ความแตกต่างระหว่างการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกและแบบการกระทำ - Peggy Andover: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนิยามการเรียนรู้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระยะยาวที่เกิดจากประสบการณ์ แล้วเปรียบเทียบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกกับแบบการกระทำผ่านสุนัขของพาฟลอฟ ปฏิกิริยาของมนุษย์ ผลของพฤติกรรม และนกพิราบที่ผ่านการฝึก ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. learning is a long-term change in behavior that's based on experience. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: คุณจะเข้าใจนิยามคำว่า learning ในทางจิตวิทยา และแยกออกจากความหมายทั่วไปที่นึกถึงการเรียนในห้องหรือการอ่านหนังสือได้ จึงรู้ว่าเนื้อหาจิตวิทยาภาษาอังกฤษกำลังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่คงอยู่นาน ไม่ใช่การศึกษาในระบบ 2. the addition of a stimulus, / the removal of a stimulus, — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: คุณจะเข้าใจว่า positive และ negative หมายถึงการเพิ่มหรือเอาสิ่งเร้าออก ไม่ได้หมายความว่าผลนั้นดีหรือไม่ดี ความแตกต่างนี้ช่วยให้ตีความการเสริมแรงและการลงโทษในคำอธิบายทางจิตวิทยาได้ถูกต้อง 3. stimulus generalization — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: คุณจะรู้จักศัพท์ที่หมายถึงการตอบสนองคล้ายเดิมต่อสิ่งเร้าใหม่ที่คล้ายกับสิ่งเร้าที่ใช้วางเงื่อนไข จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดนกพิราบที่ฝึกด้วยภาพบางภาพจึงเลือกผลงานของศิลปินคนอื่นในแนวศิลปะเดียวกันด้วย
คำอธิบายในบทเรียนนี้
we often picture students in a classroom or lecture hall,
0:15เรามักจะนึกภาพนักเรียนในห้องเรียนหรือห้องบรรยาย
When we think about learning, we often picture: เริ่มต้นด้วยภาพในใจที่ผู้ฟังนึกตามได้ร่วมกัน
When we think about learning หมายถึง “เมื่อแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ผุดขึ้นมาในใจ” ไม่ใช่ “เมื่อเราศึกษาเรื่องการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง” ส่วน picture ในที่นี้เป็นคำกริยา หมายถึง “สร้างภาพขึ้นในใจ” ผู้พูดใช้โครงสร้าง When we think about X, we often picture Y เพื่อเริ่มจากภาพในชีวิตประจำวันที่คุ้นเคย ภาพที่ผู้ฟังนึกตามได้ร่วมกันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ก่อนที่คำอธิบายจะเปลี่ยนไปสู่คำจำกัดความของการเรียนรู้ที่แม่นยำขึ้น
แบบฝึกหัด
ส่วนเริ่มต้นที่เน้นไว้ทำหน้าที่หลักอะไรในประโยคนี้
- เริ่มด้วยภาพที่คุ้นเคยเกี่ยวกับการเรียนรู้ ก่อนที่ผู้พูดจะให้คำอธิบายที่แม่นยำขึ้น
- บอกว่าผู้พูดกำลังทำการศึกษาเรื่องการเรียนรู้อย่างละเอียด
- อ้างว่าห้องเรียนเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้
ดูคำตอบ
เริ่มด้วยภาพที่คุ้นเคยเกี่ยวกับการเรียนรู้ ก่อนที่ผู้พูดจะให้คำอธิบายที่แม่นยำขึ้น
listening intently to a teacher or professor in the front of the room.
0:19ตั้งใจฟังครูหรืออาจารย์ที่อยู่หน้าห้อง
books open ..., listening intently: การซ้อนรายละเอียดเชิงพรรณนา
ใจความหลักคือ we often picture students... ส่วน books open on their desks ที่ตามมาเป็นคำบรรยายแบบย่อ ซึ่งมักเรียกว่าโครงสร้างอิสระที่ไม่มีคำกริยา books เป็นคำนามที่ถูกบรรยาย และ open เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาพของหนังสือ ความหมายใกล้เคียงกับ with their books open on their desks ไม่ใช่การกระทำ students open books Listening intently เป็นอนุประโยค -ing ที่มี students เป็นผู้กระทำโดยนัย เมื่อวางส่วนบรรยายสองส่วนนี้ไว้หลังภาพหลัก ประโยคจึงซ้อนทั้งสภาพและการกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้โดยไม่ต้องเริ่มอนุประโยคสมบูรณ์ใหม่สองประโยค
แบบฝึกหัด
books open on their desks และ listening intently ทำหน้าที่อะไรในประโยค
- ออกคำสั่งสองอย่าง คือให้เปิดหนังสือและตั้งใจฟัง
- เพิ่มทั้งสภาพของหนังสือและการกระทำที่นักเรียนกำลังทำพร้อมกันลงในภาพห้องเรียน
- เริ่มประโยคใหม่ที่กล่าวถึงการกระทำของหนังสือ
ดูคำตอบ
เพิ่มทั้งสภาพของหนังสือและการกระทำที่นักเรียนกำลังทำพร้อมกันลงในภาพห้องเรียน
การเปลี่ยนไปสู่ความหมายเฉพาะสาขาที่ส่งสัญญาณด้วย But in psychology,
But ในที่นี้พาเรื่องออกจากภาพทั่วไปของการเรียนรู้ที่เพิ่งกล่าวถึง และบอกผู้ฟังว่าข้อความถัดไปจะปรับแก้หรือจำกัดความเข้าใจที่คุ้นเคยนั้นให้แคบลง in psychology กำหนดสาขาที่ใช้ให้นิยามคำนี้ หมายถึง “ในศาสตร์จิตวิทยา” ไม่ใช่การอยู่ภายในสถานที่หนึ่ง เมื่อรวมกัน But in psychology, จึงส่งสัญญาณว่ากำลังเปลี่ยนจากความหมายทั่วไปไปสู่ความหมายเชิงวิชาการ
แบบฝึกหัด
But in psychology, ในประโยคนี้ส่งสัญญาณอะไร
- ผู้พูดกำลังยกกิจกรรมในห้องเรียนทั่วไปเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
- ผู้พูดกำลังบอกว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นในอีกห้องหนึ่ง
- ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากความคิดทั่วไปไปสู่ความหมายเฉพาะทางจิตวิทยา
ดูคำตอบ
ผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากความคิดทั่วไปไปสู่ความหมายเฉพาะทางจิตวิทยา
learning is a long-term change in behavior that's based on experience. วัฒนธรรม
0:27การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาวที่เกิดจากประสบการณ์
learning ในฐานะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระยะยาวที่เกิดจากประสบการณ์
ในที่นี้ learning ใช้เป็นศัพท์ทางจิตวิทยา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่คงอยู่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการเข้าเรียน การอ่าน หรือการรู้ข้อเท็จจริงบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีพื้นฐานจากประสบการณ์ เช่น การฝึกฝนหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม long-term ไม่นับภาวะชั่วครู่หรือการตอบสนองที่หายไปทันที ส่วน based on experience ไม่นับปฏิกิริยาสะท้อนที่มีมาแต่กำเนิด เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงจึงคือให้มองหาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่คงอยู่และเกิดจากประสบการณ์
แบบฝึกหัด
กรณีใดตรงกับนิยามของ learning ในประโยคมากที่สุด
- นักวิ่งคนหนึ่งช้าลงไม่กี่นาทีเพราะเหนื่อย
- หลังจากแตะกระทะร้อนหนึ่งครั้ง เด็กคนหนึ่งก็หลีกเลี่ยงการแตะกระทะร้อนอย่างต่อเนื่อง
- ทารกกะพริบตาโดยอัตโนมัติเมื่อลมเข้าตา
ดูคำตอบ
หลังจากแตะกระทะร้อนหนึ่งครั้ง เด็กคนหนึ่งก็หลีกเลี่ยงการแตะกระทะร้อนอย่างต่อเนื่อง
Two of the main types of learning are called classical conditioning โน้ต
0:32การเรียนรู้สองประเภทหลักเรียกว่า การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
classical conditioning: การเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยงสิ่งเร้า
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกเป็นการเรียนรู้ที่สิ่งชี้นำซึ่งเดิมเป็นกลางไปเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองตามธรรมชาติ เมื่อจับคู่ซ้ำ ๆ สิ่งชี้นำนั้นก็อาจเริ่มทำให้เกิดการตอบสนองที่เกี่ยวข้องได้ด้วยตัวเอง ในประโยคนี้ classical เป็นส่วนหนึ่งของศัพท์จิตวิทยาที่ตายตัว ไม่ได้หมายถึงดนตรีคลาสสิกหรือเพียงแค่ “แบบดั้งเดิม”
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ classical conditioning
- นักวิ่งรู้สึกเหนื่อยหลังจากวิ่งแข่งเป็นเวลานาน
- เด็กเก็บห้องบ่อยขึ้นเพราะหลังจากนั้นจะได้รับรางวัล
- เมื่อจับคู่เสียงหนึ่งกับอาหารซ้ำ ๆ สุนัขก็เริ่มน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ดูคำตอบ
เมื่อจับคู่เสียงหนึ่งกับอาหารซ้ำ ๆ สุนัขก็เริ่มน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงนั้น
and operant or instrumental conditioning. วัฒนธรรม
0:36และการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำหรือแบบอุปกรณ์
Two of the main types of ... are called: การบอกชื่อหมวดหมู่
โครงสร้าง Two of the main types of X are called A and B จัดข้อมูลเป็นสองขั้นตอน Two of the main types of X บอกผู้อ่านว่ากำลังจะมีการแนะนำหมวดหมู่สำคัญสองหมวด ส่วน are called ใช้บอกชื่อของหมวดหมู่เหล่านั้น โครงสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นป้ายบอกทาง โดยวางการจำแนกประเภทไว้ก่อน แล้วจึงอธิบายทีละหมวดได้ คำว่า main แสดงว่ารายการนี้อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า A และ B เป็นประเภทที่มีอยู่เพียงสองประเภทเท่านั้น
แบบฝึกหัด
โครงสร้าง “Two of the main types of X are called A and B” บอกอะไรแก่ผู้อ่าน
- บอกชื่อหมวดหมู่สำคัญสองหมวดและยังเปิดโอกาสว่ามีหมวดอื่นอยู่ด้วย
- พิสูจน์ว่า X มีหมวดหมู่อยู่สองหมวดเท่านั้น
- บอกว่า A และ B เป็นตัวอย่างของ X ไม่ใช่ชื่อหมวดหมู่
ดูคำตอบ
บอกชื่อหมวดหมู่สำคัญสองหมวดและยังเปิดโอกาสว่ามีหมวดอื่นอยู่ด้วย
operant or instrumental conditioning: or ใช้แนะนำชื่อเรียกอีกแบบ
ในที่นี้ operant conditioning และ instrumental conditioning เป็นสองชื่อของการเรียนรู้ประเภททั่วไปเดียวกัน คำว่า or ใช้แนะนำชื่อที่สอง ไม่ได้เพิ่มประเภทที่แยกต่างหากเข้าไปในรายการ การเรียนรู้แบบนี้เกี่ยวข้องกับผลของพฤติกรรมที่ทำโดยสมัครใจว่า ทำให้พฤติกรรมนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นอีกมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร ข้อมูลพื้นฐานนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมสองชื่อนี้จึงหมายถึงแนวคิดเดียวกัน
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง or แสดงความสัมพันธ์แบบใดระหว่าง operant conditioning กับ instrumental conditioning?
- เป็นสองชื่อของการเรียนรู้ประเภททั่วไปเดียวกัน
- ผู้พูดไม่แน่ใจว่าคำใดถูกต้อง
- เป็นการเรียนรู้สองประเภทที่แยกจากกันในรายการ
ดูคำตอบ
เป็นสองชื่อของการเรียนรู้ประเภททั่วไปเดียวกัน
Let's talk about classical conditioning first. ลำดับความ
0:39เรามาพูดถึงการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกกันก่อน
Let's talk about ... first: จัดลำดับหัวข้อในการพูด
Let's talk about classical conditioning first เป็นประโยคเปลี่ยนหัวข้อในการพูด ผู้พูดใช้ Let's talk about ... เพื่อนำผู้ฟังเข้าสู่หัวข้อถัดไป และใช้ first เพื่อบอกว่าจะพูดถึงหัวข้อนี้ก่อนหัวข้ออื่น first ทำหน้าที่จัดลำดับการอธิบาย ไม่ได้บอกว่าการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกเป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุด
แบบฝึกหัด
เติมคำสุดท้ายที่ใช้บอกลำดับจากรูปแบบ Let's talk about ... first ให้ประโยคเปลี่ยนหัวข้อสมบูรณ์: Let's talk about classroom safety ____. Other topics will come afterward.
ดูคำตอบ
first
a Russian physiologist named Ivan Pavlov did some really famous experiments on dogs. วัฒนธรรม
0:43นักสรีรวิทยาชาวรัสเซียชื่ออีวาน พาฟลอฟได้ทำการทดลองที่โด่งดังมากกับสุนัข
Ivan Pavlov กับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
Ivan Pavlov ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ใช้ระบุตัวนักวิทยาศาสตร์ แต่ยังนำบริบทเรื่องการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกเข้ามาด้วย Pavlov มีชื่อเสียงจากการทดลองที่สุนัขเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงสัญญาณกับอาหาร บริบทนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมตัวอย่างเรื่องกระดิ่งกับอาหารที่ตามมาจึงสำคัญ คำคุณศัพท์ภาษาอังกฤษ Pavlovian ใช้อธิบายการตอบสนองที่ถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติจากสัญญาณที่เรียนรู้มา
แบบฝึกหัด
เหตุใดชื่อ Ivan Pavlov จึงสำคัญในประโยคนี้
- เขาพัฒนาทฤษฎีรางวัลและการลงโทษสำหรับการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
- เขาคิดค้นเทคนิคช่วยจำสำหรับเรียนรู้ชื่อคน
- เขาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการทดลองที่ช่วยอธิบายการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
ดูคำตอบ
เขาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการทดลองที่ช่วยอธิบายการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
He showed dogs some food and rang a bell at the same time.
0:48เขาให้สุนัขดูอาหารและสั่นกระดิ่งไปพร้อมกัน
associate X with Y: เชื่อมโยงสองสิ่งเข้าด้วยกันในความคิด
รูปแบบ associate X with Y หมายถึงการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง X กับ Y ในความคิด ในที่นี้ X คือ the bell และ Y คือ the food เมื่อทั้งสองสิ่งเกิดคู่กันซ้ำ ๆ สุนัขก็จะมองว่ากระดิ่งเป็นสัญญาณว่าอาหารกำลังจะมา ในประโยคนี้ would แสดงว่าความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นผลที่เกิดขึ้นกับสุนัขหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง รูปแบบสำคัญคือ associate + กรรม + with + กรรม
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่หายไปเพื่อทำให้รูปแบบเป้าหมายสมบูรณ์: I associate the smell of sunscreen ____ summer vacation.
ดูคำตอบ
with
when they heard the bell, they would get fed: ตัวกระตุ้นที่เกิดซ้ำและผลลัพธ์
ในประโยคนี้ when they heard the bell วางเหตุการณ์กระตุ้นไว้ และ they would get fed บอกผลที่ตามมา เสียงกระดิ่งไม่ได้เป็นเพียงจุดบอกเวลา การได้ยินเสียงนั้นคือเหตุการณ์ที่ส่งสัญญาณว่าอาหารกำลังจะมา โครงสร้าง when + เหตุการณ์, ผลลัพธ์ ใช้อธิบายความเชื่อมโยงที่เกิดซ้ำในอดีตได้ กล่าวคือ ทุกครั้งที่เหตุการณ์แรกเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่สองก็ตามมาหรือถูกคาดหมายว่าจะตามมา would ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในอดีตและช่วยสื่อถึงผลลัพธ์ที่เกิดซ้ำหรือคาดหมายไว้ ไม่ได้หมายความว่าสุนัขกำลังเลือกทำสิ่งใด
แบบฝึกหัด
อนุประโยค when ที่เน้นไว้แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคนี้?
- บอกว่ากระดิ่งดังหลังจากสุนัขกินอาหารเสร็จแล้วเท่านั้น
- ระบุเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนและไม่เกี่ยวข้องกับการให้อาหาร
- ระบุเหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดซ้ำและทำให้เกิดผลลัพธ์คือการได้รับอาหาร
ดูคำตอบ
ระบุเหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดซ้ำและทำให้เกิดผลลัพธ์คือการได้รับอาหาร
get fed: รูปถูกกระทำที่ใช้ get
get fed ใช้ get + กริยาช่องสามเพื่อสร้างรูปถูกกระทำ โดยหมายถึง “ได้รับอาหาร” ประธานเป็นฝ่ายรับการกระทำ ดังนั้น they ซึ่งหมายถึงสุนัข จึงเป็นฝ่ายที่คนอื่นให้อาหาร รูปถูกกระทำที่ใช้ get พบได้บ่อยในบทสนทนา และมักเน้นเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่เกิดกับประธาน fed เป็นกริยาช่องสามแบบไม่ปกติของ feed และไม่ได้เป็นกริยาหลักในรูปผู้กระทำของประโยคนี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ get fed เป็นรูปถูกกระทำที่หมายถึง “มีคนให้อาหารแก่สัตว์”?
- The shelter dogs feed the cats at six every evening.
- The shelter dogs get hungry at six every evening.
- The shelter dogs get fed at six every evening.
ดูคำตอบ
The shelter dogs get fed at six every evening.
just ringing the bell made the dogs salivate. ไวยากรณ์
0:59แค่สั่นกระดิ่งก็ทำให้สุนัขน้ำลายไหลได้แล้ว
made the dogs salivate: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน
ใน made the dogs salivate คำว่า made เป็นรูปอดีตของ make โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย the dogs ทำหน้าที่เป็นกรรม และ salivate เป็นกริยารูปพื้นฐาน ประโยคนี้หมายความว่าการสั่นกระดิ่งทำให้สุนัขหลั่งน้ำลาย ในประโยคกรรตุวาจาที่ใช้โครงสร้างบอกเหตุนี้ ห้ามใส่ to หน้ากริยาตัวที่สอง ต้องพูดว่า made the dogs salivate ไม่ใช่ made the dogs to salivate โครงสร้างนี้เชื่อมสาเหตุกับการกระทำหรือปฏิกิริยาโดยตรง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานได้ถูกต้อง
- The scary movie made my little brother to hide.
- The scary movie made my little brother hid.
- The scary movie made my little brother hide.
ดูคำตอบ
The scary movie made my little brother hide.
They learned to expect food at the sound of a bell. วลี
1:02พวกมันเรียนรู้ที่จะคาดหวังอาหารเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง
at the sound of a bell: ใช้เสียงเป็นสิ่งกระตุ้น
At the sound of a bell หมายถึง “เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง” หรือ “ทันทีที่กระดิ่งดัง” คำว่า at ในที่นี้บอกช่วงเวลาหรือสัญญาณที่กระตุ้นให้เกิดความคาดหวัง ไม่ได้บอกสถานที่ โครงสร้าง at the sound of + คำนาม เปลี่ยนเสียงให้เป็นวลีกระตุ้นที่กระชับ สามารถใช้เกริ่นการกระทำ ความรู้สึก หรือปฏิกิริยาที่เรียนรู้มาแล้วและเกิดขึ้นทันที
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ทันทีที่พวกเขาได้ยิน”: ____ the whistle, the runners started.
ดูคำตอบ
At the sound of
You see, ที่ใช้เกริ่นคำอธิบาย
You see, ในที่นี้เป็นคำเชื่อมในบทสนทนา ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับการมองเห็น คำนี้บอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีคำอธิบาย เหตุผล หรือข้อมูลพื้นหลังตามมา คำนี้ช่วยจัดลำดับการพูดโดยพาผู้ฟังจากประเด็นก่อนหน้าเข้าสู่คำอธิบาย ความหมายตามธรรมชาติใกล้เคียงกับ “เรื่องก็คือ...” หรือ “เหตุผลก็คือ...”
แบบฝึกหัด
You see, ที่ต้นคำอธิบายนี้ทำหน้าที่อะไร
- นำเข้าสู่คำอธิบายที่ผู้ฟังควรให้ความสนใจ
- ถามว่าผู้ฟังมองเห็นบางสิ่งหรือไม่
- จบหัวข้อโดยไม่บอกเหตุผล
ดูคำตอบ
นำเข้าสู่คำอธิบายที่ผู้ฟังควรให้ความสนใจ
the sight and smell of food causes a dog to salivate. ไวยากรณ์
1:07การมองเห็นและได้กลิ่นอาหารทำให้สุนัขน้ำลายไหล
under normal conditions ที่ใช้จำกัดเงื่อนไข
Under normal conditions หมายถึงเมื่อสถานการณ์เป็นไปตามปกติและไม่มีปัจจัยพิเศษเข้ามารบกวน คำว่า conditions ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อม ไม่ได้หมายถึงสุขภาพของบุคคลโดยเฉพาะ เมื่อวางไว้หน้าข้อความหลัก วลีนี้จะจำกัดขอบเขตของข้อสรุป โดยบอกว่าผลลัพธ์นั้นเป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดขึ้นในทุกกรณี
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยเรียง under, normal และ conditions ตามลำดับที่ถูกต้อง: ____, this battery lasts about ten hours.
ดูคำตอบ
Under normal conditions
cause + กรรม + to-infinitive: causes a dog to salivate
causes a dog to salivate ใช้โครงสร้าง cause + กรรม + to-infinitive โดย a dog เป็นกรรมที่ได้รับผล และ to salivate บอกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามมา โครงสร้างนี้ใช้บอกว่าเหตุการณ์หรือเงื่อนไขหนึ่งก่อให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่ง cause พบได้บ่อยในคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์และเป็นทางการ และคำกริยาหลังกรรมต้องมี to
แบบฝึกหัด
เติมคำที่จำเป็นตามโครงสร้าง cause + กรรม + to-infinitive: Cold air can cause your hands ____ shake.
ดูคำตอบ
to
and we call salivation an unconditioned response.
1:13และเราเรียกการที่น้ำลายไหลว่าเป็น การตอบสนองที่ไม่มีเงื่อนไข
call X Y: We call the food an unconditioned stimulus
call X Y หมายถึง “ตั้งชื่อหรือติดป้าย Y ให้ X” โดย X เป็นกรรมที่อยู่หลัง call และ Y เป็นส่วนเติมเต็มของกรรมที่ใช้ตั้งชื่อหรือจัดประเภท X ในอนุประโยคแรก X คือ the food และ Y คือ an unconditioned stimulus อนุประโยคที่สองใช้โครงสร้างเดิมซ้ำกับ salivation และ an unconditioned response โครงสร้างแบบขนานนี้เชื่อมโยงตัวอย่างจริงแต่ละอย่างกับศัพท์เฉพาะ จึงมีประโยชน์ในการให้คำจำกัดความและการจัดประเภท
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ call X Y เพื่อตั้งชื่อหรือกำหนดประเภทได้ถูกต้อง
- We call this change to a chemical reaction.
- We call this change a chemical reaction.
- We call this change as a chemical reaction.
ดูคำตอบ
We call this change a chemical reaction.
unconditioned stimulus ... unconditioned response: สิ่งเร้าและการตอบสนองที่ไม่มีเงื่อนไข
unconditioned stimulus คือสิ่งที่ทำให้เกิดการตอบสนองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเรียนรู้มาก่อน ในประโยคนี้ อาหารคือสิ่งเร้า เพราะอาหารทำให้เกิดการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติ unconditioned response คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ ในประโยคนี้คือการหลั่งน้ำลาย ในคำศัพท์เหล่านี้ unconditioned หมายถึง “ไม่ได้เรียนรู้ผ่านการวางเงื่อนไข” ไม่ได้หมายถึง “อยู่ในสภาพไม่ดี” หรือ “ไม่มีข้อจำกัด”
แบบฝึกหัด
ข้อใดจำแนกสถานการณ์ที่อาหารทำให้เกิดการหลั่งน้ำลายตามธรรมชาติได้ถูกต้อง
- อาหารและการหลั่งน้ำลาย: unconditioned stimuli.
- อาหาร: unconditioned stimulus; การหลั่งน้ำลาย: unconditioned response.
- อาหาร: unconditioned response; การหลั่งน้ำลาย: unconditioned stimulus.
ดูคำตอบ
อาหาร: unconditioned stimulus; การหลั่งน้ำลาย: unconditioned response.
when we pair an unconditioned stimulus like food with something that was previously neutral, วลี
1:21เมื่อเราจับคู่สิ่งเร้าที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างอาหารเข้ากับสิ่งที่เป็นกลางมาก่อน
pair X with Y: จับคู่ X กับ Y
ในที่นี้ pair เป็นคำกริยา รูปแบบ pair X with Y หมายถึงจับคู่ X กับ Y หรือตั้งใจนำทั้งสองสิ่งมาเสนอพร้อมกัน ในประโยคนี้ X คือสิ่งเร้าที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างอาหาร และ Y คือสิ่งที่เป็นกลางก่อนนำมาจับคู่ รูปแบบนี้เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่ง ในการทดลองการวางเงื่อนไข การจับคู่หมายถึงการนำทั้งสองสิ่งมาเสนอพร้อมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ความสัมพันธ์
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำบุพบทที่ใช้หลัง pair: In the activity, pair each sound ____ the matching picture.
ดูคำตอบ
with
that neutral stimulus becomes a conditioned stimulus. วัฒนธรรม
1:28สิ่งเร้าที่เป็นกลางนั้นก็จะกลายเป็น สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข
neutral stimulus เปลี่ยนเป็น conditioned stimulus
ก่อนการวางเงื่อนไข neutral stimulus (สิ่งเร้าที่เป็นกลาง) จะไม่ทำให้เกิดการตอบสนองเป้าหมายได้ด้วยตัวมันเอง หลังจากจับคู่ซ้ำ ๆ กับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองนั้นตามธรรมชาติ มันอาจกลายเป็น conditioned stimulus (สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข) และกระตุ้นการตอบสนองที่เรียนรู้มาได้ becomes บอกว่าบทบาทของสิ่งเร้าเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่ามันกลายเป็นวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง ในที่นี้ conditioned หมายถึง “เกิดขึ้นผ่านการวางเงื่อนไขหรือการเรียนรู้” ไม่ใช่ “ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยศัพท์เทคนิคสองคำ: Before learning, the tone did not cause salivation. After repeated pairings with food, it did. The tone changed from a ____ into a ____.
ดูคำตอบ
neutral stimulus · conditioned stimulus
but how does it work...? In exactly the same way ในฐานะการเปลี่ยนเรื่องแบบถามและตอบ
คำถามที่เริ่มด้วย but ย้ายความสนใจจากกรณีของสัตว์ไปยังกรณีของมนุษย์ คำถามนี้ถามสิ่งที่ผู้ฟังน่าจะสงสัยเป็นลำดับถัดไป จึงทำหน้าที่เปลี่ยนประเด็น ไม่ใช่เสนอคำถามวิจัยที่ยังไม่มีคำตอบ In exactly the same way เป็นคำตอบสั้นแบบละคำบางส่วนของ how does it work? ใจความเต็มคือ It works with humans in exactly the same way ซึ่งบอกผู้ฟังให้เข้าใจกรณีถัดไปผ่านกลไกเดียวกับที่อธิบายไปแล้ว
แบบฝึกหัด
คำถามและคำตอบสั้นที่เน้นไว้มีหน้าที่หลักอะไร
- ทั้งสองประโยคทิ้งคำถามวิจัยที่ยังไม่มีคำตอบไว้ให้ผู้ฟัง
- ทั้งสองประโยคแนะนำกลไกใหม่ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงและใช้กับมนุษย์เท่านั้น
- ทั้งสองประโยคเปลี่ยนจากกรณีของสัตว์ไปยังกรณีของมนุษย์ และคำตอบสั้นบอกว่ากลไกเดียวกันใช้ได้
ดูคำตอบ
ทั้งสองประโยคเปลี่ยนจากกรณีของสัตว์ไปยังกรณีของมนุษย์ และคำตอบสั้นบอกว่ากลไกเดียวกันใช้ได้
Let's say that one day you go to the doctor to get a shot. โน้ต
1:41สมมติว่าวันหนึ่งคุณไปหาหมอเพื่อฉีดยา
Let's say that: การเกริ่นตัวอย่างสมมติ
Let's say that ใช้เกริ่นสถานการณ์ที่สมมติขึ้นหรือตัวอย่างเพื่อให้ผู้ฟังนึกภาพ มีความหมายใกล้กับ “สมมติว่า” หรือ “ลองนึกว่า” ไม่ได้ขอให้ผู้ฟังพูดคำบางคำออกมาจริง ๆ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าสถานการณ์ไปหาหมอเป็นตัวอย่างที่ใช้ประกอบการอธิบายแนวคิดที่ใหญ่กว่า หลังวลีนี้ผู้พูดจะบอกสถานการณ์ที่ต้องการให้พิจารณา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำ Let's say that: ____ your bike has a flat tire. How will you get home?
ดูคำตอบ
Let's say that
to get a ... shot: การบอกจุดประสงค์และการรับการฉีดยา
ใน to get a shot คำว่า to ใช้บอกจุดประสงค์ของการไปหาหมอ คือไปเพื่อรับการฉีดยา ในที่นี้ get หมายถึง “รับ” หรือ “เข้ารับ” ส่วน shot หมายถึงการฉีดยาทางการแพทย์ ความหมายนี้มาจากทั้งวลีและบริบททางการแพทย์ ไม่ได้หมายถึงการยิงปืนหรือการถ่ายรูป
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Noah went to the clinic to get a shot,” วลี to get a shot หมายถึงอะไร
- รับการฉีดยา
- ถ่ายรูป
- ยิงปืน
ดูคำตอบ
รับการฉีดยา
Don't worry, this won't hurt a bit: “ไม่ต้องกังวล นี่จะไม่เจ็บเลย”
Don't worry เป็นคำปลอบให้สบายใจโดยตรง ส่วน This won't hurt a bit เป็นการรับรองว่าสิ่งที่จะทำจะไม่ทำให้เจ็บเลย ในโครงสร้างปฏิเสธอย่าง won't ... a bit คำว่า a bit ช่วยเน้นความปฏิเสธ หมายถึง “ไม่แม้แต่นิดเดียว” ไม่ได้แปลว่า “จะเจ็บนิดหน่อย” สามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้เพื่อปฏิเสธความกังวลอย่างหนักแน่นและทำให้ผู้ฟังสบายใจได้
แบบฝึกหัด
เติมคำปลอบด้วย won't ... a bit เพื่อสื่อว่า “ไม่เจ็บเลย”: Don't worry. This ____.
ดูคำตอบ
won't hurt a bit
And then gives you the most painful shot you've ever had. ไวยากรณ์
1:48แล้วหมอก็ฉีดยาที่เจ็บที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมาให้
เข็มที่เจ็บที่สุดเท่าที่เคยได้รับมา
the most painful shot เป็นนามวลีขั้นสูงสุด โดยจัดให้เข็มนี้เจ็บมากกว่าเข็มอื่นทั้งหมด ส่วนอนุประโยค you've ever had ระบุขอบเขตที่นำมาเปรียบเทียบ ซึ่งก็คือการฉีดยาทั้งหมดในประสบการณ์ของคุณจนถึงตอนนี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ the + คำขั้นสูงสุด + คำนาม + ประธาน + have/has ever + กริยาช่องที่ 3 เช่น the best book I've ever read ใช้เพื่อแสดงการประเมินอย่างชัดเจนโดยอิงจากประสบการณ์ของใครคนหนึ่งจนถึงปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมขั้นสูงสุดที่บอกประสบการณ์โดยใช้ hard, ever และรูปย่อ I've: That was ____ test ____.
ดูคำตอบ
the hardest · I've ever taken
go to the dentist for a checkup: ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันตามปกติ
go to the dentist หมายถึงไปพบทันตแพทย์ ส่วน for a checkup บอกจุดประสงค์ของการไปว่าเป็นการตรวจตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรักษาปัญหาบางอย่างเสมอไป ในวลีนี้ checkup เป็นคำนามนับได้ รูปแบบที่เป็นธรรมชาติจึงเป็น go to the dentist for a checkup
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันตามปกติ
- I checked up on the dentist.
- I went to the dentist for a checkup.
- I went to the dentist for treatment.
ดูคำตอบ
I went to the dentist for a checkup.
He starts to put a mirror in your mouth to examine your teeth,
1:54เขาเริ่มเอาที่เล็งฟันเข้าไปในปากเพื่อตรวจฟันของคุณ
you jump out of the chair and run screaming from the room.
2:03คุณกลับกระโดดลงจากเก้าอี้และวิ่งหนีร้องกรี๊ดออกจากห้องไป
Even though you know ...: แม้ว่าคุณจะรู้ว่า…
Even though ใช้นำความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อเท็จจริงแต่มีผลตรงข้าม ส่วน you know the mirror won't hurt ถูกนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติแล้วควรทำให้ปฏิกิริยานั้นไม่น่าเกิดขึ้น แต่ประโยคหลักกลับบอกปฏิกิริยาที่ตรงข้ามและน่าประหลาดใจ คือคุณยังคงหนีออกไป โครงสร้างคือ Even though + อนุประโยคสมบูรณ์, ประโยคหลัก ความขัดแย้งรวมอยู่ใน even though แล้ว จึงไม่เติม but หน้าประโยคหลักในภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าลีโอฝึกมาแล้วแน่นอน แต่ยังคงรู้สึกกังวล
- Even if Leo practiced, he still felt nervous.
- Because Leo practiced, he still felt nervous.
- Even though Leo practiced, he still felt nervous.
ดูคำตอบ
Even though Leo practiced, he still felt nervous.
became a conditioned stimulus when they were paired with the pain of the shot,
2:11ได้กลายเป็นสิ่งเร้าที่มีเงื่อนไขเมื่อถูกนำไปจับคู่กับความเจ็บปวดจากการฉีดยา
which was followed by your conditioned response of getting the heck out of there. โน้ต
2:16และตามมาด้วยการตอบสนองที่มีเงื่อนไขของคุณ คือการรีบหนีออกไปจากที่นั่น
which was followed by: บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา
ในอนุประโยคขยายนี้ which อ้างถึง the unconditioned stimulus โครงสร้าง A was followed by B หมายถึง A เกิดก่อน แล้ว B จึงเกิดตามมา ดังนั้นการตอบสนองแบบมีเงื่อนไขจึงเกิดหลังสิ่งเร้า followed อยู่ในรูปถูกกระทำ เพราะประโยคนำเสนอลำดับโดยเริ่มจาก A ไม่ได้หมายความว่ามีคนเดินตามสิ่งใดจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยอนุประโยคขยายสี่คำที่แสดงว่าช่วงพักสั้น ๆ เกิดขึ้นต่อมา: The morning lesson, ____ a short break, ended at ten.
ดูคำตอบ
which was followed by
getting the heck out of there: รีบออกไปแบบไม่เป็นทางการ
Getting the heck out of there หมายถึงออกจากสถานที่นั้นอย่างรวดเร็วมาก สำนวนพื้นฐานคือ get out of there ส่วนในประโยคนี้ getting ซึ่งเป็นรูป -ing อยู่หลังคำบุพบท of และบอกว่าการตอบสนองนั้นคืออะไร The heck เป็นคำเน้นแบบเลี่ยงถ้อยคำรุนแรงที่ค่อนข้างเบา ช่วยเพิ่มความเร่งด่วน ความกลัว ความหงุดหงิด หรือการพูดเกินจริงแบบขบขัน แต่ไม่ได้เพิ่มความหมายตรงตัวแยกต่างหาก
แบบฝึกหัด
เติมเรื่องเล่าแบบไม่เป็นทางการด้วยสำนวนที่มี heck และหมายถึง “รีบออกจากสถานที่นั้น”: When we saw a bear near the campsite, we decided to ____.
ดูคำตอบ
get the heck out of there
in action: แนวคิดที่ทำงานในสถานการณ์จริง
in action ในที่นี้หมายถึง “กำลังทำงานหรือแสดงให้เห็นในสถานการณ์จริง” วลีสั้น ๆ นี้บอกว่าตัวอย่างดังกล่าวเป็นภาพที่เห็นได้ของการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + in action ซึ่งเชื่อมแนวคิด ทักษะ หรือระบบเข้ากับหลักฐานที่แสดงว่ามันทำงานจริงอย่างไร
แบบฝึกหัด
อ่านข้อความ Classical conditioning in action. แล้ว in action ในที่นี้หมายถึงอะไร?
- บอกว่ามีคนกำลังเตรียมลงมือทำบางอย่าง
- อธิบายการเคลื่อนไหวของร่างกายในบทเรียนเรื่องการวางเงื่อนไข
- แสดงให้เห็นว่าการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกทำงานในสถานการณ์จริง
ดูคำตอบ
แสดงให้เห็นว่าการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกทำงานในสถานการณ์จริง
Operant conditioning explains how consequences lead to changes in voluntary behavior. วลี
2:23การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำจะอธิบายว่าผลลัพธ์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยสมัครใจได้อย่างไร
lead to changes in...: การแสดงสาเหตุและผลลัพธ์
ใน consequences lead to changes in voluntary behavior คำว่า consequences คือสาเหตุ และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคือผลลัพธ์ lead to หมายถึง “ทำให้เกิด” หรือ “นำไปสู่” ส่วน changes in ระบุด้านที่เกิดการเปลี่ยนแปลง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ สาเหตุ + lead to + changes in + ด้าน เนื่องจาก consequences เป็นพหูพจน์ จึงใช้กริยา lead แต่ถ้าประธานที่เป็นสาเหตุอยู่ในรูปเอกพจน์ ให้ใช้ leads
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ lead to: New routines can ____ changes in sleep patterns.
ดูคำตอบ
lead to
การเสริมแรงและการลงโทษในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
ในที่นี้ reinforcement (การเสริมแรง) และ punishment (การลงโทษ) คือสองวิธีหลักที่ผลตามมาส่งผลต่อพฤติกรรมในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ การเสริมแรงทำให้พฤติกรรมมีแนวโน้มเกิดซ้ำมากขึ้น ส่วนการลงโทษทำให้มีแนวโน้มเกิดซ้ำน้อยลง คำว่า components หมายถึงส่วนประกอบของกรอบทฤษฎี ไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องจักร คำศัพท์เฉพาะเหล่านี้พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมในภายหลัง ไม่ใช่เพียงว่าผลนั้นดูน่าพอใจ รุนแรง ดี หรือไม่ดี
แบบฝึกหัด
ในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ข้อใดแยก reinforcement กับ punishment ได้ถูกต้อง
- Reinforcement ทำให้รู้สึกดี ส่วน punishment ทำให้เจ็บปวดเสมอ
- Reinforcement เพิ่มบางสิ่งเสมอ ส่วน punishment เอาบางสิ่งออกเสมอ
- Reinforcement เพิ่มโอกาสที่พฤติกรรมจะเกิดซ้ำ ส่วน punishment ลดโอกาสนั้น
ดูคำตอบ
Reinforcement เพิ่มโอกาสที่พฤติกรรมจะเกิดซ้ำ ส่วน punishment ลดโอกาสนั้น
make it more likely that ... / make it less likely
รูปแบบ make it more likely that + อนุประโยค หมายถึงเพิ่มโอกาสที่เหตุการณ์ในอนุประโยคนั้นจะเกิดขึ้น ส่วน make it less likely หมายถึงลดโอกาสนั้น คำว่า it ทำหน้าที่เป็นคำแทนตำแหน่งก่อนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that และ likely หมายถึง “มีแนวโน้ม” ไม่ใช่ “ชอบ” while เชื่อมผลสองอย่างที่ตรงข้ามกัน ในส่วนหลังละ that you'll do something again ไว้เพราะเข้าใจได้อยู่แล้ว ความหมายเต็มคือ punishers make it less likely that you'll do something again
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่หมายถึง “เพิ่มความน่าจะเป็น”: A clear schedule ____ everyone will arrive on time.
ดูคำตอบ
makes it more likely that
positive or negative ไม่ได้หมายถึง good and bad
ในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ positive และ negative เป็นคำจำแนกทางเทคนิค positive หมายถึงมีการเพิ่มสิ่งเร้า ส่วน negative หมายถึงมีการนำสิ่งเร้าออก คำเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งใดดี ไม่ดี มีเมตตา หรือเป็นอันตราย เมื่อต้องการเข้าใจคำอย่าง negative reinforcement ให้แยกเป็นสองคำถาม: มีการเพิ่มหรือนำสิ่งเร้าออก? พฤติกรรมนั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากขึ้นหรือน้อยลง? positive และ negative ตอบเฉพาะคำถามแรก
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: ในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ negative reinforcement หมายถึงการเสริมแรงชนิดที่ไม่ดี
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ผิด
the addition of a stimulus ... the removal of a stimulus: การเพิ่มและการนำสิ่งเร้าออก
the addition of a stimulus หมายถึงมีบางสิ่งถูกเพิ่มเข้ามาหรือเริ่มเกิดขึ้นหลังพฤติกรรม ส่วน the removal of a stimulus หมายถึงมีบางสิ่งถูกนำออกหรือหยุดเกิด ในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ทั้งสองอย่างนี้เป็นคำจำกัดความของ positive และ negative ตามลำดับ stimulus ในที่นี้คือเหตุการณ์หรือเงื่อนไขใด ๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่รุนแรงหรือไม่น่าพอใจ การรู้เพียงว่ามีการเพิ่มหรือนำสิ่งเร้าออกยังไม่บอกว่ากระบวนการนั้นเป็น reinforcement หรือ punishment เพราะต้องดูด้วยว่าพฤติกรรมมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากขึ้นหรือน้อยลง
แบบฝึกหัด
เติมคำในคำจำกัดความทางเทคนิคให้สมบูรณ์: In operant conditioning, the ____ of a stimulus is called positive, while the ____ of a stimulus is called negative.
ดูคำตอบ
addition · removal
like getting a night of no homework because you did well on an exam.
2:55เช่น การได้สิทธิ์ไม่ต้องทำการบ้านหนึ่งคืนเพราะคุณทำข้อสอบได้ดี
Let's look at an example of operant conditioning.
2:59เรามาดูตัวอย่างของการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำกัน
clear the table ... wash the dishes: งานสองอย่างหลังมื้ออาหาร
Clear the table หมายถึงการเก็บจาน แก้ว และของใช้อื่น ๆ ที่ใช้แล้วออกจากโต๊ะอาหารหลังมื้ออาหาร ไม่ได้หมายถึงแค่เช็ดพื้นโต๊ะ ส่วน wash the dishes หมายถึงล้างจาน ชาม แก้ว และเครื่องครัวลักษณะเดียวกันที่ใช้แล้ว ทั้งสองเป็นกลุ่มคำภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นธรรมชาติสำหรับงานหลังอาหารคนละอย่าง เลือกคำกริยาให้ตรงกับการกระทำ: ใช้ clear เมื่อนำของออกจากโต๊ะ และใช้ wash เมื่อล้างภาชนะด้วยน้ำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าเก็บของที่ใช้ในมื้ออาหารออกจากโต๊ะ แล้วล้างภาชนะที่ใช้แล้ว?
- After dinner, I wash the table and clear the dishes.
- After dinner, I clear the table and wash the dishes.
- After dinner, I wipe the dishes and clear the tableware.
ดูคำตอบ
After dinner, I clear the table and wash the dishes.
Thank you for helping me: ขอบคุณสำหรับการกระทำที่เฉพาะเจาะจง
Thank you for helping me ใช้ขอบคุณสำหรับการกระทำที่เฉพาะเจาะจง โครงสร้าง Thank you for + คำนามหรือรูป -ing บอกผู้ฟังอย่างชัดเจนว่าคุณขอบคุณเรื่องอะไร ในที่นี้ for เป็นคำบุพบท ดังนั้น help จึงเปลี่ยนเป็น helping ต้องพูดว่า Thank you for helping me ไม่ใช่ Thank you for help me การระบุการกระทำทำให้คำขอบคุณชัดเจนกว่าการพูดเพียง Thank you
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ help เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Thank you for ____ me carry these boxes.
ดูคำตอบ
helping
positive reinforcement: เพิ่มผลที่ตามมาเพื่อทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น
positive reinforcement หรือการเสริมแรงทางบวก เป็นศัพท์ในเรื่องการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ เกิดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มบางสิ่งหลังพฤติกรรม และผลที่ตามมานั้นทำให้พฤติกรรมเดิมมีโอกาสเกิดขึ้นอีกมากขึ้น ในที่นี้ positive หมายถึง “เพิ่มเข้าไป” ไม่ใช่เพียง “ดี” ส่วน reinforcement หมายถึงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น ดังนั้น การตอบสนองของแม่จะนับเป็นการเสริมแรงทางบวกก็ต่อเมื่อเกิดหลังพฤติกรรมนั้นและทำให้คุณมีแนวโน้มทำพฤติกรรมนั้นซ้ำมากขึ้น คำชม การกอด หรือรางวัลอาจเป็นตัวเสริมแรงทางบวกได้ แต่ต้องทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของ positive reinforcement
- ครูให้สติกเกอร์แก่นักเรียนหลังจากนักเรียนช่วยผู้อื่น และนักเรียนคนนั้นช่วยผู้อื่นบ่อยขึ้น
- โค้ชไม่ให้ผู้เล่นลงสนามหลังจากผู้เล่นตะโกน และผู้เล่นคนนั้นตะโกนน้อยลง
- รถหยุดส่งเสียงเตือนเมื่อคนขับคาดเข็มขัดนิรภัย และคนขับมีแนวโน้มคาดเข็มขัดมากขึ้น
ดูคำตอบ
ครูให้สติกเกอร์แก่นักเรียนหลังจากนักเรียนช่วยผู้อื่น และนักเรียนคนนั้นช่วยผู้อื่นบ่อยขึ้น
if it makes you more likely to repeat the operant response,
3:14ถ้ามันทำให้คุณมีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมแบบเดิมซ้ำอีก
Operant conditioning is everywhere in our daily lives.
3:20การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำอยู่ทุกที่ในชีวิตประจำวันของเรา
There aren't many things we do that haven't been influenced at some point by operant conditioning. ไวยากรณ์
3:24มีไม่กี่สิ่งหรอกที่เราทำโดยไม่เคยได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำเลยสักครั้ง
There aren't many ... that haven't ...: ใช้ข้อยกเว้นที่มีน้อยเพื่อสื่อถึงอิทธิพลที่กว้าง
ประโยคนี้มีคำปฏิเสธสองจุดที่มีขอบเขตต่างกัน There aren't many things บอกว่ากลุ่มของสิ่งเหล่านั้นมีจำนวนน้อย ส่วน that haven't been influenced ระบุว่ากลุ่มเล็กนั้นคือสิ่งที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ถ้าสิ่งที่ไม่ได้รับอิทธิพลมีน้อย ก็หมายความว่าสิ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพล วลี we do และ that haven't been influenced ต่างก็ขยาย things ส่วน Have been influenced เป็น present perfect ในรูปถูกกระทำ และ at some point หมายถึง “ในช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ระบุชัด” เมื่อรวมกัน ประโยคนี้กำลังกล่าวโดยกว้างว่าการวางเงื่อนไขแบบการกระทำมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้คนทำเป็นจำนวนมาก
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้โดยรวมหมายความว่าอย่างไร
- สิ่งส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำเคยได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำในช่วงเวลาหนึ่ง
- มีเพียงไม่กี่สิ่งที่ผู้คนทำเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
- แทบไม่มีสิ่งใดที่ผู้คนทำได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
ดูคำตอบ
สิ่งส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำเคยได้รับอิทธิพลจากการวางเงื่อนไขแบบการกระทำในช่วงเวลาหนึ่ง
We even see operant conditioning in some extraordinary situations.
3:29เราถึงขั้นเห็นการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดาบางอย่าง
One group of scientists showed the power of operant conditioning วลี
3:34นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ
แสดงให้เห็นพลังของการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
โครงสร้าง show the power of + คำนาม หมายถึงการใช้หลักฐานหรือตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งหนึ่งมีผล อิทธิพล หรือความสามารถมากเพียงใด ในที่นี้ power หมายถึงประสิทธิภาพของการวางเงื่อนไขแบบการกระทำในการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ได้หมายถึงไฟฟ้าหรืออำนาจ คำกริยา showed นำเสนองานของนักวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานของผลดังกล่าว โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อการศึกษา ผลลัพธ์ หรือกรณีจริงแสดงให้เห็นว่าแนวคิด วิธีการ หรือเครื่องมือสามารถทำอะไรได้บ้าง
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ showed the power of operant conditioning หมายถึงอะไร
- จ่ายไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
- มอบอำนาจเหนือการวางเงื่อนไขแบบการกระทำให้นักวิทยาศาสตร์
- พิสูจน์ว่าการวางเงื่อนไขแบบการกระทำสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมได้อย่างมาก
ดูคำตอบ
พิสูจน์ว่าการวางเงื่อนไขแบบการกระทำสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมได้อย่างมาก
by teaching pigeons to be art connoisseurs. การใช้คำ
3:37ด้วยการสอนนกพิราบให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ
art connoisseur คือผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะตัดสินคุณภาพ รูปแบบ หรือความแตกต่างเล็ก ๆ ของศิลปะได้ ใน be art connoisseurs คำว่า be บอกบทบาทหรือสถานะที่นกพิราบได้รับการฝึกให้ดูเหมือนว่ามี การเรียกนกพิราบว่า art connoisseurs เป็นการพูดเกินจริงอย่างขบขัน ความสามารถที่พวกมันเรียนรู้ในการแยกรูปแบบคล้ายกับทักษะอย่างหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะที่เป็นมนุษย์ แต่ประโยคนี้ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าพวกมันเข้าใจศิลปะเหมือนมนุษย์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ connoisseur ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- Every person who buys a museum ticket is an art connoisseur.
- The museum asked an art connoisseur to compare the two paintings.
- The delivery driver was a connoisseur because he carried the paintings.
ดูคำตอบ
The museum asked an art connoisseur to compare the two paintings.
Using X as Y เพื่อบอกวิธีก่อน
Using X as Y หมายถึงการใช้ X ในบทบาทหรือหน้าที่ของ Y ในที่นี้ food คือสิ่งที่ถูกนำมาใช้ และ a positive reinforcer คือบทบาทของมันในการทดลอง กล่าวคือช่วยให้พฤติกรรมที่ต้องการมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกมากขึ้น เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลี -ing นี้จะบอกวิธีของการกระทำในอนุประโยคหลักก่อน Using ไม่ใช่กริยาหลัก ส่วนการกระทำที่สมบูรณ์จะอยู่ในอนุประโยคหลักที่ตามมา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างบอกวิธี Using X as Y: ____ pictures ____ clues, the teacher explained the new words.
ดูคำตอบ
Using · as
scientists have taught pigeons to select paintings by Monet over those by Picasso. วลี
3:42นักวิทยาศาสตร์ได้สอนให้นกพิราบเลือกภาพวาดของโมเนต์มากกว่าภาพวาดของปิกัสโซ
select X over Y: เลือก X แทน Y
ใน select X over Y นั้น X คือตัวเลือกที่ถูกเลือก ส่วน Y คือตัวเลือกที่ไม่ได้ถูกเลือก ในที่นี้ paintings by Monet ถูกเลือกแทน paintings by Picasso คำว่า Over แสดงลำดับความสำคัญในการเลือก ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ Those ใช้แทนคำนามพหูพจน์ paintings เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ ดังนั้น those by Picasso จึงหมายถึง paintings by Picasso รูปแบบนี้ใช้บรรยายการตัดสินใจ การเปรียบเทียบ และผลลัพธ์ที่รายงานได้
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทใน select X over Y ให้ประโยคสมบูรณ์: The committee selected the safer plan ____ the cheaper one.
ดูคำตอบ
over
scientists observed stimulus generalization วัฒนธรรม
3:50นักวิทยาศาสตร์ก็สังเกตเห็นการแผ่ขยายสิ่งเร้า
stimulus generalization: การแผ่ขยายสิ่งเร้า
stimulus generalization เป็นแนวคิดด้านการเรียนรู้ที่เรียกว่า การแผ่ขยายสิ่งเร้า หมายถึงหลังจากเรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าหนึ่งแล้ว สิ่งเร้าใหม่ที่คล้ายกันก็อาจทำให้เกิดการตอบสนองคล้ายเดิมได้ ในที่นี้ นกพิราบได้รับการฝึกด้วยภาพวาดของ Monet และ Picasso แล้วจึงทดสอบด้วยผลงานของศิลปินคนอื่น รูปแบบการเลือกที่ยังคล้ายเดิมเมื่อเจอผลงานใหม่แสดงว่าการตอบสนองขยายออกไปเกินกว่าภาพเดิม คำว่า generalization ในที่นี้หมายถึงการถ่ายโอนการตอบสนองไปยังสิ่งเร้าที่คล้ายกัน ไม่ใช่การกล่าวข้อความกว้าง ๆ ทั่วไป
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ stimulus generalization
- สุนัขตอบสนองเฉพาะกระดิ่งอันเดียวกับที่ใช้ฝึก และไม่สนใจกระดิ่งที่มีเสียงคล้ายกัน
- หลังจากเรียนรู้ให้ตอบสนองต่อเสียงกระดิ่งหนึ่ง สุนัขก็ตอบสนองต่อกระดิ่งอีกอันที่มีเสียงคล้ายกันด้วย
- นักวิจัยกล่าวข้อความกว้าง ๆ ทั่วไปเกี่ยวกับการทดลองกระดิ่ง
ดูคำตอบ
หลังจากเรียนรู้ให้ตอบสนองต่อเสียงกระดิ่งหนึ่ง สุนัขก็ตอบสนองต่อกระดิ่งอีกอันที่มีเสียงคล้ายกันด้วย
as the pigeons chose the Impressionists over the Cubists. วัฒนธรรม
3:53เมื่อนกพิราบเลือกภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสม์มากกว่าแนวคิวบิสม์
Impressionists over the Cubists: เลือกกลุ่มอิมเพรสชันนิสต์แทนกลุ่มคิวบิสม์
ในประวัติศาสตร์ศิลปะ the Impressionists หมายถึงศิลปินที่เกี่ยวข้องกับลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ และ the Cubists หมายถึงศิลปินที่เกี่ยวข้องกับลัทธิคิวบิสม์ Monet เชื่อมโยงกับอิมเพรสชันนิสม์ ส่วน Picasso เชื่อมโยงกับคิวบิสม์ เนื่องจากนกพิราบกำลังเลือกรูปภาพ ชื่อกลุ่มเหล่านี้จึงใช้แทนผลงานของศิลปินจากสองแนวทางศิลปะ รูปแบบ choose A over B หมายถึงเลือกหรือชอบ A แทน B ดังนั้นประโยคนี้กล่าวถึงการเลือกระหว่างหมวดหมู่ของผลงาน ไม่ใช่ศิลปินที่อยู่ตรงนั้นจริง ๆ
แบบฝึกหัด
วลี the pigeons chose the Impressionists over the Cubists ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- นกพิราบวางศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ไว้เหนือศิลปินคิวบิสต์จริง ๆ
- นกพิราบเลือกผลงานที่เกี่ยวข้องกับอิมเพรสชันนิสม์แทนผลงานที่เกี่ยวข้องกับคิวบิสม์
- นกพิราบเลือกศิลปินสองคนที่อยู่ตรงนั้น
ดูคำตอบ
นกพิราบเลือกผลงานที่เกี่ยวข้องกับอิมเพรสชันนิสม์แทนผลงานที่เกี่ยวข้องกับคิวบิสม์
Maybe next they'll condition the pigeons to paint their own masterpieces. ลำดับความ
3:57บางทีคราวหน้าพวกเขาอาจจะวางเงื่อนไขให้นกพิราบวาดผลงานชิ้นเอกของพวกมันเองก็ได้
Maybe next they'll condition the pigeons to paint: ใช้ขั้นต่อไปที่เกินจริงเพื่อพูดติดตลก
Maybe next... เปิดประเด็นถึงขั้นต่อไปที่จินตนาการขึ้น แต่ในที่นี้ไม่ใช่การคาดการณ์อย่างจริงจัง Maybe ช่วยลดระดับความมั่นใจของผู้พูด ส่วนแนวคิดเรื่องการฝึกนกพิราบให้สร้างงานศิลปะก็จงใจขยายผลก่อนหน้า จากการเลือกงานศิลปะไปเป็นการสร้างงานศิลปะ จนสุดโต่งแบบเกินจริง วิธีนี้ช่วยจัดช่วงปิดท้ายของเรื่อง หลังจากเล่าข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจ ผู้พูดต่อยอดเป็นความคิดขำ ๆ ว่าต่อไปอาจเกิดอะไรขึ้น ในบริบทอื่น Maybe next + อนุประโยค ก็ทำหน้าที่แบบเดียวกันได้ เมื่อขั้นต่อไปที่เสนอเกินจริงอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
อ่าน: The robot can already sort every toy. Maybe next it'll clean the whole house. Maybe next... ทำหน้าที่อะไรในที่นี้?
- บอกแผนทำความสะอาดที่ยืนยันแล้ว
- บอกว่าหุ่นยนต์แยกของเล่นไม่ได้
- พูดเกินจริงแบบขำ ๆ ว่าต่อไปหุ่นยนต์อาจทำอะไร
ดูคำตอบ
พูดเกินจริงแบบขำ ๆ ว่าต่อไปหุ่นยนต์อาจทำอะไร