้เพิ่มเงื่อนไข B แต่ทุกกรณีที่ A และ B เกิดพร้อมกันย่อมรวมอยู่ในกรณีที่ A เกิดอยู่แล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ร่วมจึงมีโอกาสเกิดมากกว่า A ไม่ได้ ในที่นี้ conjunction หมายถึงการรวมทางตรรกะว่า “A และ B” ไม่ใช่คำศัพท์ไวยากรณ์สำหรับคำอย่าง and หรือ but ส่วน fallacy หมายถึงข้อผิดพลาดในการให้เหตุผล ไม่จำเป็นต้องหมายถึงคำโกหก
แบบฝึกหัด
การตัดสินแบบใดแสดงถึง conjunction fallacy
- คนหนึ่งใช้ and เชื่อมคำสองคำในประโยค
- คนหนึ่งบอกว่า A และ B ที่เกิดพร้อมกันมีโอกาสมากกว่า A ที่ยังไม่ได้เพิ่มเงื่อนไข B
- คนหนึ่งบอกว่า A มีโอกาสเกิดอย่างน้อยเท่ากับ A และ B ที่เกิดพร้อมกัน
ดูคำตอบ
คนหนึ่งบอกว่า A และ B ที่เกิดพร้อมกันมีโอกาสมากกว่า A ที่ยังไม่ได้เพิ่มเงื่อนไข B
When we're asked to make quick decisions: โครงสร้างกรรมวาจก be asked to
“When we're asked to make quick decisions” เป็นอนุประโยค when ที่กำหนดสถานการณ์ให้ประโยคหลัก กล่าวคือ ปฏิกิริยาที่ตามมามักเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดดันให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว โครงสร้างกรรมวาจกคือ ประธาน + be + asked + to-infinitive: we + are + asked + to make ใน be asked to do something คำว่า ask หมายถึง “ขอหรือกำหนดให้ใครทำบางอย่าง” ไม่ได้หมายถึงเพียง “ถามคำถามใครสักคน” We're เป็นรูปย่อของ we are
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้รูปกรรมวาจกของ ask และกริยา decide: When we ____ quickly, we sometimes miss important details.
ดูคำตอบ
are asked to decide
we tend to look for shortcuts: การบอกแนวโน้มทั่วไป
tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกสิ่งที่มักเกิดขึ้นหรือสิ่งที่คนคนหนึ่งโดยทั่วไปมีแนวโน้มจะทำ ในประโยคนี้ we tend to look for shortcuts แสดงแบบแผนพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นทุกครั้ง shortcuts ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงวิธีที่ช่วยให้ตัดสินได้อย่างรวดเร็วและใช้ความพยายามน้อยลง ไม่ใช่เส้นทางที่สั้นกว่าในทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำที่บอกแนวโน้มทั่วไป: When people feel rushed, they ____ choose the first acceptable option.
ดูคำตอบ
tend to
rather than what is statistically most probable.
2:12มากกว่าสิ่งที่มีความน่าจะเป็นทางสถิติมากที่สุด
In this case: จำกัดการอภิปรายให้อยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน
In this case ชี้ไปยังสถานการณ์หรือตัวอย่างเฉพาะที่กำลังพูดถึง และกำหนดขอบเขตของข้อความที่ตามมา กล่าวคือ แนวคิดทั่วไปกำลังถูกนำมาใช้กับสถานการณ์เฉพาะนี้ case ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์หรือตัวอย่าง ไม่ใช่คดีทางกฎหมาย
แบบฝึกหัด
In this case ที่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไร?
- บอกว่าข้อความนี้เป็นจริงในทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้
- จำกัดข้อความให้อยู่ในสถานการณ์ที่กำลังพูดถึง
- เปิดประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย
ดูคำตอบ
จำกัดข้อความให้อยู่ในสถานการณ์ที่กำลังพูดถึง
What seems plausible rather than what is statistically most probable: สิ่งที่ดูสมเหตุสมผลแทนสิ่งที่มีโอกาสมากที่สุดในทางสถิติ
ประโยคนี้เปรียบต่างอนุประโยค what สองส่วนที่ตามหลัง look for ได้แก่ what seems plausible และ what is statistically most probable ส่วน rather than แสดงว่าผู้คนใช้เกณฑ์แรกแทนเกณฑ์ที่สอง plausible หมายถึงแนวคิดหนึ่งฟังดูน่าเชื่อหรือเข้ากับเรื่องราว ส่วน probable หมายถึงแนวคิดนั้นมีโอกาสสูงที่จะเป็นจริง และ statistically most probable หมายถึงมีโอกาสสูงที่สุดตามตัวเลข ตัวเลือกที่ฟังดูน่าเชื่อจึงไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลือกที่มีโอกาสมากที่สุด
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดอธิบายความแตกต่างใน what seems plausible rather than what is statistically most probable ได้ดีที่สุด
- ทุกสิ่งที่ฟังดูน่าเชื่อย่อมมีโอกาสสูงที่สุดในทางสถิติเสมอ
- ผู้คนเลือกสิ่งที่ฟังดูน่าเชื่อมากกว่าสิ่งที่มีโอกาสสูงที่สุดในทางสถิติ
- ประโยคนี้เปรียบเทียบสองวลีที่มีความหมายเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ
ผู้คนเลือกสิ่งที่ฟังดูน่าเชื่อมากกว่าสิ่งที่มีโอกาสสูงที่สุดในทางสถิติ
On its own: การพิจารณาปัจจัยหนึ่งแยกต่างหาก
On its own หมายถึงการพิจารณาสิ่งหนึ่งแยกต่างหากโดยไม่รวมเข้ากับปัจจัยอื่น วลีนี้กำหนดกรอบสำหรับทำความเข้าใจอนุประโยคทั้งหมดที่ตามมา ในที่นี้ its ชี้ไปที่ข้อเท็จจริงเพียงข้อเดียวซึ่งแสดงด้วย Lucy being an artist วลีนี้บอกให้เราประเมินข้อเท็จจริงนั้นแยกต่างหาก ขณะที่ข้อมูลก่อนหน้ายังคงให้ความคาดหมายที่ใช้ในการเปรียบเทียบ
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ On its own หมายความว่าอย่างไร
- เคลื่อนไหวหรือทำสิ่งต่าง ๆ เมื่อไม่มีใครอยู่ใกล้
- พิจารณาแยกต่างหากโดยไม่รวมกับอีกปัจจัยหนึ่ง
- เป็นของลูซี
ดูคำตอบ
พิจารณาแยกต่างหากโดยไม่รวมกับอีกปัจจัยหนึ่ง
doesn't match the expectations formed by ...: ระบุความไม่สอดคล้องกับความคาดหวังที่มาจากหลักฐาน
doesn't match the expectations หมายความว่า ข้อเท็จจริงในขณะนี้ไม่ตรงกับสิ่งที่เบาะแสก่อนหน้าทำให้ผู้คนคาดไว้ สำนวนนี้แม่นยำกว่า is strange เพราะชี้ชัดถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการคาดการณ์จากหลักฐานกับความเป็นจริง formed by the preceding information เป็นอนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อที่ขยาย expectations หมายความว่า ความคาดหวังเหล่านั้นเกิดจากข้อมูลที่มาก่อน ส่วนขยายที่วางหลังคำนามนี้ระบุที่มาของความคาดหวัง
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “ไม่สอดคล้องกับ” ลงในประโยค: The new evidence ____ the expectations formed by the earlier report.
ดูคำตอบ
doesn't match
The additional detail about her playing poker
2:22รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล่นโป๊กเกอร์ของเธอ
gives us a narrative that resonates with our intuitions. โน้ต
2:24ให้เรื่องราวที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณของเรา
gives us a narrative: มอบกรอบเรื่องเล่าสำหรับตีความข้อมูล
ในโครงสร้าง X gives us a narrative นั้น X เป็นสิ่งที่มอบวิธีเชื่อมโยงและตีความรายละเอียดต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ กริยา give มีกรรมสองตัวในที่นี้ คือ us ระบุผู้รับ และ a narrative ระบุสิ่งที่ได้รับ narrative ในที่นี้หมายถึงคำอธิบายที่เรียบเรียงเป็นเรื่องราว ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแต่ง วลีนี้แสดงให้เห็นว่ารายละเอียดที่เพิ่มเข้ามาจัดข้อมูลให้อยู่ในกรอบคล้ายเรื่องราวได้อย่างไร กรอบนั้นอาจฟังดูน่าเชื่อถือโดยไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นความจริง
แบบฝึกหัด
ใน The headline gives us a narrative about progress วลี gives us a narrative หมายความว่าอย่างไร
- มันมอบกรอบสำหรับเชื่อมโยงข้อมูล
- มันยื่นงานเขียนเรื่องแต่งฉบับพิมพ์ให้เรา
- มันพิสูจน์ว่าเรื่องเล่านั้นถูกต้องตามข้อเท็จจริง
ดูคำตอบ
มันมอบกรอบสำหรับเชื่อมโยงข้อมูล
resonates with our intuitions: สอดคล้องกับสัญชาตญาณ แต่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์
ในที่นี้ resonates with ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เรื่องเล่านี้ให้ความรู้สึกว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดไว้โดยสัญชาตญาณ ไม่ได้หมายความว่ามันทำให้เกิดเสียงจริง ๆ วลีนี้อธิบายว่าทำไมเรื่องหนึ่งจึงอาจดูน่าเชื่อ วลีนี้บอกถึงความสอดคล้องกับสัญชาตญาณของเรา ไม่ใช่หลักฐานว่าเรื่องนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือเป็นความจริง
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ 'resonates with our intuitions' หมายความว่าอะไร
- มันพิสูจน์ว่าเรื่องเล่านั้นมีโอกาสเป็นจริงในเชิงสถิติ
- มันสร้างเสียงที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนจริง
- มันให้ความรู้สึกว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดไว้โดยธรรมชาติ
ดูคำตอบ
มันให้ความรู้สึกว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดไว้โดยธรรมชาติ
It makes it seem more plausible: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน
ใน makes it seem คำว่า make เป็นกริยาแสดงการก่อให้เกิด โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย it เป็นกรรม และ seem คงอยู่ในรูปพื้นฐานโดยไม่มี to ส่วน more plausible เป็นส่วนเติมเต็มหลัง seem โครงสร้างนี้บรรยายความรู้สึกที่เกิดจากปัจจัยหนึ่ง กล่าวคือ ปัจจัยนั้นทำให้บางสิ่งดูน่าเชื่อถือขึ้น ในประโยคนี้ It ตัวแรกชี้ถึงสาเหตุ ส่วน it ตัวที่สองคือสิ่งที่ถูกประเมิน การดูน่าเชื่อถือไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง make + กรรม + seem + คำคุณศัพท์ ให้สมบูรณ์: The extra detail makes the story ____ more plausible.
ดูคำตอบ
seem
more representative of the overall picture: สะท้อนภาพรวมได้ดีกว่า
วลีคุณศัพท์ more representative of the overall picture หมายความว่าตัวเลือกนี้ดูจะสะท้อนรูปแบบหลักของสถานการณ์ทั้งหมดได้ดีกว่าตัวเลือกอื่น more ใช้เปรียบเทียบ representative หมายถึง “ที่แสดงลักษณะทั่วไปได้” และ of นำหน้าสิ่งที่เป็นภาพรวมใหญ่ซึ่งกำลังถูกสะท้อน ตรงนี้เป็นการตัดสินความเป็นตัวแทนหรือลักษณะทั่วไป ไม่ใช่ความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ บางอย่างอาจดูเข้ากับรูปแบบโดยรวม แม้จะไม่ใช่ตัวเลือกที่มีโอกาสมากที่สุด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “สะท้อนกลุ่มที่ใหญ่กว่าได้ดีกว่า”: This sample is ____ the whole population than the smaller sample.
ดูคำตอบ
more representative of
regardless of its actual probability: โดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็นที่แท้จริง
Regardless of หมายถึง “โดยไม่ได้รับผลจาก” หรือ “ไม่ว่า……จะเป็นอย่างไร” ในประโยคนี้ regardless of its actual probability เพิ่มปัจจัยที่ถูกมองข้ามเข้ามา กล่าวคือยังคงเลือกตัวเลือกนั้นแม้ว่าความน่าจะเป็นที่แท้จริงจะชี้ไปทางอื่น of เป็นคำบุพบท ดังนั้นในที่นี้จึงตามด้วยนามวลี its actual probability หากต้องการตามด้วยอนุประโยค ให้ใช้ regardless of whether + อนุประโยค เช่น regardless of whether it is likely
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “โดยไม่ได้รับผลจาก”: The outdoor concert will continue ____ the weather.
ดูคำตอบ
regardless of
including ones with participants who understood statistics well,
2:41รวมถึงในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่เข้าใจสถิติเป็นอย่างดี
to foreign policy experts predicting the likelihood of a diplomatic crisis. การใช้คำ
2:47ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศที่ทำนายความน่าจะเป็นของวิกฤตทางการทูต
“This effect has been observed across multiple studies”: การนำเสนอหลักฐานจากงานวิจัย
has been observed เป็นรูปถูกกระทำของ present perfect จากคำว่า observe หมายความว่านักวิจัยตรวจพบหรือบันทึกผลกระทบนี้ไว้ในงานวิจัย โดยเน้นที่ผลกระทบมากกว่าตัวนักวิจัย across multiple studies หมายความว่าพบผลดังกล่าวในงานวิจัยมากกว่าหนึ่งชิ้น เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้นำเสนอหลักฐานจากงานวิจัยหลายชิ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุของผลกระทบนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมข้อความเชิงหลักฐานแบบเป็นทางการให้สมบูรณ์ โดยใช้รูปถูกกระทำของ present perfect จาก observe แล้วตามด้วย across: The same pattern ____ multiple studies.
ดูคำตอบ
has been observed across
“from students ... to foreign policy experts”: การแสดงปลายทั้งสองด้านของช่วง
ในที่นี้ from ... to ... เชื่อมปลายทั้งสองด้านของช่วง ไม่ได้บอกจุดเริ่มต้นและจุดหมายของการเดินทาง ปลายทั้งสองคือ students และ foreign policy experts จึงแสดงว่าหลักฐานครอบคลุมผู้เข้าร่วมที่แตกต่างกันมาก แต่ละด้านขยายความด้วยวลี -ing ที่มีโครงสร้างขนานกัน คือ students betting ... และ experts predicting ... การทำให้สองด้านมีโครงสร้างคู่ขนานช่วยให้เข้าใจช่วงที่กว้างได้ง่ายและเน้นความครอบคลุม
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างคู่ที่แสดงปลายทั้งสองด้านของช่วงให้สมบูรณ์: The club welcomes everyone ____ beginners learning the rules ____ experienced players leading teams.
ดูคำตอบ
from · to
foreign policy experts ... a diplomatic crisis: ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศและวิกฤตทางการทูต
Foreign policy experts หมายถึงผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาหรือให้คำปรึกษาเรื่องวิธีที่ประเทศหนึ่งดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ในกลุ่มคำนามประสมนี้ foreign policy ระบุสาขาความเชี่ยวชาญและขยาย experts ไม่ได้หมายความว่าตัวผู้เชี่ยวชาญเป็นชาวต่างชาติ Diplomatic เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “เกี่ยวกับการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ใน a diplomatic crisis คำนี้บรรยายความแตกร้าวหรือความขัดแย้งที่รุนแรงในความสัมพันธ์ดังกล่าว สองวลีนี้ทำให้การคาดการณ์อยู่ในบริบททางการของกิจการระหว่างประเทศ
แบบฝึกหัด
ใน “Foreign policy experts warned of a diplomatic crisis.” คำว่า foreign policy experts หมายถึงอะไร
- ผู้ที่มีหน้าที่แปลภาษาให้นักการทูต
- ผู้เชี่ยวชาญด้านวิธีที่ประเทศหนึ่งดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่น
- ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายที่ตัวเองมาจากต่างประเทศ
ดูคำตอบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิธีที่ประเทศหนึ่งดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่น
The conjunction fallacy isn't just a problem in hypothetical situations. ลำดับความ
2:53ตรรกะวิบัติแบบอ้างเหตุผลซ้อนไม่ใช่แค่ปัญหาในสถานการณ์สมมติเท่านั้น
isn't just a problem in ...: การขยายขอบเขตของประเด็น
รูปแบบ X isn't just a problem in Y หมายความว่า X เป็นปัญหาใน Y และยังเป็นปัญหานอกเหนือจาก Y ด้วย ในที่นี้ just หมายถึง “เพียงเท่านั้น” รูปปฏิเสธหักล้างการจำกัดขอบเขตที่แคบ ไม่ได้หักล้างความคิดที่ว่ามีปัญหาอยู่ ในแง่การจัดระเบียบข้อมูล ประโยคเริ่มจากบริบทที่จำกัดคือ hypothetical situations แล้วส่งสัญญาณว่าการอภิปรายกำลังจะขยายไปสู่บริบทจริงหรือบริบทที่กว้างขึ้น คุณสามารถใช้รูปแบบนี้เพื่อเปลี่ยนจากตัวอย่างหรือบริบทหนึ่งไปสู่ข้อกล่าวอ้างที่กว้างกว่า
แบบฝึกหัด
“The conjunction fallacy isn't just a problem in hypothetical situations” สื่อความหมายอย่างไร
- ไม่ใช่ปัญหาในสถานการณ์สมมติ
- เป็นปัญหาเฉพาะในสถานการณ์สมมติเท่านั้น
- เป็นปัญหาในสถานการณ์สมมติและในบริบทอื่นด้วย
ดูคำตอบ
เป็นปัญหาในสถานการณ์สมมติและในบริบทอื่นด้วย
often rely on a version of the conjunction fallacy to seem credible. วลี
3:00มักอาศัยรูปแบบหนึ่งของตรรกะวิบัติแบบอ้างเหตุผลซ้อนเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
ทฤษฎีสมคบคิดและเรื่องข่าวเท็จ
ในบริบทของการรู้เท่าทันสื่อนี้ ทฤษฎีสมคบคิดคือคำกล่าวอ้างที่อธิบายว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นผลงานลับของบุคคลหรือกลุ่มที่มีอำนาจ โดยทั่วไปไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ ส่วนเรื่องข่าวเท็จคือรายงานที่แต่งขึ้นหรือทำให้เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง แต่นำเสนอในรูปแบบข่าว วลีนี้ไม่ได้หมายถึงข่าวทั่วไปที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ ในประโยคนี้ สองวลีดังกล่าวระบุประเภทเนื้อหาในโลกจริงที่อาจใช้ประโยชน์จากอคติทางความคิด และเปลี่ยนประเด็นจากความผิดพลาดเชิงนามธรรมไปสู่ความเสี่ยงของข้อมูลชวนเข้าใจผิดที่ดูน่าเชื่อถือ
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ false news stories ในประโยคนี้มากที่สุด
- รายงานในรูปแบบข่าวที่เสนอคำกล่าวอ้างซึ่งแต่งขึ้นหรือทำให้เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
- นวนิยายที่บังเอิญกล่าวถึงนักข่าว
- รายงานทั่วไปที่มีคำผิดเล็กน้อยหนึ่งจุดโดยไม่ตั้งใจ
ดูคำตอบ
รายงานในรูปแบบข่าวที่เสนอคำกล่าวอ้างซึ่งแต่งขึ้นหรือทำให้เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
มักอาศัยรูปแบบหนึ่งของ...
Rely on หมายถึงพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือใช้สิ่งนั้นเป็นแรงสนับสนุนหรือกลไกที่จำเป็น ในประโยคนี้ เนื้อหาใช้ประโยชน์จากอคติทางความคิดเพื่อช่วยให้ดูน่าเชื่อถือ A version of หมายถึงรูปแบบหรือแบบแปรอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นฉบับทางการหรือฉบับที่ผ่านการแก้ไข เมื่อรวมกัน often rely on a version of แสดงว่ารูปแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย และกลไกดังกล่าวคล้ายกับความผิดพลาดจากการเชื่อมโยงโดยไม่จำเป็นต้องตรงกับรูปแบบในตำราทุกประการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ rely on และ a version of: Misleading advertisements often ____ social proof.
ดูคำตอบ
rely on a version of
The more ..., the more ...: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่เชื่อมโยงกัน
The more ..., the more ... เป็นโครงสร้างเปรียบเทียบที่เชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างเข้าด้วยกัน เมื่อทั้งสองส่วนใช้ more หมายความว่าเมื่อปริมาณหรือระดับอย่างแรกเพิ่มขึ้น อย่างที่สองก็เพิ่มขึ้นตาม ในประโยคนี้ ยิ่งเติมรายละเอียดที่โดนใจมากเท่าไร เรื่องก็ยิ่งดูน่าเชื่อมากขึ้น โครงสร้างนี้แสดงความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผลหรือความจริง คำว่า seem มีความสำคัญ เพราะเรื่องเพียงแค่ดูน่าเชื่อขึ้น ไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่เรื่องนั้นจะเป็นจริงเพิ่มขึ้นด้วยเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างเปรียบเทียบที่เชื่อมโยงกันแบบเดียวกันให้สมบูรณ์: ____ clues you check, ____ confident you can be.
ดูคำตอบ
The more · the more
more resonant details: รายละเอียดที่ยิ่งโดนใจ
ใน more resonant details คำว่า resonant ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงรายละเอียดที่โดนใจ เพราะเชื่อมโยงกับความรู้สึก ประสบการณ์ หรือความเชื่อเดิมของผู้คน จึงทำให้รู้สึกว่ามีความหมายหรือคุ้นเคย ผลนี้เป็นผลทางจิตใจ ไม่ใช่หลักฐาน รายละเอียดที่โดนใจอาจทำให้เรื่องที่เหลือเชื่อดูสมเหตุสมผลได้ แม้รายละเอียดนั้นจะไม่ถูกต้องหรือยังไม่ได้รับการตรวจสอบก็ตาม
แบบฝึกหัด
more resonant details ในประโยคมีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด
- รายละเอียดมากขึ้นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อแต่อาจไม่ได้มีความหมายต่อผู้คน
- รายละเอียดมากขึ้นที่ผ่านการตรวจสอบและมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน
- รายละเอียดมากขึ้นที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกหรือประสบการณ์ของผู้คน
ดูคำตอบ
รายละเอียดมากขึ้นที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกหรือประสบการณ์ของผู้คน
an outlandish story: เรื่องราวที่แปลกและไม่น่าเชื่ออย่างมาก
ในประโยคนี้ an outlandish story หมายถึงเรื่องราวที่แปลกหรือสุดโต่งมากจนเชื่อได้ยาก outlandish เป็นคำคุณศัพท์ที่ขยาย story และแสดงการประเมินของผู้พูด คำนี้ไม่ได้แสดงเพียงความประหลาดใจ แต่ยังแสดงความสงสัยด้วย ผู้พูดมองว่าเรื่องนั้นไกลเกินขอบเขตของสิ่งที่สมเหตุสมผล ความหมายนี้ยังใช้กับคำกล่าวอ้าง คำอธิบาย ความคิด หรือแผนที่ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ได้ด้วย
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ an outlandish story มากที่สุด
- เรื่องราวธรรมดาที่เป็นไปตามคาด
- เรื่องราวที่แปลกหรือสุดโต่งมากจนเชื่อได้ยาก
- เรื่องราวจากประเทศอื่น
ดูคำตอบ
เรื่องราวที่แปลกหรือสุดโต่งมากจนเชื่อได้ยาก
that its least likely component is true. การใช้คำ
3:17ที่องค์ประกอบที่เป็นไปได้น้อยที่สุดของเรื่องนั้นจะเป็นจริง
But ultimately: เปลี่ยนไปสู่ข้อสรุปสุดท้ายทางตรรกะ
But แสดงการหักมุมหรือเปรียบต่างกับแนวคิดก่อนหน้า ส่วน ultimately บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะไปสู่ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดหลังจากพิจารณาทุกอย่างแล้ว ultimately ในที่นี้เป็นการสรุปเชิงตรรกะ ไม่ใช่การบอกลำดับเวลา วลีนี้ช่วยจัดระเบียบข้อโต้แย้งโดยพักประเด็นที่ว่าเรื่องราวดูน่าเชื่อเพียงใด แล้วนำเสนอกฎที่ใช้ตัดสินว่าเรื่องนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่
แบบฝึกหัด
But ultimately, ที่ต้นประโยคตัวอย่างทำหน้าที่อะไร
- ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปสู่ข้อสรุปสุดท้ายหลังจากแสดงการเปรียบต่าง
- ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
- ผู้พูดกำลังบอกเหตุการณ์สุดท้ายตามลำดับเวลา
ดูคำตอบ
ผู้พูดกำลังเปลี่ยนไปสู่ข้อสรุปสุดท้ายหลังจากแสดงการเปรียบต่าง
can never be greater than: ขีดจำกัดบนทางตรรกะที่เคร่งครัด
“Can never be greater than” หมายความว่าการเกินค่าที่ระบุไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะ ในที่นี้ can แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความสามารถ และ never ตัดทุกกรณีที่เกินขีดจำกัดออกไป โครงสร้าง can never be + ขั้นกว่า ใช้ระบุขีดจำกัดบนที่เคร่งครัด ส่วน greater than หมายถึงมากกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้นค่าทั้งสองยังอาจเท่ากันได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ระบุขีดจำกัดบนทางตรรกะอย่างเคร่งครัด: Under this rule, the final value ____ the fixed limit.
ดูคำตอบ
can never be greater than
least likely component is: ส่วนที่มีความน่าจะเป็นต่ำที่สุด
Least likely component หมายถึงส่วน เงื่อนไข หรือข้อความอ้างที่มีโอกาสเป็นจริงต่ำที่สุดในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมด ในที่นี้ component เป็นความหมายเชิงนามธรรม คือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องจักร ในทางไวยากรณ์ least likely ขยาย component ส่วน is ที่ตามมาเป็นจุดเริ่มต้นของภาคแสดง is true ดังนั้น is จึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนามวลี
แบบฝึกหัด
ใน “the least likely component is true” คำว่า “least likely component” หมายถึงอะไร
- ชิ้นส่วนทางกายภาพที่เล็กที่สุดของเครื่องจักร
- ส่วนของข้อความอ้างที่มีโอกาสเป็นจริงต่ำที่สุด
- รายละเอียดที่สำคัญน้อยที่สุดในข้อความอ้าง
ดูคำตอบ
ส่วนของข้อความอ้างที่มีโอกาสเป็นจริงต่ำที่สุด
relies on majority vote and consensus: พึ่งพาการลงคะแนนเสียงข้างมากและฉันทามติ
ในที่นี้ relies on หมายถึง “พึ่งพาวิธีเหล่านี้เพื่อใช้ตัดสินใจหรือทำให้สถาบันต่าง ๆ ดำเนินต่อไปได้” majority vote และ consensus เป็นแนวคิดสองอย่างเกี่ยวกับการตัดสินใจของกลุ่ม อย่างแรกเน้นการนับคะแนน ส่วนอย่างหลังเน้นจุดยืนที่สมาชิกในกลุ่มเห็นพ้องกันอย่างกว้างขวาง consensus เป็นความเห็นพ้องในระดับกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนคนเดียวเห็นด้วย ประโยคนี้ให้พื้นฐานของความคิดที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากการตัดสินใจทางสังคมหลายอย่างใช้กระบวนการเหล่านี้ การมีคนเห็นด้วยมากขึ้นจึงอาจดูเป็นสัญญาณของการตัดสินใจที่ดีกว่า แต่ประโยคนี้เพียงเสนอความคิดดังกล่าว ไม่ได้พิสูจน์ว่าถูกต้องเสมอไป
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่าง majority vote กับ consensus ได้ถูกต้อง
- กลุ่มสามารถตัดสินใจด้วย majority vote ได้แม้ไม่มี consensus อย่างสมบูรณ์
- Majority vote กำหนดให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องเห็นด้วย
- Consensus หมายถึงมีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ
ดูคำตอบ
กลุ่มสามารถตัดสินใจด้วย majority vote ได้แม้ไม่มี consensus อย่างสมบูรณ์
the more consensus, the better: โครงสร้าง the..., the...
The more consensus, the better ใช้โครงสร้างเปรียบเทียบที่สัมพันธ์กันแบบ the + คำเปรียบเทียบ..., the + คำเปรียบเทียบ... หมายความว่าเมื่อปริมาณฉันทามติเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ก็คาดว่าจะดีขึ้นด้วย more ขยายคำนามนับไม่ได้ consensus รูปแบบสั้นนี้ละคำที่ผู้ฟังสามารถเติมความหมายได้ เช่น there is และ things will be หากเขียนเต็มจะเป็น The more consensus there is, the better things will be คำว่า the ทั้งสองจุดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตายตัว ไม่ใช่คำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะทั่วไป ในประโยคนี้ผู้พูดกำลังเสนอข้อสันนิษฐานที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานนั้นถูกต้อง
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างเปรียบเทียบที่สัมพันธ์กันให้สมบูรณ์: ____ more evidence we collect, ____ better.
ดูคำตอบ
The · the
But how much trust should we place in unanimous decisions? โน้ต
3:28แต่เราควรให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์มากแค่ไหน?
place trust in: มอบความไว้วางใจให้บุคคลหรือสิ่งหนึ่ง
โครงสร้างหลักคือ place trust in + บุคคลหรือสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ place หมายถึง “ให้” หรือ “ฝาก” ความไว้วางใจ ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของไปวางไว้จริง ๆ ประโยคนี้กำลังพิจารณาว่าควรให้ความเชื่อถือกับมติที่เป็นเอกฉันท์มากเพียงใด ในรูปคำถาม How much trust should we place in ...? คำว่า how much ใช้ถามระดับของความเชื่อมั่น สำนวนนี้มักใช้เมื่อต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าสิ่งใดน่าเชื่อถือหรือไม่
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยสำนวนทางการที่เรียนข้างต้น: How much trust should we ____ this estimate?
ดูคำตอบ
place in
unanimous decisions: การตัดสินใจที่ทุกคนเห็นพ้อง
unanimous decision คือการตัดสินใจที่สมาชิกผู้เข้าร่วมทุกคนสนับสนุนและไม่มีเสียงคัดค้าน ดังนั้น unanimous จึงสื่อถึงความเห็นพ้องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการได้รับเสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ในคำถามนี้ วลีดังกล่าวระบุประเภทของการตัดสินใจที่กำลังถูกประเมิน ไม่ได้ยืนยันว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้อง แต่ถามว่าความเห็นพ้องทั้งหมดควรได้รับความไว้วางใจมากขึ้นหรือไม่
แบบฝึกหัด
สมาชิกทั้งเก้าคนลงคะแนนเห็นชอบ วลีใดอธิบายผลลัพธ์ได้ดีที่สุด
- a unanimous decision
- a divided decision
- a majority decision
ดูคำตอบ
a unanimous decision
Check out this video on the paradox of unanimity. โน้ต
3:32ลองดูวิดีโอเกี่ยวกับความขัดแย้งของความเห็นพ้องต้องกันนี้สิ
Check out: การชวนให้ไปดูอย่างเป็นกันเอง
ในที่นี้ Check out หมายถึง “ลองไปดู รับชม หรือทำความรู้จัก” ผู้พูดกำลังชวนผู้ชมให้ไปดูวิดีโออีกชิ้น ไม่ได้ขอให้ตรวจหาข้อผิดพลาดในวิดีโอ ใน Check out this video คำว่า check out เป็นกริยาวลี และ this video เป็นกรรม ถ้าเป็นคำนามจะพูด Check this video out ก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง: Check it out ไม่ใช่ Check out it
แบบฝึกหัด
เติมคำแนะนำอย่างเป็นกันเองด้วยกริยาวลีเป้าหมายสองคำที่หมายถึง “ไปลองดู”: ____ this website for more science activities.
ดูคำตอบ
Check out
the paradox of unanimity: เมื่อความเห็นพ้องทั้งหมดอาจทำให้เกิดข้อสงสัย
the paradox of unanimity เป็นชื่อของแนวคิดที่ขัดกับสิ่งที่เรามักคาดไว้ unanimity หมายถึง “การเห็นพ้องกันทั้งหมด” ส่วน paradox คือสิ่งที่ดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึก โดยปกติ ยิ่งมีคนเห็นด้วยมาก ข้อกล่าวอ้างก็ยิ่งดูน่าเชื่อถือ แต่ปฏิทรรศน์นี้บอกว่า ในบางสถานการณ์ การเห็นพ้องกันอย่างสมบูรณ์แบบอาจกลับทำให้เกิดข้อสงสัย เช่น ทุกคนอาจทำผิดพลาดแบบเดียวกันหรือมีอิทธิพลต่อกัน ไม่ได้หมายความว่าการเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์จะผิดเสมอไป
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดแสดง the paradox of unanimity ได้ดีที่สุด
- พยานทุกคนเล่าเรื่องเหมือนกันทุกประการ และความตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นทำให้ผู้สอบสวนสงสัยว่าคำให้การเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากกันหรือไม่
- คณะกรรมการเลื่อนการลงคะแนนเพราะสมาชิกสองคนไม่อยู่
- ผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่สนับสนุนข้อเสนอ แต่มีผู้ลงคะแนนหลายคนคัดค้าน
ดูคำตอบ
พยานทุกคนเล่าเรื่องเหมือนกันทุกประการ และความตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นทำให้ผู้สอบสวนสงสัยว่าคำให้การเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากกันหรือไม่