เราแพ้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้นหรือเปล่า? ⏲️ 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ

BBC Learning English

ความยากในการเรียน
994 คำ 174 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: Beth และ Neil อธิบายความแตกต่างระหว่างอาการแพ้กับภาวะไม่ทนต่ออาหาร กล่าวถึงอาการที่พบบ่อย และสำรวจผลกระทบทั้งในชีวิตประจำวันและการเข้าสังคมของผู้ที่มีอาการแพ้หลายชนิด โดยใช้ประสบการณ์การไปร้านอาหารของ Mia และข้อมูลจากออสเตรเลียเพื่อแสดงว่าอัตราการแพ้เปลี่ยนไปตามอายุอย่างไร พร้อมกล่าวสั้น ๆ ถึงงานวิจัยวิตามินดีและภูมิคุ้มกันบำบัด ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. can't have anything with milk. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้วิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่าต้องงดอาหารที่มีส่วนผสมบางอย่างเพราะอาการแพ้หรือภาวะไม่ทนต่ออาหาร สามารถเปลี่ยน milk เป็นถั่ว ไข่ กลูเตน หรือวัตถุดิบอื่นเพื่อแจ้งร้านอาหารว่าสิ่งใดไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ 2. feel like I'm being a burden. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจว่า burden ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสัมภาระ แต่สื่อถึงความกังวลว่าความต้องการของตนอาจสร้างความลำบากให้ผู้อื่น จึงใช้บอกแรงกดดันทางอารมณ์และสังคมเมื่อต้องขอการดูแลเป็นพิเศษได้อย่างละเอียดกว่าการบอกเพียงว่ารู้สึกเป็นคนสร้างปัญหา 3. does drop off — กริยาวลี: จดจำว่า drop off หมายถึงจำนวน อัตรา หรือระดับที่ลดลง ส่วน does ใช้เน้นในการพูดว่าการลดลงนั้นเกิดขึ้นจริง นำไปใช้บรรยายแนวโน้มที่วัดได้ เช่น อัตราการแพ้ จำนวนผู้เข้าร่วม ความต้องการ หรือยอดขายได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

6 Minute English from bbclearningenglish.com.

0:01

6 Minute English จาก bbclearningenglish.com

Hello,

0:08

สวัสดี

and welcome to 6 Minute English from BBC Learning English.

0:08

และยินดีต้อนรับสู่ 6 Minute English จาก BBC Learning English

I'm Beth.

0:12

ฉันเบธ

And I'm Neil.

0:13

และผมโอนีล

In this episode,

0:14

ในตอนนี้

we're talking about allergies.

0:15

เรากำลังพูดถึงโรคภูมิแพ้

Allergies are when a certain food or material makes you feel sick. ไวยากรณ์

0:17

ภูมิแพ้คือเวลาที่อาหารหรือสารบางอย่างทำให้คุณรู้สึกป่วย

ไวยากรณ์

Allergies are when: รูปแบบการให้นิยาม X is/are when

ใน Allergies are when... คำว่า when นำเข้าสู่สถานการณ์ที่ใช้อธิบายว่า allergies คืออะไร ไม่ได้ถามถึงเวลาที่เฉพาะเจาะจง แต่อนุประโยคหลัง when อธิบายเงื่อนไขที่บ่งบอกปรากฏการณ์นี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X is/are when + อนุประโยค ซึ่งให้คำนิยามง่าย ๆ ด้วยการบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

เติมคำนิยามง่าย ๆ โดยใช้รูปแบบ X is when: A power cut ____ the electricity suddenly stops.

ดูคำตอบ

is when

Do you have any allergies, Beth?

0:21

คุณมีอาการแพ้อะไรไหม เบธ?

Yeah,

0:23

มีสิ

so I am actually allergic to dairy, การใช้คำ

0:23

จริงๆ แล้วฉันแพ้ผลิตภัณฑ์จากนม

การใช้คำ

allergic to dairy: be allergic to + คำนาม

Allergic to dairy หมายความว่าผู้พูดแพ้ผลิตภัณฑ์จากนม allergic เป็นคำคุณศัพท์ จึงมักตามหลังรูปหนึ่งของ be และ to ใช้นำหน้าสารก่อภูมิแพ้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be allergic to + คำนาม Dairy หมายถึงนมและอาหารที่ทำจากนม เช่น ชีสและโยเกิร์ต โดยหมายถึงผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหมวด ไม่ได้หมายถึงเฉพาะนมที่ใช้ดื่ม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคุณศัพท์ allergic และคำบุพบทที่ใช้ร่วมกันตามปกติ: My brother is ____ peanuts.

ดูคำตอบ

allergic to

so I can't have anything with milk. วลี

0:26

เลยกินอะไรที่มีนมไม่ได้เลย

วลี

can't have anything with milk: การบอกข้อจำกัดด้านอาหาร

ในที่นี้ have หมายถึง “กินหรือดื่ม” ไม่ใช่ “มีไว้ในครอบครอง” ดังนั้น can't have anything with milk จึงหมายความว่าผู้พูดกินหรือดื่มสิ่งใดก็ตามที่มีนมไม่ได้ ในประโยคปฏิเสธ anything ทำให้ข้อจำกัดครอบคลุมของทุกอย่าง กล่าวคือ แม้แต่สิ่งเดียวที่มีนมก็รับประทานไม่ได้ รูปแบบ can't have anything with + ส่วนผสม ใช้ได้บ่อยเมื่อต้องบอกข้อจำกัดด้านอาหาร

แบบฝึกหัด

เติมข้อจำกัดด้านอาหารด้วยสำนวนเป้าหมาย: I ____ peanuts.

ดูคำตอบ

can't have anything with

So, no cheese,

0:28

ดังนั้น ห้ามกินชีส

no butter.

0:29

ห้ามกินเนย

Um what about you, Neil?

0:30

อืม แล้วคุณล่ะ นีล?

Have you got any allergies?

0:31

คุณมีอาการแพ้อะไรไหม?

Well,

0:33

อืม

I'm not great with dairy either, น้ำเสียง/เจตนา

0:34

ผมก็กินผลิตภัณฑ์จากนมไม่ค่อยได้เหมือนกัน

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not great with dairy either: การตอบรับอย่างนุ่มนวล

I'm not great with ... เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการและนุ่มนวลว่าเรารับมือ ทน หรือจัดการกับบางสิ่งได้ไม่ค่อยดี ในที่นี้กำลังพูดถึง dairy จึงสื่อว่าผลิตภัณฑ์จากนมไม่ค่อยถูกกับร่างกายของผู้พูด โดยไม่ได้ระบุภาวะทางการแพทย์ที่แน่ชัด Either ที่ท้ายประโยคปฏิเสธนี้หมายถึง “ก็...เหมือนกัน” โดยเชื่อมคำตอบเข้ากับปัญหาคล้ายกันของอีกคน กล่าวคือ ผู้พูดก็มีปัญหากับผลิตภัณฑ์จากนมเช่นกัน

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “Spicy food bothers me.” เติมคำตอบแบบไม่เป็นทางการที่นุ่มนวลด้วยสำนวนเป้าหมาย: “I'm ____ spicy food either.”

ดูคำตอบ

not great with

but it's not an allergy,

0:36

แต่มันไม่ใช่ภูมิแพ้

more of an intolerance. การใช้คำ

0:37

ออกแนวอาการแพ้แฝงมากกว่า

การใช้คำ

more of an intolerance: การจัดประเภทอย่างระมัดระวัง

More of an intolerance หมายถึง “ถ้าจะอธิบายว่าเป็นภาวะไม่ทนต่อสารบางอย่างจะตรงกว่า” โครงสร้าง more of a/an + คำนาม ใช้จัดประเภทอย่างระมัดระวังโดยไม่ฟันธง ผู้พูดกำลังบอกว่าสิ่งหนึ่งใกล้เคียงกับประเภทหนึ่งมากกว่าอีกประเภทหนึ่ง intolerance ในที่นี้ใช้ในความหมายด้านสุขภาพ คือร่างกายมีปฏิกิริยาไม่ดีต่ออาหารหรือสารบางอย่าง หรือจัดการกับสิ่งนั้นได้ไม่ดี ไม่ได้หมายถึงการไม่ยอมรับพฤติกรรมหรือความคิดของผู้อื่น

แบบฝึกหัด

more of an intolerance ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ผู้พูดทนพฤติกรรมของอีกคนไม่ได้
  2. ผู้พูดมีทั้งอาการแพ้และภาวะไม่ทนต่อสารบางอย่าง
  3. ปฏิกิริยานี้ควรอธิบายว่าเป็นภาวะไม่ทนต่อสารบางอย่างมากกว่าอาการแพ้
ดูคำตอบ

ปฏิกิริยานี้ควรอธิบายว่าเป็นภาวะไม่ทนต่อสารบางอย่างมากกว่าอาการแพ้

So, it just makes me feel a bit bad rather than actually making me sick. ไวยากรณ์

0:38

มันแค่ทำให้ผมรู้สึกแย่นิดหน่อย ไม่ได้ทำให้ผมป่วยจริงๆ

ไวยากรณ์

rather than actually making me sick: การตัดผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่าออก

Rather than นำหน้าผลลัพธ์ที่ผู้พูดปฏิเสธหรือแก้ให้ถูกต้อง ผู้พูดบอกว่าปฏิกิริยานี้ทำให้รู้สึกไม่สบายเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้เกิดผลที่รุนแรงกว่าอย่างการป่วยจริง ๆ making หลัง rather than ย้ำความหมายของ make ที่อยู่ก่อนหน้าโดยไม่กล่าวประธาน it ซ้ำ ทั้งสองส่วนเปรียบเทียบผลที่มีโครงสร้างขนานกัน คือ makes me feel a bit bad และ making me sick

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าเกิดอาการง่วง แต่ไม่ได้ป่วยหนัก

  1. The medicine made me sleepy rather than seriously ill.
  2. The medicine made me sleepy because it made me seriously ill.
  3. The medicine made me sleepy as well as seriously ill.
ดูคำตอบ

The medicine made me sleepy rather than seriously ill.

Um but I do have hay fever, โน้ต

0:43

อืม แต่ผมเป็นไข้ละอองฟางนะ

so I'm allergic to pollen.

0:45

ผมเลยแพ้ละอองเกสรดอกไม้

ไวยากรณ์

do ที่ใช้เน้นใน do have

ในประโยคบอกเล่า I do have... คำว่า do ใช้เน้น have โดยในที่นี้หมายถึง “มีจริง ๆ” หรือ “มีแน่นอน” ไม่ได้หมายถึง “ทำ” หรือ “สร้าง” หลังคำว่า but ผู้พูดใช้รูปนี้เพื่อแก้ความเข้าใจที่อาจเกิดขึ้นและยืนยันข้อเท็จจริงที่ขัดกับข้อมูลก่อนหน้า โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ do/does/did + คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น I do have, she does have และ I did have

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วย do + have แบบเน้นความหมาย: "You don't have a library card." "Actually, I ____ one; it's in my backpack."

ดูคำตอบ

do have

การใช้คำ

Hay fever ในฐานะคำศัพท์สุขภาพตายตัว

Hay fever เป็นชื่อภาษาอังกฤษแบบใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็นคำเรียกตายตัวของอาการแพ้ ซึ่งมักเกิดจากเกสรดอกไม้และส่งผลต่อจมูก รวมถึงบางครั้งดวงตา ในประโยคนี้ so I'm allergic to pollen ทำให้ความหมายดังกล่าวชัดเจน ให้เข้าใจ hay fever เป็นคำชุดเดียว ไม่ได้หมายถึง “ไข้ที่เกิดจากหญ้าแห้ง” ตามตัวอักษร และผู้ที่เป็น hay fever ก็อาจไม่มีอุณหภูมิร่างกายสูง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำตายตัวที่หมายถึงอาการแพ้เกสรดอกไม้: Every spring, pollen gives Maya ____.

ดูคำตอบ

hay fever

That means in the summer months,

0:47

นั่นหมายความว่าในช่วงเดือนฤดูร้อน

I'm sneezing and coughing all the time.

0:48

ผมจะจามและไออยู่ตลอดเวลา

I get runny eyes and a runny nose, วลี

0:51

ผมมีอาการน้ำตาไหลและน้ำมูกไหล

วลี

get runny eyes and a runny nose: การบอกอาการที่เกิดขึ้น

ใน get runny eyes and a runny nose คำว่า get หมายถึง “มีอาการ” หรือ “เริ่มมีอาการ” ไม่ใช่ “ได้รับ” โครงสร้างนี้บอกว่าอาการเกิดขึ้นกับผู้พูด และมักเป็นปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำ get เพียงคำเดียวใช้กับวลีอาการทั้งสอง คือ runny eyes และ a runny nose ในที่นี้ runny หมายถึงมีของเหลวไหลออกมา นั่นคือน้ำตาไหลและมีน้ำมูก

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยาจากบทเรียนเติมปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำให้สมบูรณ์: Whenever I clean a dusty room, I ____ itchy eyes and a runny nose.

ดูคำตอบ

get

and it also gives me a little bit of asthma.

0:54

และมันยังทำให้ผมหอบนิดหน่อยด้วย

So, it's a bit of a pain. สำนวน

0:56

มันเลยค่อนข้างเป็นอะไรที่ทรมาน

สำนวน

a bit of a pain: คำบ่นเบา ๆ แบบไม่เป็นทางการ

A bit of a pain เป็นสำนวนที่หมายถึง “ค่อนข้างยุ่งยาก น่ารำคาญ หรือไม่สะดวก” คำว่า pain ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ประโยคนี้กล่าวถึงความไม่สะดวก ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย A bit of ทำให้น้ำเสียงบ่นเบาลง โดยยอมรับว่ามีเรื่องน่ารำคาญจริง แต่ไม่ฟังดูรุนแรงเท่ากับ It's awful หรือ It's a serious problem.

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนไม่เป็นทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “ค่อนข้างยุ่งยาก” เติมประโยค: Replacing the batteries every few days is ____.

ดูคำตอบ

a bit of a pain

Oh, yeah.

0:57

โอ้ ใช่

That sounds really horrible.

0:58

ฟังดูแย่มากจริงๆ

Now,

0:59

ตอนนี้

scientific evidence shows that more people are developing allergies. โน้ต

1:00

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่ามีคนเป็นภูมิแพ้มากขึ้น

ลำดับความ

scientific evidence shows that...: ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์นำเสนอข้อสรุป

scientific evidence shows that... เป็นกรอบภาษาสำหรับนำเสนอข้อสรุป scientific evidence บอกแหล่งที่มาของหลักฐาน ส่วน shows หมายถึง “บ่งชี้” และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกข้อสรุป ในประโยคนี้ กรอบดังกล่าวเปลี่ยนจากเรื่องส่วนบุคคลไปเป็นข้อกล่าวอ้างกว้าง ๆ เกี่ยวกับแนวโน้ม เมื่ออ่าน ให้เข้าใจเนื้อหาหลัง that ว่าเป็นข้อสรุปที่ผู้พูดนำเสนอว่ามีงานวิจัยสนับสนุน

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของ "scientific evidence shows that..." ในรายงานวิทยาศาสตร์คืออะไร

  1. บรรยายว่ามีคนกำลังแสดงรูปภาพ
  2. บอกการคาดเดาส่วนตัวที่ไม่มีหลักฐาน
  3. ใช้เกริ่นข้อสรุปที่มีงานวิจัยสนับสนุน
ดูคำตอบ

ใช้เกริ่นข้อสรุปที่มีงานวิจัยสนับสนุน

วลี

develop allergies: ภาวะหนึ่งเริ่มปรากฏขึ้น

ในบริบทด้านสุขภาพ develop สามารถหมายถึง “เริ่มมีภาวะหนึ่งเมื่อภาวะนั้นค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลา” ดังนั้น are developing allergies จึงหมายถึงมีคนจำนวนมากขึ้นที่เริ่มเป็นภูมิแพ้ ไม่ได้หมายถึงการสร้างหรือออกแบบอาการแพ้ รูปแบบเดียวกันนี้ใช้กับคำนามด้านสุขภาพได้ เช่น develop symptoms, develop a rash และ develop a condition

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำเป้าหมายในรูปอดีต เพื่อสื่อว่า “ค่อย ๆ เริ่มมีอาการแพ้”: After several months in the dusty office, Maya ____.

ดูคำตอบ

developed allergies

In this program,

1:04

ในรายการนี้

we're going to find out about what it's like living with an allergy โน้ต

1:05

เราจะมาดูกันว่าการใช้ชีวิตกับโรคภูมิแพ้เป็นอย่างไร

ไวยากรณ์

ใช้ what it's like living with an allergy เพื่ออธิบายประสบการณ์

วลีนี้หมายถึง “ประสบการณ์ของการใช้ชีวิตร่วมกับอาการภูมิแพ้” โดยใช้รูปแบบ what + be + like + -ing อยู่ภายในประโยคที่ใหญ่กว่า วลีทั้งหมดจึงทำหน้าที่เป็นอนุประโยคคำถามแบบไม่ตรง ในที่นี้ living with an allergy หมายถึงการมีภาวะดังกล่าวและดูแลจัดการในชีวิตประจำวัน Like ถามว่าประสบการณ์นั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึง “ชอบ” และไม่ได้ถามเพียงเรื่องรูปลักษณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของบุคคลได้ถูกต้องภายในคำถามที่ใหญ่กว่า

  1. Can you tell me what it's like living on a boat?
  2. Can you tell me what is it like living on a boat?
  3. Can you tell me what it looks like living on a boat?
ดูคำตอบ

Can you tell me what it's like living on a boat?

and where in the world has the highest rate of allergies. การใช้คำ

1:09

และที่ไหนในโลกที่มีอัตราโรคภูมิแพ้สูงที่สุด

ลำดับความ

ใช้ we're going to find out about เพื่อเกริ่นหัวข้อถัดไป

ในประโยคนี้ we're going to find out about ใช้แนะนำหัวข้อที่รายการกำลังจะสำรวจต่อไป จึงทำหน้าที่เป็นสัญญาณบอกลำดับเนื้อหา ผู้ฟังจะคาดได้ว่าหลังจากนี้จะมีข้อมูลหรือคำตอบตามมา find out about หมายถึงการเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อหนึ่งผ่านการดู การฟัง การอ่าน การถาม หรือการค้นคว้า ไม่ได้หมายถึงการหาตำแหน่งของสิ่งของที่จับต้องได้

แบบฝึกหัด

ในช่วงต้นของรายการวิทยาศาสตร์ "We're going to find out about ocean currents" บอกอะไรแก่ผู้ฟัง

  1. ผู้พูดหาสิ่งของที่หายเจอแล้ว
  2. ผู้พูดกำลังจะจบการสนทนา
  3. ผู้พูดกำลังเกริ่นหัวข้อที่ผู้ฟังจะได้เรียนรู้ต่อไป
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังเกริ่นหัวข้อที่ผู้ฟังจะได้เรียนรู้ต่อไป

การใช้คำ

highest rate of allergies: rate ในความหมายความถี่สัมพัทธ์

ในประโยคนี้ rate หมายถึงอาการแพ้พบได้บ่อยเพียงใดในประชากรกลุ่มหนึ่ง โดยวัดเทียบกับขนาดของประชากรนั้น เช่น แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หมายถึงความเร็วหรือราคา โครงสร้าง the highest rate of + ภาวะ ใช้เปรียบเทียบกลุ่มหรือสถานที่ และระบุว่ากลุ่มหรือสถานที่ใดมีความถี่สัมพัทธ์สูงที่สุด

แบบฝึกหัด

ในประโยค “This town has the highest rate of bicycle theft,” คำว่า rate หมายถึงอะไร

  1. จักรยานเคลื่อนที่เร็วเพียงใด
  2. เหตุการณ์นี้พบได้บ่อยเพียงใดเมื่อเทียบกับขนาดประชากร
  3. จักรยานหนึ่งคันมีราคาเท่าใด
ดูคำตอบ

เหตุการณ์นี้พบได้บ่อยเพียงใดเมื่อเทียบกับขนาดประชากร

But first,

1:12

แต่ก่อนอื่น

I have a question for you, Beth.

1:13

ผมมีคำถามมาถามคุณ เบธ

What is the most common allergy in the world?

1:15

อาการแพ้อะไรที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก?

Is it A, peanuts?

1:18

A ถั่วลิสง?

B, pollen?

1:19

B ละอองเกสรดอกไม้?

Or C, dairy?

1:20

หรือ C ผลิตภัณฑ์จากนม?

Um I'm going to say pollen. น้ำเสียง/เจตนา

1:22

อืม ฉันขอทายว่าละอองเกสรดอกไม้

น้ำเสียง/เจตนา

I'm going to say pollen: การตอบแบบยังไม่แน่ใจ

ในแบบทดสอบหรือคำถามที่ผู้พูดยังไม่แน่ใจ I'm going to say + คำตอบ หมายความว่าคำตอบนั้นคือสิ่งที่ผู้พูดเลือกหรือเป็นคำตอบที่เดาว่าน่าจะถูกที่สุด ในที่นี้ pollen คือคำตอบที่ผู้พูดเลือก รูป be going to ยังทำหน้าที่นำเข้าสิ่งที่ผู้พูดกำลังจะพูด แต่หน้าที่ในการสนทนาคือการให้คำตอบในขณะนั้น ไม่ใช่บรรยายกิจกรรมในอนาคตที่วางแผนไว้แล้ว จึงฟังดูไม่ยืนยันเด็ดขาดเท่ากับการพูดเพียงว่า It's pollen.

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบของแบบทดสอบด้วยสำนวนจากบทเรียนที่ใช้บอกตัวเลือกแบบยังไม่แน่ใจ: ____ the Pacific Ocean.

ดูคำตอบ

I'm going to say

A lot of people I know have hay fever.

1:24

หลายคนที่ฉันรู้จักเป็นไข้ละอองฟาง

Mm, including me.

1:27

อืม รวมทั้งผมด้วย

Well, we'll find out the answer at the end of the show. ลำดับความ

1:27

เอาล่ะ เราจะมาหาคำตอบกันในตอนท้ายของรายการ

ลำดับความ

find out the answer at the end of the show: รู้คำตอบในช่วงท้ายรายการ

find out the answer หมายถึง ได้รู้หรือค้นพบว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร ส่วน at the end of the show บอกช่วงท้ายของรายการ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ ในประโยคนี้ ผู้ดำเนินรายการยังไม่เฉลยคำตอบและบอกผู้ฟังว่าจะเฉลยเมื่อไร วิธีนี้ช่วยจัดโครงสร้างรายการ โดยตั้งคำถามไว้ตอนนี้แล้วค่อยตอบภายหลัง และยังสร้างความอยากรู้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในรายการ?

  1. บอกผู้ฟังให้ไปหาคำตอบจากที่อื่น
  2. บอกผู้ฟังว่าคำตอบจะมาในช่วงสุดท้าย
  3. บอกว่ามีการเฉลยคำตอบไปแล้ว
ดูคำตอบ

บอกผู้ฟังว่าคำตอบจะมาในช่วงสุดท้าย

Now,

1:31

เอาล่ะ

Beth, you're allergic to dairy,

1:31

เบธ คุณแพ้ผลิตภัณฑ์จากนม

but imagine if you had over 50 allergies. ไวยากรณ์

1:33

แต่ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าคุณมีอาการแพ้มากกว่า 50 อย่างจะเป็นยังไง

ไวยากรณ์

imagine if you had...: ชวนให้นึกภาพสถานการณ์สมมุติ

imagine if + อนุประโยค ใช้ชวนผู้ฟังให้นึกภาพสถานการณ์สมมุติ ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าเบธมีอาการแพ้มากกว่า 50 อย่างจริง ๆ แต่ชวนให้เธอคิดถึงสถานการณ์ที่รุนแรงกว่ามาก อนุประโยคที่มี if ใช้ had ซึ่งเป็นรูปอดีตเพื่อทำให้สถานการณ์ห่างจากความจริงในปัจจุบัน หลัง imagine if ภาษาอังกฤษมักใช้รูปอดีตเพื่อกล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่ไม่เป็นจริงหรือไม่น่าจะเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมคำเชิญให้จินตนาการถึงสถานการณ์สมมุติด้วยโครงสร้างเป้าหมาย imagine + if: ____ you woke up and could fly.

ดูคำตอบ

Imagine if

That's the situation for Mia Silverman, who runs a social media account Allergies with Mia, วลี

1:37

นั่นคือสถานการณ์ของ เมีย ซิลเวอร์แมน ผู้ดูแลบัญชีโซเชียลมีเดียชื่อ Allergies with Mia

วลี

run a social media account: ดูแลบัญชีโซเชียลมีเดีย

ใน runs a social media account คำว่า run หมายถึง “ดูแลหรือบริหาร” ไม่ใช่ “วิ่งเร็ว” Mia มีหน้าที่ทำให้บัญชียังคงใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่น วางแผนและโพสต์เนื้อหา การใช้ run แบบนี้พบได้กับสิ่งที่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง เช่น run an account, run a website, run a club หรือ run a business

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ run ในความหมายว่า “ดูแลหรือบริหาร”?

  1. Lena runs around the school library every morning.
  2. Lena runs to the school library before it closes.
  3. Lena runs a social media account for the school library.
ดูคำตอบ

Lena runs a social media account for the school library.

where she talks about living with lots of allergies. วลี

1:43

ที่เธอพูดถึงการใช้ชีวิตกับอาการแพ้หลายอย่าง

วลี

living with lots of allergies: ใช้ชีวิตกับอาการแพ้หลายชนิด

ในที่นี้ living with lots of allergies หมายถึงการเผชิญและจัดการอาการแพ้หลายชนิดในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน Live with + ภาวะสุขภาพ มักสื่อว่าภาวะนั้นดำเนินต่อเนื่อง ไม่ได้หมายถึงการอาศัยอยู่บ้านเดียวกับคนหรือสิ่งของ วลีนี้เน้นการใช้ชีวิตภายใต้ภาวะดังกล่าว แต่ตัววลีเองไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นทุกข์ทรมานตลอดเวลา หรือภาวะนั้นจะไม่มีวันดีขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ live with เพื่ออธิบายการใช้ชีวิตกับภาวะสุขภาพที่ต่อเนื่อง?

  1. The series follows teenagers living near the hospital.
  2. The series follows teenagers living with their grandparents.
  3. The series follows teenagers living with diabetes.
ดูคำตอบ

The series follows teenagers living with diabetes.

My 50+ allergies include all nuts and their oils.

1:46

อาการแพ้กว่า 50 อย่างของฉัน รวมถึงถั่วและน้ำมันของพวกมันทุกชนิด

I'm allergic to all fish except for cooked tuna and cooked codfish. ไวยากรณ์

1:49

ฉันแพ้ปลาทุกชนิด ยกเว้นทูน่าปรุงสุกและปลาคอดปรุงสุก

ไวยากรณ์

except for cooked tuna and cooked codfish: การระบุข้อยกเว้น

except for ใช้ระบุสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อความกว้าง ๆ ก่อนหน้า ในที่นี้ all fish กำหนดขอบเขตโดยรวม แต่ cooked tuna และ cooked codfish ถูกนำออกจากขอบเขตนั้น จึงไม่รวมอยู่ในกลุ่มปลาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ตามที่กล่าวไว้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ กฎหรือกลุ่มโดยรวม + except for + ข้อยกเว้น รูปแบบนี้ช่วยให้กล่าวกฎทั่วไปก่อน แล้วจึงจำกัดขอบเขตให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “มีข้อยกเว้นหนึ่งอย่าง”: The pool is open every day ____ Tuesday.

ดูคำตอบ

except for

Life for Mia involves a lot of planning, วลี

1:55

ชีวิตของเมียเกี่ยวข้องกับการวางแผนเยอะมาก

วลี

involves a lot of planning: บอกว่าสิ่งหนึ่งต้องใช้อะไร

involves a lot of planning หมายความว่าการวางแผนเป็นส่วนที่จำเป็นในชีวิตของ Mia ในประโยคนี้ involve มีความหมายเป็นกลาง คือ “มีอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหรือสถานการณ์” หรือ “ต้องใช้” ไม่ได้หมายถึง “ดึงใครเข้าไปพัวพันกับปัญหา” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ สิ่งของ กิจกรรม หรือกระบวนการ + involve(s) + คำนามหรือรูป -ing ใช้ระบุงาน ขั้นตอน หรือข้อกำหนดที่รวมอยู่ในสิ่งนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างถูกต้องว่างานนี้ต้องเดินทางเป็นประจำ?

  1. The job is involved in traveling regularly.
  2. The job involves to travel regularly.
  3. The job involves traveling regularly.
ดูคำตอบ

The job involves traveling regularly.

as she told BBC World Service program What in the World.

1:57

ตามที่เธอบอกกับรายการ What in the World ของ BBC World Service

And having these 50+ allergies impacts my life every single day. วลี

2:01

และการมีอาการแพ้กว่า 50 อย่างนี้ส่งผลต่อชีวิตฉันทุกวัน

วลี

impacts my life every single day: ส่งผลต่อชีวิตของฉันทุกวัน

ใน impacts my life คำว่า impact เป็นคำกริยาที่หมายถึงส่งผลต่อชีวิตของฉัน เป็นผลกระทบในเชิงนามธรรม ไม่ใช่การชนกันทางกายภาพ every single day ช่วยเน้นว่าผลกระทบนี้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า ไม่ใช่เพียงบางครั้ง โครงสร้าง impact + บุคคลหรือด้านหนึ่ง ๆ ยังใช้พูดถึงผลต่อสุขภาพ งาน การนอน หรือแผนการได้ด้วย

แบบฝึกหัด

impacts my sleep ในที่นี้หมายถึงอะไร? The long commute impacts my sleep every night.

  1. ส่งผลต่อวิธีที่ฉันนอน
  2. อธิบายสถานที่ที่ฉันนอน
  3. หมายความว่าฉันไม่จำเป็นต้องนอนเลย
ดูคำตอบ

ส่งผลต่อวิธีที่ฉันนอน

So, when it comes to going to restaurants, having to call ahead of time, โน้ต

2:06

ดังนั้น เวลาจะไปร้านอาหาร ฉันต้องโทรไปล่วงหน้า

ลำดับความ

when it comes to going to restaurants: เมื่อพูดถึงการไปร้านอาหาร

When it comes to... เป็นกรอบสำหรับเกริ่นหัวข้อ มีความหมายว่า เมื่อพูดถึง... หรือเมื่อพิจารณาเรื่อง.... ในประโยคนี้ ผู้พูดจำกัดการพูดจากผลกระทบโดยรวมต่อชีวิตประจำวันมาเป็นเรื่องเฉพาะ คือการไปร้านอาหาร to ในกรอบนี้เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนามหรือรูป -ing เช่น when it comes to restaurants และ when it comes to eating out กรอบนี้ใช้จัดระเบียบข้อมูล ส่วน come ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง

แบบฝึกหัด

เติมกรอบที่ใช้เกริ่นหัวข้อให้สมบูรณ์: ____ homework, I need a quiet room.

ดูคำตอบ

When it comes to

วลี

having to call ahead of time: ต้องโทรล่วงหน้า

Having to แสดงว่าสิ่งนั้นจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือก ส่วน call ahead of time หมายถึงโทรศัพท์ก่อนการไปเยือนหรือเหตุการณ์ที่วางแผนไว้ เมื่อรวมกัน วลีนี้บอกว่าการโทรล่วงหน้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น Ahead of time บอกว่าโทรเมื่อใด ไม่ได้บอกว่าสายนั้นใช้เวลานานเท่าใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ have to และ call ahead of time: The clinic needs some details before my visit, so I ____.

ดูคำตอบ

have to call ahead of time

talk to the manager, talk to the chef,

2:08

คุยกับผู้จัดการ คุยกับเชฟ

to make sure that the restaurant can accommodate me, โน้ต

2:10

เพื่อให้แน่ใจว่าร้านอาหารสามารถรองรับฉันได้

วลี

make sure + อนุประโยค that: ตรวจสอบหรือทำให้แน่ใจ

Make sure หมายถึงตรวจสอบว่าบางอย่างเป็นจริง หรือดำเนินการเพื่อให้ผลที่ต้องการเกิดขึ้น ในประโยคนี้ ผู้โทรกำลังตรวจสอบว่าร้านอาหารสามารถรองรับความต้องการของตนได้หรือไม่ โครงสร้างที่ใช้บ่อยคือ make sure + (that) + อนุประโยค รูป infinitive to make sure บอกจุดประสงค์ของการกระทำก่อนหน้า ส่วนอนุประโยค that บอกสิ่งที่ต้องตรวจสอบ

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึง “ตรวจสอบว่า” ลงในประโยค: Please ____ your name is on the list.

ดูคำตอบ

make sure

การใช้คำ

can accommodate me: ปรับการจัดการให้ตรงกับความต้องการของฉัน

ในประโยคนี้ can accommodate me หมายถึงร้านอาหารสามารถปรับการจัดการให้ตรงกับความต้องการของผู้พูดได้ ร้านอาจเปลี่ยนวิธีเตรียมอาหารเพื่อให้ผู้พูดกินได้อย่างปลอดภัย ในที่นี้ accommodate ไม่ได้หมายถึง “จัดที่พักให้” ใช้ accommodate + คน เมื่อองค์กรหรือผู้ให้บริการสามารถจัดหรือปรับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะกับความต้องการของคนนั้นได้ ส่วนจะปรับอะไรนั้นมักดูได้จากบริบท

แบบฝึกหัด

ในบริบทของร้านอาหารและอาการแพ้นี้ can accommodate me หมายความว่าอะไร

  1. จัดหาห้องให้ฉันพักหนึ่งคืน
  2. อนุญาตให้ฉันเข้าไป
  3. ปรับการจัดการให้ตรงกับความต้องการของฉัน
ดูคำตอบ

ปรับการจัดการให้ตรงกับความต้องการของฉัน

that they can make me something safe วลี

2:13

ว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งที่ปลอดภัยให้ฉันได้

วลี

make me something safe: make + ผู้รับ + สิ่งของ

Make me something safe ใช้รูปแบบ make + คน + สิ่งของ ซึ่งเป็นโครงสร้างกรรมสองตัว me คือผู้รับ และ something safe คือสิ่งที่ถูกทำขึ้น รูปแบบนี้บอกว่าผู้พูดเป็นผู้ได้รับสิ่งที่ทำขึ้น คำคุณศัพท์อย่าง safe มักวางหลังคำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะอย่าง something ในบริบทเกี่ยวกับอาการแพ้นี้ safe หมายถึงสิ่งที่ผู้พูดกินได้อย่างปลอดภัย โดยขยาย something ไม่ได้ขยายการกระทำว่า “ทำ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้คำในวงเล็บและรูปแบบ make + ผู้รับ + สิ่งของ: It was cold, so Dad made ____ to drink. (me / something warm)

ดูคำตอบ

me something warm

and use protocols to prevent any sort of risk of any allergens touching my dish. โน้ต

2:15

และใช้ระเบียบวิธีป้องกันความเสี่ยงที่สารก่อภูมิแพ้จะมาสัมผัสกับจานอาหารของฉัน

วลี

use protocols: ใช้ระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้

ในประโยคนี้ use protocols หมายถึงการนำระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้มาใช้ Protocols คือขั้นตอนหรือกฎที่ชัดเจนสำหรับจัดการสถานการณ์อย่างปลอดภัยและสม่ำเสมอ ในที่นี้หมายถึงขั้นตอนด้านความปลอดภัยของอาหารที่ใช้จริง ไม่ใช่มารยาททางสังคม รูปแบบ use + protocols มักใช้เมื่อองค์กรนำกระบวนการที่เป็นทางการไปปฏิบัติ ระเบียบปฏิบัติหนึ่งชุดอาจมีการตรวจสอบหรือขั้นตอนหลายอย่าง

แบบฝึกหัด

ในประกาศความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ use protocols หมายถึงอะไร

  1. นำระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้มาใช้
  2. คิดกฎขึ้นมาเองระหว่างดำเนินการ
  3. แสดงมารยาทบนโต๊ะอาหาร
ดูคำตอบ

นำระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้มาใช้

วลี

to prevent any sort of risk: วลีบอกจุดประสงค์ในการป้องกันอย่างกว้าง

วลี infinitive to prevent... บอกจุดประสงค์ของการใช้ระเบียบปฏิบัติ กล่าวคือ เป้าหมายคือหยุดไม่ให้ความเสี่ยงเกิดขึ้น วลีนี้ตอบคำถามว่า “ทำไมจึงใช้ระเบียบปฏิบัติ” any sort of ทำให้ขอบเขตกว้างขึ้น โดยหมายถึงความเสี่ยงทุกชนิด ไม่ใช่ชนิดใดชนิดหนึ่ง ในรูปแบบเต็ม risk of + คำนามหรือรูป -ing คำที่ตามมาจะบอกว่าสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคืออะไร เช่น risk of contamination หรือ risk of someone getting hurt

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ to prevent any sort of risk บอกอะไรเรา

  1. ระเบียบปฏิบัติเป็นธรรมเนียมทางสังคมที่เลือกทำหรือไม่ก็ได้
  2. ความเสี่ยงเฉพาะอย่างหนึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว
  3. จุดประสงค์คือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกชนิด
ดูคำตอบ

จุดประสงค์คือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกชนิด

การใช้คำ

any allergens touching my dish: การสัมผัสข้ามระหว่างสารก่อภูมิแพ้กับอาหาร

allergen คือสารที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ใน any allergens touching my dish คำว่า touching แสดงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสี่ยง คือสารก่อภูมิแพ้สัมผัสกับอาหารของผู้พูด ในบริบทความปลอดภัยด้านอาหาร touching my dish ไม่ได้หมายถึงการแตะจานตามปกติ แต่หมายถึงการสัมผัสข้าม ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยอาจไปถึงอาหารผ่านส่วนผสม มือ พื้นผิว หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในที่นี้ dish หมายถึงอาหารหรือมื้ออาหารที่เตรียมแล้ว ไม่ได้หมายถึงตัวจานเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ในบริบทความปลอดภัยด้านอาหาร allergens touching my dish หมายถึงอะไร

  1. สารที่อาจกระตุ้นอาการแพ้สัมผัสกับอาหารของฉัน
  2. มีคนถือจานไว้ชั่วครู่
  3. อาการแพ้ของฉันสัมผัสกับจานเปล่า
ดูคำตอบ

สารที่อาจกระตุ้นอาการแพ้สัมผัสกับอาหารของฉัน

When it comes to socializing,

2:20

เมื่อเป็นเรื่องของการเข้าสังคม

it can be kind of hard sometimes because I want to make sure my friends don't feel inconvenienced or feel like I'm being a burden. โน้ต

2:21

บางครั้งมันก็อาจจะยากสักหน่อย เพราะฉันอยากจะแน่ใจว่าเพื่อนๆ จะไม่รู้สึกลำบาก หรือรู้สึกว่าฉันเป็นภาระ

น้ำเสียง/เจตนา

can be kind of hard sometimes: พูดถึงความยากอย่างนุ่มนวล

can be นำเสนอความยากว่าเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเช่นนั้นตลอดเวลา kind of ในที่นี้หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “อยู่บ้าง” และช่วยลดความแรงของ hard ไม่ได้หมายถึง “ชนิดหนึ่ง” ส่วน sometimes จำกัดความหมายไว้เฉพาะบางครั้ง เมื่อใช้ร่วมกัน คำเหล่านี้ทำให้ความคิดเห็นเชิงลบไม่ฟังดูตายตัวและไม่เหมือนการบ่นอย่างรุนแรง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + can be + kind of + คำคุณศัพท์ + sometimes เหมาะกับประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เมื่อผู้พูดต้องการประเมินอย่างไม่ฟันธงและเป็นกันเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำลดความแรงสองคำจากตัวอย่าง: Starting a new school can be ____ hard sometimes.

ดูคำตอบ

kind of

การใช้คำ

feel inconvenienced: รู้สึกว่าได้รับความไม่สะดวก

ในประโยคนี้ feel inconvenienced หมายถึง “รู้สึกว่าความต้องการหรือแผนของคนอื่นทำให้ตนลำบากขึ้น” คนที่อาจรู้สึกเช่นนั้นคือกลุ่มเพื่อน และ inconvenienced ใช้บรรยายคนที่ได้รับผลกระทบ สำนวนนี้สุภาพและค่อนข้างเป็นทางการ สื่อว่ามีความติดขัดหรือภาระเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนนั้นโกรธเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าผู้คนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความลำบาก

  1. The guests felt inconvenienced by the sudden change.
  2. The sudden change felt inconvenienced.
  3. The guests felt inconvenient by the sudden change.
ดูคำตอบ

The guests felt inconvenienced by the sudden change.

สำนวน

feel like I'm being a burden: รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระ

ในที่นี้ a burden เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงคนที่ความต้องการของเขาทำให้คนอื่นต้องใช้เวลา แรง ความเอาใจใส่ หรือรับผิดชอบเพิ่มขึ้น feel like I'm being a burden หมายถึง “ฉันรู้สึกกังวลว่ากำลังเพิ่มแรงกดดันแบบนั้นให้คนอื่น” Being เน้นผลที่ผู้พูดกำลังมีต่อคนอื่นในสถานการณ์ปัจจุบัน นี่เป็นการแสดงความรู้สึก ไม่ใช่การตัดสินตามข้อเท็จจริงว่าผู้พูดจะเป็นภาระตลอดไป

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: การพูดกับใครตรง ๆ ว่า You are a burden มักเป็นวิธีที่อ่อนโยนและเป็นกลางในการพูดถึงความไม่สะดวกเล็กน้อย

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

If Mia wants to go to a restaurant,

2:29

ถ้าเมียอยากไปร้านอาหาร

she has to call ahead of time to tell them about her allergies.

2:30

เธอต้องโทรล่วงหน้าเพื่อบอกพวกเขาเกี่ยวกับอาการแพ้ของเธอ

If you call ahead of time,

2:35

ถ้าคุณโทร call ahead of time

you phone somewhere, like a restaurant,

2:36

คือคุณโทรไปที่ไหนสักแห่ง เช่น ร้านอาหาร

before you go.

2:38

ก่อนที่คุณจะไป

We can also say call ahead.

2:39

เราสามารถพูดว่า call ahead ได้เหมือนกัน

Mia needs to find out whether restaurants can accommodate her allergies.

2:42

เมียจำเป็นต้องหาคำตอบว่าร้านอาหารสามารถ accommodate อาการแพ้ของเธอได้หรือไม่

Accommodate in this context ลำดับความ

2:46

Accommodate ในบริบทนี้

means give someone what they need.

2:48

หมายถึง การจัดหาสิ่งที่พวกเขาต้องการให้

ลำดับความ

Accommodate in this context: จำกัดความหมายไว้ที่บริบทปัจจุบัน

in this context เป็นกรอบสำนวนที่ใช้พูดอธิบายเกี่ยวกับภาษา โดยบอกว่าคำนิยามนี้ใช้กับสถานการณ์เฉพาะที่กำลังพูดถึงเท่านั้น ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวจำกัดความหมายของ accommodate ไว้ที่การตอบสนองหรือจัดหาสิ่งที่ใครบางคนต้องการ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X in this context means Y รูปแบบนี้แยกความหมายของคำในบริบทปัจจุบันออกจากความหมายอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ จึงช่วยไม่ให้เข้าใจผิดว่าตัวอย่างเดียวเป็นคำนิยามที่ใช้ได้ทุกกรณี

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่จำกัดความหมายของคำไว้ที่สถานการณ์ปัจจุบันให้สมบูรณ์: The word bank ____ means the side of a river.

ดูคำตอบ

in this context

Because Mia has so many allergies,

2:51

เพราะเมียมีอาการแพ้เยอะมาก

she has to visit restaurants which have protocols to stop the food she is allergic to touching her meal. ไวยากรณ์

2:53

เธอจึงต้องไปร้านอาหารที่มี protocols เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่เธอแพ้มาสัมผัสกับมื้ออาหารของเธอ

ไวยากรณ์

to stop the food ... touching her meal: โครงสร้าง stop + object + -ing

วลีบอกจุดประสงค์ to stop ... ใช้โครงสร้าง stop + object + -ing เพื่อหมายถึงการป้องกันไม่ให้กรรมทำการกระทำหนึ่ง กรรมคือ the food she is allergic to และการกระทำที่ถูกป้องกันคือ touching her meal คำว่า to หลัง allergic เป็นส่วนหนึ่งของ allergic to และเป็นจุดจบของส่วนที่ขยาย food จากนั้น touching จึงเริ่มการกระทำรูป -ing ที่ตามหลัง stop โครงสร้างนี้ไม่ใช่ stop to touch ซึ่งจะหมายถึงหยุดทำอีกกิจกรรมหนึ่งเพื่อไปสัมผัส

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ run เพื่อใช้โครงสร้าง stop + object + -ing: The gate stops children ____ into the road.

ดูคำตอบ

running

Protocols means a set of rules for a process การใช้คำ

2:59

Protocols หมายถึง ชุดกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการ

to make sure things are done properly.

3:03

เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่างๆ ดำเนินไปอย่างเหมาะสม

การใช้คำ

a set of rules for a process: การนิยาม protocols

ในที่นี้ a set of rules for a process ใช้นิยามคำว่า protocols โดย a set คือกลุ่มกฎที่เกี่ยวข้องกันและทำงานร่วมกัน ส่วน for a process บอกว่ากฎเหล่านี้ใช้กำกับขั้นตอนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง rules ในความหมายนี้คือคำแนะนำหรือข้อกำหนดในการปฏิบัติงาน ไม่ได้หมายถึงกฎหมายหรือมารยาททางสังคมเท่านั้น protocol ช่วยให้ผู้คนทำงานอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ protocol ที่ใช้เพื่อความปลอดภัยมากที่สุด

  1. การสนทนาอย่างเป็นมิตรเกี่ยวกับกระบวนการ
  2. ชุดกฎที่กำกับวิธีดำเนินกระบวนการ
  3. บุคคลที่คิดค้นกระบวนการ
ดูคำตอบ

ชุดกฎที่กำกับวิธีดำเนินกระบวนการ

Now, most people who have allergies don't have as many as Mia, ไวยากรณ์

3:05

ทีนี้ คนส่วนใหญ่ที่เป็นภูมิแพ้ไม่ได้มีเยอะเท่าเมีย

but scientists believe more people are developing allergies.

3:09

แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีคนพัฒนาอาการแพ้กันมากขึ้น

ไวยากรณ์

as many as Mia: การเปรียบเทียบจำนวนของสิ่งที่นับได้

ใน don't have as many as Mia มีการละคำนามนับได้ allergies เพราะเข้าใจได้อยู่แล้วจากบริบท รูปเต็มคือ don't have as many allergies as Mia has โครงสร้าง as many + คำนามนับได้พหูพจน์ + as ใช้เปรียบเทียบจำนวน เนื่องจากในที่นี้อยู่หลัง don't ทั้งอนุประโยคจึงหมายความว่าคนส่วนใหญ่มีอาการแพ้น้อยชนิดกว่า Mia หากไม่มีคำปฏิเสธ การเปรียบเทียบนี้จะหมายถึงมีจำนวนเท่ากัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย as many ... as: I don't own ____ board games ____ my brother.

ดูคำตอบ

as many · as

And there is one place where the number of allergies is particularly high,

3:14

และมีสถานที่แห่งหนึ่งที่จำนวนผู้เป็นภูมิแพ้สูงเป็นพิเศษ

Australia.

3:18

คือ ออสเตรเลีย

In fact, Australia is called the allergy capital of the world. สำนวน

3:19

ความจริงแล้ว ออสเตรเลียถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งภูมิแพ้ของโลก

สำนวน

the allergy capital of the world: ฉายาเชิงเปรียบเทียบสำหรับสถานที่

ในประโยคนี้ the allergy capital of the world เป็นฉายาเชิงเปรียบเทียบสำหรับสถานที่ที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษว่ามีอัตราการเกิดภูมิแพ้สูง คำว่า capital ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเมืองหลวงทางการเมือง รูปแบบ the X capital of Y นำเสนอสถานที่หนึ่งว่าเป็นศูนย์กลางชั้นนำหรือเป็นตัวแทนเด่นของ X โดยทั่วไปเป็นถ้อยคำที่เห็นภาพและค่อนข้างเกินจริง ไม่ใช่ตำแหน่งทางการหรือการจัดอันดับที่แม่นยำ

แบบฝึกหัด

the allergy capital of the world ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. สถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่เกิดภูมิแพ้
  2. ศูนย์กลางทางการเมืองที่เขียนกฎหมายเรื่องภูมิแพ้ให้ทั้งโลก
  3. สถานที่ที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษว่ามีอัตราการเกิดภูมิแพ้สูง
ดูคำตอบ

สถานที่ที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษว่ามีอัตราการเกิดภูมิแพ้สูง

When we describe somewhere as the capital of the world in something, ไวยากรณ์

3:23

เมื่อเราอธิบายบางสถานที่ว่าเป็น capital of the world ในบางเรื่อง

we mean that it's known for that thing.

3:27

เราหมายความว่าที่นั่นเป็นที่รู้จักในเรื่องนั้น

ไวยากรณ์

describe somewhere as ...: การให้คำบรรยายหรือป้ายกำกับแก่สถานที่

Describe X as Y หมายถึงการให้คำบรรยาย คุณลักษณะ สถานะ หรือป้ายกำกับ Y แก่ X ในประโยคนี้ somewhere คือ X และคำที่ตามหลัง as ทำหน้าที่เป็น Y As ใช้นำคำบรรยาย ไม่ได้แปลว่า 'เมื่อ' ในที่นี้ รูปแบบนี้ใช้บรรยายคน สถานที่ เหตุการณ์ หรือแนวคิดได้: describe the plan as risky.

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ describe X as Y ให้สมบูรณ์: The guide described the island ____ a peaceful place to visit.

ดูคำตอบ

as

So,

3:29

ดังนั้น

the allergy capital of the world is the place in the world with the most allergies.

3:30

เมืองหลวงแห่งภูมิแพ้ของโลกคือสถานที่ในโลกที่มีอาการแพ้มากที่สุด

BBC journalist Frances Mao is from Australia

3:34

นักข่าว BBC ฟรานเซส เมา มาจากออสเตรเลีย

and explains some of the allergy data to BBC World Service podcast What in the World.

3:38

และอธิบายข้อมูลภูมิแพ้บางส่วนในพอดแคสต์ What in the World ของ BBC World Service

You're from Australia,

3:43

คุณมาจากออสเตรเลีย

which has been called the allergy capital of the world.

3:44

ซึ่งถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งภูมิแพ้ของโลก

What is it about Australia in particular that is making people more allergic? ไวยากรณ์

3:47

ออสเตรเลียมีอะไรเป็นพิเศษที่ทำให้คนมีอาการแพ้มากขึ้น?

ไวยากรณ์

What is it about X in particular that...?: ถามหาปัจจัยเฉพาะของ X

What is it about X that...? ใช้ถามว่าคุณสมบัติ ลักษณะ หรือปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกับ X สามารถอธิบายสถานการณ์ในอนุประโยค that ได้ ในที่นี้ it ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างคำถาม In particular ทำให้คำถามมุ่งไปที่ออสเตรเลีย ไม่ใช่สถานที่ทั่วไป ผู้พูดกำลังถามว่าออสเตรเลียมีอะไรเป็นพิเศษที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยโครงสร้างมาตรฐานที่ใช้ถามว่าลักษณะใดของเมืองทำให้เกิดผลลัพธ์: ____ this city in particular that makes so many people want to stay?

ดูคำตอบ

What is it about

Australia's termed the allergy capital of the world because due to the research and the data that shows that almost one in 10 infants have marked a allergy. การใช้คำ

3:52

ออสเตรเลียถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภูมิแพ้ของโลก เพราะจากงานวิจัยและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าทารกเกือบ 1 ใน 10 คนมีอาการแพ้ที่ชัดเจน

การใช้คำ

Australia's termed: 's หมายถึง is ในโครงสร้าง be termed

ใน Australia's termed นั้น 's เป็นรูปย่อของ is รูปเต็มคือ Australia is termed... ส่วน be termed + ชื่อหรือป้ายกำกับ เป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่หมายถึงประธานได้รับชื่อหรือถูกอธิบายด้วยป้ายกำกับนั้น ในที่นี้ term เป็นคำกริยา ไม่ใช่คำนามที่หมายถึง “ศัพท์” หรือ “ภาคเรียน” Be termed เป็นทางการกว่า be called มักใช้ในรายงาน ข่าว และคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสนอชื่อเรียกว่าเป็นคำทางเทคนิค เชิงวิเคราะห์ หรือเป็นชื่อที่ยอมรับกันแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคในรายงานด้วยรูปกรรมวาจกแบบเป็นทางการของ term: In this report, the reaction ____ a delayed response.

ดูคำตอบ

is termed

การใช้คำ

almost one in 10 infants: การบอกสัดส่วน

ในที่นี้ one in 10 infants หมายถึงทารกหนึ่งคนในทุก ๆ สิบคน หรือ 10% ของทารกทั้งหมด เป็นการบอกสัดส่วนภายในกลุ่ม ไม่ใช่ตำแหน่งหรือลำดับของทารก almost ทำให้ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ และโดยทั่วไปหมายถึงต่ำกว่าหนึ่งในสิบเล็กน้อย รูปแบบที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ one in + ตัวเลข + คำนามพหูพจน์ที่บอกกลุ่ม ซึ่งมักใช้รายงานว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งพบได้บ่อยเพียงใด

แบบฝึกหัด

almost one in 10 infants หมายความว่าอย่างไร

  1. ทารกเกือบทั้งหมดสิบคน
  2. ทารกเกือบหนึ่งคนในทุก ๆ สิบคน
  3. ทารกที่อยู่ลำดับแรกในกลุ่มทารกสิบคน
ดูคำตอบ

ทารกเกือบหนึ่งคนในทุก ๆ สิบคน

And and often that's a food allergy or a respiratory allergy. การใช้คำ

4:01

และส่วนใหญ่มักเป็นการแพ้อาหารหรือการแพ้ทางเดินหายใจ

การใช้คำ

food allergy or a respiratory allergy: การเรียกประเภทของอาการแพ้

food allergy และ respiratory allergy เป็นชื่อของอาการแพ้สองประเภท โดยวางคำที่อธิบายประเภทหรือคำขยายไว้หน้า allergy คำว่า food ชี้ว่าสิ่งกระตุ้นคือสิ่งที่กินเข้าไป ส่วน respiratory หมายถึงเกี่ยวข้องกับการหายใจและระบบทางเดินหายใจ รวมถึงจมูกและทางเดินอากาศ or แสดงว่าสองประเภทนี้เป็นทางเลือกที่ต่างกัน ในวลีคำนามนับได้เอกพจน์ ให้พูดว่า a food allergy และ a respiratory allergy แต่เมื่อใช้ allergy เพียงคำเดียว ให้ใช้ an allergy

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึงอาการแพ้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ

  1. a food intolerance
  2. a respiratory allergy
  3. a food allergy
ดูคำตอบ

a respiratory allergy

And that does drop off once they're a bit older, กริยาวลี

4:05

และมันก็ลดลงเมื่อพวกเขาโตขึ้นเล็กน้อย

กริยาวลี

does drop off: เน้นว่าลดลงจริง

drop off ในที่นี้เป็นกริยาวลี หมายถึงปริมาณ อัตรา หรือระดับลดลง ประโยคนี้บอกว่าอัตราการแพ้ลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งของตกลงมาจริง ๆ ในประโยคบอกเล่านี้ does ใช้เพื่อเน้นว่าอัตรานั้นลดลงจริง เนื่องจาก does ทำหน้าที่แสดงกาลและสอดคล้องกับประธาน that กริยาหลักจึงอยู่ในรูปพื้นฐาน drop ไม่ใช่ drops

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อย้ำว่าการลดลงเกิดขึ้นจริง: Website traffic ____ after midnight.

ดูคำตอบ

does drop off

age six or so,

4:08

อายุประมาณ 6 ขวบ

it goes down to about you know 6% วลี

4:09

มันลดลงเหลือประมาณ 6%

วลี

goes down to about ... 6%: บอกค่าปลายทางที่ต่ำลง

โครงสร้างหลักคือ go down to + ค่า ซึ่งบอกว่าตัวเลขลดลงและไปถึงค่าที่อยู่หลัง to ในที่นี้ค่าปลายทางอยู่ที่ประมาณ 6% about แสดงว่าตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณ ส่วน you know เป็นคำเชื่อมในภาษาพูดที่ผู้พูดแทรกขณะคิดหรือรักษาการมีส่วนร่วมกับผู้ฟัง แม้จะแทรกกลางโครงสร้าง แต่ไม่ได้เปลี่ยนตัวเลข ใจความหลักคือ it goes down to about 6%

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่า 6% คืออัตราสุดท้ายที่ลดลงมาแล้ว

  1. The rate goes down by about 6%.
  2. The rate goes down to about 6%.
  3. The rate goes down from about 6% to 4%.
ดูคำตอบ

The rate goes down to about 6%.

and then as an adult,

4:11

แล้วพอเป็นผู้ใหญ่

it goes down to like 3%.

4:12

มันก็ลดลงเหลือประมาณ 3%

Frances talks about the high numbers of Australian infants, ลำดับความ

4:14

ฟรานเซสพูดถึงตัวเลขที่สูงของทารกในออสเตรเลีย

that's babies,

4:17

นั่นคือเด็กทารก

ลำดับความ

infants, that's babies: ใช้ that's อธิบายคำทันที

ในประโยคนี้ that's babies เป็นคำอธิบายที่ตามหลัง infants ทันที ผู้พูดใช้คำที่ค่อนข้างเป็นทางการอย่าง infants ก่อน แล้วจึงพูดใหม่ด้วยคำที่คุ้นเคยกว่าอย่าง babies that's ในที่นี้ไม่ได้ชี้ไปที่สิ่งของ แต่ทำหน้าที่จัดข้อมูล โดยบอกว่าคำที่ตามมาอธิบายคำศัพท์ที่อยู่ข้างหน้า เวลาฟัง ให้ใช้ถ้อยคำที่ง่ายกว่าหลัง that's เพื่อช่วยเดาความหมายของคำก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ that's เพื่ออธิบายคำศัพท์ก่อนหน้าด้วยคำที่ง่ายกว่าทันที

  1. The museum has an aviary—that's a large space for birds.
  2. That's the bird we saw yesterday.
  3. The aviary that's near the lake is closed.
ดูคำตอบ

The museum has an aviary—that's a large space for birds.

who have allergies.

4:18

ที่เป็นภูมิแพ้

But she says the numbers drop off as children get older.

4:20

แต่เธอบอกว่าตัวเลขนี้ drop off ลงเมื่อเด็กๆ โตขึ้น

If numbers or rates of something drop off,

4:24

ถ้าตัวเลขหรืออัตราของบางสิ่ง drop off

they get lower.

4:26

พวกมันก็จะลดต่ำลง

By age six or so,

4:27

เมื่ออายุประมาณหกขวบ

Australian children are less likely to have allergies. ไวยากรณ์

4:29

เด็กออสเตรเลียจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้น้อยลง

ไวยากรณ์

be less likely to have: บอกว่ามีโอกาสน้อยกว่า

be less likely to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง บางสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้ เหตุการณ์ที่มีโอกาสน้อยกว่าสำหรับเด็กเมื่ออายุประมาณหกขวบคือ have allergies โครงสร้างคือ ประธาน + be + less likely + to + กริยารูปพื้นฐาน less ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ แต่สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบอาจอยู่ในบริบทรอบข้างแทนที่จะอยู่ในวลีที่มี than เหตุการณ์นั้นยังคงเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสามคำที่หมายถึง “มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า”: Compared with seedlings in poor soil, well-fed plants are ____ develop yellow leaves.

ดูคำตอบ

less likely to

We can use or so in informal speech วลี

4:33

เราสามารถใช้ or so ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ

to show that the number is an estimate.

4:36

เพื่อแสดงว่าตัวเลขนี้เป็นการประมาณ

วลี

or so หลังตัวเลข

or so วางไว้หลังตัวเลขหรือปริมาณเพื่อแสดงว่าเป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน six or so หมายถึงประมาณหก ในการใช้นี้ or ไม่ได้เสนอทางเลือก ให้เข้าใจ or so เป็นวลีตายตัวหนึ่งวลีที่ใช้บอกค่าประมาณ

แบบฝึกหัด

เติมวลีแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ประมาณ” ให้สมบูรณ์: The trip takes two hours ____.

ดูคำตอบ

or so

It's not exact.

4:38

มันไม่เป๊ะ

So,

4:39

ดังนั้น

Beth, is there anything we can do about all these allergies?

4:40

เบธ เราพอจะทำอะไรกับโรคภูมิแพ้เหล่านี้ได้บ้างไหม?

Well,

4:43

อืม

scientists are investigating giving babies vitamin D, ไวยากรณ์

4:44

นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบการให้วิตามินดีแก่เด็กทารก

ไวยากรณ์

investigating giving babies vitamin D: investigate + -ing

ใน scientists are investigating giving babies vitamin D วลี -ing คือ giving babies vitamin D ทำหน้าที่เป็นกรรมของ investigating วลีนี้ระบุการกระทำหรือแนวทางที่กำลังศึกษา นั่นคือการให้วิตามินดีแก่ทารก รูป present progressive คือ are investigating แสดงว่าการวิจัยยังดำเนินอยู่ ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าแนวทางดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลหรือถูกนำมาใช้เป็นการรักษามาตรฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ give: The clinic is investigating ____ patients longer appointments.

ดูคำตอบ

giving

which can be shown to reduce allergies. ไวยากรณ์

4:48

ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้

ไวยากรณ์

which can be shown to reduce allergies: ถ้อยคำที่เน้นหลักฐาน

ในอนุประโยคขยายนี้ which อ้างกลับไปถึง vitamin D โครงสร้าง can be shown to + กริยารูปพื้นฐาน เป็นรูปถูกกระทำ หมายความว่า หลักฐานหรืองานวิจัยสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าวิตามินดีช่วยลดอาการแพ้ โดยไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้แสดง จึงเน้นที่ผลลัพธ์และหลักฐานที่สนับสนุนผลนั้น ถ้อยคำนี้นำเสนอข้ออ้างว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานได้ แต่ตัวมันเองไม่ได้รับประกันว่าอาการแพ้จะลดลงในทุกคน

แบบฝึกหัด

รายงานฉบับหนึ่งเขียนว่า “The new filter can be shown to reduce indoor dust.” ข้อใดอธิบาย can be shown to reduce ได้ตรงที่สุด

  1. ไม่สามารถทดสอบได้ว่าเครื่องกรองช่วยลดฝุ่นในอาคารหรือไม่
  2. หลักฐานสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเครื่องกรองช่วยลดฝุ่นในอาคาร
  3. เครื่องกรองได้รับการรับประกันว่าจะกำจัดฝุ่นในอาคารทั้งหมด
ดูคำตอบ

หลักฐานสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเครื่องกรองช่วยลดฝุ่นในอาคาร

Another technique is immunotherapy, การใช้คำ

4:50

อีกวิธีหนึ่งคือภูมิคุ้มกันบำบัด

การใช้คำ

immunotherapy: การรักษาผ่านระบบภูมิคุ้มกัน

Immunotherapy คือการรักษาทางการแพทย์ที่ใช้ ปรับเปลี่ยน หรือกำกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน คำนี้ประกอบด้วย immuno- ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน และ therapy ซึ่งหมายถึงการรักษา โดย therapy ในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้คำปรึกษาทางจิตใจ ในบริบทของอาการแพ้นี้ คำนี้หมายถึงภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารก่อภูมิแพ้ กล่าวคือ ให้สารก่อภูมิแพ้ในปริมาณที่ควบคุมอย่างระมัดระวังเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันไวต่อสารนั้นน้อยลง ในบริบททางการแพทย์อื่น คำเดียวกันนี้อาจหมายถึงการรักษาแบบอื่น เช่น การรักษามะเร็งบางชนิด

แบบฝึกหัด

ในบริบทสุขภาพนี้ immunotherapy หมายถึงอะไร

  1. การรักษาที่ใช้หรือปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกัน
  2. การฝึกหายใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาทางการแพทย์
  3. การให้คำปรึกษาที่พูดถึงความคิดและความรู้สึกเท่านั้น
ดูคำตอบ

การรักษาที่ใช้หรือปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกัน

which involves scientists giving children tiny amounts of the thing they are allergic to and then building up their baby's tolerance. โน้ต

4:53

ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่นักวิทยาศาสตร์ให้เด็กรับสารที่พวกเขาแพ้ในปริมาณเล็กน้อย แล้วค่อยๆ สร้างความทนทานให้กับทารก

ไวยากรณ์

involves scientists giving...: โครงสร้าง involve + คน + -ing

ในที่นี้ which ย้อนกลับไปกล่าวถึงการรักษาหรือวิธีที่พูดถึงก่อนหน้า ส่วน involves หมายถึง “รวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ” โครงสร้างคือ involve + คน + -ing เช่น involves scientists giving... ในโครงสร้างนี้ scientists เป็นผู้ทำกริยา giving ส่วน children เป็นผู้รับสิ่งที่ให้ tiny amounts of the thing they are allergic to หมายถึงสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณน้อยมาก และ and ที่ท้ายวลีแสดงว่ายังมีอีกขั้นตอนตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ involve + คน + -ing ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายส่วนหนึ่งของกระบวนการ?

  1. The project involves volunteers to test the new app.
  2. The project involves volunteers testing the new app.
  3. The project involves volunteers test the new app.
ดูคำตอบ

The project involves volunteers testing the new app.

กริยาวลี

building up ... tolerance: การค่อย ๆ เพิ่มความทนทาน

build up + คำนามนามธรรม หมายถึงค่อย ๆ เพิ่มหรือพัฒนาสิ่งนั้น ในที่นี้ building up their baby's tolerance หมายถึงการค่อย ๆ เพิ่มความสามารถของทารกในการรับสารก่อภูมิแพ้โดยไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงเท่าเดิม then วางกระบวนการนี้ไว้หลังการกระทำก่อนหน้า จึงนำเสนอความทนทานว่าเป็นผลที่พัฒนาขึ้นทีละขั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทันที

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb สองคำจากบทเรียนที่แปลว่า “ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น”: Daily practice can help you ____ your confidence.

ดูคำตอบ

build up

Interesting.

5:00

น่าสนใจ

And I think it's time to find out the answer to my question.

5:01

และผมคิดว่าถึงเวลาหาคำตอบสำหรับคำถามของผมแล้ว

I asked you, what is the most common allergy in the world?

5:04

ผมถามคุณว่า อาการแพ้อะไรที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก?

I said pollen.

5:08

ฉันตอบว่าละอองเกสรดอกไม้

Was I right?

5:09

ฉันถูกไหม?

You were right.

5:10

คุณถูก

Well done.

5:11

เก่งมาก

Okay,

5:13

เอาล่ะ

let's recap the vocabulary we've learned, ลำดับความ

5:13

มาทบทวนคำศัพท์ที่เราได้เรียนรู้กัน

ลำดับความ

Let's recap the vocabulary we've learned: เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงทบทวน

Let's recap ... เป็นวลีเปลี่ยนช่วงที่พาผู้ฟังจากเนื้อหาใหม่ไปสู่การทบทวนสั้น ๆ ในที่นี้ recap หมายถึงการย้อนดูประเด็นสำคัญอย่างย่อ เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังจะเริ่มสรุป กรรมของคำกริยาคือ the vocabulary we've learned ซึ่งหมายถึงคำศัพท์ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ การใช้ let's ที่รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟังทำให้การทบทวนฟังเหมือนเป็นกิจกรรมร่วมกันที่ผู้พูดเป็นคนนำ

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอพูดว่า “Let's recap the vocabulary we've learned.” ผู้ฟังควรคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

  1. หัวข้อใหม่ทั้งหมด
  2. การทบทวนเนื้อหาก่อนหน้าอย่างสั้น ๆ
  3. การพูดซ้ำทุกประโยคอย่างตรงตัว
ดูคำตอบ

การทบทวนเนื้อหาก่อนหน้าอย่างสั้น ๆ

starting with call ahead of time,

5:16

เริ่มจาก call ahead of time

which means to phone somewhere,

5:18

ซึ่งหมายถึง การโทรไปที่ไหนสักแห่ง

like a restaurant,

5:20

เช่น ร้านอาหาร

before your appointment or before you go there.

5:21

ก่อนเวลานัดหมายหรือก่อนที่คุณจะไปที่นั่น

If you accommodate someone,

5:24

ถ้าคุณ accommodate ใครสักคน

you give them what they need.

5:26

คุณก็จัดหาสิ่งที่พวกเขาต้องการให้

Protocols are strict rules for how something is done.

5:27

Protocols คือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดว่าบางสิ่งต้องทำอย่างไร

If somewhere is the capital of the world for a particular thing,

5:31

ถ้าสถานที่ใดเป็น capital of the world สำหรับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

it's known for that thing.

5:35

สถานที่นั้นก็เป็นที่รู้จักจากสิ่งนั้น

For example,

5:37

ตัวอย่างเช่น

London is sometimes called the theater capital of the world

5:38

ลอนดอนบางครั้งก็ถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งโรงละครของโลก

because we have lots of theaters.

5:41

เพราะเรามีโรงละครมากมาย

If numbers drop off,

5:43

ถ้าตัวเลข drop off

it means they get lower.

5:44

มันหมายความว่ามันลดลง

And we can add or so to a number in informal speech

5:45

และเราสามารถเติม or so ต่อท้ายตัวเลขในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการได้

to show that the number is an estimate.

5:50

เพื่อแสดงว่าตัวเลขนั้นเป็นการประมาณ

It's not exact.

5:52

มันไม่เป๊ะ

Once again,

5:53

อีกครั้ง

our 6 minutes are up. วลี

5:54

เวลา 6 นาทีของเราหมดลงแล้ว

วลี

Our 6 minutes are up: หมดเวลาที่กำหนดแล้ว

โครงสร้าง ระยะเวลา + be up หมายถึงช่วงเวลาที่กำหนดไว้สิ้นสุดลงแล้ว Our 6 minutes are up บอกว่าช่วงเวลาหกนาทีที่กำหนดไว้ของรายการจบลงแล้ว up ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงทิศทางขึ้นบน คำกริยาต้องสอดคล้องกับวลีเวลา: ใช้ minutes are up แต่ใช้ time is up

แบบฝึกหัด

เติมวลีมาตรฐานที่หมายถึงเวลาที่กำหนดสิ้นสุดลงแล้ว: Your five minutes ____.

ดูคำตอบ

are up

But you can test your knowledge even more

5:55

แต่คุณสามารถทดสอบความรู้ของคุณได้มากขึ้น

using the interactive quiz on our website.

5:58

โดยใช้ควิซแบบโต้ตอบบนเว็บไซต์ของเรา

Visit bbclearningenglish.com.

6:01

เข้าไปที่ bbclearningenglish.com

Bye for now. วลี

6:03

ลาไปก่อนนะ

วลี

Bye for now: การบอกลาแบบเป็นมิตรและชั่วคราว

Bye for now เป็นคำบอกลาแบบเป็นมิตรเมื่อจะแยกจากกันเพียงช่วงหนึ่ง ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้ปิดรายการตอนนี้ พร้อมสื่อว่าอาจกลับมาหรือติดต่อกันอีกในภายหลัง คำว่า for now ทำให้การจบลงฟังดูเป็นการลาชั่วคราว แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะพบหรือติดต่อกันอีกเมื่อไรอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงการบอกลาแบบเป็นมิตรและชั่วคราว: ____. I'll talk to you again tomorrow.

ดูคำตอบ

Bye for now

Bye.

6:04

ลาก่อน

6 Minute English from bbclearningenglish.com.

6:06

6 Minute English จาก bbclearningenglish.com