วิธีเอาชนะความขี้อาย: บทเรียนภาษาอังกฤษ
The School of Life
แนะนำวิดีโอ: บทความมองว่าความขี้อายไม่ใช่นิสัยตายตัว แต่เกิดจากการขยายความต่างด้านอายุ ชนชั้น หรือรูปลักษณ์ แนวคิดสากลนิยมทางจิตใจชวนให้เห็นความเป็นมนุษย์ร่วมกัน เพื่อให้คนแปลกหน้าดูน่ากลัวน้อยลง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. tongue-tied — สำนวนและภาพพจน์: เข้าใจว่าเป็นการพูดไม่ออกเพราะประหม่า ไม่ใช่ปัญหาทางกาย และใช้ในสถานการณ์สังคมได้ 2. not on the basis of / but because — ไวยากรณ์และรูปประโยค: ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งก่อนเสนอเหตุผลจริงอย่างเป็นคู่เปรียบต่างที่ชัดเจน 3. if only we'd known how to — ไวยากรณ์และรูปประโยค: เข้าใจความเสียดายในอดีตและโอกาสที่อาจเปลี่ยนไปหากรู้วิธีเร็วกว่านั้น
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Because shyness can grip us in such powerful ways, สำนวน
0:00เพราะความเขินอายสามารถครอบงำเราได้อย่างทรงพลัง
การใช้ grip us in such powerful ways ในเชิงอุปมา
grip ในที่นี้เป็นการใช้เชิงอุปมา ความเขินอายไม่ได้ใช้มือจับใครจริง ๆ แต่มีอำนาจอย่างมากต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของคนนั้น วลี in such powerful ways เน้นความหมายนี้ให้แรงขึ้น โดยสื่อว่าความเขินอายส่งผลต่อคนได้อย่างลึกซึ้งในหลายรูปแบบ โดยทั่วไป อารมณ์ ความคิด หรือความกลัวสามารถ grip someone ได้เมื่อมันยึดครองและควบคุมความสนใจหรือปฏิกิริยาของคนนั้นอย่างมาก
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ shyness can grip us หมายความว่าอย่างไร?
- ความเขินอายสามารถช่วยให้เราจับสิ่งของได้แน่น
- ความเขินอายสามารถใช้มือจับตัวเราได้จริง ๆ
- ความเขินอายสามารถควบคุมหรือส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง
ดูคำตอบ
ความเขินอายสามารถควบคุมหรือส่งผลต่อเราอย่างรุนแรง
it's tempting to think of it as an immutable part of our emotional makeup, โน้ต
0:04มันจึงง่ายที่เราจะคิดว่ามันเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ขององค์ประกอบทางอารมณ์ของเรา
emotional makeup: คุณลักษณะภายในที่ประกอบเป็นตัวบุคคล
ในที่นี้ makeup หมายถึงชุดของคุณลักษณะที่ประกอบกันเป็นตัวบุคคล ไม่ได้หมายถึงเครื่องสำอาง Emotional makeup คือรูปแบบที่ความรู้สึก ปฏิกิริยา และแนวโน้มทางอารมณ์ของคนคนหนึ่งประกอบเข้าด้วยกัน โครงสร้าง part of our emotional makeup นำเสนอคุณลักษณะหนึ่งว่าเป็นส่วนที่ฝังอยู่ในตัวตนของเรา โดยทั่วไป part of someone's makeup หมายถึงองค์ประกอบหนึ่งของนิสัยหรือบุคลิกของคนนั้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'Patience is part of her emotional makeup,' คำว่า makeup หมายถึงอะไร
- เรื่องที่เธอแต่งขึ้น
- คุณลักษณะที่ประกอบเป็นธรรมชาติทางอารมณ์ของเธอ
- เครื่องสำอางที่เธอทาบนใบหน้า
ดูคำตอบ
คุณลักษณะที่ประกอบเป็นธรรมชาติทางอารมณ์ของเธอ
โครงสร้าง think of A as B ใน think of it as an immutable part
think of A as B หมายถึง “มองหรือเข้าใจ A ว่าเป็น B” ในที่นี้ it หมายถึง shyness ส่วน an immutable part คือคำอธิบายที่กำหนดให้สิ่งนั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ของเราที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ โครงสร้างคือ think of + กรรม + as + นามวลีหรือคุณศัพท์วลี โดย as ใช้นำหน้าบทบาท ประเภท หรือคุณสมบัติที่กำหนดให้กรรม ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ขณะที่” หรือ “เพราะว่า”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย think of A as B: In our club, we ____ mistakes ____ chances to learn.
ดูคำตอบ
think of · as
But in truth, shyness is based on a set of ideas
0:16แต่แท้จริงแล้ว ความเขินอายมีพื้นฐานมาจากชุดความคิด
because they are founded on some touchingly malleable errors of thought.
0:24เพราะมันตั้งอยู่บนข้อผิดพลาดทางความคิดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าสัมผัส
amenable to change: สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้
ในประโยคนี้ amenable to change หมายถึงสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ หรือตอบสนองต่อความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมัน แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังความขี้อายถูกนำเสนอว่าแก้ไขได้ ไม่ได้ตายตัว ส่วน eminently เน้นความหมายให้เป็น “ได้อย่างง่ายดายมาก” โครงสร้างคือ be amenable to + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ to เป็นคำบุพบท และ change เป็นคำนาม เมื่อประธานเป็นสิ่งของหรือแนวคิด amenable to มักหมายถึงว่าสิ่งนั้นสามารถถูกเปลี่ยนด้วยการรักษา การใช้เหตุผล การแก้ไข หรืออิทธิพลอื่นได้
แบบฝึกหัด
ใช้ amenable เติมประโยคให้เป็นวลีทางการที่หมายความว่าแผนสามารถเปลี่ยนได้: The plan is ____ if new evidence appears.
ดูคำตอบ
amenable to change
Shyness is rooted in a distinctive way of interpreting strangers.
0:29ความเขินอายฝังรากอยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนในการตีความคนแปลกหน้า
They're tongue-tied around those who seem most unlike them สำนวน
0:37พวกเขาจะพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ดูไม่เหมือนพวกเขามากที่สุด
tongue-tied: ประหม่าจนพูดไม่ออก
ในที่นี้ tongue-tied หมายถึงพูดได้ไม่คล่องเพราะประหม่าหรือเขินอาย สำนวนนี้อธิบายปฏิกิริยาของพวกเขาเมื่ออยู่ใกล้คนที่ดูแตกต่างจากตนเองมาก นี่เป็นสำนวนเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าลิ้นถูกมัดจริง ๆ และมักหมายถึงปฏิกิริยาชั่วคราวในสถานการณ์ทางสังคม ไม่ใช่ความผิดปกติด้านการพูดที่เป็นอยู่นาน มักใช้ตามหลัง be, feel หรือ get
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: Leo knew what he wanted to say, but he became tongue-tied when the interview began. tongue-tied หมายความว่าอะไร?
- ลิ้นของเขาถูกมัดอยู่จริง ๆ
- เขาสูญเสียความสามารถในการพูดอย่างถาวร
- เขาประหม่าเกินกว่าจะพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
ดูคำตอบ
เขาประหม่าเกินกว่าจะพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
age, class, tastes, habits, beliefs, backgrounds, or religions.
0:43อายุ ชนชั้น รสนิยม นิสัย ความเชื่อ ภูมิหลัง หรือศาสนา
on the basis of: การนำเกณฑ์มาใช้
ในประโยคนี้ on the basis of นำข้อมูลที่ใช้มองว่าผู้คนแตกต่างกันมาอธิบาย ซึ่งก็คือลักษณะภายนอก เช่น อายุ ชนชั้น รสนิยม นิสัย ความเชื่อ ภูมิหลัง หรือศาสนา โครงสร้างคือ on the basis of + นามวลี หมายถึง “ใช้บางสิ่งเป็นเหตุผล หลักฐาน หรือเกณฑ์สำหรับการตัดสินหรือการกระทำ” โดยปกติ the เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัวนี้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีทางการสี่คำที่หมายถึง “ใช้บางสิ่งเป็นเกณฑ์”: The judges chose the winner ____ originality and clear presentation.
ดูคำตอบ
on the basis of
we could define shyness as a form of provincialism of the mind, สำนวน
0:51เราอาจนิยามความเขินอายได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของความคับแคบทางจิตใจ
With no unkindness meant ในฐานะวลีเกริ่นเพื่อลดความแรง
With no unkindness meant หมายถึง “ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างไม่เมตตา” เมื่อวางไว้ก่อนคำจำกัดความ วลีนี้จะส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีข้อคิดเห็นที่อ่อนไหวหรือเชิงวิจารณ์ตามมา พร้อมทั้งแสดงว่าผู้พูดคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ฟัง วลีนี้เพียงลดความแรงของข้อคิดเห็น ไม่ได้ถอนข้อคิดเห็นนั้น วิธีพูดเช่นนี้ช่วยรักษาศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายก่อนจะกล่าวสิ่งที่อาจฟังดูรุนแรง
แบบฝึกหัด
With no unkindness meant ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- ช่วยลดความแรงของคำจำกัดความที่ตามมา แต่ยังคงยืนยันคำจำกัดความนั้น
- บอกว่าผู้พูดไม่เชื่อคำจำกัดความนั้นอีกแล้ว
- ชมว่าความขี้อายเป็นคุณสมบัติของคนใจดี
ดูคำตอบ
ช่วยลดความแรงของคำจำกัดความที่ตามมา แต่ยังคงยืนยันคำจำกัดความนั้น
an over-attachment to the incidentals of one's own life and experience
0:55การยึดติดมากเกินไปกับเหตุการณ์บังเอิญในชีวิตและประสบการณ์ของตนเอง
unfathomable, unknowable foreigners.
1:03คนแปลกหน้าที่น่าเกรงขาม ไม่อาจหยั่งรู้ และไม่อาจเข้าใจได้อย่างไม่เป็นธรรม
อุปลักษณ์ provincialism of the mind
โดยทั่วไป provincialism หมายถึงมุมมองที่คับแคบและจำกัดอยู่เพียงพื้นที่หนึ่งหรือกลุ่มที่คุ้นเคย เมื่อเติม of the mind แนวคิดทางสังคมหรือภูมิศาสตร์นี้จะกลายเป็นอุปลักษณ์ของความคับแคบทางความคิด ในที่นี้ บุคคลหนึ่งยึดติดกับชีวิตและประสบการณ์ของตนมากเกินไปจนเข้าใจผู้อื่นได้ยาก วลีนี้ไม่ได้หมายถึงจังหวัดจริง ๆ แต่บรรยายจิตใจที่มองคนไม่คุ้นเคยเหมือนเป็นผู้มาจากโลกภายนอกอันแปลกประหลาด
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดแสดง provincialism of the mind ได้ดีที่สุด
- คนหนึ่งศึกษาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของหลายจังหวัด
- คนหนึ่งรู้สึกกังวลก่อนสอบ แต่ยังคงสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับผู้อื่น
- คนหนึ่งคิดว่าไม่มีทางเข้าใจคนที่ไม่คุ้นเคยได้ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของตนเท่านั้นที่เป็นเรื่องปกติ
ดูคำตอบ
คนหนึ่งคิดว่าไม่มีทางเข้าใจคนที่ไม่คุ้นเคยได้ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของตนเท่านั้นที่เป็นเรื่องปกติ
cast others into the role of ... foreigners ในฐานะการตีกรอบผู้อื่นเป็นคนนอก
ในที่นี้ cast others into the role of ... หมายถึงการกำหนดบทบาทให้คนอื่นในความคิด ราวกับว่าชีวิตเป็นละคร วลีนี้บรรยายมุมมองที่มีอคติ ไม่ได้หมายถึงงานจริง บทบาทการแสดงจริง หรือการเปลี่ยนสัญชาติ คำคุณศัพท์ทำให้ระยะห่างในจินตนาการรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดย daunting หมายถึงชวนให้หวาดหวั่น unfathomable หมายถึงเข้าใจได้ยากมาก และ unknowable หมายถึงไม่มีทางรู้จักได้อย่างถ่องแท้ การเรียกคนเหล่านั้นว่า foreigners สานต่อภาพเปรียบเทียบว่าพวกเขาเป็นคนนอกทางความคิด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ cast ... into the role of เพื่อบรรยายการตีกรอบผู้อื่นในใจอย่างไม่เป็นธรรม
- After checking the facts, the team proved that Leo had missed the deadline.
- One mistake cast Leo into the role of the unreliable teammate before anyone heard his explanation.
- The teacher cast Leo in the role of the king for the class play.
ดูคำตอบ
One mistake cast Leo into the role of the unreliable teammate before anyone heard his explanation.
On contact with a person from another world or province,
1:07เมื่อติดต่อกับบุคคลจากอีกโลกหนึ่งหรืออีกอาณาเขตหนึ่ง
a forbidding aura of difference: bầu không khí khác biệt gây e ngại
aura คือความรู้สึกหรือความประทับใจที่มองไม่เห็นและดูเหมือนโอบล้อมคน สถานที่ หรือสิ่งของอยู่ ดังนั้น a forbidding aura จึงให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เย็นชา หรือเข้าถึงยาก โดย forbidding ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการออกคำสั่งห้าม วลี of difference ระบุที่มาของความรู้สึกนั้น คือคนขี้อายมองความไม่คุ้นเคยเป็นเหมือนกำแพง aura นี้เป็นการรับรู้ของเขา ไม่ใช่หลักฐานว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตรจริง ๆ
แบบฝึกหัด
forbidding ใน a forbidding aura of difference หมายความว่าอย่างไร
- แสดงว่าการติดต่อกับคนนั้นถูกห้ามอย่างเป็นทางการ
- พิสูจน์ว่าคนนั้นต้องการอยู่ตามลำพัง
- ทำให้คนนั้นดูน่าเกรงขามและเข้าถึงยาก
ดูคำตอบ
ทำให้คนนั้นดูน่าเกรงขามและเข้าถึงยาก
They may silently and awkwardly say to themselves
1:16พวกเขาอาจจะพูดกับตัวเองเงียบ ๆ และอย่างงุ่มง่าม
there's nothing to be said or done: ไม่มีอะไรจะพูดหรือทำ
ในประโยคนี้ there's nothing to be said or done หมายถึงคนขี้อายคิดว่าไม่มีคำพูดหรือการกระทำใดที่เป็นไปได้หรือมีประโยชน์ สำนวนนี้ปิดทั้งโอกาสที่จะพูดและลงมือทำ จึงสื่อถึงการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงการเงียบ โครงสร้างคือ nothing + รูป infinitive แบบ passive โดย nothing to be said หมายถึงไม่มีอะไรที่สามารถพูดได้ และ nothing to be done หมายถึงไม่มีอะไรที่สามารถทำได้ ในที่นี้เป็นคำพูดในใจของผู้ที่กำลังกังวล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ขึ้นต้นด้วย there's: The decision is final, so ____.
ดูคำตอบ
there's nothing to be said or done
while their province is firmly that of 20-somethings,
1:27ในขณะที่กลุ่มของพวกเขาเป็นคนอายุ 20 ต้น ๆ
or because the other is from the land of very beautiful girls,
1:34หรือเพราะอีกฝ่ายมาจากดินแดนของสาวสวย
while they hail from the province of average-looking boys. วลี
1:37ในขณะที่พวกเขามาจากกลุ่มเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดา
hail from: มาจากหรือมีถิ่นกำเนิดใน
Hail from หมายถึงมาจากหรือมีต้นกำเนิดในสถานที่หนึ่ง ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวนำเสนอภูมิหลังที่หนุ่ม ๆ จินตนาการขึ้นราวกับว่าพวกเขามาจาก “จังหวัด” แห่งหนึ่ง จึงสานต่อคำเปรียบเทียบเรื่องแผนที่แบบขบขัน Hail เป็นคำกริยา ส่วน from ใช้นำหน้าสถานที่ต้นกำเนิด คน กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ หรือประเพณีสามารถ hail from สถานที่หนึ่งได้ ในที่นี้สำนวนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับลูกเห็บหรือการโห่ร้องต้อนรับใคร
แบบฝึกหัด
เติมคำแนะนำแบบประณีตนี้ด้วยรูปที่ถูกต้องของ hail from: Our lead engineer ____ Singapore.
ดูคำตอบ
hails from
This is why: ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุและนำเข้าสู่ผล
This is why ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุที่อธิบายไว้แล้ว แล้วนำเข้าสู่ผลที่เกิดจากเหตุนั้น ในประโยคนี้ This หมายถึงวิธีคิดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน why เชื่อมเหตุนั้นกับผลคือไม่สามารถหัวเราะ พูดเล่น หรือผ่อนคลายได้ ลำดับข้อมูลคือ บอกหรืออธิบายเหตุก่อน แล้วใช้ This is why + ผลลัพธ์ วลีนี้ไม่ได้เพิ่มเหตุใหม่ แต่เปลี่ยนคำอธิบายก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุป
แบบฝึกหัด
ผู้เขียนเพิ่งอธิบายเหตุไป และตอนนี้ต้องการนำเข้าสู่ผลของเหตุนั้น ควรใช้คำเชื่อมใด
- although
- because
- This is why
ดูคำตอบ
This is why
hazard a playful remark: ยอมรับความเสี่ยงทางสังคมเมื่อลองพูด
ใน hazard a playful remark คำว่า hazard เป็นคำกริยา หมายถึงเสี่ยงลองพูดบางอย่างเมื่อไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองอย่างไร ผู้พูดไม่ได้เผชิญอันตรายทางกาย แต่เป็นความเสี่ยงทางสังคม เช่น อาจได้รับปฏิกิริยาที่กระอักกระอ่วนหรือไม่เป็นมิตร A playful remark คือคำพูดเบา ๆ ที่มีลักษณะหยอกล้อ เมื่อรวมกัน วลีนี้แสดงถึงความพยายามอย่างระมัดระวังที่จะทำให้การพูดคุยผ่อนคลายขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ hazard เป็นคำกริยาในความหมายว่าลองพูดบางอย่างแม้ไม่แน่ใจในปฏิกิริยา
- She removed a hazard from the hallway.
- She made a routine announcement from the prepared script.
- She hazarded a playful remark to break the tense silence.
ดูคำตอบ
She hazarded a playful remark to break the tense silence.
feel at ease: รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ
ในประโยคนี้ feel at ease หมายถึงรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ แทนที่จะประหม่าหรืออึดอัด วลีนี้เป็นรายการสุดท้ายที่เรียงต่อจาก laugh และ hazard a playful remark และบอกถึงสิ่งที่บุคคลนั้นไม่สามารถทำได้อย่างสบายใจ ตรงนี้ ease เป็นคำนามในวลีตายตัว at ease ไม่ใช่คำกริยา ease ที่หมายถึง “ทำให้บางสิ่งง่ายขึ้นหรือบรรเทาความเจ็บปวด” รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ feel at ease
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ: After the host greeted me warmly, I began to ____.
ดูคำตอบ
feel at ease
The shy person doesn't intend to be unpleasant or unfriendly,
1:47คนขี้อายไม่ได้ตั้งใจที่จะทำตัวไม่น่ารักหรือไม่เป็นมิตร
to making their own goodwill and personality apparent.
1:54ในการแสดงเจตนาดีและบุคลิกภาพของตนเองออกมาให้เห็น
experience all otherness as an insurmountable barrier: รู้สึกว่าสิ่งที่แตกต่างทั้งหมดเป็นอุปสรรคที่ข้ามไม่ได้
โครงสร้าง experience A as B นำเสนอ B ว่าเป็นวิธีที่คนคนหนึ่งรับรู้หรือประสบกับ A เป็นการส่วนตัว ในที่นี้ A คือ all otherness หรือทุกสิ่งที่ถูกมองว่าแตกต่าง ส่วน B คือ an insurmountable barrier หรืออุปสรรคที่ดูเหมือนเอาชนะไม่ได้ barrier ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ถ้อยคำนี้อธิบายว่าทำไมบุคคลนั้นจึงแสดงเจตนาดีและบุคลิกของตนได้ยาก ไม่ได้ยืนยันว่าคนอื่นเป็นศัตรูจริง ๆ หรือว่าอุปสรรคนั้นเอาชนะไม่ได้อย่างเป็นข้อเท็จจริง
แบบฝึกหัด
Mina รู้สึกว่าความแตกต่างทางภาษาเป็นสิ่งที่เอาชนะไม่ได้ ประโยคใดนำเสนอเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง
- The language difference is objectively an insurmountable barrier.
- Mina experiences the language difference as an insurmountable barrier.
- Mina treats the language difference as an insurmountable barrier.
ดูคำตอบ
Mina experiences the language difference as an insurmountable barrier.
We can imagine that in the history of humanity,
1:59เราอาจจินตนาการได้ว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
The people over the hill would have triggered the feeling
2:04ผู้คนที่อยู่หลังเขาอาจจะจุดประกายความรู้สึกนี้
a lilt in their vowels: จังหวะขึ้นลงที่ฟังรื่นหูในเสียงสระ
ในประโยคนี้ a lilt หมายถึงจังหวะเสียงพูดที่ขึ้นลงอย่างเบาและฟังเป็นทำนอง วลี in their vowels บอกว่าจังหวะนี้ได้ยินชัดเป็นพิเศษจากวิธีออกเสียงสระ คำนี้ตรงข้ามกับ monotone and flat ซึ่งหมายถึงการพูดที่ระดับเสียงแทบไม่เปลี่ยน lilt เป็นลักษณะหนึ่งของเสียงพูด ไม่ได้ระบุสำเนียงใดสำเนียงหนึ่งโดยตัวมันเอง และไม่ได้หมายความว่าผู้พูดกำลังร้องเพลง
แบบฝึกหัด
ในประโยค "Her voice had a gentle lilt," คำว่า lilt บรรยายอะไร
- การพูดที่ระดับเสียงแทบไม่เปลี่ยน
- การขึ้นลงที่เบาและเป็นจังหวะในวิธีพูดของเธอ
- ภาษาที่เธอกำลังพูดอยู่โดยเฉพาะ
ดูคำตอบ
การขึ้นลงที่เบาและเป็นจังหวะในวิธีพูดของเธอ
Yet gradually, there emerged ...: การแนะนำความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละน้อย
Yet แสดงความขัดแย้งกับสถานการณ์ก่อนหน้า ส่วน gradually บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทีละน้อย ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ทั้งสองคำจึงช่วยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมไปสู่พัฒนาการใหม่อย่างลื่นไหล There emerged เป็นโครงสร้างบอกการมีอยู่ที่ใช้แนะนำสิ่งใหม่ โดย there ในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ ประธานที่แท้จริงอยู่หลังคำกริยา คือ a more worldly, less exclusive way และลำดับคำนี้ทำให้การปรากฏขึ้นของแนวคิดใหม่เป็นจุดสำคัญ
แบบฝึกหัด
ประโยคต่อใดแสดงความขัดแย้งกับปัญหาก่อนหน้าและแนะนำพัฒนาการใหม่ให้เป็นจุดสนใจได้ดีที่สุด
- At first, the team rejected every proposal. Yet the disagreement continued without any change.
- At first, the team rejected every proposal. Yet gradually, there emerged a plan everyone could support.
- At first, the team rejected every proposal. A plan everyone could support had existed all along.
ดูคำตอบ
At first, the team rejected every proposal. Yet gradually, there emerged a plan everyone could support.
what we might call a psychological cosmopolitanism. การใช้คำ
2:20ซึ่งเราอาจเรียกว่าแนวคิดแบบสากลนิยมทางจิตวิทยา
psychological cosmopolitanism: การมองเห็นความเป็นมนุษย์ร่วมกัน
ในที่นี้ psychological cosmopolitanism หมายถึงวิธีมองผู้คนอย่างเปิดกว้างทางความคิด คือมองข้ามขนบธรรมเนียมที่ไม่คุ้นเคยและตระหนักถึงธรรมชาติความเป็นมนุษย์ที่มีร่วมกัน คำว่า psychological เปลี่ยนจุดเน้นของ cosmopolitanism จากการเป็นส่วนหนึ่งทางการเมืองหรือภูมิศาสตร์มาเป็นทัศนคติทางใจ คำนี้ไม่ได้หมายถึงการเดินทางบ่อย ความหรูหรา หรือเพียงแค่รู้จักหลายวัฒนธรรม แต่หมายถึงความสามารถในการเข้าใจคนแปลกหน้าว่าเป็นเพื่อนมนุษย์เช่นเดียวกับเรา แม้จะมีความแตกต่างภายนอก
แบบฝึกหัด
บุคคลใดแสดง psychological cosmopolitanism ได้ชัดเจนที่สุด
- Maya เรียนรู้ขนบธรรมเนียมที่ไม่คุ้นเคยและมองหาความรู้สึกกับความต้องการที่ผู้คนมีร่วมกัน
- Nora สะสมตราประทับในหนังสือเดินทาง แต่หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนท้องถิ่น
- Leo ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงจากหลายประเทศ
ดูคำตอบ
Maya เรียนรู้ขนบธรรมเนียมที่ไม่คุ้นเคยและมองหาความรู้สึกกับความต้องการที่ผู้คนมีร่วมกัน
who lived very different and mutually unfamiliar lives,
2:29ที่ใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากและไม่คุ้นเคยกัน
prompted by: วางสาเหตุก่อนผลลัพธ์
Prompted by หมายถึง “เกิดจาก ได้รับการกระตุ้นจาก หรือถูกผลักดันโดย” วลีรูปอดีตกริยาช่องที่สามที่ต้นประโยคบอกถึงแรงที่ทำให้ทางเลือกแทนความขี้อายพัฒนาขึ้น นั่นคือการพบกันระหว่างผู้คนต่างกลุ่มเกิดบ่อยขึ้น รูปแบบ Prompted by X, Y... วางสาเหตุไว้ก่อนผลลัพธ์ เป็นรูปแบบที่กระชับและพบได้บ่อยในงานเขียนเชิงวิเคราะห์ โดยแสดงว่า X เป็นแรงกระตุ้นที่ก่อให้เกิดผล ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ให้ถูกต้อง: ____ repeated safety complaints, the school added a second crossing guard.
ดูคำตอบ
Prompted by
Greek travelers who worshiped human-like divinities
2:38นักเดินทางชาวกรีกที่บูชาเทพเจ้าที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์
learnt that Egyptians revered cats and certain birds.
2:41ได้เรียนรู้ว่าชาวอียิปต์เคารพสักการะแมวและนกบางชนิด
encountered chieftains who lived in drafty wooden huts.
2:51ได้พบกับหัวหน้าเผ่าที่อาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ที่มีลมโกรก
an approach developed that proposed that all these humans,
2:56ได้เกิดแนวทางที่เสนอว่ามนุษย์เหล่านี้ทั้งหมด
whatever their surface variations: วลีสั้นที่มีความหมายว่า “ไม่ว่า...”
ในที่นี้ whatever their surface variations หมายถึง “ไม่ว่าความแตกต่างภายนอกของพวกเขาจะเป็นแบบใด” Whatever ใช้แสดงการยอมรับว่ามีความแตกต่าง แต่ความแตกต่างนั้นไม่เปลี่ยนใจความหลักที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิ่งพื้นฐานบางอย่างร่วมกัน รูปแบบย่อ whatever + นามวลี ใช้แทนอนุประโยคที่ยาวกว่าอย่าง whatever their surface variations may be ได้ เมื่อคั่นด้วยจุลภาค รูปแบบนี้จะเพิ่มข้อมูลเปรียบต่างเป็นพื้นหลังโดยไม่กลายเป็นใจความหลัก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำสามคำตามลำดับที่ให้ไว้: whatever + their + ages. ____, all campers must follow the same safety rule.
ดูคำตอบ
Whatever their ages
shared a common core: พื้นฐานร่วมกันในเชิงนามธรรม
ในประโยคนี้ shared a common core หมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณลักษณะพื้นฐานเดียวกันภายใต้ความแตกต่างภายนอก core เป็นอุปมา หมายถึงส่วนที่เป็นศูนย์กลางและสำคัญที่สุด ไม่ใช่วัตถุจริง share ยังหมายถึง “มีร่วมกัน” ได้ เมื่อใช้กับกรรมที่เป็นนามธรรมอย่าง core จะสื่อว่าทั้งกลุ่มมีพื้นฐานร่วมกัน แม้ลักษณะอื่นจะแตกต่างกัน
แบบฝึกหัด
วลีที่เน้นไว้ในประโยคใหม่นี้หมายถึงอะไร? The two plans look different, but they share a common core.
- ทุกรายละเอียดในแผนทั้งสองเหมือนกันทั้งหมด
- ทั้งสองแผนมีวัตถุจริงหนึ่งชิ้นอยู่ร่วมกัน
- ทั้งสองแผนอิงอยู่กับแนวคิดพื้นฐานเดียวกัน
ดูคำตอบ
ทั้งสองแผนอิงอยู่กับแนวคิดพื้นฐานเดียวกัน
It was to this that ...: การเน้น “to this”
“It was ... that” เป็นโครงสร้างเน้นส่วนหนึ่งของประโยคให้เด่นชัด ในที่นี้ it เป็นเพียงส่วนประกอบทางไวยากรณ์ ไม่ได้แทนคนหรือสิ่งของใด ส่วนที่ถูกเน้นคือ “to this” โดย this ย้อนกลับไปหมายถึงแก่นร่วมที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และ to เป็นส่วนหนึ่งของ turn to ถ้าใช้ลำดับคำแบบธรรมดาจะเป็น “The mature mind should turn to this.” โครงสร้างเน้นนี้ชี้ว่า สิ่งที่จิตใจควรหันไปให้ความสนใจคือสิ่งนี้ ไม่ใช่ความแตกต่างที่เห็นได้ภายนอก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเน้นแบบเป็นทางการให้สมบูรณ์ โดยเน้น “the safety guide” ว่าเป็นสิ่งที่นักเดินป่ามือใหม่ควรหันไปพึ่งก่อน: ____ the safety guide ____ new hikers should turn first.
ดูคำตอบ
It is to · that
so nothing human is foreign to me." วัฒนธรรม
3:17ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่จะแปลกปลอมสำหรับข้าพเจ้า"
Gave voice to a mindset: ถ่ายทอดกรอบความคิดออกมา
“Give voice to something” หมายถึงการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก หรือความกังวลออกมาเป็นคำพูดอย่างชัดเจน “Gave” เป็นรูปอดีตของ “give” สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการมอบเสียงให้ใครตามตัวอักษร ในประโยคนี้ “to this cosmopolitan mindset” ถูกย้ายไปไว้ข้างหน้าและเน้นด้วยโครงสร้างประโยคเน้น ถ้าใช้ลำดับคำธรรมดาจะเป็น “Terence gave voice to this cosmopolitan mindset.” คำพูดของเขาแสดงวิธีมองมนุษยชาติแบบนั้นอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้ “give voice” ในรูปอดีตพร้อมคำบุพบทที่จำเป็น: The documentary ____ the fears of families living near the river.
ดูคำตอบ
gave voice to
ความหมายของ “nothing human is foreign to me”
เทเรนซ์ นักเขียนบทละครชาวโรมันโบราณ ใช้คำว่า foreign ในความหมายว่า “อยู่นอกเหนือความสนใจหรือความเข้าใจของฉัน” ไม่ใช่ “มาจากประเทศอื่น” ข้อความนี้บอกว่าเราไม่ควรมองเรื่องใดในชีวิตมนุษย์ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย ในบริบทนี้ คำกล่าวดังกล่าวถ่ายทอดแนวคิดแบบพลเมืองโลกว่า มนุษย์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมนุษย์ที่กว้างใหญ่กว่าเดิม คำกล่าวนี้เน้นความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมและแต่ละบุคคลไม่มีความแตกต่างกัน
แบบฝึกหัด
“nothing human is foreign to me” ในคำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร?
- ทุกคนมีวัฒนธรรมและประสบการณ์เหมือนกันทุกประการ
- ฉันสนใจเฉพาะผู้คนจากประเทศของฉันเท่านั้น
- เราไม่ควรมองว่าประสบการณ์ของมนุษย์เรื่องใดไม่เกี่ยวข้องกับฉันเลย
ดูคำตอบ
เราไม่ควรมองว่าประสบการณ์ของมนุษย์เรื่องใดไม่เกี่ยวข้องกับฉันเลย
in rendering universal sympathy a cornerstone of its view of existence. ไวยากรณ์
3:22ในการทำให้ความเห็นอกเห็นใจสากลเป็นรากฐานสำคัญของมุมมองต่อการดำรงอยู่
rendering universal sympathy a cornerstone: โครงสร้าง render A B
ใน rendering universal sympathy a cornerstone คำว่า render หมายถึง “ทำให้กลายเป็น” หรือ “ทำให้เป็น” โดย universal sympathy เป็นกรรม A และ a cornerstone เป็นส่วนเติมเต็มกรรม B ที่ระบุบทบาทซึ่งเกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์ โครงสร้างคือ render + A + B ซึ่งหมายถึงบางสิ่งทำให้ A อยู่ในสภาพหรือกลายเป็น B ในที่นี้ ศาสนาคริสต์ทำให้ความเห็นอกเห็นใจต่อมนุษย์ทุกคนเป็นหลักสำคัญในมุมมองที่มีต่อการดำรงอยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ render และส่วนเติมเต็มที่เป็นนาม “a cornerstone”: The new policy ____ public safety ____ of all future planning.
ดูคำตอบ
renders · a cornerstone
not on the basis of having a buoyant or gregarious nature, โน้ต
3:30ไม่ใช่บนพื้นฐานของการมีธรรมชาติที่ร่าเริงหรือชอบเข้าสังคม
ความหมายของ buoyant or gregarious nature
ในการบรรยายบุคลิกนี้ buoyant หมายถึงร่าเริง มีความหวัง และเต็มไปด้วยพลังเชิงบวก ส่วน gregarious หมายถึงชอบอยู่ร่วมกับผู้อื่นและแสวงหาการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ขณะที่ nature หมายถึงลักษณะนิสัยปกติของคนคนหนึ่ง คำสองคำนี้บอกคุณลักษณะต่างกัน คนคนหนึ่งอาจ buoyant โดยไม่ชอบเข้าสังคม หรืออาจ gregarious โดยไม่ได้ร่าเริงตลอดเวลา ประโยคนี้รวมคุณลักษณะทั้งสองไว้เป็นคำอธิบายที่อาจมองเห็นเพียงผิวเผิน และบอกว่าทั้งสองอย่างไม่ใช่พื้นฐานที่แท้จริงของการเป็นผู้มีความเป็นสากล
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้คำทั้งสองได้ถูกต้อง Nora stays cheerful after setbacks. Liam loves meeting people at crowded parties.
- Nora is gregarious; Liam is buoyant.
- Nora is buoyant; Liam is buoyant.
- Nora is buoyant; Liam is gregarious.
ดูคำตอบ
Nora is buoyant; Liam is gregarious.
but because they are in touch with a fundamental truth about humanity, สำนวน
3:33แต่เป็นเพราะพวกเขาเข้าถึงความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยชาติ
โครงสร้าง not on the basis of ... but because
โครงสร้างนี้ปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งก่อน แล้วจึงบอกคำอธิบายที่ผู้เขียนยอมรับว่าเป็นจริง: not on the basis of X, but because Y ในประโยคนี้ X คือนิสัยร่าเริงและชอบเข้าสังคม ส่วน Y คือการเข้าใจความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยชาติ ทั้งสองส่วนใช้ไวยากรณ์ต่างกัน on the basis of ตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing (having...) ส่วน because นำหน้าอนุประโยคที่สมบูรณ์ (they are...) โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้เขียนแก้คำอธิบายที่เห็นเพียงผิวเผินและหันความสนใจไปยังสาเหตุที่แท้จริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปรียบต่างจากบทเรียน: Leo won the science prize ____ his age, ____ his experiment was the clearest.
ดูคำตอบ
not on the basis of · but because
in touch with a fundamental truth: การตระหนักรู้ ไม่ใช่การติดต่อสื่อสาร
ในที่นี้ in touch with หมายถึง “ตระหนักรู้และไวต่อสิ่งนั้น” วลีนี้บอกว่าความคิดของพวกเขายังคงเชื่อมโยงกับความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ได้หมายถึงการติดต่อสื่อสารกับความจริงนั้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค "A good leader stays in touch with what the team needs," คำว่า "in touch with" หมายถึงอะไร
- ตระหนักรู้และตอบสนองอย่างเหมาะสม
- แลกเปลี่ยนข้อความกันเป็นประจำ
- สัมผัสทางกาย
ดูคำตอบ
ตระหนักรู้และตอบสนองอย่างเหมาะสม
irrespective of appearance: ตัดปัจจัยเรื่องรูปลักษณ์ออกจากการพิจารณา
Irrespective of appearance หมายถึง “โดยไม่ให้รูปลักษณ์ส่งผลต่อข้อสรุป” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ว่ารูปลักษณ์จะเป็นอย่างไร” วลีนี้กำหนดให้รูปลักษณ์เป็นปัจจัยที่ไม่นำมาพิจารณา ดังนั้นความแตกต่างด้านหน้าตาจึงไม่เปลี่ยนข้อความที่ตามมา โครงสร้างคือ irrespective of + นามวลี ในที่นี้ appearance เป็นคำนามที่ระบุปัจจัยซึ่งถูกตัดออกจากการพิจารณา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีแบบเป็นทางการจากบทเรียนซึ่งหมายถึง “โดยไม่ได้รับผลกระทบจาก”: The rule applies ____ age.
ดูคำตอบ
irrespective of
an insight that the tongue-tied guest at the party
3:43ซึ่งเป็นความเข้าใจที่แขกผู้พูดไม่ออกในงานปาร์ตี้
be guilty of + -ing ใน “are guilty of implicitly refusing”
ในประโยคนี้ are guilty of ไม่ได้หมายความว่าคนสองคนนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา แต่เป็นการกล่าวโทษว่า พฤติกรรมของพวกเขาถูกวิจารณ์ได้ว่าเป็นความผิดพลาดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม หลัง guilty of ถ้าเป็นการกระทำให้ใช้รูป -ing ในที่นี้ implicitly refusing หมายถึงพวกเขาไม่ได้พูดว่า “ไม่” อย่างเปิดเผย แต่พฤติกรรมของพวกเขาเท่ากับปฏิเสธข้อคิดที่กล่าวถึงก่อนหน้า โดย implicitly ขยาย refusing
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ was และ guilty of + รูปที่ถูกต้องของ ignore: The committee knew about the warning but did nothing. It ____ the warning.
ดูคำตอบ
was guilty of ignoring
rank or status have been major sources of shy provincialism.
3:51ยศถาบรรดาศักดิ์หรือสถานะเป็นสาเหตุสำคัญของความขี้อายแบบคนบ้านนอก
the young milkmaid stammered when the earl's son visited the stable.
3:58เด็กสาวรีดนมที่อายุน้อยจะพูดติดอ่างเมื่อลูกชายของเอิร์ลมาเยี่ยมคอกม้า
feels he could never hang out with the beautiful girl, กริยาวลี
4:06รู้สึกว่าเขาจะไม่มีวันได้ไปเที่ยวกับสาวสวย
hang out with: ใช้เวลาสบาย ๆ ร่วมกัน
Hang out with someone หมายถึงใช้เวลาร่วมกับคนนั้นอย่างสบาย ๆ และไม่เป็นทางการ โดย with นำหน้าคนที่มาร่วมกิจกรรม ในที่นี้ เด็กหนุ่มคิดว่าแม้แต่การเข้าสังคมแบบสบาย ๆ กับหญิงสาวก็เป็นไปไม่ได้ สำนวนนี้ไม่ได้บอกว่าทั้งคู่กำลังคบหากัน และ hang ก็ไม่ได้ใช้ในความหมายตรงตัวว่า “แขวน”
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงใช้เวลาสบาย ๆ กับใครบางคน: On Saturdays, I ____ my cousins at the park.
ดูคำตอบ
hang out with
or the modestly off will lose any ability to talk to the very wealthy.
4:09หรือคนที่มีฐานะปานกลางจะสูญเสียความสามารถใด ๆ ที่จะพูดคุยกับคนที่รวยมาก
fixates on the gulfs: ความสนใจที่ติดอยู่กับความแตกต่าง
fixate on หมายถึงการจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง โดยมักมากเกินไปหรือนานเกินไป ในประโยคนี้ จิตใจถูกบรรยายว่าติดอยู่กับความแตกต่างแทนที่จะมองภาพรวม gulfs เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ gulf คือช่องว่างที่กว้าง ดังนั้นรูปพหูพจน์จึงเปลี่ยนความแตกต่างระหว่างผู้คนให้กลายเป็นระยะห่างมหาศาลในจินตนาการ วลีนี้รวมภาพเปรียบเทียบเกี่ยวกับการทำงานของจิตใจกับพื้นที่เข้าด้วยกัน คือความสนใจไปติดอยู่กับช่องว่างและทำให้ช่องว่างนั้นดูใหญ่ขึ้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Both sides fixated on the gulf between their plans,” ผู้พูดกำลังสื่ออะไร?
- พวกเขาให้ความสนใจกับความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างแผนมากเกินไป
- พวกเขาสังเกตเพียงชั่วครู่ว่าแผนทั้งสองเหมือนกัน
- พวกเขามองแหล่งน้ำจริงที่อยู่ข้างแผนเหล่านั้น
ดูคำตอบ
พวกเขาให้ความสนใจกับความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างแผนมากเกินไป
My nose looks like a child modeled it out of Plasticine,
4:16จมูกของฉันดูเหมือนว่าเด็กปั้นมันมาจากดินน้ำมัน
yours as if it had been carved out by Michelangelo. ไวยากรณ์
4:19ของคุณราวกับว่ามันถูกแกะสลักโดยไมเคิลแองเจโล
as if it had been carved out by Michelangelo: past perfect แบบ passive สำหรับการเปรียบเทียบในจินตนาการ
ในที่นี้ as if ใช้เริ่มการเปรียบเทียบในจินตนาการเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของจมูกอีกฝ่าย ประโยคไม่ได้กล่าวว่ามิเกลันเจโลเป็นผู้สร้างจมูกนั้นจริง ๆ การกล่าวเกินจริงนี้หมายความว่าจมูกดูมีรูปทรงที่งดงามเป็นพิเศษ had been carved เป็นรูป past perfect แบบ passive มีโครงสร้าง had been + past participle รูป passive ทำให้ความสนใจอยู่ที่จมูก ส่วน past perfect จินตนาการถึงการแกะสลักที่เสร็จก่อนรูปลักษณ์ที่มองเห็นในปัจจุบัน เมื่อใช้ร่วมกับ as if จึงทำให้การเปรียบเทียบห่างจากความเป็นจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วย as if และรูป past perfect แบบ passive ของ design: The cardboard castle looked ____ by a famous architect.
ดูคำตอบ
as if it had been designed
while you fear that the expansion of your business into Mexico
4:23ในขณะที่คุณกลัวว่าการขยายธุรกิจของคุณไปยังเม็กซิโก
they just refuse to be cowed or dominated by them. การใช้คำ
4:32พวกเขาเพียงแค่ปฏิเสธที่จะถูกข่มขู่หรือถูกครอบงำด้วยสิ่งเหล่านั้น
well aware of: ตระหนักถึงบางสิ่งอย่างชัดเจน
well aware of หมายถึง “ตระหนักอย่างเต็มที่” หรือ “รับรู้อย่างชัดเจน” คำว่า well ช่วยเน้น aware จึงไม่ได้หมายถึงการรู้สึกอย่างคลุมเครือเท่านั้น โครงสร้างคือ be well aware of + คำนามหรือรูป -ing ในประโยคนี้ ผู้พูดยอมรับก่อนว่าความแตกต่างมีอยู่จริง แล้วจึงอธิบายว่าไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความแตกต่างควบคุมการตอบสนองของคนเรา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ตระหนักอย่างเต็มที่”: Maya is ____ the problem, but she has chosen to continue.
ดูคำตอบ
well aware of
be cowed or dominated by: ถูกข่มขู่หรือครอบงำ
ในประโยคนี้ be cowed หมายถึง “ถูกข่มขู่จนยอมถอย” Cowed ไม่ได้บอกเพียงว่ารู้สึกกลัว แต่สื่อว่าแรงกดดันหรืออำนาจทำให้คนยอมจำนน ส่วน be dominated หมายถึง “ถูกควบคุมหรือครอบงำ” วลีรูปถูกกระทำทั้งสองเชื่อมด้วย or: be cowed or dominated by them ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย by บอกว่าแรงใดกระทำต่อบุคคลนั้น ในที่นี้ them หมายถึง differences ซึ่งถูกมองเป็นแรงกดดันที่ผู้มีมุมมองแบบสากลไม่ยอมให้มาควบคุมการตอบสนองของตน
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดอธิบาย “They refuse to be cowed or dominated by criticism” ได้ดีที่สุด
- พวกเขาจะไม่ยอมให้คำวิจารณ์ข่มขู่จนต้องถอยหรือควบคุมการกระทำของตน
- พวกเขากลัวคำวิจารณ์และเชื่อฟังทันที
- พวกเขาไม่สังเกตว่ามีคำวิจารณ์อยู่เลย
ดูคำตอบ
พวกเขาจะไม่ยอมให้คำวิจารณ์ข่มขู่จนต้องถอยหรือควบคุมการกระทำของตน
look beyond them: พิจารณามากกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ในที่นี้ look beyond them หมายถึงไม่หยุดอยู่แค่ความแตกต่างภายนอกที่ them กล่าวถึง แต่พิจารณาความเหมือนร่วมกันที่ลึกกว่า ไม่ได้หมายถึงการมองข้ามวัตถุไปจริง ๆ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ look beyond + คำนามหรือคำสรรพนาม หมายถึงการพิจารณามากกว่ารูปลักษณ์ ปัญหา ข้อจำกัด หรือข้อเท็จจริงระยะสั้นที่เห็นอยู่ตรงหน้า
แบบฝึกหัด
เติมคำแนะนำด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงพิจารณามากกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า: To choose the right school, ____ its test scores and think about where you will feel supported.
ดูคำตอบ
look beyond
in practical terms: เปลี่ยนจากแนวคิดนามธรรมสู่ความเป็นจริง
in practical terms เป็นสัญญาณว่ากำลังเปลี่ยนจากคำอธิบายที่เป็นนามธรรมหรือเป็นอุดมคติ ไปสู่สิ่งที่ทำได้หรือสังเกตได้จริง ในที่นี้ผู้เขียนแก้คำว่า perceive ให้เป็น guess at ซึ่งตรงกับความเป็นจริงมากกว่า สำนวนนี้มักใช้เพื่อนำเข้าสู่ผลที่เกิดขึ้นจริง รูปแบบที่ทำได้ หรือข้อจำกัดในโลกจริง แนวคิดก่อนหน้าอาจฟังดูถูกต้องในทางทฤษฎี แต่ส่วนที่ตามมาจะอธิบายว่าสิ่งใดเกิดขึ้นจริง
แบบฝึกหัด
in practical terms หมายถึงอะไรในประโยคนี้? The repair is possible, but in practical terms it would cost more than a new machine.
- อธิบายแนวคิดด้วยคำที่ง่ายขึ้น
- พิจารณาผลที่เกิดขึ้นจริง
- ใช้ศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับการซ่อม
ดูคำตอบ
พิจารณาผลที่เกิดขึ้นจริง
Shyness does have its insightful dimensions. ไวยากรณ์
4:42ความเขินอายมีมิติที่หยั่งรู้ของมันอยู่จริง ๆ
does have ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่า
ในประโยคบอกเล่านี้ does ใช้เน้น have โดยมีความหมายว่า “มีจริง ๆ” หรือ “มีอย่างแน่นอน” ประโยคนี้ยอมรับว่าความขี้อายมีด้านที่มองอะไรได้อย่างลึกซึ้งจริง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีการวิจารณ์ความขี้อายก็ตาม โครงสร้างคือ do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน เนื่องจากประธาน shyness เป็นเอกพจน์ จึงใช้ does + have ไม่ใช่ does + has
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปเน้นของ have: Some people doubt the old laptop, but it ____ enough power for this game.
ดูคำตอบ
does have
that we might be bothering someone with our presence.
4:47ว่าเราอาจจะกำลังรบกวนใครบางคนด้วยการปรากฏตัวของเรา
that a stranger could be dissatisfied or discomfited by us.
4:51ว่าคนแปลกหน้าอาจจะรู้สึกไม่พอใจหรืออึดอัดกับเรา
The shy person is touchingly alive to the dangers of being a nuisance. สำนวน
4:55คนขี้อายมีความรู้สึกไวต่ออันตรายของการเป็นตัวปัญหาได้อย่างน่าสัมผัส
alive to the dangers of being a nuisance: ตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะรบกวนผู้อื่น
ในที่นี้ alive to หมายถึงตระหนักอย่างชัดเจนหรือไวต่อบางสิ่ง บุคคลนั้นมองเห็นความเสี่ยงที่จะกลายเป็น a nuisance คือรบกวนหรือทำให้คนอื่นไม่สะดวก คำว่า dangers ในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงทางสังคม ไม่ใช่อันตรายต่อร่างกาย วลีนี้นำเสนอการตระหนักดังกล่าวด้วยความเห็นใจ โดยมองว่าความกังวลว่าจะส่งผลต่อผู้อื่นเป็นความละเอียดอ่อนที่เฉียบคม
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Lena was alive to the danger of interrupting too often,” alive to the danger หมายความว่าอะไร
- ตระหนักถึงความเสี่ยงนั้นอย่างชัดเจน
- พร้อมที่จะเพิกเฉยต่อความเสี่ยงนั้น
- มีชีวิตอยู่ได้เพราะความเสี่ยงนั้น
ดูคำตอบ
ตระหนักถึงความเสี่ยงนั้นอย่างชัดเจน
we simply pay an unnecessarily heavy price for our reserve around people สำนวน
5:02เราเพียงแค่จ่ายราคาที่แพงเกินจำเป็นสำหรับการสงวนท่าทีของเราเมื่ออยู่รอบ ๆ ผู้คน
pay an unnecessarily heavy price for: ต้องรับผลเสียหนักที่จริงแล้วหลีกเลี่ยงได้
ในประโยคนี้ pay an unnecessarily heavy price for เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการได้รับผลเสียร้ายแรงเพราะบางสิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีการจ่ายเงินจริง คำว่า unnecessarily บอกว่าความเสียหายนั้นหลีกเลี่ยงได้ โครงสร้างคือ pay a heavy price for + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ตรงนี้สาเหตุคือความสงวนท่าทีเมื่ออยู่กับผู้อื่น ส่วน “ราคา” คือการพลาดโอกาสที่จะสร้างความใกล้ชิด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษที่เน้นไว้ให้ตรงทุกคำ: Small businesses can ____ one careless security decision.
ดูคำตอบ
pay an unnecessarily heavy price for
if only we'd known how to manifest our own benevolence. ไวยากรณ์
5:09หากเพียงเรารู้วิธีแสดงความปรารถนาดีของเราเองออกมา
might well have opened: ความเป็นไปได้ในอดีตที่ค่อนข้างสูง
Might well have opened ใช้โครงสร้าง might + well + have + past participle โดยบอกว่าการเปิดใจเป็นความเป็นไปได้ในอดีตที่ค่อนข้างสูง แต่ยังคงเหลือความไม่แน่นอนอยู่บ้าง ตรงนี้ well เพิ่มระดับความเป็นไปได้ ไม่ได้หมายความว่าการเปิดใจนั้นทำได้อย่างชำนาญ ส่วนอนุประโยค if only ตั้งเงื่อนไขในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นจริง จึงนำเสนอการเปิดใจว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย might well have + รูปที่ถูกต้องของ leave: The last train ____ before we reached the station.
ดูคำตอบ
might well have left
เปิดใจให้เรา
การเปิดใจให้ใครสักคนหมายถึงการเปิดกว้างทางความรู้สึกต่อคนนั้น เช่น แสดงความไว้วางใจ ความอบอุ่น หรือความรู้สึกที่จริงใจ ในประโยคนี้ opened their hearts to us หมายความว่าคนเหล่านั้นอาจตอบรับเราอย่างเปิดใจและเป็นมิตร สำนวนนี้เปรียบ heart เป็นที่อยู่ของความรู้สึก ไม่ได้หมายถึงการเปิดหัวใจจริง ๆ และไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยความลับเสมอไป ลักษณะของการเปิดใจที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'After several honest talks, Nina opened her heart to her aunt,' วลี opened her heart to her aunt หมายความว่าอย่างไร
- เธอหยุดพูดกับป้าของเธอ
- เธอผ่าตัดหัวใจให้ป้าของเธอ
- เธอเปิดใจกับป้าของเธอทางความรู้สึก
ดูคำตอบ
เธอเปิดใจกับป้าของเธอทางความรู้สึก
if only we'd known how to...: ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นเรารู้ว่าต้องทำอย่างไร
If only we'd known how to ... แสดงความเสียดายหรือเสียใจเกี่ยวกับอดีต ในที่นี้ we'd หมายถึง we had ดังนั้น we'd known จึงเป็น past perfect กล่าวคือ ตอนนั้นผู้พูดไม่รู้ว่าจะแสดงความปรารถนาดีอย่างไร ใช้ if only + ประธาน + had + past participle เพื่อปรารถนาให้สถานการณ์ในอดีตที่จบไปแล้วแตกต่างจากความจริง โครงสร้างนี้ไม่ใช่เงื่อนไขทั่วไป แต่เป็นการมองย้อนกลับไปยังสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคแสดงความเสียดายเกี่ยวกับอดีตให้สมบูรณ์ด้วย if only และรูปย่อ I'd: '____ checked the map before we got lost.'
ดูคำตอบ
If only I'd
cling too jealously to our province: ยึดติดกับ “เขตแดน” ของตนอย่างหวงแหนเกินไป
ในที่นี้ cling to หมายถึง “เกาะไว้แน่นและไม่ยอมปล่อย” กรรมของวลีนี้อาจเป็นความคิดหรืออัตลักษณ์ได้ จึงหมายถึงการยึดติดทางใจ ไม่ใช่การจับด้วยมือ our province สานต่ออุปมาเรื่องดินแดนทางความคิดที่คับแคบ too jealously หมายถึง “หวงและตั้งรับมากเกินสมควร” ประโยคนี้จึงวิจารณ์คนที่ปกป้องอัตลักษณ์และประสบการณ์ที่คุ้นเคย ราวกับว่าคนนอกกำลังคุกคามสิ่งเหล่านั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ยังคงยึดไว้แน่น”: Even after the evidence changed, he continued to ____ his old belief.
ดูคำตอบ
cling to
The pimply boy doesn't discover that he and the high school beauty
5:15เด็กหนุ่มหน้าสิวไม่ค้นพบว่าเขาและสาวสวยประจำโรงเรียนมัธยม
share a taste in humor and a similarly painful relationship with their father.
5:19มีอารมณ์ขันที่เหมือนกันและมีความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดกับพ่อของพวกเขาในทำนองเดียวกัน
yet ultimately excessive and unwarranted way
5:30แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นวิธีที่มากเกินไปและไม่สมควร
touching, yet ultimately excessive and unwarranted: ยอมรับด้านดีก่อนเข้าสู่คำวิจารณ์สุดท้าย
ประโยคนี้เริ่มด้วยการเรียกความขี้อายว่า touching หมายความว่ามันอาจดูอ่อนโยนหรือทำให้รู้สึกสะเทือนใจ จึงเป็นการยอมรับด้านที่น่าเห็นใจไว้ชั่วครู่ โดย touching ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสัมผัสร่างกาย yet เปลี่ยนไปสู่คำตัดสินตรงข้ามที่สำคัญกว่า และ ultimately บอกว่าคำตัดสินนั้นคือข้อสรุปสุดท้าย จากนั้น excessive and unwarranted ระบุว่าวิธีรู้สึกว่าตนต่างจากผู้อื่นนี้มากเกินไปและไม่มีเหตุผลรองรับ รูปแบบ “จุดดี, yet ultimately ข้อสรุปเชิงวิจารณ์” ช่วยให้ผู้เขียนดูเป็นธรรมก่อนกล่าวคำวิจารณ์หลัก
แบบฝึกหัด
เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่ใช้เริ่มคำตัดสินสุดท้ายซึ่งตรงข้ามกัน: The plan sounded generous, ____ unfair to the smallest team.
ดูคำตอบ
yet ultimately