ทำไมอาคารถึงถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหว? - Vicki V. May: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าความเสียหายจากแผ่นดินไหวเกิดจากการตอบสนองของอาคารต่อการเคลื่อนที่ที่ส่งผ่านมาจากพื้นดิน ไม่ใช่เพียงเพราะพื้นสั่นอย่างรุนแรง โดยเชื่อมโยงมวล ความแข็ง ความถี่ธรรมชาติ และการสั่นพ้อง ก่อนแสดงให้เห็นว่าระบบแยกฐานและตัวหน่วงมวลแบบปรับจูนช่วยจำกัดแรงสั่นสะเทือนด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. For one thing, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การใช้เพื่อเปิดเหตุผลข้อแรกที่ชัดเจนเมื่อต้องแก้ความเข้าใจที่แพร่หลาย ตัวบอกลำดับนี้ช่วยให้เรียบเรียงเหตุผลและหลักฐานเป็นสายที่ติดตามง่าย แทนที่จะเปลี่ยนจากการโต้แย้งไปสู่คำอธิบายอย่างกะทันหัน 2. resonance-induced collapses, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่ารูปแบบเชิงเทคนิค X-induced ย่อความหมายว่า “เกิดจาก X” ให้เป็นคำขยายที่กระชับ คุณจึงตีความและสร้างสำนวนทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุได้อย่างแม่นยำว่าการสั่นพ้องเป็นสาเหตุของการพังทลายของโครงสร้าง 3. cancel out — กริยาวลี: แยกแยะความหมายว่าเป็นการหักล้างหรือทำให้ผลกระทบเป็นกลาง ไม่ใช่เพียงการยกเลิกเหตุการณ์ และใช้คำนี้อธิบายได้ว่าการเคลื่อนที่ต่างเฟสลดการสั่นพ้องอย่างไร รวมถึงแรง ค่า หรือนอยส์ที่ตรงข้ามกันหักล้างกันอย่างไร
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Earthquakes have always been a terrifying phenomenon, ไวยากรณ์
0:06แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวมาโดยตลอด
have always been: สภาวะที่ต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน
Have always been เป็นการใช้ present perfect have been ร่วมกับ always เพื่อบอกว่าสภาวะหนึ่งเป็นจริงในอดีตและยังเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน โดย always เน้นว่าตลอดช่วงเวลานั้นเป็นเช่นนี้มาเสมอ ในประโยคนี้ กลุ่มคำกริยานำเสนอการเป็นปรากฏการณ์ที่น่ากลัวว่าเป็นคำอธิบายแผ่นดินไหวที่ใช้ได้มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่ความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งเดียวในอดีต หากประธานเป็นเอกพจน์ให้ใช้ has always been
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบจากบทเรียนที่แสดงความต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน: Public parks ____ important places for neighbors to meet.
ดูคำตอบ
have always been
and they've become more deadly as our cities have grown, ไวยากรณ์
0:10และมันก็คร่าชีวิตผู้คนได้มากขึ้นเมื่อเมืองของเราเติบโตขึ้น
more ... as ...: การเชื่อมแนวโน้มสองอย่างที่เปลี่ยนไปพร้อมกัน
วลีนี้เชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างเข้าด้วยกัน more deadly บอกการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ ส่วน as our cities have grown ให้ภูมิหลังที่กำลังเปลี่ยนไป นั่นคือเมืองเติบโตขึ้นพร้อมกับความร้ายแรงถึงชีวิตที่เพิ่มขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + become/get + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า + as + อนุประโยคที่แสดงการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้ as หมายถึง “ตามที่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป” หรือ “พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น” ซึ่งอาจชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าการเติบโตของเมืองเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำคุณศัพท์ขั้นกว่า + อนุประโยค as เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่พัฒนาไปพร้อมกัน
- The path is steep because the hill is high.
- The path became steep after the rain stopped.
- The path becomes steeper as we climb higher.
ดูคำตอบ
The path becomes steeper as we climb higher.
with collapsing buildings posing one of the largest risks. โน้ต
0:13โดยอาคารที่พังถล่มถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด
with collapsing buildings posing...: with + คำนาม + -ing เพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบ
โครงสร้าง with + คำนาม + -ing ใช้เพิ่มสถานการณ์ประกอบให้อนุประโยคหลัก ในที่นี้ collapsing buildings เป็นวลีคำนามและเป็นประธานในทางความหมายของ posing วลีนี้บอกว่าอาคารที่พังถล่มเป็นแหล่งอันตรายสำคัญ โครงสร้างแบบย่อนี้ช่วยเพิ่มสาเหตุ ผลลัพธ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดร่วมกัน โดยไม่ต้องสร้างประโยคสมบูรณ์อีกประโยคหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท ดังนั้น with จึงไม่ได้หมายถึง because เสมอไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ with + คำนาม + -ing ได้ถูกต้องเพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบ?
- The road was closed, with heavy snow to cover the signs.
- The road was closed, with heavy snow covered the signs.
- The road was closed, with heavy snow covering the signs.
ดูคำตอบ
The road was closed, with heavy snow covering the signs.
posing one of the largest risks: การใช้คำร่วมกัน pose a risk
pose a risk หมายถึง “ก่อให้เกิดหรือเป็นอันตราย” ในประโยคนี้ collapsing buildings เป็นแหล่งที่มาของอันตราย และ posing เป็นรูป -ing ของ pose one of the largest risks หมายถึงหนึ่งในกลุ่มความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้ยืนยันว่าอาคารที่พังถล่มเป็นความเสี่ยงใหญ่เพียงอย่างเดียวหรือเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าสายไฟที่เปิดโล่งก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อเด็ก?
- Exposed wires take a serious risk to children.
- Exposed wires pose a serious risk to children.
- Exposed wires make a serious risk to children.
ดูคำตอบ
Exposed wires pose a serious risk to children.
Why ... and how ...?: ชุดคำถามจากสาเหตุไปสู่ทางแก้
คำถามสองข้อที่เชื่อมต่อกันจัดลำดับหัวข้อไว้อย่างชัดเจน why ถามถึงสาเหตุที่อาคารถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ส่วน how ถามถึงวิธีป้องกันผลลัพธ์นั้น เมื่อใช้เป็นบทนำ ชุดคำถามจากสาเหตุไปสู่ทางแก้จะเป็นแผนที่ให้ผู้ฟัง โดยบอกว่าคำอธิบายจะกล่าวถึงสาเหตุก่อน แล้วจึงไปที่การป้องกัน
แบบฝึกหัด
คำถามคู่นี้มีหน้าที่หลักอะไรในช่วงต้นของคำอธิบาย
- สรุปคำตอบที่อธิบายไปครบถ้วนแล้ว
- ให้รายละเอียดสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันและไม่มีหัวข้อร่วมกัน
- เกริ่นถึงสาเหตุและทางแก้ที่เป็นไปได้ซึ่งคำอธิบายจะกล่าวถึง
ดูคำตอบ
เกริ่นถึงสาเหตุและทางแก้ที่เป็นไปได้ซึ่งคำอธิบายจะกล่าวถึง
it be prevented?: กรรมวาจกที่มี modal can + be + กริยาช่องที่สาม
ใน How can it be prevented? คำว่า can ตามด้วยโครงสร้างกรรมวาจก be + กริยาช่องที่สาม จึงเป็น can + be + prevented เนื่องจาก can เป็นกริยาช่วย modal คำว่า be จึงคงอยู่ในรูปพื้นฐาน ลำดับคำในคำถามคือ how + can + ประธาน + be + กริยาช่องที่สาม กรรมวาจกทำให้ it ซึ่งหมายถึงการถล่มของอาคารหรือสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึงเป็นจุดสนใจ คำถามนี้ถามว่ามีมาตรการใดที่หยุดเหตุการณ์นั้นได้ โดยไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยวลีกรรมวาจกที่มี modal verb: How can this kind of accident ____?
ดูคำตอบ
be prevented
If you've watched...: เริ่มอธิบายด้วยประสบการณ์ที่มีร่วมกัน
ในที่นี้ If you've watched a lot of disaster films ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกเงื่อนไข แต่ชวนผู้ชมให้นึกถึงประสบการณ์ที่คุ้นเคย เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นร่วมกันสำหรับคำอธิบาย ประโยคเปิดนี้เตรียมข้อมูลที่จะตามมา กล่าวคือ ภาพยนตร์อาจสร้างความเข้าใจบางอย่างที่ผู้พูดกำลังจะนำมาพูดถึงหรือแก้ไข ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะคนที่เคยดูภาพยนตร์เหล่านั้นเท่านั้นจึงจะเข้าใจคำอธิบายได้
แบบฝึกหัด
อนุประโยคเปิดในประโยคต่อไปนี้มีหน้าที่หลักอะไร? If you've used a compass before, you may already know that it points north.
- สั่งให้ผู้ฟังใช้เข็มทิศทันที
- กระตุ้นให้นึกถึงประสบการณ์ที่คุ้นเคยก่อนอธิบายแนวคิด
- พิสูจน์ว่าเฉพาะผู้ใช้เข็มทิศเท่านั้นที่เข้าใจทิศเหนือได้
ดูคำตอบ
กระตุ้นให้นึกถึงประสบการณ์ที่คุ้นเคยก่อนอธิบายแนวคิด
you might have the idea that building collapse is caused directly by the ground beneath them โน้ต
0:24คุณอาจคิดว่าอาคารถล่มเกิดจากพื้นดินใต้ตึกโดยตรง
might have the idea that: กล่าวถึงความเชื่อที่อาจมีอย่างนุ่มนวล
Might have the idea that หมายถึง “อาจเชื่อหรือคิดว่า...” คำว่า might ทำให้ความเชื่อนั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้ แทนที่จะยืนยันว่าผู้ฟังคิดเช่นนั้นแน่นอน ผู้พูดจึงสามารถกล่าวถึงความเข้าใจผิดที่อาจมีอย่างนุ่มนวลก่อนจะแก้ไข หลังสำนวนนี้จะตามด้วยอนุประโยค that ที่บอกเนื้อหาของความเชื่อ ในที่นี้ have the idea ไม่ได้หมายถึงการมีข้อเสนอหรือแผน แต่ idea หมายถึงความประทับใจหรือความเชื่อ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวถึงความเชื่อของผู้ฟังว่าเป็นเพียงความเป็นไปได้อย่างนุ่มนวล ก่อนจะแก้ไขความเชื่อนั้น?
- I have an idea for testing how fast the objects fall.
- You definitely believe that heavier objects always fall faster.
- You might have the idea that heavier objects always fall faster.
ดูคำตอบ
You might have the idea that heavier objects always fall faster.
is caused directly by: โครงสร้างบอกเหตุในรูปถูกกระทำ
“is caused directly by” เป็นโครงสร้างบอกเหตุในรูปถูกกระทำ: ผลลัพธ์ + be caused by + สาเหตุ โครงสร้างนี้วาง “building collapse” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ไว้ก่อน แล้วใช้ “by” นำหน้าสาเหตุ “directly” บอกว่าสาเหตุนั้นทำให้เกิดผลโดยไม่มีขั้นกลาง ส่วน “you might have the idea that” ตอนต้นประโยคนำเสนอสาเหตุนี้ว่าเป็นความคิดที่บางคนอาจมี ไม่ใช่คำอธิบายที่ยืนยันแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ cause directly ในรูปถูกกระทำของอดีตกาล: The outage ____ a damaged cable.
ดูคำตอบ
was caused directly by
shaking violently or even splitting apart. กริยาวลี
0:29ที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงหรือถึงขั้นแยกออกจากกัน
splitting apart: แตกร้าวและแยกออกจากกัน
“splitting apart” หมายถึงการแตกร้าวหรือแยกออกจนเกิดเป็นส่วนที่แยกจากกัน คำว่า “apart” เน้นผลลัพธ์ว่าแต่ละส่วนไม่ติดกันอีกแล้ว ในข้อความนี้ “splitting” วางขนานกับ “shaking” และ “even” แสดงว่าการแตกร้าวแยกออกจากกันเป็นความเป็นไปได้ที่รุนแรงกว่า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวน split apart: The dry log ____ when it hit the ground.
ดูคำตอบ
split apart
But that's not really how it works: แก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน
ในประโยคนี้ how it works หมายถึงวิธีที่สถานการณ์ กระบวนการ หรือระบบทำงานจริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของชิ้นหนึ่งเสียจนใช้งานไม่ได้ But ใช้เริ่มต้นการแก้สิ่งที่พูดมาก่อนหน้านี้ ส่วน not really ทำให้การคัดค้านฟังดูไม่แข็งเกินไป ผู้พูดกำลังบอกว่าคำอธิบายก่อนหน้านี้เกี่ยวกับกลไกนั้นไม่ถูกต้อง และกำลังจะอธิบายวิธีทำงานที่แท้จริง
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า “But that's not really how it works.”?
- ผู้พูดขอให้ใครสักคนสาธิตวิธีใช้สิ่งของ
- ผู้พูดบอกว่าเครื่องจักรเสียและไม่สามารถทำงานได้
- ผู้พูดแก้ความคิดเกี่ยวกับวิธีทำงานของกระบวนการหรือระบบอย่างค่อนข้างนุ่มนวล
ดูคำตอบ
ผู้พูดแก้ความคิดเกี่ยวกับวิธีทำงานของกระบวนการหรือระบบอย่างค่อนข้างนุ่มนวล
For one thing: ใช้เสนอเหตุผลสนับสนุนหนึ่งข้อ
For one thing เป็นคำเชื่อมที่ใช้เสนอเหตุผล ข้อเท็จจริง หรือข้อพิจารณาหนึ่งข้อเพื่อสนับสนุนคำอธิบายหรือการโต้แย้งที่ใหญ่กว่า วลีนี้บอกว่าข้อมูลถัดไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุผลทั้งหมด ไม่ใช่ทั้งหมด วลีนี้มักส่งสัญญาณว่าอาจมีเหตุผลอื่นตามมา แต่ผู้พูดไม่จำเป็นต้องพูด For another thing ต่อ สามารถใช้คำเชื่อมอื่นเพื่อเสนอประเด็นถัดไป หรือไม่กล่าวประเด็นเหล่านั้นก็ได้
แบบฝึกหัด
เติมคำตอบด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียนนี้ที่ใช้เสนอหนึ่งเหตุผลจากหลายเหตุผล: You asked why I am moving. ____, the apartment is too far from work.
ดูคำตอบ
For one thing
most buildings are not located right on a fault line, การใช้คำ
0:36อาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนโดยตรง
right on a fault line: ตำแหน่งที่อยู่ตรงแนวรอยเลื่อนพอดี
ในทางธรณีวิทยา fault line คือแนวรอยเลื่อนที่บอกตำแหน่งซึ่งรอยแตกในเปลือกโลกมาถึงหรือปรากฏบนพื้นผิวโลก คำว่า fault ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ความผิดพลาด” ใน right on a fault line คำว่า right ใช้เน้นตำแหน่งว่า “ตรงพอดี” วลีนี้บอกว่าอาคารอยู่ตรงแนวรอยเลื่อน ไม่ใช่แค่อยู่บริเวณใกล้เคียง
แบบฝึกหัด
“right on a fault line” ในที่นี้หมายความว่าอะไร?
- อยู่ใกล้รอยเลื่อนทางธรณีวิทยา แต่ไม่ได้อยู่บนแนว
- อยู่บนเส้นที่มีข้อผิดพลาด
- ตรงรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาพอดี
ดูคำตอบ
ตรงรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาพอดี
and the shifting tectonic plates go much deeper than building foundations. การใช้คำ
0:39และการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกก็อยู่ลึกลงไปมากกว่ารากฐานของอาคารมาก
shifting tectonic plates: แผ่นเปลือกโลกที่กำลังเคลื่อนตัว
tectonic plates คือส่วนขนาดมหึมาและแข็งของชั้นนอกของโลก ในทางธรณีวิทยา plates เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกส่วนเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงจานอาหารหรือแผ่นแบนทั่วไป shifting ขยาย tectonic plates และหมายถึงกำลังเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนตำแหน่ง วลีนี้ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่อยู่ลึกใต้พื้นผิว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายเรื่องแผ่นดินไหว
แบบฝึกหัด
ในบทเรียนเรื่องแผ่นดินไหว “tectonic plates” คืออะไร?
- แผ่นโลหะใต้ฐานรากของอาคาร
- จานที่ใช้เสิร์ฟอาหาร
- ส่วนขนาดมหึมาของชั้นนอกของโลกที่เคลื่อนที่อย่างช้า ๆ
ดูคำตอบ
ส่วนขนาดมหึมาของชั้นนอกของโลกที่เคลื่อนที่อย่างช้า ๆ
So what's actually going on?: การเปลี่ยนเข้าสู่คำอธิบายที่แท้จริง
So เชื่อมคำถามนี้กับเรื่องที่เพิ่งพูดถึง แทนที่จะเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง คำนี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากภาพที่ไม่ครบถ้วนหรือชวนให้เข้าใจผิด ไปสู่คำอธิบายที่ถูกต้องกว่า What's actually going on? ใช้ถามถึงสถานการณ์จริงหรือกระบวนการเบื้องหลัง actually เน้นความต่างระหว่างสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นกับความจริง ส่วน going on ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือวิธีที่สถานการณ์นั้นทำงานจริง ๆ
แบบฝึกหัด
ผู้นำเสนอเพิ่งแสดงให้เห็นว่าคำอธิบายที่คนทั่วไปใช้ยังไม่ครบถ้วน So what's actually going on? สื่อถึงอะไรอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด?
- ผู้นำเสนอกำลังจะอธิบายสถานการณ์หรือกระบวนการที่แท้จริง
- ผู้นำเสนอกำลังจะจบการนำเสนอโดยไม่ให้คำตอบ
- ผู้นำเสนอกำลังจะเปลี่ยนไปยังหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
ดูคำตอบ
ผู้นำเสนอกำลังจะอธิบายสถานการณ์หรือกระบวนการที่แท้จริง
the reality of earthquakes and their effect on buildings is a bit more complicated. น้ำเสียง/เจตนา
0:46ความจริงของแผ่นดินไหวและผลกระทบที่มีต่ออาคารนั้นซับซ้อนกว่านิดหน่อย
a bit more complicated: ทำให้การเปรียบเทียบฟังดูนุ่มนวลขึ้น
ใน a bit more complicated คำว่า more complicated ทำหน้าที่เปรียบเทียบว่า ความเป็นจริงซับซ้อนกว่าภาพแบบง่าย ๆ ที่กล่าวถึงหรือสื่อไว้ก่อนหน้า แม้จะไม่มีส่วนที่ขึ้นต้นด้วย than ก็ยังเข้าใจความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ a bit ขยายคำขั้นกว่าและนำเสนอว่าความต่างมีไม่มาก จึงช่วยลดความตรงของการแก้ความเข้าใจ และทำให้ผู้พูดโต้แย้งความคิดที่ง่ายเกินไปโดยไม่ฟังดูแข็งเกินไป
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่หมายถึง “ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย” ลงในประโยคภาษาอังกฤษ: The route is ____ than it looks.
ดูคำตอบ
a bit more complicated
To make sense of it: การบอกจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจ
make sense of something หมายถึงเข้าใจหรือตีความสิ่งที่อาจดูสับสน ในที่นี้ it ย้อนกลับไปหมายถึงเรื่องที่กำลังกล่าวถึงก่อนหน้า วลี infinitive ที่ขึ้นต้นประโยค To make sense of it บอกจุดประสงค์ว่า การกระทำหรือแบบจำลองที่จะกล่าวต่อไปถูกนำเสนอเป็นวิธีช่วยให้เข้าใจเรื่องนั้น
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “เข้าใจ”: To ____ the chart, start with the color key.
ดูคำตอบ
make sense of
like a two-dimensional array of lines representing columns and beams, การใช้คำ
0:55อย่างเช่น โครงข่ายเส้นสองมิติที่แสดงถึงเสาและคาน
two-dimensional array of lines ในแบบจำลองเชิงเทคนิค
two-dimensional array of lines เป็นนามวลีเชิงเทคนิค คำนามหลัก array หมายถึงชุดองค์ประกอบที่จัดไว้อย่างมีโครงสร้าง ส่วน of lines ระบุว่าองค์ประกอบเหล่านั้นคือเส้น และ two-dimensional ระบุว่าเส้นถูกจัดหรือแสดงบนระนาบ ไม่ใช่ในพื้นที่สามมิติเต็มรูปแบบ ในประโยคนี้ เส้นใช้แทนเสาและคาน ดังนั้น array จึงหมายถึงแบบจำลองเส้นที่จัดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่กลุ่มสายไฟจริง
แบบฝึกหัด
ในวลี a two-dimensional array of lines คำว่า array หมายถึงอะไร?
- ชุดเส้นที่จัดอย่างมีโครงสร้างเพื่อใช้เป็นแบบจำลอง
- เส้นหนึ่งเส้นที่วัดด้วยหน่วยสองชนิด
- กลุ่มสายไฟจริงที่ไม่มีการจัดวางตามแผน
ดูคำตอบ
ชุดเส้นที่จัดอย่างมีโครงสร้างเพื่อใช้เป็นแบบจำลอง
or a single line lollipop with circles representing the building's mass. สำนวน
0:59หรือแบบจำลองเส้นเดี่ยวรูปอมยิ้มที่มีวงกลมแทนมวลของอาคาร
single line lollipop ในฐานะอุปมาเชิงภาพของรูปร่าง
ในที่นี้ single line lollipop เป็นชื่อเรียกเชิงภาพของแบบจำลองที่ลดทอนอย่างมาก โดยเป็นเส้นหนึ่งเส้นกับวงกลมที่ใช้แทนมวลของอาคาร เค้าโครงของเส้นและวงกลมชวนให้นึกถึงอมยิ้ม ดังนั้น lollipop จึงช่วยให้ผู้ฟังนึกภาพแบบจำลองได้ ไม่ได้หมายถึงขนมจริง ๆ นี่เป็นอุปมาโดยอาศัยรูปร่าง ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม รูปร่างของสิ่งของที่คุ้นเคยสามารถช่วยให้จินตนาการแผนภาพนามธรรมได้ง่ายขึ้น แต่ที่เปรียบเทียบกันในที่นี้มีเพียงความคล้ายคลึงทางสายตาเท่านั้น
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ single line lollipop ใช้อธิบายอะไร
- ขนมจริงที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง
- ชื่อทางเทคนิคมาตรฐานสำหรับมวลของอาคารทุกชนิด
- แบบจำลองเส้นและวงกลมที่ลดทอนลงและมีรูปร่างคล้ายอมยิ้ม
ดูคำตอบ
แบบจำลองเส้นและวงกลมที่ลดทอนลงและมีรูปร่างคล้ายอมยิ้ม
Even when simplified to this degree: การยอมรับความขัดแย้งและการย่ออนุประโยค
Even when สร้างความแตกต่างที่ชวนให้ประหลาดใจ กล่าวคือ วัตถุถูกทำให้ง่ายลงอย่างมาก แต่ข้อความในประโยคหลักก็ยังคงเป็นจริง even เน้นว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นจริงแม้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่หนักเช่นนี้ when simplified เป็นอนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อที่มีความหมายว่า when it is simplified ประธานที่ไม่ได้กล่าวออกมาต้องเข้าใจจากประโยคหลัก ส่วน to this degree หมายถึง “ถึงระดับนี้” หรือ “มากขนาดนี้”
แบบฝึกหัด
ใช้คำภาษาอังกฤษทั้งหกคำเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Even, when, simplified, to, this, degree. ____, the map still shows every train route.
ดูคำตอบ
Even when simplified to this degree
as predicting a building's response to an earthquake is primarily a matter of physics. ไวยากรณ์
1:09เนื่องจากการทำนายการตอบสนองของอาคารต่อแผ่นดินไหวส่วนใหญ่เป็นเรื่องของฟิสิกส์
as predicting a building's response...: as ที่บอกเหตุผลในความหมายว่า because
ในที่นี้ as ใช้เกริ่นเหตุผลและมีความหมายเท่ากับ because อนุประโยคนี้ใช้ข้อเท็จจริงที่ว่าการคาดการณ์การตอบสนองของอาคารเป็นเรื่องของฟิสิกส์เป็นหลักเพื่อสนับสนุนข้อความก่อนหน้า ในโครงสร้าง as + อนุประโยค นี้ as เพิ่มเหตุผลที่เป็นข้อมูลเบื้องหลัง ไม่ได้บอกว่าการคาดการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
แบบฝึกหัด
as ทำหน้าที่อะไรในประโยคต้นฉบับ
- บอกว่าการคาดการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
- ใช้เกริ่นเหตุผล
- เปรียบเทียบวิธีคาดการณ์สองวิธี
ดูคำตอบ
ใช้เกริ่นเหตุผล
Most collapses that occur during earthquakes aren't actually caused by the earthquake itself. ไวยากรณ์
1:14การถล่มส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างเกิดแผ่นดินไหวไม่ได้เกิดจากตัวแผ่นดินไหวเองจริงๆ
aren't actually caused by ... itself: แก้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่คาดไว้
โครงสร้างกรรมวาจก aren't caused by ระบุว่าสิ่งใดไม่ได้เป็นสาเหตุ Actually ใช้แก้ข้อสรุปที่คนอาจคาดไว้ การพังถล่มอาจเกิดขึ้นระหว่างแผ่นดินไหว แต่การเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าตัวแผ่นดินไหวเป็นสาเหตุ Itself ย้อนกลับไปอ้างถึง the earthquake และเน้นสาเหตุที่ดูเหมือนจะชัดเจนนั้น aren't actually caused by X itself ทั้งชุดสื่อว่าสาเหตุที่แท้จริงมีความเฉพาะเจาะจงกว่านั้นหรือเป็นอย่างอื่น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างสามคำที่เน้นไว้: The delay wasn't ____ the storm itself; a computer failure stopped the trains.
ดูคำตอบ
actually caused by
sending shock waves through the rest of the structure and causing it to vibrate back and forth. โน้ต
1:26ส่งคลื่นกระแทกผ่านโครงสร้างที่เหลือและทำให้มันสั่นไปมา
ใช้ sending ... and causing ... เชื่อมลำดับผลลัพธ์
sending ... and causing ... เป็นส่วนขยายรูป present participle สองส่วนที่วางขนานกันและต่อท้ายประโยคหลัก ทั้งสองส่วนร่วมกันแสดงลำดับผลที่เกิดหลังจากการเคลื่อนตัว คือคลื่นกระแทกวิ่งผ่านโครงสร้าง แล้วโครงสร้างจึงสั่น คำเชื่อม and ทำให้ sending กับ causing มีหน้าที่ทางไวยากรณ์ในระดับเดียวกัน รูปแบบกระชับที่เป็น “เหตุการณ์หลัก + ส่วนขยาย -ing หนึ่งส่วนขึ้นไปเพื่อบอกผล” ใช้บ่อยในการอธิบายกระบวนการหรือห่วงโซ่ของผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ส่วนขยาย -ing ที่ขนานกันสองส่วนได้ถูกต้องเพื่อแสดงผลของเหตุการณ์หลัก
- The valve opens, releasing pressure and allows steam to escape.
- The valve opens, releases pressure and allowing steam to escape.
- The valve opens, releasing pressure and allowing steam to escape.
ดูคำตอบ
The valve opens, releasing pressure and allowing steam to escape.
ใช้ back and forth บอกการเคลื่อนไหวสองทิศทางซ้ำ ๆ
back and forth หมายถึงการเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ ระหว่างทิศทาง ตำแหน่ง หรือด้านที่ตรงข้ามกันสองด้าน ในประโยคนี้ใช้บรรยายว่าโครงสร้างสั่นไปทางหนึ่งแล้วกลับไปอีกทาง ไม่ได้เคลื่อนที่เพียงครั้งเดียว วลีนี้ยังใช้กับการส่งหรือแลกเปลี่ยนบางสิ่งซ้ำไปซ้ำมาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเคลื่อนไหวทางกายภาพ เช่น การส่งข้อความโต้ตอบกันไปมา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ซ้ำ ๆ ในทิศทางตรงข้ามกัน”: The metronome arm moved ____ at a steady pace.
ดูคำตอบ
back and forth
The strength of this oscillation depends on two main factors: วลี
1:32ความแรงของการแกว่งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองประการ:
depends on two main factors: เกริ่นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์
Depends on หมายถึง “ถูกกำหนดโดย” หรือ “ได้รับผลจาก” บางสิ่ง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเชื่อมความแรงของการสั่นเข้ากับเงื่อนไขที่ควบคุมความแรงนั้น Two main factors ร่วมกับเครื่องหมายทวิภาคยังช่วยจัดข้อมูลที่จะตามมา โดยผู้พูดบอกไว้ก่อนว่าจะระบุปัจจัยสำคัญสองอย่างพอดี
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ depend on: The final score ____ two main factors: speed and accuracy.
ดูคำตอบ
depends on
which is concentrated at the bottom: เพิ่มข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการระบุสิ่งนั้น
Which is concentrated at the bottom เป็นอนุประโยคขยายคำนามแบบไม่จำกัดความ โดยย้อนกลับไปขยาย the building's mass และเพิ่มข้อมูลว่ามวลนั้นกระจายตัวอย่างไร เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่านี่เป็นข้อมูลเสริม ไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นต่อการระบุมวลใดมวลหนึ่ง หากตัดอนุประโยคนี้ออก สิ่งที่ the building's mass หมายถึงยังคงเดิม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค which แบบไม่จำกัดความได้ถูกต้องเพื่อเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ระบุชัดแล้ว
- The battery that is under the seat powers the display.
- The battery, which is under the seat, powers the display.
- The battery, that is under the seat, powers the display.
ดูคำตอบ
The battery, which is under the seat, powers the display.
which is the force required to cause a certain amount of displacement. ไวยากรณ์
1:40ซึ่งก็คือแรงที่ต้องใช้เพื่อให้เกิดการขยับตัวในระดับหนึ่ง
the force required to cause...: อนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อ
คำว่า required to cause a certain amount of displacement เป็นอนุประโยคที่ใช้รูป past participle และวางไว้หลัง the force โดยระบุว่าแรงนั้นคือแรงที่จำเป็นสำหรับทำให้เกิดการกระจัดดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า force เป็นฝ่ายต้องการบางสิ่ง สามารถขยายวลีนี้เป็น the force that is required to cause... ได้ เมื่อละ that is จะเกิดอนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อ ซึ่งเป็นรูปแบบกระชับคือ คำนาม + required to + คำกริยา และพบได้บ่อยในคำนิยามทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค
แบบฝึกหัด
ใช้อนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อที่มี require เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The energy ____ the sensor is very small.
ดูคำตอบ
required to power
Along with สำหรับเพิ่มปัจจัยเสริม
Along with นำเสนอชนิดวัสดุและรูปทรงของเสาในฐานะปัจจัยเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา จากนั้นประโยคหลักจะเน้นที่ความสูง ปัจจัยอื่นก็สำคัญเช่นกัน แต่ทั้งประโยคจัดเนื้อหารอบแนวคิดว่าความแข็งขึ้นอยู่กับความสูงเป็นส่วนใหญ่ เมื่ออยู่ต้นประโยค along with จะตามด้วยคำนามหรือวลีคำนาม แล้วมักมีเครื่องหมายจุลภาค: Along with X, Y... รูปแบบนี้เพิ่ม X เป็นข้อมูลเสริม โดยไม่ได้ทำให้ X เป็นประธานทางไวยากรณ์ของประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
ใช้ Along with เพื่อเพิ่มการออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสริม: ____ regular exercise, enough sleep helps you stay healthy.
ดูคำตอบ
Along with
be largely a matter of X: การระบุปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนด
ในประโยคนี้ be largely a matter of หมายถึง “ถูกกำหนดเป็นหลักโดย” ผู้พูดนำเสนอว่าความสูงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความแข็งเกร็ง largely ทำให้คำกล่าวไม่ตายตัวเกินไป กล่าวคือ ความสูงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในที่นี้ แต่ปัจจัยอื่นก็อาจส่งผลต่อความแข็งเกร็งได้เช่นกัน โครงสร้าง be largely a matter of + นามวลี สามารถนำไปใช้เพื่อระบุปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ขึ้นอยู่กับ...เป็นหลัก”: For a new pianist, steady improvement is largely ____ regular practice.
ดูคำตอบ
a matter of
Shorter buildings tend to be stiffer and shift less, วลี
1:51อาคารที่เตี้ยกว่ามักจะมีความแข็งเกร็งมากกว่าและขยับน้อยกว่า
tend to be stiffer: บอกแนวโน้ม ไม่ใช่ความแน่นอน
Tend to be + คำคุณศัพท์ ใช้อธิบายแบบแผนที่มักเกิดขึ้น ไม่ใช่กฎที่ไม่มีข้อยกเว้น Tend to be stiffer หมายความว่าโดยทั่วไปอาคารที่เตี้ยกว่าจะแข็งเกร็งกว่า แต่อาคารบางหลังอาจไม่เป็นไปตามแนวโน้มนี้ การใช้ถ้อยคำแบบนี้มีประโยชน์ในการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงวิเคราะห์ เพราะเป็นการนำเสนอหลักฐานอย่างระมัดระวัง แทนที่จะใช้คำที่ตายตัวอย่าง always
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่แสดงแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ตายตัว: Older batteries ____ less efficient in cold weather.
ดูคำตอบ
tend to be
while taller buildings are more flexible: while ที่ใช้แสดงความแตกต่าง
while ในที่นี้หมายถึง “ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง” หรือ “ในทางตรงกันข้าม” โดยเชื่อมอนุประโยคนี้กับข้อเท็จจริงก่อนหน้าเกี่ยวกับอาคารที่เตี้ยกว่า และนำอาคารสองประเภทมาเปรียบเทียบกัน การใช้ while แบบนี้เป็นการเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายถึง “ในช่วงเวลาที่” เมื่ออนุประโยคกล่าวถึงประธานหรือคุณสมบัติที่ต่างกัน while มักใช้แสดงความแตกต่างอย่างสมดุล
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคนี้: “City buses carry many passengers, while bicycles use less space.” while ทำหน้าที่อะไร?
- ใช้เปรียบเทียบข้อเท็จจริงสองอย่าง
- บอกเหตุผลในการใช้จักรยาน
- แสดงว่าการกระทำสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
ดูคำตอบ
ใช้เปรียบเทียบข้อเท็จจริงสองอย่าง
You might think that the solution is to build shorter buildings น้ำเสียง/เจตนา
1:57คุณอาจคิดว่าวิธีแก้ปัญหาคือการสร้างอาคารให้เตี้ยลง
You might think: คาดล่วงหน้าถึงความคิดที่ผู้ฟังอาจมี
You might think ใช้เสนอความคิดที่ผู้ฟังอาจนึกขึ้นมาได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังเชื่อเช่นนั้นแน่นอน และไม่ได้เสนอความคิดนั้นเป็นข้อสรุปสุดท้ายของผู้พูด ผู้พูดมักใช้คำขึ้นต้นนี้ก่อนบอกผลที่น่าประหลาดใจ การแก้ความเข้าใจ หรือรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น วิธีนี้ช่วยนำผู้ฟังอย่างนุ่มนวล โดยเริ่มจากข้อคาดเดาที่ดูชัดเจน แล้วจึงอธิบายว่าเหตุใดคำตอบที่ครบถ้วนจึงต่างออกไป
แบบฝึกหัด
ครูวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “You might think heavier objects fall faster, but air resistance changes what we observe.” เหตุใดครูจึงใช้ You might think?
- เพื่อยืนยันว่าข้อคาดเดานั้นคือคำตอบสุดท้าย
- เพื่อกล่าวหาว่าผู้ฟังไม่สนใจบทเรียน
- เพื่อเสนอข้อคาดเดาที่เป็นไปได้ก่อนแก้ไขหรือเพิ่มเงื่อนไข
ดูคำตอบ
เพื่อเสนอข้อคาดเดาที่เป็นไปได้ก่อนแก้ไขหรือเพิ่มเงื่อนไข
so that ... as little as possible: เพื่อให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ในอนุประโยคบอกจุดประสงค์นี้ so that นำเข้าสู่ผลที่ผู้พูดต้องการ คือให้สิ่งเหล่านั้นเคลื่อนที่เพียงเล็กน้อยมาก ส่วนนี้ตอบคำถามว่า “เพื่ออะไร” ไม่ใช่แค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป as little as possible หมายถึง “ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้จริง” โครงสร้างคือ do something so that + ประธาน + กริยา + as little as possible ในที่นี้ little ขยายปริมาณหรือระดับของการเคลื่อนที่ ไม่ใช่จำนวนสิ่งของ
แบบฝึกหัด
เติมวลีที่ตรงกับความหมายว่า “ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” ให้สมบูรณ์: Put the camera on a stable surface so that it shakes ____.
ดูคำตอบ
as little as possible
But the 1985 Mexico City earthquake is a good example of why that's not the case. โน้ต
2:02แต่แผ่นดินไหวที่เม็กซิโกซิตี้ในปี 1985 เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมถึงไม่เป็นเช่นนั้น
แผ่นดินไหวเม็กซิโกซิตีปี 1985 ในฐานะกรณีจริงทางประวัติศาสตร์
The 1985 Mexico City earthquake หมายถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน ปี 1985 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงในเม็กซิโกซิตี ปีและสถานที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แผ่นดินไหวประเภทหนึ่งโดยทั่วไป ในประโยคนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นหลักฐาน โดย a good example of why that's not the case บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นท้าทายข้อสันนิษฐานก่อนหน้า ภูมิหลังสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ กรณีจริงนี้มีรูปแบบความเสียหายที่ไม่ตรงกับความคาดหมายแบบง่ายที่กำลังกล่าวถึง
แบบฝึกหัด
the 1985 Mexico City earthquake มีบทบาทอะไรในประโยคนี้?
- เพียงบอกผู้ชมว่าวิดีโอถ่ายทำที่ใด
- เป็นชื่อแบบอาคารที่แต่งขึ้น
- เป็นกรณีจริงทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ท้าทายข้อสันนิษฐานก่อนหน้า
ดูคำตอบ
เป็นกรณีจริงทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ท้าทายข้อสันนิษฐานก่อนหน้า
why that's not the case: ทำไมความจริงจึงไม่เป็นเช่นนั้น
ใน that's not the case คำว่า that ย้อนกลับไปอ้างถึงความคิดหรือข้อกล่าวอ้างที่พูดไว้ก่อนหน้า ส่วน the case หมายถึงสถานการณ์จริง วลีทั้งหมดจึงบอกว่าความคิดก่อนหน้านั้นไม่เป็นความจริง เมื่อเติม why วลีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น โดย an example of why that's not the case หมายถึงหลักฐานหรือตัวอย่างที่อธิบายว่าทำไมข้อกล่าวอ้างก่อนหน้าจึงไม่ถูกต้อง วิธีนี้ช่วยปฏิเสธความคิดเดิมโดยไม่ต้องพูดซ้ำทั้งหมด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่ตรงตามบทเรียนและหมายความว่าข้อกล่าวอ้างก่อนหน้าไม่เป็นความจริง: People often say this trail is easy, but ____.
ดูคำตอบ
that's not the case
many buildings between 6 and 15 stories tall collapsed. การใช้คำ
2:09อาคารหลายแห่งที่มีความสูงระหว่าง 6 ถึง 15 ชั้นได้พังทลายลง
between 6 and 15 stories tall: สูง 6 ถึง 15 ชั้น
ในที่นี้ stories เป็นรูปพหูพจน์ของ story ในความหมายเกี่ยวกับอาคารแบบอเมริกัน ซึ่งหมายถึงหนึ่งชั้นของอาคาร ไม่ได้หมายถึงเรื่องเล่า ดังนั้น between 6 and 15 stories tall จึงอธิบายอาคารที่สูงตั้งแต่หกถึงสิบห้าชั้น วลีบอกขนาดนี้วางหลัง buildings และระบุว่าหมายถึงอาคารกลุ่มใด รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ “ตัวเลขหรือช่วง + stories tall” เช่น twelve stories tall
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันสองคำจากบทเรียนที่ใช้บอกความสูงของอาคาร: The office building is twelve ____.
ดูคำตอบ
stories tall
What's strange is that while shorter buildings nearby did keep standing, โน้ต
2:14สิ่งที่แปลกก็คือ ในขณะที่อาคารเตี้ยๆ ที่อยู่ใกล้เคียงยังคงตั้งตระหง่านอยู่
What's strange is that: ชี้ข้อเท็จจริงที่ไม่คาดคิด
What's strange is that เป็นกรอบสำหรับจัดข้อมูลที่บอกผู้ฟังว่า ข้อเท็จจริงถัดไปไม่ตรงกับสิ่งที่ปกติคาดไว้ ในประโยคนี้ กรอบดังกล่าวดึงความสนใจไปยังความแตกต่างที่น่าประหลาดใจก่อนจะอธิบายต่อ เมื่อนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ให้ชี้ก่อนว่าจุดใดผิดจากที่คาด แล้วจึงบอกเนื้อหานั้นในอนุประโยคที่ตามหลัง that
แบบฝึกหัด
What's strange is that ทำหน้าที่หลักอย่างไรในคำอธิบายนี้?
- บอกว่าข้อเท็จจริงถัดไปเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด
- แสดงว่าผู้พูดไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
- เรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลาปกติ
ดูคำตอบ
บอกว่าข้อเท็จจริงถัดไปเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด
did keep standing: ใช้ did เน้นในประโยคบอกเล่า
ใน did keep standing คำว่า did คือกริยาช่วย do ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่าอดีต โดยเพิ่มความหมายว่า “จริง ๆ” หรือ “อย่างแน่นอน” กล่าวคือ อาคารที่เตี้ยกว่ายังคงตั้งอยู่จริง เนื่องจาก did แสดงอดีตแล้ว keep จึงต้องอยู่ในรูปพื้นฐาน หากไม่เน้นจะใช้ kept standing ส่วนการเติม did ทำให้ข้อเท็จจริงนี้เด่นขึ้นเมื่อต้องยืนยันข้อสงสัย แสดงสิ่งที่ผิดจากความคาดหมาย หรือเปรียบเทียบกับผลลัพธ์อื่น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ใช้เน้นของ remain: Despite the warning, the old bridge ____ open all day.
ดูคำตอบ
did remain
buildings taller than 15 stories were also less damaged,
2:18แต่อาคารที่สูงกว่า 15 ชั้นกลับได้รับความเสียหายน้อยกว่าเช่นกัน
and the mid-sized buildings that collapsed were observed shaking far more violently than the earthquake itself. ไวยากรณ์
2:22และอาคารขนาดกลางที่พังถล่มลงมาก็ถูกพบว่ามีการสั่นไหวที่รุนแรงกว่าตัวแผ่นดินไหวเองมาก
were observed shaking: ถูกสังเกตว่ากำลังสั่นไหว
ใน were observed shaking ส่วน were observed เป็นวลีกริยารูปถูกกระทำ หมายความว่าอาคารเป็นสิ่งที่ถูกสังเกต ส่วน shaking เป็นคำกริยารูป -ing ที่บอกว่าอาคารกำลังทำอะไรในขณะที่ถูกสังเกต รูปถูกกระทำช่วยให้ไม่ต้องระบุผู้สังเกต และเน้นที่อาคารกับหลักฐานที่พบ โครงสร้าง be observed + -ing ใช้รายงานการกระทำหรือกระบวนการที่ถูกพบเห็นขณะกำลังเกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้างการสังเกตแบบถูกกระทำร่วมกับรูป -ing: During the test, the robot ____ along the wall.
ดูคำตอบ
was observed moving
far more violently than: ใช้ far เน้นขั้นกว่า
ใน far more violently than ส่วน more violently than ใช้เปรียบเทียบความรุนแรงของการกระทำสองอย่าง violently เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย shaking และ than นำเข้าสิ่งที่เป็นอีกด้านของการเปรียบเทียบ far ขยายวลีเปรียบเทียบ more violently และหมายถึงแตกต่างกันมาก ไม่ได้หมายถึงระยะทางไกล โครงสร้าง far + ขั้นกว่า + than ใช้แสดงความแตกต่างที่มากอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้ far เติมการเปรียบเทียบที่หมายถึง “รุนแรงกว่ามาก”: During the storm, the small boat rocked ____ the ferry.
ดูคำตอบ
far more violently than
The answer has to do with something known as natural frequency. โน้ต
2:30คำตอบเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าความถี่ธรรมชาติ
has to do with: การบอกความเชื่อมโยง
ในประโยคนี้ has to do with หมายถึง “เชื่อมโยงกับ” หรือ “เกี่ยวข้องกับ” ผู้พูดกำลังบอกว่า natural frequency เกี่ยวข้องกับคำตอบ ให้มอง has to do with เป็นวลีเดียว โครงสร้างคือ A has/have to do with B โดยใช้ has หลังประธานเอกพจน์ เช่น the answer และใช้ have หลัง I, you หรือประธานพหูพจน์
แบบฝึกหัด
ใน “The delay has to do with the weather.” คำว่า has to do with หมายถึงอะไร?
- ทำมาจาก
- เกี่ยวข้องกับ
- ต้องทำให้เสร็จ
ดูคำตอบ
เกี่ยวข้องกับ
known as natural frequency: การแนะนำชื่อคำศัพท์
ใน something known as natural frequency คำว่า known as หมายถึง “เรียกว่า” โดยใช้ natural frequency เป็นศัพท์ที่เป็นที่ยอมรับสำหรับสิ่งที่กำลังกล่าวถึง known ในที่นี้เป็นรูป past participle โครงสร้าง something known as X เป็นรูปย่อของ something that is known as X จึงเพิ่มชื่อให้ something ได้โดยไม่ต้องสร้างอนุประโยคเต็มขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ถูกต้องเพื่อทำให้วลีบอกชื่อสมบูรณ์: This process is known ____ photosynthesis.
ดูคำตอบ
as
In an oscillating system: การเคลื่อนที่กลับไปกลับมาซ้ำ ๆ
คำคุณศัพท์ oscillating อธิบายสิ่งที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ โดยปกติจะอยู่รอบตำแหน่งกึ่งกลางหรือตำแหน่งหยุดนิ่ง an oscillating system หมายถึงระบบทั้งหมดที่แสดงการเคลื่อนที่ซ้ำนี้ เช่น ชิงช้าหรือตุ้มน้ำหนักที่ติดกับสปริง ในที่นี้ In an oscillating system กำหนดบริบททางวิทยาศาสตร์ให้ข้อความที่ตามมา โดยบอกว่าคำจำกัดความของ frequency ต่อจากนี้ใช้กับการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาซ้ำ ๆ
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ oscillating system หมายถึงอะไร
- ระบบที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ
- ระบบที่เคลื่อนที่เพียงครั้งเดียวแล้วหยุด
- ระบบที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอด
ดูคำตอบ
ระบบที่เคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ
the frequency is how many back and forth movement cycles occur within a second. ไวยากรณ์
2:36ความถี่คือจำนวนรอบของการเคลื่อนที่ไปมาที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งวินาที
the frequency is how many...: การนิยามค่าที่วัดด้วยการนับ
ประโยคนี้นิยามคำศัพท์ด้วยรูปแบบ X is how many + คำนามนับได้พหูพจน์ + อนุประโยค อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how many บอกจำนวนที่ X ใช้วัด ในที่นี้คือจำนวนรอบของการเคลื่อนที่ไปกลับที่เกิดขึ้นในหนึ่งวินาที เนื่องจากส่วนนี้เป็นอนุประโยคภายในประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how many cycles occur ไม่ใช่ how many do cycles occur รูปแบบนี้เหมาะสำหรับให้คำนิยามง่าย ๆ ที่อาศัยการนับ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค how many เพื่อนิยามอัตราได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- The rate is how many do messages arrive each second.
- The rate is how much messages arrive each second.
- The rate is how many messages arrive each second.
ดูคำตอบ
The rate is how many messages arrive each second.
inverse of the period: ความสัมพันธ์แบบส่วนกลับของคาบ
ในที่นี้ the inverse of the period หมายถึง 1 หารด้วยคาบ ถ้าคาบมีค่าเป็น T ปริมาณที่กำลังนิยามจะมีค่าเป็น 1/T ในการใช้เชิงวิทยาศาสตร์นี้ inverse ระบุความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ที่แน่นอน ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่ตรงข้ามแบบกว้าง ๆ สูตรหรือนิยามจะบอกว่าหมายถึงความสัมพันธ์แบบผกผันชนิดใด
แบบฝึกหัด
ในสูตร the inverse of the period หมายถึงอะไร
- 1 หารด้วยคาบ
- คาบคูณกับตัวมันเอง
- คาบคูณด้วย -1
ดูคำตอบ
1 หารด้วยคาบ
which is how many seconds it takes to complete one cycle. ไวยากรณ์
2:43ซึ่งก็คือจำนวนวินาทีที่ต้องใช้ในการครบหนึ่งรอบ
how many seconds it takes to complete one cycle: การบอกระยะเวลาในอนุประโยคแบบฝัง
ในอนุประโยคเต็ม how many seconds it takes to complete one cycle ส่วน how many seconds บอกจำนวนเวลา โครงสร้างพื้นฐานคือ it takes + เวลา + to do something เช่น It takes five seconds to complete one cycle. ตรงนี้ it เป็นประธานที่ไม่ชี้ถึงสิ่งใดโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นอนุประโยคแบบฝังหลัง how many seconds จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า it takes ไม่ใช่ลำดับคำแบบคำถามตรง does it take
แบบฝึกหัด
เติมอนุประโยคบอกเวลาโดยใช้โครงสร้าง it takes + เวลา + to do: The display shows how many seconds it ____ to complete one scan.
ดูคำตอบ
takes
determined by...: วลีรูปถูกกระทำที่บอกเหตุอย่างกระชับ
วลีนี้บอกว่า มวลและความแข็งเป็นปัจจัยที่กำหนดความถี่ธรรมชาติ ใน determined by... คำว่า by ใช้นำหน้าปัจจัยที่ทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น โครงสร้างนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำที่ย่อแล้ว โดย determined by its mass and stiffness เป็นรูปสั้นของ which is determined by its mass and stiffness งานเขียนเชิงเทคนิคมักใช้รูปนี้เพื่อเติมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุต่อท้ายคำนามอย่างกระชับ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเชิงเทคนิคด้วย determined และคำบุพบทที่ถูกต้อง: The cooling rate is ____ the surrounding temperature.
ดูคำตอบ
determined by
is the frequency that its vibrations will tend to cluster around. วลี
2:51ก็คือความถี่ที่การสั่นสะเทือนของมันมักจะกระจุกตัวอยู่
will tend to cluster around: รวมตัวใกล้ค่าศูนย์กลาง
will tend to cluster around หมายถึง โดยปกติแล้วสิ่งต่าง ๆ จะรวมกันใกล้ค่าหรือจุดศูนย์กลาง tend to บอกแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่ความแน่นอน ส่วน cluster around เปิดโอกาสให้มีการกระจายอยู่บ้าง ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ ในอนุประโยคสัมพันธ์เต็มรูป around เชื่อมกลับไปยังคำนาม frequency ที่อยู่ก่อนหน้า: the frequency that its vibrations will tend to cluster around ภาษาอังกฤษสามารถวางคำบุพบท around ไว้ท้ายโครงสร้างนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “มักรวมตัวอยู่ใกล้ ๆ”: The measurements ____ the average.
ดูคำตอบ
tend to cluster around
Increasing a building's mass slows down the rate at which it naturally vibrates, โน้ต
2:55การเพิ่มมวลของอาคารจะทำให้อัตราที่มันสั่นสะเทือนตามธรรมชาติช้าลง
slows down: ทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นช้าลง
ในที่นี้ slows down ใช้เป็นกริยาสกรรม โดย Increasing a building's mass เป็นสาเหตุ และกรรม the rate at which it naturally vibrates คือสิ่งที่มีค่าลดลง วลีนี้หมายถึง “ทำให้อัตราลดลง” อาคารจึงสั่นช้าลง slow down ไม่ได้ใช้กับการเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น rate, process, reaction หรือ growth ได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ใช้ slow down ในรูปที่ถูกต้อง: Adding more insulation ____ heat loss.
ดูคำตอบ
slows down
the rate at which ...: รูปแบบอนุประโยคสัมพัทธ์ที่เป็นทางการ
รูปแบบ the rate at which ... นำหน้าอนุประโยคสัมพัทธ์ที่บอกว่าบางสิ่งเกิดขึ้นเร็วเพียงใด ในวลีเต็ม the rate at which it naturally vibrates คำว่า which อ้างกลับไปถึง rate และ naturally ขยาย vibrates คำบุพบท at วางไว้หน้า which เพราะความสัมพันธ์พื้นฐานคือ it vibrates at a particular rate รูปแบบ “คำนาม + คำบุพบท + which” นี้ช่วยจัดข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างกระชับและเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบอนุประโยคสัมพัทธ์ที่เป็นทางการให้สมบูรณ์: Scientists measured the rate ____ the gas cooled.
ดูคำตอบ
at which
while increasing stiffness makes it vibrate faster. ไวยากรณ์
3:00ในขณะที่การเพิ่มความแข็งเกร็งจะทำให้มันสั่นเร็วขึ้น
while ... makes it vibrate faster: การเปรียบต่างและความเป็นเหตุเป็นผล
ในที่นี้ while หมายถึง “ส่วน” หรือ “ในทางตรงกันข้าม” และเชื่อมผลลัพธ์นี้กับผลลัพธ์อีกอย่างที่แตกต่างกัน ไม่ได้หมายถึง “ในระหว่างเวลาที่” กลุ่มคำ -ing คือ increasing stiffness ทำหน้าที่เป็นประธาน กล่าวคือ การเพิ่มความแข็งเป็นสาเหตุ ใน makes it vibrate faster คำว่า makes สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ increasing stiffness โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย it เป็นกรรม และ vibrate คงเป็นรูปพื้นฐานโดยไม่เติม to โครงสร้างนี้ใช้เพื่ออธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงหนึ่งทำให้เกิดผลอีกอย่างได้อย่างไร
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ while เพื่อแสดงความแตกต่างและใช้โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานได้ถูกต้อง
- A soft floor absorbs the ball's impact, while a hard floor makes the ball bounce higher.
- A soft floor absorbs the ball's impact, while a hard floor makes the ball to bounce higher.
- A soft floor absorbs the ball's impact, because a hard floor makes the ball bounce higher.
ดูคำตอบ
A soft floor absorbs the ball's impact, while a hard floor makes the ball bounce higher.
So in the equation representing their relationship,
3:03ดังนั้นในสมการที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของพวกมัน
stiffness and natural frequency are proportional to one another, การใช้คำ
3:06ความแข็งเกร็งและความถี่ธรรมชาติจึงเป็นปฏิภาคโดยตรงต่อกัน
are proportional to one another: ความสัมพันธ์ที่มีอัตราส่วนคงที่
be proportional to หมายความว่าปริมาณสองอย่างมีอัตราส่วนคงที่ ในประโยคนี้ are proportional to one another อธิบายว่าความแข็งและความถี่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันในความสัมพันธ์แบบแปรผันตรง one another ย้อนกลับไปหมายถึงปริมาณสองอย่างที่กล่าวชื่อไว้แล้ว ความสัมพันธ์เดียวกันนี้เขียนได้อีกแบบว่า A is proportional to B
แบบฝึกหัด
ประโยคใดระบุได้ถูกต้องว่าปริมาณสองอย่างมีความสัมพันธ์แบบแปรผันตรง
- At a constant speed, distance and travel time are proportional with one another.
- At a constant speed, distance and travel time are proportional to one another.
- At a constant speed, distance and travel time are inversely proportional to one another.
ดูคำตอบ
At a constant speed, distance and travel time are proportional to one another.
while mass and natural frequency are inversely proportional. การใช้คำ
3:09ในขณะที่มวลและความถี่ธรรมชาติเป็นปฏิภาคผกผัน
inversely proportional: ความสัมพันธ์แบบผกผัน
inversely proportional หมายความว่าปริมาณสองอย่างเปลี่ยนแปลงตามความสัมพันธ์แบบผกผัน เมื่อปริมาณหนึ่งเพิ่ม อีกปริมาณจะลดลง ในประโยคนี้ มวลที่มากขึ้นสัมพันธ์กับความถี่ธรรมชาติที่ต่ำลง ในความหมายทางคณิตศาสตร์อย่างเคร่งครัด การแปรผกผันหมายถึง y = k/x ดังนั้นเมื่อเงื่อนไขอื่นคงเดิม หากปริมาณหนึ่งเพิ่มเป็นสองเท่า อีกปริมาณจะลดเหลือครึ่งหนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงความสัมพันธ์แบบผกผัน: When x × y is constant, x and y are ____.
ดูคำตอบ
inversely proportional
What happened in Mexico City was an effect called resonance, การใช้คำ
3:14สิ่งที่เกิดขึ้นในเม็กซิโกซิตี้คือผลกระทบที่เรียกว่าเสียงสะท้อน (การสั่นพ้อง)
an effect called resonance: ใช้ called เพื่อแนะนำชื่อ
an effect called resonance หมายถึง “ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการสั่นพ้อง” วลีคุณศัพท์รูปอดีตกริยา called resonance อยู่หลัง effect เพื่อบอกชื่อของปรากฏการณ์นั้น เป็นส่วนขยายแบบย่อ ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค ในที่นี้ resonance คือการสั่นพ้อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่การสั่นของระบบแรงขึ้นมาก เมื่อแรงที่กระทำซ้ำมีความถี่เท่ากับหรือใกล้กับความถี่ธรรมชาติของระบบ
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดเติมโครงสร้างแนะนำชื่อได้ถูกต้อง? Scientists study a force ___ gravity.
- called
- caused
- calling
ดูคำตอบ
called
where the frequency of the earthquake's seismic waves happened to match the natural frequency of the mid-sized buildings. โน้ต
3:17โดยที่ความถี่ของคลื่นแผ่นดินไหวบังเอิญไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของอาคารขนาดกลางพอดี
earthquake's seismic waves: คลื่นไหวสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหว
seismic waves คือคลื่นพลังงานที่เดินทางผ่านโลกและมักเกิดจากแผ่นดินไหว ในที่นี้ earthquake's บอกแหล่งที่มา หมายถึงคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งนั้น คำว่า seismic มีความหมายเฉพาะทางด้านธรณีฟิสิกส์ ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ “สั่น” ทั่วไป วลีนี้ระบุว่าความถี่ที่กล่าวถึงเป็นของคลื่นชนิดใด และแยกคลื่นในพื้นดินที่เกิดจากแผ่นดินไหวออกจากคลื่นเสียง คลื่นทะเล หรือการสั่นตามปกติของอาคาร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์มาตรฐานที่หมายถึงคลื่นจากแผ่นดินไหว: The instruments detected ____ after the earthquake.
ดูคำตอบ
seismic waves
happened to match: บังเอิญตรงกัน
โครงสร้าง happen to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเหนือความคาดหมาย ใน happened to match คำว่า happened แสดงอดีต ส่วน to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน match และทั้งวลีหมายถึง “บังเอิญตรงกัน” วลีนี้ตัดความหมายที่ว่ามีคนตั้งใจทำให้ความถี่ทั้งสองเท่ากันออกไป การตรงกันนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แม้ว่าจะก่อให้เกิดผลจริงก็ตาม
แบบฝึกหัด
ใช้ happen to ในรูปอดีตร่วมกับกริยา match เพื่อเติมประโยค: Without any planning, our lunch breaks ____ exactly.
ดูคำตอบ
happened to match
Like a well-timed push on a swing set: การเปิดด้วยคำอุปมาเปรียบเทียบ
โครงสร้าง Like + นามวลี ที่อยู่ต้นประโยคใช้เปิดการเปรียบเทียบ โดยบอกผู้อ่านให้เข้าใจแนวคิดถัดไปในแบบเดียวกับการผลักชิงช้าให้ถูกจังหวะ การผลักในจังหวะที่เหมาะสมจะเสริมการเคลื่อนที่ของชิงช้า ภาพใกล้ตัวนี้ทำให้เข้าใจกระบวนการที่เป็นนามธรรมกว่าได้ง่ายขึ้น นั่นคือคลื่นไหวสะเทือนที่เข้ามาซ้ำ ๆ ทำให้การสั่นของอาคารแรงขึ้น
แบบฝึกหัด
วลีเปิด Like a well-timed push on a swing set ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้
- ให้คำแนะนำแยกต่างหากเกี่ยวกับวิธีใช้ชิงช้า
- นำเสนอการเปรียบเทียบที่คุ้นเคยเพื่อช่วยอธิบายกระบวนการ
- บอกว่าอาคารเป็นชิงช้าในสนามเด็กเล่นจริง ๆ
ดูคำตอบ
นำเสนอการเปรียบเทียบที่คุ้นเคยเพื่อช่วยอธิบายกระบวนการ
each additional seismic wave amplified the building's vibration in its current direction, การใช้คำ
3:27คลื่นแผ่นดินไหวแต่ละระลอกที่เพิ่มเข้ามาได้ขยายการสั่นสะเทือนของอาคารในทิศทางปัจจุบันของมัน
amplified the building's vibration: ทำให้การสั่นแรงขึ้น
ในที่นี้ amplified หมายถึง ทำให้แรงขึ้นหรือมีขนาดมากขึ้น คลื่นไหวสะเทือนแต่ละระลอกเพิ่มขนาดการสั่นของอาคารไปในทิศทางที่อาคารกำลังเคลื่อนอยู่แล้ว ในรูปแบบนี้ amplify เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม โดยบางสิ่ง amplifies ผลอย่างหนึ่ง สิ่งที่แรงขึ้นวางต่อจากคำกริยาโดยตรง เช่น amplify a vibration
แบบฝึกหัด
ในประโยค The second pulse amplified the vibration คำว่า amplified หมายถึงอะไร
- หยุดการสั่นโดยสิ้นเชิง
- วัดการสั่นอย่างละเอียด
- ทำให้การสั่นแรงขึ้น
ดูคำตอบ
ทำให้การสั่นแรงขึ้น
eventually reaching a far greater extent than the initial displacement. ไวยากรณ์
3:36จนในที่สุดก็ถึงระดับที่มากกว่าการขยับครั้งแรกอย่างมาก
eventually reaching... ในความหมายว่าเป็นผลสุดท้ายของกระบวนการ
อนุประโยค -ing eventually reaching... ต่อจากกระบวนการที่กล่าวไว้ก่อนหน้าและเสริมผลสุดท้ายของกระบวนการนั้น eventually บอกว่าผลเกิดขึ้นหลังจากกระบวนการดำเนินไปแล้ว ส่วน reaching ระบุจุดที่ไปถึง เนื่องจาก reaching เป็น present participle ส่วนนี้จึงต้องอาศัยประโยคหลักก่อนหน้าและมีประธานโดยนัยเดียวกัน ผลที่ไปถึงในที่นี้คือขอบเขตที่ใหญ่กว่าการกระจัดเริ่มต้นมาก
แบบฝึกหัด
อนุประโยค -ing ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้: The river kept rising, eventually covering the lower road.?
- แสดงว่าถนนถูกน้ำท่วมเป็นผลสุดท้ายจากระดับน้ำที่สูงขึ้น
- เพิ่มประธานอีกตัวหนึ่งที่เป็นผู้ทำให้ถนนถูกน้ำท่วม
- บอกว่าถนนถูกน้ำท่วมก่อนที่ระดับน้ำในแม่น้ำจะเริ่มสูงขึ้น
ดูคำตอบ
แสดงว่าถนนถูกน้ำท่วมเป็นผลสุดท้ายจากระดับน้ำที่สูงขึ้น
engineers work with geologists and seismologists to predict the frequency of earthquake motions at building sites วลี
3:41วิศวกรทำงานร่วมกับนักธรณีวิทยาและนักแผ่นดินไหววิทยาเพื่อทำนายความถี่ของการเคลื่อนตัวของแผ่นดินไหวในสถานที่ก่อสร้าง
work with geologists and seismologists: ความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ
ในประโยคนี้ work with geologists and seismologists หมายถึงร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเพื่อทำงานร่วมกัน ไม่ได้หมายความเพียงว่าวิศวกรอยู่ใกล้พวกเขาหรือทำงานในสถานที่เดียวกัน รูปแบบ work with + บุคคลหรือกลุ่ม ใช้ระบุผู้ที่ร่วมมือกัน ส่วน to predict... ที่ตามมาอธิบายจุดประสงค์ของความร่วมมือนั้น
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ร่วมมือกับ” ลงในประโยค: Doctors ____ engineers to design safer equipment.
ดูคำตอบ
work with
in order to prevent resonance-induced collapses, โน้ต
3:48เพื่อป้องกันการพังทลายที่เกิดจากการสั่นพ้อง
in order to prevent: ระบุจุดประสงค์ในการป้องกันอย่างชัดเจน
in order to prevent หมายถึง “เพื่อหยุดไม่ให้บางสิ่งเกิดขึ้น” โครงสร้างคือ in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน และหลัง prevent จะตามด้วยเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำเสนอจุดประสงค์ของมาตรการที่กำลังกล่าวถึง และทำให้จุดประสงค์ด้านการป้องกันชัดเจนกว่าการใช้เพียง to prevent
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกจุดประสงค์ที่เน้นไว้และคำกริยา prevent: The school added handrails ____ falls.
ดูคำตอบ
in order to prevent
resonance-induced collapses: รูปแบบ X-induced Y
resonance-induced collapses หมายถึง “การพังทลายที่เกิดจากการสั่นพ้อง” ในคำคุณศัพท์ประสม resonance-induced คำว่า resonance ระบุสาเหตุ ส่วน induced หมายถึง “ที่เกิดจาก” หรือ “ที่ถูกก่อให้เกิด” เครื่องหมายยัติภังค์ทำให้ resonance-induced เป็นส่วนขยายหนึ่งหน่วยที่อยู่หน้า collapses รูปแบบ X-induced Y ที่นำไปใช้ต่อได้หมายถึง “Y ที่เกิดจาก X” และพบบ่อยเมื่องานเขียนเชิงเทคนิคระบุสาเหตุและผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
heat-induced damage หมายถึงอะไร?
- ความเสียหายที่เกิดจากความร้อน
- ความร้อนที่เกิดจากความเสียหาย
- ความเสียหายที่ป้องกันความร้อน
ดูคำตอบ
ความเสียหายที่เกิดจากความร้อน
taking into account factors such as soil type and fault type, วลี
3:51โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ชนิดของดินและชนิดของรอยเลื่อน
taking into account: นำปัจจัยหนึ่งมาพิจารณาในการตัดสินใจ
Taking into account หมายถึงการนำสิ่งหนึ่งมาคิดเป็นปัจจัยเมื่อวิเคราะห์ วางแผน หรือตัดสินใจ ในประโยคนี้ สิ่งที่นำมารวมในการประเมินคือปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดของดินและชนิดของรอยเลื่อน โครงสร้างคือ take into account + คำนามหรือกลุ่มคำนาม อีกลำดับหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ take + คำนามหรือกลุ่มคำนาม + into account เช่น take the cost into account
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึงการนำสิ่งหนึ่งมาคิดเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ: Before choosing a supplier, we must ____ delivery fees.
ดูคำตอบ
take into account
factors such as...: จากหมวดหมู่ไปสู่ตัวอย่าง
ในวลี factors such as soil type and fault type คำว่า factors เป็นชื่อหมวดหมู่โดยรวม ส่วน such as ใช้ยก soil type และ fault type เป็นสมาชิกของหมวดหมู่นั้น ตัวอย่างเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ใช้แทนหมวดหมู่ และโดยปกติไม่ใช่รายการทั้งหมด โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดเปลี่ยนจากแนวคิดกว้าง ๆ ไปสู่ตัวอย่างที่ชัดเจน
แบบฝึกหัด
เลือกหน้าที่ของ such as ในประโยคนี้: Sports such as swimming and tennis can improve fitness.
- ใช้ยกตัวอย่างกีฬา
- เปรียบเทียบกีฬากับความแข็งแรงของร่างกาย
- บอกว่าว่ายน้ำและเทนนิสเป็นกีฬาสองชนิดที่มีอยู่ทั้งหมด
ดูคำตอบ
ใช้ยกตัวอย่างกีฬา
Low frequencies of motion will cause more damage to taller and more flexible buildings, การใช้คำ
3:57การเคลื่อนที่ที่มีความถี่ต่ำจะก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นต่ออาคารที่สูงและยืดหยุ่นได้มากกว่า
Low frequencies of motion ในฐานะค่าการวัดทางกายภาพ
ในประโยคนี้ low frequencies of motion หมายถึงการเคลื่อนไหวหรือการสั่นที่มีความถี่ทางกายภาพค่อนข้างต่ำ การเคลื่อนไหวแบบนี้มีจำนวนรอบต่อวินาทีน้อยกว่า frequency ในที่นี้เป็นคุณสมบัติของการสั่นที่วัดได้ ไม่ได้หมายความเพียงว่าการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นไม่บ่อย รูปพหูพจน์ frequencies หมายถึงช่วงหรือกลุ่มของค่าความถี่ต่ำ ส่วน of motion ระบุว่าความถี่เหล่านี้ใช้อธิบายการเคลื่อนไหว วลีนี้ช่วยจำแนกว่าอาคารประเภทใดได้รับผลกระทบจากการสั่นความถี่ต่ำมากกว่า
แบบฝึกหัด
ในรายงานทางวิศวกรรม low frequencies of motion หมายถึงอะไร
- อาคารที่เคลื่อนที่เป็นระยะทางสั้น ๆ
- การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเฉพาะในโอกาสที่พบได้น้อย
- การเคลื่อนไหวหรือการสั่นที่มีจำนวนรอบต่อวินาทีค่อนข้างน้อย
ดูคำตอบ
การเคลื่อนไหวหรือการสั่นที่มีจำนวนรอบต่อวินาทีค่อนข้างน้อย
while high frequencies of motion pose more threat to structures that are shorter and stiffer. โน้ต
4:03ในขณะที่การเคลื่อนที่ที่มีความถี่สูงจะเป็นภัยคุกคามมากกว่าสำหรับโครงสร้างที่เตี้ยกว่าและแข็งเกร็งกว่า
while ที่ใช้แสดงความต่างในการเปรียบเทียบแบบขนาน
while ในที่นี้มีความหมายเหมือน whereas หรือ by contrast คือ “ในทางตรงกันข้าม” ไม่ได้หมายถึง during the time that คำนี้เชื่อมอนุประโยคนี้กับข้อความก่อนหน้าและนำเสนออีกด้านของการเปรียบเทียบ กล่าวคือ การเคลื่อนไหวความถี่ต่ำส่งผลต่ออาคารที่สูงและยืดหยุ่นมากกว่า ขณะที่การเคลื่อนไหวความถี่สูงเป็นภัยต่อโครงสร้างที่เตี้ยและแข็งมากกว่า คู่คำแบบขนาน low/high, taller/shorter และ more flexible/stiffer ช่วยจัดข้อมูลให้ผู้อ่านจับคู่ช่วงความถี่แต่ละช่วงกับอาคารคนละประเภทได้ รูปแบบ X..., while Y... ใช้วางข้อเท็จจริงสองอย่างที่แตกต่างกันไว้เคียงกัน
แบบฝึกหัด
while ในประโยคนี้ทำหน้าที่หลักอะไร
- บอกสาเหตุของการเคลื่อนไหวความถี่สูง
- แสดงว่าการเคลื่อนไหวทั้งสองชนิดเกิดขึ้นพร้อมกัน
- เปรียบเทียบผลของความถี่สูงกับความถี่ต่ำ
ดูคำตอบ
เปรียบเทียบผลของความถี่สูงกับความถี่ต่ำ
pose more threat to: ก่อให้เกิดอันตรายที่มากกว่าต่อสิ่งหนึ่ง
ในประโยคนี้ pose more threat to หมายถึง ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยงในระดับที่มากกว่าต่อคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง pose เป็นคำกริยาแบบเป็นทางการที่หมายถึง นำมาซึ่งหรือก่อให้เกิด ไม่ได้หมายถึงโพสท่าเพื่อถ่ายรูป more ใช้เปรียบเทียบปริมาณหรือระดับของภัยคุกคาม และ to นำหน้าสิ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยง รูปแบบพื้นฐานที่นำไปใช้ต่อได้คือ pose a threat to + คนหรือสิ่งของ เมื่อต้องการเปรียบเทียบ pose a greater threat to และ pose more of a threat to มักเป็นธรรมชาติกว่า pose more threat to ในภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้ด้วยความระมัดระวัง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเปรียบเทียบที่เป็นธรรมชาติซึ่งสร้างจาก pose, greater, threat และ to: Icy roads ____ inexperienced drivers than dry roads do.
ดูคำตอบ
pose a greater threat to
Engineers have also devised ways to absorb shocks and limit deformation using innovative systems. วลี
4:08วิศวกรยังได้คิดค้นหาวิธีดูดซับแรงกระแทกและจำกัดการเสียรูปโดยใช้ระบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่
devised ways to: ออกแบบวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมาย
Devised ways to หมายถึง วางแผนหรือคิดค้นวิธีทำบางสิ่งหลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ devised เป็นรูปอดีตและ past participle ของ devise และหลัง ways จะตามด้วย to + กริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกเป้าหมายหรือการกระทำ ในที่นี้ have devised เป็น present perfect หมายความว่าวิศวกรพัฒนาวิธีเหล่านี้ก่อนเวลาปัจจุบัน และวิธีเหล่านั้นยังเกี่ยวข้องอยู่ในตอนนี้ Devise ให้ความรู้สึกว่ามีการวางแผนอย่างตั้งใจและเป็นทางการมากกว่าเพียง think of จึงมักใช้กับแผน ระบบ กลยุทธ์ และวิธีแก้ปัญหา
แบบฝึกหัด
ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน สังเกตว่าเป็น devised ways ซึ่งมี /zd/ ก่อน ways หรือ device weighs ซึ่งมี /s/ ก่อน weighs
- The team's device weighs less than a kilo.
- The team devised ways to reduce waste.
ดูคำตอบ
The team devised ways to reduce waste.
absorb shocks and limit deformation: เป้าหมายทางวิศวกรรมที่วางขนานกัน
absorb shocks and limit deformation ประกอบด้วยโครงสร้างกริยาและกรรมที่วางขนานกันสองชุด คือ absorb + shocks และ limit + deformation ในที่นี้ absorb หมายถึงรับหรือสลายพลังงานจากแรงกระแทก ส่วน limit หมายถึงควบคุมไม่ให้การเปลี่ยนรูปทางกายภาพมากเกินไป ใน ways to absorb ... and limit ... คำว่า to เพียงคำเดียวใช้กับกริยารูปพื้นฐานทั้งสองคำ รูปแบบที่กระชับนี้นำเสนอเป้าหมายทางวิศวกรรมสองอย่างในระดับไวยากรณ์เดียวกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดวางการกระทำทางวิศวกรรมสองอย่างขนานกันอย่างถูกต้องหลัง designed to?
- The material is designed to absorb shocks and limiting deformation.
- The material is designed to absorbing shocks and limit deformation.
- The material is designed to absorb shocks and limit deformation.
ดูคำตอบ
The material is designed to absorb shocks and limit deformation.
Base isolation uses flexible layers to isolate the foundation's displacement from the rest of the building, โน้ต
4:14การแยกฐานโดยใช้ชั้นที่ยืดหยุ่นเพื่อแยกการขยับของฐานรากออกจากส่วนที่เหลือของอาคาร
Base isolation: ระบบแยกฐานในวิศวกรรมแผ่นดินไหว
Base isolation เป็นศัพท์วิศวกรรมแผ่นดินไหวที่หมายถึงระบบโครงสร้างซึ่งติดตั้งตรงหรือใกล้ฐานรากของอาคาร ส่วนประกอบที่ยืดหยุ่นหรือเลื่อนได้ทำให้ฐานอาคารเคลื่อนที่แยกจากโครงสร้างส่วนบนได้ในระดับหนึ่ง จึงลดการถ่ายทอดการเคลื่อนที่ของพื้นดิน ในที่นี้ base หมายถึงฐานรากหรือระดับโครงสร้างล่างสุดของอาคาร ส่วน isolation หมายถึงการแยกการเคลื่อนที่ ไม่ใช่การแยกผู้คนหรือปิดกั้นสถานที่
แบบฝึกหัด
ในวิศวกรรมแผ่นดินไหว base isolation หมายถึงอะไร?
- วิธีที่ทำให้ทุกส่วนของอาคารแข็งเกร็งอย่างสมบูรณ์
- ระบบโครงสร้างที่ลดการถ่ายทอดการเคลื่อนที่ของพื้นดินเข้าสู่อาคาร
- รั้วที่กันคนออกจากสถานที่ก่อสร้าง
ดูคำตอบ
ระบบโครงสร้างที่ลดการถ่ายทอดการเคลื่อนที่ของพื้นดินเข้าสู่อาคาร
isolate A from B: แยก A ออกจาก B
วลีนี้ใช้รูปแบบ isolate A from B โดย A คือ the foundation's displacement และ B คือ the rest of the building ในที่นี้หมายถึงการป้องกันไม่ให้การเคลื่อนที่ของฐานรากส่งผ่านไปยังโครงสร้างส่วนบนโดยตรง รูปแบบนี้ใช้กล่าวถึงการแยกสิ่งของทางกายภาพ หรือการกั้นไม่ให้การสัมผัส อิทธิพล การเคลื่อนที่ หรือข้อมูลส่งผ่านระหว่างสองสิ่งได้ ในบริบททางวิศวกรรม isolate มักหมายถึงการลดการส่งผ่านลงอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นการแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบ isolate A from B ให้สมบูรณ์: The sealed case isolates the battery ____ moisture.
ดูคำตอบ
from
while tuned mass damper systems cancel out resonance โน้ต
4:21ในขณะที่ระบบตัวหน่วงมวลปรับค่าได้จะหักล้างการสั่นพ้อง
tuned mass damper systems: คำนามประสมทางวิศวกรรม
tuned mass damper systems เป็นคำนามประสมทางวิศวกรรม โดยคำนามหลักคือ systems ส่วน mass damper เป็นชื่ออุปกรณ์ควบคุมการสั่นสะเทือน และ tuned หมายถึงอุปกรณ์นั้นได้รับการปรับให้ตอบสนองต่อความถี่การสั่นที่กำหนด ให้อ่านวลีจากขวาไปซ้าย: systems → damper systems → mass damper systems → tuned mass damper systems ในประโยคนี้ ระบบดังกล่าวลดการสั่นพ้องโดยใช้การเคลื่อนที่ของมวลที่เพิ่มเข้ามาเพื่อต้านการสั่นของโครงสร้าง
แบบฝึกหัด
ในคำนามประสม tuned mass damper systems คำใดเป็นคำนามหลักที่บอกว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร
- tuned
- systems
- mass
ดูคำตอบ
systems
cancel out: หักล้างผลที่ตรงข้ามกัน
ในที่นี้ cancel out หมายถึง “ลดหรือหักล้างผลอย่างหนึ่งด้วยผลที่ตรงกันข้าม” การเคลื่อนที่ของตัวหน่วงทำงานต้านการสั่นพ้อง จึงทำให้การสั่นโดยรวมลดลง ในบริบทนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องหายไปทั้งหมด คำนี้เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ โดยใช้ได้ทั้ง cancel out the noise และ cancel the noise out
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ cancel out ในความหมายว่า “หักล้างผลกระทบ”?
- Thick curtains help cancel out street noise.
- We canceled our hotel reservation.
- Please turn out the lights.
ดูคำตอบ
Thick curtains help cancel out street noise.
by oscillating out of phase with the natural frequency to reduce vibrations. การใช้คำ
4:25โดยการแกว่งที่มีเฟสต่างไปจากความถี่ธรรมชาติเพื่อลดการสั่นสะเทือน
oscillating out of phase with the natural frequency: การเข้าใจความสัมพันธ์ของเฟส
Oscillating หมายถึงการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาซ้ำ ๆ ส่วน out of phase with หมายถึงการเคลื่อนที่เป็นคาบอย่างหนึ่งอยู่คนละตำแหน่งในรอบเมื่อเทียบกับการเคลื่อนที่อ้างอิง ในประโยคนี้ ตัวหน่วงถูกปรับให้เคลื่อนที่ต้านการสั่นตามธรรมชาติของโครงสร้าง จึงช่วยลดการสั่นสะเทือน กล่าวอย่างเคร่งครัด frequency คืออัตราการเกิดซ้ำและไม่ได้มีเฟสในตัวเอง ในที่นี้ natural frequency เป็นการกล่าวแบบย่อถึงการสั่นตามธรรมชาติของโครงสร้างที่ความถี่นั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าสัญญาณเป็นคาบสองสัญญาณอยู่คนละตำแหน่งในรอบของตน?
- The second signal has the same amplitude as the first.
- The second signal is out of phase with the first.
- The second signal is in phase with the first.
ดูคำตอบ
The second signal is out of phase with the first.
In the end ในฐานะสัญญาณบอกข้อสรุปสุดท้าย
In the end บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากรายละเอียดก่อนหน้าไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายหรือข้อสรุปโดยรวม ในที่นี้วลีนี้ส่งสัญญาณว่าข้อความถัดไปคือข้อสรุปหลัก วลีนี้มองย้อนกลับไปที่กระบวนการหรือการอภิปราย และหมายถึง “เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว” หรือ “ท้ายที่สุด” เมื่ออยู่ต้นประโยค ปกติจะมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง
แบบฝึกหัด
เลือกวลีที่ใช้เกริ่นข้อสรุปโดยรวม ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสถานที่หรือช่วงเวลาที่ระบุไว้: ____, we decided to keep the simpler design.
- At the end of the hallway
- By the end of the week
- In the end
ดูคำตอบ
In the end
it's not the sturdiest buildings that will remain standing, โน้ต
4:30ไม่ใช่อาคารที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้
will remain standing: ยังคงตั้งอยู่โดยไม่พังลง
will remain standing หมายถึง “จะยังคงตั้งตรงอยู่และไม่พังลง” ในที่นี้ remain เชื่อมประธานเข้ากับสภาพ standing ที่ดำเนินต่อไป ส่วน will แสดงว่าเป็นการคาดการณ์ผลในอนาคต เมื่อใช้กับอาคารและโครงสร้างอื่น วลีนี้มักสื่อว่าสิ่งนั้นยังไม่พังแม้เผชิญแรง การเคลื่อนไหว หรือความเสียหาย วลีนี้ค่อนข้างเป็นทางการกว่า will still stand และเน้นว่าสภาพนั้นยังคงต่อเนื่อง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับความหมายว่า “ยังคงตั้งตรงและไม่พังลง”: Engineers predict that the new bridge will ____ during strong earthquakes.
ดูคำตอบ
remain standing
It's not X that ..., but Y สำหรับการแก้ความเข้าใจแบบเน้นย้ำ
It's not X that ..., but Y เป็นโครงสร้างที่ใช้เน้นจุดสำคัญ โดยเริ่มจากปฏิเสธว่า X ไม่ใช่คำตอบของอนุประโยคที่มี that แล้วจึงเสนอ Y เป็นคำตอบที่แท้จริง ในประโยคนี้ ผู้พูดปฏิเสธอาคารที่แข็งแรงที่สุดและเน้นว่าอาคารที่ฉลาดที่สุดต่างหากที่จะยังคงตั้งอยู่ it ที่อยู่ต้นประโยคไม่ได้แทนสิ่งของใด แต่ช่วยสร้างการเน้น ส่วน ones ใช้แทน buildings จึงไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ โครงสร้างทั้งหมดเปลี่ยนคำตอบที่ผู้ฟังอาจคาดไว้ให้เป็นการแก้ความเข้าใจอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง It's not X that ..., but Y ให้สมบูรณ์: ____ the size of the team that matters most, ____ how well its members work together.
ดูคำตอบ
It's not · but
smartest ones: อาคารที่มีการออกแบบมีประสิทธิภาพที่สุด
smartest ones ทำให้อาคารมีลักษณะเหมือนมนุษย์ แต่อาคารไม่ได้คิดจริง ๆ smartest หมายถึง “ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพที่สุด” ส่วน ones ใช้แทน buildings เพื่อไม่ต้องพูดคำนามซ้ำ การเปรียบต่างนี้ทำให้แนวคิดทางวิศวกรรมกลายเป็นข้อสรุปที่จำง่าย การอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ตอบสนองต่อแรงต่าง ๆ ได้ดีด้วย
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ the smartest ones หมายถึงอะไร?
- อาคารที่มีการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุด
- อาคารที่มีคอมพิวเตอร์มากที่สุด
- อาคารที่คิดได้เหมือนมนุษย์
ดูคำตอบ
อาคารที่มีการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุด